พลอยทะเล เดือด! ฟาดกลับ หมอวาโย สถาบันไม่ใช่ของเล่นทางการเมือง หลังแซะ #กกตหค

11 กันยายน 2569 เวลา 12:13 น.

วันที่ 11 กันยายน 2569 จากกรณี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 เมื่อวานนี้ (10 ก.ย.69) และได้นำสไลด์ขึ้น ซึ่งมีการเขียนข้อความ #กกตหค โดยอธิบายว่า มีผู้นําคลิปของตนเอง ยืนยันว่าเป็นคลิปเอไอ ภาพตัดต่อ ที่บอกว่า ตนพูด “#กกตหค.”แปลว่า กินก๋วยเตี๋ยวหกคน ไม่ใช่ เพราะตอนนั้นตนโดนสายไมค์ลอยจั๊กจี้เอวพอดี จึงพูดไปเช่นนั้น แต่ความจริง ในมโนสํานึกของตนหมายถึง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แห่งความจงรักและภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”

ล่าสุด ในช่วงค่ำวันเดียวกัน น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวต่อกรณีดังกล่าวว่า “กล้าที่จะดึงสถาบันลงมาเชื่อมกับคำย่อในหัว เพื่อเล่นเกมการเมือง ก็เล่นกันไป…

แต่ขอเตือนว่า สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการเมืองของใคร

จะเห็นต่าง จะวิจารณ์ จะตรวจสอบรัฐบาล เล่นกันให้เต็มที่ค่ะ แต่สถาบันไม่ใช่ของเล่นทางการเมือง”

วุฒิสภา ถก งบ70 เอกนิติ ยัน ยึดวินัยการเงินการคลัง เน้นแก้ปัญหาปชช. คุ้มค่าทุกบาท

11 กันยายน 2569 เวลา 11:51 น.

‘วุฒิสภา’ ถกงบฯปี70 ’เอกนิติ‘ ยันยึดวินัยการเงินการคลังคุ้มค่าทุกบาท รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายใน-นอกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ด้าน ’วุฒิชาติ‘ การันตีมีงบลงทุนครบตามกฎหมาย แนะปรับโครงสร้างภาษี เก็บเพิ่มภาษีดิจิทัล-การค้า-สิ่งแวดล้อม หวังรัฐบาลมีช่องหารายได้เพิ่มใหม่ หนุนทบทวน รายจ่ายสวัสดิการ-เงินอุดหนุน

วันที่ 11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา1 0.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่รับร่างโดยไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งมี สว. ลงชื่อในการอภิปราย 30 คน

โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เข้าร่วมชี้แจง และเสนอร่างกฎหมายต่อที่ประชุมว่า งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท หลักการเพื่อมุ่งเน้นขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชน รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่การรักษาวินัยการเงินการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และตอบสนองต่อความท้าทายที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โดยบูรณาการหน่วยงานที่มีความซับซ้อน ให้ความสำคัญกับการจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของประชาชน บนพื้นฐานการวิเคราะห์ข้อมูลจริงและความจำเป็นเร่งด่วน ตามลำดับความสำคัญ เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด



“รัฐบาลจัดทำงบประมาณที่จะครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ โดยให้หน่วยรับงบประมาณนำเงินนอกงบประมาณมาใช้ เช่นเงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และกฎหมายระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาโดยมีการปรับลดตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯ พิจารณาดำเนินการ ซึ่งสภาฯเห็นชอบตาม กมธ.เสียงข้างมาก โดยให้ความสำคัญกับความพร้อมประสิทธิภาพของหน่วยและลดความซ้ำซ้อน ภารกิจสำคัญในการสนับสนุนกระตุ้นเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ สนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตมีความเข้มแข็ง รองรับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งความเหมาะสม ความจำเป็น เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยรับงบประมาณ

“ขอขอบคุณสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ที่จะพิจารณางบฯ สำหรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สว.รัฐบาลรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินการของหน่วยงานรับงบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณให้มีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง” นายเอกนิติ กล่าว

จากนั้นนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70
รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่งว่า กมธ.มีข้อสังเกตต่อการจัดทำงบประมาณ 2570 ในด้านเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวระดับต่ำ อยู่ที่ 1.9% ในปี2569 สะท้อนว่ามีความจำเป็นยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ ดังนั้นระยะต่อไปควรเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก เพื่อเพิ่มการลงทุนภาครัฐ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี และการค้าโลก เพราะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง การท่องเที่ยว พร้อมกับบริหารจัดการความเสี่ยงจากหนี้สิน จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งกมธ.มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลควรยกระดับการผลิต การส่งออก ด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคต ยกระดับโครงสร้างการผลิตและการส่งออก

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เอสเอ็มอี ปรับโครงสร้างหนี้ และเสริมสภาพคล่องและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และทำแผนรองรับวิกฤติพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญรัฐบาลควรเตรียมพร้อมรับมือวิกฤติทางภูมิอากาศ พัฒนาภาคการเกษตรใช้เทคโนโลยียกระดับนวัตกรรมยั่งยืน แม่นยำ เร่งลงทุนระบบน้ำ กักเก็บน้ำชุมชน และระบบเตือนภัย

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ในปี70 กมธ.มองว่า รัฐบาลควรติดตามการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้ได้รายได้ตามเป้าหมายและสนับสนุนความมั่นคงทางรายได้ระยะยาว โดยกมธ.มีข้อเสนอแนะ คือ ปฏิรูปโครงสร้างภาษี ลดการพึ่งพาจากฐานภาษีรายได้เดิม และเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีเศรษฐกิจดิจิทัล และการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ พร้อมนำเอไอเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี นอกจากนั้นรัฐบาลควรบริหารความเสี่ยงทางการคลัง ทบทวนสมมติฐาน โดยทำแผนรองรับเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเพื่อให้การบริหารงบประมาณยืดยุ่นและควบคุมหนี้สาธารณะอย่างรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการลงทุนภาครัฐที่มีผลตอบแทน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

“รัฐบาลควรปรับแผนโครงสร้างรายได้ศุลกากร เตรียมมาตรการรองรับรายได้ภาษีที่ลดลงจากความผันผวนของการค้าโลก โดยปรับบทบาทกรมศุลกากรให้อำนวยความสะดวกการค้า ป้องกันสำแดงราคาต่ำกว่าเป็นจริง เพื่อรักษารายได้และกันการรั่วไหลของภาษี รวมถึงยกระดับการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มผลตอบแทนของรัฐวิสาหกิจหรือสินทรัพย์รัฐ และนำส่งรายได้แผ่นดินมากขึ้น” นายวุฒิชาติ กล่าว

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่าส่วนด้านรายจ่าย พบว่าโครงสร้างงบประมาณปี2570 มีรายจ่ายประจำ 73.6% รายจ่ายลงทุน 20.8% ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย แต่กมธ.เห็นว่า รัฐบาลควรเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าการจัดสรรงบประมาณ เฉพาะงบรายจ่ายลงทุนให้นำไปสู่การพัฒนาและแก้ปัญหาของประเทศเป็นรูปธรรม โดยกมธ.มีข้อสังเกต คือ รัฐบาลทบทวนโครงสร้างรายจ่ายประจำอย่างจริงจัง เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการบุคลากรภาครัฐ เงินอุดหนุนซ้ำซ้อน ค่าดำเนินการที่ไม่จำเป็น

โสภณ เคาะ ยุทธพร นั่งบอร์ดสันติสุข แจงปมส่งศาลฎีกาสอบ ปปช. คดี ศักดิ์สยาม

11 กันยายน 2569 เวลา 11:15 น.

