มูเงียบวันเกิด! นายกฯ นิมนต์เกจิดังเมืองตรัง เจิมกระหม่อม-ลงยันต์บนโต๊ะทำงาน-ปิดทองนรสิงห์ เสริมสิริมงคลรับวันเกิด 13 ก.ย.นี้

11 กันยายน 2569 เวลา 16:14 น.

มูเงียบวันเกิด! นายกฯ นิมนต์เกจิดังเมืองตรัง เจิมกระหม่อม-ลงยันต์บนโต๊ะทำงาน-ปิดทองนรสิงห์ บนตึกไทยฯ เสริมสิริมงคลรับวันเกิด 13 ก.ย.นี้

เมื่อเวลา 12.09 น. วันที่ 11 ก.ย.2569 พระอาจารย์ประสูติ ปิยธัมโม เจ้าอาวาสวัดถ้ำพระพุทธโกษีย์ หรือวัดในเตา อ.ห้วยยอด จ.ตรัง รับกิจนิมนต์ เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล โดยได้ขึ้นไปบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อมอบขวัญกำลังใจในการทำงาน ให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

พร้อมทั้งมอบคติธรรมในการปกครองดูแลพี่น้องประชาชน และได้เจิมกระหม่อม และลงยันต์บนโต๊ะทำงาน พร้อมกับปิดทององค์นรสิงห์จำลองด้วย รวมถึงยังให้พรนายกฯ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปีในวันที่ 13 ก.ย. เพื่อเสริมสิริมงคลด้วย

ทั้งนี้ สำหรับเกจิดัง รูปดังกล่าว เคยลงยันต์ และเป่ากระหม่อมนายกฯ เมื่อครั้งเดินทางลงพื้นที่หาเสียงที่จังหวัดตรัง และได้ให้พรขอให้เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพระเครื่องและวัตถุมงคลของพระอาจารย์ประสูตินั้น มีการสร้างไว้หลายรุ่นด้วยกัน แต่จำนวนการสร้างแต่ละอย่างจะไม่มากนัก แต่หลากหลาย โดยเฉพาะเครื่องรางของขลัง ซึ่งเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์ เช่น หุ่นพยนต์ รุ่นแรก

วันนอร์ ยัน ประชาชาติ ไม่ได้แตก ท่าที ทวี เป็นความเห็นส่วนตัว ยังไม่มีโหวตแตกแถว ลั่น เป็นพรรคร่วมต้องหนุน รบ.

11 กันยายน 2569 เวลา 15:40 น.

วันนอร์ แจง ร่อนจดหมายเปิดใจดับไฟใต้ เชื่อมั่น หากทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ ปี 70 เกิดสันติสุขแน่ เผย คณะทำงานชุด สีหศักดิ์ คืบหน้าไปมาก ยัน ประชาชาติ ไม่ได้แตก ท่าที ทวี เป็นความเห็นส่วนตัว ยังไม่มีโหวตแตกแถว ลั่น เป็นพรรคร่วมต้องหนุน รบ. ระบุ เปลี่ยนหัวหน้าพรรคหรือไม่ ต้องจัดประชุมใหญ่ ชี้ ขึ้นอยู่กับสมาชิก

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโพสต์จดหมายเปิดใจเมื่อวันที่ 9 ก.ย. ถึงเรื่องปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ไม่มีอะไร เพียงแต่อยากให้ประชาชนได้ทราบถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องช่วยกันทำงานเพื่อให้เกิดความสงบ เพราะประชาชนทุกข์ยากจากสถานการณ์นี้มา 20 กว่าปีแล้ว งบประมาณเราก็ใช้ไป 5 แสนกว่าล้านบาท มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไปหลายพันคน ถ้าเราไม่ทำให้สถานการณ์นี้ดีขึ้นหรือยุติได้ ให้เกิดความสันติสุขอย่างถาวร บ้านเมืองเราก็ไม่สามารถที่จะเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งเหตุการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้กระทบเพียงแค่ในพื้นที่ แต่กระทบถึงทั่วประเทศด้วย ทำให้ความเชื่อมั่นชาวต่างชาติ ทั้งการลงทุนและการท่องเที่ยวประเทศไทยต้องชะงัก

สิ่งเหล่านี้แม้มันจะยากลำบาก แต่เราต้องพูดให้เป็นภาษาเดียวกัน เพื่อทำความเข้าใจและสามารถทำงานร่วมกันให้เกิดสันติสุขให้ได้ ตนยังมีความเชื่อมั่นในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่าหากให้โอกาสทุกคนได้ทำงานอย่างเต็มที่ ในปี 70 ตามยุทธศาสตร์น่าจะเกิดความสันติสุขได้ นี่เป็นความหวัง ทุกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่า 20 ปี อะไรมันพิสูจน์ได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรที่จะก่อเกิดสันติสุขได้ เราควรรีบ เพราะเราเสียเวลามาเยอะแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเห็นส่วนตัวไม่ตรงกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ตรง ในคณะเจรจาเราเพิ่งจะเริ่มทำงาน ฉะนั้น ความเห็นที่ยังไม่ตรงกัน ต้องปรับให้ไปด้วยกันได้ ไม่จำเป็นต้องให้ตรงกันทีเดียว แต่ต้องปรับให้ไปในทิศทางที่จะเกิดสันติสุขให้ได้ ขณะนี้คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เป็นประธาน เพิ่งประชุมไปได้แค่ 2 ครั้ง แต่ก็มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร ทำยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนขึ้นมา มีคณะทำงานแต่ละด้านขึ้นมา ซึ่งการประชุมครั้งต่อไปที่กำลังจะนัดหมายนั้นก็น่าจะเห็นภาพยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น

เมื่อถามว่า ในช่วงท้ายจดหมายเปิดใจมีการกล่าวถึงประชาชาติ แสดงถึงแรงกระเพื่อมภายในพรรคหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร เป็นเรื่องที่สมาชิกพรรคอาจจะถามว่าพรรคประชาชาติจะต้องเดินไปอย่างไร ซึ่งพรรคการเมืองเป็นของสมาชิกพรรคและของประชาชน หากพรรคการเมืองจะเดินได้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะนำพรรคคือ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ฉะนั้น ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่ทุกคน เพียงแต่ตนสื่อให้รู้ว่าพรรคการเมืองต้องเดินหน้าต่อไป ย้ำว่าอยู่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า พรรคประชาชาติไม่ได้แตกกันใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่มีแตก เราเป็นพรรคที่ไม่ใหญ่ เป็นพรรคเล็กด้วยซ้ำไป เรามี สส.แค่ 5 คน มีกรรมการบริหารพรรค 10 กว่าคน ทุกคนก็มีหน้าที่ในพรรค ร่วมรัฐบาลก็ต้องร่วมสนับสนุนรัฐบาลที่จะเดินหน้าเพื่อประชาชนต่อไป แม้ความเห็นอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของ สส.และพรรคการเมือง แต่ทุกคนต้องทำให้รัฐบาลเดินหน้าไปได้ พรรคร่วมรัฐบาลไม่สมัครสมานสามัคคีรัฐบาลก็เดินหน้าไปไม่ค่อยจะราบรื่น การที่รัฐบาลจะเดินหน้าไปอย่างราบรื่นจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน หมายความว่ารัฐบาลมีความแข็งแรงมั่นคง เกิดความเชื่อมั่นและมีพลัง เราก็ทราบดีว่าขณะนี้บ้านเมืองของเรามีปัญหาเยอะ ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง สามัคคี ปรองดอง ร่วมมือ และต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่าทีของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง สร้างปัญหาให้พรรคประชาชาติหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ก็อาจจะเป็นความเห็นส่วนตัวของ พ.ต.อ.ทวี แต่หากเป็นความเห็นของพรรคจะต้องมาจากที่ประชุมพรรค สส.ทุกคนยังคงยึดมั่นแนวทางที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลและสนับสนุนรัฐบาลในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ความเห็นของ สส.แต่ละคนอาจจะแตกต่างกันบ้าง ตนไม่ได้เป็น สส. ไม่ได้อยู่ในสภา แต่ได้รับรายงานจาก สส.ของพรรคว่าทุกครั้งที่มาประชุมร่วมกันและมีมติไปในทิศทางเดียวกันคือ โหวตไปในทิศทางที่เป็นมติวิปรัฐบาล ไม่มีใครแตกแถว

เมื่อถามอีกว่า มีข่าวถึงขั้นว่า จะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคประชาชาติจริงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคต้องมีการประชุมใหญ่ของพรรค ตนคิดว่า พ.ต.อ.ทวี รวมถึงกรรมการบริหารพรรค และ สส. ยังทำงานได้อยู่ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการประชุมที่จะต้องประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง นอกจากว่า จะมีสถานการณ์ใดพิเศษก็ยังมีการประชุมวิสามัญตลอดเวลา

นายกฯนำแถลงผลโกงสอบท้องถิ่น เผยยึดอายัดทรัพย์แล้ว 320 ล้าน ลั่นต้องปราบปรามให้สิ้นซาก ดำเนินคดีคนผิดถึงที่สุด ไม่ละเว้นตำแหน่งใด-ระดับใด

11 กันยายน 2569 เวลา 15:33 น.

นายกฯนำแถลงผลโกงสอบท้องถิ่น เผยยึดอายัดทรัพย์แล้ว 320 ล้าน ลั่นต้องปราบปรามให้สิ้นซาก ดำเนินคดีคนผิดถึงที่สุด ไม่ละเว้นตำแหน่งใด-ระดับใด เรียกความเชื่อมั่น ปชช.ต่อระบบราชการ พร้อมคืนความยุติธรรมให้คนสอบได้ แจงทำหนังสือถาม”ผบ.ตร.”ปม”ทองเจือ”ไม่อยากตอบลอยๆ ยันไม่รู้เรื่องส่วนตัว ความสัมพันธ์แค่คนร่วมงาน

11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ.2568 โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ ปปง. นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมในการแถลงข่าว

โดย นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ตนและผู้ที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)และตำรวจของมาแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ที่มีต่อระบบราชการของไทยที่ผ่านมาหลายคนเข้าใจผิดว่าคดีนี้จบแล้วแต่ความจริงแล้วคดียังไม่จบ เราอยู่ระหว่างกำลังดำเนินการขยายผลในทุกรูปแบบ ที่ผ่านไปแล้วคือในส่วนของกระทรวงมหาดไทยมีการเพิกถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่งเท่านั้น และได้มีการแจ้งชื่อทั้งหมดผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ดำเนินการเลิกจ้างผู้ที่มีส่วนในการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีการทุจริต 5,000 กว่าราย ซึ่งคดีการทุจริตมีการทำงานที่กว้างกว่านั้นมาก ซึ่งคดีนี้เริ่มขึ้นจากเอ็มโอยู 7 หน่วยงานที่ตนได้สั่งการให้มีการทำงานร่วมมือตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย วันนี้การดำเนินงานในคดีนี้พบพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ผลจากการทำงานร่วมกันทำให้สามารถยึดและอาญาทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้วคิดเป็นมูลค่า รวมกว่า 320 ล้านบาท ซึ่งปปง.อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สิน รวมถึงประสานข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงขยายผลต่อไป

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนขอยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐและประชาชนด้วยความชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดอยู่ในตำแหน่งระดับใด เรายึดหลักปิดชื่อ ถือพฤติกรรม หากปรากฏว่าพยานหลักฐานหรือเส้นทางทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด เราจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใสเปิดทางตรวจสอบและดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้นผู้ใดทั้งสิ้น รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังให้สิ้นซาก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและเพื่อคืนความยุติธรรมและคืนสิทธิ์ให้กับผู้ที่เข้าสอบด้วยความรู้ความสามารถของเขาโดยสุจริต

