เกาหลีเหนือยิงวัตถุไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก หลังจบซ้อมรบ 3 ฝ่าย

เกาหลีเหนือยิงวัตถุไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก หลังจบซ้อมรบ 3 ฝ่าย

12 ก.ย. 2569 06:11 น.

เกาหลีเหนือยิงวัตถุไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก หลังจบซ้อมรบ 3 ฝ่าย

เกาหลีเหนือยิงวัตถุไม่ทราบชนิดมุ่งหน้าสู่ทะเลตะวันออก หลังเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเพิ่งเสร็จสิ้นการซ้อมรบร่วม 3 ฝ่าย 

วันที่ 12 กันยายน 2569 สำนักข่าวยอนฮับรายงานว่า เกาหลีเหนือยิงวัตถุไม่ทราบชนิดมุ่งหน้าสู่ทะเลตะวันออกเมื่อช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ที่ 12 กันยายน โดยคณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้  ระบุว่า ตรวจพบการยิงของเกาหลีเหนือ แต่ยังต้องประเมินรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับชนิดและลักษณะของวัตถุที่ถูกยิง

รายงานข่าวระบุว่าการยิงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเสร็จสิ้นการซ้อมรบทางทหารไตรภาคี “ฟรีดอม เอดจ์” ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันในน่านน้ำสากลทางตะวันออกและทางใต้ของเกาะเชจู ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้

โดยการซ้อมรบฟรีดอม เอดจ์ได้ดำเนินไปตามแผน แม้เกาหลีใต้และสหรัฐฯ จะลดขนาดการซ้อมรบร่วมประจำปี “อุลชี ฟรีดอม ชิลด์” เมื่อเดือนที่ผ่านมา ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขณะที่ทรัมป์เคยมีท่าทีประนีประนอมต่อเกาหลีเหนือ โดยสั่งลดการซ้อมรบร่วมระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ พร้อมให้เหตุผลว่า การซ้อมรบมีค่าใช้จ่ายสูง และอาจส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปรปักษ์อย่างสิ้นเชิงไปยังเกาหลีเหนือ

การยิงของเกาหลีเหนือครั้งนี้ยังเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดที่มีความสำคัญระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในช่วงปลายเดือนกันยายน โดยประเด็นเกี่ยวกับเกาหลีเหนือคาดว่าจะเป็นหนึ่งในหัวข้อหารือของผู้นำทั้งสอง

ที่มา Yonhap

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หลังถูกโจมตีด้วยโดรน ไฟลุกไหม้สถานีสูบหลายแห่ง

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หลังถูกโจมตีด้วยโดรน ไฟลุกไหม้สถานีสูบหลายแห่ง

12 ก.ย. 2569 04:56 น.

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หลังถูกโจมตีด้วยโดรน ไฟลุกไหม้สถานีสูบหลายแห่ง

ท่อส่งน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีด้วยโดรน จนเกิดไฟไหม้สถานีสูบหลายแห่ง ก่อนทางการสั่งปิดระบบชั่วคราวเพื่อความปลอดภั

วันที่ 12 กันยายน 2569 สำนักข่าว CNN รายงานอ้างคำเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คน ซึ่งทราบข้อมูลเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ระบบท่อส่งน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีด้วยวัตถุพุ่งชนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดไฟไหม้บริเวณสถานีสูบน้ำมัน

กระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์บนเว็บไซต์เมื่อวันศุกร์ ยืนยันว่าท่อส่งน้ำมันถูกโจมตี และมีการสั่งปิดระบบเพื่อเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน

รายงานข่าวระบุว่า หนึ่งในเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสถานีสูบน้ำมันที่ตั้งอยู่ติดกับแนวท่อส่งได้รับความเสียหาย โดยภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกเมื่อวันศุกร์ปรากฏร่องรอยความเสียหายจากไฟไหม้อย่างหนักบริเวณสถานีสูบน้ำมันแห่งหนึ่ง ขณะที่ภาพจากสถานีสูบน้ำมันอีกแห่งซึ่งบันทึกเมื่อวันพฤหัสบดี แสดงให้เห็นไฟกำลังลุกไหม้และมีควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากพื้นที่

เบื้องต้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้โจมตี หรือแนวท่อส่งน้ำมันได้รับความเสียหายโดยตรงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนหนึ่งระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เกิดจากโดรนที่บินมาจากอิรัก.

รถไฟโดยสารฝรั่งเศสตกราง บาดเจ็บอย่างน้อย 44 ราย ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส เป็นหญิงวัย 18 ปี

รถไฟโดยสารฝรั่งเศสตกราง บาดเจ็บอย่างน้อย 44 ราย ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส เป็นหญิงวัย 18 ปี

12 ก.ย. 2569 04:44 น.