‘โสภณ’ เคาะ ‘ยุทธพร’ นั่ง ’บอร์ดสันติสุข‘ แจงปมส่ง ‘ศาลฎีกา’ สอบ ‘ป.ป.ช.’ เคสยกคำร้อง ‘คดีศักดิ์สยาม’ อยู่ระหว่างเรียกหน่วยงานให้ข้อมูล รับยังตอบไม่ได้ จะสรุปตอนไหน

วันที่ 11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.40น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งบุคคลเป็นคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ว่า รายชื่อในส่วนของประธานสภาฯ ได้แล้วคือ นายยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แต่ส่วนราชการอื่น ตนยังไม่ทราบ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีมีมติยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม กรณีซุกหุ้น นายโสภณ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการฯ ดำเนินการอยู่ ตนไม่ได้เข้าไปยุ่ง เท่าที่ทราบคือ ได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เข้ามาชี้แจง ทั้งผู้ร้องและเจ้าของเรื่อง ตนรับรู้เพราะการทำหนังสือต้องออกในนามรัฐสภา แต่รายละเอียดตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่าใกล้จะส่งไปยังศาลฎีกาแล้วหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เมื่อได้ความเห็นมา ก็ต้องเอามาประกอบการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการฯ มีการประชุมทุกสัปดาห์ ที่ทราบเพราะเขาให้เซ็นหนังสือ นอกนั้นไม่ทราบ ส่วนจะได้ข้อสรุปแล้วหรือไม่ ตนตอบไม่ได้ ไม่เช่นนั้น ตนก็คงไปถามเขาหมดทุกเรื่อง ตนก็คงไม่ไปถามเขาหมดทุกเรื่อง

นิพนธ์ ขอบคุณ กก.มรดกโลก เห็นชอบส่งเอกสาร PA สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบ แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม

11 กันยายน 2569 เวลา 11:07 น.

“นิพนธ์” ขอบคุณคณะกรรมการมรดกโลก เห็นชอบส่งเอกสาร PA “สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบ” ย้ำผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557

วันที่ 11 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ที่มีมติเห็นชอบร่างเอกสารเพื่อขอรับการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment: PA) แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา” พร้อมมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งจัดส่งเอกสารต่อศูนย์มรดกโลกให้ทันกำหนดวันที่ 15 กันยายน 2569

มติดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 2/2569 เมื่อ10 กย.69 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมตามที่ได้รับมอบหมายจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบประชุมทางไกล

นายนิพนธ์กล่าวว่า การเห็นชอบเอกสาร PA ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิทัศน์รอบทะเลสาบสงขลาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในระดับนานาชาติ โดยขั้นตอนดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกให้คำแนะนำในการจัดทำเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ หรือ Nomination Dossier ต่อไป

พื้นที่สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลามีความโดดเด่นจากความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ชุมชน และระบบนิเวศของทะเลสาบ ซึ่งหล่อหลอมเป็นวิถีชีวิต ประเพณี สถาปัตยกรรม และภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของสงขลาในฐานะเมืองท่าและพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตามเส้นทางการค้าทางทะเล

“ต้องขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง การส่งเอกสาร PA ไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อการอนุรักษ์เมืองเก่า แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการส่งต่อมรดกของสงขลาให้คนรุ่นต่อไป” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันสงขลาสู่มรดกโลกเป็นงานที่ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาได้จัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสงขลาสู่เมืองมรดกโลก ก่อนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และชุมชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

“จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2557 จนถึงวันนี้ เราเดินมาไกลอีกก้าวหนึ่งแล้ว แต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเดินหน้าจัดทำข้อมูลให้สมบูรณ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล เพื่อให้สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบสงขลาก้าวไปสู่การเป็นมรดกโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืน” นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้าย

กล้าธรรมไม่แตกแถว! หนุนงบฯ 70 ยึดประโยชน์ประชาชนเหนือการเมือง

11 กันยายน 2569 เวลา 10:53 น.

“ธรรมนัส” ย้ำกล้าธรรมเป็นหนึ่งเดียว หนุนงบฯ 70 ไม่มีแตกแถว ยึดประโยชน์ประชาชนเหนือการเมือง

วันที่ 11 กันยายน 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ยืนยันว่า การลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นไปตามมติและแนวทางเดียวกันของพรรค โดยสมาชิกทุกคนมีความเข้าใจตรงกัน ยึดหลักเหตุผล ความรับผิดชอบ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตลอดการพิจารณางบประมาณ พรรคกล้าธรรมได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งตรวจสอบ ตั้งคำถาม และทักท้วงในประเด็นที่เห็นว่าต้องได้รับความชัดเจน ขณะเดียวกัน หากสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและช่วยให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ พรรคก็พร้อมให้การสนับสนุน

“พรรคกล้าธรรมมีเอกภาพ เราคิดและเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีใครแตกแถวแม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนเข้าใจตรงกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศ”

หัวหน้าพรรคกล้าธรรมย้ำว่า จุดยืนของพรรคคือการพิจารณาทุกเรื่องด้วยเหตุผล สิ่งใดไม่ถูกต้องก็ต้องกล้าทักท้วง สิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็ต้องกล้าสนับสนุน โดยไม่ให้อคติหรือความแตกต่างทางการเมืองมาอยู่เหนือประโยชน์ส่วนรวม

“การเมืองแข่งขันกันได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องของบ้านเมือง เราต้องยืนอยู่ข้างประชาชน สิ่งใดดีเราก็พร้อมสนับสนุน สิ่งใดไม่ถูกต้องเราก็พร้อมตรวจสอบ”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า พรรคกล้าธรรมจะเดินหน้าทำงานด้วยความเป็นหนึ่งเดียว สมาชิกทุกคนยึดแนวนโยบายและเป้าหมายเดียวกัน มีความเข้าใจตรงกัน และพร้อมทำหน้าที่เพื่อผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเต็มที่

“กล้าธรรมจะเดินไปข้างหน้าด้วยความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียว และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะความรับผิดชอบต่อประชาชนคือหน้าที่ที่เราไม่เคยเปลี่ยน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เปิดมติ 338 เสียง โหวตหนุนร่าง พ.ร.บ.งบ 70 รัฐบาลท่วมท้น 56 สส.กล้าธรรม ร่วมหนุนด้วย

11 กันยายน 2569 เวลา 10:50 น.

เปิดมติ 338 เสียงหนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 รัฐบาลท่วมท้น – “ 56 สส.กล้าธรรม-2 สส.ไทยสร้างไทย” หันเทคะแนนสนับสนุน – พรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่น-ไม่แตกแถว

วันที่ 11 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเสียงข้างมาก 338 ต่อ 144 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากพิจารณาผลการลงมติเสียงข้างมาก 338 เสียง ที่รัฐบาลได้รับต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ครั้งนี้ มีจำนวนเสียงมากกว่า 292 เสียง 16 พรรคการเมือง ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำตั้งรัฐบาลถึง 46 เสียง โดยพบว่า จำนวนเสียงดังกล่าว ได้เสียงสนับสนุนจากพรรคกล้าธรรม 56 เสียง ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน แต่ได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ในครั้งนี้ด้วย เว้นเพียง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และนายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ สส.สระแก้ว ที่ไม่ปรากฏผลการลงมติ รวมถึงยังได้เสียงสนับสนุนจาก “พรรคไทยสร้างไทย” ครบทั้ง 2 เสียงด้วย

สำหรับผลการลงมติของ สส.รายพรรคการเมืองนั้น “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่ปรากฏการลงคะแนนเสียงจำนวน 7 เสียงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งติดภารกิจต่างประเทศ, นายเสมอกัน เที่ยงธรรม, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี, นายไชย ชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ, นายไตรเทพ งามกมล สส.บุรีรัมย์, นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล และนางสาวสุดาชา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ

เช่นเดียวกับ “พรรคเพื่อไทย” ที่ลงมติให้ความเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึง “พรรคประชาชาติ” ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แม้จะมีกระแสข่าวต่าง ๆ ภายในพรรค และพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯ จะออกมากล่าวถึงคดีฮั้ว สว.อยู่ต่อเนื่อง แต่การลงมติของพรรคฯ และพันตำรวจเอกทวี ก็ยังคงลงมติให้ความเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกัน, “พรรรวมไทยสร้างชาติ” ลงมติเห็นชอบ แต่ไม่ปรากฏการลงคะแนนของ นายชัชชาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ

ส่วนพรรคการเมืองขนาดเล็ก ก็ลงมติให้ความเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งพรรคพลังประชารัฐ, พรรคเศรษฐกิจ, พรรคเพื่อชาติไทย, พรรคทางเลือกใหม่, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคมิติใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคใหม่ และพรรคโอกาสใหม่

ขณะที่ พรรคร่วมฝ่ายค้านนั้น “พรรคประชาชน” ลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ไปในทิศทางเดียวกัน เว้นเพียง นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี ซึ่งเป็นงูเห่า และไม่ปรากฏการลงคะแนนของเรืออากาศโทธนเดช เพ็งสุข สส.กรุงเทพฯ, “พรรคประชาธิปัตย์” ลงมติไม่เห็นชอบ แต่ไม่ปรากฏการลงคะแนนของ นายอัมพร พินะสา สส.บัญชีรายชื่อ และนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ, “พรรคไทรวมพลัง” ลงมติไม่เห็นชอบ แต่ไม่ปรากฏการลงคะแนนของนายณรงค์ชัย วีระกุล สส.อุบลราชธานี

ขณะที่ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทยภักดี ลงมติไม่เห็นชอบตามแนวทางของฝ่ายค้าน

‘สมชาย’ ชี้ 3 ช่องทางฟ้อง กกต. แนะผู้สมัคร สว. เอาผิดปฏิบัติหน้าที่มิชอบ คดีฮั้ว สว.

