เดือด! เหวง ทุบเปรี้ยง! ยุบ กอ.รมน. ทิ้งซะ หากเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน

เดือด! เหวง ทุบเปรี้ยง! ยุบ กอ.รมน. ทิ้งซะ หากเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน

เดือด! เหวง ทุบเปรี้ยง! ยุบ กอ.รมน. ทิ้งซะ หากเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.29 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569 นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “หาก กอ.รมน.เป็นปฏิปักษ์กับประชาชนแล้วละก็ยกเลิก กอ.รมน.ไปเลยครับ”

ปราชญ์ สามสี ย้อนรอย แผนบันได 7 ขั้น BRN ชี้อัตลักษณ์มลายูไม่ใช่ปัญหา

ปราชญ์ สามสี ย้อนรอย แผนบันได 7 ขั้น BRN ชี้อัตลักษณ์มลายูไม่ใช่ปัญหา

ปราชญ์ สามสี ย้อนรอย แผนบันได 7 ขั้น BRN ชี้อัตลักษณ์มลายูไม่ใช่ปัญหา

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.55 น.

วันที่ 18 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า จากปอเนาะถึงปฏิบัติการ: ถอดรหัส “บันได 7 ขั้น” เกมยาวของ BRN

หากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2546 ในพื้นที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าตรวจค้นและพบเอกสารสำคัญจากบุคคลหนึ่ง คือ มะแซ อุเซ็ง ชายผู้มีบทบาทในพื้นที่ในฐานะครูสอนศาสนา และถูกฝ่ายความมั่นคงเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการ BRN ในเวลาต่อมา สิ่งที่ถูกยึดได้ในครั้งนั้นไม่ใช่อาวุธ แต่เป็น “เอกสารลายมือ” ซึ่งภายหลังถูกถอดความและเรียกกันว่า “แผนบันได 7 ขั้น”

เอกสารดังกล่าวส่วนหนึ่งเขียนเป็นภาษายาวีหรือมลายู และเมื่อถูกแปลออกมา สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่แผนรบโดยตรง แต่เป็น “โครงสร้างการจัดตั้ง” ที่มีลำดับขั้นอย่างชัดเจน ตั้งแต่การสร้างความคิดไปจนถึงการปฏิบัติการ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในกรอบอธิบายความขัดแย้งในชายแดนใต้ที่ถูกพูดถึงมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากผังที่ปรากฏ เราจะเห็นว่า ขั้นที่ 1 คือการสร้างจิตสำนึกมวลชน โดยใช้คำสำคัญอย่าง อิสลาม มลายู ปัตตานี ถูกยึดครอง และการต่อสู้ เป็นแกนในการปลูกความรู้สึกและอัตลักษณ์ร่วม ก่อนจะเข้าสู่ ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน ผ่านช่องทางในชีวิตประจำวัน เช่น การสอนศาสนา ตาดีกา ปอเนาะ คณะกรรมการ สหกรณ์ สมาคม และการกีฬา ซึ่งสะท้อนว่า การเคลื่อนไหวไม่ได้เริ่มจากความรุนแรง แต่เริ่มจาก “คน” และ “ความเชื่อ” ก่อน

จากนั้นจึงเข้าสู่ ขั้นที่ 3 และ 4 คือการจัดตั้งองค์กรและกองกำลัง ซึ่งในผังยังระบุถึงการทำงาน “อยู่เบื้องหลัง” และการค่อย ๆ สร้างโครงสร้างกำลังอย่างเป็นระบบ ต่อด้วย ขั้นที่ 5 การปลูกอุดมการณ์ชาตินิยม เพื่อทำให้แนวคิดมีความชอบธรรมในสายตาของผู้สนับสนุน

ก่อนจะเข้าสู่ ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อม ซึ่งในผังใช้คำว่า “จุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิบัติ” สื่อถึงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยน และสุดท้ายคือ ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิบัติ ซึ่งมีการระบุถึงพลังหลายด้าน ทั้งพลังการปฏิบัติ พลังการเมือง พลังมวลชน อำนาจทางเศรษฐกิจ และการพึ่งตนเอง

สิ่งที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งในผังคือ การระบุโครงสร้างกำลังคน เช่นผู้มีอุดมการณ์จำนวนมาก ,ผู้ผ่านการฝึก ,และผู้เชี่ยวชาญในระดับปฏิบัติการรวมถึงการกล่าวถึง “ประชาชนใต้ดิน” และบทบาทของเยาวชนในการเข้าสู่การปฏิบัติการ ซึ่งสะท้อนว่า แผนนี้มองการเคลื่อนไหวเป็น “ระบบ” ไม่ใช่การกระทำแบบกระจัดกระจาย

เมื่อเรานำผังนี้กลับมามองในภาพใหญ่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเอกสารนี้จริงหรือไม่จริงทั้งหมด แต่คือ “มันกำลังบอกอะไรเรา”
สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ แผนนี้ให้ความสำคัญกับ “การสร้างคน” มากกว่า “การใช้กำลัง” กล่าวคือ อาวุธอาจเป็นเพียงปลายทาง แต่ต้นทางคือความคิด อัตลักษณ์ และเครือข่ายสังคม หากมองในมุมนี้ เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2547 จึงอาจไม่ใช่เรื่องฉับพลัน แต่เป็นผลของการสะสมในระยะยาวตามตรรกะของการจัดตั้งแบบเป็นขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมต้องระวังคือ การตีความเอกสารลักษณะนี้ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมประชาชนในพื้นที่ทั้งหมด เพราะในความเป็นจริง อัตลักษณ์มลายู ศาสนาอิสลาม หรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง หากแต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสิ่งเหล่านี้ถูก “นำไปใช้” เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยเฉพาะเรื่องการแบ่งแยกดินแดน