รถไฟโดยสารฝรั่งเศสตกราง บาดเจ็บอย่างน้อย 44 ราย ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส เป็นหญิงวัย 18 ปี

รถไฟโดยสารในภาคเหนือของฝรั่งเศสตกราง มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 44 คน ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส เป็นหญิงวัย 18 ปี เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือและส่งโรงพยาบาล

วันที่ 12 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นฝรั่งเศสเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกรางใกล้ชุมชนเคลียง ทางใต้ของเมืองรูอ็อง ในแคว้นนอร์ม็องดี ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เมื่อช่วงค่ำวันที่ 11 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 44 คน ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส โดยผู้บาดเจ็บอาการวิกฤติเป็นหญิงวัย 18 ปี เจ้าหน้าที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

นายฟิลิปป์ ตาบาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุรถไฟขบวนนี้มีผู้โดยสารอยู่บนขบวนประมาณ 180 คน และให้บริการระหว่างเส้นทางเมืองรูอ็องกับเมืองก็อง ในแคว้นนอร์ม็องดี โดยหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ส่งนักดับเพลิงและทีมกู้ภัยฉุกเฉินประมาณ 140 คนเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ พร้อมประกาศใช้แผนรับมือเหตุผู้บาดเจ็บจำนวนมาก 

ขณะที่ภาพจากจุดเกิดเหตุเผยให้เห็นผู้โดยสารทยอยออกจากขบวนรถไฟ ขณะที่สื่อฝรั่งเศสรายงานว่า มีตู้โดยสาร 3 ตู้พลิกคว่ำ เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ ขณะที่บริษัทการรถไฟแห่งชาติฝรั่งเศส แจ้งว่า เส้นทางรถไฟในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และจะจัดรถโดยสารเพื่อให้บริการทดแทน พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อเปิดทางให้ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าปฏิบัติงาน.

ที่มา BBC

เจ้าหญิงแอสตริด แห่งนอร์เวย์ สิ้นพระชนม์วัย 94 ปี เพียง 2 วันหลังเสด็จร่วมพระราชพิธีพระศพพระเชษฐา

เจ้าหญิงแอสตริด แห่งนอร์เวย์ สิ้นพระชนม์วัย 94 ปี เพียง 2 วันหลังเสด็จร่วมพระราชพิธีพระศพพระเชษฐา

12 ก.ย. 2569 01:24 น.

เจ้าหญิงแอสตริด แห่งนอร์เวย์ สิ้นพระชนม์วัย 94 ปี เพียง 2 วันหลังเสด็จร่วมพระราชพิธีพระศพพระเชษฐา

เจ้าหญิงแอสตริด พระขนิษฐาในสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ สิ้นพระชนม์ในวัย 94 ปี เพียง 2 วันหลังเสด็จร่วมพระราชพิธีพระศพพระเชษฐา

วันที่ 12 กันยายน 2569 สำนักพระราชวังนอร์เวย์ประกาศว่า เจ้าหญิงแอสตริด พระขนิษฐาของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ สิ้นพระชนม์แล้วด้วยพระชนมายุ 94 พรรษา นับเป็นเวลาเพียง 2 วันหลังเสด็จเข้าร่วมพระราชพิธีพระศพของพระเชษฐา  

โดยสมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนที่ 8 พระราชนัดดาของเจ้าหญิงแอสตริด มีพระราชดำรัสว่า ตลอดพระชนมชีพอันยาวนาน เจ้าหญิงแอสตริดทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะสมาชิกพระราชวงศ์ด้วยความอบอุ่นและทรงอุทิศพระองค์อย่างเต็มพระกำลัง

ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 สิ้นพระชนม์เมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะมีพระชนมายุ 89 พรรษา หลังทรงครองราชย์ยาวนานกว่า 35 ปี ทางด้านนายสเตอเร กล่าวว่า เจ้าหญิงแอสตริดจะได้รับการฝังพระศพโดยใช้งบประมาณของรัฐ และจะมีการลดธงครึ่งเสาทั่วประเทศเพื่อถวายความอาลัย

เจ้าหญิงแอสตริดเป็นพระราชธิดาพระองค์สุดท้ายที่ยังมีพระชนม์อยู่ของสมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี 2500-2534

เจ้าหญิงแอสตริดทรงดำรงตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของนอร์เวย์ตั้งแต่พระชนมายุ 22 พรรษา ในปี 2497 หลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงมาร์ธา พระราชมารดา โดยสมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟไม่ได้ทรงอภิเษกสมรสใหม่ ทำให้เจ้าหญิงแอสตริดทรงดำรงตำแหน่งนี้ต่อเนื่องจนกระทั่งพระเชษฐาทรงอภิเษกสมรสในปี 2511

สมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนตรัสว่า ในการทรงงาน เจ้าหญิงแอสตริดทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการดูแลและการสร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้ที่เปราะบางที่สุดในสังคม สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5

