จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อหารือรอบที่ 2 หวังปิดดีลยุติสงคราม

จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อหารือรอบที่ 2 หวังปิดดีลยุติสงคราม

14 เม.ย. 2569 11:32 น.

จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อหารือรอบที่ 2 หวังปิดดีลยุติสงคราม

แหล่งข่าวเผย “สหรัฐฯ-อิหร่าน” เตรียมเปิดโต๊ะเจรจาระดับสูงรอบใหม่ หวังบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม 6 สัปดาห์ ก่อนเส้นตายหยุดยิงในสัปดาห์หน้า หลังการถกนัดแรกที่ปากีสถานเกือบสำเร็จแต่ยังไร้ข้อสรุป ด้าน “ทรัมป์” เผยอิหร่านเป็นฝ่ายติดต่อขอกลับมาคุยเพื่อทำข้อตกลง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างแหล่งข่าวทางการทูตและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังพิจารณาเปิดการเจรจาแบบเผชิญหน้ากันเป็นรอบที่ 2 ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาทางบรรลุข้อตกลงยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะสิ้นสุดลงในสัปดาห์หน้า

แหล่งข่าวระบุว่า ปากีสถานได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดอีกครั้ง ขณะที่มีการเสนอชื่อนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก โดยคาดว่าการหารืออาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในวันที่ 16 เม.ย. นี้ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “อีกฝ่าย (อิหร่าน) ติดต่อมา และพวกเขาต้องการบรรลุข้อตกลง”

การเจรจารอบแรกที่โรงแรมเซเรนา ในกรุงอิสลามาบัด เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษ นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 โดยมีบุคคลสำคัญอย่างนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิอิหร่าน เข้าร่วม

แหล่งข่าวเผยว่าบรรยากาศในการเจรจานัดแรกเป็นไปอย่างตึงเครียดและไม่เป็นมิตรในช่วงเริ่มต้น แต่เริ่มมีความหวังในช่วงท้าย โดยทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงไปได้แล้วถึง 80% ก่อนที่จะติดขัดในประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยการตัดสินใจจากรัฐบาลชุดใหญ่ ทำให้การเจรจาจบลงโดยไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ประเด็นหลักที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา ได้แก่โครงการนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ ยืนกรานว่าอิหร่านจะต้องไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลกที่อิหร่านสั่งปิดอยู่ในขณะนี้ ขณะที่อิหร่านยังคงมีความระแวงในเจตนาของสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ มองว่าอิหร่านยังไม่เข้าใจเป้าหมายหลักของตนอย่างถ่องแท้

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคง “เปิดประตู” สู่การสนทนา โดยทำเนียบขาวระบุว่าตำแหน่งและจุดยืนของสหรัฐฯ ยังคงชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยืนยันว่ากระบวนการสื่อสารยังคงดำเนินต่อไปเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงที่ยั่งยืนในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Reuters / AP

“เจดี แวนซ์” บอก “โป๊ปเลโอที่ 14” ไม่ควรก้าวก่ายการเมืองสหรัฐฯ

"เจดี แวนซ์" บอก "โป๊ปเลโอที่ 14" ไม่ควรก้าวก่ายการเมืองสหรัฐฯ

14 เม.ย. 2569 11:00 น.

“เจดี แวนซ์” บอก “โป๊ปเลโอที่ 14” ไม่ควรก้าวก่ายการเมืองสหรัฐฯ

รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ เมินกระแสวิจารณ์ ยันวาติกันควรโฟกัสแค่เรื่องศีลธรรม เรียกร้องให้วาติกัน “อยู่ในขอบเขตของตน” และไม่ควรก้าวก่ายการเมืองสหรัฐฯ หลังสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ประณามโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องนโยบายต่างประเทศ พร้อมปัดป้องดราม่าภาพ AI ทรัมป์คล้ายพระเยซูเป็นเพียง “มุกตลก”

นายเจดี แวนซ์  รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทางช่องฟ็อกซ์นิวส์  ยืนกรานจุดยืนหนุนหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการตอบโต้สำนักวาติกัน โดยระบุว่าสำนักวาติกันควรยุติการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสาธารณะของสหรัฐฯ

ชนวนเหตุความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงออกมาประณามทรัมป์และนโยบายสงครามในอิหร่าน ส่งผลให้ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลโจมตีพระสันตะปาปาอย่างเผ็ดร้อนว่า “อ่อนข้อให้อาชญากรรม” และ “ล้มเหลวในนโยบายต่างประเทศ” พร้อมระบุว่าเขาไม่ต้องการผู้นำทางจิตวิญญาณที่คัดค้านการที่อเมริกาบุกเวเนซุเอลาเพื่อปราบปรามยาเสพติด

แวนซ์ ซึ่งเป็นรองประธานาธิบดีที่นับถือคาทอลิก ระบุว่าความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และเป็นธรรมดาที่จะมีความเห็นไม่ลงรอยกันบ้าง “ในบางกรณี ผมคิดว่ามันจะดีกว่าถ้าทางวาติกันจะยึดถือแค่เรื่องของศีลธรรมและสิ่งที่เกิดขึ้นในคริสตจักรคาทอลิก และปล่อยให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นคนกำหนดนโยบายสาธารณะของอเมริกาเอง”

นอกจากประเด็นวิวาทะกับวาติกัน แวนซ์ยังได้ออกมาป้องทรัมป์กรณีโพสต์ภาพที่สร้างจาก AI ซึ่งแสดงภาพทรัมป์ในลักษณะคล้ายพระเยซูคริสต์ท่ามกลางกลุ่มผู้สนับสนุน โดยระบุว่าภาพดังกล่าวเป็นเพียง “มุกตลก”  เท่านั้น และที่ทรัมป์ลบโพสต์ไปในภายหลังก็เพราะตระหนักว่าหลายคนไม่เข้าใจอารมณ์ขันของเขา

อย่างไรก็ตาม คำพูดของแวนซ์ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มทางศาสนาหลายฝ่าย โดยกลุ่ม Catholics Vote Common Good ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้แวนซ์แสดงความเคารพต่อพระสันตะปาปา โดยระบุว่า “ความเงียบคือการสมรู้ร่วมคิด” ในการทำลายศักดิ์ศรีของคริสตจักร

ด้านกลุ่มอีแวนเจลิคัลที่แม้จะเป็นฐานเสียงหลักของทรัมป์ แต่ผู้นำศาสนาหลายท่านอย่าง วิลลี ไรซ์ และ เมแกน บาแชม ต่างออกมาประณามภาพ AI ดังกล่าวว่าเป็น “การหมิ่นประมาทพระเจ้าอย่างร้ายแรง” และเรียกร้องให้ทรัมป์ขอโทษต่อพระเจ้า

ส่วนในแพลตฟอร์ม X มีผู้ใช้งานจำนวนมากเรียกร้องให้แวนซ์ลาออก โดยตราหน้าเขาว่าเป็น “นักต้มตุ๋น” และ “คาทอลิกปลอม” ที่ใช้ศาสนาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและทรัพย์สิน โดยเฉพาะการโปรโมตหนังสือบันทึกความทรงจำเล่มใหม่ของเขาที่ชื่อ Communion: Finding My Way Back to Faith

ปัจจุบัน ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารของทรัมป์และสำนักวาติกันยังคงเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก โดยเฉพาะบทบาทของแวนซ์ที่ถูกมองว่ากำลังเดินหันหลังให้กับคำสอนของคริสตจักรที่ตนเองนับถือ เพื่อรักษาตำแหน่งทางการเมืองของตนไว้.

ที่มา Irish Star / 1News

“จอร์เจีย เมโลนี” นายกฯ อิตาลี ประณามทรัมป์ กรณีวิจารณ์โป๊ปเลโอที่ 14 อย่างรุนแรง

"จอร์เจีย เมโลนี" นายกฯ อิตาลี ประณามทรัมป์ กรณีวิจารณ์โป๊ปเลโอที่ 14 อย่างรุนแรง

14 เม.ย. 2569 10:56 น.