11 กันยายน 2569 เวลา 10:08 น.

สมชาย แสวงการ

วันนี้ 11 กันยายน 2569 สมชาย แสวงการ อดีต สว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแนะ 3 ช่องทางกฎหมายให้ผู้สมัคร สว. ที่ได้รับความเสียหาย ใช้สิทธิดำเนินคดีกับ กกต. และเลขาธิการ กกต. หากพบการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีคดีทุจริตฮั้วเลือก สว. โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ความเห็นและแนวทางดำเนินการตามกฎหมาย ต่อ กกต และเลขาธิการ กกต สำหรับผู้สมัครสว ซึ่งจะเป็นผู้เสียหาย หลังวันที่ 14 กย 69 นับจากวันที่กกตมีมติอย่างหนึ่งอย่างใด โดยหากผู้เสียหายมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กกต และเลขาธิการ กกต อาจจะปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ในคดีทุจริตโกง#ฮั้วสว
สามารถดำเนินคดีใน 3 แนวทางดังนี้

1)ถ้าเห็นว่า กกต. มีมติขัดแย้งกับพยานหลักฐานอย่างชัดแจ้ง ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบฯ ว่าด้วยการเลือก ส.ว. มาตรา 44 ให้สิทธิผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วันนับแต่วันออกคำสั่ง
: มาตรา ๔๔ ในกรณีที่ผู้สมัครในระดับอําเภอ หรือผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศเห็นว่าการดําเนินการเกี่ยวกับการเลือกของคณะกรรมการ ผู้อํานวยการการเลือก หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคําร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาภายในสามวันนับแต่วันที่มีการออกคําสั่ง
และให้นําความในมาตรา ๒๒ วรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
ในคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเรียกพยานหลักฐาน จากกกต ที่สำคัญ คือสำนวนการสืบสวนสอบสวน รายงานการประชุมและหลักฐานทั้งหมดของอนุกรรมการชุดที่ 26 และอนุกรรมชุดที่36 เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีด้วย

สมชาย แสวงการ

2)ยื่นฟ้องคณะกรรมการกกต และเลขาธิการ กกต ที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง หรือศาลทุจริตภาคตามเขตอำนาจ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี โดย
ให้ยื่นคำฟ้องพร้อมเอกสารหลักฐาน ที่ต้องระบุพฤติการณ์ชัดเจนให้ได้ว่า จำเลยคือกกต/เลขาธิการกกต ทำอะไร ผิดหน้าที่อย่างไร และก่อความเสียหายแก่ใคร หรือต่อระบบอย่างไร

3)หากเห็นว่า กรรมการกกต และเลขาธิการ กกต อาจการกระทำที่พยานหลักฐานว่า ทุจริตต่อหน้าที่ ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ผิดตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พศ 2561 ซึ่งบังคับใช้กับคณะกรรมการกกต และเลขาธิการ กกต ด้วย

ให้ผู้เสียหายยื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมหลักฐานไปยังสำนักงานปปช ส่วนกลาง หรือปปช ประจำจังหวัด เพื่อ ดำเนินการไต่สวน รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อให้ปปช มีมติ ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด เพื่อให้ส่งศาลฎีกากรณีที่มีมติว่า ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือ ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด เพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

#กกตมีหน้าที่ #โกง #ฮั้วสว #ม157

สมชาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภา
11 กย 2569″

สมชาย แสวงการ

หลังจากที่โพสต์ของ สมชาย แสวงการ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ฝากพิจารณาประเด็นนี้ด้วยครับ
ความเห็น(คนไม่รู้) ทุกจังหวัดในผืนแผ่นดินไทย #ไม่ควรอนุญาตให้ต่างชาติมาจัดกิจกรรมใดๆ ในทุกๆ พื้นที่ กล่าวคือ การมาอยู่ในประเทศไทย #เพื่อแค่ให้มาพักผ่อนหรือการท่องเที่ยวเท่านั้น การซื้อบ้านสร้างบ้าน ก็เพื่อการมาอาศัยเท่านั้น #ห้าม จัดกิจกรรมหรือประกอบประเพณีใดๆ ให้เกิดขึ้น #ประเพณีวัฒนธรรมมีในประเทศใครประเทศมัน ใครคิดเห็นตรงกัน โปรดส่งต่อให้ถึงคนมีอำนาจ ออกเป็นกฏระเบียบต่อไป การป้องกันกับการแก้ไขสิ่งใดยากง่ายกว่ากัน คนมีอำนาจ นักวิชาการ เหล่าบรรดาอาจารย์หรือใครอื่นใดคงมีปัญญาคิดได้ดีกว่านี้ #คิดได้ก่อนตายแต่ไร้พลัง”

“การชื้อบ้านสร้างบ้าน เพื่อ การมาอาศัยเท่านั้น(ตอนนี้คนต่างชาติเป็นผู้รับเหมาเองแล้วครับ)”

“มีช่องทางเอาผิด 157 กกต. ที่ดึงเรื่องนี้ล่าช้าได้ไหมครับ และใครจะเป็นผู้ฟ้อง เพราะถ้าไม่ร้อง กกต. อีกหลายๆคดีก็จะถูกดึงอยู่อย่างนี้แหละ”

สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ

‘เอ็ดดี้’ ฉะ ‘หมอวาโย’ แซะ กกต. อย่าดึงสถาบัน ระวังเข้าข่ายเซาะกร่อน

11 กันยายน 2569 เวลา 07:35 น.

เอ็ดดี้

จากกรณี วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่อภิปรายหรือแสดงความเห็นถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นบนโลกออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ 11 กันยายน 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ถึงกรณี นายวาโย อัศวรุ่งเรือง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในประเด็นดังกล่าว โดยมีข้อความว่า “”คำว่ากกตหค ในมโนสำนึกของผม คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แห่งความจงรักและภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์”

วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน
ประโยคดังกล่าวก็คือ การกระแหนะกระแหน ที่พวกส้มชอบพูดว่า แค่จงรักภักดีก็เป็นคนดีย์แล้ว
______________________________________________

เอ็ดดี้

ประโยคนี้ไม่ใช่การยกย่องความจงรักภักดี แต่เป็นการประชดประชัน กกต. ผ่านถ้อยคำที่พาดพิงถึงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
หากเห็นว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต ไม่เป็นกลาง หรือเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใด ก็ควรอภิปรายด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐาน เพราะปัญหาการเลือกตั้งเป็นความรับผิดชอบขององค์กรการเลือกตั้งและนักการเมืองทุกฝ่าย รวมถึงพรรคประชาชนเอง
สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ไม่ได้วินิจฉัยข้อร้องเรียน และไม่ได้ตัดสินให้คุณให้โทษแก่พรรคการเมือง
แล้วเหตุใดทุกครั้งที่ต้องการโจมตีองค์กรทางการเมือง จึงต้องดึงคำว่า “จงรักภักดี” และสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเสียดสีด้วย?
พรรคการเมืองฝ่ายนี้มักกล่าวหาผู้อื่นว่านำสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่การนำความจงรักภักดีมาใช้ในเชิงเยาะเย้ย เพื่อโจมตี กกต. ก็เท่ากับดึงสถาบันลงมาอยู่กลางความขัดแย้งทางการเมืองเช่นเดียวกัน
วิจารณ์ กกต. ได้เต็มที่ แต่ไม่จำเป็นต้องเอาสถาบันมาเป็นมุกประชด เพราะผู้ที่ควรถูกตรวจสอบคือ กกต. ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์
______________________________________________
“หากต้องการตรวจสอบ กกต. ก็จงตรวจสอบ กกต. อย่าดึงสถาบันซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องลงมาเป็นวัตถุดิบในการเสียดสีทางการเมือง”
เพราะความจริง เรื่องการเมืองก็เป็นของนักการเมือง ซึ่งรวมถึงพรรคส้มด้วย
สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
การดึงสถาาบันลงมา อาจถูกมองว่า เป็นความพยายาม “เซาะกร่อนบ่อยทำลาย””