พระพลานามัยของเจ้าหญิงแอสตริดทรุดโทรมลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเมื่อเดือนมีนาคมทรงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคปอดบวม

นพระราชพิธีพระศพของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์เมื่อวันพุธ มีพระบรมวงศานุวงศ์จากยุโรปและประมุขของประเทศต่างๆ เข้าร่วมจำนวนมาก รวมถึงเจ้าชายแห่งเวลส์และกษัตริย์จากกลุ่มประเทศนอร์ดิก 3 พระองค์ ขณะที่ประชาชนหลายพันคนออกมายืนเรียงรายตลอดเส้นทางขบวนพระศพจากพระราชวังหลวงไปยังมหาวิหารออสโล

สหรัฐฯ รำลึกเหตุวินาศกรรม 9/11 ครบรอบ 25 ปี ญาติผู้สูญเสียอ่านรายชื่อ ทั่วประเทศจัดพิธีไว้อาลัย

สหรัฐฯ รำลึกเหตุวินาศกรรม 9/11 ครบรอบ 25 ปี  ญาติผู้สูญเสียอ่านรายชื่อ ทั่วประเทศจัดพิธีไว้อาลัย

11 ก.ย. 2569 21:30 น.

สหรัฐฯ รำลึกเหตุวินาศกรรม 9/11 ครบรอบ 25 ปี ญาติผู้สูญเสียอ่านรายชื่อ ทั่วประเทศจัดพิธีไว้อาลัย

สหรัฐฯ จัดพิธีรำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ญาติผู้เสียชีวิตอ่านรายชื่อผู้สูญเสีย พร้อมยืนสงบนิ่ง 7 ครั้ง ขณะที่ทรัมป์ร่วมพิธีรำลึกผู้เสียชีวิตที่เพนตากอน

วันที่ 11 กันยายน 2569 สำนักข่าว CNN รายงานว่า สหรัฐฯ จัดพิธีรำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 ที่บริเวณอดีตที่ตั้งอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก โดยญาติของผู้เสียชีวิตร่วมอ่านรายชื่อผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ขณะที่ผู้เข้าร่วมพิธีร่วมยืนสงบนิ่ง 7 ครั้ง เพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาสำคัญของเหตุการณ์ในวันนั้น

รายงานข่าวระบุว่า การยืนสงบนิ่ง 6 ครั้ง ตรงกับช่วงเวลาที่เครื่องบินทั้ง 4 ลำถูกจี้และพุ่งชนอาคาร รวมถึงช่วงเวลาที่อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์พังถล่ม ส่วนอีก 1 ครั้งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในเวลาต่อมาจากอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 9/11 โดยพิธีที่นิวยอร์กมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมจำนวนมาก รวมถึงนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายรูดี จูเลียนี อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ตลอดจนอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน และอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา

ทั้งนี้ เหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 เกิดขึ้นหลังกลุ่มผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำ ก่อนนำเครื่องบิน 2 ลำพุ่งชนอาคารแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก ส่งผลให้อาคารทั้งสองหลังพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 2,977 คน

ขณะที่เครื่องบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน 77 ถูกจี้และพุ่งชนอาคารเพนตากอน ใกล้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้มีผู้เสียชีวิต 184 คน ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมพิธีรำลึกที่จัดขึ้นแยกต่างหากที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ 9/11 เพนตากอน ในรัฐเวอร์จิเนีย ส่วนเครื่องบินลำที่ 4 คือ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน 93 ตกลงในพื้นที่ชนบทของรัฐเพนซิลเวเนีย หลังผู้โดยสารพยายามต่อสู้กับกลุ่มผู้จี้เครื่องบิน ทำให้เครื่องบินไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้

ทั้งนี้ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ 9/11 เพนตากอน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาคารเพนตากอน ในเขตอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2551 เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตทั้ง 184 คนจากเหตุการณ์ที่เพนตากอนและเที่ยวบิน 77 โดยอนุสรณ์สถานกลางแจ้งแห่งนี้ประกอบด้วยม้านั่งที่มีแสงไฟส่องสว่างสำหรับผู้เสียชีวิตแต่ละคน จัดเรียงตามอายุ ตั้งแต่ ดานา ฟอลเคนเบิร์ก เด็กหญิงวัย 3 ปี ไปจนถึง จอห์น ยามนิคกี ซีเนียร์ วัย 71 ปี พร้อมสลักชื่อของผู้เสียชีวิตไว้บนม้านั่งแต่ละตัว.

ที่มา CNN

ศาลสิงคโปร์ยกฟ้อง ซีอีโอเปย์แฟนสาวกว่า 12 ล้าน แต่รักล่ม-ฟ้องเรียกเงินคืน ชี้ “ให้โดยเสน่หา”

ศาลสิงคโปร์ยกฟ้อง ซีอีโอเปย์แฟนสาวกว่า 12 ล้าน แต่รักล่ม-ฟ้องเรียกเงินคืน ชี้ "ให้โดยเสน่หา"

11 ก.ย. 2569 16:57 น.

ศาลสิงคโปร์ยกฟ้อง ซีอีโอเปย์แฟนสาวกว่า 12 ล้าน แต่รักล่ม-ฟ้องเรียกเงินคืน ชี้ “ให้โดยเสน่หา”

ศาลสูงสิงคโปร์พิพากษายกฟ้องคดีที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทจดทะเบียนชื่อดัง ฟ้องเรียกเงินคืน 468,090 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 12.2 ล้านบาท จากอดีตแฟนสาวหลังทั้งคู่เลิกรากัน โดยศาลชี้ชัดเงินจำนวนดังกล่าวเป็น “ของขวัญที่ให้ด้วยความเสน่หา” ไม่ใช่เงินกู้ยืมที่ต้องชดใช้คืน พร้อมระบุว่าเขา “หลงรัก” ฝ่ายหญิงและใช้จ่ายเพื่อเธออย่างเต็มที่ ก่อนความสัมพันธ์จบลงอย่างไม่ราบรื่นและทำให้เขาเปลี่ยนท่าที

ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษา ยกฟ้องคำร้องของนายแชนเดอร์ อาการ์วาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัท TCI Express ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติอินเดียและตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ หลังเขาฟ้องเรียกเงินจำนวน 468,090 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 12.2 ล้านบาท จากอดีตแฟนสาว โดยอ้างว่าเป็นเงินที่ให้เธอยืมระหว่างคบหากันและต้องได้รับการชำระคืน

ลี ซิ่ว คิน ผู้พิพากษาอาวุโส มีคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษรว่า เงินส่วนใหญ่ที่อาการ์วาลจ่ายให้อดีตแฟนสาว เฟลิเซีย ลี เป็น “ของขวัญ” ที่เขามอบให้ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เงินกู้

ค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมถึงยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตประมาณ 206,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ค่าเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศประมาณ 129,000 ดอลลาร์ ค่าจ้างซินแสฮวงจุ้ยสำหรับที่พักของเธอ 17,000 ดอลลาร์ และค่าธรรมเนียมหลักสูตรผู้บริหารของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อีก 30,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

ส่วนเงินอีก 2 รายการที่อาการ์วาลอ้างว่าเป็นเงินกู้ ศาลเห็นว่าเขาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้มอบเงินดังกล่าวให้เธอจริง รวมถึงเงิน 50,000 ดอลลาร์ที่เขาอ้างว่าให้เธอนำไปชำระหนี้กับนายจ้างเก่า ผู้พิพากษาระบุด้วยว่า อาการ์วาลไม่สามารถแสดงหลักฐานว่าอดีตแฟนสาวเคยขอเงินเหล่านี้ในฐานะเงินกู้ หรือเคยตกลงว่าจะชำระคืน

ผู้พิพากษากล่าวว่า หลักฐานที่ปรากฏต่อศาลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อาการ์วาลซึ่ง “หลงรัก” ฝ่ายหญิง ได้มอบของขวัญราคาแพงให้เธอเป็นจำนวนมากตลอดช่วงความสัมพันธ์ แต่เมื่อความสัมพันธ์จบลงด้วยความขัดแย้ง เขากลับรู้สึกขุ่นเคืองและพยายามเรียกร้องสิ่งตอบแทนจากเธอ

ผู้พิพากษายังยกข้อความจากบทละคร The Mourning Bride ซึ่งเขียนขึ้นในปี 1697 เพื่อสะท้อนอารมณ์ของคู่ความ พร้อมระบุว่า คดีนี้แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น

อาการ์วาลพบกับลี ซึ่งเคยทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ก่อนเปลี่ยนอาชีพไปเป็นตัวแทนประกันภัยและเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ บนเที่ยวบินหนึ่งในปี 2019 หลังจากนั้นอาการ์วาลติดต่อเธอผ่านเฟซบุ๊กและทั้งคู่เริ่มพบปะกัน ทั้งสองเริ่มคบหากันในเดือนกันยายน 2022 ก่อนความสัมพันธ์สิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2023 หลังอาการ์วาลสงสัยว่าเธอนอกใจ และเขายื่นฟ้องต่อศาลในเดือนมีนาคม 2024

อย่างไรก็ตาม แม้ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มคบหากัน อาการ์วาลก็เคยมอบของขวัญราคาแพงให้ลีหลายครั้งโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับเงินคืน เช่น เคยจ้างรถลีมูซีนไปส่งเธอที่บ้านหลังรับประทานอาหาร ซื้อสินค้าหรูจากแบรนด์อย่าง Hermès, Louis Vuitton และ Prada รวมถึงออกค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดในการเดินทางท่องเที่ยวยุโรปร่วมกัน

