เกาหลีเหนือยิงอาวุธไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก

เกาหลีเหนือยิงอาวุธไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก

20 ก.ย. 2569 22:01 น.

เกาหลีเหนือยิงอาวุธไม่ทราบชนิดลงทะเลตะวันออก

เกาหลีเหนือยิงอาวุธไม่ทราบชนิดลงทะเลทางตะวันออกของประเทศอีกครั้ง หลังจากหน่วยงานตรวจสอบนิวเคลียร์ เรียกร้องให้พวกเขายุติกิจกรรมทางนิวเคลียร์ทั้งหมด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ก.ย. 2569 กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิดออกจากชายฝั่งทางตอนตะวันออกของประเทศ เพียงไม่กี่วันหลังจากที่เปียงยางออกมายืนยันสถานะการเป็นรัฐผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง

“เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิดลงสู่ทะเลตะวันออก” คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยืนยันการยิงขีปนาวุธดังกล่าวเช่นกัน โดยโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า ขีปนาวุธดังกล่าว “อาจเป็นขีปนาวุธทิ้งตัว”

การยิงขีปนาวุธครั้งนี้เกิดขึ้น 8 วันหลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธทิ้งตัวระยะใกล้หลายลูกไปทางทะเลตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทะเลญี่ปุ่น ซึ่งในเวลาต่อมาเกาหลีเหนือระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการซ้อมรบร่วมหลายเหล่าทัพ

นอกจากนี้ การยิงดังกล่าวยังมีขึ้นหลังจากที่เปียงยางปฏิเสธข้อมติของ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่เรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติกิจกรรมทางนิวเคลียร์ทั้งหมด

เกาหลีเหนือกล่าวหาว่า กองกำลังฝ่ายปรปักษ์พยายามหาทางยุติโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา ระหว่างการประชุมสมัยสามัญของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

โฆษกกระทรวงต่างประเทศของเกาหลีเหนือคนหนึ่งกล่าวว่า มติของ IAEA ไม่มีผลกับสถานะของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้บัญญัติสถานะการเป็นรัฐอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในกฎหมายของประเทศอย่างเป็นทางการ โดย คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดประกาศให้สถานะดังกล่าวเป็นสิ่งถาวรและไม่สามารถย้อนกลับได้

อนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ “ทรงอานุภาพมาก” อยู่ราว 57 ลูก ขณะที่เกาหลีใต้ประเมินตัวเลขไว้ที่ระหว่าง 80 ถึง 120 ลูก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เปิดหลักฐานมุมสูง! กองทัพแฉจุดตั้งอาวุธ-ทหารกัมพูชา เข้าพื้นที่ปราสาทพระวิหาร

21 กันยายน 2569 เวลา 16:57 น.

21 กันยายน 2569 กองทัพเปิดเผยภาพมุมสูงบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร แสดงให้เห็นสภาพพื้นที่และจุดจัดตั้งตำแหน่งทางทหารของฝ่ายทหารกัมพูชา โดยภายในพื้นที่ดังกล่าวพบการนำอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าจัดวาง รวมถึงอาวุธที่มีศักยภาพในการยิงเข้ามายังฝั่งไทย ขณะที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่มีการนำอาวุธร้ายแรงเข้ามาในพื้นที่ และไม่ได้ใช้พื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารเพื่อจัดตั้งทางทหาร

ผบ.ทบ.ประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก แสดงความยินดี ทหารได้เลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้น

21 กันยายน 2569 เวลา 16:27 น.

21 กันยายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ครั้งที่ 12/2569 โดยก่อนเริ่มการประชุมผู้บัญชาการทหารบกได้มอบรางวัลให้กับกำลังพลที่เข้าร่วมกิจกรรม S.M.A.R.T. Virtual และมอบรางวัลให้แก่หน่วยที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสโมสรและกีฬากองทัพไทย พร้อมมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้บังคับหน่วยระดับกรมและกองพันที่สามารถทดสอบร่างกายประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ได้คะแนน 100% โดยผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวขอบคุณหน่วยที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่กองทัพบก ถือเป็นการพัฒนาทักษะและขีดความสามารถ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้กำลังพลออกกำลังกาย เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจทุกรูปแบบ

ในการประชุมครั้งนี้หน่วยขึ้นตรงกองทัพบกได้รายงานผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ประกอบด้วย การสกัดกั้นตรวจพบการกระทำผิด 81 ครั้ง จับกุมผู้กระทำความผิดได้ 90 คน ยึดของกลางเป็น ยาบ้า จำนวน 39,971,300 เม็ด, ไอซ์ จำนวน 1,317 กิโลกรัม, เคตามีน จำนวน 410 กิโลกรัม และเฮโรอีน จำนวน 173 กิโลกรัม , การจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตรวจพบการกระทำผิด จำนวน 82 ครั้ง จับกุมผู้กระทำผิดได้จำนวน 315 คน , การป้องกันและปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ตรวจพบการกระทำความผิด จำนวน 2 ครั้ง ยึดของกลางได้ไม้ประดู่ และการสกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรและสิ่งผิดกฎหมาย ตรวจพบและจับกุมการกระทำผิด จำนวน 26 ครั้ง จับกุมผู้กระทำผิด จำนวน 31 คน ยึดของกลางได้หลายรายการ อาทิ บุหรี่, น้ำมันดีเซล, น้ำมันปาล์ม, อาวุธปืนผิดกฎหมาย และกระสุนปืน เป็นต้น

