กษัตริย์มาเลเซียเลื่อนพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษ “นาจิบ ราซัก” คดี 1MDB

กษัตริย์มาเลเซียเลื่อนพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษ "นาจิบ ราซัก" คดี 1MDB

11 ก.ย. 2569 11:50 น.

กษัตริย์มาเลเซียเลื่อนพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษ “นาจิบ ราซัก” คดี 1MDB

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิม กษัตริย์แห่งมาเลเซีย ทรงเลื่อนการพิจารณาคำขอพระราชทานอภัยโทษครั้งใหม่ของนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังรับโทษจำคุกจากคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมาเลเซีย หรือ 1MDB โดยเรื่องดังกล่าวจะถูกนำกลับมาพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการอภัยโทษครั้งต่อไป

ฝ่ายกิจการกฎหมาย สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงเมื่อวันนี้ (11 ก.ย.) ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิม ซึ่งทรงเป็นประธานคณะกรรมการอภัยโทษ ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เลื่อนการพิจารณาคำขอของนาจิบไปยังการประชุมครั้งหน้า แต่ไม่ได้ระบุว่าจะจัดขึ้นเมื่อใด

ในการประชุมครั้งล่าสุด พระองค์ยังทรงมีพระบรมราชานุญาตให้อภัยโทษและปล่อยตัวนักโทษ 65 คน โดยนักโทษที่ไม่ใช่ชาวมาเลเซียจะต้องถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางภายใน 6 เดือนหลังได้รับการปล่อยตัว

นาจิบ วัย 73 ปี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียระหว่างปี 2009-2018 และเริ่มรับโทษจำคุกในเดือนสิงหาคม 2022 หลังศาลสูงสุดของมาเลเซียมีคำพิพากษายืนตามความผิดในคดีทุจริตเงินกองทุน SRC International ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ 1MDB ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงิน 42 ล้านริงกิต หรือประมาณ 42 ล้านบาท ที่ถูกโอนจาก SRC International ซึ่งเป็นอดีตบริษัทในเครือของกองทุน 1MDB เข้าสู่บัญชีธนาคารส่วนตัวของเขา

เดิมนาจิบถูกตัดสินจำคุก 12 ปี และปรับ 210 ล้านริงกิต จากความผิด 7 กระทง ได้แก่ การใช้อำนาจโดยมิชอบ การละเมิดความไว้วางใจทางอาญา และการฟอกเงิน ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 คณะกรรมการอภัยโทษ ซึ่งมีอดีตกษัตริย์สุลต่านอับดุลเลาะห์เป็นประธาน ได้ลดโทษจำคุกเหลือ 6 ปี และลดค่าปรับเหลือ 50 ล้านริงกิต ส่งผลให้เดิมนาจิบมีกำหนดพ้นโทษในเดือนสิงหาคม 2028

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นาจิบต้องการให้คณะกรรมการพิจารณาคำขอให้เขาเปลี่ยนจากการจำคุกเป็นการกักบริเวณภายในบ้าน อย่างไรก็ตาม ศาลสูงมาเลเซียเคยวินิจฉัยว่า คำสั่งเพิ่มเติมที่อ้างว่าอนุญาตให้กักบริเวณในบ้านไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากไม่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการอภัยโทษในการประชุมเมื่อเดือนมกราคม 2024 และนาจิบได้ถอนคำอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นอกจากโทษจำคุกในคดี SRC International แล้ว นาจิบยังเผชิญโทษจำคุกอีก 15 ปีในคดี 1MDB อีกคดีหนึ่ง หลังศาลสูงมีคำพิพากษาเมื่อเดือนธันวาคม 2025 จากความผิด 25 กระทง ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและฟอกเงิน กรณีเงิน 2,200 ล้านริงกิตที่ถูกยักยอกจากกองทุน 1MDB พร้อมสั่งปรับ 11,380 ล้านริงกิต โดยนาจิบยื่นอุทธรณ์ต่อคำพิพากษาและบทลงโทษดังกล่าวแล้ว

แม้จะถูกจำคุก แต่นาจิบยังคงเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและสร้างความแตกแยกในแวดวงการเมืองมาเลเซีย โดยเฉพาะภายในพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ หรือ UMNO ซึ่งเป็นแกนนำของแนวร่วมแห่งชาติ หรือ Barisan Nasional (BN) และเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม

ประเด็นคำขอพระราชทานอภัยโทษยังสร้างความตึงเครียดระหว่าง UMNO กับแนวร่วมปากาตัน ฮาราปัน (PH) ของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ โดย PH ระบุว่า ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานทุจริตหรือใช้อำนาจโดยมิชอบควรรับโทษเต็มตามคำพิพากษา พร้อมย้ำว่าคดีสำคัญควรคำนึงถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการปฏิรูปและการต่อต้านการทุจริตของมาเลเซีย

ด้าน UMNO ตอบโต้ว่า แถลงการณ์ดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการตั้งคำถามต่อพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในมาตรา 42(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐ พร้อมย้ำว่า พรรคจะไม่ชี้นำหรือเรียกร้องผลการตัดสินใดเป็นการเฉพาะ และทุกฝ่ายควรเคารพการตัดสินใจที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการตามกฎหมาย

การเลื่อนพิจารณาครั้งล่าสุดจึงทำให้อนาคตของนาจิบยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ผลการตัดสินใจในครั้งต่อไปอาจมีผลต่อทั้งสถานะทางกฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลมาเลเซีย.

ที่มา CNA / New Straits Times / Reuters

นิวยอร์กแสดงโดรนครั้งใหญ่ รำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

นิวยอร์กแสดงโดรนครั้งใหญ่ รำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

11 ก.ย. 2569 11:46 น.

นิวยอร์กแสดงโดรนครั้งใหญ่ รำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

ท้องฟ้าเหนือนครนิวยอร์กสว่างไสวด้วยการแสดงโดรนครั้งใหญ่ เพื่อรำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน โดยใช้ดวงไฟ 2,977 ดวง แทนจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์

นครนิวยอร์กจัดพิธีรำลึกเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ครบรอบ 25 ปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีการแสดงโดรนเหนืออ่าวนิวยอร์ก จำนวน 2,977 ดวง เพื่อรำลึกครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 โดยดวงไฟแต่ละดวงเป็นตัวแทนของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

การแสดงจัดขึ้นเหนืออ่าวนิวยอร์ก เมื่อคืนวันพุธ ก่อนถึงวันครบรอบ 25 ปี เหตุโจมตี 11 กันยายน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ผลงานดังกล่าวใช้ชื่อว่า “2,977 Lights Over New York Harbor” โดยโดรนจำนวน 2,977 ลำ ส่องสว่างขึ้นบนท้องฟ้าและก่อตัวเป็นภาพ ตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต 2,977 คนจากเหตุการณ์ 9/11

ผู้จัดงานระบุว่า โครงการศิลปะแสงไฟนี้จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือกับสมาชิกในชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุ 9/11 ทั้งครอบครัวของผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยกลุ่มแรกที่เข้าช่วยเหลือในวันเกิดเหตุ รวมถึงผู้รอดชีวิต

การแสดงโดรนครั้งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้คนได้ร่วมกันรำลึกถึงผู้สูญเสีย ทบทวนเหตุการณ์ในอดีต และสื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้คน ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมรำลึกก่อนถึงวันครบรอบ 25 ปีของเหตุ 11 กันยายน. 

ที่มา : AP, AFP

ผลวิจัยชี้ มนุษย์อาจใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบมา

ผลวิจัยชี้ มนุษย์อาจใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบมา

11 ก.ย. 2569 11:27 น.

ผลวิจัยชี้ มนุษย์อาจใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบมา

นักวิจัยเผยการค้นพบใหม่ มนุษย์อาจใช้ผลหมาก เป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาตั้งแต่ 25,000 ปีก่อน โดยพบหลักฐานในอินโดนีเซีย นับว่าเก่าแก่ที่สุดในโลกที่เคยค้นพบมา 

การศึกษาครั้งใหม่พบหลักฐานที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โดยนักวิจัยพบว่ามนุษย์ในอินโดนีเซียอาจใช้ผลหมาก เพื่อให้เกิดฤทธิ์ต่อสมองมาตั้งแต่เมื่อราว 25,000 ปีก่อน หรือก่อนหน้านี้ที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้หลายพันปี

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิท (Griffith University) ประเทศออสเตรเลีย ศึกษาซากโครงกระดูกของมนุษย์ยุคโบราณที่เป็นกลุ่มนักล่าและเก็บของป่า ซึ่งพบที่เกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซีย และพบร่องรอยการสึกของฟันที่ผิดปกติ โดยมีร่องลึกและโค้งมนบนฟัน

ทีมวิจัยเชื่อว่า ร่องรอยดังกล่าวเกิดจากการ ดูดหมากทั้งเม็ด ซึ่งเป็นเมล็ดของต้นหมาก หรือ Areca catechu โดยพบหลักฐานจากมนุษย์ยุคโบราณ 2 ราย รายหนึ่งมีอายุอยู่ในช่วงประมาณ 25,000-16,000 ปีก่อน ขณะที่อีกรายมีอายุประมาณ 7,600-6,300 ปีก่อน

ศาสตราจารย์อดัม บรัมม์ (Adam Brumm) หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า หลักฐานดังกล่าวอาจเป็น หลักฐานการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่เคยค้นพบมา

หมากมีสารออกฤทธิ์ที่สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเคลิบเคลิ้มเล็กน้อยและเพิ่มความตื่นตัว โดยปัจจุบันหมากถือเป็นหนึ่งในสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก รองจากแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และนิโคติน

ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า การใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเริ่มต้นขึ้นหลังมนุษย์เข้าสู่ยุคเกษตรกรรม โดยมีหลักฐานการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากการหมักเมื่อประมาณ 13,000 ปีก่อน

แต่ผลการศึกษาครั้งใหม่นี้ ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Science Advances ชี้ว่า การใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอาจมีรากฐานเก่าแก่กว่านั้นมาก และอาจเกิดขึ้นในกลุ่มมนุษย์นักล่าและเก็บของป่าก่อนเข้าสู่สังคมเกษตรกรรม

นักวิจัยยังทดลองนำหมากไปแช่ในน้ำลายสังเคราะห์ และพบว่าเพียงการดูดหมากทั้งเม็ดก็สามารถปล่อยสารออกฤทธิ์ออกมาในปริมาณที่มากพอจะส่งผลต่อการทำงานของสมองได้

แม้การดูดหมากทั้งเม็ดในอดีตอาจให้ฤทธิ์อ่อนกว่าการเคี้ยวหมากในปัจจุบัน แต่ทีมวิจัยเชื่อว่า การใช้เป็นประจำอาจมีผลต่อสุขภาพช่องปากอย่างรุนแรง และอาจทำให้เกิดโรคเหงือกได้

ปัจจุบัน การใช้หมากที่แพร่หลายในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักนำหมากแปรรูปมาผสมกับปูนแดงหรือปูนขาวและส่วนผสมอื่น ก่อนนำมาเคี้ยว โดยมีผู้คนทั่วโลกราว 1 ใน 10 ที่ยังคงเคี้ยวหมากในรูปแบบดังกล่าว.

ที่มา : BBC

“กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี

"กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง" อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี

11 ก.ย. 2569 11:26 น.

“กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี

“กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” อินฟลูสายกินชาวจีนที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน เสียชีวิตในวัย 24 ปี หลังเคยไลฟ์จากโรงพยาบาลเผยโพแทสเซียมในเลือดต่ำจากการกินหนักและอาเจียน เตือนอย่าละเลยสุขภาพ ด้านครอบครัวยังไม่เปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัด

วันที่ 11 กันยายน 2569 สื่อจีนรายงานข่าวการเสียชีวิตของ เฉิน จื่ออี้ หรือ “กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง” ครีเอเตอร์และอิฟลูเอนเซอร์สายกินชื่อดัง วัย 24 ปี ที่มีผู้ติดตามกว่า 1.23 ล้านคน โดยครอบครัวเปิดเผยว่าเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต ขณะที่สื่อจีนบางแห่งอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ภาวะโพแทสเซียมต่ำเป็นเวลานานอาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจหยุดเต้น แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

กานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง สร้างชื่อจากคลิปและการไลฟ์กินอาหารปริมาณมหาศาลภายในมื้อเดียว ทั้งอาหารทะเลและไข่เป็ดเค็ม จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง  คลิปสุดท้ายของเธอเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม หรือ 3 วันก่อนเสียชีวิต โดยเธอถ่ายคลิปจากเตียงในโรงพยาบาล พร้อมอธิบายเหตุผลที่ช่วงหลังโพสต์คลิปและไลฟ์น้อยลง เนื่องจากการกินอาหารปริมาณมากและบ่อยครั้งทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดลดต่ำจนต้องเข้ารับการรักษา โดยเธอกล่าวในคลิปว่า แม้การหาเงินจะเป็นเรื่องสำคัญแต่สุขภาพควรมาก่อนเสมอ พร้อมเปิดเผยว่าระดับโพแทสเซียมในเลือดลดลงเหลือเพียง 2.3 มิลลิโมลต่อลิตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าปกติ

รายงานระบุว่า อิงอิงเคยมีปัญหาโพแทสเซียมในเลือดต่ำและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมาแล้วหลายครั้ง โดยมีรายงานว่าเธอมีพฤติกรรมล้วงคอทำให้อาเจียนหลังถ่ายคลิปกินอาหาร ซึ่งทำต่อเนื่องมาหลายปี เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

แพทย์อธิบายว่า การกินอาหารปริมาณมากเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ระดับโพแทสเซียมในร่างกายลดลงจนรุนแรง แต่พฤติกรรมที่ตามมา อาทิ การทำให้อาเจียนหรือการใช้ยาระบาย อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและโพแทสเซียมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดลดลง โดยโพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีบทบาทต่อการทำงานของหัวใจ หากระดับในเลือดต่ำมากอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นได้

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของกานฟ่าน อิ๋งอิ๋ง ทำให้เกิดการถกเถียงในจีนอีกครั้งเกี่ยวกับคอนเทนต์กินอาหารปริมาณมาก หรือ “มุกบัง” (Mukbang) และแรงกดดันที่ครีเอเตอร์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ต้องเผชิญเพื่อดึงดูดผู้ชมและรักษาฐานผู้ติดตาม.

ที่มา Shanghai Daily

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนียลงนามกฎหมายคุมเข้มโซเชียลมีเดีย แบนฟีเจอร์เสพติดสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนียลงนามกฎหมายคุมเข้มโซเชียลมีเดีย แบนฟีเจอร์เสพติดสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี

11 ก.ย. 2569 11:19 น.

ผู้ว่าฯ แคลิฟอร์เนียลงนามกฎหมายคุมเข้มโซเชียลมีเดีย แบนฟีเจอร์เสพติดสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี

แกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ลงนามบังคับใช้กฎหมายใหม่มากกว่า 10 ฉบับ  โดยมีมาตรการสำคัญในการจำกัดความเสี่ยงจากโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงกฎหมายที่ห้ามบริษัทโซเชียลมีเดียให้ผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการใช้งานจนเกิดพฤติกรรมเสพติด และการแบนของเล่นที่มีแชทบอท AI เป็นเพื่อนร่วมเล่น

นิวซัมกล่าวในพิธีลงนามใกล้เมืองซานฟรานซิสโกว่า แนวทางของแคลิฟอร์เนียแตกต่างจากกฎหมายของออสเตรเลีย ซึ่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียโดยตรง โดยแคลิฟอร์เนียมุ่งจัดการที่ “ตัวฟีเจอร์” และการออกแบบระบบที่ทำให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้น โดยเฉพาะการเลื่อนดูเนื้อหาอย่างต่อเนื่องและระบบอัลกอริทึม

ภายใต้กฎหมาย Assembly Bill 1709 ฟีเจอร์ที่เข้าข่าย “แสวงหาประโยชน์ทางจิตวิทยา” และมีเป้าหมายเพิ่มการมีส่วนร่วมจนคาดหมายได้ว่าจะนำไปสู่การใช้งานแบบควบคุมไม่ได้ จะถูกห้ามสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ตัวอย่างเช่น ฟีดที่เลื่อนดูได้ไม่สิ้นสุด ระบบเล่นวิดีโออัตโนมัติ และระบบแนะนำเนื้อหาด้วยอัลกอริทึม รวมถึงฟีเจอร์อื่นที่จะกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง

กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมด แต่กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องตัดฟีเจอร์ที่มีลักษณะกระตุ้นการใช้งานแบบเสพติดออกจากประสบการณ์ของผู้ใช้กลุ่มนี้

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังออสเตรเลียบังคับใช้กฎหมายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม รายงานของรัฐบาลออสเตรเลียเมื่อเดือนกรกฎาคมระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายยังไม่ทั่วถึง และเด็กจำนวนมากยังคงสามารถใช้โซเชียลมีเดียได้