ในเดือนพฤษภาคม 2021 หลังลีส่งข้อความผ่าน WhatsApp ว่าไม่ได้ขึ้นเครื่องบินมาหลายปี อาการ์วาลตอบกลับว่า อีกไม่นานเธอก็จะได้เดินทาง พร้อมบอกว่าเขาจองตั๋วชั้นหนึ่งหรือห้องสวีตไว้ให้แล้ว และหากต้องการก็สามารถใช้เครื่องบินส่วนตัวได้ ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2022 ลีส่งข้อความถามว่าเธอจะชำระเงินคืนให้อาการ์วาลได้อย่างไร เขาตอบว่า “ไม่ต้อง ผมไม่ใช่เจ้าหนี้เงินกู้”

หลังจากทั้งคู่เริ่มคบกันในเดือนกันยายน 2022 อาการ์วาลบอกเธอว่าไม่ควรเกรงใจที่จะใช้เงินของเขาหากทั้งสอง “คบกัน” พร้อมเสนอเงินใช้จ่ายประจำเดือน 1,500 ดอลลาร์สำหรับค่าแท็กซี่ อาหาร และค่าใช้จ่ายด้านความงาม

ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เขายังเสนอให้เธอใช้บัตร American Express Centurion พร้อมส่งข้อความว่า เธอไม่จำเป็นต้องจำกัดงบประมาณและสามารถซื้ออะไรก็ได้ที่ต้องการ อีกข้อความหนึ่งระบุว่า เขาต้องการให้เธอ “ตามใจตัวเอง” ด้วย

ระหว่างการพิจารณาคดี อาการ์วาลนำเอกสารที่เขียนด้วยลายมือมาแสดงต่อศาล โดยอ้างว่าเป็นข้อตกลงที่ลีลงลายมือชื่อ ซึ่งระบุว่าเงินจำนวน 10,000-25,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือนที่เธอได้รับจากเขาเป็น “เงินฝาก” ที่ยังเป็นทรัพย์สินของเขา แต่ลีปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อ และยืนยันว่าไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวจนกระทั่งมีการดำเนินคดี

ผู้พิพากษาระบุว่า สถานการณ์ในการนำเอกสารฉบับนี้มาแสดงต่อศาลมีข้อพิรุธ และให้น้ำหนักเพียงจำกัดต่อความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือชื่อที่ระบุว่าลายเซ็นดังกล่าวเป็นของลีจริง

นอกจากนี้ แม้อาการ์วาลจะใช้เอกสารดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียกร้องเงิน แต่เขากลับไม่ได้กล่าวถึงเอกสารนี้ในคำฟ้องฉบับแรก โดยระบุในเวลานั้นว่า เขาไม่เคยยืนยันว่าคู่กรณีจะต้องทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ และเพิ่งนำเอกสารดังกล่าวมาอ้างหลังจากนั้นอีก 7 เดือน เมื่อยื่นคำฟ้องฉบับแก้ไข

ผู้พิพากษายังชี้ว่า เนื้อหาในเอกสารขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เพราะลีไม่ได้รับเงิน 10,000-25,000 ดอลลาร์ทุกเดือนตามที่เอกสารระบุ แต่ได้รับเงินจำนวนต่าง ๆ เป็นครั้งคราวเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

ที่สำคัญ ในเดือนพฤษภาคม 2023 อาการ์วาลยังลงนามในข้อความอีกฉบับ โดยให้คำมั่นว่าจะไม่เรียกร้องสิ่งของหรือผลประโยชน์ที่มอบให้ลีด้วยความปรารถนาดีกลับคืนมา ซึ่งผู้พิพากษาเห็นว่าเอกสารฉบับหลังย่อมมีผลเหนือข้อตกลงใด ๆ ที่ทำไว้ก่อนหน้านั้น

ระหว่างถูกซักค้าน อาการ์วาลกล่าวว่า เมื่อทั้งสองเริ่มคบหากัน “ทุกอย่างกลายเป็นเงินกู้ ทุกอย่างเป็นธุรกรรม” แต่ก่อนหน้านั้นไม่ใช่ เขายังระบุว่า เมื่อฝ่ายหญิงยอมรับข้อเสนอให้เขาออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เงินที่เขาจ่ายให้ก็จะกลายเป็นเงินกู้โดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาเห็นว่าจุดยืนดังกล่าวขัดต่อสามัญสำนึกและไม่สามารถรับฟังได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าคู่รักทั้งสองตกลงกันว่าเงินที่มอบให้เพื่อใช้ชีวิตหรือซื้อของจะเปลี่ยนสถานะเป็นเงินกู้โดยอัตโนมัติ

