เช็กชื่อ ใครรอด-ใครร่วง !? กกต.เปิดมติสอบฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 4-7

20 กันยายน 2569 เวลา 21:43 น.

กกต.เปิดมติสอบฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 4-7 ส่งศาลฎีกาดำเนินคดี 77 ราย ระบุชื่อผู้ถูกร้องชัดเจน แบ่งเป็น สว. 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน ขณะที่บางสำนวนมีมติยกคำร้องทั้งเอกฉันท์และเสียงข้างมาก

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยมติการพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ในข้อกล่าวหาที่ 4-7 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งมีการพิจารณาเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 และเผยแพร่เป็นข่าวเลขที่ 456/2569 วันที่ 20 ก.ย. 2569 ข้อกล่าวหาดังกล่าวประกอบด้วย

ข้อกล่าวหาที่ 4 จัดทำ เสนอ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด

ข้อกล่าวหาที่ 5 เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด

ข้อกล่าวหาที่ 6 เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์เพื่อสมัครหรือไม่สมัครรับเลือก เพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัคร

ข้อกล่าวหาที่ 7 เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด

เปิดรายชื่อกลุ่มที่ กกต.มีมติส่งศาลฎีกา

1. กลุ่มจังหวัดสุราษฎร์ธานี
กรณีที่ 1 กกต.มีมติเอกฉันท์ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ได้แก่
นายสุบิน ศักดา ผู้ถูกร้องที่ 212
นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร ผู้ถูกร้องที่ 224
นางสาวนิสิตา หมั่นไชย ผู้ถูกร้องที่ 225
ส่วนผู้ถูกร้องที่ 1 และ 227 มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ยกคำร้อง ได้แก่ พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ และ นางสาวญาณี สีฟ้า ขณะที่ผู้ถูกร้องที่ 203 คือ นายพิชัย ชมภูพล มีมติ 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง

กรณีที่ 2 กกต.มีมติเอกฉันท์ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ได้แก่ ผู้ถูกร้องที่ 150-158 ประกอบด้วย
นายเชวงศักดิ์ สุพัฒน์แก้ว
นายโกศล สงรักษ์
นายเมธา หมานพัฒน์
นายกนกศักดิ์ บุญรัตน์
นายเชาวลิตร พระเลิศ
นางสาวทัศนีย์ อินทวิเศษ
นายโกวิทย์ สินกลิน
นางสาวศุรดำ เดชจันทร์แสง
นายสุนิเชต สุพัฒน์แก้ว

2. กลุ่มจังหวัดอุทัยธานี
มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาทุกกรณี ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 10 นายเศก จุลเกษร
ผู้ถูกร้องที่ 134 นายอลงกต วรกี่

3. กลุ่มจังหวัดนครศรีธรรมราช
มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาทุกกรณี ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 29 นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว
ผู้ถูกร้องที่ 35 นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว
ผู้ถูกร้องที่ 135 นายณัฐกิตติ์ หนูรอด
ผู้ถูกร้องที่ 207 นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์
ผู้ถูกร้องที่ 211 นางสาววาริน ชิณวงศ์
ผู้ถูกร้องที่ 220 นายอธิวัฒน์ มนตรี

4. กลุ่มจังหวัดสงขลา
กรณีที่ 1 ผู้ถูกร้องที่ 63 นายโสภณ มะโนมะยา และผู้ถูกร้องที่ 174 นายอำนาจ กิติโชติ มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา
กรณีที่ 2 นายโสภณ มะโนมะยา และผู้ถูกร้องที่ 175 นายปรีชา วิเศษสินธุ์ มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา
กรณีที่ 3 นายโสภณ มะโนมะยา และผู้ถูกร้องที่ 176 นายสุพร บริสุทธิ์ มีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง

5. กลุ่มจังหวัดหนองบัวลำภู
กรณีที่ 1 ผู้ถูกร้องที่ 84 นายสรชาติ วิชยสุวรรณพรหม มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา
กรณีที่ 2 ผู้ถูกร้องที่ 221 นางสาวภัณนิภา ผาสุก มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในประเด็นที่ 1-5, 7 และ 8 ส่วนประเด็นที่ 6 มีมติให้ยกคำร้อง
นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูกร้องที่ 416 นางสาวธัญรัตน์ สุวรรณพรหม, ผู้ถูกร้องที่ 417 นางสุมาลัย ทรงแสงฤทธิ์, ผู้ถูกร้องที่ 418 นางสาวปิยลักษณ์ ศิลาแดง, ผู้ถูกร้องที่ 419 นายเสกสรร นิสัยกล้า และผู้ถูกร้องที่ 330 นายสมศักดิ์ บุญตี อยู่ในประเด็นต่าง ๆ ตามที่ กกต.ระบุในเอกสาร