ในส่วนของการดำเนินการด้านทหารกองประจำการที่กองทัพบกได้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในเรื่องสิทธิสวัสดิการ และการส่งเสริมอาชีพหลังปลดฯ ในที่ประชุมได้มีการเน้นย้ำให้ผู้บังคับหน่วยแจ้งข้อมูลที่สำคัญให้ทหารกองประจำการที่ครบกำหนดปลดในวันที่ 1 พ.ย. 69 ทราบ เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยผู้ที่มีความประสงค์รับราชการต่อ (เลื่อนปลดฯ) สามารถเสนอความต้องการผ่านระบบออนไลน์ได้ภายในวันที่ 25 ก.ย. 69 สำหรับผู้ที่ประสงค์จะสมัครเป็นพลทหารอาสาสามารถดำเนินการได้หลังปลดฯ โดยหน่วยจะอำนวยความสะดวกให้ นอกจากนั้นผู้ที่ไม่มีความประสงค์รับราชการต่อ และมีความประสงค์ให้กองทัพบกช่วยจัดหาอาชีพให้หลังปลดฯ สามารถกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ในระบบจัดหางานของศูนย์ประสานการรับสมัครและการเปลี่ยนผ่านกำลังพล ฝ่ายกำลังพล ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก

ในช่วงท้ายของการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ซึ่งในครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายในปีงบประมาณ ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงที่ครบวาระเกษียณอายุราชการ ได้กล่าวทิ้งท้ายและฝากข้อคิดแก่เพื่อนทหาร ในที่ประชุม ดังนี้

พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวขอบคุณทุกคน ทุกส่วนที่มีส่วนร่วมให้สามารถปฏิบัติภารกิจลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอให้ทุกคนเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ทั้งการป้องกันประเทศ งานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสถานการณ์บ้านเมือง สำหรับการเปลี่ยนแปลงพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ควรต้องศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาให้ถ่องแท้ โดยบูรณาการทุกภาคส่วนมาร่วมงานกัน ขอให้ร่วมมือร่วมใจสมัครสมานสามัคคีในการทำงานเพื่อกองทัพบก

พลเอก ศานติ ศกุนตนาค ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ได้กล่าวขอบคุณกองทัพบกที่ให้โอกาสรับใช้ประเทศชาติ ขอบคุณกำลังพลทุกนายที่เคยร่วมงานร่วมทุกข์ร่วมสุขและร่วมกันทำภารกิจตลอดเส้นทางชีวิตราชการวันนี้หน้าที่ของผมอาจเดินมาถึงปลายทางแต่หน้าที่ของกองทัพยังคงเดินหน้าต่อไป ผมขอฝากความเชื่อมั่นและความหวังไว้กับทุกท่าน ขอให้ภาคภูมิใจในความเป็นทหารอาชีพ และทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ได้กล่าวว่า ผมรู้สึกปลื้มปิติ และขอบคุณทุกโอกาสและทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตรับราชการ ตลอดระยะเวลาที่รับราชการในกองทัพบก ตนได้ทำงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 โดยยึดหลักศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ขอฝากให้หน่วยได้ทบทวนความเข้าใจในเรื่องหลักการป้องกันและปราบปรามการไม่สงบ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสำคัญในการรับมือต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป

โอกาสนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณนายทหารชั้นนายพลที่เกษียณอายุราชการขอชื่นชมในคุณงามความดีที่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนตลอดระยะเวลาการรับราชการ โดยกองทัพบกยังคงเป็นบ้านสำหรับทุกท่านเสมอ พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นทุกท่านขอให้ทุกนายได้ร่วมกันตั้งใจทำงานเพื่อกองทัพและประเทศชาติ

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำทุกหน่วยให้ความสำคัญกับข้อเน้นย้ำที่กรมฝ่ายเสนาธิการได้ชี้แจงในที่ประชุม เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติ จนสามารถช่วยเหลือประชาชนและลดความสูญเสียได้เป็นอย่างดี ท้ายที่สุดขอให้กำลังพลทุกนายยึดมั่นในอุดมการณ์ความเป็นทหารในการปฏิบัติหน้าที่

เปรมศักดิ์ ชำแหละระบบเลือกตั้งไทย เงินซื้อเสียง-กติกาเอื้อฝ่ายได้เปรียบ ชงเปลี่ยนที่มา สว. ให้ ปชช.เลือก วางเกราะป้องกันพรรคการเมืองครอบงำ

21 กันยายน 2569 เวลา 16:20 น.

21 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายในการประชุมวุฒิสภา ระหว่างพิจารณารายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยให้เสรีและเป็นธรรม ถึงปัญหาเงินซื้อเสียง การออกแบบกติกาเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ รวมถึงช่องโหว่ของระบบเลือกสมาชิกวุฒิสภา พร้อมเรียกร้องให้ปฏิรูปการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างจริงจังว่า สมัยตนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น เคยผ่านการเลือกตั้งหลายระดับ ตั้งแต่หัวหน้าชั้นปี สโมสรนักศึกษา ไปจนถึงกระบวนการสรรหาอธิการบดี แม้ในเวลานั้นยังไม่มีเทคโนโลยีทันสมัย ใช้เพียงบัตรกระดาษและหีบบัตร แต่ผลการเลือกตั้งกลับเป็นที่ยอมรับและไม่เกิดข้อครหาเรื่องความไม่เป็นธรรม แต่เมื่อก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง สส.ครั้งแรกในปี 2535 ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ กลับพบโลกการเมืองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง แม้จะนำเสนอนโยบายอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายต้องพ่ายแพ้ เพราะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “นโยบายข้อสุดท้าย” ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินที่ใช้ซื้อเสียง คนชนะไม่ได้ชนะเพราะความดี ผลงาน หรือนโยบายพรรค แต่ชนะเพราะมีนโยบายข้อสุดท้ายว่าให้กี่บาท

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาการเลือกตั้งไม่ได้มีเพียงการซื้อเสียง แต่ยังรวมถึงการออกแบบรัฐธรรมนูญและกติกาเลือกตั้งเพื่อสร้างความได้เปรียบ แม้กระทั่งการแบ่งเขตเลือกตั้งที่บางอำเภอถูกแยกออกเป็นหลายเขต จนประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นธรรม สำหรับระบบเลือก สว.ที่ผ่านมา ซึ่งให้ผู้สมัครเลือกกันเองทั้งระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ แม้มีข้อดีในแง่การคัดเลือกบุคคลจากกลุ่มวิชาชีพ แต่โครงสร้างที่ซับซ้อนกลับเปิดช่องให้เกิดการจัดตั้งผู้สมัคร การล็อกโหวต การใช้เครือข่าย และการครอบงำผลการเลือก จึงเสนอให้ประเทศไทยใช้ระบบเลือกตั้ง สว.โดยตรงจากประชาชน พร้อมออกแบบหลักเกณฑ์ป้องกันปัญหาการเมืองแบบเครือญาติ หรือภาพจำ “สภาผัวเมีย” รวมทั้งต้องมีกลไกสกัดไม่ให้พรรคการเมืองเข้าครอบงำ

“หากเส้นทางของอำนาจยังมีข้อสงสัย ปลายทางของอำนาจก็ยากที่จะได้รับความไว้วางใจ เมื่อ สว.มีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ หากที่มาของ สว.ยังถูกตั้งคำถาม ความเคลือบแคลงย่อมลุกลามไปถึงองค์กรเหล่านั้นและอาจขยายออกไปสู่ท้องถนน” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้สังเกตการณ์อิสระ ภาคประชาชน สื่อมวลชน และตัวแทนพรรคการเมือง เข้าตรวจสอบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับและเก็บรักษาบัตร การนับคะแนน การรวมคะแนน ไปจนถึงการตรวจสอบผลเลือกตั้ง

“ขอเรียกร้องให้ กกต.เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน จากองค์กรที่รอรับคำร้อง มาเป็นองค์กรเชิงรุก ป้องกันการทุจริตก่อนเกิดเหตุ โดยยกประสบการณ์เมื่อครั้งลงสมัครรับเลือกตั้งและแจ้งเบาะแสว่ามีการปิดหมู่บ้านแจกเงิน แต่กลับได้รับคำตอบให้ไปหาหลักฐานมา ทั้งที่กว่าจะรวบรวมหลักฐานได้ การแจกเงินก็เสร็จสิ้นไปแล้ว” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน กกต.ต้องสื่อสารกับประชาชนด้วยภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่ควรอ้างข้อกฎหมายที่ซับซ้อนจนยิ่งสร้างความสับสนและความขัดแย้ง บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบ อาจเป็นเพียงกระดาษสำหรับผู้จัดการเลือกตั้ง แต่สำหรับประชาชน บัตรนั้นคือเสียง คือสิทธิ คือศักดิ์ศรี และคืออนาคตของประเทศ

“ประชาธิปไตยไม่อาจสร้างให้เสร็จได้ภายในวันเดียว แต่สามารถพังทลายลงได้ในพริบตา หากรัฐสภา รัฐบาล กกต. และทุกฝ่ายยังคงเพิกเฉยต่อปัญหา และไม่ร่วมกันยกระดับการเลือกตั้งให้เสรี สุจริต ยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้อย่างแท้จริง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

โคนันสมชัย กางไทม์ไลน์ เอกราช แฉ ภท. ก่อนถูกขับ สงสัยอนุฯ ชุด 36 สรุปเท็จ ช่วยอุ้มคดีฮั้ว สว.?

21 กันยายน 2569 เวลา 15:16 น.

21 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โคนัน สมชัย วิเคราะห์จดหมายกลับคำให้การ ของเอกราช ช่างเหลา

เอกสารหนังสือกลับคำให้การของเอกราช ช่างเหลา มีเผยแพร่ในสื่อออนไลน์หลายฉบับ พร้อมกันในบ่ายวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ก่อนวันแถลงผลวินิจฉัยของ กกต.ในคดีฮั้ว สว. คือ วันที่ 14 กันยายน 2569 3 วัน

1. จดหมายนี้ ใครเผยแพร่

คำตอบคือ น่าจะเป็นเจ้าของจดหมาย เนื่องจากมีตราประทับ “สำเนาคู่ฉบับ” ที่เมื่อส่งเอกสารถึงราชการแล้ว จะมีสำเนาคู่ฉบับ ส่งคืนให้ผู้ยื่นเอกสาร อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตัดประเด็นว่า อาจเผยแพร่จาก กกต.เอง โดยเอาตราประทับ “สำเนาคู่ฉบับ” มาประทับเพื่อเบี่ยงเบนแหล่งที่มาของเอกสาร

2. จดหมายนี้ มีไทม์ไลน์ที่สำคัญอะไรบ้าง

คำตอบ มีการอ้างถึง เลขสอบสวนที่ 151/2568 บันทึกถ้อยคำนาย…. ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 และ คดีพิเศษที่ 24/2568 บันทึกคำให้การนาย….. ลงวันที่ 9 เมษายน 2568 ซึ่งการกลับคำให้การต้องอ้างถึงคำให้การครั้งก่อน จึงคาดได้ว่า มีการให้การก่อนหน้า 2 ครั้ง ตามวันที่ข้างต้น

3. วันที่ คำให้การ ครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 มีความหมายอย่างไร

คำตอบ เรียงไทม์ไลน์ ได้ดังนี้

16 กุมภาพันธ์ 2568 นายเอกราช ให้การ กกต. ครั้งที่ 1

9 เมษายน 2568 นายเอกราช ให้การ กกต. ครั้งที่ 2

17 เมษายน 2568 ศาลจังหวัดขอนแก่น มีคำพิพากษาจำคุก นายเอกราช ช่างเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย เป็นเวลา 5 ปี 93 เดือน และให้ชดใช้เงินแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น ที่ยักยอกไปให้ครบเต็มจำนวน 405 ล้านบาท

18 เมษายน 2568 นายเอกราช ถูกขับจาก การเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

2 ตุลาคม 2568 มีหนังสือ สนง. กกต. เชิญ เอกราช ไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติม โดยนัดหมายให้มาให้ปากคำด้วยตัวเองในวันที่ 17 ตุลาคม 2568

29 ตุลาคม 2568 นายเอกราช ให้ถ้อยคำเป็นหนังสือ ส่งถึงประธาน กกต. มีเลขรับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น.

4. วันที่ให้การของเอกราช ก่อน วันถูกขับจากการเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย สำคัญอย่างไร

คำตอบ จากไทม์ไลน์ดังกล่าว ในรายงานการประชุมหลายครั้งของ อนุ ฯ ชุด 36 การที่ฝ่ายเลขาอนุ ฯ รายงานให้ความเห็นต่อ อนุ ฯ ชุด 36 ในทุกครั้งที่มีการระบุถึง พยานรหัส 16/26 (นายเอกราช ช่างเหลา) ว่า “เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย เมื่อถูกขับออกจากพรรคก็มาให้การเป็นปฏิปักษ์กับพรรคภูมิใจไทย ต่อมาภายหลังได้มีหนังสือกลับคำให้การ จึงมีข้อพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของพยานรายนี้ โดยเห็นว่า ไม่น่าเชื่อถือ”

จะเป็นการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จต่ออนุ ฯ ชุด 36 จนนำไปสู่การวินิจฉัย ที่ตัดคำให้การทั้งหมดของเอกราชที่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย หรือไม่

‘สมชาย’ ชี้ช่องฟ้อง กกต. งัด ‘ม.69 พ.ร.ป.กกต.’ เอาผิดง่ายกว่า ม.157

21 กันยายน 2569 เวลา 15:00 น.

สมชาย แสวงการ

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ กกต. พิจารณาสำนวน คดีฮั้ว สว. มีมติส่งฟ้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญารวม 77 คน แบ่งเป็น สว. 26 คน, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่นอีก 15 คน ในขณะที่กลุ่มกรรมการบริหารพรรค, สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยไม่ถูกส่งฟ้อง เนื่องจาก กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง 

ล่าสุดวันนี้ 21 กันยายน 2569 สมชาย แสวงการ อดีต สว. โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “#กกต #คดีโกงฮั้วสว ใครว่า ฟ้องเอาผิดกกต ไม่ได้ ? หลังมติกกต เสียงข้างมาก 5:2 ในวันที่14กันยายนที่ผ่านมา ในการลงมติ ส่งฟ้องสว แค่26 คน ผู้สมัครและบุคคลอื่น 51 คน รวม77คน โดยไม่ส่งคดีไปศาลทั้งหมด ตามที่อนุกรรมการกกต ชุดที่26 มีมติไว้เดิมนั้น

สมชาย แสวงการ

สร้างข้อถกเถียงทางกฎหมายว่า ผู้มีส่วนได้เสีย จะสามารถดำเนินการเอาผิดต่อ กกต เสียงข้างมากและเลขาธิการกกต ได้หรือไม่ ซึ่งก็มีทั้ง3แนวทาง คือ ร้องต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนคำสั่ง กกต ร้องต่อคณะกรรมการปปชไต่สวนเอาผิดจริยธรรมและประพฤติมิชอบ หรือร้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 นั้น

ผมได้ตรวจสอบข้อกฎหมายและตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายแล้ว ยังพบว่า มีอีก1ช่องทาง ที่จะดำเนินการได้คือ การร้องเอาผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา69 โดยผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องต่อศาลตามมาตรานี้ โดยง่ายกว่า ปอาญามาตรา157 ที่ต้องไปพิสูจน์เจตนาพิเศษ ดังนี้

:ในมาตรา 69 พ.ร.ป. กกต. ไม่ได้กำหนดองค์ประกอบเจตนาพิเศษว่า “เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด” เหมือนเช่น ป.อ. มาตรา 157
ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ของโจทก์จึงง่ายและกระชับขึ้นอย่างมาก!

เพียงแค่พิสูจน์ว่า

1)ใช้อำนาจขัดต่อหลักวิญญูชน (ตามแนวฎีกา 3509/2549): เมื่อพยานหลักฐานเรื่องโพย เบอร์โทร และการนัดประชุมมีความสอดคล้องร้อยเรียงกันทั่วประเทศ วิญญูชนย่อมเห็นว่า “มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ” ที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา แต่ กกต. เสียงข้างมากกลับ “ด่วนวินิจฉัยยกคำร้องเสียเอง” ถือเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ และเกินล้ำขอบเขตความชอบด้วยกฎหมาย

2) ละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ (ม.69 วรรคหนึ่ง): การลงมติ 4 ต่อ 3 เพื่อ “ไม่รับสำนวน DSI ที่มีข้อเท็จจริงเส้นเงิน”

เข้ามาพิจารณา ถือเป็นการพฤติการณ์ตั้งใจตัดตอนพยานหลักฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนให้ถึงที่สุด เข้าองค์ประกอบความผิดตามวรรคหนึ่งทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าทำไปเพื่อแกล้งผู้สมัคร สว. คนใด!

3) การกระทำโดยทุจริต (ม.69 วรรคสอง): คำว่า “ทุจริต” หมายถึง การแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การบิดผันอำนาจตัดพยานหลักฐานและฟังความพยานกลับคำให้การที่มีพิรุธ

เล็งเห็นได้ชัดเจนว่าทำไปเพื่อช่วยพรรคการเมืองและนักการเมืองมิให้ต้องรับโทษหรือโดนตัดสิทธิทางการเมือง ยกระดับความผิดสู่บทลงโทษหนักเทียบเท่า ป.อ. มาตรา 149!
จึงเสนอข้อกฎหมายและความเห็นมาเพื่อเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการกันครับ
ส่วนผู้มีส่วนได้เสียท่านใด จะไปร้องดำเนินคดีกับกกตหรือไม่
ผมคงจะไม่ก้าวล่วง และไม่ไปสนับสนุนด้วย
แต่ประการใด

เพราะตัวผมเองไม่ได้มีส่วนได้เสียใดๆด้วยพ้นหน้าที่มานานกว่า 2ปีแล้ว แต่เห็นว่า อาจมีประโยชน์ต่อทุกฝ่ายจึงเสนอมาเพื่อพิจารณากันครับ
สมชาย แสวงการ

อดีตสมาชิกวุฒิสภา
อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
21 กย 2569″

สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ

หลังจากที่โพสต์ของ สมชาย แสวงการ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ชัดเจนมาก”

“ให้องค์กรผู้ทรงสิทธิวินิจฉัยเป็นคนตัดสินดีกว่า เราก็ทำได้เพียงแสดงความคิดเห็นที่ไม่มีผลทางกฏหมาย”

“จริงๆแล้ว ถ้าคิดว่ากกต. ผิดก็ยื่น ปปช. ก็จบ ไม่เห็นว่าต้องมาปั่นอะไรกันเลยว่ากกต.ผิด”

“ปชช.ก็น่าจะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย แม้จะทางอ้อม มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงก็ตาม ความอยุติธรรม ในการดำรงชีวิต ที่เกิดจากการกระทำของ กกต,สว ก็น่าจะเป็นส่วนได้เสีย (คิดแบบเขลา)”

“ไม่จบ”

“ช่วยจัดการ เพื่อประชาชน”

สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ

ผบ.ทร.ย้ำไม่กังวล ปมโครงการจัดหาเรือฟริเกต แม้กระแสสังคมตั้งข้อสงสัย ยืนยันกองทัพเรือพูดความจริงมาตลอด

21 กันยายน 2569 เวลา 14:53 น.

21 กันยายน 2569 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงกระแสข่าวและประเด็นข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในสังคม แม้กองทัพเรือชี้แจงโครงการจัดหาเรือฟริเกต วงเงิน 17,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา ว่า กองทัพเรือชี้แจงข้อเท็จจริงมาโดยตลอด หากมีประเด็นใดที่สังคมหรือสื่อมวลชนตั้งคำถาม ก็พร้อมตอบและชี้แจงตามข้อเท็จจริง

ส่วนความเคลื่อนไหวและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ ผบ.ทร.มองว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ กระแสต่างๆ ก็จะค่อยๆ คลี่คลาย ส่วนการแถลงข่าวที่ผ่านมาช่วยลดความกังวลมากขึ้นหรือไม่ ผบ.ทร.ย้ำว่า ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้กังวลอะไร

ปกรณ์ หัวโต๊ะ ถก เสริมสร้างสันติสุข เผย 20 ปี มีแต่ขัดแย้ง ระบุ นิรโทษกรรม ช่วยยุติดำเนินคดี-ลบประวัติอาชญากรรม

21 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 21 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงยุติธรรม และอนุกรรมการฯ เข้าร่วม

นายปกรณ์ กล่าวก่อนเริ่มประชุมว่า การประชุมคณะกรรมการชุดนี้มีความสำคัญในมิติของการเมืองเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เนื่องจากว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเราประสบปัญหาความขัดแย้งทางความคิดความเห็นต่างทางด้านการเมือง นำมาซึ่งความทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน เกิดความไม่เชื่อมั่นทั้งจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ และส่วนที่เกี่ยวข้องรวมถึงในครอบครัว ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่ไม่น่าจะเกิด กฎหมายนิรโทษกรรม ฉบับนี้จึงมีขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและสังคมสันติสุขให้กลับคืนมาให้ได้ ประเด็นที่กฎหมายนี้กำหนดไว้คือ เรื่องของการนิรโทษกรรม ส่วนที่มีการดำเนินคดีไปแล้วต้องมีการยุติและมีการจำหน่าย รวมถึงลบประวัติอาชญากรรมต่างๆให้เรียบร้อยด้วย

นายปกรณ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาเราได้รับบทเรียนมากทั้งในแง่การเมือง สถาบัน และองค์กร เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น การแสดงความคิดเห็นของประชาชนเป็นความสวยงามทางระบอบประชาธิปไตยที่แสดงออกเมื่อเกิดความแตกต่าง มีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ใช้อารมณ์มาปะทะทำให้เกิดความแตกแยกขึ้น จุดประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้จึงต้องการสร้างสังคมที่ดีขึ้น และหวังว่า ความขัดแย้งเก่าที่เกิดขึ้นจะได้รับการชำระสะสางให้เสร็จสิ้นเพื่อเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดความขัดแย้งใหม่เกิดขึ้นอีก

วุฒิสภา ถกรายงานเพิ่มประสิทธิภาพการเลือกตั้ง ชงยกเครื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างพ.ร.บ.กกต. และร่างพ.ร.บ.เลือกตั้งสส.

21 กันยายน 2569 เวลา 14:29 น.

’วุฒิสภา‘ถกรายงานเพิ่มประสิทธิภาพการเลือกตั้ง ชงยกเครื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างพ.ร.บ.กกต. และร่างพ.ร.บ.เลือกตั้งสส. ปรับโครงสร้างที่มา กกต. สว.ประสานเสียงสนับสนุนประชาชนเข้าชื่อ 5หมื่น สอยองค์กรอิสระได้ “พิสิษฐ์”เบื่อชวนลงถนนปลุกปฏิวัติ

เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 21 ก.ย.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ตามที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค พิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ในฐานะประธานกมธ. ชี้แจงเนื้อหารายงานว่า มีเป้าหมาย 3 ประการคือ 1.นำเสนอปัญหาการเลือกตั้ง ที่ถูกตั้งคำถามไม่เสรีและเป็นธรรม 2.จัดทำแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเลือกตั้ง 3.จัดทำข้อเสนอต่อองค์กรที่เกี่ยวกับการจัดเลือกตั้ง

ขณะที่น.ส.อชิรญา บุญตา คณะทำงานรายงานฯ กล่าวว่า กมธ.เสนอการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูปการเลือกตั้ง 3ฉบับ คือ1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เสนอแก้ไข 6ประการ อาทิ ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใช้หมายเลขเดียวกับหมายเลขประจำพรรคทั่วประเทศ ลดความสับสนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การกำหนดให้พรรคการเมืองที่จะได้รับการจัดสรรสส.บัญชีรายชื่อ ต้องมีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ เพื่อสร้างคุณภาพพรรคการเมืองในรัฐสภา การให้ประชาชน 5หมื่นคน เข้าชื่อร้องต่อประธานรัฐสภา ให้รัฐสภาลงมติถอดถอนกกต.ได้ โดยใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า2ใน 3ของที่ประชุมรัฐสภา 2.แก้ไขร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. อาทิ ลดเกณฑ์อายุกกต.ขั้นต่ำจาก 35 -70ปี การปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาของกกต. ให้ยึดโยงกับประชาชนและมีดุลยภาพมากขึ้น 3.ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส. อาทิ กำหนดให้กกต.ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครให้แล้วเสร็จและรายงานกลับภายใน3วัน การให้พรรคการเมืองยื่นบัญชีรายชื่อ เพื่อจับฉลากกำหนดหมายเลขประจำพรรคก่อนวันรับสมัครสส.แบ่งเขต เพื่อให้พรรคการเมืองมีหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ การเพิ่มการยกเว้นการกระทำที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ให้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดยานพาหนะรับส่งคนพิการ ผู้สูงอายุไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างเป็นธรรม ปราศจากการครอบงำ ข้อเสนอเหล่านี้ช่วยสร้างระบบนิเวศทางประชาธิปไตยใหม่ แก้ไขตั้งแต่โครงสร้างองค์กร กระบวนการจัดการบริหาร การคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเท่าเทียม

นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)คือ เป็นทั้งผู้จัดการเลือกตั้ง และมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัย สั่งนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ ให้องค์กรเดียวเป็นทั้งผู้ปฏิบัติการ ตำรวจ และอัยการ ทำให้เกิดคำถามความขัดกันของบทบาท และหน้าที่ความรับผิดชอบ ควรแยกอำนาจการจัดการเลือกตั้ง ออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง ป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตัวเอง ล่าสุดกกต.พิจารณาสำนวนมีผู้ถูกร้อง 427ราย แต่มีมติยื่นคำร้องต่อศาล ดำเนินคดีอาญา 77ราย เป็นสว. 26ราย สิ่งที่ควรถามคือ ถ้ากระบวนการหนึ่งมีข้อร้องเรีน และข้อกังขามากขนาดนี้ จะปรับเพียงรายละเอียดปลีกย่อย หรือตรวจสถาปัตยกรรมของระบบตั้งแต่ต้น ขอเสนอชำแหละโครงสร้างกกต. ประกอบใหม่ คนจัดเกมไม่ควรเป็นคนเดียวกับคนตัดสินเกมของตัวเอง กกต.มี 7คน แต่มีอำนาจตามกฎหมายสูงต่อกระบวนการการเมือง ทั้งอำนาจสืบสวน ไต่สวน สั่งนับใหม่ เลือกตั้งใหม่ ยิ่งอำนาจมาก ความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ต้องมากด้วย ควรฟื้นกลไกประชาชน 5หมื่นคน เข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้ ขอให้รัฐสภา รัฐบาล เคารพ 21.6ล้านเสียงที่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็ว และแก้ไขรายมาตราควบคู่ไป โดยเฉพาะเรื่องการเลือกสว. และบทบาทกกต.

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า การเลือกสว. และเลือกตั้งสส.ครั้งล่าสุด ทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อกกต. มั่นใจว่า ในช่วงชีวิตตนไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดเละเทะ เท่าการเลือกตั้งสส. วันที่ 8ก.พ.2569 ขอเสนอการบริหารจัดการเลือกตั้ง ควรแยกเป็น 2ฝ่ายคือ ฝ่ายจัดการ กับฝ่ายตรวจสอบ กกต.ควรทำหน้ารที่บริหารจัดการเลือกตั้งเท่านั้น โดยให้ศาลเป็นฝ่ายตรวจสอบ การให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ใบดำ ควรเป็นศาล แต่กกต.ไม่ค่อยแจกใบพวกนี้ เห็นแต่แจกใบน้ำเงินให้ผ่านฉลุยอย่างเดียว ที่มาของกกต. ต้องยึดโยงประชาชน ไม่ใช่ให้สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มาเลือก นี่คือความอัปลักษณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องแก้ไขด่วน เพราะเขียนที่มาสว. แบบวิปริตสร้างปัญหามาก สุ่มเสี่ยงที่ประชาชนจะถูกกินรวบอำนาจ โดยพรรคที่ควบคุมองค์กรอิสระได้ ควรให้สส.เป็นผู้เลือกองค์กรอิสระ ที่มากกต. ควรหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการ เพราะองค์กรอิสระจะกลายเป็นบ้านพักข้าราชการชรา หลังเกษียณอายุราชการควรลดอายุผู้สมัคร เริ่มต้นที่ 35ปี ความแก่ไม่ได้ช่วยให้มีวุฒิภาวะที่ดี ที่สำคัญต้องมีบทลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งที่ไม่สุจริต ให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนได้ ขณะที่การรายงานผลเลือกตั้งต้องรวดเร็ว โปร่งใส แต่กกต.จัดเลือกสว. เสร็จตอนตี5 เลือกได้ช้าจนคนสงสัย หรือเลือกสส.วันที่ 8ก.พ.2569 เปิดหีบนับคะแนนถึง 2ทุ่ม แล้วก็หยุดไปดื้อๆ ค้างอยู่ที่ 18% นาน 2-3ชั่วโมง จนบางคนสงสัยมีซีเคร็ทรูม ตกแต่งผลเลือกตั้งหรือไม่ ส่วนเกณฑ์การวินิจฉัยบัตรเสียก็ไม่มีความชัดเจน หากยึดเจตจำนงผู้เลือกเป็นสำคัญ ปัญหาการใช้ดุลพินิจของกรรมการประจำหน่วยจะลดลง เช่น การแสดงเครื่องหมายต้องการคนใด พรรคใด แม้เป็นเครื่องหมายถูก วงกลม กากบาท อยู่ในกรอบจะเกินไปนิด ขาดไปหน่อย ให้ยึดเจตนาเป็นสำคัญ ไม่ใช่ขานบัตรเสีย สุดท้ายเรื่องการสื่อสารเลือกตั้งกับประชาชน นอกจากกกต. จะไม่ทำแล้วยังกีดกันผู้มาช่วยรณรงค์ เมื่อประชาชนมารณรงค์ เช่น ไอลอว์ ก็ไปฟ้องเขา หวังว่า จะปรับปรุงเพื่อให้การเลือกตั้งไทยเป็นสากล เรียกได้เต็มปากว่า Free and fair election

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. อภิปรายว่า ขอตั้งข้อสังเกต มาตรา 49 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กรณีหน่วยงานรัฐได้รับเรื่องความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เมื่อกกต.เห็นสมควรดำเนินการเอง หน่วยงานรัฐต้องส่งเรื่องให้กกต.ใน 7วัน การระบุเช่นนี้เหมือนเส้นบางๆระหว่างกกต. กับหน่วยงานสอบสวนอื่นๆ โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ขอถามว่า มีการเลือกตั้งครั้งใดที่ดีเอสไอ ที่อยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มาตรวจสอบการเลือกตั้ง แบบนี้เรียกว่ามาตรฐานใช่หรือไม่ การตรวจสอบขององค์กรอิสระ แต่นำเอาหน่วยงานที่พรรคการเมืองเป็นรัฐมนตรีมาตรวจสอบเป็นธรรมแล้วใช่หรือไม่ ขอเรียนว่า เมื่อกกต.มีคำวินิจฉัยแล้ว ควรเคารพกฎหมาย อย่าใช้วิธีเดิมๆ เบื่อมากกับการชวนคนลงถนน แล้วปฏิวัติรัฐประหาร มาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ มาตั้งแต่ปี 2550 พอปี2570 ก็จะเอาอีกใช่หรือไม่ เหตุที่ประเทศไทยเขียนรัฐธรรมนูญหลายฉบับ เพราะรอไม่เป็น รอให้คนอื่นบริหารให้เสร็จสิ้น แล้วใช้กระบวนการทางรัฐสภา รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ดี แต่จะสมบูรณ์มากๆหากนำมาตรา 49 มาพิจารณาด้วย

ณัฐพงษ์ ยื่น ป.ป.ช.ฟัน กกต.คดีฮั้ว สว.ไม่เกิน25 ก.ย.นี้ พร้อมล็อกเป้าซักฟอก

21 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

‘ณัฐพงษ์’ ยัน ‘ปชน.‘ พร้อมลุยยื่น ’ป.ป.ช.‘ เอาผิด ’กกต.‘ เอี่ยวเอื้อ ’ฮั้ว สว.‘ ไม่เกินศุกร์นี้ ลั่นล็อกเป้ายื่นเปิด ’ซักฟอกรัฐบาล‘ คาดไม่เกินต้นพ.ย.นี้ ย้ำขอเป็นไปตามที่ ‘ปธ.สภาฯ’ พูดจะไม่มี ’บล็อค-เตะถ่วง‘ เคสโกงสว.

วันที่ 21 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าไทม์ไลน์คดีฮั้ว สว. จะเดินหน้าอย่างไรต่อว่า พรรคประชาชนเราเดินหน้าตามกฎหมายที่ถูกต้องในการพยายามเอาผิดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่เราเชื่อว่ามีเหตุเบื้องหลัง ที่ไม่ได้ดำเนินการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมาหรือว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งตอนนี้ทีมกฎหมายของพรรคประชาชนเตรียมคำร้องที่จะยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสร็จแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อาจมีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์ หรือมีข้อมูลหลักฐานพยานขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องมีการปรับปรุงคำร้องให้ รอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้น ยืนยันว่าขณะนี้พร้อมที่จะยื่นได้ทันที น่าจะอยู่ภายในกรอบสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน แต่บางทีอาจมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ที่ทำให้ต้องปรับปรุง หากไม่มีอะไรเพิ่มเติมตอนนี้ที่มองไว้คิดว่าไม่เกินวันศุกร์นี้ (25 ก.ย.) ตนจะเป็นผู้ไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. โดยตรง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเตรียมไปถึงไหนแล้ว นายณัฐพงษ์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าอยู่ในกรอบสมัยการประชุมนี้แน่นอน เชื่อว่าอยู่ภายในช่วงเดือนต.ค.ไม่เกินต้นเดือนพ.ย.นี้แน่นอน ที่ญัตติจะเข้าสู่สภา แต่ยังให้รายละเอียดได้ไม่มาก

เมื่อถามถึงกรณีคดีฮั้ว สว. จะเป็นประเด็นหลักหรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เห็นว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีความพยายามในการเตะสกัด หรือพยายามบล็อกไม่ให้นำเรื่องโกง สว. มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็อยากให้ประธานรัฐสภายืนยันในหลักการเช่นนี้ต่อไป เพราะการอภิปรายในตัวคุณสมบัติพฤติกรรมที่มาจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของรัฐบาลโดยตรงแม้จะอยู่ในหรือนอกรัฐบาลชุดนี้นั้นเป็นสิ่งที่สามารถนำอภิปรายไม่ไว้วางใจได้