ผู้พิพากษายังเห็นว่า อาการ์วาลมีแนวโน้มให้การหลีกเลี่ยงข้อเท็จจริง เมื่อถูกนำหลักฐานที่ไม่เป็นคุณต่อเขามาแสดงในศาล โดยเฉพาะข้อความจำนวนมากที่เขาเคยเสนอให้ลีใช้เงินเพื่อประโยชน์ของเธอเอง และเคยยืนยันว่าเธอไม่จำเป็นต้องชำระเงินคืน

ศาลยังปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของอาการ์วาลที่ว่า ลีหลอกให้เขามอบเงินด้วยการสร้างความเข้าใจผิดว่า ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่จริงจังและคบกันเพียงคนเดียว รวมถึงทำให้เขาเชื่อว่าเธอจะชำระเงินคืน

ผู้พิพากษาระบุว่า พฤติกรรมของอาการ์วาลตลอดช่วงความสัมพันธ์ดูเหมือนเป็นการต่อเนื่องจากรูปแบบความสัมพันธ์ของเขาก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มคบกัน

นอกจากนี้ หลักฐานยังแสดงให้เห็นว่าอาการ์วาลมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงคนอื่นในช่วงที่คบหากับลี ซึ่งยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ตัวเขาเองมองว่าความสัมพันธ์กับลีเป็นความสัมพันธ์ที่จริงจังและมีเพียงคนเดียวหรือไม่ ท้ายที่สุด ศาลจึงมีคำวินิจฉัยว่าเงินจำนวนส่วนใหญ่ที่อาการ์วาลเรียกร้องคืนเป็นของขวัญที่เขามอบให้อดีตแฟนสาวด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่เงินกู้ และไม่สามารถเรียกคืนได้.

ที่มา The Straits Times / Mothership

รัฐบาลดึง 10 บริษัทยาโลก ลงทุนวิจัยในไทย ประเดิมดีลใหญ่ MSD

12 กันยายน 2569 เวลา 14:20 น.

บริษัทยา

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทผลิตยาและอุตสาหกรรมการแพทย์ชั้นนำระดับโลก โดยเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้ซื้อยา” ไปสู่การเป็น “พันธมิตรด้านการลงทุน” ซึ่งประเทศไทยจะต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบของการลงทุนใหม่ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้เป็นไปตามแนวทางของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยการนำนโยบายต่างตอบแทน หรือ Offset Policy มาใช้เป็นเครื่องมือเจรจากับต่างชาติ เพื่อให้เงินงบประมาณการจัดซื้อของภาครัฐสามารถสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ประเทศ

ยา
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดการเจรจากับบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกจำนวน 10 ราย เพื่อดึงแผนการลงทุนเข้ามาในประเทศ ทั้งในด้านการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การผลิตตัวยาและสารตั้งต้น ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้าร่วมพิจารณามาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ

ความร่วมมือกับบริษัท MSD ถือเป็นผลสำเร็จแรก (Quick Win) ของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการขยายขอบเขตการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย โดยการวิจัยยาใหม่เพียง 1 รายการ มีมูลค่าการลงทุนสูงถึงประมาณ 2,000 ล้านบาท และมีศักยภาพในการสร้างงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์ราว 1,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐเข้ามาร่วมมีบทบาทในการวิจัยมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารตั้งต้นยา (API) สำหรับยาบำบัดรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ตัวใหม่ ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งจะช่วยยกระดับไทยให้มีบทบาทในกระบวนการวิจัยและการผลิตยาเทคโนโลยีสูงอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวลลิดา ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากประสบความสำเร็จในดีลแรกกับ MSD รัฐบาลเตรียมลงนามความร่วมมือกับบริษัท Sandoz ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทยาระดับโลกในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อดึงการลงทุนและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

“โจทย์หลักของรัฐบาลคือ เมื่อเรามีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ประเทศไทยต้องได้ประโยชน์กลับคืนมาทั้งในด้านการลงทุน งานวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างฐานการผลิต และการจ้างงานทักษะสูง เป้าหมายคือการเปลี่ยนผ่านจากผู้ซื้อ-ผู้ขาย ไปสู่การเติบโตร่วมกันในฐานะพันธมิตร โดยมี MSD เป็นจุดเริ่มต้นและจะมีดีลใหม่ตามมาอีก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลคาดหวังว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างฐานอุตสาหกรรมสุขภาพมูลค่าสูง ลดการพึ่งพายานำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว และทำให้เม็ดเงินงบประมาณด้านสุขภาพหมุนเวียนกลับมาเป็นงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้ให้แก่คนไทย พร้อมยกระดับประเทศจากฐานบริการสุขภาพไปสู่ฐานการวิจัยและการผลิตทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Hfocus

รัฐบาลโต้เฟกนิวส์! ยืนยัน ‘ศุภจี’ ไม่ได้เซ็นนำเข้าข้าวโพดGMOสหรัฐฯ ย้ำเป็นดีลเอกชน

12 กันยายน 2569 เวลา 14:14 น.