เอ็ดดี้
Screenshot

หลังจากที่โพสต์ของ เอ็ดดี้ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“กรรมนี้ที่ คิด ต้องส่งผลในเร็ววัน จะรอดู”

“เป็นความถนัดเลยของพรรคนี้”

“โคตรเหง้าเค้าคงสั่งสอนกันมาแบบนี้ เป็นกันทั้งพรรค”

“หมอนี่ติด1ใน44สส.ก้าวไกลไหมครับ”

“สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน หากพวกเลวมาบริหารบ้านเมือง”

“เห็นด้วย กับคุณเอ็ดดี้ อัษฎางค์ ค่ะ และก็แปลกใจว่า เหตุใดคนไทยบางกลุ่มรวมสื่อ(ที่ควรจะเป็นแสงแห่งความจริงที่ส่องสร้างให้ประชาชนได้มีสติ และปัญญา)จึงยังชื่นชม เชื่อวาทกรรม ของสส.พรรคส้ม ที่ไม่เคยมีข้อมูล /หลักฐานอะไรมาแสดงเลย สิ่งที่ถนัดทำคือ….สร้างวาทกรรมที่คิดว่าเท่ แหลมคม แซะ/บุลลี่รัฐบาลและสถาบัน #แปลกแต่จริง”

“พวกนี้เป็นสิ่งสกปรก เป็นขยะ ในสภา ที่ควรนำไปกำจัดทิ้ง เพราะไม่เคยทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน”

“ไม่อยากเรียกว่าพรรคเลยอยากนิยามพวกนี้ว่าแกงค์กวนเมืองจริงๆนะ”

“ข้อความนี้จริง ซึ่งส้มส่วนใหญ่ชอบอ้างแบบนี้ ทำให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจผิดได้ง่าย”

“อาจารย์ครับอภิปรายของสส.ในสภา ถ้ากล่าวถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในสภา ไม่ควรมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง นะครับ เพราะคนหรือกลุ่มหน่วยงานนั้นๆ ไม่มีสิทธิ์แก้ต่างให้ตัวเอง สส.ก็ไม่ควรมีเอกสิทธิ์ สส.พรรคนี้ เค้าก็พูดฉวัดเฉวียนแบบนี้มาตลอดนั่นแหล่ะครับ ผมเห็นบางประเทศเขามีกษัตริย์เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศเขาสงบมากๆครับ”

“ดูหน้าคนนั่งข้างๆ..”

เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

กรมการปกครอง​ แจงปมเอกสารแก้ พ.ร.บ.อาวุธปืนหลุด​ แค่ขั้น ครม.เห็นชอบหลักการ ยังต้องฟังความเห็น

11 กันยายน 2569 เวลา 07:35 น.

‘กรมการปกครอง‘ โร่แจงปม ’ครม.‘ ไฟเขียวบังคับใช้ ’ร่างกม.อาวุธปืน’ ฉบับใหม่ ยันแค่เห็นชอบในหลักการเบื้องต้น ให้ ’มท.‘ ไปลงลึกรายละเอียด-รับฟังความเห็น-ข้อห่วงใย

เมือวันที่ 10 กันยายน2569 กรมการปกครอง(ปค.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีปรากฎกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสนปืน วัตถระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 พ.ศ. ….. ในประเด็นต่าง ๆ เช่น กรณีการลดอายุใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) จากเดิมที่กำหนดตลอดอายุของผู้รับใบอนุญาต แก้ไขเป็น 30 วัน และใบอนุญาตให้ซื้ อาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) จากเดิมที่กำหนด 6 เดือน แก้ไขเป็น 30 วัน รวมทั้งเรื่องอัตราค่าธรรมเนียม เป็นต้นนั้น

กรมการปกครองขอเรียนว่า เอกสารที่ปรากฎแพร่หลายนั้นเป็นเพียงการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนปืน วัตถระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 พ.ศ. … ตามที่รองนายกรัฐมนตรีเสนอผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเพียงหลักการเบื้องต้นที่มีการกำหนดประเด็นในการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง) รับเอาหลักการของร่างกฎหมาย
ดังกล่าว พร้อมทั้งความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย มาจัดทำร่างกฎหมายอีกครั้งโดยปรับปรุงแก้ไขหลักการและสาระสำคัญในประเด็นต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสม เพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นในระบบกลางทางกฎหมาย ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

ปัจจุบัน กรมการปกครองอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว และจะได้นำ
ข้อคิดเห็นต่างๆ โดยเฉพาะข้อห่วงใยของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับอายุใบอนุญาตดังกล่าวที่กำหนดไว้นั้น กรมการปกครองจะได้รับเอาข้อห่วงใยดังกล่าวมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข โดยอาจกำหนด
อายุใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เป็นตลอดอายุของผู้รับใบอนุญาตดังเดิม หรือ 3 – 4 ปี หรือระยะเวลาอื่น ๆ ที่มีความเหมาะสม และอาจกำหนดอายุใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน หรือเครื่องกระสนปืน ส่วนบุคคล (แบบ ป.3) เป็น 60 วัน หรือ 90 วัน หรือ 6 เดือน ดังเดิม หรือระยะเวลาอื่น ๆ ที่มีความเหมาะสม และจะได้นำเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) เมื่อใด กรมการปกครองจะเร่งประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันแสดงความคิดเห็นโดยทั่วกัน

ยกคดีฮั้วสว.รุมจี้ตัดงบ สับเละกกต. ‘สนธิ’บุกสถานทูตยิว ยื่น4ข้อจัดการเร่งด่วน

11 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

มาตามนัด สนธิ” นำมวลชนทวงคืนประเทศไทย” รวมตัวชุมนุมหน้าอาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 ยื่นหนังสือถึงสถานทูตอิสราเอลเรียกร้องให้แก้ไขและปราบปรามปัญหาทุนต่างชาติครองอสังหาริมทรัพย์และใช้นอมินีไทยอย่างเด็ดขาด เตรียมเดินสายทั่วประเทศ ปักป้ายเตือน กกต.หากมีมติสวนทางปชช.ปมฮั้วสว.เจอระดมพลลงถนน18-19ก.ย.แน่ สภาฯถกงบฯ70วันสุดท้าย ฝ่ายค้านรุมถล่มงบสตช.งบจัดซื้อชุดEODแพง15เท่าพริษฐ์ได้ทีขย่มกกต.กลางสภางบองค์กรอิสระ โยงพิรุธปมคดีฮั้ว สว.พาดพิง ภูมิใจไทย ลุกประท้วงวุ่นตอบโต้เดือด

‘สนธิ’นำทัพ‘ทวงคืนประเทศไทย’

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ บริเวณด้านหน้าอาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 (Ocean Tower ll) ซึ่งสถานทูตอิสราเอลตั้งอยู่ชั้น 25 สุขุมวิท 21 ซอย 3 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรวมกลุ่มของมวลชนภายใต้แนวคิด “ทวงคืนประเทศไทย” นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมด้วยทีมงานเครือข่ายแกนนำจำนวนมาก โดยประเดิมภารกิจแรกด้วยการเตรียมเดินทางเข้ายื่นหนังสือที่สถานทูตอิสราเอล เพื่อเรียกร้องแก้ไขปราบปรามปัญหาทุนต่างชาติอย่างเด็ดขาด หลังครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย และยังใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อเป็นการปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ของคนไทย รวมถึงผู้ประกอบการที่ทำมาหากินในประเทศไทย