Marshall เขย่าตลาดลำโพงปาร์ตี้ไทย ส่งแคมเปญ ‘Party Anywhere’ เปิดตัว Bromley 450

Marshall เขย่าตลาดลำโพงปาร์ตี้ไทย ส่งแคมเปญ 'Party Anywhere' เปิดตัว Bromley 450

Marshall เขย่าตลาดลำโพงปาร์ตี้ไทย ส่งแคมเปญ ‘Party Anywhere’ เปิดตัว Bromley 450

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

Marshall แบรนด์เครื่องเสียงระดับตำนานจากอังกฤษ เดินเกมรุกตลาดลำโพงปาร์ตี้ในไทยอย่างเต็มตัว ล่าสุดประกาศความสำเร็จแคมเปญ “Party Anywhere” สร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนท้องถนนในกรุงเทพฯ และบางแสนให้เป็นเวทีคอนเสิร์ตเคลื่อนที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัว Bromley 450 ลำโพงปาร์ตี้รุ่นล่าสุด หวังเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์สายปาร์ตี้ และนักเดินทาง

กลยุทธ์ “Experiential Marketing” เข้าถึงผู้บริโภคผ่านวัฒนธรรมท้องถิ่น ในแคมเปญนี้ Marshall และ ASH Asia (ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ) ได้ใช้กลยุทธ์สร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภค (Experience Economy) โดยการเปิดตัว Marshall Party Truck รถบรรทุกดีไซน์ดุดันที่ติดตั้ง “Wall of Bromley” ซึ่งเป็นการนำลำโพง Bromley 450 กว่า 37 ตัว มาสร้างเป็นกำแพงเสียงขนาดยักษ์เพื่อโชว์สมรรถนะความทนทานต่อแดดและน้ำท่ามกลางการเล่นน้ำสงกรานต์ตลอด 3 วันเต็ม นอกจากนี้ ยังมีการดึงดีเจชั้นนำ อาทิ DJ YP, Maftsai และ Z Zero มาร่วมนำเสนอแนวดนตรีที่ผสมผสาน “หมอลำ” เข้ากับจังหวะสมัยใหม่ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ระดับสากลเข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความสนุกของคนไทยอย่างลงตัว

Bromley 450: เรือธงใหม่ทลายข้อจำกัดลำโพงปาร์ตี้

สำหรับการเปิดตัว Bromley 450 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Marshall ในการขยายพอร์ตสินค้ากลุ่มลำโพงปาร์ตี้ (Party Speaker) โดยชูจุดเด่นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่ ได้แก่ พลังเสียงแบบMarshall: ระบบ True Stereophonic 360° ให้เสียงกระหึ่ม สมจริงรอบทิศทางครบทุกย่านเสียง , แบตเตอรี่อึดที่สุดในเซกเมนต์: รองรับการใช้งานต่อเนื่องได้นานกว่า 40 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเสียบสาย , ความทนทานสูง: มาตรฐาน IP55 กันน้ำและฝุ่น เหมาะกับทั้งงานสงกรานต์และกิจกรรมเอาท์ดอร์ , ฟังก์ชันครบครัน: มีช่องต่อไมโครโฟนและเครื่องดนตรีสำหรับมินิคอนเสิร์ตส่วนตัว และการออกแบบที่เน้นความยั่งยืนด้วยวัสดุรีไซเคิล 15%

วิสัยทัศน์และการเติบโต

ASH Asia ระบุว่าการนำ Marshall เข้าสู่ตลาดลำโพงปาร์ตี้ในครั้งนี้ เป็นการมองเห็นโอกาสในการสร้างความแตกต่างด้วยมรดกทางดนตรี (Heritage) ที่แบรนด์มีมานานกว่า 6 ทศวรรษ โดยมั่นใจว่า Bromley 450 จะกลายเป็น “Must-have Item” สำหรับสายไลฟ์สไตล์ ปาร์ตี้ และนักเดินทางที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงที่ดี ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ และ ความทนทานในการใช้งานในสภาพอากาศต่างๆ

สำหรับผู้ที่สนใจ Marshall Bromley 450 วางจำหน่ายแล้วที่เคาน์เตอร์ Marshall ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ผ่าน http://www.ash-asia.com

คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

คุยกัน 7 วันหน : จากภาระสู่ความยั่งยืน ว่าด้วยโมเดลสวัสดิการญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และจีน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เป็นวันครอบครัวของชาวไทย แน่นอนว่าบ้านเรามีมาตรการหลายต่อหลายอย่าง เพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวทุกช่วงอายุ ให้อยู่ดีกินดีและมีความสุขตามอัตภาพ

เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม Super-Aging Societies หรือสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ต่างเร่งยกระดับสวัสดิการแบบเชิงรุก โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการสงเคราะห์ เป็นการใช้ชีวิตอย่างมีศักยภาพ และการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานดูแล และลดภาระของคนในครอบครัว

โดย สิงคโปร์ขับเคลื่อนผ่านนโยบาย Forward Singapore โดยมีโครงการหลักคือ Age Well SG ที่มีหมุดหมายสำคัญในปี 2025-2026 ในโครงการที่เรียกว่า Active Ageing Centres หรือ AACs 2.0 รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มจำนวนศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนให้ครอบคลุม 8 ใน 10 ของบ้านพักอาศัยภายในปี 2025 โดยเน้นกิจกรรมป้องกันโรคสมองเสื่อมและการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อลดความโดดเดี่ยว มีการสนับสนุนเงินอุดหนุนก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเสริมสภาพคล่องในบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งเริ่มเห็นผลชัดเจนในการเพิ่มอำนาจใช้จ่ายของผู้สูงอายุในปี 2025 นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงการ Community Care Apartments หรือ CCA เป็นรูปแบบที่อยู่อาศัยใหม่ที่รวมบ้านเข้ากับบริการดูแล ซึ่งมีการทยอยส่งมอบและขยายโครงการในปี 2025-2026 เพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ติดที่เดิมได้อย่างปลอดภัย

เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ที่ในปี 2025 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประชากรยุค Baby Boomer ทั้งหมดจะมีอายุ 75 ปีขึ้นไป ทำให้โครงการปี 2026 นี้ มุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อลดภาระของผู้ดูแล และติดตั้งระบบเซนเซอร์ในบ้านเพื่อตรวจจับการล้มหรือความผิดปกติของหัวใจ ขณะเดียวกัน ยังอกกฎหมายที่บังคับใช้เต็มรูปแบบในปีนี้ สนับสนุนให้บริษัทต่างๆ จ้างงานพนักงานไปจนถึงอายุ 70 ปี โดยรัฐบาลให้เงินอุดหนุนการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับสรีระผู้สูงวัย นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระบบประกันดูแลระยะยาวครั้งใหญ่ เพื่อเน้นไปที่การฟื้นฟูสมรรถภาพ มากกว่าแค่การเฝ้าไข้ เพื่อให้ผู้สูงอายุกลับมาดูแลตัวเองได้

ขณะที่เกาหลีใต้ กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลก ทำให้ครอบครัวต้องรับภาระหนัก รัฐบาลจึงเปิดตัวแผนปฏิบัติการใหม่ตั้งแต่ปี 2025 ที่ผ่านมา โดยเทศบาลกรุงโซลและเมืองใหญ่ๆ เริ่มแจกจ่ายหุ่นยนต์ AI ที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคุยและแจ้งเตือนการกินยาให้กับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง มีการปฏิรูปสวัสดิการที่เปลี่ยนจากการส่งตัวไปโรงพยาบาล เป็นการส่งหมอไปหาที่บ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้อยู่กับครอบครัวนานที่สุด โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ดูแลชั่วคราวเพื่อลดความเครียดของลูกหลาน ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังร่วมมือกับเอกชนสร้างที่พักอาศัยระดับพรีเมียมและระดับกลางที่มาพร้อมบริการตรวจสุขภาพประจำวัน ซึ่งได้เปิดตัวโครงการใหม่จำนวนมากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

Sandwich Generation พร้อมดูแลไม่ทอดทิ้ง

ในส่วนของกลุ่มที่เรียกว่า Sandwich Generation หรือคนวัยทำงานที่ต้องแบกภาระดูแลทั้งลูกหลานและพ่อแม่ไปพร้อมกัน รัฐบาลหลายประเทศในอเชียก็เห็นถึงความสำคัญและพร้อมให้ความช่วยเหลือ เน้นไปที่การให้เงินอุดหนุนโดยตรงและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความยืดหยุ่นในการทำงาน

อย่างเช่นที่สิงคโปร์ ใช้แนวทางสนับสนุนด้านการเงินควบคู่ไปกับการปรับวัฒนธรรมองค์กร โดยตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป รัฐบาลเพิ่มเงินอุดหนุนรายเดือนสูงสุดเป็น 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 16,000 บาท) จากเดิม 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างคนดูแลหรือค่าอุปกรณ์การแพทย์ที่บ้าน มีการผลักดันกฎหมาย Flexible Work Arrangement (FWA) Guidelines ที่เริ่มใช้ในช่วงปลายปี 2024 ส่งผลเต็มรูปแบบในปี 2025 ที่ผ่านมา ช่วยให้พนักงานมีสิทธิ์ขอทำงานยืดหยุ่น หรือ Work from Home เพื่อดูแลผู้สูงอายุได้ และนายจ้างต้องพิจารณาคำขออย่างเป็นธรรม รวมถึงมีเงินอุดหนุนก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ยังทำงานอยู่แต่ต้องดูแลพ่อแม่ โดยให้โบนัสเงินออมในบัญชีเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณของตัวผู้ดูแลเอง

ส่วนที่ญี่ปุ่น เพิ่งผ่านการแก้ไขกฎหมายสำคัญที่เริ่มบังคับใช้ในปีที่ผ่านมา ให้สิทธิพนักงานสามารถลาไปดูแลครอบครัวได้รวม 93 วันต่อคน กฎหมายใหม่ระบุให้นายจ้างต้องแจ้งสิทธิและให้คำปรึกษาแก่พนักงานทันทีที่ทราบว่าพนักงานมีภาระดูแลผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันปัญหาการลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อแม่ ในช่วงที่ลาไปดูแล รัฐบาลสนับสนุนเงินชดเชยรายได้ 67% ของค่าจ้าง เพื่อให้คนทำงานไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดรายได้ มีการแจกเงินอุดหนุนให้ครอบครัวซื้อหุ่นยนต์ดูแล หรือระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนอุบัติเหตุ เพื่อลดภาระการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงของผู้ดูแล

ขณะที่รัฐบาลจีนมุ่งเน้นนโยบายแจกคูปองอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงสุด 800 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 4,000 บาท) สำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อใช้จ่ายค่าบริการทำความสะอาด อาบน้ำ หรือการพยาบาลถึงบ้าน ในหลายมณฑล เช่น ซานตง และกวางตุ้ง บังคับใช้กฎหมายให้ลูกคนเดียวลาไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วยหนักได้ 10-20 วันต่อปี โดยยังได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ส่วนคนที่มีพี่น้องจะได้ลดหลั่นลงมา 7-10 วัน พร้อมขยายการทดลองใช้ประกันการดูแลระยะยาวไปเกือบทั่วประเทศในปี 2026 ซึ่งจะช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการพยาบาลได้ถึง 70%

ในส่วนของประเทศไทย ในช่วงต้นปี 2026 ไทยได้กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างเป็นทางการ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% รัฐบาลพยายามผลักดันระบบบำนาญประชาชน เป็นเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท รวมถึงการใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานใหม่ เช่น การเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120 วัน และสิทธิการลาเพื่อดูแลบุตรสำหรับพ่อ เพื่อลดแรงกดดันในครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีการผลักดัน Silver Economy เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากการดูแลผู้สูงอายุและกระตุ้นการจ้างงานผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพ

ทั้งนี้ คนกลุ่ม Sandwich Generation ถูกมองว่าเป็น ‘เดอะ แบก’ ที่ต้องรับภาระการดูแลคนในครอบครัวทุกรุ่น ภาระหนักทางการเงิน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ที่สูงขึ้น ทำให้คนวัยทำงานต้องเสียสละเงินออมเพื่อการเกษียณของตนเอง ความเครียดเหล่านี้นำไปสู่ภาวะ Burnout ที่ทำให้บริษัทประกันและเอกชนเริ่มออกแคมเปญสนับสนุนสุขภาพจิตและเวลาส่วนตัวสำหรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น

