‘พี่คนดี’ร่ายกลอน ‘เราภูมิใจ ความเป็นไทย ที่ไม่เท้ง’

'พี่คนดี'ร่ายกลอน 'เราภูมิใจ ความเป็นไทย ที่ไม่เท้ง'

‘พี่คนดี’ร่ายกลอน ‘เราภูมิใจ ความเป็นไทย ที่ไม่เท้ง’

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.43 น.

วันที่ 19 มกราคม 2569 เฟซบุ๊กเพจ ‘P.khondee(พี่คนดี กวีสมัครเล่น)’ ที่มีผู้ติดตามบนมากกว่า 1.4 แสนราย ได้ออกมาโพสต์บทกลอนว่า เราภูมิใจ ความเป็นไทย ที่ไม่เท้ง

เราภูมิใจ ใน ชาติไทย ได้หลายแบบ     

ใครคิดแคบ แอบเปลี่ยนไป ให้ฉงน

มองมุมเดียว ว่า “แค่เกี่ยว ประชาชน”

ละหลายเรื่อง ละเบื้องบน คือ”กลคำ”

เราคนไทย ภูมิใจ ใน ศาสนา

แต่บางคน ไม่นำพา ช่างน่าขำ

เราคนไทย ภูมิใจ ใน ราชธรรม

แต่บางคน กลับเหยียบย่ำ บ่อนทำลาย

เราภูมิใจ ใน ทุกด้าน นานแล้วหนา

ไม่ต้องมา ตัดบางอย่าง ให้ห่างหาย

เราภูมิใจ ใน แผ่นดิน หินและทราย

ที่ฝังกาย เอนนอน ตอนสิ้นลม

เราภูมิใจ ความเป็นไทย  ที่ไม่เท้ง

การคิดเอง ว่าเก่งใหม่ ไม่เหมาะสม

ความจริงแท้ ชาติใช่แค่ ประชาคม

ชาตินิยม กลายเป็นผิด คิดได้ไง

พี่คนดี

19/1/2026

มาร์ค ประกาศก้อง ขอเป็นนายก สะสางทุจริตคอร์รัปชัน

มาร์ค ประกาศก้อง ขอเป็นนายก สะสางทุจริตคอร์รัปชัน

มาร์ค ประกาศก้อง ขอเป็นนายก สะสางทุจริตคอร์รัปชัน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.40 น.

19 มกราคม 2569 ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ต.มหาชัย จ.สมุทรสาคร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวปราศรัยบนเวที จ.สมุทรสาคร ตอนหนึ่งว่า มีคำสบประมาท ว่าพรรคจะสูญพันธุ์ ตนจึงต้องกลับมา มีคนบอกว่าเอาให้รอดก็พอ แต่เมื่อลงพื้นที่หาเสียง ไม่ได้เอาแค่รอด เพราะจะให้เป็นนายกรัฐมนตรี  ทั้งนี้เมื่อตนได้กลับมา ตั้งโจทย์ 2 ข้อให้กับตัวเอง คือ ไม่ได้ทำให้พรรคฟื้นเท่านั้น แต่ต้องเข้มแข็งเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้ ซึ่งตนขอบคุณคนที่มาเสริมกำลังในวันที่พรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำ คือ นางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นางรัดเกล้า สุวรรณคิรี รองหัวหน้าพรรค ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่แค่ฟื้น แต่มองอนาคตไปข้างหน้า

“เรามองปัญหาความย่ำแย่ของการเมือง ที่เริ่มจากทุจริตและทุนเทา วันนี้ผมอยากมาสมุทรสาคร แต่ไม่อยากมาพระรามสอง เพราะเราเชื่อหรือไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำแล้วเป็นอุบัติเหตุล้วน ผมไม่เชื่อ เพราะปัญหาโยงใยไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น เหมือนที่ทุกคนเชื่อ เพราะเกิดแล้วเกิดอีก แต่ไม่ชัดเจนว่าใครที่ต้องรับผิดชอบ นอกจากพระรามสองแล้วยังมี ตึก สตง. และ ที่โคราช ที่เป็นเพราะทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงปัญหาทุนเทาที่มาหลอกลวงเอาเงินประชาชนไม่กี่วินาที ซึ่งมีสารคดีชี้ว่าศูนย์กลางหลอกลวงอยู่รอบประเทศไทย  และเงินที่ซื้อสส. ไม่กี่สิบล้านบาท แจกเงินซื้อเสียง จะมีธุรกิจไหนที่มีเงินมาก นอกจากธุรกิจสีเทา เราปล่อยต่อไปไม่ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อภิสิทธิ์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าปัญหาที่แก้ไขช้า เพราะคนที่อยู่อำนาจไม่ทำจริงจัง เพราะอาจมีผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นต้องต่อสู้เพื่อสร้างการเมืองสุจริตอีกครั้ง ตนไปดีเบตทุกวัน ทุกคนทุกพรรคพูดเหมือนกัน คือ ไม่เอาทุนเทา ไม่เอาคอร์รัปชั่น จะทำให้สุจริต แต่หลายปี และหลายพรรคอยู่ในอำนาจ พิสูจน์และเอาจริงกับความซื่อสัตย์สุจริต หลายคนพูดได้ หากให้โอกาสเขาก็ไม่ต้องห่วงไม่ทุจริต ตนไม่สามารถกล่าวหาสบประมาทว่าทำไม่ได้ แต่อย่างน้อยสำหรับตนมีประวัติเป็นเครื่องพิสูจน์ เวลา 30 ปี ไม่เคยมีข้อกล่าวหาว่าเอาตำแหน่ง อำนาจไปแสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง 

“หากผมไม่ทำตอนอายุ 27 ปี แต่จะไปทำตอน 61 ปี คงไม่ทำเพราะอยู่ไม่นานแล้ว ความซื่อสัตย์สุจริตและการรปราบปราทุจริต ผู้นำสำคัญสุด หากผู้นำส่งสัญญาณชัดสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ยาก ผมได้ประชุมกรรมการบริหารพรรค ให้เริ่มที่การเลือกตั้ง หากมีคนของประชาธิปัตย์ทุจริตจะจัดการ และวันที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี มีเพื่อนที่เป็นรัฐมนตรี ต้องออกไปก่อน หลีกไปก่อน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าจะเอาจริง ไม่ได้อวดอ้างผู้นำสุจริต แต่ได้เตรียมเครื่องมือจัดการการทุจริต คือ ให้ประชาชนตรวจสอบการประมูล จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซื้อขายตำแหน่ง  โดยเที่ยวนี้จะสะสางการแต่งตั้งให้โปร่งใส ทั้งนี้นักการเมืองต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ต้องเปิดเผยรายละเอียด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อภิสิทธิ์