นายกฯ กล่าวอีกว่า ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ความมุ่งมั่นในทุ่มเทและยึดมั่นในความถูกต้อง กาดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่แต่เพียงการปราบปรามผู้กระทำความผิด แต่เป็นการปกป้องหลักคุณธรรมและความเป็นธรรมของระบบราชการไทย ซึ่งในการดำเนินการในแต่ละช่วงเวลามีความคืบหน้าเป็นระยะ ซึ่งตั้งแต่เริ่มมีคดีได้มีการดำเนินการไปหลายอย่างแล้วทั้งการโยกย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่งหน้าที่ที่เขามีส่วนกำกับดูแลในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น และมีการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานรวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งทางคดีและทางวินัย ซึ่งขณะนี้การดำเนินการมีความคืบหน้าไปเป็นอันมาก จึงเป็นที่มาของการแถลงข่าวในวันนี้ ทั้งนี้ เบื้องต้นจับผู้ต้องหาได้หลายรายแล้วและยังมีการดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาที่ขยายผลไปอย่างต่อเนื่อง วันนี้เห็นแล้วว่าเราสามารถยึดอายัดทรัพย์สินรวมแล้วมีมูลค่ากว่า 320.86 ล้านบาท คือส่วนที่เราดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นว่าเมื่อเราขยายผลและดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าเครือข่ายนี้ได้ร่วมกันกระทำการอันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายบั่นทอนขวัญกำลังใจของระบบราชการและข้าราชการทุกคนตลอดจนความกังวลให้กับประชาชน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้น เรื่องของคดีประชาชนไม่ต้องมีความกังวลว่าจะมี อิทธิพลใดๆ ที่จะมาทำให้รูปคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เอื้อหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดได้ เราทำงานร่วมกันตามเอ็มโอยูและแบ่งหน้าที่เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการแปลงคดีหรือทำให้คดีเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง เพราะ ป.ป.ช.เป็นผู้ที่ดำเนินการสอบสวนสืบสวนคดีนี้ ขอให้มั่นใจว่าเราเอาจริงเอาจังกับคดีเหล่านี้และได้ดำเนินการไปเป็นอันมากแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีทำหนังสือสอบถามถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อสอบถามกรณี นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว นายกฯ กล่าวว่า ปิดชื่อถือพฤติกรรม ช่วง 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเอ่ยถึงชื่อนายทองเจือว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกล่าวหากับหลายๆฝ่าย เพื่อให้เกิดความมั่นใจตนจึงทำหนังสือไปถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ทำคดีเรื่องนี้อยู่แล้ว เพื่อต้องการทำให้เรามีข้อมูลที่ชัดเจนด้วย เผื่อใครอยากสอบถามไม่ใช่ว่ามาตอบลอยๆ พอตอบลอยๆ ก็บอกว่าคนนี้เป็นคนที่รู้จักเป็นคนที่ทำงานด้วยกันมีความใกล้ชิดกัน เดี๋ยวจะหาว่าไปให้การช่วยเหลือ ซึ่งความสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกกล่าวชื่อก็เป็นเรื่องการทำงาน ส่วนเรื่องของส่วนตัวนอกเหนือจากการทำงาน ตนไม่ทราบว่าทางคนที่ทำงานร่วมกับตนไปทำอะไรกันบ้าง แต่เพื่อให้ความมั่นใจเกิดขึ้นทั้งต่อหน้าและรับหลังและในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทราบมาว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำคดีนี้อยู่ก็สอบถามไปเพื่อที่จะตอบข้อสงสัย ได้อย่างมีข้อเท็จจริงและมีหลักฐานประกอบ

ผอ.JIC สวนกัมพูชา ไทยไม่จำเป็นต้องจัดฉาก ยัน AOT-สื่อเห็นพื้นที่จริง ชี้หลักฐานตรวจสอบได้ ย้ำเขตแดนต้องใช้กลไกสองฝ่าย

11 กันยายน 2569 เวลา 14:59 น.

11 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาระบุว่า การนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) และสื่อมวลชนลงพื้นที่เป็นการจัดฉากว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องจัดฉาก เพราะสิ่งที่อยู่ในพื้นที่คือสิ่งที่คณะผู้สังเกตการณ์และสื่อมวลชนได้เห็นด้วยตนเอง หน้าที่ของไทยคือเปิดพื้นที่ภายใต้เงื่อนไขด้านความปลอดภัย และให้ผู้มาเยือนใช้วิจารณญาณของตนเอง หากฝ่ายกัมพูชามีข้อมูลหรือหลักฐานที่แตกต่างออกไป ก็ควรนำเสนอผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การกล่าวหากันผ่านสื่อ แต่คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ

ส่วนกรณีที่กัมพูชาระบุว่า คณะผู้สังเกตการณ์ไม่ได้เห็นความจริงทั้งหมด เนื่องจากไทยเป็นผู้กำหนดเส้นทางและสถานที่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ชายแดนทุกครั้งจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัย เส้นทางจึงต้องได้รับการประเมินและประสานงานล่วงหน้า แต่การกำหนดเส้นทางเพื่อความปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าเป็นการกำหนดว่าผู้สังเกตการณ์ต้องเชื่ออะไร ที่สำคัญ ไทยไม่ได้ขอให้ใครเชื่อคำพูดของไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่สนับสนุนให้ตรวจสอบเพิ่มเติมจากข้อมูลและหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้

กรณีที่ พ.อ.โรเดริก การ์เซีย ระบุว่า สิ่งที่เห็นแตกต่างจากข้อมูลที่ได้รับมาก่อน และต้องตรวจสอบเพิ่มเติมนั้น ผอ.JIC กล่าวว่า “ผมมองว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีครับ คำว่า ‘ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม’ สอดคล้องกับสิ่งที่ไทยต้องการมาตลอด คืออย่าเพิ่งตัดสินจากคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อข้อมูลเดิมกับสิ่งที่เห็นในพื้นที่ไม่ตรงกัน หน้าที่ของผู้สังเกตการณ์ก็คือกลับไปตรวจสอบ และประเทศไทยพร้อมสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบที่เป็นกลางและอยู่ภายในกรอบอำนาจหน้าที่ของผู้สังเกตการณ์”

เมื่อถามว่า ภาพฐานสแกม สถานีตำรวจจำลอง หรือสถานที่ที่ถูกตั้งข้อสงสัย สามารถพิสูจน์ความผิดของกัมพูชาได้หรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า ไม่ควรกระโดดจากสิ่งที่พบไปสู่ข้อสรุปทางกฎหมายโดยไม่มีการสอบสวน ภาพหรือสถานที่เป็นข้อมูลเบื้องต้น ส่วนจะเชื่อมโยงกับการกระทำผิดใด หรือใครเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย โดยจุดยืนของไทยคือ อาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ เป็นปัญหาร่วมของภูมิภาค และควรแก้ด้วยความร่วมมือและหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยการกล่าวหากัน

ส่วนกรณีที่ทางกัมพูชาตั้งคำถามว่า หากไทยไม่ได้ยึดครอง แล้วเหตุใดจึงพูดถึงการถอนกำลัง พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกคำว่า “การวางกำลัง” ออกจากคำว่า “การยึดครอง” ให้ชัดเจน การมีกำลังอยู่ในพื้นที่ตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงไม่ได้ทำให้เกิดข้อสรุปเรื่องอธิปไตยโดยอัตโนมัติ ไทยยืนยันว่าไม่มีเจตนายึดดินแดนของกัมพูชา และการจัดกำลังของฝ่ายไทยต้องพิจารณาภายใต้ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่ โดยเฉพาะถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ขณะที่ปัญหาเขตแดนต้องแก้ผ่านกลไกที่มีหน้าที่โดยตรง ไม่ใช่ตัดสินผ่านการให้สัมภาษณ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ผอ.JIC กล่าวอีกว่า ไทยไม่ขอให้ใครเชื่อเราเพราะคำพูด แต่ขอให้ตรวจสอบจากข้อเท็จจริง หากสงสัยก็ตรวจสอบเพิ่มเติม หากมีหลักฐานก็นำมาเปรียบเทียบกัน ผู้สังเกตการณ์มีหน้าที่สังเกตการณ์ ไม่ใช่ตัดสินเขตแดน และข้อพิพาทเรื่องเขตแดนต้องกลับเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน

“ฉากอาจสร้างได้ แต่หลักฐานตรวจสอบได้ ประเทศไทยจึงไม่ขอแข่งขันกันด้วยวาทกรรม เราขอแข่งขันกันด้วยข้อเท็จจริง เปิดให้ตรวจสอบ และกลับเข้าสู่ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกัน นั่นคือทางออกที่รับผิดชอบที่สุด” ผอ.JIC กล่าว

นันทนา ตั้งชื่อ งบ 70 คนเหนือดวง เหน็บ‘ดีอี’ได้เงินสูงปรี๊ดเพราะเป็น กระทรวงลูกเทพ

11 กันยายน 2569 เวลา 14:49 น.

งบฯคนเหนือดวงแต่ประชาชนแล้วแต่ดวง! ’พันธุ์ใหม่‘ เกาะกระแสแซะแสบขนาด ’นายกฯ‘ ยังต้องพึ่งเหรียญ ‘สมีโชติ‘ สับเละ5ข้อค้าน ‘งบฯปี70’ เหน็บ ‘ดีอี’ ได้เงินสูงปรี๊ดเพราะเป็น ’กระทรวงลูกเทพ‘ ทุ่มTH-AIPassportแต่เหลวไม่เป็นท่า อัดเงินสู้เลือกตั้งทำจีดีพีไตรมาสแรกโต ซื้อเสียงฉ่ำ ‘กกต.’ บ้อท่า สมควรถูกตัดงบฯสืบสวนสอบสวน จวกจัดงบฯหาทางออกไม่เจอ แถมสารพัดปัญหารุมเร้า แต่ไร้ระบบให้ตรวจสอบ ลั่นหากยังให้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ ไปต่อ ประเทศไปไม่รอดแน่

11ก.ย.2569 เมื่อเวลา10.40น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น เมื่อวันที่10ก.ย.ที่ผ่านมา โดยน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายว่า จากการอภิปรายงบฯปี70ของฝั่งสส. 4วัน4คืน ทำให้มองเห็นงบฯปี70ได้ชัดยิ่งกว่าชัด จึงขอตั้งชื่องบประมาณปีนี้ตามหัวหน้ารัฐบาลที่เป็นคนเหนือดวง แต่สำหรับประชาชนต้องเรียกว่า งบประมาณแล้วแต่ดวง งบประมาณคือลายแทงแห่งอนาคตประเทศ หากจัดงบฯดีมีอนาคตก็ถือเป็นลายแทงสู่ขุมทรัพย์ แต่ถ้าจัดงบฯแบบนี้ก็ถือเป็นลายแทงหุบเหว ดังนั้นประชาชนจะรอดจากภัยพิบัติทางเศรษฐกิจคงต้องช่วยตัวเอง หวังพึ่งรัฐบาลคงไม่ได้ เพราะขนาดนายกฯยังต้องพึ่งเหรียญสมีโชติเลย คำถามคือรัฐบาลจัดงบฯดูแลประชาชนปีนี้อย่างไร เงินถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าถูกต้องเป็นธรรม ตอบโจทย์ประเทศ และสร้างอนาตตให้ประชาชนหรือไม่

“วันนี้ประเทศไทยยืนอยู่บนหุบเหว เศรษฐกิจเรากำลังป่วยหนัก ภูมิคุ้มกันเราไม่มีเหลือแล้ว เราแคระแกรนไม่เติบโต 10กว่าปีติดต่อกันเป็นประเทศที่เติบโตช้าที่สุดในอาเซียน นำเพียงพม่า 10ไตรมาสที่ผ่านมาเราโตเฉลี่ยไตรมาสละ1.5เปอร์เซ็นต์ แต่เฉพาะไตรมาสแรกปีนี้จีดีพีโตถึง2.8เปอร์เซ็นต์ เพราะมีการอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยการเลือกตั้งทั่วไป เงินสะพัดขนาดจีดีพีเพิ่มแบบนี้ จะซื้อเสียงกันฉ่ำขนาดไหน แต่ที่น่าแปลกคือ กกต.จับซื้อเสียงไม่ได้เลยสักรายเดียว สมควรถูดตัดงบฯสืบสวนสอบสวนหรือไม่“ น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ปีนี้ทั้งปีมีการคาดการณ์จาก IMF และWorld Bank ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตไม่เกิน1.6เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยงบประมาณที่เสนอมา รัฐบาลกำลังจะแก้ปัญหา หรือซ่อนปัญหากันแน่ ตนขอชี้ให้เห็นความผิดปกติของงบฯปี70 ดังนี้ 1.กระทรวงหลักๆถูกปรับลดงบฯ แต่งบประมาณกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)เพิ่มขึ้น33เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเพราะเป็นกระทรวงลูกเทพหรือไม่ใครๆก็ทราบดี การที่รัฐบาลวางเดิมพันหมดหน้าตักกับเอไอ มันพัฒนาเศรษฐกิจได้จริงหรือ เอาแค่โครงการนำร่อง TH-AI Passport ด้วยงบฯ 1.6 พันล้านบาท ก็ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ออกจากท่า ทั้งความผิดพลาดในการคำนวณความต้องการจาก5ล้านบัญชี เหลือความต้องการจริงเพียง1.5ล้านบัญชี แถมคนใช้จริงไม่ถึง5แสนคน ยังไม่นับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการอีกมากมาย ลองหลับตานึกภาพงบฯดีอีทั้งปี 1.3 หมื่นล้านบาทว่าจะเป็นอย่างไร

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า 2.งบฯรายจ่ายประจำปีสูงถึง73.6เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเงิน2.7ล้านล้านบาท แบ่งเป็นค่าจ้างเงินเดือนสูงกว่า 8 แสนล้านบาท หรือ22เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มขึ้นทุกปี วิธีลดงบฯประจำไม่ใช่ลดหรืองดเงินเดือน แต่ต้องวางแผนปฏิรูประบบราชการ ขณะนี้ประเทศเริ่มไปแล้ว ของประเทศไทยจะเริ่มกี่โมง 3.งบฯกลางที่รัฐบาลกำหนดไว้สูงถึง7แสนล้านเท่ากับ18.3เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลจะนำไปใช้อย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ หากสภาฯอนุมัติงบฯนี้ให้เหมือนการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาล อาจเรียกว่างบฯสิ้นคิด คิดอะไรไม่ออกก็ทำเอาไปกองรวมกันไว้แล้วหาทางใช้เงินก้อนนี้ให้หมดได้ในที่สุด สภาฯก็ตรวจสอบไม่ได้ ประชาชนก็ยิ่งไม่รู้อะไรเลย มีคนกล่าวว่างบฯกลางยิ่งมาก ก็ยิ่งเพิ่มเงินทอนมากขึ้น ไม่ได้เพิ่มจีดีพี

น.ส.นันทนา กล่าวว่า 4.เงินกู้7.88แสนล้านบาท นำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจด้านใดบ้าง ขณะนี้เรามีหนี้สาธารณะเกือบ70เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หนี้สินครัวเรือนมีสัดส่วนถึง88เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี รัฐบาลยืมเงินอนาคตมาใช้แล้วมีแผนการจะใช้หนี้อย่างไร อย่าลืมว่าหนี้ทุกบาทคือภาระประชาชน ถ้ารัฐบาลทำตัวเป็นลูกอีช่างกู้ แต่ไม่ยอมหาเงินมาคืน โลกจะจดจำว่ารัฐบาลอนุทิน เป็นนักกู้ผู้ไม่รับผิดชอบต่ออนาคตประเทศ และ5.งบฯลงทุนเกือบ8แสนล้าน ประเทศชาติได้อะไร การบริหารงบฯประเทศไทยไม่เคยกำหนดKPIให้ชัดเจน เช่น เงินลงทุนเท่านี้จะสร้างงานได้เท่าไหร่ จีดีพีจะโตเท่าไหร่ จะลดต้นทุนทางธุรกิจได้เท่าไหร่ และหากทำไม่ได้ตามKPIงบฯปีหน้าควรจะถูกตัด ระบบนี้รัฐบาลไทยไม่เคยทำ มีแต่เพิ่มงบฯเข้าไปไม่สนใจผลผลัพธ์

“นอกจากนี้รัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ราคาพืชผลการเกษตร เอ็สเอ็มอี อุตสาหกรรมอนาตน ที่กระทบกับชีวิตผู้คนอย่างสาหัส ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังโคม่า ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลก็ถังแตก การลงทุนจากต่างประเทศไม่เข้ามา ภาคเศรษฐกิจกำลังร่วงโรย เอสเอ็มอีกำลังจะตายเป็นใบไม้ร่วง แล้วเราก็กำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หากรัฐบาลยังบริหารประเทศเช่นที่เป็นมา ประเทศไทยไม่รอดแน่นอน ประชาชนต้องการรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ บริหารงบฯมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องบริหารประเทศอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ยอมให้ตรวจสอบได้ รัฐบาลเผชิญปัญหามากมาย หลายเรื่องประชาชนกังขา แต่ไม่มีระบบตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น คดีเขากระโดง ฮั้วสว. โกงสอบท้องถิ่น กักตุนน้ำมัน ทุนเทาข้ามชาติ สแกมเมอร์ รัฐบาลจะบริหารประเทศอย่างไร ถ้าประชาชนขาดศรัทธาและไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจัดงบฯแบบยังหาทางออกจากวิกฤตไม่เจอ ประชาชนไม่อาจเสี่ยงให้รัฐบาลบริหารเงินจากหยาดเหงื่อแรงงาน ดิฉันจึงไม่อาจเห็นชอบรัฐบาลนายอนุทิน บริหารงบฯปี70นี้” น.ส.นันทนา กล่าว

ย้อนรอยวีรกรรม ‘สุริยา’ งูเห่าสีส้ม สวนมติปชน.อีกรอบ เห็นชอบงบฯ70 หลังเคยโหวตอนุทินนายกฯ

11 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

กรณี “สุริยา วงศ์อารีย์” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน โหวตสวนมติพรรค โดยการเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เนื่องจากอาการงูเห่าส้มของ สส.สุริยา เผยออกมาตั้งแต่เริ่มก้าวแรกของการเป็น สส.

โดยในการโหวตเลือกนายกฯ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 “สส.สุริยา” ได้สร้างความฮือฮาด้วยการโหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่คู่แข่งของ “อนุทิน” ในการโหวตครั้งนั้นคือ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน

สำหรับเส้นทางการเมืองของ “สุริยา” เริ่มต้นจากระดับท้องถิ่น โดยเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลกุมภวาปี จ.อุดรธานี เมื่อปี 2564 ก่อนจะผันตัวขึ้นสู่สนามการเมืองระดับชาติ

“สุริยา” สมัครรับเลือกตั้ง สส. ครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2566 สังกัดพรรคก้าวไกล แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง พ่ายแพ้ให้กับขาใหญ่อย่าง “ธีรชัย แสนแก้ว” อดีต สส.อุดรธานี หลายสมัยของพรรคเพื่อไทย

“สุริยา” ลงสมัครอีกครั้งในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สังกัดพรรคประชาชน ได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก โดยเฉือนชนะ “ธีรชัย แสนแก้ว” ไปไม่กี่ร้อยคะแนน

หลังเลือกตั้ง “สุริยา” สร้างข้อกังขาครั้งแรกโดยการชิงเดินทางไปรายงานตัวในวันที่ 2 มีนาคม โดยไม่รอว่าที่ สส. พรรคประชาชนที่นัดหมายกันไปรายงานตัวพร้อมกันในวันที่ 9 มีนาคม

จากนั้นก็มีพฤติกรรมต่อเนื่อง โดยการสวนมติพรรคโหวตเลือก “อนุทิน” เป็นนายกฯ ต่อด้วยการโหวตเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ครองฉายา “งูเห่าสีส้ม” คนล่าสุด

ชง ไทยเที่ยวไทยพลัส เข้า ครม. 22 ก.ย. เริ่มใช้ พ.ย.69 ‘สุรศักดิ์’คาดกระตุ้นท่องเที่ยว 2 หมื่นล้าน

11 กันยายน 2569 เวลา 13:59 น.

“สุรศักดิ์” เผย ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้า ครม. 22 ก.ย.นี้ คาด กระตุ้นท่องเที่ยว 2 หมื่นล้าน คุมเข้ม โรงแรมฉวยขึ้นราคา บังคับแสดงราคาเทียบปีก่อน

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสว่า เป็นโครงการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และไตรมาส 1 ปีหน้า ที่ภาครัฐจะสนับสนุนให้มีการเดินทางในประเทศ โดยจะสนับสนุนค่าที่พัก โดย 1 สิทธิ์จะได้รับการสนับสนุนค่าที่พัก จ่ายตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท เป็น Flat Rate (อัตราคงที่) โดยหากราคาที่พักเกิน รัฐบาลจะสนับสนุนแค่ 2,000 บาท ส่วนที่เหลือประชาชนจ่ายเอง หรือหากค่าที่พักไม่ถึงก็เบิกตามจริง

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า อีกส่วนคือคูปอง มูลค่าต่อ 1 สิทธิ์ 1,500 บาท ในเมืองหลัก และอีก 2,000 บาทในเมืองรอง โดยหลักการใช้คล้ายกับโครงการคนละครึ่ง เป็น Co-payment รัฐบาลจ่าย 50% นักท่องเที่ยวจ่าย 50% โดยคูปองขยายผู้ประกอบการการท่องเที่ยวมากขึ้น สามารถใช้ได้มากกว่าร้านอาหาร แต่ยังรวมถึงสปา ร้านขายของที่ระลึก บริการนวด และแพ็กเกจท่องเที่ยว เช่น ดำน้ำ ล่องเรือ และอื่นๆ ที่สามารถจัดได้ในเรื่องการท่องเที่ยว โดยในเฟสนี้จะให้ที่ 1 ล้านสิทธิ์ ประชาชน 1 คนสามารถใช้สูงสุดได้ไม่เกิน 5 สิทธิ์ ส่วนช่วงเวลาลงทะเบียน จะอยู่ในช่วงเดือน ต.ค. และจะใช้ได้ในเดือน พ.ย.69 จนถึงวันที่ 15 ธ.ค.69 ก่อนจะงดการใช้ในช่วงปีใหม่ 1 เดือน โดยจะเริ่มใช้ได้อีกครั้ง 16 ม.ค.70 ถึงวันที่ 28 ก.พ.70 รวมระยะเวลา 3 เดือน

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า คาดว่าโครงการนี้ น่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในวันที่ 22 ก.ย.โดยใช้งบประมาณจากเงินกู้ มีวงเงิน 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจได้กว่า 2 หมื่นล้านบาท

เมื่อถามว่า จะมีมาตรการในการกำกับดูแลการฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าที่พักหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังออกแบบระบบมาเพื่อป้องกันการขึ้นราคาค่าที่พัก ซึ่งโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ 1 สิทธิ์ได้ไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นการจ่ายรวบ ก็ได้รับการร้องเรียนว่ามีการขึ้นราคา ซึ่งโครงการนี้ไม่ใช่โครงการแรก ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีการดำเนินโครงการต่อเนื่องมาหลายเฟส จนถึงขณะนี้มีผู้ถูกขึ้นแบล็คลิสต์ ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ประมาณ 1,000 ราย คนกลุ่มนี้จะมีโอกาสเข้าร่วมโครงการแล้ว ส่วนโครงการครั้งล่าสุดก็พบอยู่ 4 ราย แสดงให้เห็นว่ามีการทุจริตลดลง ส่วนมาตรการป้องกันการทุจริต สามารถทำได้ โดยผู้ประกอบการที่พักต้องนำเอกสารยืนยันราคามาร่วมลงทะเบียนด้วย ซึ่งราคาที่พักในช่วงโลว์ซีซั่นกับไฮซีซั่น ไม่เท่ากันอยู่แล้ว ซึ่งในเดือน พ.ย.ช่วงที่เริ่มโครงการก็เป็นไฮซีซั่น ซึ่งราคาต้องไม่ต่างกับปีที่แล้ว จึงให้เอาราคามาแสดง เพื่อป้องกันการขึ้นราคา ในระหว่างที่เริ่มโครงการ นอกจากนี้ จะมีการรับแจ้งหากมีการขึ้นราคา จะมีตำรวจท่องเที่ยวเข้าไปดำเนินการ ซึ่งกระทรวงการคลังเชื่อว่า การออกแบบโครงการเป็น Flat Rate จะทำให้การขึ้นราคาไม่มีประโยชน์ ซึ่งอาจเป็นวิธีการป้องกันการขึ้นราคาที่พักในช่วงที่มีโครงการได้

อภิสิทธิ์ ลั่น กกต.อย่า 2 มาตรฐาน ทำลายระบบการเมือง จี้ยึดบรรทัดฐานศาลฎีกาชี้ขาดคดี ฮั้ว สว.

11 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

“ประชาธิปัตย์” จี้ กกต. ยึดบรรทัดฐานศาลฎีกา ชี้ขาดคดี “ฮั้ว สว.” 14 ก.ย.นี้ เตือนอย่าใช้ 2 มาตรฐาน ระวังผิด ม.157 ลั่นพร้อมช่วยเหลือ“กลุ่มสว.สำรอง”ฟ้องศาลอาญาทุจริตฯ เอาผิดองค์กรอิสระ ระบุ“ไอลอว์ -สนธิ” นัดเคลื่อนไหวเป็นสิทธิตามรธน.

วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาคดีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่า เพื่อป้องกันความสับสนในสังคม และเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของ กกต. ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการได้มาซึ่ง สว.กกต. ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา 62 ที่ระบุชัดเจนว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตหรือรู้เห็น ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ไม่ใช่ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น ทั้งยังครอบคลุมไปถึงการมียื่นเรื่องประกอบมาตรา 76 กรณีพรรคการเมืองเข้ามาสนับสนุน และมาตรา 77 เรื่องการซื้อเสียงหรือจัดเลี้ยง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ซึ่งลำดับบรรทัดฐานคำพิพากษาของศาลฎีกาและแนวทางที่กกต. เคยยึดถือมาในอดีต ตั้งแต่การเลือก สว. ปี 2562 และคดีต่าง ๆ ในการเลือก สว. ปี 2567 ที่ผ่านมา ดังนี้

1. คำสั่งศาลฎีกา วันที่ 5 สิงหาคม การแลกเปลี่ยนคะแนนและการสมยอมจับคู่ลงคะแนน แม้จะเป็นเพียงการติดต่อคุยกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อขอแนะนำตัวหรือแลกคะแนน ก็ถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้เลือกจากความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างเป็นอิสระ

2.คดีเดือนกันยายน 2568 กรณีตกลงเลือกไขว้และเสนอตำแหน่งให้กัน ซึ่งศาลฎีกาตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริต ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงอีกคดีในวันที่ 22 กันยายน ที่มีการจับคู่กลุ่มแลกคะแนนและจัดเลี้ยง ซึ่งศาลระบุชัดว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น

3. คดีเดือนพฤศจิกายน กรณีโทรศัพท์ชักชวนให้ลงคะแนนพร้อมเสนอเงินให้แก่กัน ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ์ และอีกคดีในวันที่ 26 พฤศจิกายน กรณีส่งข้อความขอแลกคะแนน “ดูแลผมด้วย”

4.คดีเดือนธันวาคม 2568 กรณีขอแลกเปลี่ยนคะแนนแลกผลประโยชน์ และคดีโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด

“ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว. ที่จะพิจารณาในวันที่ 14 กันยายนนี้ มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โตกว่าคดีที่ กกต. เคยยื่นศาลฎีกามาแล้วทั้งสิ้น หาก กกต.ไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิมที่ตนเองเคยใช้ และศาลเคยรับรอง จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ซึ่งเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรรมการ กกต. 4 คน ที่มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งตามหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ควรเข้าร่วมประชุมหรือวินิจฉัย แต่เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องเข้าประชุม ทางออกเดียวตามหลักนิติธรรมคือ กกต. ต้องมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยแทน

ส่วนกรณีที่มีการอภิปรายในสภาอ้างเรื่อง ผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ โดยระบุว่าการสอบสวนของ DSI ไม่ชอบนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยในกรณีของอดีตรัฐมนตรี พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง และนายภูมิธรรม เวชยชัย แล้วว่า กระบวนการของอนุกรรมการฯ และ DSI ไม่ได้มีสิ่งใดผิดกฎหมาย ในทางกลับกัน หาก กกต. วินิจฉัยแบบ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยของ กกต. นั่นแหละจะกลายเป็นผลไม้พิษ ที่เกิดจาก กกต. ซึ่งเป็นดอกพิษ อันมาจากวุฒิสภาที่เป็นกิ่งก้านพิษ และพรรคการเมืองที่ครอบงำ สว. ซึ่งเป็น ต้นไม้พิษ

“ยืนยันว่าหากวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเข้าช่วยเหลือสนับสนุนข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้กับผู้เสียหาย (กลุ่ม สว. สำรอง) เพื่อนำคดีขึ้นสู่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อฟ้องเอาผิดองค์กรอิสระต่อไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ภาคประชาชนและกลุ่มต่าง ๆ กลุ่มไอลอว์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล นัดหมายเคลื่อนไหวชูประเด็นความยุติธรรมนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่าสังคมอยากเห็นความถูกต้อง และไม่อยากให้ระบบถูกครอบงำบนความไม่ถูกต้อง ซึ่งคดีนี้ในเชิงกฎหมายมีความชัดเจนมาก จึงอยากเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงเพื่อไม่ให้เกิดชนวนความขัดแย้งรุนแรงในสังคม

ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ บิ๊กพาณิชย์ ยึดความเห็นร่วม​ ปลัดใหม่​ -เก่า​ มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน

11 กันยายน 2569 เวลา 13:40 น.

ศุุภจี​ ชี้​ ปรับทัพบิ๊กก.พาณิชย์​ใหม่​ ยึดความเห็นร่วม​ ปลัดใหม่​ -​ เก่า​ มั่นใจไร้แรงกระเพื้อมในกระทรวง​ หลัง​ ทูตWTO จ่อลาออก​ เหตุถูกเด้งเข้ากรุ​ ลั่นครบวาระ 6 ผีแล้ว​ ก็ต้องกลับ

วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา​ 11.10 น.​ ที่ทำเนียบรัฐบาล​นางศุภจี​ สุ​ธรรม​พันธุ์​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พาณิชย์​ กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนงานของกระทรวงพาณิชย์ หลังจัดทัพอธิบดี และข้าราชการระดับซี​ 10 ใหม่ 9 ตำแหน่ง ว่า​ ทุกคนทำ หน้าที่ผลักดันตามนโยบายของกระทรวง พาณิชย์ที่ตั้งไว้ซึ่งเป็น 5 โจทย์เดิม​ ประกอบด้วย 1 การดูแลค่าครองชีพ 2 การดูแลสินค้าเกษตร 3 การเจรจาการส่งออกเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง 4 การดูแลกลุ่ม SMEs เป็นต้น

เมื่อถามย้ำว่าการจัดทัพผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ใหม่จะเน้นไปในทิศทางใด นางศุภจี​ กล่าวว่า​ ทำตามความเหมาะสมและความสามารถของบุคลากร ซึ่งเป็นการร่วมกันระหว่างตน นายวุฒิไกร​ ลีวีระพันธุ์​ ปลัดกระทรวง​ นายพูนพงษ์​ นัยนาภาพร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีเป็นปลัดกระทรวงคนใหม่ ฉะนั้นเราทำงานร่วมกัน 3 คน ที่ช่วยดูในเรื่องความเหมาะสม​

เมื่อถามถึงกระแสข่าวความไม่พอใจของ นางสาวพิมพ์ชนก​ วอนขอพร เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ขอลาออกจากตำแหน่ง​ หลังจากที่มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี​ ชี้แจงว่า​ ท่านหมดวาระตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ซึ่ง ดำรงตำแหน่งได้ 4 ปีและสามารถต่ออายุได้อีก 1 ปี​ 2 ครั้ง​ รวมเป็น​ 6 ปี​ ซึ่งนางสาวพิมพ์ชนกครบแล้ว​ และท่านมีครอบครัวอยู่ต่างประเทศ ซึ่งอยากจะไปดูแลมารดา​ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบปกติอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าเมื่อหมดวาระก็ต้องกลับประเทศไทย

เมื่อถามว่าการจัดทัพใหม่ในครั้งนี้จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในกระทรวงพาณิชย์หรือไม่ นางศุภจียืนยันว่า ไม่ ตอนนี้ทุกคนตั้งใจกันทำงาน และมุ่งมั่นในการสร้างประโยชน์ทำนโยบาย

“เมื่อต่อไม่ได้แล้ว มันก็ต้องจบ ก็ต้องกลับเท่านั้นเอง เพราะ 6 ปีแล้ว”

‘พิสิษฐ์’ นำทีม สว. รุมซัด นครินทร์ ดูหมิ่น ด้อยค่าวุฒิสภา

11 กันยายน 2569 เวลา 13:26 น.

“พิสิษฐ์” นำทีม สว.รุมซัด “นครินทร์”ดูหมิ่น ด้อยค่า ทำสว.เสื่อมเสียชื่อเสียง ไร้หลักฐานหลังอ้าง “มีชัย”ออกแบบวุฒิสภา คือความผิดพลาดทำความชอบธรรมทางการเมือง สว.ต่ำ จี้ออกมาชี้แจงทำสังคมเข้าใจผิด

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.พร้อม สว.บางส่วน แถลงถึงกรณีที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นพาดพิงถึงวุฒิสภา เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ เนื่องจากมาจากระบบเลือกกันเอง และมีการกล่าวอ้างว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เคยบอกว่า การออกแบบระบบวุฒิสภาเป็นความผิดพลาดที่สุดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และต่อมานายมีชัยได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยบอกและไม่เคยเจอกับนายนครินทร์ ว่า ทางวุฒิสภาจึงเห็นว่าคำดังกล่าว คำพูดดังกล่าวของนายนครินทร์กระทบโดยตรงต่อองค์กรวุฒิสภารวมถึงนายมีชัยด้วย จึงอยากสื่อสารถึงประชาชนและสังคมใน 5 ประเด็น 1. การที่นายนครินทร์พูดในงานดังกล่าว เป็นการดูหมิ่นและด้อยค่าสว. การกล่าวเหมารวม ว่าสว. มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำเป็นการเป็นการลดทอน เหยียดศักดิ์ศรี และความน่าเชื่อถือขององค์กรและสว. ทั้ง 200 คน ที่ได้มาตามรัฐธรรมนูญ 2560 โดยไม่พิจารณาถึงคุณสมบัติการปฏิบัติงาน และผลงานของสมาชิกแต่ละคน

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สว.ชุดปัจจุบันไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือผู้กำหนดกติกา แต่เป็นเพียงผู้สมัครและผู้ที่ได้รับเลือกจากกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา สว. กำหนดไว้ การวิจารณ์ระบบสามารถทำได้ แต่ไม่ควรนำไปเหมารวมด้อยค่าหรือทำให้สว.ทั้งองค์กรได้รับความเสียหาย อีกทั้งในหนังสือในใจของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นายมีชัย ระบุเจตนาชัดเจนว่า การกำหนดที่มาของสว.รูปแบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2560 เน้นความสำคัญของประชาชนทั่วไป ที่จะเข้ามาสมัครโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกินกำลังของบุคคลทั่วไป และต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง จึงให้ผู้สมัครด้วยกันเองเลือกตามวิธีการ ตามกฎหมายซึ่งถือว่าสอดคล้องตามเจตนาของนายมีชัยและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 2.คำกล่าวของนายนครินทร์ เป็นคำกล่าวอ้างที่มีข้อสงสัยอย่างร้ายแรงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะนายมีชัยออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยพูดและไม่เคยเจอนายนครินทร์ด้วยซ้ำ ตนในฐานะสว.จึงอยากให้นายนครินทร์ออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนพร้อมแสดงหลักฐานการสนทนาที่กล่าวอ้าง

“เหตุที่พวกเราเพิ่งออกมาให้ความเห็นหลังผ่านมา 4 วัน เพราะเราเคารพนายนครินทร์ ที่เป็นถึงอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่านายนครินทร์จะออกมา แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการออกมาชี้แจง จึงขอให้ออกมาชี้แจงด้วย ”นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า 3.การที่นายนครินทร์ใส่ร้ายให้ความเห็นไม่ตรงกับนายมีชัยนั้น อาจทำให้นายมีชัยและคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจทำให้สังคมเข้าใจได้ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญยอมรับว่าตัวเองทำกติกาผิดพลาด เมื่อผู้ถูกอ้างยืนยันว่าไม่เคยทำ และไม่เคยพบกับนายนครินทร์ หากไม่ปรากฏทางสนับสนุนย่อมเข้าข่ายทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือเป็นการใส่ร้ายได้ 4.นายนครินทร์ กำลังทำให้ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่าสว. ชุดปัจจุบันไม่มีฐานะหรือไม่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงคือสว.ทั้ง 200 คนเข้าสู่ตำแหน่งตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นกำหนดไว้ การวิพากษ์วิจารณ์จึงควรแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างระบบกับการกล่าวลดทอนความชอบธรรมกับสว.ทั้งคณะ และไม่ควรอาศัยคำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานมายืนยันทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

นายพิสิษฐ์ กล่าอีกว่า สุดท้าย 5.พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อบทบาทหน้าที่ในอดีตของนายนครินทร์ ที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง และยังเป็นถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญยาวนานถึง 10 ปี คำกล่าวของนายนครินทร์ถือว่ามีน้ำหนักต่อสาธารณชน หากนายนครินทร์เห็นว่าระบบสมาชิกวุฒิสภาเป็นปัญหาสำคัญ เหตุใดจึงไม่แสดงข้อทักท้วงอย่างชัดเจนในขณะที่ดำรงตำแหน่งในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญและองค์กรต่างๆ ของรัฐธรรมนูญด้วย การออกมาให้ความเห็นในภายหลังโดยอ้างถึงบุคคลอื่น โดยผู้ถูกอ้างออกมาปฏิเสธโดยตรง ย่อมเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และทำให้สังคมมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความสอดคล้องและความรับผิดชอบ ความน่าเชื่อถือบทบาทในอดีตกับคำกล่าวในปัจจุบัน หากนายนครินทร์มองว่าวันนี้การเมืองมีปัญหา ไม่มีอนาคต มีแต่ความมืดมัว ท่านเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ด้วยหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า ต่อไปขอให้นายนครินทร์ ระมัดระวังการใช้คำพูดที่เหมารวม ลดทอนหรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียต่อองค์กรวุฒิสภาและบุคคลอื่น และขอให้เคารพสิทธิประชาชน ที่ต้องได้รับข้อมูลถูกต้องตรวจสอบได้ แล้ววุฒิสภายืนยันว่า การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง และรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิทำได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ความสุจริตและความรับผิดชอบและความรับผิดชอบต่อสาธารณะต่อสาธารณะมิใช่การกล่าวอ้างที่ปราศจากหลักฐาน จนทำให้บุคคลหรือองค์กรของรัฐได้รับความเสียหาย

ด้าน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. กล่าวว่า พวกเราคงไม่มีความเห็นอะไรในประเด็นที่นายนครินทร์กล่าวไว้ นอกจากจะขอให้ไปพิจารณาทบทวนตัวท่านเองก่อน ทุกองค์กรมาด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้รวมถึงตัวท่านด้วย ขณะที่บ้านเมืองมีขื่อมีแป ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์กรสำคัญในทางการเมือง ตนจะไม่กล่าวว่าอะไรคงจะเป็นเรื่องที่สังคมจะพิจารณาได้

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า สำหรับพวกเราสมาชิกวุฒิสภา พวกเราเคารพกติกาของทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นดีเอสไอ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 คณะไต่สวนชุดที่ 36 เราเคารพการปฏิบัติหน้าที่ของท่านในฐานะเจ้าพนักงาน ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้วย โดยเฉพาะกระแสสังคมขณะนี้ ในฐานะเจ้าพนักงานมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ที่ทำให้สังคมได้รับข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นเอกสารทางราชการ

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น ตนจึงมองว่าการมีสถานะที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในฐานะความเป็นเจ้าพนักงานนั้น การให้ความเคารพกฎกติกา เคารพซึ่งกันและกัน จะก่อให้เกิดความสามัคคีบ้านเมืองนี้ จึงขอฝากให้สังคมและพิจารณาในประเด็นนี้ด้วย