ท้ายที่สุด นโยบายสวัสดิการในโลกปี 2026 กำลังบอกเราว่า การดูแลผู้สูงอายุและครอบครัว คือการดูแลอนาคตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนจากสิงคโปร์ วันลาจากญี่ปุ่น หรือเทคโนโลยี AI จากเกาหลีและจีน ทั้งหมดนี้ คือจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้คำนิยามของครอบครัวในเอเชียยังคงความอบอุ่นไว้ได้ ท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลก

โดย ดาโน โทนาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นอกจากใน National Museum Stockholm จะมีผลงานของ Lambert Jacobsz, Hendrick Terbrugghen และ Gerard de Lairesse ซึ่งเป็นศิลปินชาวดัชท์แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินชาวดัชท์อีกหลายชิ้น อาทิ Dido’s Sacrifice to Juno ของ Pieter Lastman เขาเกิดที่อัมสเตอร์ดัม และฝึกงานกับ Gerrit Pietersz Sweelinck ก่อนเดินทางไปอิตาลีและอาศัยอยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นเขาได้รับอิทธิพลจากผลงานแนวโรมันและผลงานของ Caravaggio เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเขากลับมาอยู่อัมสเตอร์ดัมกับครอบครัว เขาได้พัฒนาเทคนิคของตัวเองและได้รังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเป็นอันมากโดยใช้สีที่สดใสตามเทคนิคของ Caravaggio จนกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศ และได้รับลูกศิษย์คนสำคัญคือ Rembrandt นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงาน Dido’s Sacrifice to Juno ของเขาเสมือนหนึ่งฉากในโรงละครที่มีความซับซ้อนน่าตื่นตาตื่นใจจนกลายเป็นต้นแบบให้กับงานของ Rembrandt ในเวลาต่อมา

Peasant Family at an Inn โดย Adriaen van Ostade เขาเกิดที่ Haarlem ในวันที่ 10 ธันวาคม 1610 โดยเป็นบุตรคนโตของ Jan Hendricx Ostade เขาเข้าเรียนศิลปะกับ Frans Hals ในปี 1627 เขาย้ายไปอยู่ Utrecht ในปี 1632 ก่อนย้ายกลับมา Haarlem และร่วมกับกลุ่มช่าง Haarlem Guild of St. Luke ก่อนแต่งงานเมื่ออายุได้ 28 ปี แต่ภรรยาของเขาเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา เขาแต่งงานอีกครั้ง แต่ก็กลายเป็นหม้ายอีกในเวลาไม่นาน เขาเลยเลิกสนใจเรื่องผู้หญิงแล้วหันมาเปิดห้องเรียนและรับนักศึกษามาร่วมทำงานและส่งเสริมให้พวกเขากลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมาอีกหลายคน ปี 1662 เขาลงทะเบียนเป็นผู้ดูแลวัด St. Luke และได้กลายเป็นช่างที่ฮาเร็ม

เมื่อเนเธอร์แลนด์ถูกฝรั่งเศสบุกในปี 1672 เขาตัดสินใจเก็บข้าวของและตั้งใจจะย้ายไป Lubeck เยอรมัน แต่กลับไปได้แค่อัมสเตอร์ดัม และอาศัยอยู่ที่นั่น เขาเป็นคนที่ชื่นชอบรังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ชาวบ้าน ชาวนาที่ไม่ได้ดูหยาบกร้าน แต่เหมือนตัวละครที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า กำลังเล่นกีฬา ทำงาน ทะเลาะกัน หรืออยู่เงียบ ๆ ซึ่งทำให้ผู้ชมสัมผัสกับชีวิตในช่วงเวลานั้นได้อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้น การที่เขาอาศัยอยู่ที่ Haarlem อันเป็นเมืองที่ถูกทำลายไปมากในช่วงสงคราม ทำให้ผลงานของเขา แม้จะได้รับอิทธิพลจาก Frans Hals ให้มีสีสันค่อนข้างสดใสแต่บรรยากาศในภาพก็ยังคงคล้ายกับเต็มไปด้วยเมฆหมอกอยู่ในที นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเด่นชัดใน Peasant Family at an Inn สังเกตุจาก แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในกระท่อมอันทรุดโทรมช่วยขับเน้นให้วิถีชีวิตชาวนาที่แม้จะดูหยาบกระด้าง แต่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ศิลปินสามารถจับภาพการแก่งแย่ง การละเล่น การสั่งสอน และการทำงานหนัก มารวมไว้ในฉากเดียวกันได้อย่างมีชั้นเชิงและน่าประทับใจ

Queen Kristina of Sweden โดย David Beck เขาเกิดที่เมือง Delft และเริ่มเรียนเขียนภาพกับ Michiel Jansz van Mierevelt จิตรกรภาพเหมือนผู้มีชื่อเสียงชาวดัชท์ หลังย้ายไปอยู่ลอนดอนเขาก็เข้าเป็นศิษย์และทำงานร่วมกับห้องภาพ Anthony van Dyck ในปี 1640 แต่เขามีโอกาสได้เรียนกับ Van Dyck น้อยมากเนื่องจากอาจารย์ป่วยและเสียชีวิตในอีก 1 ปีต่อมา แม้เขาจะใช้เทคนิคการเขียนที่แตกต่างจากอาจารย์ แต่ก็เป็นที่ประทับใจของพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่ง พระองค์เลยบัญชาให้เขาสอนเขียนภาพให้กับพระโอรสซึ่งต่อมาคือพระเจ้าชาร์ลส์ที่สอง เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นเขาก็ออกเดินทางไปทั่วยุโรปและได้รับบัญชาให้เขียนภาพเหมือนพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนในปี 1647 จนเป็นที่โปรดปรานของพระนางมากถึงกับส่งเขาไปเยือนราชสำนักทั่วยุโรปเพื่อสร้างสัมพันธภาพ เขาป่วยหนักที่เยอรมันจนถึงกับเตรียมหลุมฝังศพไว้แล้ว แต่เมื่อเขารอดชีวิตเขากลับไปหาพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนอีกครั้งขณะที่พระนางอาศัยอยู่ในโรม เขาขอพระนางไปเยี่ยมครอบครัวท่ามกลางความไม่ปลื้มของพระนาง เขาไปเสียชีวิตที่กรุงเฮกจากการสงสัยว่าถูกวางยา  ภาพ Queen Kristina of Sweden ชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นหลังพระนางได้ดำรงตำแหน่งเป็นราชินีแล้วในเครื่องทรงที่ทำด้วยไหมและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นลูกโลกที่หมายถึงพื้นดิน ความสะพัดของขนนกคืออากาศ และน้ำพุทางด้านซ้ายซึ่งหมายถึงน้ำ อันเป็นการแสดงถึงการควบรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ภาพนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงถึงอำนาจของราชวงศ์ท่ามกลางภัยคุกคามจากหลายประเทศ

