อนุทินลุยโครงการTH-AI อุ้ม‘ไชยชนก’

อนุทินลุยโครงการTH-AI  อุ้ม‘ไชยชนก’

อนุทินลุยโครงการTH-AI อุ้ม‘ไชยชนก’

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินลุยโครงการTH-AI อุ้ม‘ไชยชนก’ ลั่นถ้ามีทุจริตจะล้มเอง ครม.เงาแฉพิรุธเอกสาร

ปชน.งัดเอกสารแฉพิรุธ TH-AI  Passport พบเอกสารบริษัทเอกชน เริ่มโครงการก่อนประมูล จ่อยื่นป.ป.ช.สอบเอาผิด “เท้ง” ซัด “อนุทิน” อย่าลอยตัว บี้สั่งระงับโครงการทันที ขณะที่‘ไอซ์’ถามแรง‘ไม่กล้าแตะลูกนาย’ แนะ‘ไชยชนก’ยืดอกรับ อย่าหลบหลังปลัดกระทรวง มีหลักฐาน’ธนาธร-ปิยบุตร’ทุจริต ส่งมาจัดการเอง ขณะที่‘อนุทิน’ชี้ใครเข้าไม่ถึงAIล้าหลัง ระบุดีอีชี้แจงแล้ว ลั่นไม่รู้จัก’มีนอกมีใน ย้ำ’รบ.รังเกียจการทุจริต

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประกอบด้วย นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 6 ถึงการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport

โดย น.ส.รักชนก เปิดหลักฐานเอกสารMeta Dataของไฟล์เอกสารเริ่มต้นโครงการคิ๊กออฟTH-AI Passport โดยระบว่าเป็นเอกสารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอักษร B ซึ่งมีการสร้างไฟล์ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.2568 แต่จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับมีการประชาพิจารณ์วันที่ 15 ธ.ค. 2568 และมีการประมูลช่วงปลายเดือนธ.ค.ดังนั้นตนจึงคิดว่าโครงการนี้มากกว่าคำว่า“ส่อ”แต่เป็นการทุจริตจริงๆ ดังนั้น ขอให้มีการทบทวนทีโออาร์และฝากไปถึงโครงการลักษณะเดียวกันของกระทรวงอื่นๆ ทั้งนี้ จะได้นำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป ซึ่งเดิมตั้งใจว่าลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้หากเอกสารพร้อม ปรึกษาทีมนโยบาย ทีมสื่อสาร เมื่อพร้อมแล้วก็ยื่น คากว่าน่าจะช่วงที่กระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 ก.ค.นี้

ปชน.แฉพบพิรุธเอกสารTH-AI

ด้าน นายธีระชาติ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติในเอกสารชุดเดียวกัน โดยวันที่ 10 พ.ย. 2568 เอกสารที่ใช้สำหรับเสนอประชุม ครม.เศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวกำหนดเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 90 วัน และจะเริ่มให้บริการภายใน 120วัน ขณะเดียวกันทีโออาร์ฉบับจริง เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 กลับมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา โดยเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเริ่มให้บริการภายใน 90 วัน จึงถามว่าเหตุใดต้องเปลี่ยนแปลงระยะเวลาดำเนินโครงการ เพราะรัฐบาลทราบใช่หรือไม่ว่าช่วงวันที่ 15 ธ.ค.2568 เป็นได้เพียงรัฐบาลรักษาการ

ขณะที่นายภาวุธ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถนำงบประมาณ 1.6 พันล้านบาท ที่ใช้กับครงการ AI ไปเปลี่ยนประเทศไทยจากในฐานะผู้เช่าใช้ มาทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศได้ ซึ่งประเทศเราก็มี AI อยู่แล้ว ตนไม่เห็นด้วยที่จะซื้อ AI ต่างชาติผ่านคนกลาง แต่เห็นด้วยที่จะให้จัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) นอกจากนี้ ตนเสนอให้รัฐทุ่มงบฯกับการสร้างทักษะคนทั่วไปและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และใช้ AI ในการจับทุจริต ผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ส่วนของกระทรวงดีอีฯ ควรถอยตัวเองออกมา และเป็นผู้สร้างกรอบสร้างมาตรฐานกลางในเรื่องAI

‘เท้ง’จี้’อนุทิน’สั่งระงับโครงการ

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศให้ความสำคัญกับ AI แต่ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.งมหาดไทย ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แม้แต่ครั้งเดียว ครั้งล่าสุดที่เรียกประชุมอยู่ในยุคของรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากที่มีการแถลงมาทั้งหมด ตนคิดว่าเป็นการทำแบบขบวนการ มีการมอบประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจการเมือง จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชั่น หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีฯ ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง ไทม์ไลน์เดิมคือตั้งใจว่ามีการลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้คิดว่าหากเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ จะมีการปรึกษากับทีมนโยบายและทีมสื่อสารว่าหากเตรียมเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ก็จะยื่น ซึ่งกระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าว่าจะมีการลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานี้

นักการเมือง-ขรก.ฟอกขาวรับผิดอบ

เมื่อถามว่า หลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่อยากไปเพ่งโทษหรือให้โทษกับบริษัทที่ทำมาหากิน เพราะเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องกินต้องใช้ และถ้านโยบายภาครัฐเป็นอย่างไร หากตามน้ำไป ทุกคนมีกินมีใช้แน่นอน แต่เราคิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริงๆ คือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย หากทำนโยบายให้เกิดการแข่งขันจริงๆในอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนได้ประโยชน์จากงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท หรือเงินทั้งหมดที่อยู่ในก้อนรวมกัน เช่น งบไอที งบพัฒนาทักษะและ AI มูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท

ไม่ใช่โยง’ลูกนาย’แล้วทำหูทวนลม

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หากมาทำให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนี้ ตนคิดว่าเทคโนโลยีในประเทศ หรือสายไอทีในประเทศงอกเงยขึ้นแน่นอน ซึ่งเราได้เห็นจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว หลังจากมีคนออกมาให้ความเห็น และเป็นผู้เชี่ยวขาญในแวดวงดังกล่าวทั้งนั้น คิดว่าเราไม่อยากเอาอะไรกับบริษัทที่เป็นเอกชนหรือนิติบุคคล หรือบริษัทมหาชน เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับคือนายไชยชนก อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็ม ต้องพิสูจน์ว่าอะไรที่เกิดขึ้นและไม่ถูกต้องก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร เพราะปลัดบอกแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือปลัด และรัฐมนตรีสามารถสั่งปลัดได้

“ส่วนท่านอนุทิน ดิฉันเห็นว่าสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว เมื่อถามว่า ในคำร้องจะใส่ชื่อใครบ้าง น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเน้นฝ่ายการเมือง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ก็อย่างที่เห็นกันว่าใครที่ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย

‘ธนาธร-ปิยบุตร’พบโกงสอบแน่

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดภาพ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า แต่ดูเหมือนสังคมบางส่วนไม่เข้าใจ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนยังไม่เลิกติดตามโครงการนี้ และเปิดต่อเนื่อง เป้าหมายสุดท้ายของตนคือต้องการให้พับโครงการ ซึ่งคิดว่าความตั้งใจนี้เป็นการยืนยันแล้วว่าไม่ว่าใครจะถ่ายรูปร่วมกับใคร คนคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตน ซึ่งตนยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศขาติเป็นหลัก โดยการทำงานของตนในวันนี้ การที่นำข้อมูลมาเปิดในวันนี้คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเราหรือไม่ อย่างไร ถามย้ำว่า ประเด็นภาพนายธนาธรและนายปิยบุตร จะไม่ได้เป็นการปิดตาข้างเดียวใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าประชาชนในประเทศนี้ได้รับข้อมูลว่านายปิยบุตรและนายธนาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ ไปล็อกสเป็กหรือปั้นโครงการให้ใคร สามารถส่งมาให้ตนได้ ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช.ให้แน่นอน ซึ่งจะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก

‘อนุทิน’ชี้ใครเข้าไม่ถึงAล้าหลัง

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านท้วงติงโครงการ th-ai passport ว่า เราต้องเติบโตไปกับโลกเทคโนโลยี วันนี้ใครเข้าไม่ถึง AI จะเป็นคนที่ล้าหลังไม่ทันโลก การดำรงชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเราต้องมีทุกสิ่งที่ประกอบเพื่อให้เราอยู่ในเวทีหรือมีความพร้อมมากกว่าคนอื่น ประเทศไทยเรามีความมั่นคงเรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นลำดับต้นของโลกอยู่แล้ว เรามีทั้งผู้ที่สามารถเขียนโปรแกรมขึ้นมาและผู้ที่พัฒนาระบบต่างๆขึ้นมาเอง เราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีของต่างประเทศเลย เพียงแต่เอาแพลตฟอร์มและองค์ความรู้ต่างๆเข้ามาพัฒนาแล้วกระจายเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ไปให้ประชาชน

ดีอีชี้แจงไปแล้วเหตุผลทำโครงการ

เมื่อถามย้ำว่าเขาไม่ได้ติงที่แนวคิดแต่ติงที่ทีโออาร์ที่เกี่ยวพันกับคนที่ใกล้ชิดตระกูลชิดชอบ นายอนุทิน กล่าวว่า ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้ดำเนินการ รมว.ดีอี เป็นผู้รับผิดชอบและอธิบายเรื่องนี้ให้เข้าใจเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องกังวลก็คือดำเนินการด้วยความสุจริตและเป็นไปตามขั้นตอนที่ระเบียบกำหนดหรือไม่ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามนั้นก็ถือว่าผู้ที่ดำเนินการได้ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนดให้ทำ เพราะถ้าเขาไม่ทำเขาก็จะมีปัญหาเรื่องผลงานและการประเมินของเขา

ลั่นไม่รู้จักคำว่า’มีนอกมีใน’

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าโครงการนี้จะไม่มีนอกมีในหรือไม่โปร่งใส ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “รัฐบาลนี้ไม่รู้จักคำว่ามีนอกมีใน มีแต่ให้ประชาชน พวกผมทำงานอยู่ตรงนี้ ผมไม่ทนเรื่องพวกนี้อยู่แล้วเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกผมดีขึ้น มีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีเงินมีทอง ทุกวันนี้ผมว่าผมก็อยู่ได้ ท่านก็เห็น มีแต่ที่ผมไม่ได้เข้า 60/40 เท่านั้นเพราะเห็นว่าตัวผมไม่จำเป็นต้องไปตัดสิทธิ์คนอื่น ผมก็ใช้ชีวิตปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี เป็นประชาชนธรรมดา หรือนายกฯ ชีวิตผมไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นในเรื่องพวกนี้ผมไม่มีความจำเป็นต้องไปเกรงใจใครหรือเกรงกลัวใครที่จะทำทุจริต โดยเฉพาะในรัฐบาลที่ผมเป็นนายกฯอยู่”

นายกฯ-ครม.รังเกียจการทุจริต

เมื่อถามว่าพร้อมให้ตรวจสอบตลอดใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “น้องต้องไม่ถามนำ นายกฯและคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ทุกคนรังเกียจการกระทำทุกชนิดในเรื่องการทุจริตและผิดกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การแต่งตั้งโยกย้าย นโยบายการปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ถ้ามีทุจริตเราดำเนินการอย่างเต็มที่ ย้ำว่าเราจะเป็นศัตรูกับเรื่องทุจริตทุกรูปแบบ และทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการถ้ามันไม่ถูกต้องระบบจะทำให้มันล้มไปเอง และถ้าผิดกฎหมายระบบก็จะทำให้มันผ่านไปไม่ได้ แต่แน่นอนว่าประชาชนรอ AI อยู่ AI ต้องตอบไม่ใช่ถามอยู่ 3 คำถามแล้วค่อยๆช้าลงไปรอสักครู่เวลาทำมาหากินมันรอไม่ได้ ถามปุ๊ปต้องตอบปั๊ป”

‘ภราดร’ยังไม่เห็นร่างเพื่อไทย

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยจะยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากที่มีการปรับปรุงแก้ไขแล้วพรรคภูมิใจไทยจะสนับสนุนหรือไม่ ว่า ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหาที่จะสนับสนุน แต่วินาทีนี้ยังไม่เห็นเนื้อหาว่าร่างของเขามีลักษณะอย่างไร แต่หลักใหญ่คือ 1.จะต้องไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 2. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและ3.จะต้องไม่มีการแก้ไขหมวดหนึ่งและหมวดสอง หากไม่มีทั้ง 3เรื่องนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยจะไม่สนับสนุน ทั้งนี้คงต้องเอาร่างมาดู เพราะเท่าที่ทราบร่างของเขายังไม่เสร็จ มีแค่การให้ข่าวว่าเนื้อหาจะเป็นแบบใด เมื่อถามว่า เนื้อหาพรรคเพื่อไทยใช้ อิงตามรัฐธรรมนูญปี 2540 พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นเนื้อหา แต่ย้ำว่า โดยหลักการไม่ขัดข้อง แต่ต้องไม่ขัดแย้งจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 3ข้อ

เมื่อถามว่า ในส่วนร่างของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นเนื้อหาแล้วหรือยัง นายภราดร กล่าวว่า พรรคประชาชนเขาให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้ง แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นร่างของพรรคประชาธิปัตย์ เท่าที่ทราบคือให้มีการฟังเสียงประชาชนผ่านออนไลน์ ในส่วนของพรรคประชาชน เราคิดว่า ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคือการให้ประชาชนเลือกโดยตรง

นายกฯบินรัสเซีย17-18มิถุนายนนี้

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมุ่งใช้เวทีดังกล่าวขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศไทยและประชาชน ซึ่งนายกฯจะออกเดินทางจากประเทศไทยช่วงบ่ายวันที่ 16 มิถุนายนนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

เปิดประตูเศรษฐกิจให้ประเทศไทย

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า นายกฯ ให้ความสำคัญกับการใช้เวทีระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ โดยในการเดินทางครั้งนี้ จะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ การหารือกับภาคเอกชนอาเซียน-รัสเซีย และพบปะผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ตลอดจนผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเป็นการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตนายกฯ กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ให้ประเทศ ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุม แต่ต้องเปิดตลาดใหม่ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ดึงดูดการลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เน้นส่งออกสินค้า-เจรจาพลังงาน

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ช่วงที่เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวน ไทยจำเป็นต้องกระจายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยรัสเซียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งด้านพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านสินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือและขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีกมาก การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างช่องทางใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อันจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ไทยยังจะใช้เวทีดังกล่าวผลักดันความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงภาคธุรกิจและประชาชนระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย และถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ไทยจะใช้ขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ และสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศและประชาชนไทย

‘สีหศักดิ์’จับตา‘อนุทิน’ถก‘ปูติน ‘

ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศกล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางร่วมประชุมอาเซียน- รัสเซีย ระหว่างวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ ว่า เป็นการประชุมในกรอบอาเซียน-รัสเซีย โดยจะมีการหารือถึงสถานการณ์โลกและภูมิภาค รวมไปถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ในสาขาใหม่ๆระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย

เมื่อถามว่า จะมีการเจรจาการค้าอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คงไม่ดีล เพราะการซื้อปุ๋ยก็มีการหารือกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของราคาและรายละเอียด ส่วนจะมีการหารือต่อหรือไม่ ตนไม่แน่ใจ เพราะเราไปในกรอบอาเซียน ขึ้นอยู่กับจังหวะการหารือกับนายวลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ว่ามีจังหวะอย่างไร

มหาดไทยเดือด ‘หนู’ฉะรองผู้ว่าฯซีฟู้ด เหิมขู่เด้งพ่อเมืองภูเก็ต

มหาดไทยเดือด  ‘หนู’ฉะรองผู้ว่าฯซีฟู้ด  เหิมขู่เด้งพ่อเมืองภูเก็ต

มหาดไทยเดือด ‘หนู’ฉะรองผู้ว่าฯซีฟู้ด เหิมขู่เด้งพ่อเมืองภูเก็ต

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“อนุทิน” ซัดเดือดกลางวง มอบนโยบายมหาดไทย คนไหนปลด “ผวจ.ภูเก็ต” หลังโซเชียลโพสต์ถล่ม “รองผู้ว่าฯซีฟู้ด” บอกจะย้ายพ่อเมืองภูเก็ต ด้าน “รองผู้ว่าฯกุ้ง” โดนจี้เรียกตัวแจงผ่านคอนเฟอเรนซ์ ขอส่งหนังสือชี้แจงแทน เตรียมตั้ง คกก.สอบ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการมอบนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ในช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ให้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รายงานถึงสถานการณ์ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จากนั้นนายกฯกล่าวถามผ่านการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ว่า“ไหนใครจะปลดท่าน”ซึ่งผวจ.ภูเก็ตตอบกลับว่า“มีท่านนายกฯย้ายผมได้คนเดียวครับ”

จากนั้น นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเสริมว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด เสมือนเป็นนายกฯในพื้นที่นั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นท่านต้องแก้ไขให้ได้ ยิ่งมีการโพสต์ในที่สาธารณะที่กระทบถึงรัฐบาล ว่าไม่บริหารจัดการปัญหากลุ่มเทา ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงต้องรีบออกมาเทคแอ็คชั่น ต้องใส่ใจ บารมีรอบตัว แก้ข่าวเพื่อไม่ให้กระทบกับรัฐบาลและนายกฯการเติบโตมาเป็นผู้ว่าฯ ก็ต้องสร้างทีมงานให้ได้ หากอะไรที่เป็นอุปสรรคก็แจ้งเข้ามาได้ที่กระทรวง

ขณะที่นายกฯได้อ่านโพสต์ดังกล่าวจากโซเชียลที่มีหลายบัญชีผู้ใช้โพสต์ระบุข้อความต่างๆว่า“ที่หลังโรงพักเชิงทะเล มีคนสนิทรองผู้ว่าฯบุกรุกถึงว่าทำไมหวงอำนาจ เหมือนหมาหวงชามข้าว ถูกทีมงานรองฯบุกรุก ตั้งคำถาม คนสนิทรองผู้ว่าฯ บุกรุกหาด คิดหรือว่าประชาชนจะไม่รู้ผลประโยชน์หรือกระทั่ง รองซีฟู๊ดขี้โม้จะย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต วัดพลังผู้ว่าฯภูเก็ตกับรองฯซีฟู๊ดใครไปก่อนกัน แบ็กใครใหญ่กว่ากัน”

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ตนไม่ได้เชื่อ แต่ถือว่าที่ใดมีควัน ที่นั่นมีไฟและได้มอบนโยบายปราบผู้มีอิทธิพลไปแล้ว หากมีคนเหล่านั้นในองค์กรของเราจะทำอย่างไร นิ้วหนึ่งชี้ไปที่คนอื่น 3 นิ้วชี้ทิ่มเข้าตัว แบบนี้อายเขา

จากนั้นที่นายกฯกล่าวถามหารองฯซีฟู๊ดว่าอยู่ที่ประชุมหรือไม่ เคยเห็นหน้ากันหรือเปล่า ตนไม่รู้จัก ทำให้ปลัดระทรวงมหาดไทยกล่าวย้ำถามหาถึงรองฯซีฟู๊ดอีกครั้งว่ามันมีข่าวทุกครั้งท่านรู้สึกอย่างไรผลกระทบเกิดกับจังหวัด หากไม่เคยทำท่านก็ชี้แจงมา ท่านนายกฯก็พร้อมฟังอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ย้ำถามหาว่ารองฯซีฟู้ดอยู่หรือไม่หลายครั้ง พร้อมถามผวจ.ภูเก็ตว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าประชุมครบหรือไม่ จากนั้นผวจ.ภูเก็ต ตอบว่า“เข้าครบครับ”ก่อนที่จะขอให้ปลัดกระทรวงตั้งคณะกรรมการระดับกระทรวงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายอนุทิน ยังกล่าวเสริมว่า พร้อมรับปาก ตอนนี้ไม่ได้บอกว่ารองฯซีฟู๊ดผิด เรารับข้อมูลมาเพื่อดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก่อนที่จะเอ่ยถามรองฯซีฟู๊ด ว่าจะไปขอใครให้ย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

จากนั้นปลัดกระทรวงได้ถามย้ำหารองผู้ว่าฯที่ชื่อเป็นสัตว์ทะเล ซึ่งนายกฯได้กล่าวแทรกเข้ามาว่า“ชื่อกุ้งใช่ไหม“ก่อนที่รองผู้ว่าฯกุ้งจะชี้แจงในที่ประชุมว่า ตนชื่อกุ้งเหมือนกับรองผู้ว่าฯอีกคนหนึ่ง ซึ่งกระแสข่าวที่เกิดขึ้นตนขออนุญาตนำเรียนข้อมูลเป็นเอกสารให้นายกฯ เนื่องจากมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องหลายบุคคล

โดยนายอนุทินขอให้รองฯกุ้งส่งหนังสือถึงปลัดกระทรวง โดยยังคงย้ำว่ารองผู้ว่าฯ จะใช้สิ่งใดไปปลดผู้ว่าฯ การพูดถึงสิ่งแบบนี้เหมือนเป็นอากาศธาตุ

“คนที่พูดก็ปัญญาอ่อนเต็มทน จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าราชการจังหวัด มท.1 นั่งหัวโด่ตรงนี้ จะปลดยังไงผมอยากจะรู้ หรือจะปลด มท.1 ของแบบนี้พูดไปอายเขาด้วย เราเป็นข้าราชการ นี่ถือเป็นความผิดพลาดในการบริหารบุคคล เดี๋ยวผมจะสอบท่านปลัดด้วยเอง และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนร่วม สนับสนุนให้มีการกระทำผิดกฎหมาย และต้องไม่เกิดในกระทรวงมหาดไทย”นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า“รองผู้ว่าฯซีฟู๊ด”ที่นายอนุทินถามหา หรือ “รองผู้ว่าฯกุ้ง” คือ นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

ต่อมานายอนุทิน ตอบคำถามถึงปัญหาระหว่างผู้ว่าราชการกับรองผู้ว่าราชการ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ต้องดำเนินการในสิ่งที่สมควร เราจะมีปัญหากับตัวบุคคลไม่ได้ ซึ่งก็ชัดเจนเห็นข่าวเขียนว่า รองผู้ว่าฯจะย้ายผู้ว่าฯไม่มีหรอก คนที่จะย้ายผู้ว่าฯได้คือปลัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับความเห็นชอบจาก รมว.มหาดไทยและได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ข่าวที่ว่ารองผู้ว่าฯจะย้ายผู้ว่าฯไม่มี อย่าให้ความเชื่อถือ อย่าให้น้ำหนัก

“ถ้ามีเหตุเช่นนี้จริงไม่ว่าจังหวัดใดก็ตามในประเทศไทยนี้ ถ้ารองผู้ว่าฯคนไหนไปบอกประชาชนหรือผู้มีอิทธิพลว่าใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ไม่สนใจผู้ว่าฯจะย้ายผู้ว่าได้ก็ถือว่าดูตลกเชิญยิ้มไปแล้วกัน”

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองกรณีแชทหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

เมื่อถามย้ำว่าขณะนี้ตั้งคณะกรรมการแล้วหรือยัง นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เพียงแต่กล่าวว่า “โอเคนะ ผมนัดทูตบรูไนฯไว้“ ก่อนออกจากวงสัมภาษณ์เพื่อเดินทางต่อไปยังทำเนียบ

โปรโมตสุดลิ่ม รบ.ชูไทยช่วยไทยพลัส ดันยอดขายพุ่ง5-10เท่า

โปรโมตสุดลิ่ม  รบ.ชูไทยช่วยไทยพลัส  ดันยอดขายพุ่ง5-10เท่า

โปรโมตสุดลิ่ม รบ.ชูไทยช่วยไทยพลัส ดันยอดขายพุ่ง5-10เท่า

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯร่วมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส Food  Delivery ชูความสำเร็จ “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันยอดขายพุ่ง 5-10 เท่า ช่วงมีโครงการ และเพิ่มขึ้น 2 เท่าอย่างยั่งยืน “เอกนิติ” ชวนร้านค้าร่วมแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ดึง “AI นกกระซิบ” ช่วยเพิ่มยอดขาย เผยร้านที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสครั้งก่อน ยอดขายเพิ่ม 600% ยังไม่เสนอ ทบทวนหลักเกณฑ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้า ครม. 16 มิถุนายนนี้ ด้าน“ภราดร” เผย ชงผลรับความเห็นงบฯปี 70 เข้าครม.วันพรุ่งนี้ ก่อนส่งสภาฯบรรจุวาระปลายเดือน มั่นใจทันไม่ล่าช้า ทันใช้ 1 ตุลาคม 2569

เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในวันที่ 16 มิ.ย. จะมีการเสนอการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่ผ่านการเห็นชอบของครม.เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท หลังจากที่มีการรับฟังความคิดเห็นตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่มีเสียงสะท้อนว่าแต่ละหน่วยงานได้รับการจัดสรรงบประมาณที่น้อยเกินไป ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้หากผ่านการเห็นชอบจาก ครม.ในวันพรุ่งนี้จะมีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม และมีการเสนอครม.ใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ เพื่อที่จะบรรจุในระเบียบวาระการประชุม เพื่อแจ้งต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 1 ช่วงวันที่ 29 มิ.ย. – 1 ก.ค.ส่วนในวาระที่ 2 และ 3 คาดว่าจะเป็นช่วง เดือนก.ค.-ก.ย. แต่มั่นใจว่า การใช้งบประมาณปี 2570 จะทันในวันที่ 1 ต.ค. นี้แน่นอน

เป็นเรื่องดี ปชน.ช่วยตรวจสอบ

เมื่อถามว่า กรณีที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกพรรคประชาชน เตรียมตรวจสอบ ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 รวมถึง พ.ร.บโอนงบปี 2569 นายภราดร กล่าวว่า ก็ดี จะได้มาช่วยกันตรวจสอบการใช้จ่ายของภาครัฐ เพราะยอมรับว่าทางสำนักงบประมาณมีระยะเวลาในการพิจารณาการจัดทำงบในรอบนี้สั้น ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการ (กมธ.) จัดทำงบปี 2570 ในการไปตรวจสอบพิจารณารายละเอียด ซึ่งหากตรงไหนยังเป็นไขมันจะต้องช่วยกันตัดลดลงไป

เมื่อถามว่า ที่มีการจับจ้องงบประมาณบางกระทรวงอย่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอีจะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า ไม่ และไทม์ไลน์จะยังคงเป็นไปตามเดิม โดยเสร็จทันวันที่ 1 ต.ค.นี้

เปิดตัว‘AI นกกระซิบ’

วันเดียวกัน เวลา 11.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงโครงการไทยช่วยไทย พลัส ว่า วันนี้เปิดให้ร้านค้าเข้าร่วมขายของบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีธนาคารกรุงไทย นำ AI นกกระซิบ มาเปิดตัวในวันนี้ด้วย เพื่อเป็นผู้ช่วยให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถขยายยอดขาย วิเคราะห์ยอดขาย ลดต้นทุน และวิเคราะห์ต้นทุน เพราะตอนนี้เราต้องการช่วยร้านค้ารายย่อยที่ต้นทุนแพงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มร้านค้าที่มาร่วมเปิดตัว เช่น Grab Food LINE MAN Robinhood และ Shopee จะมาช่วยส่งเสริมร้านค้าต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ สามารถขยายยอดขายได้มากขึ้น และปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ร้านค้าจะขายได้เฉพาะพื้นที่ตนเองขายอยู่เท่านั้น ซึ่งร้านค้าที่มาร่วมโครงการ จะได้เพิ่มยอดขายมากขึ้น

ร้านร่วมคนละครึ่งพลัสยอดพุ่ง600%

นายเอกนิติ กล่าวว่า ทั้ง 4 แพลตฟอร์มนี้พิสูจน์แล้วว่าในช่วงโครงการคนละครึ่งพลัส ใครที่เข้ามาช่วยขายบนแพลตฟอร์ม ยอดขายเพิ่มขึ้น 500-600 % และหลังจากโครงการคนละครึ่ง พลัส ก็พิสูจน์แล้วว่า ยอดขายยังคงเพิ่มขึ้น 100 – 200 % ดังนั้น ต้องการให้รายเล็กและรายย่อยเรียนรู้เรื่องดิจิทัล การขายของออนไลน์ โครงการ Up skill – Re skill ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าใครเข้าร่วมโครงการสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น โดยวันนี้เราต้องการต่อยอด นำ AI เข้ามาช่วย ซึ่งร้านค้าไม่ต้องจ้างคนมาทำบัญชีหรือวิเคราะห์ เพราะ AI นกกระซิบ จะช่วยวิเคราะห์ต้นทุนที่ซื้อมาว่าราคาแพงมากกว่าคู่แข่งหรือไม่ ทั้งนี้ ขอเชิญชวนร้านค้ามาร่วมเข้าโครงการ โดยไม่ต้องกังวล เพราะจะมีแพลตฟอร์มที่เข้ามาช่วยให้คำแนะนำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

เมื่อถามว่า การประชุม ครม.ในวันที่ 16 มิ.ย.จะมีการทบทวนหลักเกณฑ์ภาษี สำหรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่าขณะนี้กระทรวงการคลังขอรอดูตัวเลข แต่ที่ 16 มิ.ย.จะยังไม่มีการเสนอ

นายกฯโปรโมทไทยช่วยไทยพลัส

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) โดยมีนายเอกนิติ นำตัวแทนหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส มาจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การให้บริการระบบขนส่งอาหาร พร้อมด้วย นายพิศาล อำนวยเจริญกุล รองผู้อำนวยการฝ่าย Marketing Strategy ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำนายกฯ เดินชมบูธต่างๆ อาทิ บูธของธนาคารกรุงไทย ที่นำเสนอ AI นกกระซิบ บนแอปพลิเคชั่นถุงเงินที่จะมาเป็นที่ปรึกษาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่ร่วมโครงการ

จากนั้น นายกฯ เยี่ยมชม บูธ GrabFood โดยมีน้องเกล–แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ในฐานะ “Friend of Grab” และชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่มาร่วมประชาสัมพันธ์ ซึ่งนายกฯ ได้พยายามขอน้องเกลอุ้ม โดยมีนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา นายกฯ ชักชวนให้น้องเกล เข้ามาอยู่ใกล้ๆ ลุงหนู และชวนให้ดูพระที่ลุงหนูห้อยพระ แต่น้องเกลส่ายหัวและไม่ได้ให้นายกฯ อุ้ม นอกจากนี้นายกฯ ยังเยี่ยมชมบูธ Line man บูธ Robinhood และบูธ ShopeeFood ดูระหว่างชมกิจกรรมนายกฯ ได้ร่วม ชงชาชัก สร้างสีสันให้กับกิจกรรมด้วย

คุยโอ่ช่วยดันยอดขายพุ่ง5-10เท่า

เวลา 12.30 น. นายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดงานและเยี่ยมชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า รัฐบาล กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทยตลอดจนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้มีเครือข่ายเดลิเวอรี Line Man, Grab Food, Robinhood และ Shopee ซึ่งเข้ามาช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นโยบายไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลได้มีการกระจายตัวเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่สำคัญคือทำให้พี่น้องประชาชนเข้าโครงการนี้เกิดความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอยและเป็นการเพิ่ม รีสกิล อัพสกิล ทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายได้เข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้มากขึ้น สามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปเพิ่มยอดขาย และเพิ่มขนาดของกิจการ

นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ได้เห็นผลอย่างชัดเจนคือ ทุกครั้งที่มีการทำโครงการเช่นนี้ขึ้นมา จะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถซื้อของได้ถูกลง ผู้ขายสามารถขายของได้มากขึ้น ถึงเรียกว่าไทยช่วยไทย ถ้าภาษาสั้นๆ คือวินวิน ชนะกันทุกฝ่าย ไม่ใช่เป็นการมาทำให้มีคนร่วมจ่าย รัฐจ่ายให้ 60% ประชาชนจ่าย 40% ตรงนั้นเป็นพื้นฐาน แต่สิ่งที่ได้นอกเหนือจากนั้นคือ การเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการ และเท่าที่ทราบมาทุกๆ รายมียอดขายเพิ่มมากขึ้น ถ้าผลิตภัณฑ์ของเขามีมาตรฐาน และมีสิ่งที่ดึงดูดความรู้สึกของผู้ซื้อ ทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 5 เท่าในระหว่างที่มีโครงการ แต่บางรายทำสินค้าได้ดีก็ขึ้นไปถึง 9-10 เท่าก็มี สิ่งที่สำคัญคือการปรับฐาน เมื่อมียอดขายเพิ่มมากขึ้น มีช่องทางให้ผู้คนเข้าถึงสินค้าของเขามากขึ้น ก็ทำให้เมื่อโครงการจบลง ก็จะมีการปรับฐานรายได้ของพวกเขาขึ้นมาอย่างน้อย 2 เท่ากว่ากว่าๆ แน่นอน ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องความยั่งยืน

ย้ำสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามที่จะให้มีโครงการกระตุ้นให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยี ได้อัพสกิล รีสกิล ได้เพิ่มยอดขาย และมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจของชาติมีความมั่นคง เพิ่มเม็ดเงินเข้ามาในระบบ ที่สำคัญต้องขอชื่นชมกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ประชาชนทุกคนในการช่วยให้รัฐบาลมีแหล่งระดมเงินทุนมาเพื่อใช้ในโครงการนี้ เงินทุนที่ได้ไประดมมาให้พี่น้องประชาชนใช้ในโครงการนี้ แม้จะเรียกว่าเป็นเงินกู้ แต่เราถือว่าวัตถุประสงค์การดำเนินการนี้คือ ให้มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ รัฐไม่ได้เอาเงินมาจ่ายให้ประชาชนเฉยๆ แต่เป็นการร่วมกัน พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาในระบบมากมายมหาศาล

ลั่นเงินกู้ปลอดภัย-ไม่เป็นภาระปชช.

นายอนุทิน กล่าวว่า เงินกู้นี้ปลอดภัย เพราะไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน กู้มาเท่าไหร่ก็เป็นเงินบาท อีกกี่ปีชำระหนี้ก็เป็นเงินบาท ที่สำคัญดอกเบี้ย ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.2% ตอนที่นายเอกนิติ นำเข้ามาเสนอ บอกว่าไม่เกิน 3% ซึ่งรัฐก็เอา เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงไปในระบบ แต่ด้วยความตั้งใจของพวกเรา และด้วยสภาพคล่อง และจำนวนเงินฝากที่มีอยู่ในระบบ เราสามารถใช้กลไกต่างๆ รูปแบบต่างๆ ในการระดมเงินนี้เข้ามา และส่งต่อให้พี่น้องประชาชนด้วยต้นทุนเงินเพียง 1.2% ต่อปี คือรัฐกู้ได้ที่ดอกเบี้ย 1 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปีฉะนั้น 1.2% นี้ไม่ใช่ภาระของพี่น้องประชาชนอย่างที่คนเข้าใจ

“รัฐมีหน้าที่ทำทุกอย่าง เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และพวกผม รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องไปชำระดอกเบี้ย ไปผ่อนจ่ายเงินกู้ที่เราได้กู้มาให้พี่น้องประชาชนด้วยตัวรัฐบาล ไม่มีการไปรบกวนพี่น้องประชาชน ไม่มีการออกมาตรการใดๆ ที่จะทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนเพิ่มมากขึ้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องดำเนินการในสิ่งเหล่านี้ ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจ ถ้าเรายังสามารถระดมเงินเหล่านี้มาให้ประชาชน โดยต้นทุนทางการเงินอยู่ในสภาพที่รัฐสามารถรับภาระได้ เราจะทำทุกวิธีทางที่จะให้พี่น้องประชาชนได้มีการจับจ่ายใช้สอย มีสภาพเศรษฐกิจมียอดขาย มีการเข้าถึงแหล่งเงินที่ดีขึ้นกว่านี้ยิ่งๆ ขึ้นไป“ นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องจริงๆ และขอให้ทุกท่านได้เข้าใจถึงความปรารถนาดีและเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่มีต่อพี่น้องประชาชนในช่วงที่เรามีภาวะวิกฤตการณ์ จากภายนอกประเทศ ภาวะสงครามที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจมากมาย เรา รัฐบาลของท่าน พร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างท่าน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้ลดน้อยถอยลง

มอบนโยบาย มท.ดูแลประชาชน

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.15 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนกรุงเทพมหานคร คณะที่ปรึกษา คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด นายอำเภอ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมรับฟังผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS)

โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายว่า การประชุมในวันนี้เป็นการกำหนดแนวทางมอบนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องดูแลคนในบ้านก็ต้องทำให้ประชาชนของเรามีความเข้มแข็งแข็งแรงมีความพร้อมรับโอกาสใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นสุขภาพต้องดี ความปลอดภัยต้องมี การศึกษาและการพัฒนาทักษะต่างๆต้องเข้าถึงทุกระดับและดีขึ้น หากพวกเราทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นไม่ได้ต่อให้จะมีโอกาสที่สูงมาถึงประตูหน้าบ้านของเรา เราก็จะคว้าโอกาสไว้ไม่ได้หากขาดความพร้อม วันนี้ขออนุญาตสั่งการไม่ได้กำชับ ต้องถือว่าเป็นการสั่งให้จังหวัดทุกจังหวัดดูแลองคาพยพ ในอำนาจของท่าน ให้มีความพร้อมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมีเงินใช้มีความสะดวกจากภาครัฐ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของเขาได้ถูกยกระดับขึ้นมาให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้

สั่งให้ความสำคัญไทยช่วยไทยพลัส

“ส่วนเรื่องเร่งด่วน สำหรับช่วงนี้ ขอให้ทุกจังหวัดได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษโครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปสู่ชุมชน ขอให้ทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพราะเป็นโครงการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรงขอให้มีการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั้งในส่วนของการให้ข้อมูลความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการเข้าสู่โครงการไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือแม้กระทั่งชาวบ้านที่ใช้สิทธิ์ รวมถึงการให้การสนับสนุนในการดำเนินโครงการลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งในกรณีนี้ต้องครอบคลุมไปถึงไทยช่วยไทยพลัสถึง 30 ล้านคน” นายกฯ กล่าว

ขอให้หลีกเลี่ยงคำว่า‘บัตรคนจน’

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่เข้าไม่ถึงไม่สามารถเข้าถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ไปออกในรูปการช่วยเหลือในรูปแบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขอให้หลีกเลี่ยงคำว่าบัตรคนจนเราจะต้องทำให้เขามีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และต้องทำให้เขาพ้นจากคำว่าคนจน ภายใต้การบริหารจัดการของพวกเรา อย่าบอกว่าทำไม่ได้เพราะสมัยก่อนพวกเราก็มีคนไข้อนาถา พวกเรายกระดับประกันสุขภาพทั่วหน้าบัตร 30 บาทรักษาทุกโรคบัตรทองมีการรักษาพยาบาลด้านการสาธารณสุขให้กับประชาชนต่างๆ อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คำว่าคนไข้อนาถา จึงไม่มีในกรณีนี้ ดังนั่นขอให้เร่งสั่งการไปยังนายอำเภอ ปลัดอำเภอเพื่อที่จะตรวจสอบว่าถ้าเข้าไทยช่วยไทยพลัสไม่ได้ก็ขอให้ได้รับการช่วยเหลือในรูปแบบของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในจำนวนเงินใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ให้ใช้ในกรณี 60 /40 อย่างนี้เป็นต้น

นายกฯ กล่าวว่า เรื่องความจำเป็นเร่งด่วนขอให้เร่งดำเนินการทันที เรื่องการจัดโอท็อปทราบว่าเดือนนี้จะมาถึงแล้วช่วงปลายเดือน ขอให้ดำเนินการให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มที่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัสเข้าไปได้ก็จะทำให้เกิดความคึกคัก เพราะมันมีการขายของที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ขอให้อธิบดีได้ช่วยเปิดแพลตฟอร์มตรงนี้ให้เข้าไป

ประเสริฐ กางพิมพ์เขียว 4 ด้าน เยียวยาครูอัตราจ้าง 202 ราย

ประเสริฐ กางพิมพ์เขียว 4 ด้าน เยียวยาครูอัตราจ้าง 202 ราย

ประเสริฐ กางพิมพ์เขียว 4 ด้าน เยียวยาครูอัตราจ้าง 202 ราย

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.00 น.

15 มิถุนายน 2569 ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 21 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว สมาชิกวุฒิสภา ด้านการศึกษา ได้ตั้งกระทู้ถาม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เรื่องการเลิกจ้างครูโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ครูคลังสมอง (ครูวิทย์-คณิตฯ) และครูโครงการขาดแคลนขั้นวิกฤต ก่อนที่จะครบสัญญา ซึ่งในอดีตไม่เคยปรากฏมาก่อน

รมว.ศธ.กล่าวตอนหนึ่งว่า ในสัญญาจ้างเดิมจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2569 แต่เนื่องจากงบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับมานั้น ครอบคลุมถึงเพียงแค่เดือนพฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ศธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังเร่งเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสตามมติคณะกรรมการกําหนดเป้าหมายและนโยบายกําลังคนภาครัฐ (คปร.) ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบจาก “การจ้างลูกจ้างชั่วคราว” มาเป็น “การคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว” จำนวน 7,588 อัตรา เพื่อให้ครูได้รับรายได้ที่สูงขึ้นและเข้าสู่ระบบประกันสังคม (มาตรา 33) ซึ่งจะช่วยให้มีสวัสดิการที่มั่นคงกว่าเดิม แต่จากการปรับเปลี่ยนระบบดังกล่าว ส่งผลกระทบให้มีบุคลากรตกค้างและได้รับผลกระทบจำนวน 202 ราย จาก 75 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ

รมว.ศธ.ยืนยันว่า สพฐ.จะใช้นโยบาย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ 4 ข้อ ดังนี้

1.กลุ่มตำแหน่งธุรการโรงเรียน และครูช่วยสอน ที่ผ่านการคัดเลือกไปเป็นลูกจ้างชั่วคราว จะนำคนกลุ่มนี้ที่ขึ้นบัญชีรายชื่อทดแทนตำแหน่งว่าง

2.กลุ่มผู้สอบขึ้นบัญชี รวมถึงกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวและจ้างเหมาที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เข้าสู่อัตราว่างจากการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ (ตามหลักเกณฑ์ ว.6) ซึ่งรองรับได้อีกส่วนหนึ่งกว่า 2,050 อัตรา

3.โรงเรียนหรือเขตพื้นที่ฯ มีความจำเป็นเร่งด่วน สพฐ.จะพิจารณาจัดสรร “งบเจียดจ่าย” ในรูปแบบจ้างเหมาบริการ รายได้ 9,000 บาทต่อเดือน เพื่อพยุงไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

4.กลุ่มขาดคุณสมบัติ เช่น ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือไม่ผ่านการประเมิน ศธ.จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเป็นรายกรณี

“ส่วนข้อเสนอของวุฒิสมาชิกที่ต้องการให้กลุ่มครูที่ได้รับการเยียวยา 9,000 บาท ได้รับการดูแลให้เท่าเทียมกับเพื่อนครูอีกกว่า 7,000 คน ที่ผ่านการคัดเลือก ผมเข้าใจดีว่ารายได้ไม่ถึง 10,000 บาท สู้กับค่าครองชีพในยุคปัจจุบันได้ยาก และผมพร้อมรับข้อสังเกตและจะพยายามอย่างเต็มที่ ควบคู่กับแนวทางทั้ง 4 ด้านข้างต้น เพื่อเยียวยาบรรดาครูเหล่านั้นให้ดีที่สุด ส่วนการตรวจสอบยอดจำนวนผู้ที่ได้รับการเยียวยานั้น จะได้สั่งการให้ สพฐ.เร่งทบทวนและตรวจสอบตัวเลขทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อให้การเยียวยาครอบคลุมครูทุกคนอย่างทั่วถึงและเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ขอบคุณข้อห่วงใยของสมาชิกวุฒิสภาอีกครั้ง” รมว.ศธ.กล่าว

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.06 น.

15 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกระทรวงกลาโหม ที่ได้รับราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ จำนวน 121 ราย ดังนี้

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมถวายน้ำสรงพระศพองค์ประธานมูลนิธิ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมถวายน้ำสรงพระศพองค์ประธานมูลนิธิ  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมถวายน้ำสรงพระศพองค์ประธานมูลนิธิ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.51 น.

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ปฏิบัติหน้าที่ประธาคณะกรรมการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นำคณะกรรมการเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา ปฏิบัติการภัยพิบัติ และ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสาพัฒนา เข้าถวายน้ำสรงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา องค์ประธานคณะกรรมการมูลนิธิฯ เบื้องหน้า พระรูป ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ถวายน้ำสรงพระศพหน้าพระรูป

เมื่อเวลา 15.00 น. ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสาปฏิบัติการภัยพิบัติ และเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสา พัฒนา ได้ร่วมาส่งเสด็จขบวนเชิญพระศพ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานคณะกรรมการมูลนิธิฯ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง ที่ด้านหน้าสถานีตำรวจนครบาลพญาไทอีกด้วย

ในวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการเลขาธิการมูลนิธิ นำคณะกรรมการ และเจ้าหน้าที่ เข้าลงนามถวายความอาลัย ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

ดิสทัต โหตระกิตย์ และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ

แม้จะมีความเศร้าโศกเสียใจมากมายเพียงใด แต่คณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ จิตอาสาที่ร่วมปฏิบัติงานกับมูลนิธิฯ จะยังคงยึดมั่นและดำเนินรอยตามพระบาทของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานคณะกรรมการมูลนิธิฯ ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยและภัยพิบัติ
รุนแรงต่างๆ ตามพระปณิธานและพระนโยบายที่ได้พระราชทานไว้แก่ คณะกรรมการมูลนิธิ

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธาน
กรรมการที่ปรึกษาฯ และ ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธาน กรรมการที่ปรึกษาฯ และ ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ

ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

ศิราภรณ์ จิตต์กุศล และ พล.ต.ต.รักษ์จิต หม้อมงคล

ศิราภรณ์ จิตต์กุศล และ พล.ต.ต.รักษ์จิต หม้อมงคล

วีรชาติ กิจวัตร และ สันติ สายทิพย์พงษ์ ถวายนํ้าสรงพระศพ

วีรชาติ กิจวัตร และ สันติ สายทิพย์พงษ์ ถวายนํ้าสรงพระศพ

สายสม วงศาสุลักษณ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ, ดิสทัต โหตระกิตย์ และ รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช

สายสม วงศาสุลักษณ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ, ดิสทัต โหตระกิตย์ และ รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช

(แถวนั่งหน้า) นภษกร วัชระวิสิฐ, ศิราภรณ์ จิตต์กุศล, สันติ สายทิพย์พงษ์ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ร่วมถวายน้ำสรงพระศพ

(แถวนั่งหน้า) นภษกร วัชระวิสิฐ, ศิราภรณ์ จิตต์กุศล, สันติ สายทิพย์พงษ์ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ร่วมถวายน้ำสรงพระศพ

(แถวยืน) จากลำดับที่ 6 ศิราภรณ์ จิตต์กุศล, รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช, ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, สายสม วงศาสุลักษณ์, เอ็นนู ซื่อสุวรรณ และ สันติ สายทิพย์พงษ์ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ

(แถวยืน) จากลำดับที่ 6 ศิราภรณ์ จิตต์กุศล, รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช, ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, สายสม วงศาสุลักษณ์, เอ็นนู ซื่อสุวรรณ และ สันติ สายทิพย์พงษ์ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ

ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย รองประธานกรรมการมูลนิธิ นำคณะกรรมการวางพวงมาลัยถวายความอาลัยหน้าพระรูป

ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย รองประธานกรรมการมูลนิธิ นำคณะกรรมการวางพวงมาลัยถวายความอาลัยหน้าพระรูป

ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย และ ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ลงนามถวายความอาลัย

ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย และ ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ลงนามถวายความอาลัย

รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช และ ศิราภรณ์ จิตต์กุศล ลงนามถวายความอาลัย

รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช และ ศิราภรณ์ จิตต์กุศล ลงนามถวายความอาลัย

เอ็นนู ซื่อสุวรรณ ลงนามถวายความอาลัย

เอ็นนู ซื่อสุวรรณ ลงนามถวายความอาลัย

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิ และจิตอาสา ร่วมส่งเสด็จขบวนเชิญพระศพ

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิ และจิตอาสา ร่วมส่งเสด็จขบวนเชิญพระศพ

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เรามักคุ้นเคยกับยาคีโม (Chemotherapy) หรือยาเคมีบำบัด ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ป่วยหลายรายมักกังวลในเรื่องของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นมากในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาตัวยาที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งและเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า เรียกว่า “ยามุ่งเป้า”

นพ. อัศวเดช แสนบัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)  ยาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษามะเร็งอย่างตรงจุด ออกฤทธิ์จำเพาะในการยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกตินั้นๆ เช่น ยีนกลายพันธุ์

ยามุ่งเป้าใช้ในกลุ่มมะเร็งชนิดใดบ้าง : ยามุ่งเป้าไม่ใช่ยาที่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยมะเร็งทุกราย จำเป็นต้องมีการตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) เช่น การตรวจยีนหรือโปรตีนที่มีการกลายพันธุ์ โดยส่งชิ้นเนื้อมะเร็งตรวจ เพื่อให้ใช้ยาได้เหมาะสมกับชนิดของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย โดยมะเร็งที่สามารถรักษาโดยใช้ยามุ่งเป้า ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด มะเร็งตับ มะเร็งไต

ชนิดและการทำงานของยามุ่งเป้า : ปัจจุบันยามุ่งเป้ามี 2 รูปแบบ คือ: ยาเม็ดรับประทาน ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ชนิด Monoclonal Antibody แพทย์อาจรักษาด้วยการให้ยากลุ่มนี้เพียงอย่างเดียว หรือใช้ร่วมกับการรักษารูปแบบอื่น เช่น การฉายรังสี หรือยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น : อาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นคัน ลมพิษ คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย ความดันโลหิตสูง อาการส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและสามารถแก้ไขได้

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้ยามุ่งเป้า : ต้องตรวจยีนหรือโปรตีนก่อนเสมอ เพื่อยืนยันว่าตรงกับกลไกของยา ไม่ใช่ทุกคนจะได้ผลจากยา บางรายอาจตอบสนองไม่ดี หรือเกิดการดื้อยา ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง มีโอกาสดื้อยาได้เมื่อใช้ไปนานๆ ผลข้างเคียงยังคงมี แต่โดยทั่วไปน้อยกว่ายาเคมีบำบัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ควรตรวจสอบสิทธิ์การรักษาและประกันสุขภาพ ต้องติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด ตรวจเลือดและถ่ายภาพรังสีเป็นระยะ

“ยามุ่งเป้า” ถือเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าของการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ทำให้การรักษามีความแม่นยำมากขึ้น และลดผลข้างเคียงลงได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยาชนิดนี้จะใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยที่มียีนหรือโปรตีนผิดปกติ ตรงกับกลไกของยาเท่านั้น ดังนั้น การตรวจยีนก่อนเริ่มรักษา และการติดตามผลอย่างใกล้ชิดกับแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับการรักษามะเร็งด้วย “ยามุ่งเป้า” สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่  ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล ชั้น 11 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร 02-836-9999 ต่อ *1901

คุณแหน : 16 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 16 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 16 มิถุนายน 2569

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • คณะเสนาธิการแห่ง Pentagon รวมทั้ง Think Tank ของอิสราเอล ดำเนินแผนยุทธการใหญ่ไม่เคยพลาดเป้า แต่ครั้งนี้ สงคราม US V. IRAN ดูจะไม่เป็นใจสักเท่าไร แม้ว่าในข้อเท็จจริงแล้วฝ่ายสหรัฐฯ สร้างความเสียหายแก่อิหร่านอย่างมโหฬาร กองบัญชาการต่างๆ, กองทัพเรือและกองทัพอากาศอิหร่านถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ทั้งสองมหาอำนาจทหารฝ่ายพันธมิตรคาดไม่ถึงคือ แฟ้คเตอร์ “FAITH” และ “PERSEVERANCE” ของกองทัพนักรบอิหร่านที่ไม่ยอมแพ้และสู้ต่อด้วยสงครามเกอริลลา ดักโจมตีฐานทัพสหรัฐฯแถมใช้ โดรน กามิกาเซ่ เล่นงานพันธมิตรอาหรับสหรัฐฯเสียหายอีก ถึงสหรัฐฯทั้งขู่ทั้งทำลายอิหร่านแต่ก็ไม่สามารถปิดเกมส์ได้ ท่านทั้งหลายลองย้อนศึกษาประวัติศาสตร์จะเห็นชัดว่า Persian Empire มีความเจริญเกรียงไกรยิ่งใหญ่ที่สุดใน Middle East มาหลายพันปีแล้ว เชี่ยวชาญทั้งการรบและการปกครองแผ่นดินตลอดจนแว่นแคว้น ดังคำจารึกในยุคของมหาราชเปอร์เซีย อาทิ Cyrus the Great (559 B.C.) และ Darius I (522 B.C.) ครอบครองมหานครยิ่งใหญ่ Mesopotamia – Babylon ขยายอาณาจักรตะวันตกไปถึง ช่องแคบ Bosporus เส้นแบ่งเขตทวีปยุโรปและเอเชีย…
  • บารอนเนส โปรยหัวไว้เรียบร้อยแล้วใน คอลัมน์ “คุณแหน” ฉบับ ลวท. 19/5/69 ว่าประชาชนชาวไทยไม่ต้องเครียดเรื่อง “วิกฤตบอลโลก” เหตุผลชัดเจนอยู่แล้ว WORLD CUP เป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปอยู่แล้วว่ายิ่งใหญ่กว่าแม้แต่ OLYMPIC GAMES ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาต่างเจออุปสรรคการถ่ายทอดสดบ้างไม่มากก็น้อยแต่ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อคำว่า “O.K.” ยิ่งนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มีสไตล์แคร์ความรู้สึกประชาชนมาก จึงเป็นที่มา กลุ่มธุรกิจ JAS สามารถเจรจาตกลงซื้อ ลิขสิทธิ์ World Cup ได้แล้ว และไม่ใช่เพียงแค่นั้นยังซื้อทีเดียวถึง 2 งวดเลย!…อนึ่งวันเสาร์ที่ 13/6 เปิดปฐมฤกษ์การแข่งขันที่แอล.เอ. ไทคูน สุโชติ ปาลีวงศ์ ผู้จัดจำหน่ายเบียร์ไทยทั่วสหรัฐฯ ทนลุ้นไม่ไหวรีบขึ้นเครื่องบินที่สุวรรณภูมิกลับฐานที่มั่นแอล.เอ.ด่วน…
  • พล.อ.พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เป็นประธานมอบ รางวัลประชาบดี วันที่ 13 ก.ค.14.00 น.ที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ สะพานขาว ปีนี้มีผู้เข้ารับรางวัลดีเด่นมีชื่อเสียงที่ให้ความสำคัญแก่ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากหลายคนด้วยกัน…
  • ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาลูกเสือไทย พร้อมหารือนโยบาย และ พรบ. ลูกเสือร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเร็วๆนี้…
  • วีระวัฒน์ ชลายน ประธาน มูลนิธิอรุณ สรเทศน์ นัดคณะกรรมการ ประชุมใหญ่ วันที่ 23 มิ.ย.10.30 น…
  • กวิภัฏ วสุวานิช จัดทำรายการ “ตามตะวัน” ทุกวันพฤหัส ทางสถานีวิทยุศึกษา FM92 เชิญคุณแม่ กัลยาณี มาออกรายการฯ พูดถึงเรื่องอาหารการกินแต่ยุคก่อน สมัยคุณแม่ยังสาว เช่น ข้าวแช่ ปัจจุบันทำขายกันหลายร้านฯมาก มีวิทยากรร่วมฯ อ.หทัย บุนนาค ,กุลธิดา -วันชัย น้อยสังข์
  • มิตรสหายตั้งคำถาม เทวีรัตน์ ลีลานุช ว่ามีเคล็ดลับอะไรในการรักษารูปร่างบอบบางอย่างนางแบบได้เหมือนเมื่อสมัยสาวๆ เจ้าตัวตอบตรงๆว่า ฉันนั่งดูซีรีส์ยาวๆแบบลืมกิน เพื่อนได้ยินรีบเตือนว่า “ลืมกินไม่เป็นไร อย่าลืมหายใจแล้วกัน !!…

บารอนเนส

หุ่นคุณแม่ลูกหนึ่งทำเอาไฟลุก ใบเตย อาร์สยาม สาดความเผ็ดเซ็กซี่สุดปังที่ภูเก็ต

หุ่นคุณแม่ลูกหนึ่งทำเอาไฟลุก ใบเตย อาร์สยาม สาดความเผ็ดเซ็กซี่สุดปังที่ภูเก็ต

หุ่นคุณแม่ลูกหนึ่งทำเอาไฟลุก ใบเตย อาร์สยาม สาดความเผ็ดเซ็กซี่สุดปังที่ภูเก็ต

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.44 น.

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 สร้างความฮือฮาให้กับโลกโซเชียลอีกครั้ง เมื่อ ใบเตย อาร์สยาม ได้โพสต์ภาพชุดบิกินี่สุดเซ็กซี่ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ทำเอาชาวเน็ตและแฟนคลับถึงกับตาค้างที่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน คุณแม่ลูกหนึ่งคนนี้ก็ยังคงความเผ็ดร้อนและดูแลรูปร่างได้ดีเยี่ยมอยู่เสมอ

ภายในภาพ ใบเตย อาร์สยาม มาในชุดว่ายน้ำบิกินี่สีฟ้าอ่อนดูสบายตา เผยให้เห็นสรีระสุดเป๊ะและหุ่นอันเฟิร์มในอิริยาบถต่าง ๆ ทั้งนั่งโพสต์ท่าริมขอบสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ที่มองเห็นวิวธรรมชาติเขียวขจี โดยเธอได้เช็คอินสถานที่ว่ากำลังพักผ่อนอยู่ที่ศรีพันวา จังหวัดภูเก็ต พร้อมกับเขียนแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “เมื่อถูกค้นพบ”

ใบเตย อาร์สยาม

หลังจากที่โพสต์ของ ใบเตย อาร์สยาม เผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับและเหล่าคนบันเทิงต่างพากันเข้ามากระหน่ำกดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมในความแซ่บกันอย่างล้นหลามด้วยการคอมเมนต์อิโมจิไฟลุก 

ใบเตย อาร์สยาม
ใบเตย อาร์สยาม
ใบเตย อาร์สยาม
ใบเตย อาร์สยาม
ใบเตย อาร์สยาม
ใบเตย อาร์สยาม
ใบเตย อาร์สยาม
ใบเตย อาร์สยาม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม bitoeyrsiam

ดาว อภิสรา เผยความทรงจำวัยเด็กสุดซึ้งร่วมรั้วโรงเรียนราชินีรุ่นเดียวกับ พระองค์ภา เจ้าหญิงผู้เรียบง่าย

ดาว อภิสรา เผยความทรงจำวัยเด็กสุดซึ้งร่วมรั้วโรงเรียนราชินีรุ่นเดียวกับ พระองค์ภา เจ้าหญิงผู้เรียบง่าย

ดาว อภิสรา เผยความทรงจำวัยเด็กสุดซึ้งร่วมรั้วโรงเรียนราชินีรุ่นเดียวกับ พระองค์ภา เจ้าหญิงผู้เรียบง่าย

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.06 น.

กลายเป็นโพสต์ที่สร้างความอบอุ่นหัวใจและได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นอย่างมาก เมื่อ ดาว-อภิสรา เกิดชูชื่น นักเรียนเก่าโรงเรียนราชินี รุ่น 91 ได้ออกมาแชร์เรื่องราวความทรงจำอันน่าประทับใจในวัยเด็ก ผ่านบัญชีอินสตาแกรม ⁠dao_apisara⁠ โดยระบุว่าเป็นการขออนุญาตนำภาพแห่งความประทับใจมาลงไว้เพื่อแทนคำว่า “รัก พระองค์ภา”

คุณดาวได้เล่าถึงภูมิหลังของตัวเองว่า เธอเป็นเพียงเด็กหญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง ครอบครัวไม่ได้เป็นศิษย์เก่าหรือรู้จักใครในโรงเรียนราชินีมาก่อน โดยคุณแม่ทำงานธนาคารกรุงไทย สาขาสามยอด ส่วนคุณพ่อทำงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และคุณปู่เป็นครูและชาวสวนบางมด ด้วยความที่โรงเรียนอยู่ใกล้ที่ทำงานของคุณแม่เพื่อให้สะดวกต่อการรับส่ง คุณแม่จึงพาสมัครเข้าเรียนในชั้นอนุบาล 1 ตามระเบียบแบบคนทั่วไป

เธอยังได้ย้อนวันวานไปถึงตอนทดสอบความพร้อมในวัยเด็กว่า จำได้ลางๆ ว่าคุณครูจูงมือขึ้นบันไดตึกอนุบาลไปนั่งสัมภาษณ์ และมีคำถามหนึ่งที่คุณครูชี้ไปที่วงสีต่างๆ แล้วถามว่าคือสีอะไร ซึ่งเธอตอบไปว่า “สีแดงค่ะ” ก่อนที่คุณครูจะพาลงมาส่งคุณแม่ที่รออยู่ด้านล่าง จนกระทั่งได้เข้ามาเป็นนักเรียนโรงเรียนราชินี รุ่น 91

ความน่าปลาบปลื้มใจที่สุดของครอบครัวเกิดขึ้นเมื่อพบว่า เธอได้เรียนร่วมรุ่นและอยู่ห้องเดียวกับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (พระองค์ภา) โดยคุณดาวเล่าว่า ในตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่มักจะแวะไปด้อมๆ มองๆ ที่หน้าห้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง ไม่ใช่เพื่อไปส่องดูลูกสาวตัวเอง แต่ตั้งใจไปเพื่อชื่นชมพระบารมีของพระองค์ภา ซึ่งคุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า หากอยากถ่ายรูปพระองค์ จะต้องทูลขออนุญาตก่อนว่า “กระหม่อมขออนุญาตถ่ายภาพได้หรือไม่” ถ้าพระองค์ทรงยิ้มและพยักหน้า ก็เป็นอันถ่ายภาพได้

นอกจากนี้ คุณดาวได้เผยถึงรายละเอียดของภาพความประทับใจดังกล่าวว่าเป็นภาพจากงานฉลองวันประสูติของพระองค์ภา ซึ่งเพื่อนๆ นักเรียนโรงเรียนราชินีห้องเดียวกันจะได้รับการ์ดเชิญที่มีลายพระหัตถ์ของพระองค์ทรงเซ็นกำกับไว้ทุกใบ ซึ่งเธอยังคงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งเล่าเสริมว่าในตอนนั้นคุณแม่ได้นำของขวัญเป็นหนังสือนิทานมาให้เธอนำไปถวายแด่พระองค์ด้วยในช่วงท้ายของโพสต์ คุณดาว อภิสรา ได้ระบุข้อความด้วยความซาบซึ้งใจว่า”ไม่รู้ว่าท่านได้ทรงอ่านนิทานเล่มนี้หรือไม่ แต่นักเรียนราชินีทุกคนที่ได้เติบโตมาในรั้วโรงเรียนเดียวกับพระองค์ เห็นพระจริยวัตรอันเรียบง่ายงดงามของพระองค์มาตั้งแต่เด็ก จึงขอมาเล่าสู่กันฟังว่า พระองค์ภาคือเจ้าหญิงผู้เรียบง่ายและน่ารักแบบที่เราเห็นจริงๆ ค่ะ รักพระองค์ตลอดไปค่ะ” ข้าพระพุทธเจ้า นางอภิสรา เกิดชูชื่น นักเรียนราชินีรุ่น 91