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า สำหรับแก้ปัญหาทุนเทา ภายใน 90 วันต้องไม่มีคนมีอำนาจกีดขวางการปราบปราม และออกกฎหมายให้อายัดทรัพย์หากอธิบายที่มาไม่ได้ เปิดเผยการทำธุรกิจทองคำ คริปโต และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงตรวจจับเส้นทางการเงิน ขอให้มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้ไม่ทนทุนเทาเดินหน้าได้  ทั้งนี้ตนขอให้มั่นใจว่าหากเลือกประชาธิปัตย์ ทำงานให้เศรษฐกิจดี ต่อสู้ทุนเทา และคนที่มีหัวใจดูแลมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย

“ต่อให้เราไม่ใช่พรรคที่ใหญ่ที่สุด แต่หากเลือกพอ จะเป็นตัวแปร ตอนนี้เชื่อว่าจะไม่มีพรรคที่ได้เสียงเด็ดขาด และเขาต้องแข่งขันจัดตั้งรัฐบาล จะมีคนมาชวนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหากเลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปมากพอจะเป็นหลักประกัน ที่ปัญหาทุนเทา คอร์รัปชั่น ความแตกแยก เพราะนโยบายที่ละเอียดอ่อนจะไม่เกิด สุดท้ายผมยังกังวลเหลือเวลาอีกไม่มาก เข้าสู่ช่วงคนที่ไม่สนกระแส แต่สนกระสุน ที่ตะโกนบอกไม่เอาทุนเทา แต่หากกระสุนสีเทามาเป็นชุด เริ่มมีเสียงแตก ผมบอกเลยหากใครเอากระสุนสีเทามา บอกเลยว่าไม่เอา เพราะเลือกการเมืองสุจริต” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์

‘อนุทิน’ เดินตลาดเซฟวันโก แยก คปอ. ประชาชนยังขอถ่ายรูปคึกคัก

‘อนุทิน’ เดินตลาดเซฟวันโก แยก คปอ. ประชาชนยังขอถ่ายรูปคึกคัก

‘อนุทิน’ เดินตลาดเซฟวันโก แยก คปอ. ประชาชนยังขอถ่ายรูปคึกคัก

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.38 น.

‘อนุทิน’ หาเสียงช่วงค่ำปิดท้าย เดินตลาดเซฟวันโก แยกคปอ. ปชช.ยังขอถ่ายรูปคึกคัก

เวลา 19.10 น. วันที่ 19 มกราคม 2569 นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ลงพื้นช่วงค่ำช่วยนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ หรือ “เอก สายไหมต้องรอด” ผู้สมัคร สส.เขต 11 พรรคภูมิใจไทย หาเสียงต่อที่ตลาดเซฟวันโก แยกคปอ.  โดยเมื่อเดินทางถึงผู้ที่มาจับจ่ายซื้อของภายในตลาด เข้ามาขอถ่ายรูปกับนายอนุทิน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ยังได้รับความสนใจจากประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพ ก่อนที่นายอนุทินได้แวะซื้อของกินตามร้านต่างๆและเดินทางกลับ

ชูวิทย์ กินส้มสอนน้อง ซัด พรรคประชาชน มีอะไรแตกต่างจาก พรรคการเมืองเก่า

ชูวิทย์ กินส้มสอนน้อง ซัด พรรคประชาชน มีอะไรแตกต่างจาก พรรคการเมืองเก่า

ชูวิทย์ กินส้มสอนน้อง ซัด พรรคประชาชน มีอะไรแตกต่างจาก พรรคการเมืองเก่า

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.12 น.

วันที่ 19 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  กินส้ม สอนน้อง

ในที่สุด พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาชนก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจาก “พรรคการเมืองเก่า“

ที่ออกมาตอบโต้พาลไปในเรื่องต่างๆ หาว่าผมโจมตี แล้วขุดเอาเรื่องเก่ามาป้ายสี

เอาจริงๆ คนจะเลือกพรรคส้มไม่ได้เกี่ยวกับการที่โจ๊กเสนอหา สส. ให้แล้วได้ตำแหน่ง มันไม่ได้เสียหายอะไร

ต้นตอการพูดเรื่องนี้ของผมมาจากเรื่อง “เทา” ที่เกิดขึ้นในพรรคส้ม

พิธีกรถามถึงกรณี สส. พรรคโดนตำรวจจับเว็บพนัน ซึ่งผมโยงว่า

“พรรคส้มจะไปตรวจสอบเทาที่ไหนได้ ขนาดคนในพรรคยังมีเทา ที่ผ่านมาข้อมูลเทาๆ มักได้มาจากโจ๊ก เพราะโจ๊กมีข้อมูลมาก”

การแลกตำแหน่งไม่ได้เสียหายต่อพรรคส้มสักนิด เพราะไม่ใช่เรื่องประหลาด ประสบการณ์โจ๊กมากมาย เป็น “The Professinal” ด้านตำรวจได้อย่างเหมาะสม

สิ่งที่น้องวิโรจน์จะต้องทำคือการปฏิเสธ ไม่ใช่ไปหา “วาทกรรม” มาตอบโต้

นั่นมัน “การเมืองเก่า“ ที่พรรคส้มเกลียดนักเกลียดหนา

ในเมื่อพรรคส้มเสนอตัวมาบริหารบ้านเมืองอย่างมืออาชีพ แต่กลับไปใช้วิธีการข้างถนน มันจะดีหรือ?

พรรคส้มก็ไม่ได้แตกต่างจากพรรคอื่นๆ ที่ไปว่าเขาเป็นการเมืองเก่า

ปากบอกต้องการทำการเมืองใหม่ แก้ไขปัญหาบ้านเมือง ไม่อยากให้มีสิ่งเก่าๆ ที่พาบ้านเมืองฉิบหายมาถึงทุกวันนี้

แล้วการใช้วิธีแบบนี้มันทำให้บ้านเมืองดีขึ้นตรงไหน?

ผมไม่ไปตอบโต้น้องวิโรจน์หรอกครับ และยังหวังให้กำลังใจ

เพราะจำได้ว่าคราวที่แล้วเคยไปชูมือให้กำลังใจตอนได้รับชัยชนะเลือกตั้งแบบเกินคาดที่เสาชิงช้า กทม.