“จอร์เจีย เมโลนี” นายกฯ อิตาลี ประณามทรัมป์ กรณีวิจารณ์โป๊ปเลโอที่ 14 อย่างรุนแรง

“จอร์เจีย เมโลนี” นายกฯ อิตาลี ประณามโดนัลด์ ทรัมป์ หลังวิจารณ์โป๊ปเลโอที่ 14 อย่างรุนแรง ด้านโป๊ปย้ำไม่หวั่นการเมือง เดินหน้าส่งสารสันติภาพ

วันที่ 14 เมษายน 2569 จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ออกมาตำหนินายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯว่าเป็นการแสดงความเห็นที่ไม่อาจยอมรับได้ หลังโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 อย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย วิจารณ์โป๊ปว่า “อ่อนแอเรื่องอาชญากรรม และแย่ด้านนโยบายต่างประเทศ” พร้อมระบุว่าไม่ใช่แฟนของพระองค์ 

โดยเมโลนีซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลฝ่ายขวาและมีความใกล้ชิดกับทรัมป์ ระบุว่า โป๊ปในฐานะประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิก มีหน้าที่เรียกร้องสันติภาพและประณามสงคราม ซึ่งถือเป็นเรื่องถูกต้องตามบทบาท

คำวิจารณ์ของทรัมป์สร้างแรงกระเพื่อมในอิตาลี โดยพรรคฝ่ายค้านโจมตีเมโลนีว่าตอบสนองช้า ขณะที่นายมัตเตโอ ซัลวินี พันธมิตรในรัฐบาล ระบุว่าการโจมตีโป๊ปไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดหรือเป็นประโยชน์  ซึ่งถือเป็นกรณีที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ที่ผู้นำโลกวิจารณ์โป๊ปโดยตรง โดยมีชาวคาทอลิกทั่วโลกออกมาแสดงความไม่พอใจ ขณะที่นักวิชาการบางรายชี้ว่า แม้แต่ผู้นำเผด็จการในอดีตอย่างฮิตเลอร์หรือมุสโสลินี ก็ไม่เคยโจมตีโป๊ปอย่างเปิดเผยเช่นนี้

ด้านโป๊ปเลโอที่ 14 ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนแอฟริกา 11 วัน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่ต้องการโต้เถียงกับทรัมป์ แต่จะยังคงทำหน้าที่เผยแพร่สันติภาพ พร้อมย้ำว่าไม่หวั่นเกรงรัฐบาลทรัมป์ และจะเดินหน้าพูดถึงความจำเป็นในการยุติสงคราม โดยก่อนหน้านี้โป๊ปที่วิจารณ์สงครามอิหร่าน โดยระบุว่าคำขู่ทำลายอารยธรรมของอิหร่านเป็นสิ่งที่ ไม่อาจยอมรับได้ และเรียกร้องให้หาทางออกเพื่อลดความขัดแย้ง.

“เบโกญา โกเมซ” ภรรยานายกฯ สเปน ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันหลังสอบสวน 2 ปี ในคดีสั่นสะเทือนรัฐบาล

"เบโกญา โกเมซ" ภรรยานายกฯ สเปน ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันหลังสอบสวน 2 ปี ในคดีสั่นสะเทือนรัฐบาล

14 เม.ย. 2569 09:41 น.

“เบโกญา โกเมซ” ภรรยานายกฯ สเปน ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันหลังสอบสวน 2 ปี ในคดีสั่นสะเทือนรัฐบาล

“เบโกญา โกเมซ” ภรรยาของนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ แห่งสเปน ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันหลังสอบสวนนาน 2 ปี เจ้าตัวยืนยันบริสุทธิ์ ด้านผู้นำสเปนชี้เป็นเกมการเมืองฝ่ายขวาโจมตี

วันที่ 14 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางเบโกญา โกเมซ ภรรยาของนายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชัน ตามคำตัดสินของศาลหลังกระบวนการทางอาญาที่มีการสอบสวนนานกว่า 2 ปี  โดยนางโกเมซถูกกล่าวหาว่า ใช้ความสัมพันธ์ในฐานะภรรยานายกรัฐมนตรี เพื่อเอื้อประโยชน์ต่ออาชีพส่วนตัว โดยเฉพาะการได้ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยกอมปลูเตนเซ กรุงมาดริด รวมถึงการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

คำสั่งศาลระบุว่า เธอถูกตั้งข้อหาหลายกระทง ได้แก่ ยักยอกทรัพย์ ใช้อิทธิพลแทรกแซง เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ และใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ โดยขั้นตอนต่อไปขึ้นอยู่กับศาลว่าจะพิจารณาส่งฟ้องขึ้นสู่การพิจารณาคดีหรือไม่

ทางด้านนางโกเมซปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่นายกรัฐมนตรีซานเชซ ยืนยันว่า เป็นความพยายามของฝ่ายขวาในการบ่อนทำลายรัฐบาลผสมของเขา ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาเคยประกาศหยุดปฏิบัติหน้าที่ 5 วัน เพื่อทบทวนการดำรงตำแหน่ง ท่ามกลางการใส่ร้ายป้ายสี และยุทธศาสตร์คุกคามจากฝ่ายขวาและขวาจัดที่พุ่งเป้าโจมตีภรรยาของเขา

โดยการสอบสวนเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2567 โดยผู้พิพากษาฮวน การ์ลอส เปอินาโด เพื่อตรวจสอบว่าโกเมซใช้สถานะภรรยานายกรัฐมนตรีแสวงหาผลประโยชน์หรือไม่ โดยเฉพาะกรณีเข้าดำรงตำแหน่งและบริหารหลักสูตรปริญญาโทด้านธุรกิจ ทั้งที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงพอ ในขณะที่คดีนี้เริ่มจากคำร้องของกลุ่มต่อต้านคอร์รัปชัน “มานอส ลิมเปียส” ของนายมิเกล เบร์นาด ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขวาจัด และเคยยื่นฟ้องคดีนักการเมืองหลายครั้งในอดีตแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาปัญหาทางกฎหมายยังลุกลามไปถึงครอบครัวและทีมงานใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีซานเชซ โดยนายเดวิด ซานเชซ น้องชายของนายกรัฐมนตรี ถูกตั้งข้อหาในคดีใช้อิทธิพลแทรกแซงการจ้างงานของรัฐบาลท้องถิ่น นอกจากนี้นายโฆเซ หลุยส์ อาบาลอสส อดีตรัฐมนตรีคมนาคมของรัฐบาล ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในข้อหารับผลประโยชน์จากการจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันโควิด-19.

ที่มา BBC

“เจดี แวนซ์” ซัดปิดฮอร์มุซคือการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ ชี้เการตัดสินใจอยู่ในมืออิหร่านแล้ว

"เจดี แวนซ์" ซัดปิดฮอร์มุซคือการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ ชี้เการตัดสินใจอยู่ในมืออิหร่านแล้ว

14 เม.ย. 2569 09:19 น.

“เจดี แวนซ์” ซัดปิดฮอร์มุซคือการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ ชี้เการตัดสินใจอยู่ในมืออิหร่านแล้ว

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ ประณามการปิดกั้นการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน เท่ากับเป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ ชี้การตัดสินใจจบเกมหลังเจรจาขึ้นอยู่กับอิหร่าน

นายเจดี แวนซ์ระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก และเท่ากับเป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจพร้อมเตือนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมตอบโต้ หากอิหร่านยังเดินหน้าใช้มาตรการนี้ โดยหากอิหร่านเล่นเกมนี้ สหรัฐฯ ก็สามารถเล่นได้เช่นกัน และสหรัฐฯจะไม่ปล่อยให้เรือของอิหร่านออกมาได้

ขณะเดียวกัน เขาย้ำว่า ขณะนี้ “ลูกบอลอยู่ในมือของฝั่งของอิหร่าน” ซึ่งหมายถึงอิหร่านสามารถตัดสินใจจบเกมได้  หลังการเจรจาระหว่างสองฝ่ายในช่วงสุดสัปดาห์ที่ปากีสถาน ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากกว่า 5 สัปดาห์ได้

แวนซ์เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้กำหนด “เส้นแดง” ชัดเจน และไม่ยืดหยุ่นใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • การให้สหรัฐฯ ควบคุมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน
  • และการมีระบบตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่าอิหร่านจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

พร้อมระบุว่า การที่อิหร่านเพียงแค่ประกาศว่าจะไม่สร้างอาวุธนิวเคลียร์ ยังไม่เพียงพอ หากไม่มีมาตรการตรวจสอบที่เชื่อถือได้

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังแสดงความคาดหวังว่า ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ อิหร่านจะต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ.

ที่มา : BBC

“คิม จองอึน” คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือรบ ย้ำเร่งเสริมนิวเคลียร์

"คิม จองอึน" คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือรบ ย้ำเร่งเสริมนิวเคลียร์

14 เม.ย. 2569 08:53 น.

“คิม จองอึน” คุมการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือรบ ย้ำเร่งเสริมนิวเคลียร์

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ลงพื้นที่ดูทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านเรือ จากเรือพิฆาต “ชเว ฮยอน” ย้ำเป้าหมายหลักเสริมศักยภาพยับยั้งนิวเคลียร์ เดินหน้าพัฒนาอาวุธต่อเนื่อง

วันที่ 14 เมษายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินทางลงพื้นที่สังเกตการณ์การทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือรบอีกครั้ง พร้อมย้ำว่าภารกิจสำคัญสูงสุดของประเทศคือการเสริมศักยภาพการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์

รายงานข่าวระบุว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีเชิงยุทธศาสตร์ 2 ลูก และขีปนาวุธต่อต้านเรือ 3 ลูก จากเรือพิฆาต “ชเว ฮยอน” (Choe Hyon) เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ภายใต้การทดสอบประสิทธิภาพการปฏิบัติการ โดยขีปนาวุธนำวิถีใช้เวลาร่อนราว 7,869-7,920 วินาที ส่วนขีปนาวุธต่อต้านเรือใช้เวลา 1,960-1,973 วินาที ก่อนพุ่งเป้าหมายในทะเลเหลืองได้อย่างแม่นยำสูง

คิม จองอึน ระบุว่า การทดสอบครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบระบบควบคุมการยิงแบบบูรณาการของเรือรบ รวมถึงประสิทธิภาพของระบบนำวิถีต้านการรบกวนสัญญาณที่ได้รับการพัฒนาใหม่  โดยศักยภาพการปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพได้รับการยกระดับเชิงคุณภาพ และเรียกร้องให้ “เสริมสร้างขีดความสามารถยับยั้งสงครามนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องและไม่จำกัด”

โดยคำว่า “เชิงยุทธศาสตร์” ที่ทางการเปียงยางใช้ มักสื่อถึงอาวุธที่อาจมีขีดความสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ภาพจากสื่อทางการเผยให้เห็นคิมยืนสังเกตการณ์จากท่าเรือ พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง ในสถานที่ที่ไม่เปิดเผย ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม เกาหลีเหนือได้ทดสอบขีปนาวุธลักษณะเดียวกันจากเรือรบขนาด 5,000 ตันลำนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ก่อนเข้าประจำการอย่างเป็นทางการ

รายงานข่าวระบุว่า เรือพิฆาต “ชเว ฮยอน” ถูกเปิดตัวครั้งแรกในเดือนเมษายน 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังทางเรือของเกาหลีเหนือ โดยหลังจากนั้นยังมีการเปิดตัวเรือพิฆาตขนาดใกล้เคียงกันอีกลำชื่อ “คัง กอน” (Kang Kon) ในเดือนมิถุนายน 2568 ขณะที่ คิม จองอึน ยังสั่งการให้เดินหน้าสร้างเรือพิฆาตลำที่ 3 ในระดับเดียวกันให้แล้วเสร็จภายในวันครบรอบก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีในวันที่ 10 ตุลาคมปีนี้ สะท้อนการเร่งเสริมกำลังทางทหารอย่างต่อเนื่องของเกาหลีเหนือ.

ที่มา Yonhap

เปิดตัวแสตมป์ “ควีนเอลิซาเบธที่ 2” ฉลอง 100 ปีวันคล้ายวันพระราชสมภพ

เปิดตัวแสตมป์ "ควีนเอลิซาเบธที่ 2" ฉลอง 100 ปีวันคล้ายวันพระราชสมภพ

14 เม.ย. 2569 08:24 น.

เปิดตัวแสตมป์ “ควีนเอลิซาเบธที่ 2” ฉลอง 100 ปีวันคล้ายวันพระราชสมภพ

ไปรษณีย์สหราชอาณาจักร หรือ Royal Mail เปิดตัวชุดแสตมป์ที่ระลึก เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีวันพระราชสมภพ ในวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1926

แสตมป์ชุดพิเศษนี้ประกอบด้วยทั้งหมด 8 ดวงหลัก โดยแต่ละดวงใช้ภาพถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์ในช่วงเวลาต่าง ๆ ของพระชนมชีพ ตั้งแต่วัยเยาว์ในทศวรรษ 1930 ในฐานะ เจ้าหญิงเอลิซาเบธ ไปจนถึงช่วงปลายรัชสมัยในทศวรรษ 2020

รูปแบบของแสตมป์เป็นการผสมผสานภาพพระพักตร์ระยะใกล้เข้ากับภาพเหตุการณ์สำคัญในแต่ละยุค เช่น

  • ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
  • พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ปี 1953
  • การเสด็จเยือนต่างประเทศ
  • และพระราชกรณียกิจในช่วงปลายรัชกาล

นอกจากนี้ ยังมีแสตมป์อีก 4 ดวง ที่สะท้อนพระราชอัธยาศัยส่วนพระองค์ โดยเน้นความรักสัตว์ โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์คอร์กีและม้า ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพระองค์

นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปี 1952 พระบรมฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้ปรากฏบนแสตมป์ของอังกฤษอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศ

สำหรับแสตมป์ชุดใหม่นี้ ยังมีรายละเอียดพิเศษ โดยมีภาพเงาของ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระราชโอรส ซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน ปรากฏอยู่บนมุมของแสตมป์

ทั้งนี้ แสตมป์ที่ระลึกชุดดังกล่าวจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 เมษายน ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 100 ปีวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ โดยประชาชนสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้แล้ว.

ที่มา : independent

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

14 เม.ย. 2569 06:20 น.

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

ชาติพันธมิตร NATO ปฏิเสธการเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่า จะเข้ามาแทรกแซงก็ต่อเมื่อการสู้รบสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น

เมื่อวันที่ 13 ม.ย. 2569 กลุ่มพันธมิตร NATO ระบุว่าจะไม่ขอมีส่วนร่วมในแผนการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ โดยเสนอว่าจะเข้ามาแทรกแซงก็ต่อเมื่อการสู้รบสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้คาดว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์ และเพิ่มความตึงเครียดภายในกลุ่มพันธมิตรให้มากยิ่งขึ้น

ทรัมป์กล่าวว่ากองทัพสหรัฐฯ จะร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพื่อสกัดกั้นการจราจรทางน้ำทั้งหมดในเส้นทางดังกล่าว หลังจากที่การเจรจาเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ประสบความล้มเหลว ในการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน 6 สัปดาห์

ในเวลาต่อมา กองทัพสหรัฐฯ ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่า มาตรการปิดล้อมซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในเวลา 14:00 น. GMT (หรือ 21:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ของวันจันทร์นั้น จะบังคับใช้เฉพาะกับเรือที่เดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่านเท่านั้น

นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ทำการปิดกั้นช่องแคบนี้เกือบทั้งหมดสำหรับเรือทุกลำ ยกเว้นเรือของตนเอง โดยอิหร่านพยายามที่จะเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร และอาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่สัญจรผ่านพื้นที่ดังกล่าวด้วย

ก่อนที่การปิดกั้นจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์ ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social ว่า “การปิดล้อมจะเริ่มต้นขึ้นในเร็วๆ นี้ และประเทศอื่นๆ จะมีส่วนร่วมในการปิดล้อมครั้งนี้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม บรรดาพันธมิตร NATO ซึ่งรวมถึงอังกฤษและฝรั่งเศส กล่าวว่าพวกเขาจะไม่ยอมถูกลากเข้าไปในความขัดแย้งด้วยการเข้าร่วมในการปิดล้อมครั้งนี้ โดยระบุว่าพวกเขากำลังดำเนินแผนการริเริ่มเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งปกติแล้วเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก

การปฏิเสธเข้าร่วมของเหล่าพันธมิตรกลายเป็นอีกหนึ่งชนวนเหตุความขัดแย้งกับทรัมป์ ซึ่งเคยขู่ว่าจะถอนตัวออกจากพันธมิตรทางทหารนี้ และกำลังพิจารณาที่จะถอนกำลังทหารสหรัฐฯ บางส่วนออกจากยุโรป หลังจากที่หลายประเทศได้ปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ใช้เขตน่านฟ้าเพื่อทำการโจมตีอิหร่าน

“เราจะไม่สนับสนุนการปิดล้อมนี้” นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร กล่าวกับ BBC “การตัดสินใจของผมชัดเจนมากว่า ไม่ว่าจะได้รับแรงกดดันอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาก็มีแรงกดดันอย่างมหาศาล แต่เราจะไม่ยอมถูกดึงเข้าไปในสงครามครั้งนี้”

ขณะที่นายมาร์ก รุตเต เลขาธิการ NATO ได้แจ้งต่อรัฐบาลของประเทศในยุโรปว่า ทรัมป์ต้องการข้อผูกพันที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหลายประเทศในยุโรประบุว่ายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือ แต่ต้องหลังจากที่มีการยุติการสู้รบอย่างยั่งยืน และมีการทำข้อตกลงกับอิหร่านแล้วว่าเรือของพวกเขาจะไม่ถูกโจมตี

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ได้โพสต์ลงบน X เมื่อวันจันทร์ว่า ฝรั่งเศสจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมกับสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ เพื่อจัดตั้งภารกิจพหุภาคีในการฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

“ภารกิจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการป้องกันโดยเฉพาะ และแยกส่วนชัดเจนจากคู่ขัดแย้ง โดยจะมีการส่งกำลังทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย” มาครงกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอน ชี้เป็นเรื่อง “เปล่าประโยชน์”

ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอน ชี้เป็นเรื่อง “เปล่าประโยชน์”

14 เม.ย. 2569 03:28 น.

ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอน ชี้เป็นเรื่อง “เปล่าประโยชน์”

ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ออกมาแสดงการต่อต้านการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐบาลเลบานอนกับอิสราเอล ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในวันอังคารนี้ โดยระบุว่า เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์

เมื่อ 13 เม.ย. 2569 ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มติดอาวุธในเลบานอนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เรียกร้องให้รัฐบาลเลบานอนปฏิเสธแผนการเจรจากับอิสราเอลที่จะมีขึ้นในวันอังคารนี้ โดยระบุว่าการเจรจาดังกล่าวเป็นเรื่อง “เปล่าประโยชน์” ในขณะที่อิสราเอลยังโจมตีเข้าใส่เลบานอนอย่างต่อเนื่อง

“เราขอปฏิเสธการเจรจากับอิสราเอล” นาอิม กัสเซ็ม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์กล่าว “มันเป็นเรื่องสูญเปล่า และจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบรวมถึงมติที่เป็นเอกฉันท์จากชาวเลบานอนก่อน”

เขากล่าวเสริมว่า อิสราเอลกำลัง “แสดงออกอย่างชัดเจน” ว่าการเจรจานี้มีเป้าหมายเพื่อปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ “เราจึงขอเรียกร้องให้มีการปฏิเสธการเจรจาเหล่านี้” เขากล่าว

ทั้งนี้ นักการทูตจากเลบานอนและอิสราเอลมีกำหนดเข้าร่วมการเจรจา ณ กรุงวอชิงตันในวันอังคารนี้ (14 เม.ย.) ท่ามกลางความกังวลว่า การโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนอาจสั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีโจเซฟ อาอูน ของเลบานอน กล่าวว่าเขาหวังว่าการหารือจะนำไปสู่การหยุดยิง และย้ำว่าการเจรจานี้เป็น “ความรับผิดชอบของรัฐบาลเลบานอนแต่เพียงผู้เดียว มิใช่ฝ่ายอื่นใด” ซึ่งถือเป็นการสื่อเป็นนัยพาดพิงถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

ในขณะเดียวกัน นายกัสเซ็มยืนยันว่าทางกลุ่มจะไม่ยอมจำนนและจะเดินหน้าตอบโต้การโจมตีของอิสราเอลต่อไป พร้อมคัดค้านแผนการเจรจาโดยระบุว่า “ไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องนี้แทนประชาชนชาวเลบานอน”

อนึ่ง ปัจจุบันอิสราเอลยังคงยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในตอนใต้ของเลบานอน และยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายต่างๆ ลึกเข้าไปในตัวประเทศอย่างต่อเนื่อง ทางการเลบานอนรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 2,000 ศพ และบาดเจ็บกว่า 6,500 ราย นับตั้งแต่อิสราเอลยกระดับการโจมตีเมื่อ 2 มี.ค.เป็นต้นมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่นไม่ขอโทษ ปมวิจารณ์โป๊ปเรื่องอิหร่าน ชี้พระองค์เป็นฝ่ายผิด

ทรัมป์ลั่นไม่ขอโทษ ปมวิจารณ์โป๊ปเรื่องอิหร่าน ชี้พระองค์เป็นฝ่ายผิด

14 เม.ย. 2569 02:13 น.

ทรัมป์ลั่นไม่ขอโทษ ปมวิจารณ์โป๊ปเรื่องอิหร่าน ชี้พระองค์เป็นฝ่ายผิด

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าเขาจะไม่ขอโทษที่วิพากษ์วิจารณ์พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 อย่างรุนแรง โดยระบุว่า พระองค์เป็นฝ่ายผิดเรื่องอิหร่าน และเขาจะไม่ยอมให้อิหร่านมีนิวเคลียร์เพื่อทำลายล้างโลก

เมื่อ 13 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดวิพากษ์วิจารณ์สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ประมุขแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิกอีกครั้ง โดยยืนยันว่าเขาจะไม่ขอโทษในสิ่งที่ได้พูดไป และบอกว่าโป๊ปเป็นฝ่ายผิดในจุดยืนเรื่องอิหร่าน

เมื่อนักข่าวที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ถามประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า เขาควรจะกล่าวคำขอโทษต่อโป๊ปเลโอหรือไม่ หลังจากที่ได้วิพากษ์วิจารณ์พระองค์อย่างรุนแรงเมื่อเย็นวันอาทิตย์ ทรัมป์ตอบว่า “ไม่ ผมไม่จำเป็นต้องทำ เพราะโป๊ปเลโอตรัสในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พระองค์ทรงคัดค้านอย่างมากในสิ่งที่ผมกำลังทำเกี่ยวกับอิหร่าน แต่เราจะยอมให้มีอิหร่านที่ครอบครองนิวเคลียร์ไม่ได้”

ทรัมป์กล่าวว่าพระสันตะปาปาจะ “ไม่มีความสุขกับผลลัพธ์สุดท้ายแน่” หากอิหร่านสามารถบรรลุขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ได้ “คุณอาจจะมีคนตายนับร้อยล้านคน แต่มันจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน”

นอกจากนี้ เขายังกล่าวหาพระสันตะปาปาว่า “อ่อนแอมากในเรื่องอาชญากรรมและเรื่องอื่นๆ ดังนั้นผมไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม หมายถึงพระองค์ทรงออกมาพูดก่อน ผมแค่ตอบโต้โป๊ปเลโอไปเท่านั้น”

“ไม่มีอะไรที่ต้องขอโทษ พระองค์ทรงเป็นฝ่ายผิด” ประธานาธิบดีกล่าว “พระองค์ไม่ชอบสิ่งที่เรากำลังทำกับอิหร่าน แต่อิหร่าน… ต้องการเป็นประเทศนิวเคลียร์ เพื่อที่พวกเขาจะได้ทำลายล้างโลก ซึ่งมันจะไม่เกิดขึ้น”

ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ซึ่งทรงเป็นพระสันตะปาปาชาวอเมริกันองค์แรก ทรงออกมาคัดค้านสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน อย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนทรงประณามวาทกรรมของทรัมป์ที่บอกว่าจะทำลายอารยธรรมของอิหร่าน ว่าเป็นสิ่งที่ “ไม่อาจยอมรับได้อย่างแท้จริง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn