ผู้ว่าฯภูเก็ต โร่แจงนายกฯ หลัง ครม.มีมติย้ายนั่งรองปลัด มท.

ผู้ว่าฯภูเก็ต โร่แจงนายกฯ หลัง ครม.มีมติย้ายนั่งรองปลัด มท.

ผู้ว่าฯภูเก็ต โร่แจงนายกฯ หลัง ครม.มีมติย้ายนั่งรองปลัด มท.

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.45 น.

“ผู้ว่าฯภูเก็ต”โร่แจง”นายกฯ” หลัง ครม.มีมติย้ายนั่ง”รองปลัด มท.” ยันขัดแย้งในพื้นที่มาก่อนแล้ว-ไม่ใช่คู่ขัดแย้งใคร มีปัญหากับใคร ย้ำไม่ท้อทำงานต่อ ลั่นเป็นพี่ เห็นทุกคนเป็นน้อง เตือนแล้วอย่าเรียกรับผลประโยชน์จากใคร เชื่อสาเหตุเตือนเป็นชนวนเหตุให้ไม่พอใจ

16 มิถุนายน 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้สัมภาษณ์กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รับทราบแล้วหรือยัง ว่า รับทราบแล้ว เดี๋ยวขอคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ก่อน เคารพการตัดสินใจของนายกฯ เสมอ เมื่อถามว่า การถูกย้ายครั้งนี้ทำให้เสียกำลังใจในการทำงานหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ไม่ ตนเคารพนายกฯ

เมื่อถามย้ำว่า สรุปแล้วเป็นปัญหาการทำงานร่วมกันในพื้นที่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า “ผมไม่ได้มีปัญหากับใครเลย ผมเป็นคนที่ลงไปแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไปดูในเพจข่าวต่างๆ ดีๆ ความขัดแย้งมันมีมาก่อนที่ผมจะไปอยู่ที่ภูเก็ต ผมไปเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไปทำหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ได้เป็นพวกของใครคนใดคนหนึ่ง คนที่เชื่อผมเขาก็ปรับตัว คนไม่เชื่อผมก็ไม่ปรับตัว แล้วเมื่อผมคอนโทรลไม่ได้ ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ก็จะต้องถูกกระทรวงมหาดไทยพิจารณาถูกปรับย้าย ผมเคารพการตัดสินใจของปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายกฯ”

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ที่ตนมาวันนี้เพื่อมารายงานสถานการณ์ให้นายกฯรับทราบ เพราะหลายๆ อย่างมีความคืบหน้า มันไม่ใช่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เรื่องมาเฟียต่างชาติตอนนี้นิ่งจบ ส่วนความขัดแย้งภายในของคนในพื้นที่ตนยังแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาระดับกระทรวงก็จะมารายงานท่านไม่มีอะไร

เมื่อถามว่า ท้อใจไหมที่โดนแบบนี้ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ไม่ท้อครับ เดินหน้าทำงานและตั้งใจทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด และรักษาความถูกต้อง ทำได้เท่าไหร่ก็อยู่ที่ผู้บังคับบัญชาประเมิน ถ้าบางเรื่องเราทำไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับไป

เมื่อถามว่า ที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบเรื่องดังกล่าวยังคงเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ในความเห็นของคนในพื้นที่ ตนว่ามันน่าจะมีกรรมการมากกว่ากรมใดกรมหนึ่งลงไปสอบ เพราะมันเป็นเรื่องระดับรองผู้ว่าฯ ก็เป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย ฉะนั้น กระทรวงมหาดไทยก็ควรจะส่งกรรมการลงไปสอบ โดยการนำของรองปลัดกระทรวง เพื่อให้สามารถเรียกทุกกรมทุกหน่วยในสังกัดมาพูดคุยและตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ได้

เมื่อถามว่า เมื่อมีการย้ายผู้ว่าฯและรองผู้ว่าแล้ว ปัญหาความขัดแย้งภายในจังหวัดจะจบลงหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ความขัดแย้งต้องแยกก่อน คือ ความขัดแย้งเรื่องการมองผลประโยชน์ในพื้นที่ อันนี้เป็นหน้าที่ของคนที่มีหน้าที่ ณ ปัจจุบันต้องไปแก้ไข แต่ปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างบุคคล ถ้าบุคคลที่ถูกอ้างว่าขัดแย้งถูกย้ายออกไป อันนี้ก็หมดไปพร้อมกับบุคคล

เมื่อถามว่า การย้ายไปเป็นผู้ว่าฯที่ภูเก็ต เหมือนรองผู้ว่าฯภูเก็ตรับน้อง มองประเด็นนี้อย่างไร นายนิรัตน์ กล่าวว่า “ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นซี 10 ปีที่ 9 อาวุโสที่สุดในประเทศไทย ผมไม่ใช่น้องของใคร ผมเห็นทุกคนเป็นน้อง และมีหน้าที่ช่วยให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมได้เตือน ลองไปหาข่าวดูในพื้นที่ ผมได้สั่งห้ามทำอะไรที่นอกฎหมายและห้ามไปเรียกรับจากใคร อย่าไปเบียดเบียนใคร และได้เตือนเมื่อมีการปะทะกัน งัดวัดพลังเกิดขึ้น ผมได้เตือนในที่ประชุมอย่างเปิดเผย ในที่สาธารณะอย่างชัดเจน ย้ำว่าผมไม่ใช่น้องของใคร ผมเป็นของข้าราชการทุกคนในจังหวัด และไม่ใช่คู่ขัดแย้ง”

เมื่อถามว่า การที่เราไปเตือนแบบนี้ทำให้เป็นชนวนเหตุที่ทำให้เขาไม่พอใจ นายนิรัตน์ กล่าวว่า “แน่นอน” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : มาอยู่กับพี่!!! อนุทิน ปลอบ ผู้ว่าฯเซมเบ้ หลังโผสวมกอด)

สว.พันธ์ุใหม่ จี้ มงคล ตอบสังคมให้ชัด ใช่ชายในคลิปส่งโพยเลือก สว. ให้ กกต.หรือไม่

สว.พันธ์ุใหม่ จี้ มงคล ตอบสังคมให้ชัด ใช่ชายในคลิปส่งโพยเลือก สว. ให้ กกต.หรือไม่

สว.พันธ์ุใหม่ จี้ มงคล ตอบสังคมให้ชัด ใช่ชายในคลิปส่งโพยเลือก สว. ให้ กกต.หรือไม่

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

สว.พันธ์ุใหม่ จี้ มงคล ตอบคำถามสังคมให้ชัด ชายในคลิปส่งโพยเลือก สว. ให้ กกต.ใช่ตัวเองหรือไม่ ดักทาง หากนิ่งเฉยเท่ากับยอมรับ แนะ กกต.เร่งส่งคดีฮั้วให้ศาลฎีกาชี้ขาด ลั่น ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งทำคนไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา สว.พันธ์ุใหม่ นำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ แถลงข้อเรียกร้องให้นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาแสดงความชัดเจนกรณีคลิปเลือก สว. ภายหลังนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดคลิปวิดีโอกระบวนการเลือก สว. ซึ่งมีบุคคลคล้ายนายมงคล ส่งโพยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 

โดย น.ส.นันทนา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีข้อกังขามาก ในฐานะที่พวกตนเป็นสมาชิกวุฒิสภา คงนิ่งเฉยไม่ได้ และอยากได้ความชัดเจนจากนายมงคลเพื่อจะได้บอกกับประชาชนทั่วไปว่าชายคนที่ส่งโพยให้ กกต. ใช่นายมงคลหรือไม่ ตนไม่เชื่อและคิดว่าไม่ใช่ แต่จะใช่หรือไม่ท่านรู้อยู่แก่ใจ ฉะนั้น หากท่านจะได้ทำสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ได้ทำ ท่านก็ควรมาตอบคำถามต่อสังคมว่าท่านเป็นชายที่อยู่ในคลิปนั้นหรือไม่ เพื่อที่ประชาชนที่มีข้อกังขาจะได้หายสงสัย หากท่านนิ่งเฉยแปลว่าท่านยอมรับว่าชายคนนั้นเป็นตัวท่านเอง แต่ถ้าไม่ใช่ก็อยากให้ท่านออกมาสื่อสารชี้แจงต่อสังคมว่าท่านได้ทำอะไรในเหตุการณ์การเลือกตั้ง สว. ที่เมืองทองธานี ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ซึ่งในส่วนนี้ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากประธานวุฒิสภาถือเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติและประมุขของวุฒิสภา 

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า เรื่องการฮั้ว สว. เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมจับตาดูอย่างกว้างขวางว่า ขณะนี้ที่การเลือกสว. ผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีสว.ที่ได้รับคนไหนได้รับการลงโทษหรือมีความผิด แต่ในกระบวนการที่กกต.ดำเนินการไปนั้น กลับมีผู้สมัครที่ไม่ได้รับเลือกเป็น สว. ถูกศาลพิจารณาลงโทษว่ามีความผิด ถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี เพียงแค่เขามีแชตไลน์ว่าจะแลกคะแนนกัน นั่นแปลว่าการฮั้วกันเป็นความผิด และยังมีเรื่องการต่อรองแลกคะแนนกันอีกด้วย ทั้งนี้ หากหลักฐานที่ปรากฎตามสื่อต่างๆ เช่นเรื่องโพยฮั้ว เส้นทางการเงิน โทรศัพท์ติดต่อ มีพยานบุคคลและพยานสถานที่ต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นหลักฐานว่าผู้ที่อยู่ในกระบวนการนั้น มีความผิดในข้อหาฮั้ว สว.หรือไม่ ก็ย้ำว่าอยากเรียกร้องให้ประธานวุฒิสภาได้ออกมาตอบคำถามต่อสังคมเพื่อที่จะคลายความสงสัยของพวกเขา 

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า ต้องบอกว่าขณะนี้ภาพลักษณ์ สว. ตกต่ำอย่างสุดๆ เพราะที่มาที่ไม่ชัดเจนและยังไม่ได้รับการตรวจสอบที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้ทาง กกต. เร่งดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. และควรที่จะให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัยและตัดสินคดีนี้ เพื่อที่จะได้ลบข้อครหาว่า กกต. 4 คน จาก 7 คนมาจากการเลือกของ สว. ชุดนี้ รวมถึง สว.ทั้ง 139 คนต้องถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ซึ่งจะเป็นเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างชัดเจน ย้ำว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือ กกต. ควรที่จะรีบตรวจสอบสำนวนและส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อที่จะให้เป็นผู้ตัดสินคดีฮั้ว สว. และควรให้เสร็จสิ้นก่อนที่วาระของ สว. ชุดนี้จะสิ้นสุดลงในปี 2572 

ด้าน นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อสงสัยที่ตนก็สงสัยเช่นกันว่า คลิปนั้นได้มาอย่างไร แต่คงไม่มีใครใช้ AI ทำ ซึ่งได้สร้างข้อสงสัยต่อประชาชนในวงกว้างว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่ประเด็นสำคัญคือการคลี่คลายข้อสงสัยว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว เพราะหากปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปจะยิ่งก่อให้เกิดข้อครหาและความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการตรวจสอบ เรื่องดังกล่าวควรถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลที่มีอำนาจเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อให้เกิดการสอบสวนอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส จะช่วยคลายข้อสงสัยของประชาชน สื่อมวลชน และสมาชิกวุฒิสภาเอง ซึ่งหลายคนรู้สึกไม่สบายใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และขอเรียกร้องให้ กกต. เร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนและเป็นธรรมอย่างด่วนที่สุด

ขณะที่นายสุนทร กล่าวว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. นั้นถูกพูดถึงมาตั้งแต่วันเลือก สว. ในปี 2567 แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังมีข้อกังขาในสังคมจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวุฒิสภาโดยตรง จึงอยากให้กกต.เร่งตัดสินข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่า เรื่องดังกล่าวถูกหรือผิด ไม่ควรปล่อยให้ค้างคาอยู่เช่นนี้ แต่เนื่องจาก กกต.ชุดนี้มี 4  คนที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน การจะมาตัดสินสว.เองก็อาจจะดูแปลกๆ ดังนั้น เพื่อให้บริสุทธิ์ หรือดูดีขึ้น กกต. ควรเร่งส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในขั้นต่อไป เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ทำให้สังคมได้รู้ข้อเท็จจริงว่าผลเป็นอย่างไร 

“อย่าปล่อยให้อึมครึม ยืดเยื้อต่อไป อะไรผิดท่านไม่กล้าบอกว่าผิด อะไรไม่ผิดกลับบอกว่าผิด ถ้าประเทศเราเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เราจะเดินไปถึงจุดไหน จึงอยากจะฝากถึงทุกภาคส่วนรวมถึงสื่อมวลชนให้ช่วยตรวจสอบ และให้สังคมส่งเสียงออกมาว่า สิ่งที่ถูกต้องจริงๆ เป็นอย่างไร อย่าปล่อยเฉยๆ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยเราจะเดินต่อไปอย่างไร” นายสุนทร กล่าว

ประธาน กกต. แจงคดีฮั้ว สว. ลั่นไม่อืด-ไม่ล่าช้า ยันสอบตามกรอบกฎหมาย ไม่มีดึงเช็ง

ประธาน กกต. แจงคดีฮั้ว สว. ลั่นไม่อืด-ไม่ล่าช้า ยันสอบตามกรอบกฎหมาย ไม่มีดึงเช็ง

ประธาน กกต. แจงคดีฮั้ว สว. ลั่นไม่อืด-ไม่ล่าช้า ยันสอบตามกรอบกฎหมาย ไม่มีดึงเช็ง

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

‘ประธาน กกต.’แจง”คดีฮั้ว สว.” ลั่นยันสอบตามกรอบกฎหมาย-ไม่มีดึงเชง หลังถูกวิจารณ์สอยคนผิดแค่ 20 คน ด้าน’เลขาฯ แสวง’ยิ้ม แต่ไม่ตอบว่ายังเก็บโพยวันเลือก สว.ไว้หรือไม่ อ้างศาลวินิจฉัยจบแล้ว ขณะ “ฐิติเชฏฐ์” เทงานสายฟ้าแลบ

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์  ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์กรณีที่นักวิชาการวิจารณ์ว่าสุดท้ายการพิจารณาคดีฮั้วเลือกสว.ของกกต.จะเอาผิดได้แค่ 20 คนจาก 229 คน ว่าอยู่ระหว่างการพิจารณา พร้อมปฏิเสธข้อมูลดังกล่าว ยืนยันว่ากกต.พิจารณาไม่อืด ไม่ล่าช้าเป็นไปตามกรอบกฎหมายกำหนด และย้ำว่าประชุมทุกวันจันทร์ ก่อนจะเดินเข้าลิฟต์ทันที

ด้านนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กกต.กล่าวว่า ที่ประชุมกกต.ก็กำลังพิจารณาอยู่  ส่วนข้อถามว่าพรรคฝ่ายค้านมีการเปิดคลิปวันเลือกสว.ระดับประเทศ ซึ่งมีภาพนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. รู้ว่ามีโพยและเดินเก็บโพยนั้น นายอนันต์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องนานแล้ว และศาลฯก็มีคำพิพากษาไปหมดแล้ว ซึ่งนายฐิติเชฏฐ์ ก็เคยขอที่ประชุมกกต.ว่าจะไม่ร่วมพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากมีคนร้องมาด้วย และที่ประชุมก็ได้สอบถามไปยังเลขาฯกกต.ซึ่งได้รายงานกลับมาว่า เรื่องดังกล่าวศาลได้พิจารณาไปหมดแล้ว และเห็นว่าท่านฐิติเชฏฐ์ ควรทำหน้าที่ต่อไปหากไม่ทำก็จะถือว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามม. 157  ได้ ซึ่งการประชุมกกต.เมื่อวานก็ได้มีการคุยกันถึงเรื่องที่ฝ่ายค้านแถลงและการเปิดคลิปดังกล่าว

จากนั้นนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พยายามที่จะปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงเหตุการณ์วันเลือกสว. 26 มิ.ย. 2567 ที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุประธานวิปฝ่ายค้านนำคลิปมาเปิด ปรากฎว่ามี กกต.เดินเก็บโพยและเตือนผู้สมัคร  ว่า ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์ดังกล่าว ในวันเลือกสว. กกต.และศาลได้วินิจฉัยหมดแล้ว

เมื่อถามว่าโพยที่เดินเก็บในวันนั้นตอนนี้ยังเก็บไว้อยู่หรือไม่ และวันนั้นมีการเรียกประชุมทันทีหรือไม่ นายแสวงไม่ได้ตอบคำถาม ได้แต่ยิ้มและบอกว่ามีประชุม 10.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีที่กกต. อ้างว่าศาลได้มีคำพิพากษา เรื่องโพยที่นำเข้าไปว่าไม่ผิดนั้น เป็นคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในคดีหมายเลขแดง อท 13/2568 ลงวันที่ 28 ม.ค.2568 ที่พิพากษาว่าการนำโพยหรือเอกสารที่มีการจดหมายเลขของผู้สมัครอื่นเข้าไปในสถานที่เลือกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. 2561 มิได้มีข้อห้ามไว้โดยตรง จึงเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดว่าการนำเอกสารรวมทั้งเอกสารที่จดหมายเลขผู้สมัครอื่นเข้าไปในเขตเลือกตั้ง เป็นความผิดในตัวเอง เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามหรือกำหนดเป็นความผิดไว้ ผู้สมัครย่อมมีสิทธินำเอกสารใดเข้าไปในสถานที่เลือกได้

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่ากิจกรรมของ กกต.ที่จัดขึ้นในวันนี้ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. มีกำหนดการจะมาร่วมงานด้วย แต่ได้ยกเลิกก่อนกิจกรรมเริ่มไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หลังจากปรากฎข่าวนายพริษฐ์เปิดคลิปวันเลือก สว. ที่มีภาพนายฐิติเชฏฐ์ด้วย

เปิดทีมไทย-กลไก UNCLOS ดึง 2 อดีตปธ.ศาลทะเลโลกเป็นกมธ. ‘สีหศักดิ์-ทูตทรงชัย’ ชุดเจรจา

เปิดทีมไทย-กลไก UNCLOS ดึง 2 อดีตปธ.ศาลทะเลโลกเป็นกมธ. 'สีหศักดิ์-ทูตทรงชัย' ชุดเจรจา

เปิดทีมไทย-กลไก UNCLOS ดึง 2 อดีตปธ.ศาลทะเลโลกเป็นกมธ. ‘สีหศักดิ์-ทูตทรงชัย’ ชุดเจรจา

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.25 น.

เปิดทีมไทย-กลไก  UNCLOS ดึง 2 อดีตปธ.ศาลทะเลโลกเป็นกมธ. ‘สีหศักดิ์-ทูตทรงชัย’ ชุดเจรจา

หลังยกเลิก MOU 2544 ในที่สุดไทยและกัมพูชาก็ตัดสินใจเดินเข้าสู่กลไกการประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ หรือ Compulsory Conciliation เป็นกระบวนการที่ระบุไว้ในภาคผนวกที่ 5 หมวด 2 ของ UNCLOS หรือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล

ซึ่งกระบวนการเริ่มจาก กัมพูชาในฐานะผู้ร้อง จะต้องส่งหนังสือแจ้งการริเริ่มกระบวนพิจารณาอย่างเป็นทางการมายังรัฐบาลไทย และสำเนาถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อหนังสือนี้ถูกส่งออกไป มาตรา 11 วรรค 2 ได้บัญญัติไว้อย่างเด็ดขาดว่า รัฐภาคีผู้ถูกร้อง “มีพันธกรณีที่จะต้องยอมรับกระบวนพิจารณาดังกล่าว”

โดยการดำเนินการตามกลไกนี้ จะมีคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญอิสระจำนวน 5 คน ประกอบด้วย กรรมาธิการแต่งตั้งจากรัฐผู้ร้อง และรัฐผู้ถูกร้อง ฝ่ายละ 2 คน จากนั้นกรรมาธิการทั้ง 4 คนที่ได้รับการแต่งตั้ง จะร่วมกันคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญคนที่ 5 จากประเทศที่สาม เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ

ซึ่งในส่วนนี้ รัฐบาลไทย โดยมติครม. ได้เสนอตั้ง Judge Albert Hoffmann ชาวแอฟริกาใต้ และ Judge Rudiger Wolfrum ชาวเยอรมัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคน เป็นกรรมาธิการ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้คัดเลือกมาเป็นอย่างดี ทั้งคู่เป็นอดีตประธานศาลทะเลระหว่างประเทศอยู่แล้ว  ถือว่าเป็นที่ยอมรับและมีประสบการณ์

ส่วนทีมของฝ่ายไทยที่เป็นผู้เจรจา ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ​ เอกอัครราชทูต​ ณ​ กรุงคูเวตรองหัวหน้า

ทั้งนี้ ขั้นตอนการดำเนิการ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ทางคณะกรรมาธิการจะจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ และข้อเสนอแนะส่งให้แก่เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อดำเนินการส่งต่อให้แก่รัฐภาคีคู่พิพาททั้งสองฝ่ายโดยทันที เพื่อให้รัฐภาคีทั้งสองฝ่ายจะต้องเจรจาทำข้อตกลงกันบนพื้นฐานของรายงานฉบับนั้น
อย่างไรก็ตามมีคำถามที่น่าสนใจคือ รายงานของคณะกรรมาธิการการประนอมข้อพิพาทนี้ มีอำนาจบังคับให้ประเทศไทยต้องกระทำตามหรือไม่?

คำตอบคือ แม้บทบัญญัติในมาตรา 7 วรรค 2 ของภาคผนวกที่ 5 ระบุไว้ว่า “รายงานของคณะกรรมาธิการ รวมถึงข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะในรายงานนั้น จะต้องไม่มีผลผูกพันรัฐภาคี” แต่ในแง่ของความชอบธรรม รายงานดังกล่าวจะถูกใช้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิ์สูงในการกดดันให้รัฐภาคีต้องปฏิบัติตาม 

ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ยกระดับสิทธิผู้ซื้อ

ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ยกระดับสิทธิผู้ซื้อ

ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ยกระดับสิทธิผู้ซื้อ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.09 น.

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ยกระดับสิทธิผู้ซื้อ กำหนดมาตรฐานการรับผิดชอบผู้ขายชัดเจนขึ้น

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เสนอ ซึ่งผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) แล้ว เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดจากความชำรุดบกพร่องของสินค้าให้มีความชัดเจน สอดคล้องกับสภาพการซื้อขายในปัจจุบัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย ลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายสินค้า

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันบทบัญญัติเรื่องความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังมีรายละเอียดไม่เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกรณีสินค้าที่ไม่สามารถตรวจพบความชำรุดบกพร่องได้ในขณะซื้อขายหรือส่งมอบ ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของความชำรุดบกพร่อง สิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงความรับผิดของผู้ขายตามประเภทของสินค้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย ได้แก่ การกำหนดให้กฎหมายใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าทั่วไป ทั้งในรูปแบบผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) และผู้ประกอบธุรกิจกับผู้ประกอบธุรกิจ (B2B) รวมถึงสัญญาเช่าซื้อ การจัดไฟแนนซ์ และสัญญาแลกเปลี่ยนสินค้า โดยไม่ใช้บังคับกับสินค้ามือสอง สัตว์มีชีวิต และสินค้าบางประเภทที่กำหนดในกฎกระทรวง

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนด “บทสันนิษฐานความชำรุดบกพร่อง” เพื่อช่วยคุ้มครองผู้ซื้อ โดยหากสินค้าปรากฏความชำรุดบกพร่องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้านั้นมีความชำรุดบกพร่องตั้งแต่เวลาส่งมอบสินค้า ได้แก่ สินค้าทั่วไปภายใน 6 เดือน รถยนต์ภายใน 1 ปี และรถจักรยานยนต์ภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ

สำหรับสิทธิของผู้ซื้อ ร่างกฎหมายกำหนดให้สามารถเรียกร้องให้ผู้ขายรับผิดได้อย่างชัดเจน เช่น กรณีสินค้าทั่วไปที่มีความชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญ ผู้ซื้อสามารถขอเปลี่ยนสินค้าได้ และหากผู้ขายไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าได้ ผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญา ส่วนกรณีความชำรุดบกพร่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกร้องให้ซ่อมแซม ขอให้ลดราคา หรือเลิกสัญญาได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ในกรณีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ร่างกฎหมายกำหนดมาตรการคุ้มครองเฉพาะเพิ่มเติม โดยหากพบความชำรุดบกพร่องที่กระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ผู้ซื้อมีสิทธิขอเปลี่ยนรถคันใหม่หรือเลิกสัญญาได้ รวมทั้งกำหนดให้ผู้ขายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหรือจัดหาประโยชน์ทดแทนระหว่างการซ่อมแซมด้วย

ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ หากพบความชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญภายใน 14 วันนับแต่วันรับมอบสินค้า ผู้ซื้อมีสิทธิขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที และหากผู้ขายไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าได้ ผู้ซื้อสามารถเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายได้

ร่างกฎหมายยังเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถเรียกค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและสมควรเพิ่มเติมได้ และกำหนดอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้อง โดยสินค้าทั่วไปมีอายุความ 1 ปี ส่วนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ผู้ซื้อพบความชำรุดบกพร่องหรือวันที่ผู้ขายยอมรับที่จะดำเนินการแก้ไข

“รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคและการสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบในการประกอบธุรกิจ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นเมื่อซื้อสินค้า ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ลดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว

ครม.เห็นชอบ ขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี’70

ครม.เห็นชอบ ขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี’70

ครม.เห็นชอบ ขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี’70

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570 หนุนธุรกิจใช้ e-Tax และ e-Withholding Tax ต่อเนื่อง ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันประเทศ

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการร่างกฎหมายรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลามาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation) ลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายจริง ทั้งในส่วนของการลงทุนระบบซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการจากผู้ให้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับ ค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการ (Service Provider) ที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบดิจิทัลภาครัฐ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบการขยายมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2570 โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเดิมร้อยละ 5 ร้อยละ 3 และร้อยละ 2 เหลือเพียง ร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ และวิชาชีพอิสระ เป็นต้น ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและลดภาระด้านเอกสารในการดำเนินงาน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ปัจจุบันกรมสรรพากรได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) มากขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt แล้ว 23 ราย ผู้ให้บริการ e-Filing 1 ราย และผู้ให้บริการ e-Stamp Duty 5 ราย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาระบบดิจิทัลด้วยตนเอง

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 66 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านมาตรการ e-Withholding Tax ได้ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความสะดวกในการเสียภาษี ส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการและภาคธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร การขยายมาตรการภาษีครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดเข้าถึงเทคโนโลยีด้านภาษีได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว.

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.54 น.

ครม.มีมติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ประจำวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ประจำวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 ดังนี้

1.คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิในส่วนราชการต่าง ๆ รวม 13 ราย ดังนี้

1. สำนักงานปลัดกระทรวง จำนวน 4 ราย

1.1 นายทรงเกียรติ เล็กตระกูล ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] โรงพยาบาลอุดรธานี สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดอุดรธานี สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

1.2 นายไชยสิทธิ์ เทพชาตรี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] โรงพยาบาลหาดใหญ่ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสงขลา สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) โรงพยาบาลระยอง สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

1.3 นายสุผล ตติยนันทพร ตำแหน่ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) (ด้านเวชกรรมป้องกัน) สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

1.4 นายอายุส ภมะราภา ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานปลัดกระทรวง 
ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2568 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง) 

2. กรมการแพทย์ จำนวน 6 ราย

2.1 นางสุฑารัตน์ ตั้งสกุลวัฒนา ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมสาขารังสีวิทยา) สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมสาขารังสีวิทยา) สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

2.2 นางสาวทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมสาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ 
(ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

2.3 นางวายุพา วงศ์วิกรม ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขารังสีวิทยา) สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม 
สาขารังสีวิทยา) สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

2.4 นายนฤพัชร สวนประเสริฐ ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์  ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

2.5 นายเมธา อภิวัฒนากุล ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ 
(ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา) สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

2.6 นางสาวสุณิสา สินธุวงศ์ ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาจักษุวิทยา) โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาจักษุวิทยา) โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

3. กรมควบคุมโรค จำนวน 2 ราย

3.1 นายชยนันท์ สิทธิบุศย์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) สูง] กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
3.2 นางเกศรา แสนศิริทวีสุข ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ 
(ด้านส่งเสริมพัฒนา) สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี กรมควบคุมโรค ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัย) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

4. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 1 ราย

4.1 นางสาวปนัดดา เทพอัคศร ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านชีวโมเลกุล
และการพัฒนาวัคซีน (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เชี่ยวชาญ) ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์และสาธารณสุขสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทรงคุณวุฒิ) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา รวม 5 คน เนื่องจากประธานกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิเดิมจะดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ในวันที่ 9 กรกฎาคม2569 ดังนี้

1. ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการ
2. นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
3. รองศาสตราจารย์ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ด้านกฎหมาย ภาควิชาการ
4. นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคเอกชน
5. ศาสตราจารย์สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ (กระทรวงยุติธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจโท สมประสงค์ 
เย็นท้วม เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการสอบสวนคดีอาญา) ในคณะกรรมการคดีพิเศษ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก 
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้ง
แทนตำแหน่งที่ว่าง ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง  
ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำนวน 2 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุราชการ จำนวน 1 คน และแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1 คน ดังนี้
1. นายกฤษ อุตตมะเวทิน (ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
2. นางสาวปุณณดา อิงคุลานนท์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

5. เรื่อง ขออนุมัติแต่งตั้งผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้ง นายพรชัย 
ฐีระเวช (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง แทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก 
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วนั้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

6. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เสนอรับโอน นายปวิช เกศววงศ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง 
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอนแล้ว

7. เรื่อง ขอความเห็นชอบการต่อสัญญาจ้างผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย เป็นผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือนต่อไปอีกวาระหนึ่ง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป 
แต่ไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

8. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูงกระทรวงมหาดไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ แต่งตั้ง (ย้าย) ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง)จังหวัดภูเก็ต และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
2. ให้นายโชตินรินทร์ เกิดสม พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง)สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

9. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายพีรพร สุวรรณฉวี
2. นายพิชัย เจริญศิริสุนทร
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป 
10. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง 

ตั้ง 2 อดีตปธ.ศาลทะเลโลก กรรมาธิการฝ่ายไทยในกลไก UNCLOS

ตั้ง 2 อดีตปธ.ศาลทะเลโลก กรรมาธิการฝ่ายไทยในกลไก UNCLOS

ตั้ง 2 อดีตปธ.ศาลทะเลโลก กรรมาธิการฝ่ายไทยในกลไก UNCLOS

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.51 น.

ครม.อนุมัติตั้ง 2 อดีตประธานศาลทะเลระหว่างประเทศ ชาวแอฟริกาใต้-เยอรมัน เป็นคณะกรรมธิการประนอมฝ่ายไทยเจรจา UNCLOS  โดย“สีหศักดิ์​-ทรงชัย” เป็นหัวหน้า

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ทําเนียบรัฐบาล ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบให้ นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ​ เอกอัครราชทูต​ ณ​ กรุงคูเวตรองหัวหน้า เข้าร่วมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) 

จากนั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ครม.ยังแต่งตั้งคณะกรรมธิการประนอมฝ่ายไทยอีก 2 คน ซึ่งเป็นชาวแอฟริกาใต้และชาวเยอรมัน คือ Judge Albert Hoffmann ชาวแอฟริกาใต้ และ Judge Rudiger Wolfrum ชาวเยอรมัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคน ทางกระทรวงการต่างประเทศได้คัดเลือกมาเป็นอย่างดีโดยทั้งคู่เป็นอดีตประธานศาลทะเลระหว่างประเทศอยู่แล้ว  ถือว่าเป็นที่ยอมรับและมีประสบการณ์ 

ทั้งนี้เมื่อฝ่ายไทยและกัมพูชามีผู้ประนอมครบฝ่ายละ2คนแล้ว จากนั้นต้องหาคนที่ 5 มาเป็นประธานเพื่อทํางานระหว่างกัน โดยจะต้องดําเนินการแล้วเสร็จภายใน1เดือน จึงจะมีการเริ่มพูดคุย

นายสีหศักดิ์ กล่าวยืนยันว่าขอบเขตหน้าที่ ของคณะประนอมไม่ใช่ศาล ซึ่งผลการทํางานเป็นการสนับสนุนแนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆ และฝ่ายไทยก็ต้องไปคุยกับฝ่ายกัมพูชาต่อ แต่สิ่งที่เราคิดว่า ขอบเขตของการประนอม ควรจํากัดในเบื้องต้น คือเรื่องการกําหนดเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีป ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการให้มีการพูดคุยเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วมนั้น ตนคิดว่ามันไม่ควร แต่ควรจะเน้นในเรื่องของ เขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน 

เมื่อถามว่า ใครจะเป็นผู้ตัดสินในเรื่องข้อเสนอของกัมพูชาในเมื่อสองประเทศเห็นไม่ตรงกัน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คณะประนอมต้องไปดู พร้อมทั้งย้ำว่าควรเน้นในเรื่องเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจนให้ถึงที่สุด หลังจากไปพูดถึงเรื่องเขต ทับซ้อนว่าทับซ้อนมากแค่ไหน และค่อยมาดูพื้นที่พัฒนาร่วมใต้ทะเลอย่างไร

อนุทิน แจงย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ เอาคนที่ขัดแย้งกันออก จะได้เร่งแก้ปัญหาในพื้นที่ได้เร็วขึ้น

อนุทิน แจงย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ เอาคนที่ขัดแย้งกันออก จะได้เร่งแก้ปัญหาในพื้นที่ได้เร็วขึ้น

อนุทิน แจงย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ เอาคนที่ขัดแย้งกันออก จะได้เร่งแก้ปัญหาในพื้นที่ได้เร็วขึ้น

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.43 น.

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลา 12.15น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้โยกย้าย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.ภูเก็ต มาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่า “ย้ายแล้วนิครับ ท่านปลัดเสนอมา ให้ถามปลัดกระทรวงมหาดไทย เราเอาประสิทธิภาพของการทำงานแต่ว่าตรงนี้ก็ย้ายมาดีขึ้น มาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะว่าผวจ.ภูเก็ต อาวุโสในเรื่องโปรไฟล์” 

เมื่อถามว่าการโยกย้ายนี้มีผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งในพื้นที่ที่นายกฯพูดในการมอบนโยบายกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า บางทีก็มีการปรับ เพราะภูเก็ตก็มีหลายเรื่อง ผู้สื่อข่าวก็เห็นตนก็ลงไปดำเนินการสองสามวันก็ยังไม่ดีขึ้น พอมีอะไรขึ้นมาก็มีการแฉนั่นแฉนี่มันทำงานกันไม่ได้หรอกแบบนี้ เราก็ต้องเอาคนที่ไม่มีความขัดแย้งกัน เอาคนที่ทำงานร่วมกันได้ไปทำงานเพราะภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล

แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ยอมให้เกิดประเด็นเช่นการบุกยึดที่ดินชายหาดไล่ชาวบ้านข่มขู่ มาเฟีย ต่างๆนาๆและแอบอ้างกันอะไรเช่นนี้แล้วจะให้ตนรอรับฟังรายงานว่าขอเวลาอีก 9 เดือนไปสืบสวนสอบสวนตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อน ตนก็มอบนโยบายให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยไปว่า ช่วงนี้มีปัญหาเยอะก็เร่งแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด 

เมื่อถามว่า ในการมอบนโยบายวันที่ 15 มิ.ย. ได้บอกว่าจะสอบปลัดด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเลย ทุกอย่างดีหมด เรียบร้อยครับ แต่วันนี้ปลัดแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่ แต่ไม่ต้องห่วงตนสอบทุกวันเพราะปลัดอยู่กับตนทุกวัน 

เมื่อถามว่ามีความเชื่อมโยงถึงความเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ด้วยหรือไม่ถึงมีการย้ายในส่วนของรองผวจ. นายอนุทิน กล่าวว่า รายละเอียดให้ถามปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะระดับนั้นท่านเป็นคนนำเสนอขึ้นมา แล้วทำให้ตนเห็นชอบตามในส่วนที่ตนต้องเห็นชอบ เมื่อถามว่าจะกำชับไม่ให้จังหวัดอื่นเกิดปัญหาเช่นนี้ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็บอกว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

ศุภจี คาด GDP ปี69 โตเกิน 2% สถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ศุภจี คาด GDP ปี69 โตเกิน 2% สถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ศุภจี คาด GDP ปี69 โตเกิน 2% สถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“ศุภจี”คาด GDP ปี69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ -เชื่อสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

วันนี้ 16 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รองนายกรัฐมนตรีรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ สหรัฐอเมริกาเตรียมลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ ว่า ก็ดี  ส่วนเป้าส่งออกไตรมาสแรกปี 69 ก็ดีมาก ฉะนั้นก็คาดว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ถึงอย่างไรต้องติดตามดูสถานการณ์ก่อน แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ส่วนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ  ปัจจุบันยังเป็นเหมือนเดิมฉะนั้นก็ต้องรอการเซ็นสัญญาสงบศึก หากมีการดำเนินการจริงๆ ก็น่าจะดีสำหรับพวกเราทุกคน  เเต่ก็ต้องรอดูทิศทางหลังจากนี้อีกเพียง 1-2 วัน แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องเตรียมตัวให้ได้มากที่สุด และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยทางกระทรวงพาณิชย์ ก็จะดูความเคลื่อนไหวของราคาสินค้า และมาตรการต่างๆ โดยวันนี้ก็จะมีการสรุปอีกครั้ง 

เมื่อถามว่าจะต้องมีการปรับทบทวน GDP หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8  และขณะนี้จะต้องมีการทบทวนเพิ่มเติม เพราะทั้งปี 2569 เรามองจีดีพีอยู่ที่ 1.5  –  2% หากสถานการณ์เป็นเช่นเดิม แต่เมื่อมีความชัดเจนการลงนามสันติภาพดังกล่าว ก็คาดว่า GDP น่าจะดีขึ้น เพราะการส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะได้ไม่ติดขัด รวมถึงราคาพลังงานที่เป็นปัจจัยสำคัญ ก็น่าจะผ่อนคลายลง และทำให้เรามีกำลังซื้อที่ดีขึ้น มีการค้าขายที่ดีขึ้น

ศุภจี สุธรรมพันธุ์