‘ลูกหมี-ซอนญ่า’กับแผนล็อคมงกันและกัน ย้อนชีวิตพลิกผันเคยท้อสุดๆจนเกือบทิ้งความฝัน

'ลูกหมี-ซอนญ่า'กับแผนล็อคมงกันและกัน ย้อนชีวิตพลิกผันเคยท้อสุดๆจนเกือบทิ้งความฝัน

‘ลูกหมี-ซอนญ่า’กับแผนล็อคมงกันและกัน ย้อนชีวิตพลิกผันเคยท้อสุดๆจนเกือบทิ้งความฝัน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.43 น.

 เมื่อสองคู่หวานนักแสดงนำจากซีรีส์ “คุณแฟนบ้านนอก” Hometown Romance จาก CHANGE2561 ORIGINAL “ลูกหมี ปัญญาพัชร” กับ “ซอนญ่า  ศรัณย์ภัทร์” มาให้สัมภาษณ์แบบเจาะลึกในรายการ Club Friday Show โดย ลูกหมี ได้เล่าย้อนถึงชีวิตพลิกผันจากอาชีพ CHEF คนหนึ่งมาสู่ CHANGE2561 ใครจะรู้ “ลูกหมี” ชอบอยู่ในครัวมากกว่าอยู่หน้ากล้อง  ด้าน “ซอนญ่า” เผยเคยท้อสุดๆจนเกือบหยุดและทิ้งความฝันเพราะเหลือเงินแค่ก้อนสุดท้าย…  กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ และความลับเปิดเผย!! คือทั้งคู่มีแผนล็อคมงกันและกันไว้แล้ว ในการจับคู่กันพร้อมเปิดใจวินาทีที่เจอกันครั้งแรกของ ลูกหมี-ซอนญ่า เพราะอีกคนลั้ลลา อีกคนหน้าเหวี่ยง กับความสัมพันธ์แบบน้อยใจ แต่เธอไม่รู้เรื่องเลย!! และซีนเด็ด ลูกหมี-ซอนญ่า เกือบยกกองเพราะฉากเลิฟซีนครั้งแรก!? หรือเพราะพี่เอสพี่ฉอด ?! จะฉากไหนอะไรยังไงต้องห้ามพลาด กับมุมมองความรักต่อความหลากหลายทางเพศของ #ลูกหมีซอนญ่า และอีกหลายเรื่องราวสุด exclusive ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนได้ในรายการ Club Friday Show

ลูกหมี เป็นคนที่อินโทรเวิร์ตสุดๆ

ลูกหมี ปัญญาพัชร เชินกล้องค่ะ เราไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไงทำหน้ายังไงวางตัวไม่ถูกก็เลยกลัว ไปแคสงานพอแคสเสร็จก็หนีออกมาเลย

 เอาจริงวงการบันเทิงเป็นหมุดหมายของเราไหม

ลูกหมี ปัญญาพัชร ไม่มีเลยค่ะ ชอบอยู่ในครัวทำอาหาร ทำขนมค่ะ

ซอนญ่า ได้ชิมบ้างไหมเอ่ย

ซอนญ่า ศรัณย์ภัทร์ ชิมค่ะ เขารู้ว่าซอนญ่าชอบขนมจีนน้ำเงี้ยวก็ทำมาให้ชิมค่ะ

 แล้วมันพลิกมาสู่เส้นทางนี้ได้ยังไง

ลูกหมี ปัญญาพัชร : ก็ CHANGE ไง CHANGE2561

แล้วเจอพี่ฉอดเลยไหม จำภาพนั้นได้หรือเปล่า

พี่ฉอด : จำได้ แล้วก็จำได้ด้วยว่าเขาไม่ได้มีคุณสมบัติอะไรเลย

แล้วทำไมตอนนั้นถึงเลือกลูกหมี

พี่ฉอด : น่าจะดวงละมั้ง !!

ได้เห็นความตั้งใจของ ซอนญ่า มาโดยตลอดว่าเป็นคนที่จริงจัง จริงๆแล้ว ตั้งใจที่จะเข้าวงการนี้ขนาดไหน

ซอนญ่า ศรัณย์ภัทร์ การแข่งขันมันสูงมาก สมัยนั้นซอนญ่าไปแคสสัปดาห์หนึ่งไปแคสประมาณ 30 งานได้ค่ะ ได้ประมาณ 2-3 งาน หรือบางทีไม่ได้เลยค่ะ

อะไรที่ทำให้ได้เข้ามาอยู่ CHANGE2561

ซอนญ่า ศรัณย์ภัทร์ แม่จะพูดตลอดเลยถ้าไม่ได้เราไปสมัครงานดีไหม ไปสมัครแอร์โฮสเตสจริงจังแบบที่ซอนญ่าอยากจะทำ ซอนญ่า ก็บอกว่าโอเค แต่วันนี้ซอนญ่าจะตั้งใจว่าจะต้องได้แม่ก็บอกขอให้พี่ฉอดกับพี่เอสเขารักลูกของแม่เหมือนที่แม่รัก

ณ วันนั้นเราอยู่ใกล้เส้นของความท้อเลยเหรอ?

ซอนญ่า ศรัณย์ภัทร์ ทุกอย่างมันมีต้นทุนเวลาออกจากบ้านครอบครัวซอนญ่าก็ไม่ได้ร่ำรวยถึงขั้นที่ว่าจะให้เงินได้ทุกอย่าง เช่นการเดินทางซอนญ่าก็เก็บเงินเองประมาณหนึ่งในช่วงที่ไปแคสโฆษณาแล้วก็มีเงินก้อนหนึ่งที่เป็นก้อนสุดท้าย …

ลูกหมี-ซอนญ่า มาเจอกันแล้วกลายมาเป็นคู่ Girl’s Love ได้ยังไง

ลูกหมี ปัญญาพัชร : คิดไว้แล้วค่ะ เพราะเป็นคนชอบแพลนว่าถ้าเกิดได้เล่นแล้วอยากเล่นกับใคร ตอนนั้นหมีคุยกับซอนญ่าประมาณหนึ่งแล้ว แล้วรู้สึกว่าสนิทใจกับเขาสบายใจที่จะอยู่ด้วยก็เลยเลือกเขาแล้วพอรู้ข่าวคร่าวๆก็เลยนัดกับซอนญ่าว่าช่วงนี้ต้องไปข้างนอกด้วยกัน เดี๋ยวต้องถ่ายรูปในอินสตราแกรมให้คนเห็นเยอะๆว่าสองคนนี้อยู่ด้วยกัน เราก็ล็อคมงแล้วก็จริงด้วยสักพักพี่เอสให้ลูกหมีแคสกับซอนญ่าเลย

พี่ฉอด : เพิ่งรู้วันนี้ว่าเป็นแผนการ

าม ย้อนกลับมาตอนเจอกันครั้งแรกลูกหมีรู้สึกว่าทำไมซอนญ่าหน้าเหวี่ยงจังเลย

ลูกหมี ปัญญาพัชร : เขาเป็นคนหน้านิ่งเหมือนเบื่อโลก คิ้วขมวดตลอดเวลา

ถาม พี่ฉอด ก็เคยเจอเวอรืชั่นหน้าเหวี่ยงใช่ไหมเอ่ย

พี่ฉอด : ตอนยังไม่สนิทกันด้วย เพิ่งเล่นซีรีส์เรื่องแรกๆ

ซอนญ่า ศรัณย์ภัทร์ พอเริ่มสนิทกันแม่ถึงมาพูดว่าจริงๆฉันไม่ได้ชอบหน้าเธอนะ ตั้งแต่นั้นมาเปลี่ยนเลย

ถาม ซอนญ่า เป็นคนที่ขี้น้อยใจสุดๆ

ซอนญ่า ศรัณย์ภัทร์ วันนั้นไปทำงานเสร็จงานแล้วซอนญ่าจะขับรถกลับบ้าน ลูกหมีจะไปกินข้าวซอนญ่าก็กำลังจะสตาร์รถเขาก็ยังไม่ชวน

ลูกหมี ปัญญาพัชร : ทำไมไม่พูด

ซอนญ่า ศรัณย์ภัทร์ ก็คนอื่นหมียังชวนเลยนึกออกไหม คือน้อยใจเดี๋ยวหายเอง เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก็หาย

ลูกหมี ปัญญาพัชร : แล้วนี่รู้มั้ย? ไม่ ยังไม่รู้เลย!!

ถาม แล้วเวลาตอบแชทคำต้องห้ามนี่คือ

ซอนญ่า ศรัณย์ภัทร์ คำว่า “อืม” ค่ะ  ลูกหมีชอบ อืม….อืมอะไรก่อน เอาใหม่!!

เลิฟซีนอะไรทำไมถึงขนาดที่ต้องเกือบจะยกกอง

ซอนญ่า ศรัณย์ภัทร์ เล่นเป็นนางร้ายมาสามเรื่องนะคะ ไม่เท่ากับวันนั้นซีนเดียวจริงๆมันเขินเพราะเราไม่เคย แล้วจำได้เลยวันนั้นตากล้องเขาพยายามจะเคลียร์ใครที่ไม่จำเป็นให้ออกไป แต่ซอนญ่าหันไปพี่เอสกับพี่ฉอดมองอยู่แบบนี้ 555

สำหรับมุมมองความรักของ ลูกหมี-ซอนญ่า ต่อความหลากหลายทางเพศ

ลูกหมี ปัญญาพัชร : การที่จะรักใครหมีไม่มีการจำกัดเพศหรือจำกัดวัยอะไรเลยค่ะ

ซอนญ่า ศรัณย์ภัทร์ แม่ซอนญ่าหลังจากเจอพ่อ แม่ก็มีแฟนเป็นผู้หญิงค่ะ

ตอนนั้นคุณแม่บอกกับเราตรงๆเลยไหม

ซอนญ่า ศรัณย์ภัทร์ ไม่ค่ะ เวลาทำให้ซอนญ่าเข้าใจเอง จริงๆเขาตั้งใจจะบอกซอนญ่าตอนที่โตแล้ว แต่จริงๆก็รู้ประมาณหนึ่งว่าไม่น่าใช่เพื่อนหรอก แต่เขาเป็นคนที่พอคุณแม่ซอนญ่าไม่อยู่ก็จะเป็นคนเลี้ยงซอนญ่าเองค่ะ

โมเมนต์สุดอบอุ่นก่อนแต่ง’ณเดชน์-ญาญ่า’แท็กทีมครอบครัวทำบุญรับขวัญวันสงกรานต์พร้อมแต่งพรุ่งนี้

โมเมนต์สุดอบอุ่นก่อนแต่ง'ณเดชน์-ญาญ่า'แท็กทีมครอบครัวทำบุญรับขวัญวันสงกรานต์พร้อมแต่งพรุ่งนี้

โมเมนต์สุดอบอุ่นก่อนแต่ง’ณเดชน์-ญาญ่า’แท็กทีมครอบครัวทำบุญรับขวัญวันสงกรานต์พร้อมแต่งพรุ่งนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.24 น.

ทำเอาแฟนคลับยิ้มแก้มปริ เมื่อซุปตาร์คู่ขวัญ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา ได้ใช้เวลาช่วงเทศกาลสงกรานต์ (ปีใหม่ไทย) ร่วมกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ณ บ้านพักส่วนตัว บรรยากาศเต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย โดยในเฟสบุ๊ค  พราวส่องโศม แก้วใส ได้ลงภาพพร้อมข้อความ “วันสดใสหัวใจเบิกบาน สงกรานต์บ้านเฮา”

จากภาพจะเห็นได้ว่ามีการจัดเตรียมพวงมาลัยดอกมะลิสวยงาม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความกตัญญูต่อผู้ใหญ่ที่เคารพรัก งานนี้ความพร้อมหน้าของสองครอบครัวไม่ได้มีเพียงแค่คู่รัก NY เท่านั้น แต่ยังมีคุณแม่และญาติมิตรสนิทมาร่วมเฟรมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของทั้งสองครอบครัวหลังจากที่ภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไป แฟนคลับต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมในความน่ารัก และร่วมอวยพรวันสงกรานต์ให้กับทั้งสองครอบครัวกันอย่างล้นหลาม โดยหลายคนยกให้เป็น “คู่รักตัวอย่าง” ที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและประเพณีไทยเสมอมาโดยในวันพรุ่งนี้ 17 เมษายน 2569จะเป็นฤกษ์ดี สำหรับงานแต่งงานของ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา กำลังจะเกิดขึ้นจัดขึ้นที่ บ้านสวนยิ่งเย็น จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านสวนส่วนตัวของครอบครัวณเดชน์จะเป็นพิธีแบบไทย-อีสาน เรียบง่ายและอบอุ่นท่ามกลางธรรมชาติ โดยจะมีพิธีสู่ขวัญและผูกข้อมือตามประเพณี

ละมุนทุกมุม! แพนเค้ก เขมนิจ สวมชุดไทยงดงามออร่าจับ

ละมุนทุกมุม! แพนเค้ก เขมนิจ สวมชุดไทยงดงามออร่าจับ

ละมุนทุกมุม! แพนเค้ก เขมนิจ สวมชุดไทยงดงามออร่าจับ

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.25 น.

15 เมษายน 2569 เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาให้แฟนๆ บนโลกโซเชียลอย่างล้นหลาม สำหรับนางเอกสาว แพนเค้ก เขมนิจ ที่ล่าสุดออกมาเผยลุคสุดปังต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ด้วยชุดไทยเต็มยศที่งดงามเหนือกาลเวลา จนแฟนคลับต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมในความงดงามจริงๆ

สะกดคนดูทั้งจุฬาฯ! ‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี’ ปรากฏการณ์ดนตรีพุทธประวัติครั้งประวัติศาสตร์ไทย

สะกดคนดูทั้งจุฬาฯ! ‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี’ ปรากฏการณ์ดนตรีพุทธประวัติครั้งประวัติศาสตร์ไทย

สะกดคนดูทั้งจุฬาฯ! ‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี’ ปรากฏการณ์ดนตรีพุทธประวัติครั้งประวัติศาสตร์ไทย

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.46 น.

สังเวชนียสถานซิมโฟนี” ปรากฏการณ์ดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ของไทย ถ่ายทอดพุทธประวัติผ่านซิมโฟนีสุดยิ่งใหญ่ สะกดผู้ชมแน่นหอประชุมจุฬาฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับแวดวงดนตรีและศิลปวัฒนธรรมไทย ด้วยการจัดแสดง “สังเวชนียสถานซิมโฟนี” (Buddha Symphony) บทเพลงซิมโฟนีขนาดใหญ่ครั้งแรกของประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ถ่ายทอดเรื่องราวพุทธประวัติผ่านภาษาดนตรีอย่างลึกซึ้งและทรงพลัง ผสานศิลปะการแสดงหลากหลายแขนงเข้าด้วยกันอย่างงดงาม จนสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมอย่างล้นหลาม ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

“สังเวชนียสถานซิมโฟนี” (Buddha Symphony) ถือเป็นผลงานบทเพลงขนาดใหญ่แรกของไทยที่อิงเรื่องราวพุทธประวัติ โดยถ่ายทอดผ่านโครงสร้าง 4 องก์หลัก อ้างอิงจากสังเวชนียสถาน 4 แห่ง อันเป็นสถานที่สำคัญในพุทธศาสนา ได้แก่ ประสูติ (ลุมพินีวัน) การเริ่มต้นแห่งพระพุทธเจ้า ,ตรัสรู้ (พุทธคยา) การค้นพบสัจธรรม, แสดงปฐมเทศนา (สารนาถ) การเผยแผ่พระธรรม และปรินิพพาน (กุสินารา) การดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน บรรเลงโดย วงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Symphony Orchestra) ที่มีอายุยาวนานถึง 35 ปี จัดแสดงดนตรีปีละ 2 ครั้ง ร่วมกับคณะนักร้องประสานเสียงเฟสติวัลคอรัส (Festival Chorus) ที่ร่วมกันสร้างสรรค์การแสดงสุดตระการตา ภายใต้การประพันธ์และอำนวยเพลงโดย รองศาสตราจารย์ ดร.นรอรรถ จันทร์กล่ำ ศิลปินศิลปาธร ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีไทยร่วมสมัยที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ถ่ายทอดบทเพลงออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่และเข้าถึงอารมณ์ 

รองศาสตราจารย์ ดร.นรอรรถ จันทร์กล่ำ ผู้ประพันธ์เพลงและวาทยกร เปิดเผยว่า “บทเพลงทั้ง 4 องก์ มีความยาวรวมประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที บรรเลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ เปรียบเสมือนบทสรรเสริญพระพุทธคุณที่กลั่นกรองจากพลังศรัทธาและความเชื่อ การแสดงในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ทำให้งานนี้สำเร็จไปด้วยดีจนได้รับความชื่นชมจากผู้ชม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแสดงในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งสื่อกลางที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจ และถ่ายทอดพุทธวัจนสู่ผู้ฟังผ่านดนตรีได้อย่างงดงามครับ” ด้าน คุณรัชดา สัทธาพงษ์ ประธานกรรมการบริษัท โกลบอลพลัส อินเตอร์เทนเมนท์ เอเจนซี จำกัด ในฐานะผู้ร่วมสนับสนุนในการมอบของที่ระลึก กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนการแสดง ‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี (Buddha Symphony)’ ซึ่งถือเป็นผลงานที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อวงการศิลปะและวัฒนธรรมของไทย การนำเรื่องราวพุทธประวัติมาถ่ายทอดผ่านดนตรีในรูปแบบซิมโฟนี ไม่เพียงสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงศรัทธาเข้ากับศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว เราเชื่อว่าผลงานลักษณะนี้จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Soft Power ของไทย และสามารถต่อยอดสู่เวทีระดับนานาชาติได้ในอนาคต” 

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงดนตรี และแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการเข้าร่วมรับชม อาทิ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศาตราจารย์, ศาตราจารย์ ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ, ศาตราจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร และคุณรัชดา สัทธาพงษ์ ประธานกรรมการบริษัทโกบอลพลัส อินเตอร์เทนเมนท์ เอเจนซี จำกัด สะท้อนถึงความสำคัญของการแสดงในฐานะหมุดหมายใหม่ของวงการดนตรีซิมโฟนีไทย อีกทั้งผลิตภัณฑ์กลิ่น คามาคาเมต (Karmakamet) ร่วมเติมเต็มประสบการณ์แห่งสุนทรียภาพในมิติที่หลากหลาย ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความประทับใจ จนผู้ชมจำนวนมากต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การแสดงครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ “ยิ่งใหญ่ ตระการตา และเข้าถึงจิตใจ” สามารถถ่ายทอดพุทธธรรมผ่านเสียงดนตรีได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและการจัดแสดงงานของ 
วงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Symphony Orchestra) เพิ่มเติมได้ทาง Facebook https://www.facebook.com/cusymphonyorchestra/?locale=th_TH  

งามดุจนางในวรรณคดี เกรซ กาญจน์เกล้า แปลงโฉมนางสงกรานต์สุดอลังการ

งามดุจนางในวรรณคดี เกรซ กาญจน์เกล้า แปลงโฉมนางสงกรานต์สุดอลังการ

งามดุจนางในวรรณคดี เกรซ กาญจน์เกล้า แปลงโฉมนางสงกรานต์สุดอลังการ

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.22 น.

“เกรซ กาญจน์เกล้า” สะกดทุกสายตา แปลงโฉมนางสงกรานต์สุดอลังการ งามสง่าราวหลุดจากวรรณคดี

เรียกเสียงฮือฮาในโลกโซเชียลได้อย่างล้นหลาม สำหรับนักแสดงสาว เกรซ กาญจน์เกล้า ที่ล่าสุดจัดเต็มแปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์ ในลุคไทยประยุกต์สุดวิจิตร ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทยได้อย่างงดงามตราตรึงใจ

แฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างต่อเนื่อง หลายเสียงยกให้เป็นหนึ่งในลุคนางสงกรานต์ที่โดดเด่นและตราตรึงที่สุดของปีนี้

ปังทุกองศา! ปู ไปรยา สวมบิกินีควบมอเตอร์ไซค์ เช็กอินที่ภูเก็ต

ปังทุกองศา! ปู ไปรยา สวมบิกินีควบมอเตอร์ไซค์ เช็กอินที่ภูเก็ต

ปังทุกองศา! ปู ไปรยา สวมบิกินีควบมอเตอร์ไซค์ เช็กอินที่ภูเก็ต

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.19 น.

15 เมษายน 2569 กลายเป็นกระแสไวรัลร้อนแรงบนโลกออนไลน์ทันที เมื่อซุปตาร์สาวโกอินเตอร์ “ปู ไปรยา” ปล่อยภาพเซตใหม่ระหว่างพักผ่อนที่จังหวัดภูเก็ต 

โดยในภาพดังกล่าว ปู ไปรยา มาในลุคสุดแซ่บด้วยบิกินีตัวจิ๋ว แมตช์กับผ้าโสร่ง นั่งโพสต์ท่าบนรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ท่ามกลางบรรยากาศเกาะภูเก็ตที่ร้อนแรงไม่แพ้ลุคของเธอ พร้อมกับแคปชั่นว่า “Loving island life” ทำเอาแฟนคลับและคนในวงการบันเทิงต่างเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม

ภาพจากอินสตาแกรม @prayalundberg

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก

สงกรานต์ไทยอันดับ1  กระหึ่มโลก

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก นักท่องเที่ยวแห่ฉลอง คาดเงินสะพัด3หมื่นล้าน 5วันอันตรายตาย191ศพ เผยคดีขับเร็วครองแชมป์

ททท.ปลื้มสงกรานต์ไทย’69 คึกคักทั่วประเทศ นักท่องเที่ยวไทย-เทศตอบรับร่วมงานท่วมท้น คาดสร้างรายได้มากกว่า 30,350 ล้านบาท เช่นเดียวกับวธ.เผยสงกรานต์ ดันประเทศไทยขึ้นอันดับ 1 โลกเดือนเมษายน ขณะที่ศปถ.สรุปอุบัติเหตุ 5 วันอันตราย ช่วงสงกรานต์ ยอดเสียชีวิตพุ่ง 191 ราย กทม.ยอดสะสมสูงสุด ส่วนอุบัติเหตุเกิด 951 ครั้ง สาเหตุขับรถเร็วครองแชมป์ ด้านกรมคุมประพฤติเผยสถิติเมาขับสงกรานต์ 5 วัน ยังพุ่ง 3,726 คดี

เมื่อวันที่ 15 เมษายน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน หรือ ศปถ.รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 14 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์“ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

สงกรานต์วันที่5ดับ30-เจ็บ202

ปรากฎว่า เกิดอุบัติเหตุ 192 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 202 คน ผู้เสียชีวิต 30 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 38.54 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 28.13 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 72.88 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 77.08 บนถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 30.73 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ เวลา 15.01-18.00 น. ร้อยละ 23.96 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 23.71 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ แพร่ (16 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ แพร่ (18 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ปทุมธานี (3 ราย)

สะสม5วันอุบัติเหตุ951ครั้งตาย191-เจ็บ911

“สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมช่วง 5 วันของการรณรงค์คือ ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2569 เกิดอุบัติเหตุรวม 951 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 911 คน ผู้เสียชีวิต รวม 191 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ แพร่ (45 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ (47 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (16 ราย)”รมว.ยุติธรรมกล่าว

ศปถ.ปรับแผนรับมือคนเดินทางกลับ

และว่า วันนี้เป็นวันหยุดวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มทยอยเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ตามภูมิภาค และบางส่วนยังอยู่ท่องเที่ยวต่อในพื้นที่ ทำให้ถนนหลายสายมีปริมาณค่อนข้างมากและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ศปถ. จึงประสานจังหวัดให้ปรับแผนสร้างความปลอดภัยทางถนนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยบูรณาการตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัคร และหน่วยงานในพื้นที่ จัดการจราจรและอำนวยความสะดวกการเดินทาง เพื่อเตรียมรองรับการเดินทางกลับของประชาชน โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการการจราจร มิให้เกิดปัญหาติดขัดคับคั่งในทางสายหลักและถนนที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

ย้ำเข้มมาตรการ10ข้อหาหลัก

ส่วนถนนที่มีการจราจรหนาแน่นให้เร่งระบายรถ เปิดช่องทางพิเศษ ปิดจุดกลับรถ ปรับสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการเดินทางของประชาชน รวมทั้งให้พิจารณาตั้งจุดตรวจ และจุดบริการในบริเวณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการหลับในและการขับรถชนท้าย อีกทั้ง ให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจเข้มงวดการเรียกตรวจยานพาหนะในเส้นทางเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะเส้นทางตรงระยะทางไกล ซึ่งผู้ขับขี่มักใช้ความเร็วสูง อีกทั้ง ประเมินความพร้อมของผู้ขับขี่ป้องกันอุบัติเหตุจากการง่วงแล้วขับ นอกจากนี้ ศปถ. ยังกำชับพื้นที่บังคับใช้กฎหมายตาม “มาตรการ 10 ข้อหาหลัก” อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ทั้งการคุมเข้มพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มข้นของ “ด่านชุมชน” และ “ด่านครอบครัว” เพื่อป้องปรามและตักเตือนผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้วยมาตรการ “ดื่มแล้วขับ จับจริง” ซึ่งจะดำเนินคดีเด็ดขาดและส่งเข้ากระบวนการคุมประพฤติ