บรรยากาศคึกคัก-ความปลอดภัยเข้ม

บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มวลชนต่างพากันร้องเพลงเอาประเทศไทยของเราคืนมา พร้อมโบกสะบัดธงชาติไทย สวมเครื่องหัวเครื่องแต่งกายที่เป็นลายสีธงชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นโบติดผม สร้อยคล้องคอ มือตบ หมวก ผ้าพันคอ ทั้งยังถือป้ายข้อความกระดาษสะท้อนมุมมองความคิดเห็น อาทิ ไล่มันออกไปเอาประเทศไทยของเราคืนมา, ที่นี่ประเทศไทย, Thailand is not for sale เป็นต้น ส่วนในด้านการดูแลความปลอดภัย ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 กองร้อยน้ำหวาน มาช่วยอำนวยความสะดวกตรวจตราความเรียบร้อย นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ EOD เพื่อตรวจสอบวัตถุอันตรายด้วย

ยื่น4ข้อเรียกร้องสถานทูต-รบ.อิสราเอล

ทั้งนี้ นายสนธิ กล่าวข้อเรียกร้อง 4 ข้อไปยังสถานทูตและรัฐบาลอิสราเอล ได้แก่ ขอให้ควบคุมพลเมืองของตนเอง กำชับนักท่องเที่ยวทุกคนที่จะเดินทางมาประเทศไทยให้เคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และคนท้องถิ่น, ต้องไม่ปกป้องคนทำผิด ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับพลเมืองอิสราเอลที่ก่อความเดือดร้อน โดยต้องไม่มีการใช้สิทธิทางการทูตมาแทรกแซง, ตรวจสอบการครอบครองที่ดินในจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายใต้กฎหมายไทยอย่างตรงไปตรงมา และส่งสารถึงรัฐบาลอิสราเอลให้ยุติการกระทำอันโหดเหี้ยมและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยทันทีไทยให้เกียรติผู้มาเยือน แต่ผู้มาเยือนต้องเคารพเจ้าของบ้าน หากผู้ใดเข้ามาละเมิดกฎหมาย ประชาชนไทยมีสิทธิและพร้อมจะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเมืองทุกมาตรการด้วยความกล้าหาญ

นายสนธิ กล่าวว่า หลังจากนี้ ตนพร้อมหมอวรงค์ และอาจารย์ปานเทพจะเริ่มเดินสายลงพื้นที่ต่างจังหวัด โดยในวันที่ 16 ก.ย. จะเดินทางลงพื้นที่หาดใหญ่ จากนั้นจะไปที่จังหวัดภูเก็ต ชลบุรี จันทบุรี และขอนแก่น เพื่อไปพบปะพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ดูมติกกต.ก่อนระดมพล18หรือ19ก.ย.

นายสนธิ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองและการชุมนุมว่า ต้องจับตาดูเหตุการณ์สำคัญ 2 ช่วง ช่วงแรกคือวันที่ 14 กันยายนนี้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 คน มีมติเกี่ยวกับ สว. ออกมาในทิศทางสวนทางกับสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง หรือหาก กกต.บิดเบี้ยว ตนจะระดมเชิญชวนประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยออกมาจัดการชุมนุมใหญ่ทันที โดยอาจจะเป็นวันที่ 18 หรือ 19 กันยายนนี้ และยืนยันว่าจุดประสงค์ไม่ใช่การขับไล่รัฐบาลโดยตรง แต่ต้องการทำให้รัฐบาลนี้ทำงานอยู่อย่างไม่เป็นสุขพร้อมทั้งระบุว่า กกต.ทั้ง 5คนจะต้องติดคุกในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 แบบ100% หากดำเนินการไม่โปร่งใส นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงประเด็นเรื่องทุนสีเทาและนอมินี โดยเสนอให้มีการแก้กฎหมายลงโทษรุนแรงขึ้นจากเดิม พร้อมระบุว่าตนพร้อมสนับสนุนข้อมูลในทุกเรื่องที่มีการกระทำผิดกฎหมาย และหากสถานการณ์ในวันที่ 14 กันยายนนี้ไม่เป็นที่น่าพอใจ การชุมนุมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

‘พิพัฒน์’ขอให้คิดถึงคนใช้รถ-ใช้ถนน

ขณะที่นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมภายใต้การนำของนายสนธิ จะกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ ว่า นายสนธิเชิญชวนลงถนนมาหลายครั้งแล้ว ถ้านายสนธิจะนำม็อบลงถนนแล้วอยู่ในที่ตั้ง ไม่ได้กระทบกับการเดินทางของประชาชนใน กทม.และปริมณฑล ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไปทำให้มีผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนจนได้รับความเดือดร้อน สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือ ต้องขออนุญาตก่อนตามกฎหมาย ส่วนนายสนธิจะใช้สิทธิหรือใช้อะไรก็เป็นเรื่องของเขา

‘สมชัย’ชี้6คนอาการหนักคดีฮั้วสว.

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องฮั้วสว.ว่า “มีกี่คนอาการหนักในในฝ่ายการเมือง 22 คนของคดีฮั้ว สว.”การได้อ่านรายงานการประชุมครั้งที่ 7/2569 และ 8/2569 ของ อนุฯ วินิจฉัย ชุด 36 ทำให้เห็นว่า มีหลายกรณีที่“เป็นเหตุอันควรสงสัย”ว่าจะมีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 76 วรรคแรก ความเข้มของความผิดนั้น ขอใช้ตัวชี้วัดแบบง่าย ๆ คือ ความถี่ในการกระทำ เช่น จำนวนรายของผู้สมัคร สว. ที่โทรฯ หากัน จำนวนครั้งของการโทรศัพท์ จำนวนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพราะในรายละเอียดว่าเนื้อหาที่โทรหนักเบาอย่างไร ในรายงานไม่มีบอก เมื่อเอาแว่นของอดีต กกต. ไปมอง แบบปล่อย ๆ จาก 22 ราย ผมว่า ต้องมีเหตุควรสงสัยอย่างน้อย 6 ใน 22 ราย

เปิดชื่อย่อ-หลักฐานการโทร

คนที่ 1 นาย จ. กรรมการบริหารพรรค มีหลักฐานการโทรติดต่อ ผู้สมัคร สว.ที่ได้เป็น สว. ของ จ. ต่าง ๆ ในภาคกลาง 3 ราย จำนวนโทรรวม 14 ครั้งคนที่ 2 นาย ก. กรรมการบริหารพรรค มีหลักฐานการโทรติดต่อผู้สมัคร สว. ที่ได้เป็น สว. ของ จ. ต่าง ๆ ในภาคกลาง 4 ราย จำนวนโทร 58 ครั้งคนที่ 3 นาย ว. กรรมการบริหารพรรค มีหลักฐานโทรหาผู้สมัคร สว.ที่ได้เป็น สว.1ราย 2 ครั้ง และ ผู้สมัครดังกล่าว โทรต่อ 3 ราย 12 ครั้ง ผู้ที่โทรต่อ โทรหากันและต่ออีก 2 คน รวม 22 ครั้งคนที่4 นาย ช.กรรมการบริหารพรรค มีหลักฐานแค่ โทรติดต่อผู้สมัคร สว.1ราย 2 ครั้ง แต่พบหลักฐานว่า มีผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ชื่อ นาง ร. มีบทบาทในการโทรติดต่อ ผู้สมัคร สว.ที่ได้เป็น สว.อย่างน้อย 19 คน รวม 62 ครั้ง

คนที่ 5 นาง ส. สส.พรรค มีหลักฐานโทรติดต่อ พยานรหัส 16 จำนวน 101 ครั้ง โทรติดต่อผู้สมัคร สว. ที่ได้เป็น สว.ในจังหวัดของตน 2ราย จำนวนรวม 50 ครั้งคนที่ 6าย ภ.สส.พรรค มีหลักฐานติดต่อผู้สมัคร สว.ที่ได้เป็น สว.จากภาคเหนือ 1 คน 2 ครั้ง จากภาคกลางในจังหวัดของตน 5 คน รวม 85 ครั้งคุยเรื่องอะไรกันไม่รู้ แต่โทรถี่ ๆ บ่อย ๆ ในช่วงเลือก สว. เป็นเหตุอันควรสงสัย ซึ่งคณะกรรมการสืบสวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 เขาสงสัย แต่ เลขาฯ กกต. ไม่สงสัย อนุฯ วินิจฉัยชุด 36 ไม่สงสัย ถามว่า กกต.จะสงสัยไหม ส่วนประชาชนเขาสงสัย และคงจับตาดูว่า 6 รายนี้ กกต.7คน จะสงสัยแล้วส่งไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อหรือไม่

สภาถกงบประมาณฯ70วันสุดท้าย

ช่วงเช้า ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง ซึ่งพิจารณาต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ โดยเริ่มพิจารณาในมาตรา 27 หน่วยราชการไม่สังกัด สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงและหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรีซึ่งกมธ.ปรับลงวงเงินเหลือ4.19หมื่นล้านบาท

ปชน.อัดงบสตช.ซื้อชุดEODแพง15เท่า

โดยการอภิปรายช่วงแรกพบว่าถูกเน้นการปรับลดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยน.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนอภิปรายปรับลดงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพราะพบว่างบจัดซื้ออุปกรณ์เก็บกู้วัตถุระเบิดจำนวน 50 ชุด ราคาแพงเกินจริง โดยจัดซื้อราคาชุดละ 6 แสนบาท รวมวงเงิน 30 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบชุดอุปกรณ์ในลักษณะเดียวกันที่ผู้ผลิตต่างประเทศเปิดเผยราคาต่อสาธารณะ ผู้ผลิตจากประเทศสหรัฐฯรายหนึ่ง ราคาประมาณ 3,600 ดอลลาร์ หรือประมาณ 120,000 บาท ผู้ผลิตจากสหรัฐฯ อีกรายหนึ่งราคาประมาณ 4,250 ดอลลาร์ หรือ 140,000 บาท ขณะที่ผู้ผลิตจากประเทศจีนราคาอยู่ที่ชุดละ 1,200 ดอลลาร์ หรือประมาณ 40,000 บาทต่อชุด

 “สเปคของแต่ละผลิตภัณฑ์ อาจจะไม่เหมือนกับทีโออาร์ของสตช. แต่เมื่อเปรียบเทียบราคาที่เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่ที่ประมาณ 40,000 -140,000 บาท ในขณะที่สตช.ตั้งราคาไว้ชุดละ 6แสนบาทจึงเกิดคำถามว่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นถึง15เท่า เกิดจากอะไรดังนั้นสตช.ต้องแจกแจงให้สภาฯเห็นว่าเงิน 600,000 บาทต่อชุด จ่ายไปกับอะไรบ้าง และมีคุณลักษณะเฉพาะส่วนใดที่ทำให้ราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีขายอยู่ในท้องตลาดหลายเท่าตัว”น.ท.กิตติพงษ์ อภิปราย

วรงค์ซัดพฤติกรรมตั้งด่านรีดไถเงิน

ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายขอปรับลดงบสตช.10% เพราะพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่งตั้งด่านลอย ด่านสุ่มตรวจ ด่านที่ตั้งโดยไม่มีเหตุผลโดยอ้างปัญหาจราจรเป็นเหตุ นำไปสู่การรีดไถประชาชน ทั้งนี้ ตนพบว่าหากตำรวจตั้งด่านเก็บค่าปรับประชาชนที่ผิดกฎหมายจราจรบนทางหลวง ตำรวจจะได้ส่วนแบ่งจึงขอเรียกร้องให้แก้ไขยกเลิกส่วนแบ่งดังกล่าว เพื่อลดการตั้งใจรีดไถประชาชน

“ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะปกป้องประชาชนที่ผิดกฎหมายจราจร เราไม่ได้ต้องการปกป้องคนที่ทำผิด แต่เราต้องการให้ตำรวจยึดกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ใช่เอาช่องโหว่นี้ไปสู่การรีดไถ รูปแบบรีดไถชัดเจนมาก ส่วนใหญ่ใช้เงินสด ถ้าไม่มีเงินสดใช้บัญชีม้า” นพ.วรงค์ กล่าว

ตั้งซื้ออุปกรณ์ดำน้ำ1ชุดแพงร้อยเท่า

น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในส่วนของการขอจัดซื้ออุปกรณ์ดำน้ำ ของกองต่อต้านการก่อการร้าย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ หรือ บก.ปพ. จำนวน 1 ชุด ราคา 3.4 – 3.5 ล้านบาท ถือว่าผิดปกติ เพราะเป็นราคาเพียง 1 ชุด ซึ่งคนดำน้ำจะรู้ว่าอุปกรณ์ดำน้ำต่อให้ใช้ยี่ห้อที่หรูที่สุดแพงที่สุดเต็มที่ 1 ชุดไม่เกิน 2-3 แสนบาท แต่การขอซื้อในราคา 3.5 ล้านบาท แพงกว่าเกือบร้อยเท่า ตรงนี้ต้องมีการตรวจสอบอีกครั้ง รวมถึงใบเสนอราคาจาก 3 เจ้า มีการเสนอราคากลางมาประมาณ 3 ล้านบาททั้งหมด และเมื่อดูทีโออาร์และดูสเปกพบว่าไม่ได้มีความแตกต่างจากที่ใช้ในตลาดรวมถึงมีรายการที่เพิ่มเข้ามาคือเรือคายัคและอุปกรณ์พาย ซึ่งย้อนแย้งกับการดำน้ำแบบสคูบา ที่มาโผล่อยู่ในใบเสนอราคาได้อย่างไร เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน อยากให้ตรวจสอบจริงๆเพราะไม่อยากให้เกิดข้อครหาว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการทุจริตคอรัปชั่นอะไรหรือไม่กับแค่งบฯอุปกรณ์ดำน้ำ

ขอตัดงบกองบินตำรวจซ่อมเครื่องบิน

ร.ท.ธนเดช เพ็งสุข สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปราขอตัดงบประมาณกองบินตำรวจ โดยตัดโครงการซ่อมเครื่องบินที่พบว่าในปี2570ของบซ่อมเครื่องบิน 3 รายการ รายการแรก ราคา 619 ล้านบาท รายการสอง ราคา 270 ล้านบาท และรายการสาม ราคา 683 ล้านบาท แม้ว่าอนุกมธ. ปรับลดงบลง 10% แต่ไม่พอ โดยตนมีเหตุผลที่ขอปรับลดสำคัญ คือ งบซ่อมเครื่องบินปี2568 ใช้ไม่หมด งบปี2569 ยังไม่ได้ใช้ เพราะมีประเด็นที่ไม่สามารถลงนามสัญญาได้ ซึ่งปกติแล้ว กองบินตำรวจจะจ้างการบินไทยซ่อมอากาศยานให้ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงตามความเห็นของคณะกรรมการองค์กรบริหารความสมควรเดินอากาศอย่างต่อเนื่อง (CAMO) ซึ่งการบินไทยได้ทำหนังสือคัดค้าน ทำให้ไม่สามารถลงนามได้ ตนมีข้อมูลว่ากองบินตำรวจ มีเครื่องบิน 41 ลำ แต่ใช้งานได้ 8 ลำ

 “ผมสงสารบุคลากรกองบินตำรวจ ที่ไม่ปลอดภัยในชีวิต แต่บุคคลๆ นี้เลือกผู้ประกอบการ ที่จริงผมมีคลิปเสียง ที่เตรียมพร้อม กมธ.ตำรวจ ไม่ปล่อยให้งบกองบินตำรวจผ่านไปได้ หากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใสและขอฝากผ่านไปยัง นายกฯ ที่กำกับสตช.และว่าที่ ผบ.ตร. หากปล่อยปละละเลยทำงบประมาณ กองบินตำรวจจะพังพินาศ”ร.ท.ธนเดช อภิปราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่สส.อภิปรายในเนื้อหาแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบมาตรา 27 ตาม กมธ.แก้ไขปรับลดด้วยคะแนน 270 ต่อ 124 เสียง งดออกเสียง 26 ไม่ลงคะแนน 1

“โสภณ”แจ้งมติวิปถกงบฯ70จบ1ทุ่ม

จากนั้นได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 28 งบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งกมธ. ปรับลด เหลือ 4,275 ล้านบาทโดยก่อนเข้าสู่การพิจารณา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนฯได้แจ้งผลการหารือระหว่างคณะกรรมการประสานงาน(วิป)พรรคร่วมฝ่ายค้านและ วิปพรรคร่วมรัฐบาลว่า การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ จะทำให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ (10กันยายน)ประมาณ 19.00 น.

เลื่อนถกไฟใต้-รายงานกกต.สัปดาห์หน้า

นายโสภณกล่าวต่อว่าขณะที่ในวันที่ 11 กันยายน ไม่มีการประชุมแต่จะเพิ่มประชุมนัดพิเศษในสัปดาห์หน้า และสัปดาห์ถัดไป สัปดาห์ละ 1 วันเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่เร่งด่วนโดยการประชุมสัปดาห์หน้ามีเรื่องจำเป็นต้องให้จบ คือ ญัตติภาคใต้และรับทราบรายงานของ กกต.

มาตรา28-29ผ่านฉลุย อภิปรายไม่มาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนั้นที่ประชุมได้มีการพิจารณามาตรา28 จังหวัด และกลุ่มจังหวัด วงเงิน 4.27 พันล้านบาท เป็นไปอย่างรวดเร็วใช้เวลาพิจารณาเพียง 9 นาที โดยมีสมาชิกอภิปรายเพียงคนเดียว จากนั้นที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่กมธ.แก้ไขด้วยคะแนน 273 เสียง ไม่เห็นด้วย 115 เสียง งดออกเสียง 25 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง เช่นเดียวกับมาตรา 29งบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 7.37 หมื่นล้านบาทที่ทั้ง 2 มาตราใช้เวลาพิจารณาเพียง 40 นาทีเนื่องจากมีผู้อภิปรายไม่มาก ก่อนที่ประชุมจะมีมติเห็นด้วย

ดับฝันสส.ชอบทัวร์ทุกกมธ.หมดโอกาส

จากนั้นเริ่มพิจารณามาตรา 30 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐสภาวงเงิน3,012,862,700 บาท

นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทยในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณางบฯ 70 ชี้แจงมาตรา 30ว่า รัฐสภาได้มีการตั้งคำของบประมาณไว้ทั้งสิ้น 3,060 ล้านบาท มี 3 หน่วยงานที่ขอรับงบประมาณ คือสส.สว. และสถาบันพระปกเกล้า โดยมีการขอปรับลดงบประมาณ 3-20%ซึ่งจะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการบริหารราชการทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐสภาซึ่งกมธ.ได้ปรับลดในวงเงิน71ล้านบาทคือการปรับลดค่าใช้จ่ายการเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นสมาชิกทุกท่านโปรดทราบว่าต่อไปนี้คณะกรรมาธิการทุกคณะจะไม่มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศอีกแล้วยกเว้นภารกิจสำคัญของประธานและรองประธานสภาฯเท่านั้นที่มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้าในปี 2569”นางมนพร กล่าว

อดิศรแซะสว.เหมือน‘ไส้ติ่งมีก็ได้ไม่มีก็ได้

ด้านนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยอภิปรายว่าตนติดใจในการปรับลดหรือการตั้งงบประมาณของรัฐสภาระหว่าง2สภาคือวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการเผยแพร่ระบอบประชาธิปไตย ตนห่วงว่า 2 สภาเมื่อได้รับงบไปแล้วจะไปสอนประชาธิปไตยตำราไหนให้แก่ประชาชน ในส่วนสภาผู้แทนราษฎรตนไม่ห่วง แต่ห่วงในส่วนของวุฒิสภา เพราะที่มาของท่านไม่เหมือนเรามีบางคนบอกว่าสว.มีก็ได้หรือไม่มีก็ได้ เหมือนไส้ติ่ง มีก็ไม่เป็นไร ตัดทิ้งก็ไม่เป็นไร

 “จึงอยากให้ทบทวนว่าการให้งบประมาณแก่องค์กรที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย100เปอร์เซ็นต์ ไปเผยแพร่แก่ประชาชนจะเป็นการให้ยาพิษทางประชาธิปไตยให้แก่ชาวบ้าน ขอฝากว่าไม่ใช่ให้งบส่งเดชแล้วไปเผยแพร่ตามทฤษฎีที่ตนเองได้มา มันจะเป็นผลร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย จึงอยากให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจว่าที่แท้แล้ววุฒิสภาเปรียบเสมือนไส้ติ่งมีก็ได้ไม่มีก็ได้” นายอดิศร กล่าว

จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับมาตรา 30 รัฐสภาเห็นชอบ 271 เสียง ไม่เห็นด้วย124 เสียง งดออก46 เสียง ไม่ลงคะแนน7

‘พริษฐ์’ชำแหละงบ กกต.2.7พันล้าน

ผู้สื่อข่ารายงานว่าบรรยากาศเริ่มร้อนแรงเมื่อเข้าสู่การพิจารณามาตรา 32งบประมาณขององค์กรอิสระ โดย นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชนได้อภิปรายขอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ว่าสภาจะอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานนั้นจะนำงบฯ ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งในเอกสารงบประมาณปี 2570 กกต.ขอเสนอจัดสรรงบประมาณรวม2,700ล้านบาทโดยระบุว่าจะนำไปใช้เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือ สุจริตและเที่ยงธรรม

 “จากการสังเกตการทำหน้าที่ของกกต.ตลอด2ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีขบวนการโกงการเลือกสว.ตนไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณที่สภากำลังจะอนุมัตินี้ จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตยกันแน่ จนตนเริ่มกังวลว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนของ กกต. อาจมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการโกง สว.มาตั้งแต่แรก”

ชี้เส้นทางเชื่อมโยงโกงสว.ไร้รอยต่อ

นายพริษฐ์ได้ลำดับเหตุการณ์ความผิดปกติโดยชี้ให้เห็นว่า หลักฐานฟ้องว่าเส้นทางขบวนการโกง สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต.เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่การออกระเบียบการเลือกสว.ที่เอื้อต่อการจัดทำโพยการปล่อยให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกสามีภรรยาผ่านเข้ารอบ รวมถึงการปล่อยผ่านโพยใบสั่งในวันเลือกระดับประเทศ จนคนที่ถูกยึดโพยได้กลายมาเป็น สว.และประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน ตลอดจนกรณีคลิปเสียงที่โรงแรม B2 รังสิต ที่มีการระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ข้างในดูแล นำมาสู่การตั้งคำถามถึงงบอบรมหลักสูตรสืบสวนและงบป้องปรามการกระทำผิดว่าควรได้รับการอนุมัติหรือไม่

สส.ภูมิใจไทยประท้วงวุ่นไม่เกี่ยวงบ70

นายพริษฐ์ ระบุว่าตนเองอยากเปิดคลิป ที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะไปแล้ว แต่ก็ไม่อนุญาตให้เปิด ดังนั้น จึงขออ่านข้อความในคลิปที่ระบุว่า อะไรต่าง ๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหาสำหรับท่านเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในจะดูแลพวกเราเพราะสิ่งที่เราทำนี้ทำเพื่อธุรกิจแต่เราทำเพื่อข้างบน เป็นภารกิจเพื่อข้างบน ตนเองไม่เชื่อว่าข้างบนหมายถึงกกต. แต่ที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเราตนเองคิดไม่ออกว่าถ้าไม่ได้หมายถึงกกต. แล้วเจ้าของเสียงในคลิปนี้หมายถึงใคร

ทำให้นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา ภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วงว่าการอภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 70 สิ่งที่เราอยากฟัง 20 นาทีที่กำลังอภิปราย คือสิ่งที่พวกเราจะฟังและจะได้ตัดสินใจในการโหวตวาระที่สอง ทำให้นายพริษฐ์ ยืนยันว่าตนเข้าวาระไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าท่านเข้ามากับตนเองหรือไม่

พิรุธกกต.พาดพิงโยงภูมิใจไทยเอี่ยว.

นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่าจากการตรวจสอบข้อพิรุธของกกต.จึงต้องตั้งคำถามว่าจะอนุมัติโครงการในการตรวจสอบการทุจริตหรือไม่เช่นโครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนไต่สวนระดับต้นงบประมาณ 11.9 ล้านบาท หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งงบประมาณ 4.8 ล้านบาท

 “ขั้นตอนที่ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่26ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเป็นคณะพิเศษ ทำหน้าที่รวมกันระหว่างกกต. และดีเอสไอ ผลการประเมินก็ดูค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เห็นความละเอียดรอบคอบ ฟังทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองด้าน จนสรุปออกมาเป็นเอกสาร 90,000 กว่าหน้าซึ่งข้อสรุปของคณะนี้มีการลงความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คนที่ศาล โดยมี 138 คนเป็นสมาชิกวุฒิสภา และ 21 คนเป็นสส. รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย”นายพริษฐ์ ระบุ

สนองยันไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

จากนั้น นายสนอง เทพอักษรณรงค์ จ.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า อีกไม่กี่วัน กกต.จะแจ้งข้อกล่าวหา แต่ขณะนี้มีแก๊งหนึ่งที่ตื่นเช้ามาก็โกงก็ฮั้วแต่ก่อนเลือกสส.ก็มีแก๊งหนึ่งเดินสายทั่วประเทศ ดังนั้นการเอาเรื่องนี้มาเล่าเป็นฉากเป็นตอน พาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ทำให้เสียหาย เรื่องนี้ไม่เล็กตอนนั้นก็ต้องรอให้เขาชี้ชัด ย้ำว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

พริษฐ์กระทุ้งกกต.ส่งศาลฎีกาสั่งฟ้อง

นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่าคณะอนุฯชุดที่36มีการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งหากมาดูการทำงานก็รู้ว่ามีปัญหาอย่างแน่นอน ดังนั้นจะมาอนุมัติงบประมาณดังกล่าว ตนเองไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะมองว่ามีปัญหาคือเหตุผลในการมีอยู่ของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ซึ่งจากเดิมก็มีการตั้งคณะกรรมการ 35 คณะ เพื่อให้วินิจฉัยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กลับมีการตั้งคณะชุดที่36ขึ้นมาโดยใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติมการให้เหตุผลว่า ภาระงานของทั้ง 35คณะนั้น เพราะ 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯชุดที่ 36 ก็อยู่ในคณะอนุฯชุดอื่นอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเห็นหลักฐานที่รวบรวมมาคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ทำคือพยายามทำตัวเป็นศาลเสียเอง ซึ่งกรอบอำนาจหน้าที่ของกกต. มีอำนาจในการพิพากษาว่าใครผิดหรือไม่ผิด แต่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล

ศุภชัย-ไอติมซัดเดือดนำสำนวนเผยแพร่

ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า สิ่งที่นายพริษฐ์มาอภิปรายเป็นเอกสารในสำนวนซึ่งถือเป็นข้อมูลลับ ดังนั้น จะเอามาพูดเป็นฉาก ๆ แบบนี้ไม่ได้

นายพริษฐ์ขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่าตนไม่ได้นำเสนอเอกสารในสำนวน แต่เผยแพร่เอกสารที่เป็นสาธารณะ ขณะที่เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วตนเองเห็นเพื่อนสมาชิกลงไปแถลงข่าวเอาเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมากล่าวหาว่า ตนเองเผยแพร่เอกสารนั้น ตนเองย้อนไปดูแล้วไม่มี ท่านปล่อยข่าวเท็จกลางสภา มาถึงวันนี้ท่านยังไม่แก้ข่าวเลย

ทำให้นายศุภชัย ย้อนถามว่าทราบได้อย่างไรว่าตนเองกล่าวเท็จ ท่านบอกว่าเอกสารนั้นไม่ได้อยู่ในมือท่านแต่จริงๆแล้วทีมงานท่านอาจส่งให้ตนเองก็ได้ นายพริษฐ์กล่าวว่าหากย้อนไปดูก็ได้ ตนไม่ได้เผยแพร่ การพูดแบบนี้เท็จหรือไม่

ซัดแรงไม่อยากเถียงเด็ก-อย่าฮึกเหิม

นายศุภชัย กล่าวอีกว่าที่กล่าวหาว่าตนพูดเท็จนั้น ตนยืนยันว่าเอกสารที่แถลงบอกว่าเอกสารฉบับนั้น พนักงานสอบสวนในคดีของดีเอสไอและต่อมาเป็นคณะอนุกรรมการชุดที่ 26ที่ชื่นชอบชื่นชมกันอยู่ ตนชี้ให้เห็นตรงนั้นนี่คือเนื้อหาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26ที่ท่านชอบกัน แต่ท่านกล่าวหาว่าตนพูดเท็จเมื่อก่อนท่านก็พูดเท็จ แต่ตนเองขี้เกียจเถียงกับเด็กจึงไม่อยากตอบโต้ ก็เข้าใจ แต่อย่าฮึกเหิมมาก

นายพริษฐ์จึงเปิดคลิปเสียงให้ฟังการแถลงข่าวย้อนหลังของนายศุภชัยทำให้นางสาวมัลลิกาวินิจฉัยว่าเรื่องนี้ต่างต่างวาระต่างคนต่างเอาข้อมูลมาพูดกันกันไม่สามารถพิสูจน์ได้แล้วอภิปรายให้อยู่ในกรอบและอย่าพาดพิงใครอีก

จี้ตัดงบสอบสวน-เบี้ยประชุมทิ้ง

นายพริษฐ์อภิปรายต่อว่าหากมีกกต.ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วแต่ไปเจอคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ที่ยกคำร้องหรือปัดตกหลักฐานโดยไม่มีเหตุผลรองรับ เท่ากับว่างบประมาณก็สูญเปล่าผลลัพธ์การทำงานของคณะอนุชุดที่36สิ่งที่ตนเองเห็นว่าชัดเจน ว่าไม่มีประสิทธิภาพ จึงไม่ควรจัดสรรงบให้เพราะคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36มีคำวินิจฉัยว่าการโกงสว.ไม่มีอยู่จริง ไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนไหนควรถูกส่งฟ้องที่ศาล ซึ่งคณะชุดนี้นับเบี้ยประชุมรวมกันกว่า 100,000 บาท แล้วก็เห็นว่าเลขในโพย ก็ไปปรากฏในลำดับเดียวกันในบัตรเลือกตั้ง สว. แต่เขาเชื่อจริงๆว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริตและเห็นว่ามีผู้ช่วย สส.จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว.10 คน ในอำเภอเดียวกันหนึ่งวัน ก่อนการเลือกระดับจังหวัดแต่คณะอนุฯเชื่อว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ

ซัดองค์กรอุ้มอาชญากรประชาธิปไตย

นายพริษฐ์จึงสรุปว่าหากทำแบบนี้ตนเองเสนอให้ตัดงบทั้งหมดเพราะโครงการในการสืบสวนสอบสวนนั้น หากไปสืบสวนอะไรมา ท้ายที่สุดก็เจอคณะอนุฯที่ยกคำร้องทั้งหมดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แม้กระทั่งเบี้ยประชุมของคณะอนุฯ ตัดไปเลยก็ได้ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน ไม่รู้ว่า 14กันยายนนี้กกต.จะไปตัดสินใจตามคณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36หรือไม่ แต่หากยังทำแบบนี้ ตนเห็นว่ากกต.ไม่สามารถ ทำให้สภาแห่งนี้มีความมั่นใจได้ว่างบประมาณที่สภาจะอนุมัติให้กกต. นั้นจะไม่กลายเป็นเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงว่าการที่นายศุภชัย เอ่ยคำว่า ไม่อยากเถียงกับเด็กและอย่าฮึกเหิม ขัดต่อข้อบังคับ อยากให้ประธานช่วยวินิจฉัยให้ช่วยถอนทั้งสองคำ เพราะมองว่าสมาชิกทุกคนเท่าเทียมกัน หากไม่ถอนก็อยากให้ใช้อำนาจวินิจฉัยว่าสองคำนี้เป็นคำเสียดสีไม่ควรพูดที่ประชุม

นายศุภชัยกล่าวว่าหากประสงค์จะให้ถอนตนอยากอธิบายว่าจริงๆคำว่าเด็กเพราะตนคิดว่าตนแก่และเรื่องวาทะ การที่เราเป็นคนแก่ก็ไม่อยากเถียงกับเด็กและตนก็คิดว่าการเป็นเด็กนั้นฮึกเหิมหากจะถอน ตนก็จะบอกว่าท่านไม่เด็กแล้วและไม่ฮึกเหิมตนก็ถอน