นอกจากกฎหมายควบคุมโซเชียลมีเดียแล้ว นิวซัมยังลงนามกฎหมายอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเด็กในยุคดิจิทัล รวมทั้งหมด 13 ฉบับ โดยหนึ่งในนั้นห้ามการผลิตและจำหน่ายของเล่นที่มีแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ในลักษณะ “เพื่อนเสมือน” เป็นเวลา 4 ปี ขณะที่อีกมาตรการกำหนดให้โปรแกรมแชตบอตมีระบบควบคุมโดยผู้ปกครอง รวมถึงต้องมีการประเมินความปลอดภัยและความเสี่ยง

อีกกฎหมายหนึ่งขยายขอบเขตความผิดทางอาญาเกี่ยวกับสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ให้ครอบคลุมเนื้อหาที่ถูกดัดแปลงด้วยระบบดิจิทัลหรือสร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ หากเนื้อหานั้นแสดงบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปีในลักษณะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศ

นิวซัมระบุว่า มาตรการเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในกฎหมายที่เข้มงวดและครอบคลุมที่สุดในสหรัฐฯ โดยกฎหมายควบคุมแชตบอตได้รับฉายาว่า “Adam’s Law” เพื่อรำลึกถึงอดัม เรน เด็กชายวัย 16 ปีที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในเดือนเมษายน 2025 หลังครอบครัวระบุว่า เขามีความคิดฆ่าตัวตายที่ได้รับการตอกย้ำจากการสนทนากับ ChatGPT ของ OpenAI เป็นเวลาหลายเดือน

OpenAI ระบุว่า บริษัทมีแผนปรับปรุงระบบป้องกันของ ChatGPT และยอมรับว่ามาตรการป้องกันบางส่วนมีความน่าเชื่อถือลดลงเมื่อการสนทนากับผู้ใช้มีระยะเวลานานขึ้น

นิวซัมกล่าวว่า เด็กและเยาวชนควรเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เทคโนโลยีช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี แทนที่จะใช้ประโยชน์จากจุดเปราะบางของพวกเขา

แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น กูเกิล, เมตา และ Snap เข้าร่วมกับหลายรัฐของสหรัฐฯ ที่กำลังเพิ่มความเข้มงวดต่อแนวทางธุรกิจของบริษัทโซเชียลมีเดียที่ถูกกล่าวหาว่าออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อดึงดูดและทำให้วัยรุ่นติดการใช้งาน แม้มีหลักฐานว่าการใช้งานอย่างหนักอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต

อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวมีผู้คัดค้าน โดยมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation มองว่าเป็นการจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของเยาวชนโดยไม่จำเป็น และอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ก่อนหน้านี้ รัฐยูทาห์เป็นรัฐแรกของสหรัฐฯ ที่ออกกฎหมายควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก ก่อนมีรัฐอื่น ๆ เช่น อาร์คันซอ หลุยเซียนา โอไฮโอ เท็กซัส ฟลอริดา และนิวยอร์ก ออกมาตรการในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่รายละเอียดและแนวทางแตกต่างกันไป

ขณะเดียวกัน หลายประเทศทั่วโลกกำลังพิจารณามาตรการควบคุมผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน โดยสหภาพยุโรปเตรียมเปิดเผยแผนควบคุมของตนเองในสัปดาห์หน้า ขณะที่เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า สังคมไม่จำเป็นต้องยอมรับการออกแบบโซเชียลมีเดียที่มุ่งทำให้ผู้ใช้เสพติด

สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาทั้งข้อเสนอจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ตามคำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญ หรือแนวทางห้ามใช้งานสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลักดันอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ เมตาซึ่งเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ได้ตกลงก่อนหน้านี้ที่จะดำเนินมาตรการในลักษณะเดียวกัน และเมื่อไม่นานมานี้ตกลงจ่ายเงินสูงสุด 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 10 ปี พร้อมจำกัดวิธีการใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของวัยรุ่น ภายใต้ข้อตกลงกับเกือบทุกรัฐในสหรัฐฯ เพื่อยุติคดีแพ่งที่กล่าวหาว่าบริษัทออกแบบแพลตฟอร์มให้มีลักษณะทำให้เด็กเสพติด.

ที่มา Reuters / AFP

“Grab สิงคโปร์” ขอโทษ หลังออกโฆษณาซีรีส์รักคนขับรถ ทำให้การคุกคามผู้โดยสารกลายเป็นเรื่องโรแมนติก

"Grab สิงคโปร์" ขอโทษ หลังออกโฆษณาซีรีส์รักคนขับรถ ทำให้การคุกคามผู้โดยสารกลายเป็นเรื่องโรแมนติก

11 ก.ย. 2569 10:06 น.

“Grab สิงคโปร์” ขอโทษ หลังออกโฆษณาซีรีส์รักคนขับรถ ทำให้การคุกคามผู้โดยสารกลายเป็นเรื่องโรแมนติก

“Grab สิงคโปร์” แถลงขอโทษ หลังโฆษณาซีรีส์ “รักคนขับรถ” ถูกวิจารณ์หนักว่าทำให้การคุกคามผู้โดยสารกลายเป็นเรื่องโรแมนติก ย้ำความปลอดภัยและขอบเขตส่วนบุคคลต้องไม่ถูกละเลย

วันที่ 10 กันยายน 2569 เว็บไซต์ข่าว South China Morning Post รายงานว่า บริษัท “Grab” ที่สิงคโปร์ ผู้ให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน ออกมาขอโทษหลังโฆษณาซีรีส์เรื่องใหม่ในรูปแบบไมโครดรามา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์สั้นยอดนิยมของจีน จุดกระแสวิจารณ์ในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับขอบเขตส่วนบุคคลและความปลอดภัยของผู้โดยสาร โดยเฉพาะข้อกังวลว่าเนื้อหาอาจทำให้พฤติกรรมไม่เหมาะสมของคนขับดูเป็นเรื่องโรแมนติก

รายงานข่าวระบุว่า แคมเปญโฆษณาชื่อ “I Fell In Love With My Grab Driver” นำแสดงโดยรีจินา ลิม นักแสดงและนางแบบชาวสิงคโปร์ รับบทเอมิลี หญิงหม้ายที่ต้องรับมือกับภาระดูแลลูกและแม่ ขณะที่เกล็น ยง นักแสดงและนักร้องชาวสิงคโปร์ รับบทเฮนรี คนขับ Grab  โดยตัวอย่างซีรีส์ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นเอมิลีพบกับเฮนรีเมื่อเขามารับเธอระหว่างออกไปทำธุระ ก่อนรถจะเจอหลุมจนเฮนรีหยุดลงมาตรวจดูว่าเธอเป็นอะไรหรือไม่ ทำให้เอมิลีพบว่าเขาไม่ใช่ ลุงวัยกลางคนอย่างที่เธอคาดไว้

จากนั้นเฮนรีเริ่มปรากฏตัวในชีวิตประจำวันของเอมิลี ทั้งนำอาหารมาส่งถึงหน้าบ้าน ช่วยรับตัวเธอขณะกำลังจะล้มในลักษณะเดียวกับฉากในซีรีส์เกาหลี และช่วยเธอจากเจ้านายที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยโฆษณาตั้งคำถามว่า “จะเป็นอย่างไร หากคนขับ Grab ของคุณกลายเป็นความรักในชีวิต”

โดยกระแสตอบรับในโลกออนไลน์แบ่งออกเป็นสองฝ่าย โดยผู้ใช้บางส่วนชื่นชมแนวคิดของโฆษณาว่าสร้างสรรค์และแปลกใหม่ ขณะที่อีกฝ่ายวิจารณ์ว่าเนื้อหาไม่เหมาะสม โดยมองว่า โฆษณานี้อาจทำให้พฤติกรรมไม่เหมาะสมของคนขับถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ขณะที่อีกรายมองว่าเป็นเรื่องน่ากังวลที่บริษัทให้บริการเรียกรถรายใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์อนุมัติเนื้อหาที่สื่อถึงการก้าวข้ามขอบเขตระหว่างคนขับกับผู้โดยสาร

หลังเกิดกระแสวิจารณ์ Grab สิงคโปร์ออกแถลงการณ์ผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของบริษัท ย้ำว่ามาตรฐานด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญ พร้อมระบุว่า ความปลอดภัย ขอบเขตที่ชัดเจน และการเคารพซึ่งกันและกันในการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน ไม่ควรถูกละเลย และยอมรับว่า บริษัทควรพิจารณาให้รอบคอบกว่านี้ว่าชื่อเรื่องจะสื่อความหมายอย่างไร เพราะอาจสร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย พร้อมขอโทษที่ทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจหรือวิตกกังวล และยืนยันว่าพฤติกรรมหรือบทสนทนาที่ไม่เหมาะสมไม่สามารถยอมรับได้ ไม่ว่าจะเกิดจากคนขับหรือผู้โดยสาร 

ขณะเดียวกัน หัวหน้าฝ่ายแบรนด์ระดับภูมิภาคและการตลาดประจำสิงคโปร์ของ Grab กล่าวว่า บริษัทมองเห็นศักยภาพของการเล่าเรื่องผ่านความบันเทิงในการสร้างความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค และยังสนใจที่จะสำรวจแนวทางนี้ต่อไป พร้อมระบุว่า ซีรีส์เรื่องแรกได้ให้บทเรียนหลายอย่างแก่บริษัท รวมถึงบทเรียนจากกระแสสนทนาที่เกิดขึ้น และจะนำไปปรับใช้กับผลงานต่อไป

ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนขับรถให้บริการเรียกรถในสิงคโปร์หลายกรณี ขณะที่ Grab เผยแพร่ซีรีส์ทั้งหมด 6 ตอน จากที่วางแผนไว้ 12 ตอน ผ่านช่อง YouTube อย่างเป็นทางการของ Grab สิงคโปร์ ก่อนกระแสวิจารณ์จะรุนแรงขึ้น ขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทจะเผยแพร่ตอนที่เหลือหรือไม่.

ที่มา SCMP

ศาลฮ่องกงพิพากษาจำคุก 5-7 ปี 3 นักเคลื่อนไหวจัดงานรำลึกเหตุสลายชุมนุมเทียนอันเหมิน

ศาลฮ่องกงพิพากษาจำคุก 5-7 ปี 3 นักเคลื่อนไหวจัดงานรำลึกเหตุสลายชุมนุมเทียนอันเหมิน

11 ก.ย. 2569 09:18 น.

ศาลฮ่องกงพิพากษาจำคุก 5-7 ปี 3 นักเคลื่อนไหวจัดงานรำลึกเหตุสลายชุมนุมเทียนอันเหมิน

ศาลฮ่องกงตัดสินจำคุกระหว่าง 5-7 ปี บรรดา 3 นักเคลื่อนไหวที่เคยจัดงานรำลึกเหตุสลายชุมนุมเทียนอันเหมิน เผชิญโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี คดีถูกจับตาสะท้อนเสรีภาพในฮ่องกง

วันที่ 11 กันยายน 2569 ศาลฮ่องกงพิพากษาคดี 3 นักเคลื่อนไหว ได้แก่ ลี จอก-ยาน  โจว ฮัง-ตุง และอัลเบิร์ต โฮ ซึ่งเป็นแกนนำที่จัดงานรำลึกเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่ง เมื่อปี 2532 ต่อเนื่องมาหลายปี โดยให้จำคุก 

โดยศาลตัดสินให้ ลี จอก-ยาน และโจว ฮัง-ตุง ซึ่งทั้งคู่ให้การปฏิเสธว่าไม่ผิด ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี และ 7 ปี 3 เดือน ตามลำดับ ส่วนอัลเบิร์ต โฮ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่รับสารภาพในเดือนมกราคม ได้รับโทษจำคุก 5 ปี 2 เดือน 

รายงานข่าวระบุว่าทั้ง 3 คนเป็นอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฮ่องกงเพื่อสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยและรักชาติของจีน (Hong Kong Alliance in Support of Patriotic Democratic Movements of China) ซึ่งจัดงานจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเหมินต่อเนื่องนานถึง 3 ทศวรรษ และถือเป็นงานรำลึกเหตุการณ์ครั้งใหญ่เพียงงานเดียวที่เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมในจีน  ซึ่งเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานยุยงให้ล้มล้างอำนาจรัฐ ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่รัฐบาลจีนบังคับใช้ในฮ่องกง

โดยงานรำลึกเหตุการณ์จัดขึ้นที่สวนวิกตอเรียในฮ่องกงทุกปี และในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมหลายหมื่นคน แต่ทางการฮ่องกงสั่งห้ามจัดงานในปี 2563 โดยอ้างมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่งานรำลึกนี้เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเสรีภาพพลเมืองที่ทำให้ฮ่องกงแตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่

หลังเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกงเมื่อปี 2562 ทางการได้ลดทางเลือกของประชาชนในการเลือกตั้ง และดำเนินคดีกับแกนนำสำนักข่าวที่มีรายงานวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล นอกจากนี้ นักเคลื่อนไหวคนสำคัญจำนวนมากถูกจำคุกภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่กลุ่มภาคประชาสังคมหลายสิบกลุ่ม รวมถึงพันธมิตรฮ่องกงฯ ได้ยุติการดำเนินงาน .

ที่มา SCMP 

วันนี้ศาลเกาหลีใต้ชี้ชะตา “ยุน ซอกยอล” คดีช่วยอดีต รมว.กลาโหมหนีการสอบสวน

วันนี้ศาลเกาหลีใต้ชี้ชะตา "ยุน ซอกยอล" คดีช่วยอดีต รมว.กลาโหมหนีการสอบสวน

11 ก.ย. 2569 08:57 น.

วันนี้ศาลเกาหลีใต้ชี้ชะตา “ยุน ซอกยอล” คดีช่วยอดีต รมว.กลาโหมหนีการสอบสวน

วันนี้ ศาลกลางกรุงโซลเตรียมอ่านคำพิพากษา “ยุน ซอกยอล” อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ คดีใช้อำนาจช่วยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหลบเลี่ยงการสอบสวน

วันที่ 11 กันยายน 2569 ศาลกลางกรุงโซลของเกาหลีใต้ เตรียมอ่านคำพิพากษาคดีของนายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในข้อหาช่วยเหลือผู้ต้องหาหลบหนีและใช้อำนาจโดยมิชอบ จากกรณีแต่งตั้งนายอี จงซอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำออสเตรเลีย ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2566 โดยศาลมีกำหนดอ่านคำพิพากษาในเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

รายงานข่าวระบุว่า ทีมอัยการพิเศษขอให้ศาลลงโทษนายยุน ด้วยการจำคุก 5 ปี โดยกล่าวหาว่า นายยุนเป็นผู้สั่งแต่งตั้งนายอี จงซอบ เป็นเอกอัครราชทูตประจำออสเตรเลีย เพื่อช่วยให้นายอีหลีกเลี่ยงการถูกสอบสวนกรณีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนาวิกโยธินนายหนึ่งในช่วงต้นปีเดียวกัน

ทีมอัยการพิเศษยังสงสัยว่า อดีตประธานาธิบดียุน พยายามส่งนายอี ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีปกปิดข้อเท็จจริง เดินทางไปต่างประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้การสอบสวนดำเนินไปถึงตัวเขา ส่งผลให้นายอี จงซอบ เดินทางออกจากเกาหลีใต้ไปออสเตรเลียในเดือนมีนาคม 2567 แต่ต้องเดินทางกลับประเทศเพียงไม่กี่วันต่อมา หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการแต่งตั้งครั้งนี้

นอกจากนายยุนแล้ว ทีมอัยการพิเศษยังเสนอให้ศาลลงโทษจำคุกนายโจ แท-ยง อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ  และนายพัค ซอง-แจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คนละ 3 ปี โดยทั้งสองเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่อีก 5 คนที่ถูกตั้งข้อหาในคดีนี้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งและการเดินทางไปออสเตรเลียของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  

ขณะเดียวกัน อดีตประธานาธิบดียุนยังเผชิญการพิจารณาคดีอีกหลายคดี ทั้งกรณีพยายามประกาศกฎอัยการศึกในปี 2567 คดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาทุจริตของภริยา และคดีการเสียชีวิตของนาวิกโยธิน ส่วนคดีหลักที่ยุนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำการก่อกบฏจากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา.

ที่มา Yonhap

ส.ส.พรรคเดโมแครตซัดทรัมป์ หลังประกาศแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์

ส.ส.พรรคเดโมแครตซัดทรัมป์ หลังประกาศแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์

11 ก.ย. 2569 08:46 น.

ส.ส.พรรคเดโมแครตซัดทรัมป์ หลังประกาศแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์

ส.ส.พรรคเดโมแครตในรัฐเท็กซัสออกมาวิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง หลังประกาศแนวคิดแจกเงินปันผล ผู้ใหญ่อเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากพรรครีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในสภา หลังการเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์ประกาศแนวคิดดังกล่าวระหว่างการประชุมพรรครีพับลิกันเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส โดยอ้างว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเปิดทางให้รัฐบาลจ่ายเงินดังกล่าวแก่ประชาชน และเปรียบเทียบกับการจ่ายเงินปันผลของบริษัท

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวอาจมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ และถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะขาดดุลงบประมาณเกือบ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

ทรัมป์เคยเสนอแนวคิดแจกเงินปันผล ให้ชาวอเมริกันมาก่อน โดยครั้งก่อนระบุจำนวน 2,000 ดอลลาร์ และเสนอว่าไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส

หลังทรัมป์มีท่าทีดังกล่าวออกมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตออกมาคัดค้านข้อเสนอดังกล่าว โดย ส.ส.แมเดลีน ดีน กล่าวโจมตีทรัมป์ว่า “เขาไม่ปกติและกำลังมีอาการหลงผิด” ขณะที่ ส.ส.โรเบิร์ต การ์เซีย กล่าวหาว่าทรัมป์ขึ้นชื่อในเรื่องการโกหกอยู่แล้ว พร้อมยืนยันว่าเงินปันผลดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ข้อเสนอแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์เกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์พยายามหาวิธีใหม่ๆ เพื่อรักษาที่นั่งของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งโดยทั่วไปพรรคของประธานาธิบดีมักเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียที่นั่งในสภา ขณะที่คะแนนความนิยมในตัวเขาก็ดิ่งลงอย่างมาก.

ที่มา : AP

ทำได้จริงหรือ? ทรัมป์ลั่นให้คนละ 5,000 ดอลลาร์ ถ้ารีพับลิกันชนะเลือกตั้ง

ทำได้จริงหรือ? ทรัมป์ลั่นให้คนละ 5,000 ดอลลาร์ ถ้ารีพับลิกันชนะเลือกตั้ง

11 ก.ย. 2569 06:07 น.

ทำได้จริงหรือ? ทรัมป์ลั่นให้คนละ 5,000 ดอลลาร์ ถ้ารีพับลิกันชนะเลือกตั้ง

โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแจกเงินให้ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันทุกคน คนละ 5,000 ดอลลาร์ถ้าพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งกลางเทอม แต่แผนการนี้จะเข้าข่ายการซื้อเสียงตามกฎหมายสหรัฐฯ หรือไม่ และหากทำได้จริง ทรัมป์จะไปหาเงินจากไหนมาแจก?

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอจะมอบเงินจำนวน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 165,000 บาท) ให้แก่ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันทุกคน หากพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่ชัดเจนว่าแผนดังกล่าวจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หรือเขาจะนำงบประมาณมาจากไหน

ถ้อยแถลงของเขาเรียกเสียงปรบมืออย่างกึกก้องจากบรรดาผู้สนับสนุนในการประชุมพรรคเมื่อคืนวันพุธ แม้ว่าฝ่ายเดโมแครตจะออกมาประณามว่าเป็นเพียง “คำสัญญาที่ว่างเปล่า” ก็ตาม

ทรัมป์ยังกล่าวต่อที่ประชุมพรรครีพับลิกันอีกว่า เงินดังกล่าวจะต้องนำไปใช้จ่ายภายในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการกำกับดูแลเงื่อนไขนี้อย่างไร

ด้าน เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เสนอนัยว่า เงินดังกล่าวอาจมาจากรายได้การจัดเก็บภาษีศุลกากร และเช็คเงินสดนี้จะไม่ถูกส่งไปยังชาวอเมริกันที่มีฐานะร่ำรวย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นเวทีหาเสียงที่เทกซัส
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นเวทีหาเสียงที่เทกซัส

คำสัญญาแจกเงินถูกกฎหมายหรือไม่?

ภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ การมอบเงินโดยมีเจตนาเพื่อจูงใจหรือส่งผลต่อการลงคะแนนเสียงของบุคคลถือเป็นเรื่อง “ผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนระบุว่า ข้อเสนอที่ทรัมป์กล่าวในรัฐเทกซัสเมื่อวันพุธ หากมองในมุมคล้ายกับสัญญาในการลดภาษี ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย

ดร. โจน มาโฮนีย์ อาจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เธอคิดว่าข้อเสนอนี้น่าจะถูกกฎหมาย แม้เธอจะกล่าวว่านักการเมือง “มักจะไม่เสนออย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้” ก็ตาม

“ในมุมหนึ่ง มันฟังดูเหมือนการติดสินบน ‘เลือกรีพับลิกันสิ แล้วคุณจะได้เงิน’ ซึ่งนั่นผิดกฎหมายอย่างแน่นอน” ดร.มาโฮนีย์ “แต่อีกมุมหนึ่ง เงินนี้มอบให้แก่ทุกคนโดยไม่เกี่ยงว่าพวกเขาจะลงคะแนนให้ใคร ดังนั้นในแง่นี้มันจึงไม่ใช่การติดสินบน”

“ฉันคิดว่ามันน่าจะถูกกฎหมาย มันเป็นคำมั่นสัญญาในการหาเสียงประเภทเดียวกับการพูดว่า ‘ถ้าพรรคของฉันชนะ เราจะลดภาษี’ ซึ่งทุกพรรคก็ทำกันเป็นประจำ… และนั่นก็เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายอย่างสมบูรณ์”

แต่ ลอเรล แรปป์ ผู้อำนวยการแผนกสหรัฐฯ และอเมริกาเหนือ จากสถาบัน “แชทแทมเฮาส์” บอกกับบีบีซีว่า ข้อเสนอของทรัมป์ดูเหมือนจะเป็น “ข้อตกลงเชิงแลกเปลี่ยนที่มีลักษณะเฉพาะและแตกต่างอย่างมาก” จากสัญญาหาเสียงทั่วไปที่ผู้สมัครมักใช้ในช่วงเลือกตั้ง

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ
เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ถ้าทำได้จริงต้องใช้งบประมาณเท่าใด?

นอกจากประเด็นทางกฎหมายที่ยังคลุมเครือแล้ว หลายฝ่ายยังตั้งคำถามว่าการแจกเงินดังกล่าว “มีความเป็นไปได้ทางการเงินหรือไม่” ในสภาวะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ กำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามในอิหร่าน

ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีประชากรวัยผู้ใหญ่เกือบ 270 ล้านคน ซึ่งหมายความว่าการจ่ายเงินคนละ 5,000 ดอลลาร์ จะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึงราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์

สภาคองเกรสเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการใช้จ่ายงบประมาณในสหรัฐฯ แต่ประธานาธิบดีไม่ได้ระบุว่าเขาวางแผนจะขออนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างไร และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกล่าวว่า เป็นไปได้ยากที่เขาจะอนุมัติเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้ผ่านคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี

เอริกา ยอร์ก นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบัน Tax Foundation ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เธอจะ “ประหลาดใจอย่างยิ่ง” หากสภาคองเกรสอนุมัติข้อเสนอดังกล่าว

“นี่จะเป็นหนึ่งในวิธีที่แย่ที่สุดในการใช้งบประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่า “เรากำลังอยู่ในเส้นทางที่ไม่ยั่งยืนอย่างยิ่ง โดยมีการขาดดุลงบประมาณที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น”

ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ (และทั่วโลก) แพงขึ้นเพราะสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ (และทั่วโลก) แพงขึ้นเพราะสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ใช้เงินจากรายได้จากภาษีได้หรือไม่?

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) หลังการปราศรัยของทรัมป์ว่า การจ่ายเงินดังกล่าวอาจใช้เงินทุนที่ประธานาธิบดีจัดหามาได้จากการเก็บภาษีศุลกากร

อย่างไรก็ตาม รายได้ดังกล่าวจนถึงปัจจุบันยังคงต่ำกว่าจำนวนเงินที่ต้องใช้สำหรับข้อเสนอแจกเช็ค 5,000 ดอลลาร์ของทรัมป์อยู่อย่างมาก

ข้อมูลจากศูนย์นโยบายสองพรรค (Bipartisan Policy Center) ระบุว่า สหรัฐฯ มีรายได้จากภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตประมาณ 4.75 แสนล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี 2568 แต่ต้องคืนเงินไปมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากเมื่อช่วงต้นปีนี้ ศาลสูงสุดมีคำตัดสินยกเลิกภาษีที่ทรัมป์ใช้กฎหมายพิเศษเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้า

เมื่อถูกถามว่าการจ่ายเงินนี้จะดำเนินการอย่างไร ฝ่ายทำเนียบขาวได้กล่าวในแถลงการณ์ถึงบีบีซีว่า “พวกที่มองโลกในแง่ร้ายและพวกคัดค้านมักจะกังขาในตัวประธานาธิบดีทรัมป์เสมอมา … ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากประชาชนชาวอเมริกัน ประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงส่งมอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อไป”

ทำไมทรัมป์จึงใช้แผนแจกเงิน?

โรเบิร์ต โมแรน อดีตนักยุทธศาสตร์และนักทำโพลของพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า การเสนอแจกเงินของทรัมป์เป็นการหาเสียงเลือกตั้งที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนอย่างชัดเจน “มันเป็นคำสัญญาที่ไม่ปกติธรรมดาอย่างมาก และผมก็ไม่แน่ใจว่าเงินนั้นจะมาจากไหน — แต่นี่คือช่วงฤดูกาลหาเสียง”

ส่วน ลอเรล แรปป์ กล่าวว่า ทรัมป์กำลังดำเนินแผนการระยะสั้น เพื่อพยายามรักษาอำนาจควบคุมสภาคองเกรสเอาไว้ ขณะที่กำลังเข้าสู่ช่วงสองปีสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่ง

“เงินคือสิ่งที่เขานำมาใช้ในตอนนี้ เพราะผลสำรวจความคิดเห็นไม่ค่อยดีทั้งสำหรับพรรครีพับลิกันและสำหรับตัวเขาเอง” ลอเรล แรปป์ กล่าว

ทั้งนี้ คะแนนความนิยมของทรัมป์ลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 30% เนื่องจากประชาชนไม่พอใจราคาสินค้าและปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากสงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อ ขณะที่พรรครีพับลิกันกำลังประสบปัญหาคะแนนนิยมตามหลังพรรคเดโมแครตในภาพรวม

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก
อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก

เคยมีการเสนอแจกเงินแบบนี้มาก่อนหรือไม่?

โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเสนอแจกเงินจำนวน 2,000 ดอลลาร์มาแล้ว โดยอ้างว่าจะใช้เงินทุนจากรายได้ภาษีศุลกากร แต่การจ่ายเงินดังกล่าวก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ด้านอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เคยถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียงเช่นกัน เมื่อเขาให้สัญญาว่าจะแจกเช็คกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิดจำนวน 2,000 ดอลลาร์แก่ชาวอเมริกัน หากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาในรัฐจอร์เจียเมื่อเดือนมกราคม 2564

ประเด็นถกเถียงลักษณะเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2567 เมื่ออีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้สนับสนุนทรัมป์ จัดแคมเปญสุ่มแจกเงินวันละ 1 ล้านดอลลาร์แก่ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งใน 7 รัฐสมรภูมิ (Swing States) ที่ร่วมลงนามในคำร้องของกลุ่ม America PAC ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มัสก์จัดตั้งขึ้น

แคมเปญของมัสก์ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นการซื้อเสียงเช่นกัน โดยอัยการได้ยื่นฟ้องเพื่อระงับโครงการ แต่ศาลรัฐเพนซิลเวเนียได้มีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินโครงการแจกเงินต่อไปได้จนถึงช่วงวันเลือกตั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc