เปิดประมูลของใช้ส่วนตัว “บริดจิตต์ บาร์โดต์” นักแสดงในตำนาน ราคาตั้งต้นต่ำกว่า 100 ยูโร

เปิดประมูลของใช้ส่วนตัว "บริดจิตต์ บาร์โดต์" นักแสดงในตำนาน ราคาตั้งต้นต่ำกว่า 100 ยูโร

21 ก.ย. 2569 10:09 น.

เปิดประมูลของใช้ส่วนตัว “บริดจิตต์ บาร์โดต์” นักแสดงในตำนาน ราคาตั้งต้นต่ำกว่า 100 ยูโร

ของใช้ส่วนตัวของ “บริดจิตต์ บาร์โดต์” นักแสดงหญิงระดับตำนานชาวฝรั่งเศส ถูกนำออกประมูลในกรุงปารีส รวมเกือบ 300 รายการ ราคาตั้งต้นต่ำกว่า 100 ยูโร รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิช่วยเหลือสัตว์

ของใช้ส่วนตัวของ บริดจิตต์ บาร์โดต์ (Brigitte Bardot) นักแสดงและนางแบบชาวฝรั่งเศสผู้ล่วงลับ ถูกนำออกประมูลที่ห้องประมูลดรูโอต์ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีสิ่งของเกือบ 300 รายการจัดแสดงให้แฟนๆ เข้าชม ก่อนเปิดประมูลในวันจันทร์

สิ่งของทั้งหมดมาจากบ้าน 2 หลังของบาร์โดต์ในเมืองแซ็งต์-โตรเป และอพาร์ตเมนต์ของเธอในกรุงปารีส ซึ่งบางส่วนถูกจำลองขึ้นมาเพื่อจัดแสดงในงานประมูล

แฟรงก์ กียู ผู้ที่เคยเป็นเลขานุการส่วนตัวของบาร์โดต์มายาวนาน กล่าวว่า สิ่งของแต่ละชิ้นล้วนสะท้อนเรื่องราว เหตุการณ์ ความสุข และช่วงเวลาต่างๆ ในชีวิตของเธอ จึงไม่ได้เป็นเพียงของสะสม แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่กลายมาเป็นตำนาน

บาร์โดต์เสียชีวิตเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ขณะมีอายุ 91 ปี โดยตลอดชีวิตเธอเป็นหนึ่งในบุคคลหญิงสำคัญของช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จากการเป็นนางแบบและนักแสดงตั้งแต่ทศวรรษ 1950 จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหญิงยุคใหม่และการปฏิวัติทางเพศ ก่อนหันมาทุ่มเทให้กับการรณรงค์ด้านสิทธิสัตว์ในเวลาต่อมา

สำหรับสิ่งของไฮไลต์ในการประมูลครั้งนี้ มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รูปปั้นทางศาสนา เครื่องครัว กระทะ ไฟแช็ก เครื่องประดับ และกีตาร์คลาสสิก รวมถึง เครื่องพิมพ์ดีดแบบใช้มือ ที่บาร์โดต์เคยใช้เขียนจดหมายและอัตชีวประวัติของตัวเอง

นอกจากนี้ยังมี จักรยาน Peugeot ของบาร์โดต์ และรองเท้าบัลเลต์หนัง Repetto 2 คู่ โดยบาร์โดต์เคยฝึกบัลเลต์มาก่อน และมีส่วนช่วยทำให้แบรนด์ Repetto ได้รับความนิยม หลังจากเธอขอให้บริษัทผลิตรองเท้ารุ่นที่สามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้

ภายในงานยังมีภาพเหมือนของบาร์โดต์จำนวนมาก รวมถึงภาพแนวอีโรติก ตลอดจนเครื่องประดับ และหนังสือ กามสูตร ที่เป็นของส่วนตัวของเธอ

สิ่งของส่วนใหญ่มีราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 100 ยูโร หรือราว 3,800 บาท แต่เซซิล ดูปุย จากบริษัทประมูล Millon ซึ่งเป็นผู้จัดการประมูล คาดว่าราคาประมูลอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีแฟนๆ ของบาร์โดต์และผู้สนับสนุนงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ให้ความสนใจ

สิ่งของหลายชิ้นยังสะท้อนความรักที่บาร์โดต์มีต่อสัตว์ โดยในงานมีทั้งตุ๊กตาสัตว์จำนวนมาก รวมถึงปลอกคอที่เคยเป็นของสุนัขของเธอ

แฟรงก์ กียู กล่าวว่า บาร์โดต์ไม่สามารถใช้ชีวิตโดยไม่มีสัตว์อยู่รอบตัวได้ และเมื่อสัตว์เลี้ยงของเธอตาย เธอจะเสียใจอย่างมาก โดยสัตว์เลี้ยงทั้งหมดถูกฝังตามพิธีการอย่างเคร่งครัดในสวน และภาพถ่ายของพวกมันได้รับการจัดวางไว้ในจุดสำคัญภายในบ้าน

หลังบาร์โดต์เสียชีวิตในเดือนธันวาคม มรดกของเธอถูกแบ่งระหว่าง มูลนิธิ Brigitte Bardot Foundation และนิโกลาส์-ฌัก ชาร์ริเยร์ ลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์จากการประมูลครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงบั้นปลายชีวิต บาร์โดต์เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการใช้ถ้อยคำเหยียดคนรักเพศเดียวกันและถูกปรับหลายครั้งจากการยุยงให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ.

ที่มา : BBC

ด่วน Facebook-Instagram ล่มทั่วโลก ผู้ใช้หลายประเทศเข้าใช้งานไม่ได้

ด่วน Facebook-Instagram ล่มทั่วโลก ผู้ใช้หลายประเทศเข้าใช้งานไม่ได้

21 ก.ย. 2569 09:29 น.

ด่วน Facebook-Instagram ล่มทั่วโลก ผู้ใช้หลายประเทศเข้าใช้งานไม่ได้

Facebook และ Instagram เกิดปัญหาขัดข้องทั่วโลก ผู้ใช้หลายประเทศ รวมถึงสิงคโปร์ สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และเม็กซิโก รายงานไม่สามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ได้ 

ผู้ใช้งาน Facebook และ Instagram ในหลายประเทศรายงานปัญหาไม่สามารถเข้าใช้งานแพลตฟอร์มได้ โดยในสิงคโปร์พบรายงานปัญหาช่วงเช้า ขณะที่เว็บไซต์ติดตามสถานะระบบขัดข้องอย่าง Downdetector พบรายงานปัญหาของ Facebook พุ่งสูงสุดราว 220 ราย และ Instagram ราว 120 ราย เมื่อเวลาประมาณ 09.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น

รายงานส่วนใหญ่ระบุว่า ไม่สามารถเข้าเว็บไซต์ของ Facebook และ Instagram ได้ ขณะที่ผู้ใช้งานในประเทศอื่นๆ เช่น ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก ก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน สะท้อนว่าการขัดข้องครั้งนี้อาจเกิดขึ้นในวงกว้างทั่วโลก

ในสหรัฐฯ Reuters รายงานว่า มีผู้ใช้งานหลายพันรายแจ้งปัญหาผ่าน Downdetector โดย ณ เวลา 21.11 น. วันที่ 20 ก.ย. ตามเวลาสหรัฐฯ มีรายงานปัญหา Facebook มากกว่า 17,000 ราย และ Instagram มากกว่า 5,000 ราย

ทั้งนี้ ตัวเลขจาก Downdetector เป็นจำนวนรายงานที่ผู้ใช้งานส่งเข้ามา จึงไม่สามารถใช้ระบุจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจริงได้โดยตรง

Facebook และ Instagram เป็นแพลตฟอร์มในเครือ เมตา (Meta) และเคยเกิดเหตุขัดข้องในลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้งในปีนี้ โดยเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งสองแพลตฟอร์มเคยล่มในหลายประเทศ รวมถึงสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินเดีย ออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐฯ ส่วนในเดือนก.ค.ก็เกิดปัญหาการใช้งานในสิงคโปร์อีกครั้ง โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการระบุสาเหตุของเหตุขัดข้องครั้งล่าสุดอย่างชัดเจน.

ที่มา :channelnewsasia

ญี่ปุ่นเผยประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปแตะ 36.24 ล้านคน คิดเป็น 29.6% ของทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นเผยประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปแตะ 36.24 ล้านคน คิดเป็น 29.6% ของทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์

21 ก.ย. 2569 08:55 น.

ญี่ปุ่นเผยประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปแตะ 36.24 ล้านคน คิดเป็น 29.6% ของทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นเผยประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปแตะ 36.24 ล้านคน คิดเป็น 29.6% ของประชากรทั้งหมด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ผู้สูงอายุทำงานก็เพิ่มเป็น 9.43 ล้านคน

วันที่ 21 กันยายน 2569 กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นเผยข้อมูลการสำรวจประชากร ณ วันที่ 15 กันยายน พบว่าญี่ปุ่นมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปประมาณ 36.24 ล้านคน  เพิ่มขึ้นราว 20,000 คนจากปีก่อน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 15.71 ล้านคน และผู้หญิง 20.54 ล้านคน ข้อมูลระบุว่าประชากรสูงอายุคิดเป็น 29.6% ของประชากรญี่ปุ่นทั้งหมด เพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และถือเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แบ่งเป็นผู้ชาย 26.3% และผู้หญิง 32.6%

พร้อมกันนี้ระบุว่า ญี่ปุ่นมีสัดส่วนประชากรสูงอายุสูงที่สุดในกลุ่ม 39 ประเทศที่มีประชากรมากกว่า 40 ล้านคน ตามข้อมูลคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติ 

การเปิดเผยข้อมูลมีขึ้นเนื่องในวันเคารพผู้สูงอายุ ซึ่งตรงกับวันจันทร์ที่ 21 กันยายน  ขณะเดียวกัน ผลสำรวจอีกชุดของกระทรวงพบว่า จำนวนผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่ในญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้วเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.43 ล้านคน เพิ่มขึ้น 130,000 คนจากปีก่อน

โดยอัตราการมีงานทำของประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 26% เพิ่มขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยเมื่อแยกตามช่วงอายุ พบว่า ผู้มีอายุ 65-69 ปี มีอัตราการทำงาน 54.5% อายุ 70-74 ปี อยู่ที่ 36.2% และผู้มีอายุ 75 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 12.6% ซึ่งทั้งหมดล้วนทำสถิติสูงสุดเช่นกัน ทางกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นคาดว่า จำนวนผู้สูงอายุที่ยังทำงานอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ท่ามกลางจำนวนประชากรที่ลดลง.

ที่มา NHK

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 2 ลูกห่างกัน 3 ชั่วโมง ก่อนทรัมป์-สีซัมมิต

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 2 ลูกห่างกัน 3 ชั่วโมง ก่อนทรัมป์-สีซัมมิต

21 ก.ย. 2569 08:17 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 2 ลูกห่างกัน 3 ชั่วโมง ก่อนทรัมป์-สีซัมมิต

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ 2 ลูกจากเมืองวอนซานลงทะเลตะวันออก ห่างกันราว 3 ชั่วโมง ก่อนทรัมป์-สี จิ้นผิงพบกันที่วอชิงตัน

วันที่ 20 กันยายน 2569 คณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ตรวจพบการยิงขีปนาวุธลูกแรกจากพื้นที่เมืองวอนซาน ทางตะวันออกของเกาหลีเหนือ เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยขีปนาวุธถูกยิงไปได้ราว 450 กิโลเมตร ก่อนตรวจพบการยิงลูกที่ 2 ในเวลาประมาณ 17.50 น. ซึ่งบินไปได้มากกว่า 600 กิโลเมตร โดยเป็นการยิงแต่ละลูกห่างกันประมาณ 3 ชั่วโมง โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างวิเคราะห์รายละเอียดเพื่อระบุชนิดและคุณสมบัติของขีปนาวุธอย่างแน่ชัด

กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ติดตามการยิงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการยิงขีปนาวุธกับญี่ปุ่น พร้อมยืนยันว่าจะเฝ้าติดตามกิจกรรมต่างๆ ของเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด และรักษาความพร้อมในการรับมือหากเกิดการยั่วยุทางทหาร

หลังตรวจพบการยิงขีปนาวุธลูกแรก สำนักความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ได้ประชุมฉุกเฉินร่วมกับกระทรวงกลาโหมและคณะเสนาธิการร่วม เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการดำเนินการทางทหารดังกล่าวทันที โดยระบุว่าการยิงขีปนาวุธเป็นการละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ห้ามเกาหลีเหนือพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ

โดยการยิงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียงประมาณ 1 สัปดาห์หลังเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายลูกจากพื้นที่วอนซานลงสู่ทะเลตะวันออกเมื่อวันที่ 12 กันยายน หลังจากเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเพิ่งเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมทางทหารไตรภาคี ขณะเดียวกัน ยังเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 24 กันยายน โดยประเด็นเกาหลีเหนือและการผลักดันให้เกาหลีเหนือยุติโครงการนิวเคลียร์เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตา ท่ามกลางจุดยืนของเปียงยางที่ยังเดินหน้าพัฒนาศักยภาพด้านนิวเคลียร์และอาวุธต่อไป.

ที่มา Yonhap

ผู้เฒ่าวัย 82 เสียชีวิตหลังวิวาทกับปู่วัย 76 ปี แย่งเตียงริมหาดในกรีซ

ผู้เฒ่าวัย 82 เสียชีวิตหลังวิวาทกับปู่วัย 76 ปี แย่งเตียงริมหาดในกรีซ

21 ก.ย. 2569 05:32 น.

ผู้เฒ่าวัย 82 เสียชีวิตหลังวิวาทกับปู่วัย 76 ปี แย่งเตียงริมหาดในกรีซ

(เครดิตภาพ Spyros BAKALIS / AFP)

ผู้สูงอายุ 2 คนทะเลาะกันริมชายหาดของประเทศกรีซ เพื่อแย่งเตียงนอนริมชายหาด ส่งผลให้ชายวัย 82 ปีเสียชีวิต ขณะที่ชายอีกคนวัย 76 ปี ถูกตำรวจจับกุมตัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ก.ย. 2569 ว่า ชายวัย 82 ปี เสียชีวิตหลังจากทะเลาะวิวาทกับชายวัย 76 ปี เรื่องแย่งเตียงนอนริมหาด ที่หาดวูเลียกเมนี (Vouliagmeni) ใกล้กรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของประเทศกรีซ

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ตอนแรกผู้เฒ่าทั้งสองคนโต้เถียงกันด้วยวาจา ก่อนเหตุการณ์จะลุกลามกลายเป็นการทะเลาะวิวาทรุนแรง และบานปลายจนมีคนอื่นเข้ามาพัวพันด้วย

พยานอีกคนบอกกับหนังสือพิมพ์ Kathimerini ของกรีซว่า เหตุการณ์ในตอนนั้นชุลมุนวุ่นวายอย่างมาก จนได้ยินเสียงกรีดร้องดังไปถึงอีกฝั่งของชายหาด

รายงานข่าวระบุว่า ชายวัย 76 ปี ถูกจับกุมตัวแล้ว ขณะที่หญิงสาววัย 21 ปี ที่มากับเขาถูกควบคุมตัวไว้เช่นกันก่อนจะถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา โดยพยานให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์รายวัน Ta Nea ว่า เธอมีบาดแผลใบหน้าปูดบวมและเลือดออก

ในระหว่างการทะเลาะวิวาท ชายวัย 82 ปี ได้หมดสติและล้มลงไป โดยสื่อหลายสำนักระบุว่า เขาได้รับการทำ CPR และใช้เครื่องกระตุกหัวใจ (AED) ก่อนที่รถพยาบาลจะเดินทางมาถึง จากนั้นเขาจึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ผู้เห็นเหตุการณ์อีกคนเล่าว่า ผู้เสียชีวิตดูเหมือนกำลังรอคนอื่นอยู่และจองเตียงริมหาดไว้ ซึ่งคาดว่าเป็นชนวนเหตุของข้อโต้เถียงในตอนแรก โดยเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่นำสู่การวิวาท และการเสียชีวิตดังกล่าวต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิตาลีเล็งห้าม สวมผ้าคลุมหน้าในโรงเรียน จำกัดจำนวนนักเรียนต่างชาติ

อิตาลีเล็งห้าม สวมผ้าคลุมหน้าในโรงเรียน จำกัดจำนวนนักเรียนต่างชาติ

21 ก.ย. 2569 04:18 น.

อิตาลีเล็งห้าม สวมผ้าคลุมหน้าในโรงเรียน จำกัดจำนวนนักเรียนต่างชาติ

นายกรัฐมนตรีหญิงของอิตาลี เตรียมเสนอกฎหมายห้ามนักเรียนหญิงสวมผ้าคลุมปิดหน้าในโรงเรียน และจะจำกัดจำนวนนักเรียนต่างชาติในแต่ละห้องเรียนด้วย

นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี ประกาศระหว่างงานกิจกรรมเยาวชนที่จัดขึ้นโดยพรรคการเมืองของเธอเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ย. 2569) ว่า ประเทศอิตาลีกำลังเตรียมออกกฎหมายห้ามสวมสิ่งปกปิดใบหน้าในโรงเรียน และกำหนดเพดานจำกัดจำนวนนักเรียนต่างชาติในแต่ละห้องเรียน

เนื่องจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้อิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่ต้องรับมือกับกลุ่มผู้อพยพที่เดินทางเข้ามามากที่สุด ส่งผลให้ประเด็นการย้ายถิ่นฐานกลายเป็นประเด็นร้อนแรง และเป็นความท้าทายหลักของรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา

การปรับตัวและรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยผู้อพยพ โดยเฉพาะกลุ่มที่มาจากประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนักในวงการการเมืองและสังคมอิตาลี ข้อถกเถียงเกี่ยวกับสัญลักษณ์ทางศาสนา การผสมผสานทางวัฒนธรรม กฎระเบียบเรื่องสัญชาติ และนโยบายการตรวจคนเข้าเมือง มักสร้างความเห็นที่แตกต่างอย่างมากในหมู่ประชาชนเสมอ

“ในเร็วๆ นี้จะมีการเสนอมาตรการต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อตราเป็นกฎหมายกำหนดจำนวนนักเรียนต่างชาติต่อหนึ่งห้องเรียนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ปกครองของนักเรียนต่างชาติที่มีปัญหาขั้นรุนแรงในการปรับตัวเข้ากับระบบโรงเรียนต้องเรียนภาษาอิตาลี พร้อมทั้งสั่งห้ามการสวมชุดบุรกา (Burqa) และนิกอบ (Niqab) ในโรงเรียนด้วย”

นางเมโลนีกล่าวอีกว่า “หากในห้องเรียนมีเด็กเพียงคนเดียวที่ไม่เข้าใจภาษาอิตาลี เด็กคนนั้นน่าจะสามารถเรียนรู้ภาษาและปรับตัวได้อย่างรวดเร็วโดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมชั้นและครูผู้สอน แต่หากจำนวนเด็กที่ไม่เข้าใจภาษามีจำนวนมาก หรือกลายเป็นคนส่วนใหญ่ของห้อง นั่นจะไม่ใช่การปรับตัวกลมกลืนอีกต่อไป แต่มันคือการปล่อยปละละเลย”

อย่างไรก็ตาม เมโลนีไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าตัวเลขสูงสุดของนักเรียนต่างชาติต่อหนึ่งห้องเรียนจะอยู่ที่จำนวนเท่าใด

ตามข้อมูลจาก Fondazione ISMU ซึ่งเป็นสถาบันวิจัย ระบุว่า นักเรียนที่ไม่ได้ถือสัญชาติอิตาลีมีสัดส่วนคิดเป็น 11.6% ของนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนอิตาลีทั้งหมด หรือคิดเป็นเกือบ 12 คนในทุกๆ 100 คน

“คุณต้องมาโรงเรียนโดยเปิดเผยใบหน้า และในอิตาลีจะไม่มีใคร ไม่ว่าจะในนามของประเพณีจริงๆ หรืออ้างขึ้นมาเอง ที่จะสามารถตัดสินใจเอาเองได้ว่า หญิงสาวจะต้องปกปิดตัวตนของเธอ” เมโลนีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถานจับกุม พี่สาวอดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนประท้วงหนุน อิมราน ข่าน

ปากีสถานจับกุม พี่สาวอดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนประท้วงหนุน อิมราน ข่าน

21 ก.ย. 2569 03:14 น.