Photo of the week : คริสตศาสนิกชนฉลองเทศกาลอีสเตอร์

Photo of the week : คริสตศาสนิกชนฉลองเทศกาลอีสเตอร์

Photo of the week : คริสตศาสนิกชนฉลองเทศกาลอีสเตอร์

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพถ่ายคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ ซึ่งเป็นวันที่สำคัญที่สุดในปฏิทินของคริสเตียนเพื่อระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ แม้ว่าความเชื่อพื้นฐานจะเหมือนกัน แต่ประเพณีการเฉลิมฉลองในแต่ละภูมิภาคกลับมีความหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ตามวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งในนครรัฐวาติกัน ยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมถึงในเอเชียและออสเตรเลีย โดยคริสตจักรโรมันคาทอลิกและโปรแตสแตนท์ ฉลองในวันที่ 5 เมษายน 2026 ตามปฏิทินเกรกอเรียน ส่วนคริสตจักรตะวันออก หรือออร์โธดอกซ์ ฉลองในวันที่ 12 เมษายน 2026 เนื่องจากใช้ปฏิทินจูเลียนในการคำนวณ

‘Astro Kids Summer Camp 2026’ เปิดประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ แบบ One Day Trip

‘Astro Kids Summer Camp 2026’ เปิดประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ แบบ One Day Trip

‘Astro Kids Summer Camp 2026’ เปิดประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ แบบ One Day Trip

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

NARIT จัดค่ายดาราศาสตร์ฤดูร้อน “Astro Kids Summer Camp 2026” พาน้องๆ เยาวชนอายุ 9-12 ปี กว่า 30 คน เปิดประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ อวกาศ และงานพัฒนาเทคโนโลยีสุดล้ำ แบบ One Day Trip ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

กิจกรรมในครั้งนี้จัดเต็มทั้งความรู้และความสนุก เริ่มต้นด้วยการชมท้องฟ้าจำลองระบบฟูลโดมดิจิทัลรอบพิเศษ ต่อด้วยกิจกรรม Walk Rally เยี่ยมชมงานพัฒนาเทคโนโลยีดาราศาสตร์และวิศวกรรมขั้นสูง อาทิ กล้องโทรรทรรศน์ 0.8 เมตร ฝีมือคนไทย เครื่องกัดขึ้นรูปผิวกระจกด้วยหัวเพชร ห้องปฏิบัติการเครื่องเคลือบกระจก ห้องไร้คลื่นสะท้อน (Anechoic Chamber) ห้องปฏิบัติการทดสอบและประกอบดาวเทียม (Clean Room)

ไฮไลต์ในปีนี้ที่ทำให้น้องๆ หลายคนตื่นเต้นสุดๆ คือการบุกห้องควบคุมสถานีภาคพื้นดิน (Mission Ground Control Room) สวมบทบาทเป็น “นักควบคุมภารกิจอวกาศ” พร้อมพบปะพูดคุยกับพี่ๆ วิศวกรผู้พัฒนาดาวเทียมตัวจริง ที่ช่วยจุดประกายความฝันและแรงบันดาลใจให้กับของน้องๆ อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ น้องๆ ยังได้ออกแบบสิ่งมีชีวิตนอกโลกในแบบของตนเอง ซึ่งแต่ละผลงานมีความหลากหลาย สร้างสรรค์ แปลกใหม่ และเต็มไปด้วยจินตนาการ ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมเรียนรู้การใช้งานกล้องดูดาวแบบพกพาอย่างง่าย

นอกจากความสนุกแล้ว ค่ายนี้ยังช่วยปลูกฝังพื้นฐานด้านดาราศาสตร์ อวกาศ และงานพัฒนาเทคโนโลยี กระตุ้นความคิดเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมให้เยาวชนสนใจในวิทยาศาสตร์ สร้างแรงบันดาลใจต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในอนาคต

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในปีถัดไป ติดตามข้อมูลได้ที่ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ  และเว็บไซต์ www.NARIT.or.th

Health News : แม่ตั้งครรภ์ใช้ไทเลนอลได้สบายๆ

Health News : แม่ตั้งครรภ์ใช้ไทเลนอลได้สบายๆ

Health News : แม่ตั้งครรภ์ใช้ไทเลนอลได้สบายๆ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลการศึกษาขนาดใหญ่จากเดนมาร์กที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Pediatrics ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่า ไม่พบความเชื่อมโยง ระหว่างการใช้ยาพาราเซตามอล หรือไทเลนอล ระหว่างตั้งครรภ์กับความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นออทิสติก โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างจากเด็กที่เกิดในเดนมาร์กกว่า 1.5 ล้านคน ช่วงระหว่างปี 1997–2022 พบว่า กลุ่มที่แม่ใช้ยา มีอัตราการวินิจฉัยออทิสติกที่ 1.8% ส่วนกลุ่มที่แม่ไม่ได้ใช้ยา มีอัตราการวินิจฉัยที่ 3.0%

เมื่อนักวิจัยปรับปัจจัยรบกวนอื่นๆ เช่น อายุของแม่ ดัชนีมวลกาย หรือประวัติสุขภาพ พบว่าความเสี่ยงไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อนักวิจัยถึงกับเปรียบเทียบพี่น้องที่คนหนึ่งได้รับยาในครรภ์แต่อีกคนไม่ได้รับ เพื่อตัดปัจจัยด้านพันธุกรรมออก ผลปรากฏว่าไม่มีความแตกต่างของความเสี่ยงเช่นกัน

ผลวิจัยนี้มีความสำคัญมาก เพราะช่วยลดความกังวลให้คุณแม่ที่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดหรือลดไข้ ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า อาการไข้สูงที่ไม่ได้รับการรักษาในระหว่างตั้งครรภ์ มีอันตรายต่อพัฒนาการของทารกมากกว่าการกินยาพาราเซตามอลเสียอีก องค์กรการแพทย์ระดับโลกอย่าง ACOG ยังคงแนะนำว่าพาราเซตามอลเป็นยาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนท้อง หากใช้อย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างไรก็ดี ยาแก้ปวดกลุ่มอื่น เช่น ไอบูโพรเฟน ไม่แนะนำให้ใช้ในคนท้อง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อไตและระบบหมุนเวียนเลือดของทารกได้

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen's Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องว่ามีมนต์เสน่ห์ที่สามารถมัดใจให้ผู้ไปเยือนต้องหลงใหล แบบชนิดที่ว่าหากมีโอกาสได้กลับไปอีก ก็จะต้องกลับไปอย่างแน่นอน เพราะเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมหลายหลายแบบ แต่สามารถผสมกลมกลืนได้อย่างลงตัวสุด ๆ เช่น สถาปัตยกรรมแบบนิโอกอธิค นิโอคลาสสิก อาร์ตนูโว บาโรก โรมาเนสก์ และกอธิคยุคกลาง 

แต่สัปดาห์นี้ จะพาคุณไปเที่ยวชมและกราบนมัสการพระผู้เป็นเจ้าในมหาวิหาร St. Stephen’s หรือ St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ก่อนอื่นของเล่าให้ฟังว่า Bacilica คือมหาวิหารในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก โบสถ์ที่มีสถานะเป็น Bacilica คือโบสถ์สำคัญมากในทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และมีสถาปัตยกรรมที่งดงามเป็นพิเศษ ซึ่งได้รับเกียรติหรือการยกย่องโดยสมเด็จพระสันตะปาปา ส่วนคำว่า Cathedral แปลว่าอาสนวิหาร เป็นโบสถ์หลักของสังฆมณฑลที่มีพระระดับบิชอปประจำอยู่ และยังมีคำว่า Church กับ Chapel อีกด้วย ซึ่งหากแปลแบบง่าย ๆ ก็จะเรียกว่าโบสถ์ในศาสนาคริสต์ แต่ในความเป็นจริงคำที่ใช้นั้นบ่งบอกถึงสถานภาพและความสำคัญของสิ่งปลูกสร้างโดยแท้จริง

St. Stephen’s Bacilica (Szent Istvan Bazilika) นับได้ว่าเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในฮังการี และยังได้รับการยอมรับว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของฮังการีด้วย มหาวิหารนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงบูดาเปสต์ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี คือ เซนต์สตีเฟน 

ความสำคัญอีกประการของมหาวิหารนี้คือ เป็นที่เก็บรักษาพระหัตถ์ขวาของเซนต์สตีเฟน ผู้ทรงเป็นทั้งกษัตริย์และนักบุญของเมือง โดยพระหัตถ์ขวาของพระองค์ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบมัมมี่ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมือง นอกจากนั้นยังเปิดให้ผู้เข้าชมมหาวิหารขึ้นไปบนบริเวณรอบโดม และชมวิวเมืองได้ 360 องศา รวมถึงชมห้องพระคลังมหาสมบัติประจำมหาวิหารด้วย นอกจากนี้ ภายในมหาวิหารยังมีคอนเสิร์ตแบบคลาสสิกสารพัดชนิดให้ชมตลอดปี รวมถึงคอนเสิร์ตออร์แกนอีกด้วย (จำหน่ายบัตรเข้าชม) อัตราแลกเปลี่ยนเงินโฟรินต์ฮังการีเทียบกับเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 100 โฟรินต์ฮังการีเท่ากับ 10 บาท ราคาบัตรเข้าชมมหาวิหารตกประมาณคนละ 600 บาท ส่วนบัตรชมคอนเสิร์ตตกประมาณคนละ 38 ยูโร (1 ยูโรมีค่าประมาณ 380 โฟรินต์ฮังการี) 

บอกได้เพียงคำเดียวว่า เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแห่งนี้ คุณจะสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่อลังการและความวิจิตรบรรจงได้โดยพลัน และยังได้ชมงานศิลป์ล้ำค่าของเหล่าศิลปินร่วมสมัยนามอุโฆษที่ตกแต่งอยู่ที่แท่นบูชา เป็นผลงานที่รังสรรเพื่อนักบุญสตีเฟน กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี ผู้ทรงเปลี่ยนศาสนาให้ชาวฮังการีผู้เร่ร่อนให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ และทรงทำให้รัฐแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่เข้มแข็งได้ในเวลาต่อมา

เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแล้ว ขอให้ชมแท่นบูชาหลัก ที่มีรูปปั้นนักบุญสตีเฟนแกะสลักจากหินอ่อนคาร์รารา ฝีมือของอาลาโฆส สโตรเบิล และต้องไม่พลาดชมเทวดากาเบรียลถือมงกุฎศักดิ์สิทธิ์เหนือพระเศียรกษัตริย์

มหาวิหารนี้มีโดมสูง 96 เมตร จึงโดดเด่นมากท่ามกลางกลุ่มอาคารต่าง ๆ ในเมืองเปสต์ (กรุงบูดาเปสต์แบ่งเป็นสองส่วน คือบูดา และเปสต์) และจะได้เห็นเสาหลักสี่ต้นที่ช่วยค้ำยันมหาวิหารให้ตั้งตระหง่าน รวมถึงต้องไม่พลาดการชมจิตรกรรมฝาผนังรูปพระเจ้าผู้เป็นพระบิดา ที่ประดับอยู่กลางโดม

แท่นบูชา Patrona Hungariaeโดย Gyula Benczúr depicts แสดงภาพนักบุญสตีเฟนถวายมงกุฎฮังการีแด่พระแม่มารี และทรงขอให้พระองค์เป็นผู้พิทักษ์ประเทศฮังการี

พระหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญสตีเฟน สมบัติล้ำค่าที่สุดของฮังการี คือกำปั้นขวาที่ถูกเก็บรักษาในรูปแบบมัมมี่ อยู่ ทางด้านซ้ายของแท่นบูชาหลัก สมบัติชิ้นสำคัญนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกที่ตกแต่งอย่างวิจิตร 

และอย่าพลาดการชมกระจกสีที่งดงามวิจิตรบรรจงมาก ซึ่งเป็นผลงานของมิกซา โรธ และหากได้ขึ้นไปชมด้านบนของมหาวิหาร ต้องไม่พลาดชมระฆังที่ใหญ่ที่สุดของฮังการี หนัก 9 ตัน แขวนอยู่ในหอคอยด้านขวา  

ในช่วงวันที่ 20 สิงหาคม คือวันฉลองนักบุญสตีเฟน จัดเป็นงานประจำปี โดยมีพิธีแห่พระนั่งศักดิ์สิทธิ์ไปรอบมหาวิหาร

ช่วงนี้เราอาจจะเดินทางไปต่างประเทศได้ค่อนข้างยากลำบาก เพราะมีสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงมาก ราคาตั๋วเครื่องบินก็แพงมาก ค่ากินค่าอยู่ก็แพงระยับ ดังนั้น ขอให้คุณ ๆ อ่านเรื่องและชมภาพของมหาวิหารเซ็นต์สตีเฟนไปพลาง ๆ ก่อน หากบ้านเมืองและโลกใบนี้สงบอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว เราจะไปเที่ยวไปชมมหาวิหารนี้ด้วยกัน

หากสนใจจะร่วมทริปอบอุ่นและเพรียบพร้อมด้วยการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพ ซึ่งรับสมาชิกจำนวนจำกัด นำทัวร์โดย Mr. Flower โปรดติดต่อ 0917233615 แล้วเราจะไปท่องโลกและท่องไทยด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต…‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต...‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต…‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ข่าวการเสียชีวิตของสีดอหูพับ ช้างป่าเพศผู้จากภูหลวง สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยเป็นจำนวนมาก ช้างป่าที่เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียล ดูปกติและแข็งแรง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่พยายามเคลื่อนย้ายกลับไปสู่ถิ่นที่อาศัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย สีดอหูพับเกิดมีอาการชักและเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ซึ่งในเวลาต่อมา ผลการชันสูตรพบว่าในกระเพาะของสีดอหูพับเต็มไปด้วยอาหาร – อ้อยและมัน

เกิดอะไรขึ้นกับการเคลื่อนย้ายช้างป่า? เหตุใดความพยายามที่จะดูแลสวัสดิภาพสัตว์กลับสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตและนำไปสู่จุดจบของช้างป่าสีดอหูพับได้? หรือเพียงมีกำลังคนและอุปกรณ์คงไม่พอ นายสัตวแพทย์ ดร.อลงกรณ์ มหรรณพ นิสิตเก่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการรักษาและดูแลช้างมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายช้าง อาศัยองค์ความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์และบริบทพื้นที่ ประสบการณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้อง และการเตรียมการอย่างละเอียดและเป็นระบบ ซึ่งการให้ยาซึมในช้างเป็นกระบวนการที่ต้องคำนึงถึงระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เพราะช้างเป็นสัตว์ที่มีน้ำหนักหลายตัน เมื่อได้รับยาซึม กล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะคลายตัว รวมถึงกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนและการควบคุมทางเดินอาหาร หากมีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะหรือหลอดอาหาร โอกาสเกิดการไหลย้อนและสำลักเข้าสู่ทางเดินหายใจสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ช้างอยู่ในท่านอนหรือตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม

“การให้ยาซึมไม่ใช่แค่ฉีดยาแล้วจบ แต่ต้องประเมินสภาพร่างกาย เวลาการกินอาหาร และจัดท่าทางให้เหมาะสมตลอดกระบวนการ” น.สพ.ดร.อลงกรณ์ กล่าวและว่า ในกรณีของช้างเลี้ยง การใช้ยาซึมมักเกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะช่วงที่ช้างตกมันหรือมีอาการอาละวาด ซึ่งอาจมีปัจจัยกระตุ้นจากอากาศร้อนจัด ความเครียด หรือแม้แต่การให้อาหารไม่ตรงเวลา

“เมื่อช้างแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง จำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์โดยเร็วที่สุด เพราะช้างเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อประชาชนหรือผู้ที่อยู่ใกล้เคียงได้ การตัดสินใจจึงต้องรวดเร็วและอยู่ภายใต้การประเมินอย่างรอบคอบ”

โดยทั่วไปช้างที่อาละวาดมักไม่ได้อยู่ในภาวะอดอาหาร แต่กินน้ำและอาหารตามปกติมาก่อน เมื่อจำเป็นต้องให้ยาซึม ทีมสัตวแพทย์จะเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีความกังวลเรื่องการอาเจียน อาจพิจารณาให้ยาป้องกันการอาเจียนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มักไม่ค่อยพบว่าช้างมีการอาเจียนหรือสำรอกอาหารออกมาเหมือนสัตว์บางชนิด

สำหรับประเด็นเรื่อง ภาวะสำลักอาหาร ระหว่างการเคลื่อนย้ายสัตว์ใหญ่ หากมีการเตรียมการอย่างเหมาะสม หลังจากให้ยาสลบหรือยาซึมจนช้างอยู่นิ่งแล้ว ทีมงานจะฉีดยาใต้ผิวหนังบริเวณรักแร้หรือโคนขาหน้าใกล้ลำคอ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เข้าสู่กระแสเลือดและช่วยยับยั้งการอาเจียนโดยเฉพาะในช่วงที่สัตว์ไม่รู้สึกตัว สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดไม่ใช่เพียงอาหารในกระเพาะ แต่คือน้ำลายที่อาจไหลย้อนเข้าสู่ทางเดินหายใจ หากเข้าสู่ปอดอาจก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก ซึ่งเป็นภาวะอันตรายและอาจถึงแก่ชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลภาคสนามที่เคยประสบมา ยังไม่พบกรณีภาวะแทรกซ้อนลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง น.สพ.ดร.อลงกรณ์ กล่าวพร้อมชี้ว่า การใช้ยาซึมในช้างมีผลต่อความปลอดภัยของช้าง ซึ่งต้องประเมินเป็นรายตัว เพราะช้างแต่ละเชือกมีความแตกต่างกัน ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ อายุและสภาพร่างกายของช้าง ระดับความเครียดก่อนการจับ สภาพแวดล้อมขณะปฏิบัติงาน และประสบการณ์ของทีมสัตวแพทย์ ช้างแต่ละตัวตอบสนองต่อยาซึมไม่เท่ากัน บางตัวออกฤทธิ์เร็ว บางตัวช้า บางตัวมีความไวต่อยา ดังนั้นการคำนวณปริมาณยาและการติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

จุดสังเกตสำคัญคือพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของช้าง ยกตัวอย่างว่าใบหูของช้างมีบทบาทสำคัญในการระบายความร้อน หากใบหูยังเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ ไม่ตก ไม่ห้อยผิดปกติ และช้างไม่แสดงอาการซึมหรือง่วงผิดธรรมชาติ ถือเป็นสัญญาณที่ดี เช่นเดียวกับการแกว่งหาง หากยังแกว่งไปมาตามจังหวะปกติ แสดงว่าระบบประสาทและกล้ามเนื้อยังทำงานได้ตามปกติ

ในด้านสัญญาณชีพ อัตราการหายใจของช้างโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 4–10 ครั้งต่อนาที ขณะที่อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรจะอยู่ที่ประมาณ 25–30 ครั้งต่อนาที สำหรับช้างเลี้ยงสามารถคลำชีพจรบริเวณด้านหลังใบหูได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ในกรณีของช้างป่า การเข้าถึงตัวเพื่อตรวจวัดจะทำได้ยากกว่า ต้องอาศัยความระมัดระวังและประสบการณ์สูง โดยเฉพาะหากยังไม่ได้ให้ยาซึม

อุณหภูมิร่างกายปกติของช้างจะอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงกับมนุษย์ วิธีประเมินเบื้องต้นสามารถใช้ฝ่ามือสัมผัสบริเวณด้านข้างลำคอ ซึ่งเป็นจุดที่ถ่ายเทความร้อนได้ดี หากรู้สึกร้อนจัดกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณของไข้หรือความผิดปกติภายในร่างกาย “ในกรณีช้างป่า เมื่อมีการให้ยาซึมแล้ว ทีมสัตวแพทย์จะต้องเข้าใกล้ตัวช้างให้มากที่สุด เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิ การหายใจและชีพจรอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสัญญาณชีพยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ”

ระดับความเครียดของช้างเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของทั้งตัวสัตว์และผู้ปฏิบัติงาน ช้างที่เผชิญหน้ากับคนจำนวนมาก ถูกไล่ต้อน หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน มักมีระดับฮอร์โมนความเครียดสูง ส่งผลต่อระบบหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และการหายใจ เมื่อช้างอยู่ในภาวะตื่นตัวหรือหวาดระแวง การตอบสนองของร่างกายจะรุนแรงกว่าปกติ หากต้องมีการใช้ยาซึมในช่วงเวลาดังกล่าว ความเครียดที่สะสมอยู่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือระบบหายใจทำงานผิดปกติได้

ช้างเป็นสัตว์ที่มีความจำดีและรับรู้สิ่งแวดล้อมได้ไว หากสถานการณ์รอบตัววุ่นวาย เสียงดัง หรือมีคนจำนวนมาก ความตื่นตระหนกจะเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งยิ่งทำให้การควบคุมสถานการณ์ยากขึ้น ดังนั้น ก่อนจะทำอะไรกับช้าง เราต้องทำให้เขาสงบก่อน ลดความตื่นตกใจให้มากที่สุด เพราะถ้าเขาเครียด ทุกอย่างจะเสี่ยงขึ้นทันที ดังนั้นการวางแผนการจับหรือเคลื่อนย้ายที่ดี จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมอุปกรณ์หรือทีมสัตวแพทย์เท่านั้น แต่ต้องจัดการสภาพแวดล้อม ลดสิ่งกระตุ้น และทำงานอย่างรอบคอบ เพื่อให้ช้างอยู่ในภาวะ ที่ปลอดภัยที่สุดก่อนเริ่มดำเนินการใดๆ” เพราะโดยทั่วไปการเคลื่อนย้ายช้างเลี้ยงมักไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงบ่อยนัก แต่ในกรณีช้างป่าที่ต้องวางยาสลบและขนย้าย ความเสี่ยงจะสูงกว่าและต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงความรู้ทางวิชาการ แต่คือการทำความเข้าใจ บริบทของพื้นที่ และธรรมชาติของช้างในแต่ละผืนป่า เพราะสภาพแวดล้อมของแต่ละแห่ง เช่น เขาใหญ่ ภูหลวง หรือพื้นที่อื่น ๆ แตกต่างกันทั้งภูมิประเทศ พฤติกรรมสัตว์ และความคุ้นเคยกับมนุษย์ สัตวแพทย์ที่ทำงานด้านสัตว์ป่าจึงควรลงพื้นที่ คลุกคลีกับเจ้าหน้าที่อุทยาน และเรียนรู้พฤติกรรมของช้างในพื้นที่นั้นอย่างจริงจัง