เพิ่มเที่ยวรถ-คุมเข้มความปลอดภัย

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการ ศปถ. เปิดเผยว่า ศปถ.สั่งทุกจังหวัดให้เตรียมเที่ยวการขนส่งโดยสารสาธารณะ ทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศให้เพียงพอ พร้อมคุมเข้มความปลอดภัย โดยให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจความพร้อมรถและพนักงานขับรถตาม Checklist ที่สถานีขนส่ง จุด Checking Point และจุดพักรถ โดยพนักงานต้องมีใบอนุญาตถูกต้อง แอลกอฮอล์เป็นศูนย์ และชั่วโมงขับรถไม่เกินกฎหมายกำหนด ส่วนรถโดยสารต้องมีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบ ที่สำคัญพนักงานและผู้ให้บริการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาที่มีฤทธิ์กดประสาทเด็ดขาดเพื่อป้องกันการหลับใน และห้ามใช้ความเร็วเกินกำหนด จอดรับส่งตรงป้าย หากพบผู้ฝ่าฝืนจะลงโทษตามกฎหมายทันที เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางของประชาชนทุกรูปแบบ และขอให้ผู้ขับขี่รถทุกประเภทประเมินความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนขับรถ และตรวจเช็กสภาพรถก่อนเดินทางกลับ หากอ่อนเพลียหรือง่วงห้ามฝืนขับเด็ดขาด ควรจอดพักรถทุก 1 – 2 ชั่วโมงตามจุดบริการหรือสถานีบริการน้ำมัน

เมาขับสงกรานต์5วันพุ่ง3,726คดี

ด้านร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติเปิดเผยว่า กรมคุมประพฤติดำเนินมาตรการเข้มข้นภายใต้แนวคิดขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุและคุมประพฤติร่วมสร้างสังคมปลอดภัย ลดอุบัติภัยทางถนน โดยกรมคุมประพฤตินำผู้ถูกคุมความประพฤติร่วมทำกิจกรรมบริการสังคม สนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ในจุดบริการประชาชน 18 จุดต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 357 ราย รวมถึงจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กฎหมายจราจรและโทษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม 24 ราย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง

ทั้งนี้ ในส่วนสถิติคดีคดีที่ศาลสั่งคุมความประพฤติวันที่ 14 เมษายน 2569 มี 667 คดี เนื่องจากศาลปิดทำการหลายพื้นที่ แบ่งเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 650 คดี คิดเป็นร้อยละ 97.5 และคดีขับเสพ 17 คดี คิดเป็นร้อยละ 2.5 ขณะที่สถิติคดีสะสมช่วง 5 วัน ระหว่างวันที่ 10-14 เมษายน 2569 มี 3,961 คดี เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 3,726 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.07 คดีขับเสพ 230 คดี คิดเป็นร้อยละ 5.8 คดีขับรถประมาท 4 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.1 และคดีขับซิ่ง 1 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.03 สำหรับจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ 651 คดี สมุทรปราการ 317 คดี และนนทบุรี 266 คดี

คนแห่กลับรถแน่นสูงสุด6.3แสนคัน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศสิ้นสุดวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ว่า ตลอดทั้งวันมีประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพต่อเนื่อง โดยรถยนต์หนาแน่นช่วงถนนสายเอเชีย จ.อ่างทองชลอตัว ช่วงคอสะพาน ทางร่วมทางแยก สลับหยุดนิ่งเป็นระยะ ใช้ความเร็วได้ที่ 30-40 กม./ชม. เจ้าหน้าที่แนะนำใช้ทางเลี่ยงการจรจรช่วงเทศกาล ใช้เส้นทางผ่านถนนอ่างทอง-อยุธยา สายใน ผ่านเข้าสู่แยกกำนันดิเรก จังหวัดอยุธยา มุ่งสู่เส้นทางแยกวรเชษฐ์ เพื่อเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่ ซึ่งช่วงเย็น-ค่ำ มีปริมาณรถยนต์สะสมเพิ่มจำนวนมากขึ้น

ตำรวจทางหลวง คาดปริมาณรถยนต์บนถนนสายหลักมุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพฯ สูงสุดวันนี้ 6.3 แสนคัน เตรียมเปิดช่องทางพิเศษ ระบายรถสายอีสาน-เหนือ รองรับการจราจรติดขัด

สงกรานต์สร้างรายได้กว่า3หมื่นล.

ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ทั่วประเทศว่า เป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

“ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นี้ สะท้อนให้เห็นพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์” ผู้ว่าฯททท.กล่าว

ททท.ปลื้มสงกรานต์คึกคักทั่วไทย

และว่า ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนร่วมจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นหลายพื้นที่ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย อย่างที่จ.พระนครศรีอยุธยา ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” เช่นเดียวกับ บรรยากาศที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือคึกคักไม่แพ้กัน หลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้วันที่ 10–12 เมษายน มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท

นทท.ครึ่งล้านแห่เข้าไทยเล่นสาดน้ำ

ผู้ว่าการ ททท.กล่าวอีกว่า ในส่วนการจัดงานสงกรานต์พื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน

“ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวไทยเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่ผ่านมา สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ประมาณ 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่ามีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5,963,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8

สงกรานต์ดันไทยขึ้นอันดับ1โลก

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกล้นหลาม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 จาก Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร สะท้อนให้เห็นถึงพลัง“สงกรานต์ไทย” มรดกทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่โลกสัมผัสได้จริง คาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิด เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท ในปีนี้ได้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนการเติบโตของ Soft Power ไทยในระดับโลกชัดเจน โดย Nike แบรนด์กีฬาระดับโลก เปิดตัวรองเท้ารุ่นพิเศษ Nike Dunk Low “Som Tum” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูอาหารไทยอย่าง “ส้มตำ” ถ่ายทอดผ่านการออกแบบที่ผสมผสานอัตลักษณ์ไทยอย่างสร้างสรรค์

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

15 เม.ย. 2569 14:46 น.

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

ผอ.ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุเกาหลีเหนือกำลังขยายขีดความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่าง “น่าสะพรึงกลัว” หลังพบการขยายตัวของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในเขตยองบยอน ขณะที่ดาวเทียมเผยภาพโรงงานต้องสงสัยสร้างเสร็จสมบูรณ์ พร้อมจับตาเกาหลีใต้เตรียมเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ ไอเออีเอ (IAEA) เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือมีความก้าวหน้าอย่าง “น่าตกใจ” ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โดยมีหลักฐานชี้ชัดถึงการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมในนิคมนิวเคลียร์ยอง-บยอน รวมถึงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ที่คาดว่าเป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

นายกรอสซีระบุระหว่างการแถลงข่าว ณ กรุงโซลว่า จากการตรวจสอบพบการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในส่วนของเตาปฏิกรณ์ขนาด 5 เมกะวัตต์, หน่วยแปรรูปเชื้อเพลิงใช้แล้ว และเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเบา (LWR) ซึ่งล้วนชี้ไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตวัสดุระดับที่นำไปสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ โดยปัจจุบันคาดการณ์ว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองแล้วหลายสิบหัว

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CSIS) ในสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน แสดงให้เห็นว่าโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ ซึ่งสามารถผลิตวัสดุสำหรับทำหัวรบได้นั้นน่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ ไอเออีเอยังเฝ้าจับตาอาคารในยองบยอนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรงงานที่คังซอน ซึ่งเป็นแหล่งนิวเคลียร์สำคัญอีกแห่งใกล้กรุงเปียงยาง

อย่างไรก็ตาม นายกรอสซีระบุว่ายังไม่พบหลักฐานว่ารัสเซียได้มอบเทคโนโลยีนิวเคลียร์สำหรับการทหารให้แก่เกาหลีเหนือ ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศลงนามเมื่อปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าเป็นเพียงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อพลเรือนเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการไอเออีเอได้เรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้ทำงานร่วมกับหน่วยงานอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากที่เกาหลีใต้มีแผนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายในการตรวจสอบเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ถูกใช้ในภารกิจทางทะเล

ทั้งนี้ ความพยายามในโครงการเรือดำน้ำของเกาหลีใต้มีความคืบหน้าอย่างมาก หลังจากประธานาธิบดีอี แจ-มยอง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันด้านความมั่นคงเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการที่สหรัฐฯ ให้การอนุมัติแก่เกาหลีใต้ในการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพื่อคานอำนาจในภูมิภาค.

ที่มา Reuters

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

15 เม.ย. 2569 12:52 น.

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

ยูเอ็นเผยเรือผู้อพยพชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศกว่า 250 ชีวิต รวมทั้งเด็กและสตรี อับปางกลางทะเลอันดามันหลังมุ่งหน้าสู่มาเลเซีย เบื้องต้นช่วยชีวิตได้เพียง 9 ราย ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาผลักดันให้กลุ่มเปราะบางต้องเสี่ยงตายในทะเลเพิ่มสูงขึ้น

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยรายงานเหตุเรืออับปางในทะเลอันดามัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้สูญหายประมาณ 250 ราย โดยทั้งหมดเป็นชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศที่พยายามเดินทางอพยพจากบังกลาเทศมุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย

รายงานระบุว่า เรือประมงดัดแปลงลำดังกล่าวอับปางลงเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย ลมพัดแรง คลื่นสูง และบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด โดยหน่วยยามฝั่งของบังกลาเทศสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตมาได้เพียง 9 ราย เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาต้องลอยคอกลางทะเลอย่างโดดเดี่ยว

นายราฟิกุล อิสลาม วัย 40 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตเล่าว่า เขาต้องลอยคออยู่กลางทะเลนานถึง 36 ชั่วโมงก่อนจะได้รับความช่วยเหลือ และได้รับบาดเจ็บจากการถูกน้ำมันที่รั่วออกจากเรือลวกตามร่างกาย เขาตัดสินใจลงเรือลำนี้เพราะความหวังที่จะไปหางานทำในมาเลเซีย เพื่อหนีจากสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นในค่ายกักกัน

สถานการณ์ของชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นกลุ่มน้อยมุสลิมในเมียนมายังคงวิกฤต นับตั้งแต่เหตุปราบปรามรุนแรงในปี 2017 ทำให้มีผู้ลี้ภัยไหลเข้าสู่บังกลาเทศหลายแสนคน แต่ด้วยสิทธิพลเมืองที่ถูกปฏิเสธในเมียนมาประกอบกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในค่ายลี้ภัยที่ลดน้อยลง ทำให้หลายคนตัดสินใจเสี่ยงดวงบนเรือเล็กที่ไม่มีแม้แต่สุขอนามัยและน้ำดื่มสะอาด

UNHCR ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า “เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงผลกระทบอันเลวร้ายของการถูกทอดทิ้งมาอย่างยาวนาน และการขาดหนทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับชาวโรฮิงญา” ขณะที่ความรุนแรงในรัฐยะไข่ยังคงปะทุต่อเนื่อง ทำให้ความหวังที่จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยยิ่งคงเลือนลาง

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา มาเลเซียได้ปฏิเสธเรือผู้อพยพไปแล้ว 2 ลำ ที่มีผู้โดยสารรวมกว่า 300 คน โดยให้เพียงอาหารและน้ำก่อนผลักดันออกนอกน่านน้ำ เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

หน่วยงานของสหประชาชาติยังได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและชุมชนที่รับรองในบังกลาเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่เจ็บปวดว่า โลกจำเป็นต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุในเมียนมา เพื่อให้ชาวโรฮิงญาสามารถกลับบ้านได้อย่างมีศักดิ์ศรีและปลอดภัยในอนาคต.

ที่มา BBC

ชายปารีสคว้าภาพวาด “ปิกัสโซ” มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

ชายปารีสคว้าภาพวาด "ปิกัสโซ" มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

15 เม.ย. 2569 12:08 น.

ชายปารีสคว้าภาพวาด “ปิกัสโซ” มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

วิศวกรฝ่ายชาวฝรั่งเศสกลายเป็นผู้โชคดีคว้ารูปวาดฝีมือศิลปินก้องโลก “ปาโบล ปิกัสโซ” มูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์ (ราว 32 ล้านบาท) หลังซื้อสลากการกุศลเพียงใบละ 100 ยูโร (ราว 3,770 บาท)  โดยรายได้ทั้งหมดจากการชิงโชคครั้งนี้จะนำไปสมทบทุนวิจัยโรคอัลไซเมอร์

อารี โฮดารา ผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะวัย 58 ปี ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่เมื่อทราบข่าวว่าเขาคือผู้ชนะในการจับสลากรางวัลใหญ่ ณ สถาบันการประมูลคริสตี้ ในกรุงปารีส เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 เม.ย.) โดยรางวัลที่เขาได้รับคือภาพวาดของ ปาโบล ปิกัสโซ มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32 ล้านบาท) จากการซื้อตั๋วชิงโชคราคาเพียง 100 ยูโร หรือประมาณ 3,770 บาทเท่านั้น

โฮดาราเปิดเผยความรู้สึกหลังทราบผลว่า “ผมจะเช็กได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่น?” เขายังเล่าต่อว่าตนเองเป็นเพียงคนรักศิลปะทั่วไป และตัดสินใจซื้อตั๋วใบนี้ระหว่างมื้อค่ำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากทราบข่าวเรื่องการชิงโชคโดยบังเอิญ “สิ่งแรกที่ผมจะทำคือบอกข่าวนี้กับภรรยา และแน่นอนว่าผมตั้งใจจะเก็บภาพวาดนี้ไว้ชื่นชมเอง”

สำหรับผลงานที่นำมาชิงโชคในครั้งนี้มีชื่อว่า “Head of a Woman” เป็นภาพพอร์ตเทรตของ “ดอรา มาอาร์” (Dora Maar) ผู้เป็นมิวส์และคนรักของปิกัสโซ โดยเป็นภาพเขียนสีน้ำกวอช (Gouache) บนกระดาษที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1941

โครงการชิงโชคครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อ “1 Picasso for 100 euros” นี้ สามารถจำหน่ายสลากได้ทั้งหมด 120,000 ใบจากทั่วโลก รวมมูลค่า 12 ล้านยูโร (ประมาณ 452 ล้านบาท) โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะถูกมอบให้กับ Opera Gallery เจ้าของเดิมของภาพวาดในราคาพิเศษที่ 1 ล้านยูโร จากราคาประเมินปกติ 1.45 ล้านยูโร และกำไรส่วนที่เหลือทั้งหมดจะมอบให้กับมูลนิธิวิจัยโรคอัลไซเมอร์ ในปารีส เพื่อใช้ในการค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์

กิจกรรมการกุศลลักษณะนี้เคยจัดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในปี 2013 ผู้โชคดีเป็นชายจากรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐฯ ส่วนครั้งที่สองในปี 2020 ตกเป็นของนักบัญชีหญิงชาวอิตาลี ซึ่งในอดีตรายได้จากการชิงโชคได้ถูกนำไปสนับสนุนงานวัฒนธรรมในเลบานอน รวมถึงโครงการน้ำดื่มและสุขอนามัยในแอฟริกา

ด้านมูลนิธิวิจัยโรคอัลไซเมอร์ระบุว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2004 ทางมูลนิธิได้กลายเป็นองค์กรเอกชนรายใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศสที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์มาอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Associated Press