ศุภจี

รัฐบาลแจงข่าวบิดเบือน “ศุภจี” ไม่เคยลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สหรัฐฯ ย้ำเป็นข้อตกลงระหว่างเอกชน การนำเข้าต้องเป็นไปตามเงื่อนไขรัฐ–คุมผลกระทบเกษตรกรไทย

12 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าเป็นข้าวโพด GMO จำนวน 1 ล้านตัน จนอาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงและสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน

41567

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นประเด็นดังกล่าว เป็นความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ใช่การลงนามของรัฐบาล รองนายกรัฐมนตรี หรือหน่วยงานภาครัฐ และในข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้มีการระบุว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะนำเข้าเป็นข้าวโพด GMO ขณะที่การนำเข้าจะต้องดำเนินการตามมาตรการและเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด

สำหรับเหตุผลที่ภาคเอกชนมีความต้องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ขณะเดียวกัน ปริมาณการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงอย่างมากจากมาตรการจัดการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหา PM2.5 จึงจำเป็นต้องมีแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคการผลิต

41661_0

ทั้งนี้ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐเพื่อดูแลเกษตรกรในประเทศ โดยกำหนดสัดส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO หรือข้าวสาลี 1 ส่วน ผู้ประกอบการต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน ส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO กำหนดปริมาณไม่เกิน 1 ล้านตัน และหากนำเข้าเกินกรอบจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงมาก

41662_0

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรไทยและเสถียรภาพราคาผลผลิตในประเทศ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงต้องอยู่ภายใต้กติกาและเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมมีโครงสร้างราคารับซื้อเพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เหมาะสม ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานทางการก่อนเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง” นางสาวลลิดา กล่าว

หมอวรงค์ จี้ถาม สธ. ปล่อย ‘อสพ.’ รักษาคนไข้ เกิดอะไรขึ้น ใครรับผิดชอบ ?

12 กันยายน 2569 เวลา 13:44 น.

วรงค์ เดชกิจวิกรม

วานนี้ 11 กันยายน 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ หมอวรงค์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1 นาที 29 วินาที ความคืบหน้าของโครงการ อสพ. หรือ อาสาพยาบาล พร้อมข้อความว่า “จะให้อสพรักษาพยาบาลประชาชนจริงหรือ ระทรวงสาธารณสุข กำลังสอบถามความคิดเห็น ที่จะมอบหมายให้อสพ.หรืออาสาพยาบาล ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผ่านลิงค์ https://www.law.go.th/listeningDetail?survey_id=ODE2MERHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=)
ถ้าพูดเป็นภาษาไทยง่ายๆ พวกท่านจะให้คนที่จบปริญญาตรีทุกสาขา ผ่านการอบรม และจะมารักษาพยาบาลผู้ป่วย ภายใต้การควบคุมของแพทย์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ สิ่งที่พวกเราต้องตั้งคำถาม

หมอวรงค์

1.ท่านจะให้คนที่จบปริญญาตรีทุกสาขา และผ่านการอบรม เป็นอสพ. มีขอบเขตการรักษาพยาบาลอะไรบ้าง หัตถการอะไรบ้าง ท่านควรต้องชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจ

2.การให้อสพ. ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (รักษาพยาบาล) คำว่าในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การควบคุม จะควบคุมระดับไหน ให้แพทย์ไปเฝ้าดู หรือ แค่ผ่านการอบรมและปล่อยให้ไปรักษาผู้ป่วยได้เลย

3.ถ้าผู้ป่วยเกิดปัญหาขึ้นมา ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ตัวอาสาพยาบาล หรือแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ควบคุม

4.ท่านทราบไหมว่า แพทย์ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ต้องเรียนนานถึง 6 ปี และต้องผ่านการเป็นอินเทิร์นอีก 1 ปี ใหม่ๆยังไม่มั่นใจ ในการรักษา และสามารถรักษาโรคพื้นฐานเท่านั้น

5.สิ่งที่ท่านทำในวันนี้ มันย้อนยุคไปเหมือน 40-50 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังขาดบุคลากร หรือเป็นช่วงที่ประเทศไทยยังด้อยพัฒนา จึงต้องจับใครก็ได้มาอบรมและไปรักษาประชาชน

6.วันนี้ประเทศไทยไปไกลมาก เป็น world medical hub แล้ว แม้ในพื้นที่ชนบทก็สะดวกในการเข้าถึงการรักษา ถนนสะดวก มีรพสต.ทุกตำบล มีโรงพยาบาลชุมชนทุกอำเภอทั่วประเทศ มีอสม.เป็นล้านคน ทุกหมู่บ้าน มีcare giverเป็นแสนคน แพทย์และพยาบาลก็มากพอ

7.อยากจะบอกรัฐมนตรีว่า ประเทศไทยวันนี้ ไม่ได้ขาดแคลนบุคลากรการแพทย์ ไม่ได้ขาดแคลนอาสาสมัคร แต่ขาดแคลนงบประมาณ และสิ่งที่ขาดแคลนมากสุดคือ ขาดรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาสาธารณสุขของประเทศ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์

หลังจากที่โพสต์ของ หมอวรงค์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“วันทั้งวัน เราเลื่อนหาแต่คลิปคุณหมอวรงค์ ท่านสุดยอดมมากๆ ได้ความรู้แน่นๆ หูตาสว่างมองเห็นความจริงทุกมุมที่ท่านพูด”

“.. ถอยหลังซะงั้น “

“ตรงประเด็นค่ะท่าน ขาดรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเข้าใจด้านสาธารณสุข”

“สรุปตัดปริญาตรีทั่วไปออกรับแต่ผู้ทีใบประกอบวิชสชีพหรือเคยทำงานมาก่อนจบข่าว”

“ไม่ต้องเรียนหมอกันแล้ว”

“ชอบคุณหมอที่ให้ความรู้กับประชาชนคนไทยหูตาสว่างขึ้นเข้าใจง่าย”

“เห็นด้วยกับคุณหมอคะแทนที่จะใช้เงินมาพัฒนาคูแลบุคคลากรทีมีอยู่ ได้มีขวัญและกำลังใจ”

“ตัวแปรสำคัญอยู่ที่บทสรุปของคุณหมอค่ะ ด้วยความเคารพค่ะ”

“เห็นด้วยคะ ควรให้ผู้ที่มีความรู้ในวิชาชีพนี้มานั่งดำรงตำแหน่งนี้ ถึงจะถูก และจะมองเห็นว่าปัญหาอะไรที่จะต้องดูแลและแก้ไขให้ถูกต้อง ไม่ใช่ใครก็ได้มา ควรยึดความถูกต้อง และประชาชนเป็นหลัก

“เลือกหมอวรงค์ พรรคไทยภักดี”

“จะออกเดินขบวนเมื่อไหร่บอก บอกเลยนะคะ”

“คุณหมอพูดถูกไม่ผิดหวังที่เลือกคุณหมอ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

กรมประชาฯเศร้า สูญเสียรองอธิบดี ชัยวัฒน์ บุญชวลิต

12 กันยายน 2569 เวลา 10:13 น.

กรมประชาสัมพันธ์สุดอาลัย สูญเสีย “ชัยวัฒน์ บุญชวลิต” รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานในสังกัดร่วมแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง ต่อการจากไปของ นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งนับเป็นการสูญเสียบุคลากรและผู้บริหารทรงคุณค่าที่ปฏิบัติหน้าที่ในสายงานประชาสัมพันธ์ภาครัฐมาอย่างยาวนาน

Screenshot 2026-09-12 101101

โดยทางเพจกรมประชาสัมพันธ์ได้โพสต์ข้อความระลึกถึงว่า “ด้วยความรักและระลึกถึงตลอดไป อาลัยยิ่ง ต่อการจากไปของ นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จาก เพื่อน พี่ น้อง ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ กรมประชาสัมพันธ์ 11 กันยายน 2569” ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์มีกำหนดจะเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2574

S__83804209

นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต เกิดเมื่อปี 2514 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) สาขาสังคมศึกษา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม (ปี 2534), วิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จากสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี (ปี 2539) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ.ม.) สาขาพัฒนาสังคม จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในปี 2543

ตลอดอายุราชการ นายชัยวัฒน์เติบโตในสายงานประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด เคยดำรงตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ กลุ่มแผนงานและวิชาการ ส่วนแผนงานและพัฒนางานประชาสัมพันธ์ พร้อมปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าศูนย์สารสนเทศ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 กรมประชาสัมพันธ์ ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 กุมบังเชียนดูแลงานประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเททำให้ได้รับการคัดเลือกเป็น ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2564

นอกจากนี้ ยังผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม (นบส.1) รุ่นที่ 97 จากสำนักงาน ก.พ. ในปี 2566 โดยได้ฝากผลงานการศึกษาส่วนบุคคลเรื่อง “แนวทางการพัฒนาระบบสื่อสารประชาสัมพันธ์ชุมชนอัจฉริยะ”

ก่อนจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยรับผิดชอบภารกิจสำคัญหลายด้าน รวมถึงบทบาทรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ การจากไปในครั้งนี้จึงนำมาซึ่งความเศร้าโศกและอาลัยแก่ผู้ร่วมงาน ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์เป็นอย่างยิ่ง