6. กลุ่มจังหวัดสิงห์บุรี
มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาทุกกรณี ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 115 นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนา และผู้ถูกร้องที่ 427 นางภณิดาทิพย์ เต็งวงษ์วัฒนา
ผู้ถูกร้องที่ 50 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม
ผู้ถูกร้องที่ 226 นางสาวรุ่งรัฏฏิกาล โพธิ์ไกร

7. กลุ่มจังหวัดภูเก็ต
กรณีที่ 1 มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 56 นาย นิพนธ์ เอกวานิช
ผู้ถูกร้องที่ 207 นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์
ผู้ถูกร้องที่ 210 นายวงศกร ชนะกิจ
กรณีที่ 2 นาย นิพนธ์ เอกวานิช และผู้ถูกร้องที่ 181 นายปิติพงษ์ ลิ่มรัช มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง

8. กลุ่มจังหวัดราชบุรี
มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทุกประเด็น ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 202 นายนภินทร ศรีสรรพางค์
ผู้ถูกร้องที่ 215 นายเมธัสสิทธิ์ ลัคนทินวงศ์
ผู้ถูกร้องที่ 217 นายไชยวิทย์ บัวงาม
ผู้ถูกร้องที่ 218 นายสำอาง แก้วประดับ
ผู้ถูกร้องที่ 139 นายวิถี สุพิทักษ์ ซึ่งเป็น สว.สำรอง

9. กลุ่มจังหวัดนครพนม
กรณีที่ 1 มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 114 นายสากล ภูลศิริกุล
ผู้ถูกร้องที่ 213 นายศุภชัย โพธิ์สุ
ผู้ถูกร้องที่ 214 นายปริญญา ธรเสนา
ส่วนประเด็นที่ 3 ของผู้ถูกร้องที่ 114 มีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง

กรณีที่ 2 ผู้ถูกร้องที่ 127 นายสิทธิกร ธงยศ มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในประเด็นที่ 1 และ 4 ขณะที่ประเด็นที่ 2 และ 3 มีมติยกคำร้อง
นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกร้องที่ 102 นายสมหมาย ศรีจันทร์, ผู้ถูกร้องที่ 371 นายเกรียงไกร ศักดี และผู้ถูกร้องที่ 421 นายทิชากร อติวรรณกุล รวมถึงผู้ถูกร้องที่ 422-426 ได้แก่ นายสมโภช อ้วนดี, นายกิติศักดิ์ จำปา, นายนพพร พรหมจันทร์, นายประพจน์ วงศ์ล่าม และนายบรรจบ พรหมสา

10. กลุ่มจังหวัดสุโขทัย
มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาทุกกรณี ได้แก่
ผู้ถูกร้องที่ 6 พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา
ผู้ถูกร้องที่ 209 นายวิรัช บัวคง
ผู้ถูกร้องที่ 208 นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์
ผู้ถูกร้องที่ 25 นายฤชุ แก้วลาย

มติรายบุคคล ระบุชื่อผู้ถูกร้อง
ในส่วนการกระทำรายบุคคล กกต.มีมติแตกต่างกันไปตามประเด็นและพยานหลักฐาน โดยมีรายชื่อสำคัญ ดังนี้
นายวีระ สุดสังข์ ผู้ถูกร้องที่ 184 มีมติเอกฉันท์ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา
นายบำรุง ทองรอด ผู้ถูกร้องที่ 185 มีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง
นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว ผู้ถูกร้องที่ 17 มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในประเด็นที่ 1, 3 และ 4

ส่วนประเด็นที่ 2 ให้ยกคำร้อง

นายสมบูรณ์ หนูนวล ผู้ถูกร้องที่ 23 มีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง

นายสุเทพ สังข์วิเศษ ผู้ถูกร้องที่ 18 และ นายพินัย วรรณทอง ผู้ถูกร้องที่ 182 มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

นายสนั่น ไพโรจน์ ผู้ถูกร้องที่ 179 มีมติเอกฉันท์ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

ผู้ถูกร้องที่ 178 นางผกามาศ ตันธนะสาร มีมติ 4 ต่อ 3 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

ผู้ถูกร้องที่ 180 นายสุวัชรพงษ์ ทินสุข มีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง

นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร ผู้ถูกร้องที่ 224 และ นายสืบศักดิ์ แววแก้ว ผู้ถูกร้องที่ 37 มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

นายคัมภีร์ ฉายแสง ผู้ถูกร้องที่ 222 มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง

นายวิเชียร ชัยสถาพร ผู้ถูกร้องที่ 108 และ นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ผู้ถูกร้องที่ 104 มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา

นายอาทร โยธา ผู้ถูกร้องที่ 216 มีมติเอกฉันท์ให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในหลายสำนวน

นายปริญญา แสนไชย ผู้ถูกร้องที่ 144, นางเดือนเพ็ญ พุ่มผลงาม ผู้ถูกร้องที่ 145, นายพิเชษฐ์ เสถียรวรพงศ์ ผู้ถูกร้องที่ 146, นางวชิรญา วงษ์โสมะ ผู้ถูกร้องที่ 147 และ นายจำานง ฉางข้าวชัย ผู้ถูกร้องที่ 148 มีมติให้ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาตามประเด็นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังมี หลายสำนวนมีมติยกคำร้อง

สำหรับข้อกล่าวหาที่ 5 และสำนวนอื่น กกต.มีมติยกคำร้องหลายสำนวน โดยส่วนใหญ่เป็นมติเอกฉันท์ เช่น
สำนวนเลขคดี สว. 42/2567 ผู้ถูกร้องที่ 56-62
สำนวนเลขคดี สว. 113/2567 ผู้ถูกร้องที่ 97-102
สำนวนเลขคดี สว. 23/2567 ผู้ถูกร้องที่ 22-27
สำนวนเลขคดี สว. 51/2567 ผู้ถูกร้องที่ 49, 51-55 และ 231-279
สำนวนเลขคดี สว. 71/2567 ผู้ถูกร้องที่ 77-83 และ 280-282
สำนวนเลขคดี สว. 35/2567 ผู้ถูกร้องที่ 112, 113 และ 116
สำนวนเลขคดี สว. 43/2567 ผู้ถูกร้องที่ 111-117 และ 141-143
สำนวนเลขคดี สว. 73/2567 ผู้ถูกร้องที่ 30-34 และ 286-289

และยังมีสำนวนที่มีมติ 6 ต่อ 1 ให้ยกคำร้อง ได้แก่ สำนวน นภ.สว.1/2567 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร และผู้ถูกร้องที่ 333-335 รวมถึงสำนวน นภ.สว.13/2567 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ นายสมศักดิ์ บุญตี

กกต.ระบุว่า รายชื่อผู้ถูกร้องทั้งหมดและเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำคำวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนเสร็จสิ้นภายใน 60 วันแล้ว จะเผยแพร่คำวินิจฉัยให้ประชาชนรับทราบต่อไป

สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วน 1444

อย่างไรก็ตามการมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา เป็นขั้นตอนตามกระบวนการของ กกต. ไม่ใช่คำพิพากษาว่าผู้ถูกร้องมีความผิดแล้ว โดยต้องรอการพิจารณาของศาลต่อไป ทั้งนี้ รายชื่อและรายละเอียดข้างต้นเรียบเรียงจากเอกสารข่าว กกต. เลขที่ 456/2569 และควรตรวจสอบกับคำวินิจฉัยฉบับเต็มและเอกสารแนบก่อนนำไปเผยแพร่ในรายละเอียดเฉพาะรายบุคคล

สว. เตรียมถกรายงานอัพเกรดเลือกตั้ง ‘เสรี-เป็นธรรม’ กมธ.ชง ริบอำนาจ กกต.

20 กันยายน 2569 เวลา 20:51 น.

วันนี้ 20 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 21ก.ย.นี้ โดยมีวาระพิจารณาสำคัญ คือ รายงานศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการรเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม เสนอโดย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธานกมธ.

ผู้สื่อข่าวรายงานในรายฉบับดังกล่าว ได้ยกบทเรียนการเลือกตั้ง สส. ปี2562 ปี2566 และ ปี2569 เป็นฐานการพิจารณา และพบปัญญหาสำคัญ คือ 1.ปัญหาเชิงโครงสร้าง กฎหมาย และระบบการเลือกตั้ง ที่พบว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้ดุลยพินิจเพื่อวินิจฉัยและชี้ขาดในประเด็นต่างๆ ไม่น่าเชื่อถือ เช่น กรณีที่พรรคการเมืองแจกน้ำดื่มในคูหาเลือกตั้ง โดย กกต.ในอดีตวินิจฉัยว่าไม่ผิด แต่ปัจจุบันถูกวินิจฉัยว่าผิด ซึ่งกระทบต่อผู้รับสมัครรับเลือกตั้งไม่มั่นใจในการใช้นโยบายหาเสียง เพราะกังวลว่าจะถูกใช้เป็นประเด็นกลั่นแกล้ง ผ่านการฟ้องร้องต่อ กกต. นอกจากนั้น กกต. ยังล่าช้าตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร เช่น ถือหุ้นสื่อ คดีอาญา ที่ต้องใช้เวลานาน 1-2 ปี เพราะขาดอำนาจมาตรฐานประสานงานกับหน่วยงานรัฐอื่น ทำให้ผู้ได้รับเลือกตั้งถูกวินิจฉัยความผิดย้อนหลัง นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ สิ้นเปลืองงบประมาณ

สว.

รายงานของกมธ.พัฒนาการเมือง ยังระบุต่อว่า กกต. มีปัญหาตีความ โดยมักเป็นไปเพื่อป้องกันความรับผิดของตนนเอง โดยตีความอย่างงเคร่งครัดที่เป็นอุปสรรคต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือ ตีความคับแคบ และระมัดระวังเกินไป เช่น บัตรเลือกตั้งที่ไม่เคยเปลี่ยนรูปแบบ ทั้งที่หลายประเทศพัฒนาไปสู่การใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ลงคะแนนผ่านมือถือ ที่ทำให้การพัฒนาการเลือกตั้งที่ทันสมัยสะดุดลงและไม่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้ การใช้บทลงโทษที่รุนแรงในการตัดสินทางการเมือง ทั้งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร โดยเฉพาะการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตรุนแรงเกินไป และครอบคลุมถึงกรรมการบริหารพรรคได้ ที่อยู่ภายใต้ดุลยพินิจของ กกต. บางครั้งอาจเป็นการทำลายโครงสร้างของพรรคการเมือง ผ่านการตัดสิทธิ์ผู้บริหารพรรค

รายงานระบุด้วยว่า นอกจากนั้นยังมีข้อกังขาต่อที่มาของ กกต. และความยึดโยงของประชาชน โดย กกต.ชุดปัจจุบันมาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีรากฐานจากการยึดอำนาจ ทำให้กกต.ถูกตั้งคำถามของที่มาและความชอบธรรม โดยเฉพาะ กกต. บางคนมาจากการเลือกของ สนช.ที่มาจากการสรรรหาของ คสช. ขณะที่สว.ชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกกันเองของสายอาชีพ ทำให้มีคำถามการยึดโยงของประชาชน ขณะเดียวกันกกต.สวนกลางกับภูมิภาค มีมาตรฐานทำงานไม่ตรงกัน นอกจากนั้นยังพบปัญหาความไม่เป็นกลางงของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย (กปน.) ที่เป็นข้าราชการในท้องที่ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ส่งผลต่อการทำงาน และมีข้อกังวลต่อการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยที่ผันแปรไปตามสถานการณ์การเมือง ที่ถูกโยงถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมในการรับคะแนน ที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้สมัครรับบเลือกตั้ง ที่ไม่มีสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานดังกล่าว ระบุถึงข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขใน 3 แนวทาง คือ ข้อเสนอในระดับหลักการ ปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบันต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. แบ่งบทบาท ตรวจสอบ ถ่วงดุล กระจายอำนาจในการเลือกตั้งไปสู่ท้องถิ่น โดยหัวใจของข้อเสนอส่วนดังกล่าวคือ สร้างความยึดโยงงของ กกต. กับประชาชน ผ่านการให้ความเห็นชอบจากมติร่วมกันของรัฐสภา คือ สส. และ สว. และปรับโครงสร้างคณะกรรมการสรรหา ให้เป็นแบบดุลยภาพไตรภาคี มีฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชากการ และภาคประชาชน เพื่อลดผูกขาด ขณะที่คุณสมบัติของ กกต. ให้ลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำเหลือ 35 ปี และ ให้ กกต. มาจาก 4 สายงานหลัก คือ กฎหมาย วิชาการ ภาคประชาสังคม และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ขณะที่อำนาจหน้าที่ของ กกต. ต้องแยกอำนาจจัดการเลือกตั้ง ออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตนเองเพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของการเลือกตั้ง พร้อมกับให้อำนาจรัฐสภาถอดถอน กกต. ได้ด้วยเสียงข้างมากของรัฐสภา เช่น 2 ใน 3 หรือ 3ใน5 ขณะที่ในประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ ประชาชนสมัครเป็น กปน. แทนข้าราชการท้องถิ่นเพื่อลดอิทธิพลทางการเมือง

ขณะที่ข้อเสนอระยะสั้น รายงานมีข้อเสนอ อาทิ ประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 7 วัน คืนสิทธิผู้ที่พลาดการเลือกตั้งล่วงหน้า ส่งเสริมการสังเกตการณ์โดยประชาชน และยกเว้นค่าใช้จ่ายผู้สังเกตการณ์ของพรรคกาเมือง รายงานผลคะแนนรายหน่วยในรูปแบบดิจิทัล ใช้ระบบหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ กำหนดเกณฑ์ส่วนต่างราษฎรในแต่ละเขตไม่เกิน 5% เพื่อป้องกันการแบ่งเขตไม่เป็นธรรม โดยยไม่แยกพื้นที่ระดับตำบลออกจากกัน ส่วนข้อเสนอระยะยาว คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกสส. และ พ.ร.ป.กกต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานของกมธ.การพัฒนาการเมือง ยังได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมาย รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ไว้ในท้ายรายงานด้วย

นฤพนธ์ ประกาศชัยชนะเลือกตั้งนายก อบจ.นนท์ ขอบคุณปชช.ยังไว้ใจกลุ่มผึ้งหลวง ลั่น อาธงชัยครับ เราทำให้สำเร็จแล้ว! 

20 กันยายน 2569 เวลา 20:50 น.

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569  นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ผู้สมัครเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี หมายเลข 1 กลุ่มผึ้งหลวง ได้แถลงข่าว หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ที่มีการนับคะแนนผ่านไปกว่า 50% แล้ว โดยนายนฤพนธ์ ได้คะแนนอันดับ 1 ทิ้งห่างคะแนนจากอันดับ 2 คือนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครหมายเลข 4 จากพรรคประชาชน กว่า 30,000 คะแนน

โดยนายนฤพนธ์ กล่าวว่า วันนี้รู้สึกขอบคุณพี่น้องชาวนนทบุรีทุกท่านที่ยังไว้วางใจกลุ่มผึ้งหลวง เพราะถ้าไม่ได้ท่านมาเลือกตั้งในวันนี้ เราคงไม่มีรู้ว่าเรายังเป็นที่ไว้วางใจอยู่ และขอขอบคุณทีมงานผึ้งหลวงทุกท่านที่ร่วมเหนื่อยตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย ทุกคนทำงานหนัก ทำให้ผลที่ออกมาเราได้รับความสำเร็จดังที่ใจตั้งไว้

“ผมคิดว่าดวงวิญญานของพ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี ยังเฝ้าดูว่าลูกหลานของท่านจะได้รับความสำเร็จหรือไม่ ผมขอพูดเลยว่า อาครับ ผม และทีมงานทุกคนเราทำให้สำเร็จแล้ว และเราจะสานต่อนโยบายที่เราเคยพูดไว้ เพราะฉะนั้น ขอให้อาสบายใจได้” นายนฤพนธ์ กล่าว 

เดชรัต ปชน. แถลงแสดงความยินดี นฤพนธ์ กลุ่มผึ้งหลวง ชนะเลือกตั้งนายกอบจ.นนท์ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง

20 กันยายน 2569 เวลา 20:27 น.

เดชรัต ปชน. แถลงแสดงความยินดี นฤพนธ์ กลุ่มผึ้งหลวง ชนะเลือกตั้งนายกอบจ.นนท์ หลังล่าสุดทิ้งห่างเกือบ 3 หมื่น ขอบคุณทุกคะแนนเสียง

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี หมายเลข 4 พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายงานบริหารท้องถิ่น พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าว ภายหลังทราบผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีอย่างไม่เป็นทางการ โดยผล อันดับ 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ผู้สมัครหมายเลข 1 กลุ่มผึ้งหลวง คะแนนนำทิ้งห่างนายเดชรัต 

โดยนายพิจารณ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนยอมรับความพ่ายแพ้ แม้ยังนับคะแนนไม่เสร็จ และยินดีกับ นฤพนธ์ ว่าที่ นายก อบจ.นนทบุรี พร้อมขอบคุณทุกคะแนนเสียง จากชาวนนทบุรีที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ที่มอบให้ อ.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครหมายเลข 4 จากพรรคประชาชน แต่คะแนนยังไม่มากพอที่จะให้เราเข้าไปทำหน้าที่บริหาร อบจ.นนทบุรี อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นอีกที่หนึ่ง ที่ปชน.อยากเข้าไปบริหาร

ด้านนายเดชรัต กล่าวว่า ตนรู้สึกขอบคุณแรงใจ และเสียงของประชาชน ที่ออกมาใช้สิทธิ์วันนี้ แม้มีอุปสรรค ทุกคะแนนเสียงไม่ว่าจะลงให้พรรคประชาชน หรือพรรคอื่น ล้วนมีความหมายในความรู้สึกของตน และพรรคประชาชน เราเชื่อมั่นและเคารพในเสียง และการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน

ขณะเดียวกัน ขอแสดงความยินดีกับนายนฤพนธ์ จากกลุ่มผึ้งหลวง ที่ชนะเลือกตั้ง และจะได้เข้ามาทำหน้าที่นายกอบจ.ต่อไป สำหรับตน 31 วันที่ผ่านมา มีความหมายมาก ได้สัมผัสพี่น้องทั่วถึง ไม่มีวันใดที่เราหยุดเดิน สิ่งเหล่านี้แม้เรายังไม่ชนะ แต่ความหมายจะยังคงอยู่ และจะทำหน้าที่การเมืองเพื่อความเปลี่ยนแปลงในบทบาทที่เราจะทำได้ทุกบทบาท

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงาน ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ล่าสุดเวลา 20.09 น. 

นับแล้ว 53% หรือ 769 จากทั้งหมด 1,450 หน่วยเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิจากหน่วยที่นับแล้ว 197,447 คน

อันดับ 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ผู้สมัครหมายเลข 1 กลุ่มผึ้งหลวง ได้ 101,635 คะแนน คิดเป็น 55.95%

อันดับ 2 นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครหมายเลข 4 พรรคประชาชน ได้ 72,464 คะแนน คิดเป็น 39.89%

อันดับ 3 นายธามม์ พักตร์บวร ผู้สมัครหมายเลข 6 ได้ 3,927 คะแนน คิดเป็น 2.16%

วรงค์ แฉ นักธุรกิจ ขอเคลียร์ปม ขุดสนง.อาชีวศึกษา ล็อกสเปกอุปกรณ์หุ่นยนต์ จี้ ประเสริฐ-ยศนันท์ ตั้งกก.สอบ-ชี้แจงประชาชน

20 กันยายน 2569 เวลา 19:27 น.

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

หลังจากที่ผมทั้งอภิปรายงบประมาณ และมีการแถลงข่าว กรณี มีการจัดซื้ออุปกรณ์หุ่นยนต์ เพื่อการเรียนการสอน ของสำนักงานอาชีวศึกษา ว่ามีการล็อคสเปคผ่านชุดควบคุม 6 D mouse โดยการจัดการของนาย M50

แทนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน

กลับกลายเป็นว่า วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้ ช่วงเวลาประมาณบ่ายๆ มีนักธุรกิจคนหนึ่ง อ้างว่าเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยี 6 D mouse มาขอพบผม ที่พรรคไทยภักดี โชคดีที่พบแต่ทีมงานผม เพราะผมมาต่างจังหวัด

ทางทีมงานได้ต่อสาย ให้คุยกับผม นักธุรกิจท่านนั้น ไม่ขอคุยทางโทรศัพท์ อยากจะขอพบผม เพื่อขอคุยกับผมต่อหน้า เรื่องที่ผมอภิปราย โดยอ้างว่าจะเล่าข้อเท็จจริง และมีการส่งเงินผ่านให้ใคร

ผมอยากจะเรียกร้องไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา รวมทั้งท่านรองนายกยศชนัน ที่ดูแลกระทรวงศึกษาว่า ผมไม่มีหน้าที่ต้องพบ หรือไปเคลียร์กับนักธุรกิจ ในเรื่องที่ผมอภิปราย

พวกท่านต่างหากที่มีหน้าที่ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับประชาชนทราบ เพราะผมมีหน้าที่ปกป้อง ประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติ ไม่ได้มีหน้าที่ไปเคลียร์หรือทำความเข้าใจกับนักธุรกิจคนไหนทั้งสิ้น” 

อัปเดตล่าสุด! ผลนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีอย่างไม่เป็นทางการ นฤพนธ์ จากกลุ่มผึ้งหลวง นำโด่ง 46,165 คะแนน ขณะที่ เดชรัต ปชน. ตามมา 31,745 คะแนน

20 กันยายน 2569 เวลา 18:49 น.

อัปเดตล่าสุด! ผลนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีอย่างไม่เป็นทางการ นับแล้ว 24.1% นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ จากกลุ่มผึ้งหลวง นำโด่ง 46,165  คะแนน ขณะที่ เดชรัต สุขกำเนิด พรรคประชาชน ตามมา 31,745 คะแนน 

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน ความคืบหน้าผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี แทน พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ. นนทบุรี ที่เสียชีวิตไป

โดยมีการทยอยนับคะแนนตั้งแต่ปิดหีบเวลา 17.00 น.ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ล่าสุดเวลา 18.40 น. 

นับแล้ว 24.1% หรือ 349 จากทั้งหมด 1,450 หน่วยเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิจากหน่วยที่นับแล้ว 88,426  คน

อันดับ 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ผู้สมัครหมายเลข 1 กลุ่มผึ้งหลวง ได้ 46,165 คะแนน คิดเป็น 56.79%

อันดับ 2 นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครหมายเลข 4 พรรคประชาชน ได้ 31,745 คะแนน คิดเป็น 39.05%

อันดับ 3 นายธามม์ พักตร์บวร ผู้สมัครหมายเลข 6 ได้ 1,769 คะแนน คิดเป็น 2.18%

สำหรับนายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ปัจจุบัน อายุ 57 ปี เป็นหลานชายของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี  จบการศึกษาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาล้ยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ ด้านการทำงาน เป็นวิศวกรบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง ภรรยา ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ โรงเรียนชลประทานวิทยา 

โดยกลุ่มผึ้งหลวงส่งนายนฤพนธ์ลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี หลังตำแหน่งว่างลงจากการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย และประกาศสานต่องานที่วางรากฐานไว้

ทั้งนี้ การเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีครั้งนี้ มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 1,450 หน่วย ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี บางบัวทอง ปากเกร็ด บางใหญ่ บางกรวย และไทรน้อย มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 1,075,971 คน

มีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ กลุ่มผึ้งหลวง, หมายเลข 2 พล.อ.นิพนธ์ สีตบุตร, หมายเลข 3 นายชุติพนธ์ ปิ่นมณี, หมายเลข 4 นายเดชรัต สุขกำเนิด พรรคประชาชน, หมายเลข 5 ว่าที่ ร.ต.นนทพันธ์ ปพัฒน์พรเจริญ และหมายเลข 6 นายธามม์ พักตร์บวร

อย่างไรก็ตาม ผลคะแนนดังกล่าว ยังเป็นผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ และอยู่ระหว่างการนับคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งที่เหลือ ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

รัฐบาลสั่งสอบชุด อส.ด่านถลาง ถูกร้องเรียนไถ่เงินชาวบ้าน หากผิดจริงดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

20 กันยายน 2569 เวลา 17:22 น.

วันที่ 20 ก.ย.6 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการร้องเรียนถึงพฤติกรรมการเรียกรับเงิน ของ อาวาสมัครรักษาดินแดง (อส.) สำรอง ของด่านตรวจอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต จนกลายเป็นกระแสทางสัมคมโซเซียลในขณะนี้


นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และนายอำเภอถลาง เร่งตรวจสอบข้อมูลชี้แจงให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน หากตรวจสอบพบ อส. มีพฤติกรรมตามที่ร้องเรียนให้ดำเนินการให้ถึงที่สุด ไม่มีการละเว้น เพราะถือเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายต่อหน่วยงาน เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี อส. มีหน้าที่หลักในการช่วยเหลือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ ดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนใน ไม่ใช่เอาเปรียบประชาชน หาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง

สำหรับความคืบหน้า ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชุดที่ถูกร้องเรียนหยุดปฎิบัติหน้าที่แล้วพร้อมแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ชุดใหม่มาปฏิบัตหน้าที่แทน จำนวน 2 ชุด รวมกำลังประมาณ 30 นาย โดยการปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการจัดกำลังใหม่ เพื่อให้ภารกิจด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้การปฏิบัติงานของสมาชิก อส. เป็นไปด้วยความเหมาะสมในระหว่างการตรวจสอบ

ในส่วนของการตรวจสอบข้อร้องเรียนขณะนี้ อยู่ระหว่างเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำ เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มีการร้องเรียน โดยพยานส่วนอื่นได้ดำเนินการสอบแล้ว เหลือเพียงข้อมูลจากผู้เสียหายที่จะนำมาประกอบการพิจารณาให้มีความครบถ้วนรอบด้าน โดยจังหวัดให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อร้องเรียนทุกกรณี ยึดข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกระบวนการตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายกฯ ถึงโตเกียว ลุยกระชับการลงทุนไทย-ญี่ปุ่น พร้อมส่งใจเชียร์ทัพไทย

20 กันยายน 2569 เวลา 17:14 น.