จากนั้นไม่เคยไปรบกวนน้องวิโรจน์เลยสักครั้ง

แต่น้องวิโรจน์กับธนาธรมีสถานะที่ต่างกัน

เวลาธนาธรไปคุยดีลอะไรก็ไม่ได้เอาน้องวิโรจน์ไปคุยด้วย

วันหนึ่งหากพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล อย่าบอกนะครับว่าน้องวิโรจน์ทำงานการเมืองไม่หวังตำแหน่งแห่งหนเพื่อไปต่อยอดให้งานสำเร็จ

ผมเป็นเพียงราษฎรเดินดินกินข้าวแกง จะด่าว่าผมอย่างไรก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวผมสักนิด

ผมไม่ได้มีคะแนน ไม่ต้องการเรตติ้ง และไม่ได้มีแรงปรารถนาตำแหน่งใดๆ แล้ว

ผมพอแล้วครับ

แต่น้องวิโรจน์ และพรรคส้มต่างห่างที่กลับต้องรักษาทรง “การเมืองใหม่” ไว้ให้ดี

หากคิดว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นเท็จ ไม่จริง น้องวิโรจน์เอาเหตุผลมาหักล้างดีกว่าไปเอาลีลาการเมืองรุ่นเก๋ากึ๊กมาใช้

อีกอย่างผมไม่เคยไปพูดว่า “พรรคส้มเลว“ อย่างที่ ”อาจารย์ตือโป๊ยก่าย“ พยายามปั้นเรื่องแต่งเติมเสริมช่วยพรรคส้ม

พวกนี้แหละ หากพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ จะเสนอหน้าเรียงคิวมาเอาตำแหน่ง

ที่ผ่านมาผมเพียงแต่พูดถึง “หลักการ” ที่ผิดเพี้ยนจากธรรมชาติการเมือง

ที่พรรคส้มไปเลือกพรรคน้ำเงินให้ขึ้นมามีอำนาจถึงทุกวันนี้ ทำให้คนเลือกพรรคส้ม “ผิดหวัง“ รวมทั้งผมด้วย

แน่นอนผมพูดรุนแรง แต่มันคือราษฎรข้างถนนที่ไม่ใช่คู่แข่งหวังตัดคะแนนแต่อย่างใด

วันหนึ่งเมื่อน้องวิโรจน์ได้เป็นรัฐบาล เป็นรัฐมนตรี หากมีใครพูดอะไร จะไปใช้วาจาเสียดสีเหน็บแนมเหมือนเป็นฝ่ายค้านเก่าไม่ได้แล้ว

บทบาทนี้น้องวิโรจน์ หรือพรรคส้มต้องเลิก

ไม่งั้นภาพลักษณ์ “การเมืองใหม่“ จะเสียหาย

รักกันชอบกันจึงเตือนครับ จะด่าว่าอะไรผมไม่โกรธ

ถือว่าผมเป็นแค่ “ราษฎร“ ตัวเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรไปสู้กับ “พรรคส้ม” ที่เติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นทุกวี่ทุกวัน

ใครแตะไม่ได้ เป็นของขึ้น

จนผมเกรงว่าวันหนึ่งจะลืมคำพูดตัวเอง แล้วใช้วิธีการแบบ “การเมืองเก่า” ไล่จัดการคนที่เห็นต่างกับพรรคส้ม

มันคุ้นๆ อยู่นะครับ

นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.09 น.

“นายกอุ๊” ปชป.  ประกาศ “ยกเครื่องท่องเที่ยวไทย” รื้อโครงสร้างใหม่ทั้งประเทศ ชูโมเดลทีมเซลล์ 77 จังหวัดบุกโลก พลิกท่องเที่ยวไทยสู่มูลค่าสูง จากฐานรากสู่เวทีสากล 

19 ม.ค.69 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดเวทีเสวนาแถลงนโยบายจากพรรคการเมือง ภายใต้หัวข้อ “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ : ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่ง นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ “นายกอุ๊” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 หมายเลข7 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น

นายกอุ๊ กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวคิด “ยกเครื่องโครงสร้างการท่องเที่ยวไทย” ปรับระบบใหม่ทั้งประเทศจากรากฐาน โดยย้ำว่าประเทศไทยมีสินค้าและทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งแหล่งท่องเที่ยว อาหารไทย สินค้าเกษตร วัฒนธรรมประเพณี สินค้าอุตสาหกรรม โอท็อป เอสเอ็มอี เวลเนส โคกหนองนา นวัตวิถี ตลอดจนการแพทย์และสุขภาพ แต่ปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมาไทย

 “มีของแต่ขายไม่เป็น”

และพึ่งพากลไกส่วนกลางเป็นหลัก ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหลายกระทรวงที่ออกงานต่างประเทศโดยขาดการบูรณาการอย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องรื้อและปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ 77 จังหวัดเชื่อมต่อกับตลาดโลกอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละจังหวัดต้องมีทีมทำงานของตนเอง ทำหน้าที่เป็น “เซลส์” และ “ทูตวัฒนธรรม ทูตสินค้า” นำจุดเด่นของจังหวัดไปแมตชิ่งและออกงานแสดงสินค้าและท่องเที่ยวในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ยุโรป อินเดีย แอฟริกา หรืออาเซียน 

นายกอุ๊ยกตัวอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต้องสามารถนำแบรนด์จังหวัดไปจัดแสดงในงานท่องเที่ยวระดับโลก เช่น ITB และงานในหลายมณฑลของจีน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าพื้นที่ 

ขณะเดียวกันจังหวัดอื่น ๆ เช่น อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา หรืออุบลราชธานี ก็สามารถทำเช่นเดียวกันได้ หากทุกจังหวัดมีทีมที่พร้อมและแข่งขันกัน ประเทศไทยจะมีสินค้าไม่พอขายในตลาดโลก

แนวคิดสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์คือ

“รัฐนำ เอกชนตาม และเอกชนนำ รัฐหนุน” 

โดยในแต่ละจังหวัดมีภาคีครบทุกมิติ ทั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หอการค้า สภาวัฒนธรรม โอท็อปเทรดเดอร์ ภาคธุรกิจเพื่อสังคม สภาเอสเอ็มอี และเครือข่ายเยาวชนธุรกิจ ซึ่งเป็นคนเก่งในพื้นที่ที่รู้จักจังหวัดของตนดีที่สุด รัฐต้องใช้ศักยภาพของคนเหล่านี้ไปบุกตลาดโลก พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ห้องน้ำ ประปา ไฟฟ้า และการพัฒนาชุมชน เพื่อให้รองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง 