ปากีสถานจับกุม พี่สาวอดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนประท้วงหนุน อิมราน ข่าน

พี่สาวของ อิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ถูกจับกุมตัวแล้ว ก่อนที่ประชาชนจะเดินขบวนประท้วงแสดงความสนับสนุนนายข่านในสัปดาห์หน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ก.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของพรรคปากีสถาน เตห์รีค-อี-อินซาฟ (PTI) ว่า นางอาลีมา คานุม พี่สาวของ อิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานที่กำลังถูกคุมขัง ถูกจับกุมตัวแล้ว ก่อนที่จะมีการเดินขบวนประท้วงสนับสนุนนายข่านในสัปดาห์หน้า

นางคานุมถูกจับกุมตัวในเมืองลาฮอร์ ทางตะวันออกของประเทศเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ โดยพรรค PTI ประณามเหตุการณ์นี้ว่า เป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่บุตรชายของเธอเรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอในทันที

คำสั่งจับกุมนางคานุม ซึ่งออกโดยรองกรรมาธิการเมืองลาฮอร์ กล่าวหาเธอว่า ทำการปลุกระดมผู้สนับสนุนนาย อิมราน ข่าน “ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการชุมนุมสาธารณะ” พร้อมระบุเสริมว่าเธอจะถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 30 วัน

ทั้งนี้ นางคานุมวิพากษ์วิจารณ์การจับกุมและคุมขังนายข่านมาโดยตลอด และมักออกมากล่าวพูดคุยกับผู้สนับสนุนของเขาและสื่อมวลชนเป็นประจำ

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันการจับกุมนางคานุมกับสำนักข่าวบีบีซี โดยตามคำสั่งระบุว่าเธอจะถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำคอต ลัคพัต (Kot Lakhpat) ในเมืองลาฮอร์

หลายฝ่ายเชื่อมโยงการจับกุมเธอเข้ากับการประท้วงที่จะจัดขึ้นทั่วประเทศในวันที่ 27 ก.ย. ซึ่งผู้ชุมนุมวางแผนจะเคลื่อนขบวนไปยังกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน

ปัจจุบัน ถนนหลายสายในกรุงอิสลามาบัดถูกปิดกั้นด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า เพื่อเตรียมป้องกันสถานที่ทำการของรัฐบาลในเมืองหลวง ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของปากีสถานกล่าวว่า การประท้วงนี้ส่งผลเสียต่อประเทศ และรัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อยับยั้งการชุมนุม

อนึ่ง อิมราน ข่าน ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่ปี 2566 หลังถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี จากกรณีไม่แจ้งรายได้ที่ได้รับจากการขายของขวัญที่ได้รับขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้น เขายังเผชิญกับข้อกล่าวหามากกว่า 100 คดี ซึ่งนายข่านระบุว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดมีแรงจูงใจทางการเมือง

เมื่อปีก่อน นายข่านถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 14 ปี ในคดีทุจริตเกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งถือเป็นโทษจำคุกที่ยาวนานที่สุดที่เขาได้รับ โดยในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ สุขภาพของเขาทรุดโทรมลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเดือนที่แล้ว ข่านต้องเดินทางไปเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ก่อนจะถูกส่งกลับเข้าเรือนจำตามเดิม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พรรครัฐบาลเยอรมนี แพ้เลือกตั้งอีก 2 รัฐ นายกฯ ยันไม่ลาออก

พรรครัฐบาลเยอรมนี แพ้เลือกตั้งอีก 2 รัฐ นายกฯ ยันไม่ลาออก

21 ก.ย. 2569 01:49 น.

พรรครัฐบาลเยอรมนี แพ้เลือกตั้งอีก 2 รัฐ นายกฯ ยันไม่ลาออก

พรรครัฐบาลเยอรมนีพ่ายแพ้ให้แก่พรรคฝ่ายขวาจัดในการเลือกตั้งท้องถิ่นอีก 2 รัฐ โดยนายกรัฐมนตรียอมรับตรงๆ ว่า ผลที่ออกมาถือเป็นภัยพิบัติ แต่ยืนยันจะไม่ลาออก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ก.ย. 2569 ผลเอ็กซิตโพลของการเลือกตั้งใน 2 รัฐระบุว่า พรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) ฝ่ายขวากลางของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ พ่ายแพ้อย่างหนัก โดยในรัฐเมคเลนบูร์ก-ฟอร์พอมเมิร์น พรรค CDU เกือบจะไม่ได้เก้าอี้ในสภา ขณะที่พรรคฝ่ายขวาจัด “ทางเลือกเพื่อเยอรมนี” (AfD) คว้าชัยด้วยคะแนนราว 38%

ส่วนการเลือกตั้งที่กรุงเบอร์ลิน พรรคฝ่ายซ้าย (ดี ลิงเค) กลับขึ้นมาทำคะแนนนำ (ราว 24%–26%) เบียดแชมป์เก่าอย่างพรรค CDU ที่ได้คะแนนลดลงมาเหลือราว 20%

ก่อนหน้านี้ พรรค AfD เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์คว้าชัยชนะที่รัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ ด้วยคะแนนสูงถึง 43.8% ขณะที่พรรค CDU ของนายกฯ แมร์ซ พ่ายแพ้อย่างรุนแรง คะแนนลดลงเหลือเพียง 17.2% เท่านั้น

นายแมร์ซออกมายอมรับตามตรงว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็น “ภัยพิบัติ” สำหรับพรรค CDU แต่ถึงแม้จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีกลางเทอม และคะแนนนิยมที่ตกต่ำหลังจากดำรงตำแหน่งมาได้เพียง 16 เดือน แต่นายแมร์ซยืนยันว่าจะ ไม่ลาออก จากตำแหน่ง

เขายืนยันจะเดินหน้าผลักดันแพ็กเกจปฏิรูปเศรษฐกิจ ภาษี และสวัสดิการสังคมต่อ โดยระบุว่าการปฏิรูปนี้เป็น “ยาพิษต้านทานลัทธิอำนาจนิยม” ที่กำลังแพร่กระจายในสังคม

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา นายแมร์ซพยายามปรับทิศทางของพรรคให้เอียงมาทางขวามากขึ้นในประเด็นเรื่องการรับผู้อพยพ แต่นักวิเคราะห์มองว่า การทำแบบนั้นนอกจากจะแย่งฐานเสียงจากพรรค AfD มาไม่ได้แล้ว ยังเสียฐานเสียงฝ่ายซ้ายของตัวเองไปอีกด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าพรรค AfD จะชนะได้คะแนนเสียงสูงสุดในหลายพื้นที่ แต่พรรคกระแสหลักยังคงปฏิเสธที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย เนื่องจากจุดยืนที่แตกต่างกันมากเกินไป รวมถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มนีโอนาซี ซึ่งส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลผสมในระดับรัฐมีความซับซ้อนและไร้เสถียรภาพอย่างมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เตือนพลเรือน เลี่ยงไปตะวันออกกลาง ความขัดแย้งส่อรุนแรงขึ้น

สหรัฐฯ เตือนพลเรือน เลี่ยงไปตะวันออกกลาง ความขัดแย้งส่อรุนแรงขึ้น

21 ก.ย. 2569 00:30 น.

สหรัฐฯ เตือนพลเรือน เลี่ยงไปตะวันออกกลาง ความขัดแย้งส่อรุนแรงขึ้น

สหรัฐฯ ประกาศเตือนภัยพลเรือนให้ทบทวนแผนการเดินทางใหม่หากจะไปหรือผ่านตะวันออกกลาง ชี้สถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านอาจทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อกลางดึกวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น เตือนให้ชาวอเมริกันพิจารณาเรื่องแผนการเดินทางไปหรือผ่านภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า สถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านอาจเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเตหะรานยังรักษาจุดยืนเดิมเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

กระทรวงฯ เตือนด้วยว่า ขอให้ชาวอเมริกันในพื้นที่เพิ่มความระมัดระวังสูงสุด และเตรียมพร้อมรับมือกับการยกเลิกเที่ยวบิน การปิดน่านฟ้า และการหยุดชะงักของการเดินทาง ในขณะที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลางก็ออกประกาศเตือนภัยในลักษณะเดียวกันด้วยเช่นกัน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังเลวร้ายลงอีกครั้ง หลังจากกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน กลับมาต่อสู้กับกองทัพรัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบีย โดยฮูตีโจมตีเข้าใส่ซาอุฯ หลายครั้ง และดำเนินการบุกยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์บริเวณช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ ในทะเลแดง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่ากำลังอยู่ในช่วง “ตัดสินใจ” ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับอิหร่าน โดยขู่ว่าอาจพิจารณาตอบโต้รุนแรงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของอิหร่าน พร้อมอ้างว่าเขาได้ติดต่อกับกลุ่มฮูตีแล้ว และกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ก็ตกลงว่าจะไม่โจมตีสหรัฐฯ

ทั้งนี้ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 โดยประธานสภาอิหร่านยังคงยืนยันว่าจะไม่เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไข

เมื่อวันเสาร์ อิหร่านยื่นข้อเรียกร้องต่อสหรัฐฯ อีกครั้ง ผ่านตัวกลางอย่างกาตาร์และปากีสถาน โดยอิหร่านยื่นเงื่อนไขเดิมคือ ให้สหรัฐฯ ยุติสงครามทุกแนวรบ, ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล, ถอนกำลังทหาร, ยกเลิกการคว่ำบาตร, ปลดล็อกอายัดทรัพย์สิน และจ่ายค่าชดเชยสงคราม

นอกจากนั้น กองทัพอิหร่านเตือนประเทศในภูมิภาคว่า การฝักใฝ่หรือให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ จะถูกตอบโต้จากเตหะรานอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่ที่สุด รัสเซียสอยได้ 450 ลำ

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่ที่สุด รัสเซียสอยได้ 450 ลำ

20 ก.ย. 2569 22:33 น.

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่ที่สุด รัสเซียสอยได้ 450 ลำ

ยูเครนส่งโดรนโจมตีแคว้นมอสโกครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น สร้างความเสียหายให้แก่โรงกลั่นน้ำมันหลักของแคว้น และเกิดไฟไหม้อาคารที่อยู่อาศัย

นายเซอร์เก ซอบยานิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโกระบุว่า ยูเครนเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดใส่แคว้นมอสโก เมื่อช่วงข้ามคืนวันเสาร์เข้าสู่วันอาทิตย์ (20 ก.ย. 2569) โดยระบบป้องกันสามารถยิงโดรนตกได้ถึง 450 ลำ อย่างไรก็ตาม โดรนยังสร้างความเสียหายหลายจุด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 20 คน

โดรนของยูเครนยังสร้างความเสียหายให้แก่โรงกลั่นน้ำมันหลักของมอสโก ทำให้ยูนิตสำคัญได้รับความเสียหายถึง 3 ยูนิต นอกจากนั้น มีศูนย์ขนส่งสินค้า และอาคารพักอาศัยอีก 1 แห่งได้รับความเสียหายด้วย

ผลจากการโจมตีทำให้ท่าอากาศยานหลักของมอสโกทั้ง “เชเรเมเตียโว” (Sheremetyevo) และ “วนูโคโว” (Vnukovo) ต้องสั่งระงับและจำกัดเที่ยวบินชั่วคราวในช่วงค่ำคืนก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการในช่วงเช้าวันอาทิตย์

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี และกระทรวงกลาโหมยูเครน ยืนยันการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการตัดกำลังทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่สนับสนุนกระบวนการทำสงครามของรัสเซีย

การโจมตีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของการเลือกตั้งรัฐสภารัสเซีย โดยทางการมอสโกระบุว่า การโจมตีของยูเครนมีเป้าหมายเพื่อ “ปั่นป่วน” การเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัสเซียก็ยังคงยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ยูเครนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ รวมเด็ก 3 ราย จากการโจมตีของรัสเซียในแคว้นเคียฟ, ซูมี และเคอร์ซอน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รัสเซียกับยูเครนต่างเร่งการโจมตีใส่โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและการคมนาคมขนส่งของอีกฝ่าย ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเคยโพสต์ว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะละเว้นเป้าหมายด้านพลังงานก็ตาม

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่งลงนามในกฎหมายคว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซียฉบับใหม่ โดยเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถตั้งภาษีศุลกากรสูงถึง 100% แก่ประเทศที่เป็นลูกค้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของรัสเซีย เช่น จีนและอินเดียได้ โดยกฎหมายนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc