เรือปืนอิหร่านยิงใส่เรือบรรทุกน้ำมัน หลังปิดฮอร์มุซรอบใหม่

เรือปืนอิหร่านยิงใส่เรือบรรทุกน้ำมัน หลังปิดฮอร์มุซรอบใหม่

18 เม.ย. 2569 21:34 น.

เรือปืนอิหร่านยิงใส่เรือบรรทุกน้ำมัน หลังปิดฮอร์มุซรอบใหม่

หน่วยงานของอังกฤษเผยว่า เรือปืนของกองทัพอิหร่าน ยิงอาวุธเข้าใส่เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิหร่านบังคับใช้มาตรการควบคุมช่องแคบแห่งนี้อีกครั้ง และมีเรือคอนเทนเนอร์อีกลำถูกโจมตีด้วย

เมื่อ 18 เม.ย. 2569 สำนักงานปฏิบัติการทางการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่า เรือปืนของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้เปิดฉากยิงใส่เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้ หลังจากอิหร่านประกาศบังคับใช้มาตรการปิดกั้นอีกครั้ง โดยกล่าวหาสหรัฐฯ ว่า ละเมิดความเชื่อใจหลายต่อหลายครั้ง

UKMTO ระบุว่าได้รับแจ้งโดยตรงจากกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าว ซึ่งรายงานว่า “มีเรือปืนของ IRGC จำนวน 2 ลำ เข้าประชิด” ในระยะประมาณ 20 ไมล์ทะเล (ราว 37 กิโลเมตร) นอกชายฝั่งโอมาน โดยที่กัปตันยืนยันว่าไม่มีการแจ้งเตือนผ่านวิทยุสื่อสารใดๆ ก่อนที่เรือจะถูกยิงใส่

ทั้งนี้ UKMTO ไม่ได้เปิดเผยชื่อของเรือที่ถูกโจมตี แต่ระบุข้อความผ่าน X ว่า “เรือบรรทุกน้ำมันและลูกเรือปลอดภัยดี”

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา UKMTO ก็รายงานเพิ่มเติมว่า มีเรือบรรทุกคอนเทนเนอร์ลำหนึ่งถูกโจมตีด้วย “วัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด ซึ่งส่งผลให้ตู้คอนเทนเนอร์บางส่วนได้รับความเสียหาย” โดยเหตุเกิดที่ระยะประมาณ 25 ไมล์ทะเล (ราว 46 กิโลเมตร) นอกชายฝั่งโอมาน อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้

ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่ อิหร่านประกาศกลับมาใช้มาตรการจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อตอบโต้คำแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันศุกร์ที่ระบุว่า สหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าปิดล้อมการขนส่งสินค้าที่ใช้ท่าเรือของอิหร่านต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านเดือด! จ่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอีก อ้างสหรัฐผิดสัญญา

อิหร่านเดือด! จ่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอีก อ้างสหรัฐผิดสัญญา

18 เม.ย. 2569 16:27 น.

อิหร่านเดือด! จ่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอีก อ้างสหรัฐผิดสัญญา

อิหร่านประกาศกลับมาใช้มาตรการควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยกล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกามีพฤติกรรมผิดสัญญาซ้ำซากภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองฝ่าย

กองทัพอิหร่านระบุว่า การจำกัดการผ่านเข้าออกของเรือในช่องแคบดังกล่าวได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ หลังจากสหรัฐยังคงดำเนินมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้เรือสัญจรได้ตามปกติ แต่สื่อทางการของอิหร่านกลับรายงานในเวลาต่อมาว่า กองกำลังติดอาวุธอิหร่านจะควบคุมดูแลการผ่านของเรืออย่างเต็มรูปแบบ และการสัญจรดังกล่าวจะถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายหากการปิดล้อมทางทะเลยังคงดำเนินต่อไป

ด้านโดนนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐ ยืนยันว่า มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป จนกว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์กับรัฐบาลเตหะรานได้

โฆษกกองทัพอิหร่านเปิดเผยเพิ่มเติมว่า อิหร่านได้อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์บางส่วน ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่สหรัฐฯยังคงกระทำการละเมิดความเชื่อมั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด และยังคงมีการกระทำในลักษณะโจรกรรมทางทะเล ภายใต้ข้ออ้างของการปิดล้อม

ทั้งนี้ อิหร่านย้ำว่า การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงอยู่ภายใต้การบริหารจัดการอย่างเข้มงวดของกองกำลังติดอาวุธจนกว่าสหรัฐจะยุติมาตรการปิดล้อมเรือที่เดินทางเข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน.

