ทรัมป์อาจเผยเนื้อหาข้อตกลงกับอิหร่านก่อนวันศุกร์นี้ หลังสหรัฐฯ-เตหะรานบรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้น

ทรัมป์อาจเผยเนื้อหาข้อตกลงกับอิหร่านก่อนวันศุกร์นี้ หลังสหรัฐฯ-เตหะรานบรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้น

16 มิ.ย. 2569 15:01 น.

ทรัมป์อาจเผยเนื้อหาข้อตกลงกับอิหร่านก่อนวันศุกร์นี้ หลังสหรัฐฯ-เตหะรานบรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้น

โดนัลด์ ทรัมป์ อาจเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงเบื้องต้นกับอิหร่านก่อนวันศุกร์นี้ หลังจากประกาศว่าข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามแล้ว โดยเอกสารเป็นเพียงกรอบความเข้าใจเบื้องต้น ยังต้องเจรจาเพิ่ม

รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจตัดสินใจเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงเบื้องต้นกับอิหร่านก่อนวันศุกร์นี้ โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงกรอบความเข้าใจเบื้องต้น และรายละเอียดสำคัญจะต้องเจรจาเพิ่มเติม

แวนซ์เปิดเผยว่า บันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน มีความยาวเพียงประมาณ 1 หน้าครึ่ง และเป็นเอกสารที่มีเนื้อหากว้าง ๆ เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เริ่มเปิดเผยรายละเอียดบางส่วนของข้อตกลง โดยระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก จะกลับมาเปิดให้เดินเรือได้ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ข้อตกลงจะถูกลงนามอย่างเป็นทางการที่นครเจนีวา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่ทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ จี7 (G7) ที่ฝรั่งเศส ซึ่งในวันอังคารจะมีการประชุมพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์อิหร่าน โดยมีผู้นำจากอียิปต์ กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วม

ก่อนหน้านี้ ระหว่างหารือกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ทรัมป์กล่าวว่า เขายินดีที่จะบอกว่าข้อตกลงได้รับการลงนามแล้ว โดยคำว่าข้อตกลงหมายถึงข้อตกลงเบื้องต้นกับอิหร่าน

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า เอกสารถูกลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์โดยทรัมป์ แวนซ์ และ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านแล้วในวันนี้

โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว คาดว่าการเจรจาด้านเทคนิคเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเริ่มขึ้นภายในสัปดาห์นี้ โดยการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร หรือการปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัด จะขึ้นอยู่กับการที่อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลง

ขณะที่แวนซ์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีว่า ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์จาก ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ ไอเออีเอ จะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าไปตรวจสอบในอิหร่านอีกครั้งตามข้อตกลง

เขาระบุว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของข้อตกลง คือสหรัฐฯ และไอเออีเอจะช่วยให้อิหร่านทำลายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นประเด็นที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในเอกสาร

แวนซ์ยังเปิดเผยว่า ในเอกสารเอ็มโอยู ระบุให้อิหร่านให้คำมั่นเรื่องสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงยุติการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย และให้คำมั่นที่สามารถตรวจสอบได้ว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำว่า รายละเอียดหลายประเด็นยังต้องถูกกำหนดระหว่างการเจรจาทางเทคนิคในอนาคต

ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับข้อตกลงถาวร

ด้าน เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ซึ่งมีบทบาทเป็นคนกลางในการเจรจา กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ครอบคลุมการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยังสงวนท่าที โดยนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮูระบุว่า อิสราเอลจะยังคงรักษาสถานะทางทหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเลบานอน ซีเรีย และกาซา ตราบเท่าที่เห็นว่าจำเป็น และย้ำว่า อิสราเอลจะไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะมีข้อตกลงหรือไม่ก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศให้ยุติการปิดกั้นทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน พร้อมระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดหลังข้อตกลงเบื้องต้นมีผล โดยเขาอ้างว่าเรือหลายลำที่บรรทุกน้ำมันเริ่มเคลื่อนผ่านช่องแคบแล้ว

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศอิหร่านระบุว่า แม้จะมีข้อตกลง แต่เตหะรานยังคงไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้ง ต่อสหรัฐฯ และมองว่าข้อตกลงนี้เป็นเพียงก้าวแรกเพื่อลดความตึงเครียด

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ยังเป็นข้อขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย คือโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน ความต้องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของอิหร่าน และการปลดล็อกทรัพย์สินจากรายได้ด้านน้ำมันที่ถูกระงับมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งยังต้องจับตาว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ยังคงเป็นปัญหาทั้งหมดนี้ได้จริงหรือไม่.

ที่มา : BBC

เสียงโห่-เสียงเชียร์ อิหร่านเสมอนิวซีแลนด์ 2-2 นัดเปิดฟุตบอลโลกที่สะท้อนความแตกแยก

เสียงโห่-เสียงเชียร์ อิหร่านเสมอนิวซีแลนด์ 2-2 นัดเปิดฟุตบอลโลกที่สะท้อนความแตกแยก

16 มิ.ย. 2569 13:47 น.