วันที่ 20 ก.ย.69 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเตรียมเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ณ โรงแรม Imperial Tokyo ในวันพรุ่งนี้ โดยจะรับฟังผลการปฏิบัติงาน ปัญหา และข้อเสนอแนะ เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานไทยในญี่ปุ่นสอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายของรัฐบาลในการส่งเสริมธุรกิจและการลงทุนจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงการขยายห่วงโซ่อุปทานการผลิตและส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ประชาชนและภาคเอกชนไทย

“ทีมประเทศไทย” ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานของไทยในต่างประเทศ ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศนั้น ๆ โดยบูรณาการการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายของไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการทูต เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ทั้งนี้ ทีมประเทศไทยในญี่ปุ่นประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังมีแนวคิด “ทีมประเทศไทย พลัส” เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยในต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน

สำหรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 53,204 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 7.77 ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศทั้งหมด โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 23,549 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ด้านการลงทุน ญี่ปุ่นยังคงเป็นนักลงทุนต่างชาติที่มียอดการลงทุนสะสมในไทยเป็นอันดับ 1 โดยในปี 2568 มีมูลค่า 184,741 ล้านบาท ขณะที่ BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นจำนวน 248 โครงการ มูลค่ารวม 67,158 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในอันดับ 5 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด สาขาการลงทุนหลัก ได้แก่ เครื่องจักรและยานยนต์ อุตสาหกรรมโลหะและวัสดุ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

“นอกจากการเตรียมประชุมทีมประเทศไทยในวันพรุ่งนี้แล้ว วันนี้นายกรัฐมนตรียังฝากส่งแรงใจถึงทัพนักกีฬาไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ขอให้ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ทุกคนคือตัวแทนประเทศไทยที่มุ่งมั่นทำหน้าที่และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศในการแข่งขันระดับนานาชาติ ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ” นายเอกภพ กล่าว

ปกครอง เรียก นอภ.เมืองเชียงใหม่-2 ปลัดอำเภอ เข้าส่วนกลางแจงปม ทลายบ่อนพนัน พรุ่งนี้ หากพบจนท.ปล่อยปละ ฟันทั้ง วินัย-อาญา

20 กันยายน 2569 เวลา 16:56 น.

กรมการปกครอง เรียก นอภ.เมืองเชียงใหม่ 2 ปลัดอำเภอ เข้าส่วนกลางแจงปมปฏิบัติการ ปราบเซียนนครพิงค์ ทลายบ่อนพนันเชียงใหม่ พรุ่งนี้ ชี้หากสอบพบจนท.ปล่อยปละ ฟันทั้ง วินัย-อาญา

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์” โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวสารเมื่อวันที่ 18ก.ย.2569 กรณี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมกรมการปกครอง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์” เดินหน้าปราบปรามบ่อนการพนันและผู้มีอิทธิพล หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการลักลอบเปิดบ่อนการพนันขนาดใหญ่ สร้างความเดือดร้อนในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

โดยสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้รวมกว่า 100 ราย แบ่งเป็น นักพนันกว่า 100 ราย เป็นบุคคลต่างด้าว 2 ราย ผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน 14 รายเป็นบุคคลต่างด้าว 8 ราย ผู้สนับสนุนให้มีการเล่นการพนัน 4 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางหลายรายการ อาทิ เงินสด และชิปแทนเงินสด รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท อุปกรณ์การเล่นการพนัน บัญชีเงินหมุนเวียน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง กับการเช่าสถานที่ ซึ่งได้ดำเนินการนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในการนี้ อธิบดีกรมการปกครองได้สั่งการให้นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง และปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อำเภอเมืองเชียงใหม่ มาชี้แจงข้อเท็จจริงที่กรมการปกครอง ในวันที่ 21ก.ย.69 ทั้งนี้ หากปรากฎข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการในสังกัดกรมการปกครองได้ปล่อยปละละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องดังกล่าว อันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยหรืออาญา กรมการปกครองจะดำเนินดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

กกต. เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว.ข้อกล่าวหาที่ 3 

20 กันยายน 2569 เวลา 15:35 น.