ที่มา : CNN

นิพิฏฐ์ ชม ไอซ์ ประชด ปชป. หลังเงียบกริบปม ป.ป.ช. แอบยกคำร้อง ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

นิพิฏฐ์ ชม ไอซ์ ประชด ปชป. หลังเงียบกริบปม ป.ป.ช. แอบยกคำร้อง ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

นิพิฏฐ์ ชม ไอซ์ ประชด ปชป. หลังเงียบกริบปม ป.ป.ช. แอบยกคำร้อง ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

นิพิฏฐ์ ชม ไอซ์ รักชนก กล้าวิจารณ์ ป.ป.ช. แอบยกคำร้อง ศักดิ์สยาม คดีซุกหุ้น แซะ เคยเป็นหน้าที่ ปชป. แต่ยังเงียบกริบ

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้แชร์โพสต์ข่าวที่มีเนื้อหา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์มติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีมติยกคำร้องคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้นายศักดิ์สยามสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี พร้อมระบุเนื้อหาว่า “เรื่องแบบนี้ เมื่อก่อนเป็นหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะวิเคราะห์ว่า กระบวนการทั้งหลายของบ้านเมือง เดินไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่ ผมรอฟังความเห็นพรรคปชป.(ฝ่ายค้าน)อยู่ แต่ไม่ได้ยิน

-วันนี้ ต้องชื่นชมส.ส.ไอซ์ พรรรประชาชน ที่ออกมาแสดงความเห็น

-ผมเห็นด้วยกับความเห็นของท่านส.ส. 80 % แต่อีก 20 % ท่านส.ส. ใช้ความรู้สึกที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุผล มาแสดงความเห็น”

ปรับรื้อโครงสร้างภาษี! กมธ.เศรษฐกิจ จ่อชงเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 21 เม.ย.นี้

ปรับรื้อโครงสร้างภาษี! กมธ.เศรษฐกิจ จ่อชงเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 21 เม.ย.นี้

ปรับรื้อโครงสร้างภาษี! กมธ.เศรษฐกิจ จ่อชงเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 21 เม.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.13 น.

แก้ปัญหาหนี้สาธารณะทะลุเพดาน! “กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภา”ชงใหญ่ ปรับรื้อโครงสร้างภาษี เพิ่ม VAT – เก็บภาษีป้ายอวยพรของนักการเมือง-ขายหวยต้องมีใบเสร็จ-เก็บภาษีซื้อ-ขายทองคำทุกระบบ เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมวุฒิสภา 21 เม.ย.นี้

19 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่มี นายกัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้วเสร็จ และได้นำเสนอการพิจารณาศึกษาให้ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาเห็นชอบผลการพิจารณาและข้อเสนอ ในวันที่ 21 เม.ย.นี้ ก่อนจะแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและดำเนินการตามสมควร เพื่อประโยชน์ชาติและประชาชนสืบไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบทสรุปของรายงานศึกษาดังกล่าว มีสาระสำคัญตอนหนึ่ง ระบุว่า รัฐบาลมีปัญหาขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาษีอากรถูกนำมาใช้เพื่อสนองต่อนโยบายการเมืองหลายวัตถุประสงค์ ทำให้รายได้ของรัฐไม่พอกับรายจ่าย อีกทั้ง 10 ปีที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณมีต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 4% ของจีดีพี ซึ่งเกิดกว่าสัดส่วนการขาดดุลงงบประมาณตามกรอบกายยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี แนะในปี 2570 – 2572 มีแนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นจนเสี่ยงเข้าใกล้หรือทะลุเพดานหนี้ จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ควรรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

กมธ.มีข้อเสนอต่อแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย อาทิ 1.ข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และพัฒนาการเก็บภาษีที่โปร่งใส เป็นธรรม ยกระดับให้กรมสรรพากรเป็นองค์กรจัดเก็ฐภาษีแห่งชาติ ที่มีคณะกรรมการบริหารอย่างอิสระ ลดอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง

2.จัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ อาทิ ให้ขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้ทุกคน เชื่อมกับฐานข้อมูลระบบสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังพลภาครัฐ และระบบประกันสังคม เพื่อกำหนดนโยบายภาษีอากรของประเทศระยะยาว นโยบายสาธารณะ ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มการหักลดหย่อนบุตรโดยการเกิด เป็นคนละ 5 แสนบาท ให้มีโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อสิทธิลดหย่อนนภาษี ได้แก่ กองทุนการออมสำหรับบุตรหลานสัญชาติไทย และกองทุนการออมสำหรับบิดามารดา เพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุน

“ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 2% ของรายได้จากยอดขาย เพื่อส่งสรรพากร ปรับเพิ่มภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายสำหรับบุคคลที่ได้รายรับจากเงินปันผล เกิน 10 ล้านบาท โดยให้นำมาคำนวณรายได้ โดยคิดอัตราภาษีก้าวหน้าแบบขั้นบันได ยกเว้นภาษีสตาร์ทอัพ 3 ปีแรก จัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าหรือให้บริการคนไทยหรือผู้ประกบการไทย 20% เช่น ติ๊กต๊อก อี-เบย์ อาลีบาบา ที่มีรายได้เกิดในประเทศไทย ไม่ว่ามีสถานประกอบการในไทยหรือไม่ และจัดเก็บ global minimum tax ขึ้นต่ำ 15% ภายในปี 2570” รายงานของ กมธ.ระบุ

3.ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บบจากฐานการบริโภค อาทิ ปรับเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ ให้ทุกร้านค้าออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จ หรือ ลอตเตอรี่ใบเสร็จไทย จัดเก็บ VAT กิจการธุรรกิจอย่างเต็มระบบ โดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จัดเก็บภาษีขายหุ้น จัดเก็บภาษีซื้อ – ขาย ทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์ม และ paper gold เป็นต้น

4.ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน อาทิ ปรับปรุงกฎหมายที่ดิน ให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เก็บภาษีสูงขึ้น เก็บภาษีป้ายนอกอาคาร ทั้งที่เป็นการค้าหรือไม่ใช่การค้า เช่น ป้ายนักการเมืองอวยพรในเทศกาลต่างๆ ทบทวนปรับเพดานภาษีรับมรดก ให้เสียภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต ไม่ใช่วันรับมรดก และสนับสนุนให้ออกร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์ เพื่อจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลเพื่อเป็นเครื่องมือต่อการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ลดการนำสินค้าออกไปบริหารจัดการนอกประเทศ

5.ข้อเสนอภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น เช่น ศึกษาภาษี Home Town Tax จ่ายภาษีบริภาคให้เงินท้องถิ่นที่ตนต้องการ ให้บทบาท อปท.หารายได้ภาษีด้วยตนเอง มีคณะกรรมการวินัยการคลังท้องถิ่น เป็นองค์กรวิชาการให้คำแนะนำด้านการเงินการคลังกับท้องถิ่น

ยกเครื่ององค์กรอิสระ! วุฒิสภา ชงสูตร 6 ข้อ ติง PDPA ตัวถ่วงสืบสวน

ยกเครื่ององค์กรอิสระ! วุฒิสภา ชงสูตร 6 ข้อ ติง PDPA ตัวถ่วงสืบสวน

ยกเครื่ององค์กรอิสระ! วุฒิสภา ชงสูตร 6 ข้อ ติง PDPA ตัวถ่วงสืบสวน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.06 น.

“วุฒิสภา”เตรียมถกรับทราบรายงานยกเครื่อง”องค์กรอิสระ” ร่วมกัน”ปราบโกง” แนะลดข้อจำกัดกฎหมาย ติง กม.PDPA เป็นอุปสรรคต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล-การสืบสวน

19 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นัดประชุม สว.วันที่ 20 เม.ย.นี้ มีวาระพิจารณาเรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม เพื่อรับทราบรายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการบูรณาการความร่วมมือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มี พล.ต.อ.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.เป็นประธาน กมธ.

โดยรายงานฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญ ระบุว่า การทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาปะเทศทุกมิติ รวมถึงการบิดเบือนกลไกตลาดที่นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำในสังคม บ่อนทำลายคุณธรรม จริยธรรม ทำลายความเชื่อถือของประชาชนต่อระบบราชการ และกระบวนการยุติธรรม และด้านการเมืองทำให้การบริหาราชการแผ่นดินขาดธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติและความผาสุกของประชาชน จำเป็นต้องแก้ไขเร่งด่วน

“แม้องค์กรอิสะมีหน้าที่ อำนาจ และกลไกทำงานชัดเจน แต่ลักษณะของการทุจริตมีความซับซ้อน หลากหลายรูปแบบ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เชื่อมโยงเครือข่ายข้ามหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเกี่ยวพันกับองค์กอาชญากรมข้ามชาติ ทำให้การทำงานขององค์กรอิสระแต่ละแห่งเพียงลำพังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด และครอบคลุมปัญหาอย่างสมบูรณ์ได้ ดังนั้น ต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรอิสระอย่างจริงจังเป็นระบบ” รายงานศึกษาของ กมธ.ระบุ

กมธ.ฯ ยังมีข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้แก่ 1.แก้ไขและปรับปรุงกฎหมาย ที่เป็นอุปสรคต่อการทำงาน เช่น เรื่องอายุความในคดีทุจริต เพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของหน่วยงานตรวจสอบ สร้างข้อยกเว้นทางกฎหมายให้หน่วยงานอิสระสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อประโยชน์การสืบสวนสอบสวนภายใต้มาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม ทั้งนี้ในส่วนของปัญหาและอุปสรรคการปราบทุจริต พบว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกระหว่างหน่วยงาน แม้เป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการสืบสวนสอบสวนก็ตาม 2.จัดทำกลไก ช่องทางการเชื่อมโยงการทำงงานให้ประสานงานและส่งต่อข้อมูลที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ยับยั้งความเสียหายและดำเนินกาารกับผู้กระทำผิดได้โดยทันที

3.ส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึกของความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อแก้ปัญหาทุจิต โดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทสำคัญเพื่อคัดสรรคนดีเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบของความซื่อสัตย์และคุณธรรม ทั้งนี้ กระบวการเลือกตั้งที่จะมีประสิทธิภาพต้องส่งเสริมให้ประชาชน และพรรคการเมืองมีส่วนร่วม 4.ให้ความสำคัญกับเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็งของผู้นำประเทศ เพื่อต่อสู้กับการทุจริตที่จริงจังและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล 5.คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ตามหลักการการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น การดำเนินการที่กระทบต่อสิทธิผู้ถูกกล่าวหาต้องระมัดระวัง และ 6.ผลักดันให้เกิดกลไกการขับเคลื่อนประเทศตามแผนการปฏิบัติงานเชิงบูรณาการขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง

ศรชล.คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

ศรชล.คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

ศรชล.คุมเข้มไม่หยุด! รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.33 น.

19 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สั่งการเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเต็มรูปแบบ ควบคู่การคุมเข้มต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายทางทะเลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2569 ศรชล. ดำเนินการอย่างเข้มข้น สกัดจับต่อเนื่อง ยึดน้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร ตรวจยึดแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง พร้อมของกลางช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน ศรชล. จากที่ได้รายงานตรวจพบความผิดปกติของการขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 20 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันสูญหายรวมประมาณ 57 ล้านลิตร โดยพบว่ามีเรือบางส่วนปิดสัญญาณระบบติดตามอัตโนมัติ AIS (Automatic Identification System) หรือ Dark activity เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งมีพฤติการณ์จอดถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลในลักษณะ Ship to Ship (STS) และการประวิงเวลาเดินเรือล่าช้าผิดปกติ

ขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับเรียกบริษัทที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ปฏิบัติการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ เพื่อให้การปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด  โดยทุกขั้นตอนต้องชัดเจนโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและประชาชน

รัฐบาลย้ำชัด “ไม่ปล่อยผ่าน-ไม่เกรงใจ-ไม่ละเว้น” เดินหน้าคุมเข้มกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายในน่านน้ำไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสสายด่วน ศรชล. 1465 ตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่ต้องสำรองจ่าย! เริ่ม 1 พ.ค.นี้ ครูเอกชน เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time

ไม่ต้องสำรองจ่าย! เริ่ม 1 พ.ค.นี้ ครูเอกชน เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time

ไม่ต้องสำรองจ่าย! เริ่ม 1 พ.ค.นี้ ครูเอกชน เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.00 น.

เริ่ม 1 พ.ค.นี้ “ครูเอกชน” เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time ไม่ต้องสำรองจ่าย ใช้ระบบ สปสช. ยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพ

19 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสวัสดิการด้านสุขภาพให้ครูเอกชน โดยกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน (สช.) ได้นำระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบ Real-Time (Clearing House) ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกกองทุนฯ เข้าถึงบริการได้รวดเร็ว และลดภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป สมาชิกกองทุนฯ จะสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้โดย ไม่ต้องสำรองจ่าย ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล กองทุนฯ และ สปสช. ช่วยลดขั้นตอนการยื่นเบิก และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569) มีสถานพยาบาลเข้าร่วมโครงการแล้ว 109 แห่ง ครอบคลุม 47 จังหวัดทั่วประเทศ และมีการขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยสมาชิกสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เข้าร่วมแบบ Real-Time ได้ที่เว็บไซต์กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน www.aidfunds.org หรือผ่านระบบค้นหา https://www.aidfunds.org/HCH

สิทธิประโยชน์ดังกล่าวครอบคลุมผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ โดยมีวงเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในรวมกันไม่เกิน 150,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้ แนะนำให้สมาชิกตรวจสอบวงเงินคงเหลือและเครือข่ายสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ

“มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มความสะดวก และทำให้ครูเอกชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรทางการศึกษา” นางสาวลลิดา กล่าว

‘อนุทิน’ลุยเชียงใหม่ 20 เม.ย.นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

‘อนุทิน’ลุยเชียงใหม่ 20 เม.ย.นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

‘อนุทิน’ลุยเชียงใหม่ 20 เม.ย.นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.45 น.

‘อนุทิน’เตรียมยกทีม รมต.ลงพื้นที่เชียงใหม่ 20 เมษายน นี้ ติดตามมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

19 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ โดยคณะรัฐมนตรีที่ร่วมเดินทาง ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

สำหรับภารกิจครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีร่วมกับรัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลด/ห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

“นายกรัฐมนตรีห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป้า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุขในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งแผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ โดยที่ผ่านรัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน” โฆษกรัฐบาลย้ำ

ปิดช่องโหว่ชายแดน! กอ.รมน.ชงแผน รั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดยาเสพติด-ของเถื่อน

ปิดช่องโหว่ชายแดน! กอ.รมน.ชงแผน รั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดยาเสพติด-ของเถื่อน

ปิดช่องโหว่ชายแดน! กอ.รมน.ชงแผน รั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดยาเสพติด-ของเถื่อน

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.42 น.

19 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ทีมโฆษก กอ.รมน.” โพสต์ข้อความระบุว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า เดินหน้า “ปิดช่องโหว่ชายแดน” เตรียมชงแผนสร้างรั้วความมั่นคง 185 กม. สกัดภัยคุกคามทุกรูปแบบ

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ลงพื้นที่ด่านศุลกากรบูเกะตา จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง บูรณาการการทำงานร่วมกับศุลกากรอย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายข้ามแดน

จากการประเมินพื้นที่พบว่า แนวชายแดนบริเวณด่านบูเกะตามีลักษณะเป็น “ชายแดนธรรมชาติ” ระยะทางยาวกว่า 185 กิโลเมตร ซึ่งเอื้อต่อการลักลอบกระทำผิด ทั้งการขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า จึงเตรียมเสนอแผนก่อสร้าง “รั้วความมั่นคง” ตลอดแนวพื้นที่เสี่ยง เพื่อยกระดับการควบคุมชายแดน ลดช่องว่างการแทรกซึม และเสริมประสิทธิภาพการป้องกันภัยคุกคามในทุกมิติ

กอ.รมน. พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อประเทศชาติมั่นคง ประชาชนปลอดภัย

*หากพบเหตุหรือเบาะแสที่กระทบต่อความมั่นคง สามารถแจ้งได้ที่…
*สายเหตุความมั่นคง 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง
*Line Official : @promchuay

ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้

ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้

ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.27 น.

19 เมษายน 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกัน กองทัพทำเองตามลำพัง ไม่ได้หรอกครับ ครับ กระแสความพยายามอยากให้แม่ทัพภาคที่ 4 พลโทนรธิป โพยนอก พ้นจากพื้นที่ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากนะครับ

แน่นอน ท่านแม่ทัพได้ขอโทษที่ทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจไปแล้ว ผมขออนุญาตให้ความเห็นต่างจากนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ว่า ท่านแม่ทัพเป็นข้อจำกัด หรือถูกมองว่าไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่เข้าใจงานความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้ ผมขออธิบายการที่ว่า ทำไม พลโทนรธิป ถูกส่งมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4

1. ไม่ใช่เพราะพลโทนรธิป เป็นเพื่อนร่วมรุ่น รมว.กลาโหม และ ผบ.ทบ.เท่านั้น แต่เพราะหลักนิยม และหลักคิดของกองทัพบก เชื่อว่า นายทหารที่มาจากกองทัพภาคที่ 2 ทุกคน ผ่านประสบการณ์ ถอดบทเรียนและความสำเร็จในการต่อสู้สงครามทางความคิด ภัยคอมมิวนิสต์กับพี่น้องคนไทยร่วมชาติมาแล้ว

ซึ่ง ผบ.ทบ.ท่านปัจจุบัน จะเกษียณในปี 2570 พร้อมกับ พลโทนรธิป คงมีความตั้งใจในห้วง 3 ปีการเป็นผู้บัญชาการทหารบกของท่านอยากเห็น ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมตามแนวทางที่ฝ่ายยุทธการออกแบบไว้ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่วางเป็นหมุดหมายว่า ปี 2570 สันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะสุขสงบร่มเย็น ก่อนที่ ผบ.ทบ. จะเกษียณไป

2. การมาของพลโท นรธิป จึงไม่ใช่วิถีแห่งสายเหยี่ยว ไม่ให้คนไทยต้องเข่นฆ่ากัน การแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเข้าถึงมวลชน อาจจะไปสร้างวิตกกังวลต่อกลุ่มขบวนการในพื้นที่ไม่มากก็น้อย เพราะแม่ทัพคนนี้ เห็นพ้องกับ ศอ.บต. และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ที่จะผลักดันจัดตั้งโครงการวิทยาลัยอิหม่ามและอิสลามศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและวิทยฐานะ ของครูสอนศาสนาในพื้นที่ หากบรรลุเป้าหมายตรงนี้ น่าจะสร้างการยอมรับถึงการแสดงความจริงใจของรัฐที่มีต่อประชาชนในพื้นที่

3. แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ผ่านมา ที่มาจากนายทหารนอกพื้นที่ ก็ทำงานประสบความสำเร็จได้ และได้รับการยอมรับ อาทิ พลโทพิเชษฐ์ วิสัยจร มาจาก รองแม่ทัพภาคที่ 2 นายทหารนักการพัฒนา และพลโทปราการ ชลยุทธ์ นายทหารม้าจากกองทัพภาคที่ 3 เป็นต้น

เพราะคลังข้อมูลความมั่นคงในภารใต้ แม่ทัพหลายท่าน ที่มาจากทัพภาคอื่น ส่วนใหญ่เคยผ่านประสบการณ์ภาคสนามในจังหวัดชายแดนใต้หลายคน สมัยที่เป็นผู้การทหารพรานบ้าง ผู้การหน่วยเฉพาะกิจ ภาคสนาม จึงเข้าใจบริบทปัญหาพอสมควร
ครับ ผมเข้าใจว่าความเคลื่อนไหวอันบริสุทธิ์ใจของสมาพันธ์ฯ ในพื้นที่ ที่ไม่ต้องการ “แม่ทัพยูร” อยู่ในพื้นที่ เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลาย และผมเข้าใจว่า มันกระทบกระเทือนจิตใจของพวกท่าน

ผมว่ากังวลใจว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะฉวยโอกาสซ้อนทับ “เข้าทาง” ไปขยายผลต่อ ผมอยากให้ต่างฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าว ทางรูปคดีคนร้ายลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ก็ต้องทำต่อไปไม่ให้เป็นมวยล้ม ถ้าทำได้น่าจะทำให้บรรยากาศคลี่คลายมากขึ้น