โดยย้ำว่าที่ผ่านมาโครงการก่อสร้างด้านท่องเที่ยวจากส่วนกลางมักถูกถ่ายโอนภาระให้ท้องถิ่นโดยไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ซึ่งเป็นระบบที่ต้องยกเลิกและออกแบบใหม่ทั้งหมด

นายกอุ๊ ระบุว่าการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องมุ่งสู่ “การท่องเที่ยวมูลค่าสูง” 

โดยโฟกัสกลุ่มเวลเนส สุขภาพ การแพทย์ ความงาม และกลุ่มพำนักระยะยาว เช่น นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง อินเดีย และผู้ที่ต้องการใช้ไทยเป็นบ้านหลังที่สอง พร้อมชี้ว่าไทยมีศักยภาพด้านการแพทย์และทันตกรรมที่มีคุณภาพและราคาต่ำกว่าหลายประเทศ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมาก

ในด้านการวัดผล พรรคประชาธิปัตย์เสนอใช้มาตรการภาษีและระบบจูงใจ เช่น การคืนภาษีหรือชดเชยให้ผู้ประกอบการที่ให้บริการนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง รวมถึงการสะสมแต้มหรือTOKEN สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อใช้ติดตามการใช้จ่ายและเป็นตัวชี้วัดเชิงรูปธรรม ขณะเดียวกันการดึงดูดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มจะอาศัยโมเดล 77 จังหวัด 77 ทีม ซึ่งแต่ละจังหวัดจะรู้ดีที่สุดว่าสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวใโดในจังหวัดตัวเองมีอะไรบ้าง 

และมีการบูรณาการ โดยใช้งบประมาณของจังหวัด อบต. และเทศบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในพื้นที่ รวมถึงงบประมาณจากส่วนกลางร่วมกัน

สำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นายกอุ๊กล่าวว่าพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น เช่น ภาคใต้ ทะเล และอุทยานแห่งชาติ จำเป็นต้องใช้ทั้งมาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติให้เป็น “ทำเลทอง” ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ด้านการยกระดับแรงงานและเอสเอ็มอี พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้รัฐสนับสนุนด้านภาษีและกองทุนเฉพาะกิจสำหรับการลงทุนด้านการท่องเที่ยว โดยไม่คิดดอกเบี้ย ครอบคลุมทั้งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว บุคลากร และผลิตภัณฑ์ พร้อมส่งเสริมให้เอสเอ็มอีรวมกลุ่มเป็นธุรกิจเพื่อสังคมระดับจังหวัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ในประเด็นทัวร์ศูนย์เหรียญ นอมินี และทุนเทา นายกอุ๊ย้ำว่าต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยใช้การชี้เป้า ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ให้รางวัลนำจับ และยึดทรัพย์ พร้อมขึ้นบัญชีดำและผลักดันออกนอกประเทศ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบ และพร้อมเอาจริงกับปัญหานี้

สำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว นายกอุ๊เห็นว่าจำเป็นต้องจัดเก็บและตั้งเป็นกองทุน เพื่อให้ท้องถิ่น อบต. สมาคม และภาคเอกชน สามารถขอใช้งบไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร โดยชี้ว่าค่าธรรมเนียมในอัตรา 300 บาทถือว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน และเป็นแหล่งงบประมาณสำคัญในการดูแลแหล่งท่องเที่ยว

และจากคำถามหากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับผิดชอบเรื่องท่องเที่ยวในระยะเวลาปีแรก จะทำอะไรอย่างไร 

หากได้บริหารกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายกอุ๊ระบุว่าสามารถเห็นผลได้ภายใน 9 เดือน โดย 3 เดือนแรกจัดตั้งและประชุมทีมจังหวัด 3 เดือนถัดมาเตรียมงบกลางประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อกำหนดตลาดเป้าหมาย และไตรมาสถัดไปจะเริ่มเห็นการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวและการค้ากับต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นายกอุ๊สรุปว่า นโยบายท่องเที่ยวของพรรคประชาธิปัตย์ มุ่งขับเคลื่อนจากฐานราก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เพียงนำเสนอนโยบาย แต่มีความพร้อมในการลงมือทำจริง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

รมว.ธรรมนัส ลงพื้นที่สระแก้ว รับฟังปัญหาโครงการโคบาลบูรพา

รมว.ธรรมนัส ลงพื้นที่สระแก้ว รับฟังปัญหาโครงการโคบาลบูรพา

รมว.ธรรมนัส ลงพื้นที่สระแก้ว รับฟังปัญหาโครงการโคบาลบูรพา

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.47 น.

“รมว.ธรรมนัส”ลงพื้นที่สระแก้ว ย้ำชะลอหนี้โคบาลบูรพา ก่อนเสนอ ครม. พักชำระหนี้ทั้งระบบ ชี้เกษตรกรไม่ผิด ปัญหาหลักมาจากโคด้อยคุณภาพ

วันที่ 19 มกราคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามความคืบหน้าและแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา หลังเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการได้รับความเดือดร้อนจากภาระหนี้สินจำนวนมาก โดยยืนยันชัดเจนให้ชะลอการติดตามหนี้และการดำเนินคดีไว้ก่อน ระหว่างเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาพักชำระหนี้อย่างเป็นทางการ

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมคณะ เพื่อพบปะรับฟังปัญหาจากตัวแทนกลุ่มโคบาลบูรพาในพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ อำเภอวัฒนานคร อำเภออรัญประเทศ และอำเภอโคกสูง ซึ่งมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2560 รวมทั้งสิ้น 6,100 คน แบ่งเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโค 6,000 คน และผู้เลี้ยงแพะ 100 คน

นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวต้อนรับพร้อมรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนทั้ง 4 อำเภอของจังหวัดสระแก้วว่า ปัจจุบันสถานการณ์โดยรวมอยู่ในภาวะปกติ อยู่ระหว่างการเยียวยาและฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมและปศุสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังสำรวจความเสียหาย เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

ด้านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อติดตามข้อเรียกร้อง 6 ประเด็นของกลุ่มเกษตรกรโคบาลบูรพา ซึ่งได้ยื่นเรื่องร้องเรียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 หลังสิ้นสุดสัญญาและถึงกำหนดชำระหนี้ แต่เกษตรกรไม่สามารถชำระคืนได้ อันเนื่องมาจากความล้มเหลวของโครงการ

ข้อเรียกร้องดังกล่าวประกอบด้วย การขอให้ชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดีกับสหกรณ์และเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ การพักชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมด การยกเลิกสัญญาเงินกู้ยืมและสัญญาการเลี้ยงโคที่ไม่เป็นธรรม การให้กรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบค่าเสียหายจากกรณีโคด้อยคุณภาพ โคเป็นหมัน หรือไม่เป็นไปตามมาตรฐาน รวมถึงการขอให้รัฐเยียวยาเกษตรกรที่ขาดทุนจากการเลี้ยงโค และให้หน่วยงานรัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

รองนายกรัฐมนตรีฯ ยกตัวอย่างปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับโครงการโคบาลในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งพบว่าเกษตรกรได้รับโคที่มีสภาพผอม ป่วย ติดโรค และตายเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ไม่สามารถผลิตลูกโคตามเงื่อนไขในสัญญาได้ อีกทั้งยังต้องแบกรับภาระหนี้จากการกู้เงินลงทุนสร้างโรงเรือน โดยจากการสำรวจข้อเท็จจริงพบว่าสาเหตุหลักของความล้มเหลวเกิดจากโคด้อยคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ความบกพร่องของเกษตรกร

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จะนำปัญหาโครงการโคบาลบูรพาเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอความเห็นชอบในการพักชำระหนี้ โดยในระหว่างนี้ได้สั่งการให้ชะลอการติดตามทวงหนี้และการดำเนินคดีกับเกษตรกรไว้ก่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน

ภายหลังการประชุมที่ว่าการอำเภออรัญประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางต่อไปยังสวนกาญจนาภิเษก ร.9 เพื่อพบปะและให้กำลังใจสมาชิกโครงการโคบาลบูรพาจากทั้งสามอำเภอ ซึ่งเดินทางมารอรับฟังความชัดเจน โดยยืนยันต่อหน้าเกษตรกรว่า รัฐบาลจะเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่ดีในช่วงเริ่มต้น แต่กระบวนการดำเนินงานไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระหนี้สินยาวนานต่อเนื่องถึงกว่า 8 ปี

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ เน้นย้ำว่า หากรัฐสามารถทำความเข้าใจปัญหาที่แท้จริงและแก้ไขอย่างตรงจุด โดยยอมรับข้อเท็จจริงว่าเกษตรกรได้พยายามเลี้ยงโคอย่างเต็มความสามารถ แต่โคที่ได้รับการสนับสนุนมีปัญหามาตั้งแต่ต้น ย่อมจะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาอย่างเป็นธรรม และช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วในระยะยาว

สมชาย ตีแผ่ รธน ใหม่ เปิดทางนักการเมืองถูกตัดสิทธิคืนชีพสภา

สมชาย ตีแผ่ รธน ใหม่ เปิดทางนักการเมืองถูกตัดสิทธิคืนชีพสภา

สมชาย ตีแผ่ รธน ใหม่ เปิดทางนักการเมืองถูกตัดสิทธิคืนชีพสภา

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.34 น.

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ นาย สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊ก #รู้ทันประชามติ Ep.1 มาตรา160(4)(5)แสลงใจนักการเมืองเทา? 

วันนี้ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 นาย สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก #รู้ทันการเมืองไทย#รู้ทันประชามติ Ep.2 มาตรา98(4)(5)แสลงใจนักการเมือง โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “#รู้ทันการเมืองไทย #รู้ทันประชามติ Ep.2 มาตรา98(4)(5)แสลงใจนักการเมือง ถูกศาลตัดสิทธิการเมือง ? ก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์นี้ประชาชนไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติควรรับทราบให้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญมาตราใดบ้างที่นักการเมืองอยากแก้ไข

 สมชาย แสวงการ

โดยจะขอนำเสนอรายประเด็นให้ทราบต่อไปดังนี้ มาตรา 98 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน (สส)ซึ่งใช้กับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี และสมาชิกวุฒิสภา(สว)มี18อนุมาตรา แต่อนุมาตรา ที่แสลงใจ และบรรดานักการเมืองระดับหัวหน้าทีมและลูกทีม อยากโละทิ้งมากที่สุดคือ มาตรา98 (4)และ(5) เนื่องด้วยนักการเมืองระดับนำของหลายพรรคการเมือง ถูกศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตัดสิทธิเลือกตั้งหรือตัดสิทธิ์ทางการเมือง10ปี จึงมีความพยายามในหลายครั้งที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตัดออก แต่ไม่กล้าเสนอแก้ไขเป็นรายมาตรา เพราะจะปรากฏให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าแก้ไขเพื่อตนเองและพวกพ้อง ดังนั้นการรณรงค์ให้เห็นชอบประชามติ ล้มรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่ โดยนอมินี ก็จะทำให้ประชาชนมองไม่เห็นว่า ได้ยกเลิกอนุมาตรานี้ไปแล้ว

ซึ่งเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมทางอ้อมเพื่อยกเลิกลักษณะต้องห้ามดังกล่าว และเปิดโอกาสให้อดีตสส สว รมต ที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาวินิจฉัยตัดสิทธิไป สามารถกลับมาสมัคร สส สว เป็นรมต ได้อีกครั้ง รัฐธรรมนูญมาตราแสลงใจที่เป็นลักษณะต้องห้ามของนายกฯ รมต สส สว นี้กำลังจะถูกยกเลิกไปในการลงประชามติเห็นชอบเลิกรัฐธรรมนูญ2560 และจะไม่มีวันปรากฏมาตรา98(4)(5)อีกไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะไม่มีวันที่พวกเขาจะยอมให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือสสร ที่เขาตั้งขึ้นบัญญัติไว้อีก จึงเสนอมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงประชามติ X #ไม่เห็นชอบ #ล้มรัฐธรรมนูญ #ปราบโกง

 สมชาย แสวงการ

สมขาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาญัตติขอให้สภา มีมติส่งเรื่องที่มีเหตุสมควรจะให้มีการออกเสียงประชามติให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ ของวุฒิสภา เอกสารประกอบการพิจารณา https://share.google/EesRoQsYhDf5yiwDt”

ชาวโซเชียลเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับโพสต์ของ นาย สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งหลายคนต่างก็เห็นด้วย เช่น

“เหมือนเดิม “ไม่เห็นชอบ””

“ไม่เห็นชอบ”

“กา X #ไม่เห็นชอบ ครับ”

“อาจเป็นภาพวาดรูป ข้อความพูดว่า “ไม่เ ไม่เห็นชอบ เห็น ชอบ””

“..จริงๆ แล้ว! นักการเมืองในปัจจุบัน ต้องการแก้ รธน.ไปทำไม! ฟังได้ชัดๆ เพียงประเด็นเดียว คือ รธน.ปี60 มาจากคณะรัฐประหาร..จึงต้องการได้ รธน.ที่มาจาก ปชช..แต่ในที่สุด ก็จะได้จากพวกมันกับพวกที่มันแต่งตั้งมา ยกร่างนั่นแหละ! ….ก็ รธน.ปี40 ที่ยกร่างมาจากตัวแทน ปชช.ทั้งกระบินั่นปะไร..ทำให้เราได้คนอย่างไอ้เหลี่ยมมาสร้างความพินาศให้กับบ้านเมืองหลายแสนล้านมิใช่หรือ!”

“กาไม่เห็นชอบครับ”

“กาไม่เห็นชอบค่ะ”

สมชาย แสวงการ
 สมชาย แสวงการ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ

เอก สายไหม ต้องรอด! อนุทินอ้อนชาวสายไหม เลือกคนทำงาน

เอก สายไหม ต้องรอด! อนุทินอ้อนชาวสายไหม เลือกคนทำงาน

เอก สายไหม ต้องรอด! อนุทินอ้อนชาวสายไหม เลือกคนทำงาน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

“อนุทิน” ปราศรัยตื้อคนกรุงอีกรอบ ขอเลือก เอกภพ สายไหมต้องรอด ถ้าไม่รอดก็ม่อง  มั่นใจลต.เที่ยวนี้ คนตอบ รับภท.หลังปกป้องอธิปไตยเข้มข้น เพราะไม่มี“อังเคิล ”จึงไม่ต้องเกรงใจใคร หนุนนโยบายทหารอาสา ภูมิใจลูกชายจับใบแดง แซวนึกว่าพ่อมันใหญ่  แต่ส่งสติ๊กเกอร์ให้กำลังใจ “รักชาติยิ่งชีพ ”แทน

เมื่อเวลา 17.50 น. ที่เวทีปราศรัยย่อยเขตสายไหม  หมู่บ้านจิตภาวรรณ นายอนุทิน  ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปราศัยว่า กล่าวว่า สวัสดีชาวสายไหม พื้นที่นี้เลือกนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ หรือ “เอก สายไหมต้องรอด” ผู้สมัคร สส. เขต 11 พรรคภูมิใจไทย เบอร์เดียวพอ ถือเป็นคนทุ่มเททำงานให้พี่น้องชาวสายไหมและชาวกรุงเทพฯ  8 ก.พ.ขอให้โอกาสสายไหมต้องรอด ถ้าไม่รอดก็ม่อง

ทั้งนี้ ตนรู้จักนายเอกภพตั้งแต่ทำเรื่องโควิดเพราะลงเฟสบุ๊คด่าตนทุกวันสมัยเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข เพราะทำเพจสายไหมต้องรอด   ตนชอบคนรักชาวบ้าน ไม่ต้องรักตนหรอก จากนั้นก็รู้จักกันทำให้ศรัทธาต่อกัน 

ดังนั้นเลือกตั้งปี66 จึงลงสมัครสส. แม้ สายไหมรอด  แต่นายเอกภพ ไม่รอด  แต่เลือกตั้งเที่ยวนี้  ได้เห็นผลงานของพรรคภูมิใจไทย  เราเป็นรัฐบาลทำสัญญาที่ให้พี่น้องประชาชน แม้จะแจ้งเกิดในกรุงเทพไม่ได้เสียที  แต่เราก็ไม่ท้อจึงหาคนที่มีความมุ่งมั่นทำงานให้กทม. จึงเชิญนายเอกณัฏพร้อมพันธุ์  มาเป็นหัวหน้าทีม กทม.  

“ตอนนี้มีเรื่องอธิปไตยของชาติรักษาแผ่นดินของเรา โชคดีที่ไม่มีลุง ผมไม่มีอังเคิลก็เลยไม่ต้องเกรงใจ ผมเกรงใจคนไทยใครมารุกรานแผ่นดินไทย  ส่วนใครพยายามคุกคามประเทศของเรา ผมไม่เกรงใจอยู่แล้ว และเราจะปกป้องแผ่นดินเราเต็มที่ ซึ่งพี่น้องประชาชนรับทราบรับรู้ ซึ่งนโยบายแบบแข็งกร้าว พี่น้องประชาชนโอเคหรือไม่ ทำให้พี่น้องประชาชนไม่เสียดินแดนไม่ถูกเอาเปรียบ  และเชื่อว่าตอบสนองความต้องการของคนกรุงเทพได้ จริงๆไม่กล้าลงกทม. แต่ผมเดินไปไหนคนบอกให้ ปิดด่าน  บอกให้รักษาบ้านเมือง  รักษาสถาบัน  จึงรู้สึกว่าคนกรุงเทพรู้จักเรามากขึ้นจึงขอตื๊ออีกที“

นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ยังมุ่งเน้น ปราบเรื่องสแกมเมอร์  ทลายทุนเทา ไม่เอาคาสิโน ถูกใจประชาชนแน่นนอน  และสนับสนุนคนละครึ่งพลัส ซึ่งเชื่อว่าประชาชนรู้สึกดี พึงพอใจทั้งผู้ซื้อผู้ขาย และกระตุ้นเศรษฐกิจ ฉะนั้นหากอยากจะได้คนละครึ่งพลัส ต้องเลือกนายเอกภพ และตนเขาไปขับเคลื่อนนโยบาย รวมถึงกำแพงป้องกันชายแดน   รวมถึงใช้รั้วลวดหนามป้องกันพืชผลการเกษตร อาทิ ข้าว มันเถื่อนที่ทะลักเข้ามาทำให้ราคาสินค้าการเกษตรของไทยตกลง วันนี้เมื่อปิดชายแดนทำให้ราคาสินค้าของไทยสูงขึ้น รวมถึงป้องกันยาเสพติด 

นอกจากนี้ นายอนุทินยังพูดถึงนโยบายทหารอาสา อยากให้ทุกคนมาสมัคร เพราะเชื่อว่าคนอยากเป็นทหารมีเยอะ ซึ่งลูกชายตนจับได้ใบแดง ตนภูมิใจมากถึงขั้นซื้อสติกเกอร์ รักชาติยิ่งชีพ ส่งไปให้เขา ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าพ่อมันใหญ่  แต่ผมบอกให้ไปจับเลย และตนสังหรณ์ว่าจะได้ใบแดง แล้วก็ได้ใบแดงจริงๆ

ไชยชนก ยืดอกรับ บ้านใหญ่ ประกาศอุดมการณ์ทำเพื่อประชาชนสุดตัว ชมคลิป

ไชยชนก ยืดอกรับ บ้านใหญ่ ประกาศอุดมการณ์ทำเพื่อประชาชนสุดตัว ชมคลิป

ไชยชนก ยืดอกรับ บ้านใหญ่ ประกาศอุดมการณ์ทำเพื่อประชาชนสุดตัว ชมคลิป

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.23 น.

วันนี้ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ออกมาเปิดใจผ่านเฟซบุ๊กพรรคเป็นคลิปวิดีโอสั้น ๆ ด้วยความยาว 1 นาที 36 วินาที พร้อมข้อความตัวอัษรใต้คลิปกับนิยามคำว่า บ้านใหญ่ ซึ่งเจ้าตัวกล่าวไว้ในคลิปวิดีโอว่า“เริ่มต้นก่อน ต้องยอมรับ ว่าใช่ครับ ผม เป็นบ้านใหญ่ สิ่งที่ผมมาโดยตลอด คือความหมายของคำว่าบ้านใหญ่ มันคืออะไร เพราะว่า สิ่งที่ผมเห็นสิ่งที่ผมสัมผัส คือจากความเป็นบ้านใหญ่ เราพัฒนาทุกอุตสาหกรรมที่เราแตะ เราทำให้บุรีรัมย์จากเป็นจังหวัดที่จนอันดับ 3 ของประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดจังหวัดหนึ่ง ของประเทศสร้างผลงานในเวทีโลกที่เป็นผลงานน่าภาคภูมิใจของพี่น้องประชาชนชาวไทยได้หลากหลายมิติ สร้างบุคลากรให้โอกาสน้องเยาวชนในหลายด้าน ให้มาเป็นตัวแทนของประเทศไทยภาคภูมิใจ โชว์เคสวัฒนธรรมไทย

ผม คิดว่า ความหมายของคำว่าบ้านใหญ่ สำหรับผมมันเป็นแค่เพียง กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถ มีศักยภาพ และมีเป้าหมายเดียวกัน ฉะนั้นต้องถามอีกทีว่า บ้านใหญ่เนี่ย ท่านมองแบบไหน แน่นอนล่ะ ถ้าคุณเป็นกลุ่มคน ที่มีความสามารถ มีศักยภาพและมีเป้าหมายเดียวกัน แต่เป้าหมายนั้น เป็นเป้าหมายที่เห็นแก่ตัว เป้าหมายที่จะขายชาติ เป้าหมายที่จะโกงกินประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ดีอยู่แล้วครับ แต่ว่า ผมว่าบ้านผมไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมรู้อยู่ในใจว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ครับ แล้วยังไงผมก็จะทำเพื่อประชาชนต่อไป แบบสุดความสามารถ”

ไชยนก ชิดชอบ

ภายในคลิปวิดีโอมีนาย ไชยชนก ชิดชอบ กำลังพูดอธิบายให้นิยามของคำว่า บ้านใหญ่ ซึ่งภาพแรกที่ปรากฎอยู่บนคลิปวิดีโอเป็นภาพของเจ้าตัวกับพ่อของเขาอย่าง นาย เนวิน ชิดชอบ ก่อนที่จะเปลี่นเป็นภาพครอบครัวแสนอบอุ่นและกลายเป็นภาพผลงานต่าง ๆ ที่แล้วมาในอดีตของจังหวัดบุรีรัมย์

ไชยนก ชิดชอบ

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก คอมเมนต์ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความชื่นชมที่มีต่อพรรคภูมิใจไทยและตัวของ ไชยชนก ชิดชอบ เช่น

“สุดยอด พี่นก ภูมิใจไทยของแทร่”

“ขอร้องให้ตัวพ่อนั่งอยู่บ้านเฉยๆคะแนนนิยมจะได้ไม่ตกนะบอกให้เตือนไว้เพราะรักและสนับสนุนพรรคนี้อยู่ครับ”

“37 ทั้งประเทศ น้ำเงินทั้งแผ่นดิน”

“กำลังใจ37”

“เยี่ยม”

“37 จ้า”

ไชยนก ชิดชอบ
ไชยนก ชิดชอบ
ไชยนก ชิดชอบ
ไชยนก ชิดชอบ
ไชยนก ชิดชอบ
ไชยนก ชิดชอบ

พิจารณ์ กางแผนรัฐบาลประชาชน พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พิจารณ์ กางแผนรัฐบาลประชาชน พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พิจารณ์ กางแผนรัฐบาลประชาชน พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.20 น.

“พิจารณ์” กางแผนรัฐบาลประชาชนพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ชี้ต้องมีสมุดปกขาวรวมเล่ม นำ Offset Policy มาใช้ให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี-ลงทุน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกับการพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร

วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมรัฐบาลประชาชน พร้อมเชิญบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมของพรรคประชาชน

โดยช่วงหนึ่งของการบรรยาย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชนและแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ ได้เป็นหนึ่งในผู้บรรยายหัวข้อ “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” โดยระบุว่าตั้งแต่ปี 2004 ถึง 2024 ตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศทั่วโลกเติบโตจาก 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็น 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสที่จะเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานนี้ได้ 

ที่ผ่านมางบประมาณกระทรวงกลาโหม 2 แสนล้านบาท เป็นงบประมาณลงทุนประมาณ 50,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เอาไว้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และซ่อมแซมประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาทในแต่ละปี โดยเป็นสินค้านำเข้าที่ไม่ได้ผลิตในประเทศเป็นสัดส่วนสูงถึง 98%

นายพิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า ศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอยู่ในระดับที่ทำให้ดีและสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก ไม่ว่าจะเป็นยานเกราะล้อยางที่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไปได้ถึง 46 ประเทศ ในด้านเรือตรวจการก็มีผู้ประกอบการที่สามารถสร้างและส่งออกไปหลายประเทศเช่นเดียวกัน และยังมีผู้ประกอบการที่พัฒนาซอฟต์แวร์โดรน กระทรวงกลาโหมมีโรงงานอยู่ถึง 42 แห่ง ภายใต้ส่วนราชการต่างๆ ซึ่งมีขีดความสามารถในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ถูกเอาเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเอกชน และรัฐไม่ได้เอาเอกชนเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของตัวเองมากพอ สำหรับเอกชนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความแน่นอนและชัดเจน ถ้าเอกชนไม่เข้าใจรัฐอย่างชัดเจนว่าจะมีทิศทางในการลงทุนและเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างไร ความกล้าที่จะลงทุนก็จะไม่เกิดขึ้น

ปัจจุบันแต่ละเหล่าทัพและหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหม มีสิ่งที่เรียกว่า “สมุดปกขาว” ซึ่งแต่ละส่วนก็ทำรายละเอียดได้ดี ว่ามีแนวทางในการพัฒนาความพร้อมและมีแนวทางที่จะซื้อยุทโธปกรณ์อย่างไร แต่ปัญหาคือไม่ได้ถูกรวมศูนย์ให้เป็นเล่มเดียว เพื่อจัดลำดับความสำคัญจึงเกิดความไม่แน่นอนว่าในแต่ละปีงบประมาณใครจะได้เงินเท่าไหร่ พรรคประชาชนจึงเห็นว่ามีความจำเป็นต้องมีการรวมศูนย์ให้มีสมุดปกขาวเพียงเล่มเดียว เริ่มจากการวิเคราะห์ภัยคุกคามของประเทศไทยว่ามีอะไรบ้าง จะมาจากชายแดนด้านไหน ต้องให้ความสำคัญกับด้านไหนก่อน เพื่อให้บ่งชี้ได้ว่าต้องเตรียมกำลังรบอย่างไร จนออกมาเป็นสมุดปกขาว แล้วให้การจัดซื้อไปรวมศูนย์อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

นายพิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อประเทศไทยไม่ได้จัดสรรงบประมาณอย่างข้างต้น หลายสิบปีที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจึงถูกจัดในลักษณะโควตา แต่สมุุดปกขาวรวมเล่มจะทำให้การเสนองบประมาณมาจากการบ่งชี้ว่าภัยคุกคามคืออะไร และต้องเตรียมกำลังรบแบบไหน การจัดสรรงบประมาณก็จะเรียงลำดับตามความสำคัญ

เมื่อทราบถึงความชัดเจนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในประเทศ โดยนโยบาย Offset Policy คือการนำเอาการจัดซื้อจัดหาของภาครัฐ ไม่ใช่เพียงยุทโธปกรณ์ แต่รวมถึงสินค้าอื่นที่มีมูลค่าและมีเทคโนโลยีสูง มาทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้บริษัทต่างประเทศที่เป็นผู้ส่งมอบ สามารถส่งมอบให้ได้มากกว่าแค่สินค้า แต่รวมถึงเทคโนโลยีด้วย

นายพิจารณ์ กล่าวด้วยว่า Offset Policy จะมีกติกาและหลักเกณฑ์คือ มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ซื้อจากต่างประเทศแล้ว สูงกว่า 1,000 ล้านบาท ต้องใช้มาตรการ Offset Policy ในการจัดซื้อ มีการจัดทำเป้าหมายว่าเทคโนโลยีอะไรที่ประเทศไทยต้องการ และต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไหนต่อ สัดส่วนการลงทุนชดเชยเวลาที่มีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ต้องมีสัดส่วนที่รัฐลงทุนเพิ่มเข้าไป เช่น สมมุติว่าเรือรบหนึ่งลำราคา 10,000 ล้านบาท รัฐอาจลงทุนเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท รวมเป็น 12,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการหาเรือรบ โดย 2,000 ล้านบาทรัฐจะเป็นผู้กำหนดว่าต้องการได้โครงการอะไรบ้าง ภายใต้โครงการจัดหาจะมีสัญญาอยู่หลายฉบับ เพื่อเป็นการควบคุมให้มั่นใจได้ว่าผู้ประกอบการต่างประเทศจะส่งมอบให้ได้

อีกส่วนที่สำคัญคือรัฐมีหน้าที่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยมี 4 ส่วนด้วยกัน คือ 

1) ทำอย่างไรให้รัฐซื้อจากผู้ประกอบการไทยมากกว่านี้ ทุกวันนี้บัญชีนวัตกรรมกฎหมายระบุไว้ว่าจะต้องจัดหา 30% จากงบประมาณของสินค้าที่อยู่ในบัญชี ซึ่งพรรคประชาชนคิดว่าสามารถปรับเพิ่มขึ้นมาได้เป็น 40% ส่วนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมีแต้มต่ออยู่ 5% สามารถปรับขึ้นได้ให้เป็น 10% ซึ่งจะสามารถทำให้การจัดซื้อจัดหาของภาครัฐมุ่งเน้นมาที่ผู้ประกอบการในประเทศได้มากขึ้น

2) การสนับสนุนในการลงทุนด้านงานวิจัย ซึ่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้ แต่ทุกวันนี้งานวิจัยหลายชิ้นที่ขึ้นหิ้งหรือยังไม่ตอบโจทย์และตรงจุด ผู้ประกอบการไทยอาจยังไม่มีความกล้าที่จะลงทุนในงบประมาณวิจัยและพัฒนาเท่าที่ควร รัฐจึงควรทำหน้าที่ลงทุนในงานวิจัย ร่วมกับความต้องการของกองทัพ และพูดคุยกับเอกชนเพื่อให้การลงทุนและการวิจัยของภาครัฐสามารถเข้าสู่สายการผลิตของภาคเอกชนได้

3) การปฏิรูปกฎหมาย ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศประสบปัญหากันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าที่ผลิตในประเทศแต่นำเข้าชิ้นส่วนมา มีภาษีนำเข้าสูงกว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แล้ว หรือจะเป็นเรื่องการขออนุญาตส่งออกที่ใช้เวลานาน รวมทั้งมาตรฐานยุทโธปกรณ์ที่ทุกวันนี้ไม่มีมาตรฐานเดียวกันภายในส่วนราชการในกระทรวงกลาโหม บางครั้งกองทัพเรือใช้มาตรฐานหนึ่ง กองทัพบกก็ใช้อีกมาตรฐานหนึ่ง ทั้งที่เป็นยุทธภัณฑ์เดียวกัน ซึ่งถ้าพรรคประชาชนได้ไปรัฐบาลจะเข้าไปแก้ไขกฎหมายทลายอุปสรรคเหล่านี้

4) การสนับสนุนการส่งออก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ภาครัฐยังมีบทบาทได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะผ่านทูตทหารที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้มีบทบาทในการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อการส่งออกมากเท่าไหร่นัก

นายพิจารณ์ กล่าวต่อว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนมักถูกตั้งคำถามในเรื่องการด้อยค่าทหาร แต่ตนเรียนว่าถ้าได้ฟังสิ่งที่ตนพูดมาทั้งหมด พรรคประชาชนมีแต่ความปรารถนาดีต่อประเทศและกองทัพ และต้องการสร้างกองทัพที่เข้มแข็งทันสมัย ซึ่งพรรคประชาชนมีการคิดนโยบายด้านนี้อย่างเป็นระบบมากที่สุดแล้ว