เสียงโห่-เสียงเชียร์ อิหร่านเสมอนิวซีแลนด์ 2-2 นัดเปิดฟุตบอลโลกที่สะท้อนความแตกแยก

ทีมชาติอิหร่านเปิดสนามฟุตบอลโลก 2026 ด้วยผลเสมอนิวซีแลนด์ 2-2 ที่นครลอสแอนเจลิส ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เข้มข้น ท่ามกลางเสียงเชียร์ และเสียงโห่ระหว่างเพลงชาติอิหร่าน การแสดงจุดยืนต่อต้านรัฐบาลและข้อจำกัดด้านการเดินทาง จากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่ทำให้เกมนี้มีความหมายมากกว่าเรื่องฟุตบอล

การแข่งขันฟุตบอลโลกนัดเปิดสนามกลุ่ม บี ที่สนามโซไฟ สเตเดียม ในนครลอสแอนเจลิส กลายเป็นเวทีสะท้อนรอยร้าวและความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง โดยทีมชาติอิหร่าน ที่อันดับโลกเหนือกว่า 65 อันดับ ต้องไล่ตามตีเสมอทีมนิวซีแลนด์ถึงสองครั้ง ก่อนจบเกมด้วยผลเสมอ 2-2 แบ่งไปทีมละ 1 แต้ม

เกมนี้นิวซีแลนด์ได้ประตูออกนำก่อนจากเอลิจาห์ จัสต์ ในช่วงครึ่งแรก ก่อนที่รามิน เรซาเอียน แบ็กขวาของอิหร่านจะเติมขึ้นมายิงตีเสมอ ถัดมาในครึ่งหลัง เอลิจาห์ จัสต์ ยิงประตูให้นิวซีแลนด์นำอีกครั้งเป็น 2-1 แต่อิหร่านไม่ยอมแพ้ รวบรวมสมาธิก่อนได้ โมฮัมหมัด โมเฮบบี โหม่งลูกเปิดของ เรซาเอียน เข้าไปในนาทีที่ 64 ช่วยให้ทีมรอดพ้นความพ่ายแพ้ไปได้อย่างหวุดหวิด

ขณะที่บรรยากาศรอบสนามที่มีแฟนบอลเข้าชมกว่า 70,000 คน กลับอบอวลไปด้วยประเด็นทางการเมือง เนื่องจากลอสแอนเจลิสเป็นเมืองที่มีชาวอิหร่านพลัดถิ่นอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก จนถูกขนานนามว่า “เตหะรานเจเลส” (Tehrangeles) โดยก่อนเริ่มเกม แฟนบอลจำนวนมากได้พากันโห่ฮาและเป่านกหวีดใส่เพลงชาติอิหร่านเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลเตหะราน ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงนอกสนามพากันตีกลองและตะโกนต่อต้านกองทัพ โดยมองว่าทีมฟุตบอลชุดนี้เป็นเพียงเครื่องมือชวนเชื่อของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีการชู “ธงรูปสิงโตและดวงอาทิตย์” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอิหร่านก่อนการปฏิวัติอิสลามปี 1979 เต็มอัฒจันทร์ แม้ว่าสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า จะพยายามสั่งห้ามแล้วก็ตาม

หลังสิ้นเสียงนกหวีด ความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านก็ปะทุขึ้นทันที เมื่ออามีร์ กาเลนอย หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติอิหร่าน ออกมาเปิดเผยว่า ทีมของเขาถูกคำสั่งลึกลับบังคับให้ต้องเดินทางออกจากสหรัฐฯ กลับไปยังแคมป์เก็บตัวที่เมืองติฮัวนา ประเทศเม็กซิโก ทันทีหลังจบเกมเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทั้งที่ตามกำหนดการเดิมที่ทีมต้องค้างคืนที่แคลิฟอร์เนียเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายของนักเตะ

กาเลนอย กล่าวผ่านล่ามว่า “พวกเช้าไม่ได้ให้เวลาเราพักฟื้นเลย พอแข่งเสร็จเขาก็บอกทันทีว่า ‘พวกคุณต้องออกไปเดี๋ยวนี้’ มันแปลกมาก เหมือนมีคนอื่นคอยวางแผนกลั่นแกล้งเราตลอดเวลา ผมคิดว่าทีมของเราเป็นทีมที่ถูกกดขี่และน่าสงสารที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้แล้ว” พร้อมระบุว่าอาการตะคริวกินของนักเตะหลายคนในเกมนี้ เกิดจากการเดินทางที่ยากลำบากและการตรวจค้นที่เข้มงวดเกินกว่าเหตุของทางการสหรัฐฯ

ด้านเมห์ดี ตาเรมี กัปตันทีมคนสำคัญได้กล่าวโจมตีทัศนคติของสหรัฐฯ โดยเล่าว่าตอนเดินทางเข้ามาแข่ง พวกเขาต้องเสียเวลาเดินทางและตรวจความปลอดภัยนานถึง 5 ชั่วโมง ทั้งที่ระยะทางใกล้มาก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สต๊าฟฟ์โค้ช ประธานสมาพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน และเจ้าหน้าที่สื่อสารมวลชนหลายคนยังถูกสหรัฐฯ ปฏิเสธวีซ่า ทำให้ทีมขาดบุคลากรในการช่วยเหลือ “ทุกอย่างที่พวกเราต้องเจอ มันคือภัยพิบัติอย่างแท้จริง ฟีฟ่าควรยื่นมือเข้ามาช่วยเรามากกว่านี้” 

อีกหนึ่งประเด็นร้อนในห้องแถลงข่าวเกิดขึ้นเมื่อ รามิน เรซาเอียน ผู้ทำประตูแรกให้อิหร่าน ถูกผู้สื่อข่าวต่างชาติตั้งคำถามถึงกรณีที่แฟนบอลชาวอิหร่านพลัดถิ่นพากันโห่ใส่เพลงชาติตัวเอง ซึ่งทำให้เจ้าตัวตอบกลับอย่างสุภาพแต่แฝงความดุดันว่า “ถ้าหากพวกเรามีปัญหากันเองภายใน นั่นมันคือเรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคุณ ผมเคารพคุณนะ แต่นี่คือเรื่องระหว่างคนอิหร่านด้วยกัน และเราจะจัดการสะสางกันเอง ไม่ต้องมาเป็นห่วง” ก่อนที่เรซาเอียนจะปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการเมืองเพิ่มเติม และย้ำว่าต้องการตอบเฉพาะคำถามเรื่องฟุตบอลเท่านั้น พร้อมชื่นชมว่าคนในประเทศของเขายอดเยี่ยมและน่าภาคภูมิใจเพียงใด

ความตึงเครียดของแมตช์นี้เกิดขึ้นตามหลังการประกาศข้อตกลงกรอบความร่วมมือเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่เปิดฉากสู้รบกันมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยอมเจรจาสันติภาพและเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ผลกระทบจากสงครามยังคงฝังรากลึก ส่งผลให้กระบวนการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในกลุ่มที่อิหร่านต้องเตะบนแผ่นดินสหรัฐฯ ทั้ง 3 นัด เต็มไปด้วยอุปสรรคทางมาตรการทางการทูต

สำหรับสถานการณ์ในกลุ่ม บี ปัจจุบัน ทั้ง 4 ทีมอันได้แก่ อิหร่าน, เบลเยียม, อียิปต์ และนิวซีแลนด์ มีคะแนนเท่ากันหมดที่ 1 คะแนน โดยเกมนัดถัดไปของทีมชาติอิหร่านจะต้องเจอกับงานหนักอย่าง เบลเยียม ที่เมืองอิงเกิลวูด ในวันอาทิตย์นี้ ก่อนจะเดินทางไปปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มพบกับ อียิปต์ ที่เมืองซีแอตเทิลในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากต้องการสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์เป็นครั้งแรก ทัพ “ทีม เมลลี” จะต้องฝ่าฟันทั้งคู่แข่งในสนามและเกมนอกสนามที่ดุเดือดไม่แพ้กัน.

ที่มา Reuters / Associated Press / AFP

ยอดค้าปลีกจีนหดตัวครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง

ยอดค้าปลีกจีนหดตัวครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง

16 มิ.ย. 2569 13:16 น.

ยอดค้าปลีกจีนหดตัวครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง

ยอดค้าปลีกจีนเดือนพฤษภาคมติดลบครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2565 ขณะที่การลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ทรุดหนัก สะท้อนกำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ แม้ภาคส่งออกและอุตสาหกรรมการผลิตยังช่วยพยุงเศรษฐกิจ

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด โดยยอดค้าปลีก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการใช้จ่ายของผู้บริโภค ลดลง 0.6% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะทรงตัว ข้อมูลนี้สะท้อนว่าการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศยังคงซบเซา แม้จะมีวันหยุดยาวช่วงวันแรงงานต้นเดือนพฤษภาคมที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและร้านอาหารก็ตาม โดยผู้บริโภคจำนวนมากยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเขตเมือง ซึ่งรวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน หดตัว 4.1% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะลดลงเพียง 2% และแย่ลงจากการหดตัว 1.6% ในช่วง 4 เดือนแรก

ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน โดยการลงทุนในภาคดังกล่าวดิ่งลงถึง 16.2% ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม ขณะที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขยายตัวเพียง 0.6% ส่วนภาคการผลิตลดลง 0.4%

ทางด้านภาคอุตสาหกรรมยังมีสัญญาณบวก โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.5% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 4.3% และฟื้นตัวจากระดับ 4.1% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่อัตราว่างงานทั่วประเทศอยู่ที่ 5.1% ลดลงเล็กน้อยจาก 5.2% ในเดือนเมษายน

นักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญภาวะการเติบโตแบบฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม โดยภาคการผลิตและการส่งออกยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศยังอ่อนแอ แม้การส่งออกยังเติบโตในระดับเลขสองหลักในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไป. 

“มิน อ่อง หล่าย” พบ “สี จิ้นผิง” ที่ปักกิ่ง ยกระดับความมั่นคง-การค้า

"มิน อ่อง หล่าย" พบ "สี จิ้นผิง" ที่ปักกิ่ง ยกระดับความมั่นคง-การค้า

16 มิ.ย. 2569 12:55 น.

“มิน อ่อง หล่าย” พบ “สี จิ้นผิง” ที่ปักกิ่ง ยกระดับความมั่นคง-การค้า

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน พร้อมเข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในกรุงปักกิ่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต การค้า และความมั่นคง ท่ามกลางการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรรายใหญ่ที่สุดหลังถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก นับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2021

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของรัฐบาลจีนรายงานว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้จัดพิธีต้อนรับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา อย่างสมเกียรติ ณ มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง ก่อนที่ผู้นำทั้งสองจะร่วมหารือข้อราชการและลงนามในเอกสารความร่วมมือร่วมกัน

การเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในครั้งนี้ ถือเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ มิน อ่อง หล่าย ในฐานะ “ประธานาธิบดีฝ่ายพลเรือน” หลังจากอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารผู้นี้ได้กระชับอำนาจผ่านการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อช่วงรอยต่อของปีที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มการเมืองฝั่งอดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ อองซาน ซูจี ถูกตัดสิทธิ์ และส่งผลให้พรรคการเมืองที่หนุนหลังโดยกองทัพคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย ก่อนที่สภาจะโหวตเลือกให้ มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนเมษายน

ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายกิจการเมียนมา จาก Crisis Group วิเคราะห์ว่า “การที่ สี จิ้นผิง เปิดบ้านต้อนรับในฐานะการเยือนอย่างเป็นทางการระดับรัฐคือสัญญาณที่ชัดเจนว่า จีนพร้อมที่จะปฏิบัติต่อรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาในฐานะพันธมิตรที่เท่าเทียมและเต็มตัว” ซึ่งถือเป็นแรงหนุนทางการทูตครั้งใหญ่ หลังจากที่ มิน อ่อง หล่าย เพิ่งเดินทางเยือนอินเดียและเข้าพบ นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี มาเมื่อปลายเดือนที่แล้ว แต่ไม่ได้รับเกียรติสูงสุดระดับรัฐเท่ากับการมาเยือนจีนในครั้งนี้

แม้ว่าภาพการจับมือของสองผู้นำจะช่วยสร้างความชอบธรรมในเวทีสากลให้แก่เมียนมา แต่เหล่านักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่จีนให้ความสำคัญที่สุดคือ “ผลประโยชน์ของจีนเอง” ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องโครงการภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) เช่น โครงการท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ตัดผ่านเมียนมา รวมถึงแผนการสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อเปิดทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

นอกจากนี้ เมียนมายังกลายเป็นแหล่งซัพพลายแร่หายากที่สำคัญของโลก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของจีน โดยในคณะเดินทางของมิน อ่อง หล่าย ครั้งนี้ มีมุขมนตรีจากรัฐกะฉิ่น ซึ่งเป็นแหล่งทำเหมืองแร่หายากขนาดใหญ่ และรัฐฉาน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การค้าชายแดน ร่วมเดินทางไปด้วย

ออง จอ โซ นักวิเคราะห์อิสระในไทย ชี้ว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่น่าจะมีการหยิบยกขึ้นมาหารือคือแผนการรื้อฟื้นโครงการ “เขื่อนมิตโสน” มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในรัฐกะฉิ่น ซึ่งถูกระงับไปตั้งแต่ปี 2011 หลังจากที่แกนนำอันดับสองของกองทัพเมียนมาเคยเปรยถึงเรื่องนี้ไว้ก่อนหน้านี้

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเมียนมาเคยตึงเครียดอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์หลอกลวงออนไลน์ตามแนวชายแดนที่พุ่งเป้าเล่นงานพลเมืองจีน อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเป็นผู้จัดหาอาวุธและยุทโธปกรณ์หลักให้กับกองทัพเมียนมา และเคยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาหยุดยิงระหว่างกองทัพกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธในพื้นที่ชายแดนมาแล้ว

สงครามกลางเมืองในเมียนมาที่ปะทุขึ้นนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ส่งผลให้ประเทศตกอยู่ในความยากจน มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 93,000 ราย และประชาชนอีกกว่า 3.7 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

เดวิด มาธีสัน นักวิเคราะห์อิสระ มองว่า จีนไม่ได้สนใจเรื่องกระบวนการประชาธิปไตยหรือระเบียบสหพันธรัฐในเมียนมา แต่สนใจเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงมากกว่า ยิ่งในยามที่ชาติตะวันตกถอยห่างจากเมียนมา จีนจะยิ่งเข้ามาแสดงอิทธิพลเหนือเมียนมาอย่างเบ็ดเสร็จ

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนจีนของผู้นำเมียนมายังมีประเด็นที่ถูกจับตามองเพิ่มเติม คือกรณีที่ทางการจีนได้เข้าจับกุมตัว “มิน ซิน” (Min Zin) นักวิชาการชาวเมียนมาสัญชาติอเมริกันชื่อดัง ในข้อหาต้องสงสัยจารกรรมข้อมูล ซึ่งเรื่องนี้อาจถูกนำมาเป็นประเด็นลับในการเจรจาระหว่างสองผู้นำด้วยเช่นกัน โดยกำหนดการเยือนจีนของ มิน อ่อง หล่าย จะดำเนินไปจนถึงวันศุกร์นี้ และมีกำหนดเข้าพบ นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง รวมถึงนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนด้วย.

ที่มา AFP / Reuters

แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าอินโดนีเซีย เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามหลายระลอก ยังไม่พบรายงานความเสียหาย

แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าอินโดนีเซีย เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามหลายระลอก ยังไม่พบรายงานความเสียหาย

16 มิ.ย. 2569 12:37 น.

แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าอินโดนีเซีย เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามหลายระลอก ยังไม่พบรายงานความเสียหาย

อินโดนีเซียเจอแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ในจังหวัดสุลาเวสีกลาง แรงสั่นสะเทือนนานกว่า 1 นาที ก่อนเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายรุนแรง

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ในพื้นที่จังหวัดสุลาเวสีกลางของอินโดนีเซีย ส่งผลให้ประชาชนรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้อย่างรุนแรงเป็นเวลานานกว่า 1 นาที ก่อนจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายระลอก โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองปาลู เมืองเอกของจังหวัดสุลาเวสีกลาง ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 46 กิโลเมตร ที่ความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร

หลังจากนั้นไม่นาน ยังเกิดแผ่นดินไหวตามหรืออาฟเตอร์ช็อกขนาด 5.2 ในพื้นที่เดียวกัน เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือความเสียหายต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสำรวจผลกระทบในพื้นที่ 

ทั้งนี้ อินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีรอยเลื่อนทางธรณีวิทยาจำนวนมาก ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและการปะทุของภูเขาไฟบ่อยครั้ง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมกราคม 2564 เกาะสุลาเวสีเคยเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 6.2 ใกล้เมืองมามูจู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 ศพ และประชาชนหลายพันคนต้องอาศัยอยู่นอกอาคารเป็นเวลาหลายวัน เนื่องจากหวั่นเกรงอาฟเตอร์ช็อกที่จะเกิดขึ้นตามมา.

สวีเดนผ่านกฎหมาย “ความประพฤติดี” ให้สิทธิ จนท.เพิกถอนสิทธิพำนักผู้อพยพ

สวีเดนผ่านกฎหมาย "ความประพฤติดี" ให้สิทธิ จนท.เพิกถอนสิทธิพำนักผู้อพยพ

16 มิ.ย. 2569 11:47 น.

สวีเดนผ่านกฎหมาย “ความประพฤติดี” ให้สิทธิ จนท.เพิกถอนสิทธิพำนักผู้อพยพ

รัฐสภาสวีเดนผ่านกฎหมายใหม่ 2 ฉบับ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เพิกถอนสิทธิ์พำนักของผู้อพยพที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น เบี้ยวหนี้ ทำงานนอกระบบ หรือเอี่ยวกลุ่มสุดโต่ง พร้อมบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐต้อง “แจ้งเบาะแส” ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารทางกฎหมายให้ตำรวจทราบ ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการชี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและกระตุ้นให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติ

รัฐสภาสวีเดนลงมติผ่านกฎหมายตรวจสอบพฤติกรรมผู้อพยพ หรือที่ถูกเรียกในทางการเมืองว่า “กฎหมายความประพฤติดี” (Good Behaviour Law) เปิดทางให้หน่วยงานรัฐสามารถเพิกถอนใบอนุญาตพำนักของผู้อพยพได้ หากมีพฤติกรรมที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสม แม้พฤติกรรมนั้นจะไม่ได้ถูกตัดสินว่าเป็นความผิดทางอาญาก็ตาม

กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมทั้งคำขอที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และสามารถนำไปใช้ย้อนหลังกับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่แล้ว โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเข้มงวดด้านการย้ายถิ่นฐานของรัฐบาลฝ่ายขวาของสวีเดนและพรรคสนับสนุนสายชาตินิยม ก่อนการเลือกตั้งรัฐสภาที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายน

รัฐบาลสวีเดนระบุว่า ผู้ที่กระทำผิดหรือไม่ปฏิบัติตามกติกาของสังคม ไม่ควรได้รับสิทธิอยู่ต่อในประเทศ แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดนิยามพฤติกรรมต้องห้ามไว้อย่างชัดเจน แต่ตัวอย่างที่รัฐบาลยกขึ้นมา ได้แก่ การค้างชำระหนี้ การไม่เสียภาษี การทำงานนอกระบบ การกระทำผิดกฎหมาย และความเชื่อมโยงกับองค์กรหัวรุนแรง การพิจารณาเพิกถอนสิทธิพำนักจะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และผู้ได้รับผลกระทบยังสามารถอุทธรณ์ต่อศาลตรวจคนเข้าเมืองได้

นายโยฮัน ฟอร์สเซลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการย้ายถิ่นฐานของสวีเดน ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายเมื่อเดือนมีนาคม ระบุว่า ผู้ที่ไม่พยายามปฏิบัติตามกฎของสังคม ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศต่อไป

การผลักดันกฎหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการคุมเข้มนโยบายคนเข้าเมืองโดยรัฐบาลฝ่ายขวา และพรรคสนับสนุนอย่างพรรค “ประชาธิปไตยสวีเดน” (Sweden Democrats) ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยม เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายนนี้

นอกจากกฎหมายความประพฤติแล้ว รัฐสภาสวีเดนยังได้ผ่านกฎหมายอีกฉบับด้วยคะแนนเสียงฉิวเฉียด 174 ต่อ 172 เสียง ซึ่งเป็นกฎหมายบังคับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐ เช่น เจ้าหน้าที่สรรพากร, สำนักงานจัดหางาน, สำนักงานประกันสังคม และสำนักงานราชทัณฑ์ ต้องแจ้งข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีหากพบเห็นหรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลที่มาติดต่อประสานงานไม่มีเอกสารอนุญาตให้อยู่อาศัยในสวีเดนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเร่งกระบวนการผลักดันคนออกนอกประเทศให้เร็วขึ้นตามนโยบายของสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ได้ยกเว้นให้กับกลุ่มวิชาชีพอย่าง ครู แพทย์ และนักสังคมสงเคราะห์ หลังจากโดนกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้

ฝ่ายคัดค้านและองค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า กฎหมายทั้งสองฉบับอาจสร้างความไม่แน่นอนทางกฎหมาย เปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และทำให้ผู้อพยพหลีกเลี่ยงการเข้าถึงบริการภาครัฐ โดยเฉพาะบริการด้านสาธารณสุข

นักวิชาการและนักสิทธิมนุษยชนยังชี้ว่า แนวทางลักษณะนี้พบได้ไม่มากในยุโรป แม้บางประเทศอย่างเยอรมนีจะมีมาตรการรายงานผู้พำนักผิดกฎหมายในบางหน่วยงาน แต่ได้ยกเว้นโรงเรียนและโรงพยาบาลเพื่อจำกัดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ขณะที่สหราชอาณาจักรเคยปรับลดการเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง หลังเกิดความกังวลว่าผู้อพยพจะหลีกเลี่ยงการรักษาพยาบาล.

ที่มา Reuters / Associated Press

ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดรอบ 31 ปี แตะ 1% รับความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่งสูง

ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดรอบ 31 ปี แตะ 1% รับความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่งสูง

16 มิ.ย. 2569 11:12 น.

ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดรอบ 31 ปี แตะ 1% รับความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่งสูง

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี นับตั้งแต่ปี 1995 เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อและพยุงค่าเงินเยน หลังราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม แม้ว่าล่าสุดสหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งแล้วก็ตาม

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยขยับจาก 0.75% ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1.0% ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 31 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา และถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

การเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในครั้งนี้ เป็นไปตามทิศทางของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก รวมถึงธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้ เพื่อรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพและราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

แม้ว่าในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน พร้อมเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลกอีกครั้ง โดยมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าระบบการค้าและการขนส่งพลังงานโลกอาจต้องใช้เวลาอีกระยะใหญ่กว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

เยสเปอร์ คอลล์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น กล่าวว่า “หลังจากเผชิญภาวะเงินฝืดมานานกว่า 20 ปี ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่วัฏจักรเงินเฟ้ออย่างเต็มตัว นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายขั้นสุดเพื่อบริหารจัดการวิกฤตจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป และ BOJ กำลังต้องการพานโยบายการเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ”

ในช่วงทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรุนแรงเพื่อต่อสู้กับภาวะฟองสบู่แตกในตลาดอสังหาริมทรัพย์และหุ้น และคงอัตราดอกเบี้ยไว้ใกล้ 0% มานานกว่าสองทศวรรษ จนกระทั่งเริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 17 ปี ณ เวลานั้น

การพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 90% ก่อนเกิดสงคราม ทำให้ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยดัชนีราคาขายส่งของญี่ปุ่นในเดือนพฤษภาคมพุ่งสูงขึ้นกว่า 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดในรอบ 3 ปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายนอยู่ที่ 1.4% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายของ BOJ ที่วางไว้ที่ 2%

นอกจากประเด็นเรื่องเงินเฟ้อแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญในการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้คือความพยายามสกัดกั้นการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งถูกกดดันอย่างหนักจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 3%

ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นต้องทุ่มงบประมาณสูงถึง 11.7 ล้านล้านเยน เพื่อแทรกแซงและพยุงค่าเงินเยนที่ร่วงลงไปแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหลังจากการประกาศขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินเยนมีการดีดตัวขึ้นชั่วคราว ก่อนจะลดช่วงบวกลงในเวลาต่อมา โดยชิเกโตะ นากาอิ หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นจาก Oxford Economics ชี้ว่า BOJ ไม่สามารถชะลอการขึ้นดอกเบี้ยได้อีกต่อไป เพราะหากไม่ทำจะยิ่งสร้างความผิดหวังให้ตลาดและทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงไปอีก

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ นายคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมได้เนื่องจากต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากอาการติดเชื้อที่ถุงน้ำในตับ โดยมี ายชินิอิจิ อุชิดะ  รองผู้ว่าการฯ เป็นผู้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนแทน อย่างไรก็ตาม นายอุเอดะและคณะกรรมการบริหารส่วนใหญ่ต่างส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม BOJ กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นแม้จะช่วยสกัดเงินเฟ้อและพยุงเงินเยนได้ แต่ก็ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและรัฐบาลสูงขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวเกินไปอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเธอเป็นผู้สนับสนุนการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและเคยแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ย แม้ว่านับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเธอจะยังไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ BOJ ต่อสาธารณะโดยตรงก็ตาม

ทั้งนี้ แม้จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1% แต่อัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นยังคงถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ซึ่ง ศจ. อุลริค เชเด จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก มองว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการ “จัดระเบียบและปรับสมดุลของเศรษฐกิจโลกอย่างช้าๆ”  หลังจากนี้ คาดว่านักลงทุนทั่วโลกจะจับตาดูท่าทีของ BOJ อย่างใกล้ชิดเพื่อหาข้อบ่งชี้เกี่ยวกับทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป รวมถึงแผนการลดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต.

ที่มา  Kyodo / BBC 

วิจารณ์สนั่น นักตกปลาใจกล้าลากฉลามขาวยักษ์ขึ้นฝั่ง ปลดตะขอก่อนปล่อยกลับทะเล

วิจารณ์สนั่น นักตกปลาใจกล้าลากฉลามขาวยักษ์ขึ้นฝั่ง ปลดตะขอก่อนปล่อยกลับทะเล

16 มิ.ย. 2569 10:14 น.

วิจารณ์สนั่น นักตกปลาใจกล้าลากฉลามขาวยักษ์ขึ้นฝั่ง ปลดตะขอก่อนปล่อยกลับทะเล

นักตกปลาชาวอเมริกันรายหนึ่งกลายเป็นที่สนใจบนโลกออนไลน์ หลังเผชิญหน้ากับฉลามขาวสัตว์นักล่าแห่งท้องทะเลที่มีขนาดเกือบ 3 เมตร ก่อนช่วยปลดตะขอออกจากปากมันและปล่อยกลับคืนสู่มหาสมุทร

กลายเป็นคลิปไวรัลทันที เมื่อเอลเลียต ซูดัล นักตกปลาและกัปตันเรือมากประสบการณ์ เผยคลิปขณะที่เขาสามารถตกฉลามขาวยักษ์ได้จากชายฝั่งเกาะแนนทักเก็ต รัฐแมสซาชูเซตส์ ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ผ่านทางโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับวิธีจัดการเมื่อตกฉลามขาวได้โดยไม่ตั้งใจ

โดยฉลามตัวดังกล่าวมีความยาวเกือบ 9 ฟุต หรือประมาณ 2.7 เมตร แต่เพราะฉลามขาวเป็นสัตว์คุ้มครองในสหรัฐฯ หากถูกจับโดยไม่ได้ตั้งใจ จะต้องปล่อยกลับคืนสู่ทะเลทันที

อย่างไรก็ตาม คลิปนี้กลายเป็นคลิปสุดระทึก และท้าทายเพราะซูดัลต้องนำตะขอออกจากปากของเจ้าฉลามที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

ในคลิป เขาจับหางฉลามและลากมันขึ้นมาบนชายหาด ก่อนขึ้นไปคร่อมบนตัวฉลามบริเวณด้านหลัง และใช้คลื่นทะเลช่วยพยุงร่าง ก่อนจะปลดตะขอออกจากปาก และลากกลับลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งในท้ายคลิป ฉลามขาวตัวดังกล่าวสามารถว่ายน้ำกลับคืนทะเลได้

ซูดัลเขียนข้อความประกอบคลิปว่า “ปลดตะขอออก และปล่อยกลับไปได้ภายใน 15 วินาที ไม่แน่ใจว่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร” พร้อมระบุว่า เขาทำงานเกี่ยวกับฉลามมานานหลายปี และเคยจับรวมถึงติดแท็กฉลามมาแล้วหลายร้อยตัว แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีที่เขาจับฉลามขาวได้

อย่างไรก็ตาม วิธีการของเขาเคยถูกจับตามองจากหน่วยงานด้านมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเข้าใกล้หรือจับฉลามขาวเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากฉลามอาจตอบสนองด้วยการกัดเพื่อป้องกันตัว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะเครียดหรือดิ้นรน และการนำฉลามขึ้นจากน้ำอาจสร้างความเครียดหรือเป็นอันตรายต่อสัตว์

โดยเมื่อปี 2017 NOAA เคยตรวจสอบกรณีที่ซูดัลจัดการกับปลาฉนากฟันเล็ก ซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในรัฐฟลอริดา โดยหน่วยงานแนะนำว่า ควรลดการสัมผัสตัวสัตว์ให้น้อยที่สุด และไม่ควรลากฉลามขึ้นบนทรายหรือพื้นเรือ.

ที่มา : AP

อีโบลายังระบาดหนักในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่ง 782 ราย เสียชีวิต 181 คน ภายใน 1 เดือน

อีโบลายังระบาดหนักในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่ง 782 ราย เสียชีวิต 181 คน ภายใน 1 เดือน

16 มิ.ย. 2569 08:53 น.

อีโบลายังระบาดหนักในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่ง 782 ราย เสียชีวิต 181 คน ภายใน 1 เดือน

สถานการณ์การระบาดของโรคอีโบลาในคองโกยังคงน่าเป็นห่วง หลังทางการยืนยันพบผู้ติดเชื้อแล้ว 782 ราย และมีผู้เสียชีวิต 181 คน ภายในเวลาเพียง 1 เดือน หลังจากรัฐบาลประกาศการระบาดอย่างเป็นทางการ

กระทรวงสาธารณสุขคองโกเปิดเผยว่า การระบาดครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรายวันสูงที่สุดในช่วงเวลาเพียง 1 เดือน เนื่องจากเชื้อไวรัสแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีปัญหาด้านการเดินทางและการเคลื่อนย้ายของประชาชน ทำให้เจ้าหน้าที่ติดตามผู้สัมผัสเชื้อได้ยาก

เมืองบูเนีย ในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของคองโก เป็นหนึ่งในพื้นที่แรก ๆ ที่ตรวจพบผู้ติดเชื้ออีโบลา โดยชาวบ้านระบุว่า แม้จะพยายามป้องกันตัวเองตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ แต่สถานการณ์ยังคงเลวร้ายลง

ประชาชนรายหนึ่งเปิดเผยว่า เห็นรถพยาบาลวิ่งผ่านพื้นที่อยู่ตลอดเวลา และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับชุมชน

ขณะนี้ทีมแพทย์เคลื่อนที่กำลังทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อค้นหาผู้ที่มีอาการเข้าข่ายโรคอีโบลา พร้อมนำส่งศูนย์รักษาเฉพาะทางโดยเร็วที่สุด

ด้านมารี-โรซีลีน เบลิแซร์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายรับมือเหตุฉุกเฉินระดับภูมิภาคแอฟริกาขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า ความสามารถในการรับมือโรคของคองโกเพิ่มขึ้นอย่างมาก

จากเดิมที่มีห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อเพียง 1 แห่ง ปัจจุบันเพิ่มเป็น 4 แห่ง ขณะที่ศักยภาพการตรวจตัวอย่างเพิ่มจากวันละ 20 ตัวอย่าง เป็น 400 ตัวอย่าง

นอกจากนี้ จำนวนเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเกือบ 400 เตียง แม้จะถือเป็นความคืบหน้าแต่ WHO ย้ำว่า การระบาดยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการรับมือให้สอดคล้องกับระดับความรุนแรงของโรค

ขณะที่องค์กรแพทย์ไร้พรมแดน หรือ MSF ระบุว่า ศูนย์รักษาในพื้นที่ศูนย์กลางการระบาดกำลังเผชิญผู้ป่วยจำนวนมากเกินกำลังรองรับ

ผู้ป่วยหลายรายเข้ารับการรักษาในระยะที่อาการรุนแรงแล้ว และส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้สัมผัสเชื้อที่เจ้าหน้าที่ติดตามมาก่อน ทำให้การหยุดการแพร่ระบาดเป็นเรื่องยากขึ้น

ทางการคองโกระบุว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นสะท้อนทั้งการแพร่ระบาดที่รวดเร็ว และการตรวจค้นโรคเชิงรุกที่เพิ่มขึ้น

การระบาดครั้งนี้เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ บุนดิบูเกียว ซึ่งพบได้ไม่บ่อย และในช่วงแรกของการระบาดยังไม่มีการตรวจหาเชื้อชนิดนี้

ขณะที่เชื้ออีโบลาสายพันธุ์ ไซเร ซึ่งพบได้บ่อยกว่าและมีวัคซีนป้องกัน เป็นสาเหตุของการระบาดส่วนใหญ่ในคองโกก่อนหน้านี้

ปัจจุบันการระบาดครั้งนี้กระจุกตัวในจังหวัดอิตูรี ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 90% ของทั้งหมด ก่อนแพร่ไปยังจังหวัดนอร์ทคิวูและเซาท์คิวู รวมถึงข้ามพรมแดนไปยังประเทศยูกันดาแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้อจริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่รายงาน เนื่องจากเชื่อว่าการระบาดเริ่มขึ้นก่อนมีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา.

ที่มา :Aljazeera

ผู้นำ G7 เปิดประชุมที่ฝรั่งเศส จับตาดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน มาครงพร้อมส่งเรือรบคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

ู้ผู้นำ G7 เปิดประชุมที่ฝรั่งเศส จับตาดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน มาครงพร้อมส่งเรือรบคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

16 มิ.ย. 2569 08:31 น.

ผู้นำ G7 เปิดประชุมที่ฝรั่งเศส จับตาดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน มาครงพร้อมส่งเรือรบคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้นำกลุ่ม G7 เปิดการประชุมสุดยอดที่ฝรั่งเศส ท่ามกลางความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลางและสงครามยูเครน ขณะที่เอ็มมานูเอล มาครง สนับสนุนข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมส่งกองกำลังทางเรือดูแลความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) เปิดการประชุมสุดยอดประจำปีที่เมืองเอวิยง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส บริเวณเชิงเทือกเขาแอลป์ โดยมีประเด็นสำคัญในการหารือ ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามยูเครน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของโลก 

นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ให้การต้อนรับผู้นำ G7 ก่อนเข้าร่วมการประชุมอาหารค่ำเพื่อหารือถึงความท้าทายสำคัญที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยในช่วงก่อนเริ่มการประชุม นายมาครงได้พบหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าของข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยยืนยันว่าฝรั่งเศสพร้อมมีส่วนร่วมในการสนับสนุนข้อตกลงนี้ร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ

ผู้นำฝรั่งเศสยังเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสพร้อมส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “ชาร์ล เดอ โกล” และเรือฟริเกตเข้าสู่พื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อสนับสนุนความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก หลังมีความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว การประชุม G7 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ยังมุ่งหารือเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบแร่สำคัญและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน.