ส่อง 2 ทายาท ภูมิใจไทย ส่งต่อแรงบันดาลใจ เป๊ก นก สานฝันกองทัพยุคใหม่

ส่อง 2 ทายาท ภูมิใจไทย ส่งต่อแรงบันดาลใจ เป๊ก นก สานฝันกองทัพยุคใหม่

ส่อง 2 ทายาท ภูมิใจไทย ส่งต่อแรงบันดาลใจ เป๊ก นก สานฝันกองทัพยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.33 น.

วันนี้ 20 มกราคม พ.ศ. 2569 วาสนา นาน่วม นักข่าวอาวุโสชื่อดังของไทย โพสต์ภาพของ เป๊ก เศรณี ลูกชายคนเดียวของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงในชุดเครื่องแบบทหาร พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า ““นายกฯหนู“ เล่า ”ลูกเป๊ก“ เกณฑ์ทหาร เผย เป็นคนบอก ให้ไปจับใบดำใบแดง มีลางสังหรณ์ ได้”ใบแดง“ แน่ ได้ใบแดงจริงๆ ปลื้ม เกณฑ์ทหารเปลี่ยนเป็นคนละคน หนุน มีพลทหารอาสา 1 แสนคน ให้เต็มใจเป็นทหาร ไม่ต้องเกณฑ์ ชี้ ทหารเป็นอาชีพที่มีเกียรติเราเอาคนที่อยากเป็นทหาร มาเป็น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงนโยบายทหารอาสา เงินเดือน 12,000 บาท ต่อไปไม่ต้องจับใบแดง อยากเป็นทหารให้มาสมัครระหว่างการที่เราได้ทหารมาป้องกันประเทศของเรา มาฝึกฝน

Wassana Nanuam

นายอนุทิน ยกตัวอย่าง ลูกชายผมตอนอายุ 21 นึกว่าพ่อใหญ่ ไปฝากคนนั้นคนนี้ ผมก็บอก ให้ไปจับ แล้วผมก็รู้ลางสังหรณ์ มึงต้องจับใบแดงได้แน่เลย และมันก็จับได้ใบแดงจริงๆ ผมนี่ซื้อ สติ๊กเกอร์ทหารไว้ก่อนเลย ใน LINE คุณทำได้ เจ้าทำได้ รักชาติยิ่งชีพ ซื้อสติ๊กเกอร์ในไลน์ไว้เรียบร้อย พอ11 โมง โทรมาเลยว่า ได้แดง แต่เขาก็เปลี่ยนเป็นคนละคน เพราะนั้นทหารเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เราเอาคนที่อยากเป็นมา ไม่ต้องเกณฑ์ เขาอยู่กับเรามาฝึกความชำนาญพิเศษ ถ้ามีสงครามก็ไปรบถ้าไม่มีสงครามท ก็ช่วยเหลือประชาชน ครบ 4 ปี คุณเลือกจะอยู่ต่อไป เป็นนายสิบ เป็นจ่า เป็นนายร้อย แต่ถ้าไม่ชอบก็ออกไปเป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งจะมีวินัยเพราะอยู่ในระเบียบวินัยมา 4 ปีมีการศึกษามีความชำนาญในระดับหนึ่ง ซึ่งเขาสามารถออกไปแล้วเอาตัวรอดได้ ปี1 แสนอัตรา พอแล้ว#เป๊กเศรณี #ลูกนายกฯ#พลทหารเศรณี”

Wassana Nanuam

ก่อนทีในเวลาต่อมา เพจเฟซบุ๊ก สีน้ำเงิน จะโพสต์ประวัติของ นาย ไชยชนก ชิดชอบ พร้อมภาพเจ้าตัวสมัยเป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองทัพบก ผลัด 1 โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ไชยชนก ยึดอกรับใช้ชาติ เคยสมัครใจเป็นทหารทันที หลังกลับจากเรียนที่ประเทศอังกฤษหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย หรือ นก บุตรชายคนโตของ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ กรุณา ชิดชอบ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งปัจจุบัน ไชยชนก เป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยนั้น ได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 8 ขวบ หลังจากศึกษาที่อังกฤษเป็นเวลา 17 ปี ไชยนกก็กลับมาประเทศไทยในวัย 25 ปี ด้วยความเป็นชายไทยที่มีใจรักชาติ จึงสมัครเข้ารับราชการทหารทันที เป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองทัพบก ผลัด 1

โดย ไชยชนก ได้เคยกล่าวไว้ตอนที่เข้ารับสมัครเป็นทหารว่า “เป็นความตั้งใจแต่แรกที่จะเป็นทหารรับใช้ชาติ และคุณพ่อก็สนับสนุนเห็นเป็นเรื่องที่ดี และการเป็นทหารได้ประโยชน์หลายอย่าง และเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย“ #ไชยชนกชิดชอบ #ภูมิใจไทย #ภูมิใจไทย37 #ทหาร #ไชยชนก”

ไชยชนก ชิดชอบ
ไชยชนก ชิดชอบ
ไชยชนก ชิดชอบ
ไชยชนก ชิดชอบ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก วาสนา นาน่วม, เพจเฟซบุ๊ก สีน้ำเงิน

อนุทิน ลุยสำเพ็ง-เยาวราช ทักทายพ่อค้า-แม่ค้า บังเอิญเจอ ดร.เอ้โผกอด-จับมือ

อนุทิน ลุยสำเพ็ง-เยาวราช ทักทายพ่อค้า-แม่ค้า บังเอิญเจอ ดร.เอ้โผกอด-จับมือ

อนุทิน ลุยสำเพ็ง-เยาวราช ทักทายพ่อค้า-แม่ค้า บังเอิญเจอ ดร.เอ้โผกอด-จับมือ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.46 น.

‘อนุทิน ’ เดินชิลสำเพ็ง-เยาวราช ทักทายพ่อค้า-แม่ค้า-นทท.ต่างชาติ แวะโซ้ยก๋วยจั๊บเจ้าดัง บังเอิญเจอ ‘ดร.เอ้’ โผกอด -จับมือชู บอก’เจอกันที่สภา‘

วันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่เขตสัมพันธวงศ์  กทม.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ อาทิ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค นายภราดร ปริศนานันทกูล ผู้สมัครสส.อ่างทอง น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้ช่วยหาเสียง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายเกรียงยศ สุดลาภานายอนุชา บูรพชัยศรี นายสันติ ปิยะทัต สมาชิกพรรค เป็นผู้ช่วยหาเสียงใน กทม. ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับน.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ผู้สมัครสส.กทม.เขต 1 ของพรรค ย่านตลาดสำเพ็ง 

เมื่อเดินทางถึงประชาชนได้เข้ามาขอถ่ายภาพ พร้อมบอกว่า “เงียบมากเลยช่วยสำเพ็งหน่อยตายกันหมดแล้ว ก่อนที่นายอนุทิน จะเดินเข้ามาภายในตลาดสำเพ็งโดยทักทายพ่อค้าและแม่ค้าอย่างคึกคัก  ซึ่งในช่วงหนึ่งนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยได้ขอถ่ายภาพกับนายอนุทิน เป็นที่ระลึกด้วย และเดินเข้าไปในร้านขายของร้านหนึ่ง โดยนายอนุทิน ได้สอบถามแม่ค้าว่า อยากได้คนละครึ่งหรือไม่  แม่ค้าตอบว่า “อยากได้ แต่อย่างหนึ่งที่อยากให้ทำคือ การปิดด่านแม้ว่าจะมีลูกค้าเป็นกัมพูชา แต่ก็อยากให้รัฐบาลปิดด่านต่อไป”  นายอนุทิน ตอบยืนยันว่า ก็ยังมีการปิดด่านอยู่

ขณะเดียวกันระหว่างเดินภายในตลาดแม่ค้าร้านหนึ่งตะโกนบอกว่า “ขอคนละครึ่งเพิ่มได้ไหม” นายอนุทินตอบว่า “ได้ๆแน่นอน”  ทั้งนี้ ระหว่างเดิน ทักทายพ่อค้าแม่ค้าภายในตลาด นายอนุทินสอบถามร้านขายของว่า “ขายดีไหม” ซึ่งพ่อค้าตอบว่า “ขายได้” ทั้งนี้ระหว่างเดินนายอนุทินได้แวะเข้าไปตามร้านต่างๆ โดยมีร้านหนึ่งได้ติดสติกเกอร์รูปหัวใจที่บริเวณหน้าอกเสื้อของนายอนุทินด้วย

นอกจากนี้ พนักงานธนาคาร ซึ่งตั้งอยู่ภายในตลาดสำเพ็งได้เดินออกมาขอถ่ายรูปกับนายอนุทิน พร้อมบอกว่าเป็นคนจังหวัดพัทลุงเลือกเบอร์ 37 โดยนายอนุทินได้พูดทักทายเป็นภาษาใต้ พร้อมบอกว่า ฝากด้วยนะ   

ขณะเดียวกัน แม่ค้าร้านขายของได้สะท้อนเรื่องการจัดระเบียบสายไฟภายในตลาดที่ไม่เป็นระเบียบพร้อมเสนอ 3 ข้อให้นายอนุทินพูดมาว่าจะทำอะไรให้กับชาวตลาดสำเพ็งบ้าง และที่สำคัญทุนเทาเยอะมาก มาเช่าตึกขายของในตลาด ทำให้กระทบพ่อค้าแม่ค้าเก่า ซึ่งเป็นคนไทย ที่ผ่านมาพรรคการเมืองหาเสียง รับปากแล้วไม่ทำแต่เห็นนโยบายพรรคนี้พูดแล้วทำ ก็อยากจะสนับสนุนแต่ขอให้พูดแล้วทำตามสโลแกน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างเดินหาเสียงนายอนุทิน ได้หยุดพักนั่งรับประทานก๋วยจั๊บสั่งพิเศษ ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่ย่านเยาวราชร่วมกับ ผู้สมัครสส.และแกนนำพรรค  ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าระหว่างเดินหาเสียงมาถึงถนนเยาวราชปรากฏว่า เป็นจังหวะที่นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และทีมงานเดินหาเสียงอยู่ถนนฝั่งตรงข้าม  เมื่อนายอนุทินเห็น จึงตะโกนเรียกว่า “พี่เอ้ๆ” ซึ่งทำให้นายสุชัชวีร์  หันมายิ้มพร้อมกับโบกมือทักทายกลับ และพาคณะเดินข้ามถนนมาหานายอนุทิน  โดยทันทีที่เจอกันนายอนุทินและนายสุชัชวีร์ ได้สวมกอดกัน พร้อมพูดคุยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยนายสุชัชวีร์  บอกว่า ”ขอให้นายอนุทินโชคดี“ ขณะที่นายอนุทิน บอกว่า “ขอให้ได้ไปเจอกันในสภา” ก่อนที่ทั้งสองคนจะจับมือกันชูขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน  ก่อนแยกย้ายกันไปเดินหาเสียง

อย่างไรก็ตาม ช่วงระหว่างก่อนเดินไปยังจุดวัดสัมพันธวงศ์  ซึ่งระหว่างทาง ได้มีประชาชนมาขอถ่ายภาพ โดยนายอนุทินได้ขึ้นไปนั่งค่อมบนรถมอเตอร์ไซต์ ถ่ายภาพร่วมกับประชาชน  ก่อนเข้าไปกราบเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ 

ไชยชนก แจงปม 10 นักการเมืองเทา ขอความเป็นธรรมให้ พรรคประชาชน

ไชยชนก แจงปม 10 นักการเมืองเทา ขอความเป็นธรรมให้ พรรคประชาชน

ไชยชนก แจงปม 10 นักการเมืองเทา ขอความเป็นธรรมให้ พรรคประชาชน

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.35 น.

“ไชยชนก” แจงปม 10 นักการเมือง ขอความเป็นธรรมให้พรรคประชาชน ยันไม่ใช่การบีบทางการเมืองช่วงใกล้เลือกตั้ง 

วันที่ 20 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 16.50 น. นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณี 10 นักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทุนสีเทา ว่าตนให้สัมภาษณ์หลายครั้ง และพูดหลายรอบแล้วว่าสิ่งที่พูดไปเป็นไปตามที่พาดหัวข่าว แต่ขอใช้พื้นที่นี้ในการให้ความเป็นธรรมกับพรรคประชาชน

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า นักการเมืองทั้ง 10 คนนั้น ไม่ใช่ 10 สส. หรือ 10 ผู้สมัครของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็น 10 บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงพรรคเดียว แต่มีหลายพรรคการเมือง ทั้งนี้ยังไม่สามารถลงรายละเอียดได้จนกว่าเอกสารหลักฐานจะผ่านการพิสูจน์ทราบตามกระบวนการทางกฎหมายเสร็จสิ้น ซึ่งขณะนี้ใกล้แล้วเสร็จ

เมื่อถามว่า จะสามารถเปิดเผยได้เมื่อใดนั้น นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของตน แต่เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ว่าการตรวจสอบหลักฐานจะแล้วเสร็จเมื่อใด หากเสร็จสิ้นแล้วจะมีการแถลงต่อสาธารณะชนอย่างแน่นอน ซึ่งคาดว่าจะเป็นในอนาคตอันใกล้นี้ และคงไม่ใช่ทั้ง 10 คนพร้อมกัน อยู่ที่ว่าใครจะเสร็จสิ้นกระบวนการก่อนหรือหลัง ดังนั้น จึงขออนุญาตให้ความเป็นธรรมกับกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินการอย่างเข้มข้น ซึ่งเครดิตไม่ได้อยู่ที่ตน แต่อยู่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอีกส่วนหนึ่งคือพรรคประชาชน ซึ่งตนยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ที่จะพิสูจน์ทราบว่ามีความเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนหรือไม่ คือกระบวนการยุติธรรม โดยยืนยันว่าไม่ใช่พรรคประชาชนทั้ง 10 คน การสื่อสารในช่วงเวลาดังกล่าวก่อให้เกิดความสูญเสียและความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรคประชาชน

นายไชยชนก กล่าวว่า ขอฝากไปยังประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารในช่วงเวลานี้ ขอให้รับอย่างมีสติ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แถลงข้อเท็จจริง อย่ารับฟังเพียงแค่จากพาดหัวข่าว

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้โอกาสนี้มาเป็นเกมบีบทางการเมือง นายไชยชนก กล่าวว่า เราไม่ได้นำคดีมาบีบทางการเมือง เรื่องที่ถูกพูดถึงในขณะนี้เป็นสิ่งที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และใช้เวลาทำมาแล้ว 2–3 เดือน มีมูลเหตุและเอกสารหลักฐานที่ต้องตรวจสอบ และพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากไม่ดำเนินการจะถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น หากมองว่าเป็นการบีบทางการเมืองคงไม่ใช่ แต่เป็นกรณีที่มีมูลเหตุจริงและจำเป็นต้องตรวจสอบจริง จึงต้องดำเนินการตามขั้นตอน

นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนเรื่องระยะเวลา เนื่องจากมีการยุบสภาค่อนข้างเร็ว จึงทำให้การดำเนินการมาอยู่ในช่วงเวลานี้ ยืนยันว่าจะเดินหน้าและทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

คณะสถาปัตย์ มก. ยกระดับสู่การเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คว้ารางวัลสำนักงานสีเขียวขั้นสูงสุด ‘Green Office Platinum’

คณะสถาปัตย์ มก. ยกระดับสู่การเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คว้ารางวัลสำนักงานสีเขียวขั้นสูงสุด ‘Green Office Platinum’

คณะสถาปัตย์ มก. ยกระดับสู่การเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คว้ารางวัลสำนักงานสีเขียวขั้นสูงสุด ‘Green Office Platinum’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ประสบความสำเร็จในการยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานสากล โดยเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ผ่านการรับรอง มาตรฐานสำนักงานสีเขียว Green Office ระดับ Platinum จากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นระดับการรับรองสูงสุดที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการบริหารจัดการสำนักงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ปารเมศ กำแหงฤทธิรงค์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. เปิดเผยว่า การได้รับรองมาตรฐานระดับสูงสุดในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของสถาบัน แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการทรัพยากรและพลังงานอย่างเป็นระบบ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

“เราตระหนักดีว่าบทบาทของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คือการเป็นต้นแบบในการออกแบบพื้นที่ที่สมดุลระหว่างการใช้งานและสิ่งแวดล้อม การได้รับรองมาตรฐาน Green Office ระดับ Platinum จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้เพียงแค่สอนเรื่องความยั่งยืน แต่เราลงมือปฏิบัติจริงในทุกกระบวนการบริหารจัดการภายในองค์กร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศไทย” ผศ.ดร.ปารเมศ กล่าว

ทั้งนี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. ได้ผ่านเกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครอบคลุมทั้งด้านการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการขยะและของเสีย การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงานในบุคลากรและนิสิต เพื่อมุ่งสู่การเป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เส้นทางแห่งความสำเร็จต่อเนื่อง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. เป็น ส่วนงานแรกและส่วนงานเดียวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสำนักงานสีเขียว (Green Office) ระดับดีเยี่ยม (Gold) อย่างต่อเนื่อง 2 สมัยซ้อน ในปี พ.ศ.2563 และ พ.ศ.2566 ก่อนจะก้าวสู่ระดับ Platinum ในปี พ.ศ. 2568 ซึ่ง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. ยังเป็น หนึ่งในสามหน่วยงานแรก ในระดับประเทศที่ได้รับรางวัลสูงสุดนี้

ความสำเร็จดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. ในการเป็นองค์กรต้นแบบด้านสำนักงานสีเขียว และการบูรณาการแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่การปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว

สกร.พลิกโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ สู่ ‘โซนอารยปัญญา’ ปั้นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

สกร.พลิกโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ สู่ ‘โซนอารยปัญญา’ ปั้นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

สกร.พลิกโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ สู่ ‘โซนอารยปัญญา’ ปั้นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยถึงความสำเร็จของการจัดงาน “Sweet Heritage สืบสานตำนานขนมไทย ว่า การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับพื้นที่การเรียนรู้สู่รูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด โซนอารยปัญญา ซึ่งเป็นการต่อยอดบทบาทของท้องฟ้าจำลองจากแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สู่พื้นที่การเรียนรู้เชิงบูรณาการ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน เพื่อเปิดพื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ภายในงานมีการรวบรวม ขนมไทยพื้นถิ่นจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 140 ชนิด ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยปราชญ์ชาวบ้านและครูภูมิปัญญา เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น และสะท้อนบทบาทของขนมไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การดำเนินงานภายใต้โซนอารยปัญญายังสอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 โดยมุ่งพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่ออาชีพตามแนวคิด “Learn to Earn” อาทิ การสาธิตและฝึกปฏิบัติการทำขนมเชิงพาณิชย์จาก สกร.จังหวัดสุพรรณบุรี ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต การคำนวณต้นทุน ไปจนถึงการต่อยอดสร้างรายได้จริง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตผ่านระบบ Credit Bank เพื่อเทียบโอนเป็นคุณวุฒิในอนาคต

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้เตรียมต่อยอดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประกวดสื่อสร้างสรรค์ สำนึกรักบ้านเกิด ในเดือนมกราคม และโครงการ สร้างรัก สร้างความรู้ สู่เด็ก ตชด.” ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ให้เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

เป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้เป็น ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ (Lifelong Learning Model Center) ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ด้านอาชีพ วัฒนธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และความมั่นคงให้กับประชาชนไทยอย่างยั่งยืน ดร.เกศทิพย์ กล่าว

ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม ให้การต้อนรับ ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ผตร.อว.) พร้อมคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการกระทรวงฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยนครพนม นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.กรไชย พรลภัสรชกร รองอธิการบดีฝ่ายการคลัง วิจัยและบริการวิชาการ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมดอกคูณ ชั้น 2 อาคารบริหารธุรกิจ วิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม

ในการนี้ คณะทำงานวิจัยได้ร่วมรายงานความก้าวหน้า โครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ “ธาตุพนม” มรดกวัฒนธรรมข้าโอกาสพระธาตุพนม สู่โอกาสสร้างอาชีพจากฐานทุนทางทรัพยากร ธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม โดยนำเสนอแผนการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน การใช้จ่ายงบประมาณ ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนแนวทางการแก้ไขที่ผ่านมา พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ต่อมา ผศ.ดร.คมศักดิ์ หารไชย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ได้นำคณะผู้ตรวจราชการฯ ลงพื้นที่เป้าหมาย ณ ชุมชนบ้านโคกสว่างพัฒนา อำเภอธาตุพนม เพื่อเยี่ยมชมสวนดอกดาวเรือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของโครงการ และศึกษาการต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่นสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

จากนั้น คณะฯ ได้เยี่ยมชม ศูนย์วิสาหกิจชุมชนธาตุพนมแฮนด์คราฟ อำเภอธาตุพนม เพื่อชมกระบวนการผลิตผ้ามัดย้อมสีจากดอกดาวเรือง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ การย้อมสี ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ โดยมีชาวบ้าน ผู้เข้าร่วมโครงการ และปราชญ์ชุมชน ร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์แก่คณะผู้ตรวจราชการฯ สะท้อนถึงการบูรณาการองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนบทบาทของมหาวิทยาลัยนครพนม ในการพัฒนาพื้นที่ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม เชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่น สู่การสร้างอาชีพและความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส – ป้องกันการทุจริต

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส - ป้องกันการทุจริต

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส – ป้องกันการทุจริต

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงนามในข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ร่วมกับผู้สังเกตการณ์ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย นายพูนศักดิ์ วรวัฒนกุล, นายกรกต เนติลัดดานนท์ และนายสุวณิช ปัทมโยธิน ในโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital skill/Credit Portfolio: Empowering Educations) เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิผล และมีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม

พร้อมทั้งเปิดการประชุมครั้งแรก (Kick Off Meeting) โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย นายภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ผู้อำนวยการสำนักภายใน สพฐ. ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง ผู้แทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เผยว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตในทุกระดับ จึงสนับสนุนการดำเนินโครงการอย่างโปร่งใส มุ่งให้เกิดประโยชน์ คุ้มค่า และเป็นธรรมต่อครูและประชาชนทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ แต่ครอบคลุมทุกโครงการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน เพิ่มคุณภาพ ศักยภาพ และความปลอดภัยของผู้รับบริการ พร้อมสร้างโอกาสทางการศึกษาและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและความประหยัดอย่างแท้จริง

“สำหรับโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมฯ จะส่งเสริมให้นักเรียนสามารถค้นหาความถนัด วางแผนการศึกษา และอาชีพ พร้อมจัดทำ Portfolio มาตรฐานอย่างเท่าเทียม ส่วนผู้ปกครองก็สามารถเข้าถึงข้อมูล ติดตามพัฒนาการ แนะนำเส้นทางการเรียน และลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ ขณะที่ครูจะเห็นภาพรวมเส้นทางการเรียนของนักเรียน ช่วยแนะแนวได้ตรงจุด และปรับการสอนให้สอดคล้องเป้าหมาย ทั้งหมดนี้จะช่วยพัฒนาทักษะ เข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ การลงนามข้อตกลงคุณธรรมครั้งนี้ นับเป็นข้อตกลงในการรับรองร่วมกันระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อสร้างความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 17 และมาตรา 18 ในโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital skill/Credit Portfolio: Empowering Educations) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สพฐ. มีความตั้งใจเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ มีมาตรการป้องกันการกระทำที่อาจส่อไปในทางทุจริต รวมถึงอำนวยความสะดวกแก่ผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดังกล่าว เพื่อความโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ ’21/3 STUDIO’

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ '21/3 STUDIO'

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ ’21/3 STUDIO’

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.35 น.

ไทยพีบีเอส ร่วม พม. และสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาฯ คัดเลือก 50 ศิลปิน Extra Chromosome” ต่อยอดความสำเร็จ 21/3 STUDIO ปีที่ 2 สู่การเรียนรู้ศิลปะอย่างรอบด้าน สร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้คนพิการทางสติปัญญาได้กว่า 200 คน ร่วมแสดงศักยภาพด้านศิลปะ ผ่านการวาดภาพและระบายสีบนกระดาษ ยกระดับผู้พิการทางสติปัญญาให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” อย่างแท้จริง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส  ร่วมกับ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย (APID) จัดกิจกรรม “คัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการต่อยอดความสำเร็จ 21/3 STUDIO สู่การเรียนรู้ศิลปะอย่างรอบด้าน ปีที่ 2” เพื่อคัดเลือกศิลปินผู้พิการทางสติปัญญา “Extra Chromosome” เข้าร่วมการอบรมเชิงลึกด้านศิลปะ ภายใต้แนวคิดการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม และยกระดับผู้พิการทางสติปัญญาให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” อย่างแท้จริง โดยนางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ

นางเบญจมาส กล่าวว่า โครงการ 21/3 STUDIO เป็นตัวอย่างของการพัฒนา “ศักยภาพ” มากกว่าการมองเพียง “ข้อจำกัด” และสะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สื่อสาธารณะ และภาคประชาสังคมในการสร้างโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ไทยพีบีเอสเริ่มต้นการทำงานด้านคนพิการอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2566 ผ่านโครงการ “แฮกกาธอนเพื่อคนพิการ” ซึ่งเป็นกิจกรรมระดมสมองเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาชีพใหม่ ๆ การส่งเสริมการทำงานในองค์กร หรือการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ หนึ่งในโครงการสำคัญคือ HACK HUG HUG (เติมใจให้งาน) ที่ดำเนินงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาทางออกหรือวิธีการที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบไอเดียที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคม

“โครงการ “21/3 STUDIO” เริ่มเปิดดำเนินการในปี 2568 นำเสนอรูปแบบการสร้างสรรค์ศิลปะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย สำหรับผู้พิการทางสติปัญญา ผ่านกระบวนการฝึกฝนเชิงลึก สร้างผลงานศิลปะจากผู้พิการทางสติปัญญาได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ชิ้น และจัดแสดงในนิทรรศการ “JUST LET ME BE” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA BANGKOK ระหว่างวันที่ 14–31 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีผู้เข้าชมนับพันคนภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งไทยพีบีเอส ได้ทำงานร่วมขับเคลื่อนกับคนพิการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุน และต่อยอดสู่การทำงานด้านศิลปะ พัฒนาเป็นโครงการ “21/3 STUDIO ปีที่ 2” นายวันชัยกล่าว

นายวันชัย กล่าวอีกว่า ไทยพีบีเอส ยังได้เปิดตัวรายใหม่ “เหนือพรสวรรค์” Beyond talent เกมโชว์ ที่จะนำผู้พิการมาแสดงความสามารถอันเหนือขีดจำกัดของร่างกาย ทุกวันเสาร์ เวลา 16.05 – 17.00 น. ทางไทยพีบีเอส และสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.thaipbs.or.th/BeyondTalent

ภายในงานจัดเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพคนพิการ : ความร่วมมือเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบาย ประสบการณ์การทำงานจริง และบทบาทของสื่อสาธารณะในการสร้างความเข้าใจและการยอมรับคนพิการในสังคม  โดยทุกภาคส่วนเห็นตรงกันถึงความสำคัญของความร่วมมือในการเปิดโอกาสให้คนพิการสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และมีพื้นที่แสดงออกอย่างเท่าเทียมในสังคม

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของโครงการ 21/3 STUDIO ประจำปี 2569 ซึ่งมุ่งเน้นกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าร่วมอย่างเท่าเทียม แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายใหม่ ผู้พิการทางสติปัญญาที่ไม่เคยผ่านการฝึกอบรมด้านศิลปะมาก่อน จำนวน 50 คน และ กลุ่มเป้าหมายเดิม (กลุ่มต่อยอด) จำนวน 15 คน เพื่อพัฒนาทักษะสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยในปีนี้ นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกศิลปิน 21/3 STUDIO ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกผลงานให้เป็นไปตามเกณฑ์และเป้าหมายของโครงการ

สำหรับการดำเนินงาน 21/3 STUDIO ปีที่ 2 (ปีงบประมาณ 2569) กำหนดระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน 2569 รวมการฝึกอบรมทั้งสิ้น 43 ครั้ง โดยขยายรูปแบบการเรียนรู้จากการวาดภาพไปสู่ศิลปะหลากหลายแขนง อาทิ ปฏิมากรรม การปั้น และการฝึกพูดเพื่อสื่อสารผลงานศิลปะ เพื่อรองรับการแสดงออกที่หลากหลายของผู้พิการทางสติปัญญา และผลักดันการยอมรับในฐานะศิลปินร่วมสมัยอย่างแท้จริง

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ผบ.พัน ร.22 ฉก.2 เผย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบปราสาทตาควาย วางแผนบูรณะ เตือน มีโอกาสทรุด-พัง ยังไม่อนุญาตประชาชนเข้าพื้นที่ พบ สนามทุ่นระเบิดเหลืออื้อ รอเก็บกู้ ชี้ กัมพูชา ถอยร่นกำลังรอฟื้นตัว หลังทหารไทยยึดเนิน 350 วางกำลัง4 กม.

วันที่ 20 มกราคม 2569 พ.ท.ศรายุทธ มาลาสาย ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่22 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2(ผบ.พัน ร.22 ฉก.2) รับผิดชอบพื้นที่ปราสาทตาควาย-เนิน 350 อําเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ระบุถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ล่าสุด กรมศิลปากรได้เข้ามาตรวจดูตัวปราสาทตาควายแล้ว และวางแผนบูรณะ แต่เตือนว่ามีโอกาสทรุด พังลงมา ขอให้หลีกเลี่ยงอย่าเข้าใกล้จนกว่าจะได้รับการบูรณะ พร้อมย้ำว่า พื้นที่ยังมีความเสี่ยง ยังไม่อนุญาตให้ประชาชนขึ้นเข้ามา ยกเว้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะยังมีทุ่นระเบิด ที่เคลียร์ไม่เรียบร้อย

“พื้นที่ยังมีทุ่นระเบิดจํานวนเยอะมาก ทั้งปราสาทตาควาย เนิน 350 จะเห็นได้ว่าเส้นทางที่เดินได้เป็นคอนกรีต ส่วนทางซ้ายทางขวา ขวามีทุ่งระเบิดทั้งหมดเพราะมีการวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่เพื่อเอาตัวรอดในสนามรบเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นยังไม่ได้เคลียร์  แต่อยู่ในแผนการดําเนินการต่อไป” พ.ท.ศรายุทธ กล่าวและว่า

ต้องใช้เวลา10วันในการเข้ายึดควบคุม พื้นที่ส่วนความยากของบริเวณนี้ฝ่ายตรงข้ามอยู่ที่สูงข่ม แต่เราอยู่ต่ํากว่า เขาจึงได้เปรียบในภูมิประเทศ และได้ดัดแปลงที่มั่นรบมาหลายปี ซึ่งจุดนี้ไม่มีการสูญเสีย ยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวยังมีทุ่นระเบิดอีกจำนวนมาก ทั้งด้านซ้ายและขวามือ ซึ่งส่วนใหญ่วางใหม่ โดยสถานการณ์ล่าสุด ต่างฝ่ายต่างเสริมแนวความมั่นคง

พ.ท.ศรายุทธ กล่าวต่อว่า สำหรับเนิน 350 จุด ถือเป็นพื้นที่สูงข่ม เดิมเป็นพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย นอกจากนี้ยังมีป้อมที่สําคัญ คือป้อมปูนบน ซึ่งเป็นจุดตรวจการณ์ รวมถึงเนิน291 

เนิน 350 ก่อนเหตุปะทะ มีกําลังของฝ่ายกัมพูชา 5 กองพัน จำนวน 1,500 นาย ประจําจังหวัดอุดรมีชัยและกองพันสนับสนุน หลังปะทะที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาได้มีการปรับกําลังและถอยร่นออกไปปัจจุบันไปวางกําลังเส้น58 บนถนนคอนกรีต ด้านล่าง 

ส่วนช่องเหว ยังพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา การวางกําลังพลเป็นหย่อมเล็กประมาณ 2-3คน เฝ้าดูการปฏิบัติของฝ่ายเรา ส่วนฝ่ายเรามีการวางกําลัง
ประมาณ 4กิโลเมตร 

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด พื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชา มีการปรับกําลังใหม่ แล้วห่างจากฝ่ายเรา 1 กม. วางกำลังทางด้านทิศตะวันตกของเนิน350 เขาพยายามปรับปรุงที่มั่นและแนวการวางกําลังใหม่ ได้รับความเสียหายพอสมควร อยู่ระหว่างการฟื้นตัวกําลังใหม่

ส่วนฝ่ายเรา สถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ ตามแนวทางทหารและการพัฒนาพื้นที่ หลังจากควบคุมได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของเราที่ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ แต่กัมพูชารุกล้ำเรามา 20-40 ปี แล้วตามแผนที่ 1:50000 ยอมรับว่าตอนนี้ เราได้เปรียบการปฏิบัติด้านการยุทธ์ต่างๆ กัมพูชาไม่กล้าอยู่ใกล้เราและถอยร่นกำลังออกไป เขากังวลเรื่องการใช้อาวุธของฝ่ายเรา 

ส่วนอนาคตปรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือไม่นั้น ต้องรอผู้บังคับบัญชา สิ่งที่ทําได้ตอนนี้คือการสถาปนาแนวให้เป็นแนวรบหากกรณีมีการรบเกิดขึ้นซึ่งตนก็ยังไม่แน่ใจ  สําหรับการบินโดรนขณะนี้ไม่มี น่าจะเกี่ยวกับการพูดคุยระดับผู้บังคับบัญชา ซึ่งก่อนหน้านี้มีจํานวนเยอะมาก 

“ผมอยู่ที่นี่มา 2 ปีแล้ว นํากําลังเข้าปฏิบัติในลักษณะนี้ปะทะรอบแรกเดือน ก.ค. ก็เห็นความยาก ความมุ่งมั่นตั้งใจของลูกน้อง คาใจตั้งแต่รอบแรก ได้เตรียมการจนกระทั้งปะทะรอบสอง ตั้งมั่นว่าจะทําให้ดีที่สุด คุยกับลูกน้องว่าสิ่งที่คาใจต้องเอาให้ได้ ตอนนี้ทำได้ตามแผนที่ได้วางไว้  ถามว่าดีใจหรือไม่มันเป็นหน้าที่ที่ต้องทํา ไม่มีดีใจหรือเสียใจ เป็นหน้าที่ที่ทหารต้องปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นหน้าที่ที่ไม่มีใครมาทําแทนได้เป็นสิ่งที่ผมพูดกับลูกน้องเสมอ”พ.ท.ศรายุทธ กล่าวและว่า

ส่วนอุโมงค์ที่กัมพูชาขุดเจาะ พื้นที่350และประสาทตาควายไม่มี ส่วนใหญ่เจาะเป็นซอกหินเป็นหลัก แต่มีความแข็งแกร่ง ส่วนอุโมงค์ที่ปรากฏคือ ช่องกร่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ราบถึงกัน และจนถึงขณะนี้ประชาชนกัมพูชายังไม่กลับเข้าพื้นที่ ส่วนที่เห็นเป็นทหารกัมพูชาทเข้ามาปรับปรุงที่มั่นใหม่ หลังเส้น58 ยาวไปถึงสระแก้ว ประมาณ 70-80 กม.และช่องจอม 20 กม.

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

20 ม.ค. 2569 16:46 น.

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อความส่วนตัวในการสนทนากับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล โชว์อำนาจต่อรองปมขอซื้อ “กรีนแลนด์” หลังพลาดหวังรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2025 เจ้าตัวลั่นโลกไม่ปลอดภัยถ้าสหรัฐฯ ไม่ได้คุมกรีนแลนด์เบ็ดเสร็จ ขณะที่ยุโรปเตรียมงัดมาตรการตอบโต้ทางการค้าครั้งใหญ่

ในข้อความการสนทนากับนายรุตเตอ ซึ่งทรัมป์นำมาเผยแพร่ เลขาธิการนาโตแสดงท่าทีชื่นชมบทบาทของทรัมป์ในประเด็นซีเรีย กาซา และยูเครน พร้อมระบุว่าจะใช้เวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส เพื่อสนับสนุนผลงานของทรัมป์ และยืนยันความตั้งใจในการ “หาทางออกเกี่ยวกับกรีนแลนด์” โดยกล่าวว่า “รอคอยที่จะได้พบคุณ”

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยข้อความจาก เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ชวนทรัมป์ร่วมรับประทานอาหารค่ำที่ปารีสเพื่อหารือทางออกเรื่องกรีนแลนด์ที่เขายัง “ไม่เข้าใจ” ในสิ่งที่ทรัมป์กำลังทำอยู่ ท่ามกลางคำขู่ของทรัมป์ที่จะเก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศสสูงถึง 200% หากฝรั่งเศสไม่ยอมร่วมวงเจรจาสันติภาพตามเงื่อนไขของเขา พร้อมระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนสอดคล้องกันในประเด็นซีเรียและอิหร่าน ทั้งนี้ ข้อความตอบกลับของทรัมป์ไม่ปรากฏในภาพที่เผยแพร่ และทำเนียบขาวยังไม่ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าว
การเปิดเผยข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์เชื่อมโยงความพยายามผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ โดยสาเหตุที่ทำให้ทรัมป์ทวีความเกรี้ยวกราด ส่วนหนึ่งมาจากความผิดหวังที่คณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์ มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2025 ให้กับ “มาเรีย คอรีนา มาชาโด” ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา แทนที่จะเป็นเขา โดยทรัมป์ส่งข้อความหานายกฯ นอร์เวย์ว่า “ในเมื่อประเทศของคุณตัดสินใจไม่มอบรางวัลโนเบลให้ผม ผมก็ไม่มีพันธะที่จะต้องคิดถึงแต่เรื่องสันติภาพอีกต่อไป แต่จะคิดถึงสิ่งที่เหมาะสมสำหรับสหรัฐฯ” 

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกนาโตและมีอธิปไตยเหนือกรีนแลนด์ โดยยืนยันว่าเดนมาร์กไม่สามารถปกป้องกรีนแลนด์จากภัยคุกคามของรัสเซียและจีนได้ และขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจากประเทศในสหภาพยุโรปหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ หากสหรัฐฯ ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อกรีนแลนด์

ท่าทีดังกล่าวสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของนาโต ซึ่งเผชิญแรงกดดันอยู่แล้วจากสงครามยูเครน และแนวทางของทรัมป์ที่เรียกร้องให้พันธมิตรเพิ่มงบประมาณกลาโหม ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมและตลาดการเงินยุโรปเริ่มผันผวนจากความเสี่ยงการกลับมาของสงครามการค้า

ด้านเดนมาร์กย้ำว่ากรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าที่ซื้อขายได้ รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กระบุว่า “เราอยู่ในปี 2026 การค้าขายทำได้ แต่ไม่ใช่การซื้อขายผู้คน” ขณะที่นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ยืนยันว่าดินแดนแห่งนี้ต้องเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง ภายใต้หลักการเจรจา ความเคารพ และกฎหมายระหว่างประเทศ

สหภาพยุโรปเตรียมหารือมาตรการตอบโต้ในการประชุมฉุกเฉินที่กรุงบรัสเซลส์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือป้องกันการบีบบังคับทางการค้า ขณะที่ผู้นำหลายประเทศยุโรปพยายามนัดพบทรัมป์ที่การประชุมดาวอส เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ทั้งนี้ รัสเซียปฏิเสธแสดงความเห็นโดยตรงต่อแผนการของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์ แต่ระบุว่า หากทรัมป์สามารถเข้าควบคุมเกาะแห่งนี้ได้จริง เหตุการณ์ดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา Independent