แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าอินโดนีเซีย เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามหลายระลอก ยังไม่พบรายงานความเสียหาย

แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าอินโดนีเซีย เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามหลายระลอก ยังไม่พบรายงานความเสียหาย

16 มิ.ย. 2569 12:37 น.

แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าอินโดนีเซีย เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามหลายระลอก ยังไม่พบรายงานความเสียหาย

อินโดนีเซียเจอแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ในจังหวัดสุลาเวสีกลาง แรงสั่นสะเทือนนานกว่า 1 นาที ก่อนเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายรุนแรง

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ในพื้นที่จังหวัดสุลาเวสีกลางของอินโดนีเซีย ส่งผลให้ประชาชนรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้อย่างรุนแรงเป็นเวลานานกว่า 1 นาที ก่อนจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายระลอก โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองปาลู เมืองเอกของจังหวัดสุลาเวสีกลาง ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 46 กิโลเมตร ที่ความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร

หลังจากนั้นไม่นาน ยังเกิดแผ่นดินไหวตามหรืออาฟเตอร์ช็อกขนาด 5.2 ในพื้นที่เดียวกัน เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือความเสียหายต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสำรวจผลกระทบในพื้นที่ 

ทั้งนี้ อินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีรอยเลื่อนทางธรณีวิทยาจำนวนมาก ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและการปะทุของภูเขาไฟบ่อยครั้ง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมกราคม 2564 เกาะสุลาเวสีเคยเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 6.2 ใกล้เมืองมามูจู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 ศพ และประชาชนหลายพันคนต้องอาศัยอยู่นอกอาคารเป็นเวลาหลายวัน เนื่องจากหวั่นเกรงอาฟเตอร์ช็อกที่จะเกิดขึ้นตามมา.

สวีเดนผ่านกฎหมาย “ความประพฤติดี” ให้สิทธิ จนท.เพิกถอนสิทธิพำนักผู้อพยพ

สวีเดนผ่านกฎหมาย "ความประพฤติดี" ให้สิทธิ จนท.เพิกถอนสิทธิพำนักผู้อพยพ

16 มิ.ย. 2569 11:47 น.

สวีเดนผ่านกฎหมาย “ความประพฤติดี” ให้สิทธิ จนท.เพิกถอนสิทธิพำนักผู้อพยพ

รัฐสภาสวีเดนผ่านกฎหมายใหม่ 2 ฉบับ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เพิกถอนสิทธิ์พำนักของผู้อพยพที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น เบี้ยวหนี้ ทำงานนอกระบบ หรือเอี่ยวกลุ่มสุดโต่ง พร้อมบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐต้อง “แจ้งเบาะแส” ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารทางกฎหมายให้ตำรวจทราบ ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการชี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและกระตุ้นให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติ

รัฐสภาสวีเดนลงมติผ่านกฎหมายตรวจสอบพฤติกรรมผู้อพยพ หรือที่ถูกเรียกในทางการเมืองว่า “กฎหมายความประพฤติดี” (Good Behaviour Law) เปิดทางให้หน่วยงานรัฐสามารถเพิกถอนใบอนุญาตพำนักของผู้อพยพได้ หากมีพฤติกรรมที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสม แม้พฤติกรรมนั้นจะไม่ได้ถูกตัดสินว่าเป็นความผิดทางอาญาก็ตาม

กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมทั้งคำขอที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และสามารถนำไปใช้ย้อนหลังกับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่แล้ว โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเข้มงวดด้านการย้ายถิ่นฐานของรัฐบาลฝ่ายขวาของสวีเดนและพรรคสนับสนุนสายชาตินิยม ก่อนการเลือกตั้งรัฐสภาที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายน

รัฐบาลสวีเดนระบุว่า ผู้ที่กระทำผิดหรือไม่ปฏิบัติตามกติกาของสังคม ไม่ควรได้รับสิทธิอยู่ต่อในประเทศ แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดนิยามพฤติกรรมต้องห้ามไว้อย่างชัดเจน แต่ตัวอย่างที่รัฐบาลยกขึ้นมา ได้แก่ การค้างชำระหนี้ การไม่เสียภาษี การทำงานนอกระบบ การกระทำผิดกฎหมาย และความเชื่อมโยงกับองค์กรหัวรุนแรง การพิจารณาเพิกถอนสิทธิพำนักจะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และผู้ได้รับผลกระทบยังสามารถอุทธรณ์ต่อศาลตรวจคนเข้าเมืองได้

นายโยฮัน ฟอร์สเซลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการย้ายถิ่นฐานของสวีเดน ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายเมื่อเดือนมีนาคม ระบุว่า ผู้ที่ไม่พยายามปฏิบัติตามกฎของสังคม ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศต่อไป

การผลักดันกฎหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการคุมเข้มนโยบายคนเข้าเมืองโดยรัฐบาลฝ่ายขวา และพรรคสนับสนุนอย่างพรรค “ประชาธิปไตยสวีเดน” (Sweden Democrats) ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยม เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายนนี้

นอกจากกฎหมายความประพฤติแล้ว รัฐสภาสวีเดนยังได้ผ่านกฎหมายอีกฉบับด้วยคะแนนเสียงฉิวเฉียด 174 ต่อ 172 เสียง ซึ่งเป็นกฎหมายบังคับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐ เช่น เจ้าหน้าที่สรรพากร, สำนักงานจัดหางาน, สำนักงานประกันสังคม และสำนักงานราชทัณฑ์ ต้องแจ้งข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีหากพบเห็นหรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลที่มาติดต่อประสานงานไม่มีเอกสารอนุญาตให้อยู่อาศัยในสวีเดนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเร่งกระบวนการผลักดันคนออกนอกประเทศให้เร็วขึ้นตามนโยบายของสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ได้ยกเว้นให้กับกลุ่มวิชาชีพอย่าง ครู แพทย์ และนักสังคมสงเคราะห์ หลังจากโดนกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้

ฝ่ายคัดค้านและองค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า กฎหมายทั้งสองฉบับอาจสร้างความไม่แน่นอนทางกฎหมาย เปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และทำให้ผู้อพยพหลีกเลี่ยงการเข้าถึงบริการภาครัฐ โดยเฉพาะบริการด้านสาธารณสุข

นักวิชาการและนักสิทธิมนุษยชนยังชี้ว่า แนวทางลักษณะนี้พบได้ไม่มากในยุโรป แม้บางประเทศอย่างเยอรมนีจะมีมาตรการรายงานผู้พำนักผิดกฎหมายในบางหน่วยงาน แต่ได้ยกเว้นโรงเรียนและโรงพยาบาลเพื่อจำกัดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ขณะที่สหราชอาณาจักรเคยปรับลดการเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง หลังเกิดความกังวลว่าผู้อพยพจะหลีกเลี่ยงการรักษาพยาบาล.

ที่มา Reuters / Associated Press

ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดรอบ 31 ปี แตะ 1% รับความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่งสูง

ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดรอบ 31 ปี แตะ 1% รับความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่งสูง

16 มิ.ย. 2569 11:12 น.

ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดรอบ 31 ปี แตะ 1% รับความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่งสูง

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี นับตั้งแต่ปี 1995 เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อและพยุงค่าเงินเยน หลังราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม แม้ว่าล่าสุดสหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งแล้วก็ตาม

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยขยับจาก 0.75% ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1.0% ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 31 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา และถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

การเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในครั้งนี้ เป็นไปตามทิศทางของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก รวมถึงธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้ เพื่อรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพและราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

แม้ว่าในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน พร้อมเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลกอีกครั้ง โดยมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าระบบการค้าและการขนส่งพลังงานโลกอาจต้องใช้เวลาอีกระยะใหญ่กว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

เยสเปอร์ คอลล์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น กล่าวว่า “หลังจากเผชิญภาวะเงินฝืดมานานกว่า 20 ปี ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่วัฏจักรเงินเฟ้ออย่างเต็มตัว นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายขั้นสุดเพื่อบริหารจัดการวิกฤตจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป และ BOJ กำลังต้องการพานโยบายการเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ”

ในช่วงทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรุนแรงเพื่อต่อสู้กับภาวะฟองสบู่แตกในตลาดอสังหาริมทรัพย์และหุ้น และคงอัตราดอกเบี้ยไว้ใกล้ 0% มานานกว่าสองทศวรรษ จนกระทั่งเริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 17 ปี ณ เวลานั้น

การพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 90% ก่อนเกิดสงคราม ทำให้ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยดัชนีราคาขายส่งของญี่ปุ่นในเดือนพฤษภาคมพุ่งสูงขึ้นกว่า 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดในรอบ 3 ปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายนอยู่ที่ 1.4% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายของ BOJ ที่วางไว้ที่ 2%

นอกจากประเด็นเรื่องเงินเฟ้อแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญในการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้คือความพยายามสกัดกั้นการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งถูกกดดันอย่างหนักจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 3%

ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นต้องทุ่มงบประมาณสูงถึง 11.7 ล้านล้านเยน เพื่อแทรกแซงและพยุงค่าเงินเยนที่ร่วงลงไปแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหลังจากการประกาศขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินเยนมีการดีดตัวขึ้นชั่วคราว ก่อนจะลดช่วงบวกลงในเวลาต่อมา โดยชิเกโตะ นากาอิ หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นจาก Oxford Economics ชี้ว่า BOJ ไม่สามารถชะลอการขึ้นดอกเบี้ยได้อีกต่อไป เพราะหากไม่ทำจะยิ่งสร้างความผิดหวังให้ตลาดและทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงไปอีก

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ นายคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมได้เนื่องจากต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากอาการติดเชื้อที่ถุงน้ำในตับ โดยมี ายชินิอิจิ อุชิดะ  รองผู้ว่าการฯ เป็นผู้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนแทน อย่างไรก็ตาม นายอุเอดะและคณะกรรมการบริหารส่วนใหญ่ต่างส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม BOJ กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นแม้จะช่วยสกัดเงินเฟ้อและพยุงเงินเยนได้ แต่ก็ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและรัฐบาลสูงขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวเกินไปอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเธอเป็นผู้สนับสนุนการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและเคยแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ย แม้ว่านับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเธอจะยังไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ BOJ ต่อสาธารณะโดยตรงก็ตาม

ทั้งนี้ แม้จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1% แต่อัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นยังคงถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ซึ่ง ศจ. อุลริค เชเด จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก มองว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการ “จัดระเบียบและปรับสมดุลของเศรษฐกิจโลกอย่างช้าๆ”  หลังจากนี้ คาดว่านักลงทุนทั่วโลกจะจับตาดูท่าทีของ BOJ อย่างใกล้ชิดเพื่อหาข้อบ่งชี้เกี่ยวกับทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป รวมถึงแผนการลดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต.

ที่มา  Kyodo / BBC 

วิจารณ์สนั่น นักตกปลาใจกล้าลากฉลามขาวยักษ์ขึ้นฝั่ง ปลดตะขอก่อนปล่อยกลับทะเล

วิจารณ์สนั่น นักตกปลาใจกล้าลากฉลามขาวยักษ์ขึ้นฝั่ง ปลดตะขอก่อนปล่อยกลับทะเล

16 มิ.ย. 2569 10:14 น.

วิจารณ์สนั่น นักตกปลาใจกล้าลากฉลามขาวยักษ์ขึ้นฝั่ง ปลดตะขอก่อนปล่อยกลับทะเล

นักตกปลาชาวอเมริกันรายหนึ่งกลายเป็นที่สนใจบนโลกออนไลน์ หลังเผชิญหน้ากับฉลามขาวสัตว์นักล่าแห่งท้องทะเลที่มีขนาดเกือบ 3 เมตร ก่อนช่วยปลดตะขอออกจากปากมันและปล่อยกลับคืนสู่มหาสมุทร

กลายเป็นคลิปไวรัลทันที เมื่อเอลเลียต ซูดัล นักตกปลาและกัปตันเรือมากประสบการณ์ เผยคลิปขณะที่เขาสามารถตกฉลามขาวยักษ์ได้จากชายฝั่งเกาะแนนทักเก็ต รัฐแมสซาชูเซตส์ ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ผ่านทางโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับวิธีจัดการเมื่อตกฉลามขาวได้โดยไม่ตั้งใจ

โดยฉลามตัวดังกล่าวมีความยาวเกือบ 9 ฟุต หรือประมาณ 2.7 เมตร แต่เพราะฉลามขาวเป็นสัตว์คุ้มครองในสหรัฐฯ หากถูกจับโดยไม่ได้ตั้งใจ จะต้องปล่อยกลับคืนสู่ทะเลทันที

อย่างไรก็ตาม คลิปนี้กลายเป็นคลิปสุดระทึก และท้าทายเพราะซูดัลต้องนำตะขอออกจากปากของเจ้าฉลามที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

ในคลิป เขาจับหางฉลามและลากมันขึ้นมาบนชายหาด ก่อนขึ้นไปคร่อมบนตัวฉลามบริเวณด้านหลัง และใช้คลื่นทะเลช่วยพยุงร่าง ก่อนจะปลดตะขอออกจากปาก และลากกลับลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งในท้ายคลิป ฉลามขาวตัวดังกล่าวสามารถว่ายน้ำกลับคืนทะเลได้

ซูดัลเขียนข้อความประกอบคลิปว่า “ปลดตะขอออก และปล่อยกลับไปได้ภายใน 15 วินาที ไม่แน่ใจว่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร” พร้อมระบุว่า เขาทำงานเกี่ยวกับฉลามมานานหลายปี และเคยจับรวมถึงติดแท็กฉลามมาแล้วหลายร้อยตัว แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีที่เขาจับฉลามขาวได้

อย่างไรก็ตาม วิธีการของเขาเคยถูกจับตามองจากหน่วยงานด้านมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเข้าใกล้หรือจับฉลามขาวเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากฉลามอาจตอบสนองด้วยการกัดเพื่อป้องกันตัว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะเครียดหรือดิ้นรน และการนำฉลามขึ้นจากน้ำอาจสร้างความเครียดหรือเป็นอันตรายต่อสัตว์

โดยเมื่อปี 2017 NOAA เคยตรวจสอบกรณีที่ซูดัลจัดการกับปลาฉนากฟันเล็ก ซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในรัฐฟลอริดา โดยหน่วยงานแนะนำว่า ควรลดการสัมผัสตัวสัตว์ให้น้อยที่สุด และไม่ควรลากฉลามขึ้นบนทรายหรือพื้นเรือ.

ที่มา : AP

อีโบลายังระบาดหนักในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่ง 782 ราย เสียชีวิต 181 คน ภายใน 1 เดือน

อีโบลายังระบาดหนักในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่ง 782 ราย เสียชีวิต 181 คน ภายใน 1 เดือน

16 มิ.ย. 2569 08:53 น.

อีโบลายังระบาดหนักในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่ง 782 ราย เสียชีวิต 181 คน ภายใน 1 เดือน

สถานการณ์การระบาดของโรคอีโบลาในคองโกยังคงน่าเป็นห่วง หลังทางการยืนยันพบผู้ติดเชื้อแล้ว 782 ราย และมีผู้เสียชีวิต 181 คน ภายในเวลาเพียง 1 เดือน หลังจากรัฐบาลประกาศการระบาดอย่างเป็นทางการ

กระทรวงสาธารณสุขคองโกเปิดเผยว่า การระบาดครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรายวันสูงที่สุดในช่วงเวลาเพียง 1 เดือน เนื่องจากเชื้อไวรัสแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีปัญหาด้านการเดินทางและการเคลื่อนย้ายของประชาชน ทำให้เจ้าหน้าที่ติดตามผู้สัมผัสเชื้อได้ยาก

เมืองบูเนีย ในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของคองโก เป็นหนึ่งในพื้นที่แรก ๆ ที่ตรวจพบผู้ติดเชื้ออีโบลา โดยชาวบ้านระบุว่า แม้จะพยายามป้องกันตัวเองตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ แต่สถานการณ์ยังคงเลวร้ายลง

ประชาชนรายหนึ่งเปิดเผยว่า เห็นรถพยาบาลวิ่งผ่านพื้นที่อยู่ตลอดเวลา และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับชุมชน

ขณะนี้ทีมแพทย์เคลื่อนที่กำลังทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อค้นหาผู้ที่มีอาการเข้าข่ายโรคอีโบลา พร้อมนำส่งศูนย์รักษาเฉพาะทางโดยเร็วที่สุด

ด้านมารี-โรซีลีน เบลิแซร์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายรับมือเหตุฉุกเฉินระดับภูมิภาคแอฟริกาขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า ความสามารถในการรับมือโรคของคองโกเพิ่มขึ้นอย่างมาก

จากเดิมที่มีห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อเพียง 1 แห่ง ปัจจุบันเพิ่มเป็น 4 แห่ง ขณะที่ศักยภาพการตรวจตัวอย่างเพิ่มจากวันละ 20 ตัวอย่าง เป็น 400 ตัวอย่าง

นอกจากนี้ จำนวนเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเกือบ 400 เตียง แม้จะถือเป็นความคืบหน้าแต่ WHO ย้ำว่า การระบาดยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการรับมือให้สอดคล้องกับระดับความรุนแรงของโรค

ขณะที่องค์กรแพทย์ไร้พรมแดน หรือ MSF ระบุว่า ศูนย์รักษาในพื้นที่ศูนย์กลางการระบาดกำลังเผชิญผู้ป่วยจำนวนมากเกินกำลังรองรับ

ผู้ป่วยหลายรายเข้ารับการรักษาในระยะที่อาการรุนแรงแล้ว และส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้สัมผัสเชื้อที่เจ้าหน้าที่ติดตามมาก่อน ทำให้การหยุดการแพร่ระบาดเป็นเรื่องยากขึ้น

ทางการคองโกระบุว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นสะท้อนทั้งการแพร่ระบาดที่รวดเร็ว และการตรวจค้นโรคเชิงรุกที่เพิ่มขึ้น

การระบาดครั้งนี้เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ บุนดิบูเกียว ซึ่งพบได้ไม่บ่อย และในช่วงแรกของการระบาดยังไม่มีการตรวจหาเชื้อชนิดนี้

ขณะที่เชื้ออีโบลาสายพันธุ์ ไซเร ซึ่งพบได้บ่อยกว่าและมีวัคซีนป้องกัน เป็นสาเหตุของการระบาดส่วนใหญ่ในคองโกก่อนหน้านี้

ปัจจุบันการระบาดครั้งนี้กระจุกตัวในจังหวัดอิตูรี ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 90% ของทั้งหมด ก่อนแพร่ไปยังจังหวัดนอร์ทคิวูและเซาท์คิวู รวมถึงข้ามพรมแดนไปยังประเทศยูกันดาแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้อจริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่รายงาน เนื่องจากเชื่อว่าการระบาดเริ่มขึ้นก่อนมีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา.

ที่มา :Aljazeera

ผู้นำ G7 เปิดประชุมที่ฝรั่งเศส จับตาดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน มาครงพร้อมส่งเรือรบคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

ู้ผู้นำ G7 เปิดประชุมที่ฝรั่งเศส จับตาดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน มาครงพร้อมส่งเรือรบคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

16 มิ.ย. 2569 08:31 น.

ผู้นำ G7 เปิดประชุมที่ฝรั่งเศส จับตาดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน มาครงพร้อมส่งเรือรบคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้นำกลุ่ม G7 เปิดการประชุมสุดยอดที่ฝรั่งเศส ท่ามกลางความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลางและสงครามยูเครน ขณะที่เอ็มมานูเอล มาครง สนับสนุนข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมส่งกองกำลังทางเรือดูแลความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) เปิดการประชุมสุดยอดประจำปีที่เมืองเอวิยง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส บริเวณเชิงเทือกเขาแอลป์ โดยมีประเด็นสำคัญในการหารือ ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามยูเครน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของโลก 

นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ให้การต้อนรับผู้นำ G7 ก่อนเข้าร่วมการประชุมอาหารค่ำเพื่อหารือถึงความท้าทายสำคัญที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยในช่วงก่อนเริ่มการประชุม นายมาครงได้พบหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าของข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยยืนยันว่าฝรั่งเศสพร้อมมีส่วนร่วมในการสนับสนุนข้อตกลงนี้ร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ

ผู้นำฝรั่งเศสยังเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสพร้อมส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “ชาร์ล เดอ โกล” และเรือฟริเกตเข้าสู่พื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อสนับสนุนความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก หลังมีความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว การประชุม G7 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ยังมุ่งหารือเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบแร่สำคัญและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน.

ทรัมป์เผย ข้อตกลงกับอิหร่าน มีการลงนามทางดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว พร้อมเผยรายละเอียดเร็วๆนี้

ทรัมป์เผย ข้อตกลงกับอิหร่าน มีการลงนามทางดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว พร้อมเผยรายละเอียดเร็วๆนี้

16 มิ.ย. 2569 08:13 น.

ทรัมป์เผย ข้อตกลงกับอิหร่าน มีการลงนามทางดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว พร้อมเผยรายละเอียดเร็วๆนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันบันทึกความเข้าใจกับอิหร่านได้รับการลงนามเรียบร้อยแล้วผ่านระบบดิจิทัล เตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซเต็มรูปแบบ 20 มิ.ย. พร้อมเดินหน้าเจรจาโครงการนิวเคลียร์และขยายข้อตกลงสันติภาพถาวร

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยระหว่างการหารือกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 ว่า บันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้รับการลงนามเรียบร้อยแล้วผ่านระบบดิจิทัล และรายละเอียดของข้อตกลงจะถูกเปิดเผยในเร็วๆ นี้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน หลังพิธีลงนามอย่างเป็นทางการที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้านสื่ออิหร่านรายงานว่า หลังสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 3 ลำ และเรือสินค้าบรรทุกสินค้าอีก 2 ลำ ได้เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว

ด้านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีความยาวเพียงประมาณหนึ่งหน้าครึ่ง และเป็นเอกสารที่กำหนดกรอบความร่วมมือในภาพรวม โดยรายละเอียดสำคัญจะถูกหารือเพิ่มเติมในขั้นตอนการเจรจาทางเทคนิค พร้อมเปิดเผยว่า ข้อกำหนดสำคัญในเอกสารระบุให้อิหร่านให้คำมั่นส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ยุติการสนับสนุนองค์กรที่สหรัฐฯ จัดให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย และต้องมีพันธกรณีที่สามารถตรวจสอบได้ว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า เอกสารฉบับนี้ได้รับการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์โดยประธานาธิบดีทรัมป์ นายแวนซ์ และนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน โดยข้อตกลงยังรวมถึงการขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายเจรจารายละเอียดของข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ในอนาคต

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านจะเริ่มการหารือเชิงเทคนิคเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ภายในสัปดาห์นี้ ขณะที่มาตรการผ่อนคลายการคว่ำบาตรหรือการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่าน จะขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ในข้อตกลง.

ที่มา CNN Aljazeera

ราคาน้ำมันร่วง 4.8% ตลาดหุ้นขึ้นทั่วโลก ขานรับข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน

ราคาน้ำมันร่วง 4.8% ตลาดหุ้นขึ้นทั่วโลก ขานรับข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน

16 มิ.ย. 2569 05:55 น.

ราคาน้ำมันร่วง 4.8% ตลาดหุ้นขึ้นทั่วโลก ขานรับข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน

ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงอีก 4.8% สู่ระดับใกล้ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงฉบับใหม่ ซึ่งช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นพุ่งทะยานขึ้นทั่วโลก

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย. 2569 ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างคึกคักเมื่อวันจันทร์ ขณะที่ราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวลง หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการขยายเวลาหยุดยิง และกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อให้การขนส่งน้ำมันดิบทั่วโลกสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

ดัชนี S&P 500 ปรับตัวบวกเพิ่มขึ้น 1.7% จากความหวังที่ว่า การประกาศข้อตกลงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ในครั้งนี้ จะหมายถึงการแก้ปัญหาในระยะยาวต่อความขัดแย้งที่ได้ซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลก ด้านดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 468 จุด หรือคิดเป็น 0.9% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และดัชนีแนสแด็กคอมโพสิตทะยานขึ้น 3.1%

ตลาดหุ้นได้รับแรงหนุนหลังจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลง 4.8% ลงมาอยู่ที่ระดับ 83.17 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาเดียวกับช่วงต้นเดือนมีนาคม แม้ว่าราคานี้จะยังคงสูงกว่าระดับราคาเดิมที่ประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐก่อนเกิดสงคราม แต่ก็นับว่าต่ำกว่าระดับกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า

ทั้งนี้ มีการคาดหวังว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดแรงกดดันต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในทุกด้าน นับตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าเชื้อเพลิง ไปจนถึงค่าปุ๋ย อันเนื่องมาจากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน

“ข้อตกลงในการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซกำลังจุดชนวนให้เกิดการฟื้นตัวอย่างวงกว้างในวอลล์สตรีทเพื่อเริ่มต้นสัปดาห์นี้” บันทึกวิเคราะห์จาก โฮเซ ตอร์เรส แห่งบริษัท อินเตอร์แอกทีฟ โบรเกอร์ส ระบุ

“บรรยากาศการลงทุนแบบเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) กำลังคึกคักอย่างมาก… เนื่องจากบรรดานักเทรดมองว่านี่คือการส่งสัญญาณยุติความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างมีประสิทธิภาพ” นายตอร์เรสระบุ

อนึ่ง ข้อตกลงสันติภาพนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคือ “บันทึกความเข้าใจ” (MOU) มีกำหนดจะลงนามอย่างเป็นทางการในพิธีซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 3 เดือน ซึ่งเคยปลุกกระแสความหวาดกลัวเรื่องภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงเป็นระยะเวลานาน

สำหรับตลาดหุ้นในต่างประเทศ ดัชนีต่าง ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งในเอเชียและยุโรป โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งทะยานขึ้นถึง 5% นับเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ด้านดัชนีคอสปีของเกาหลีใต้พุ่งทะยานยิ่งกว่า โดยบวกขึ้นถึง 5.2% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงเดินหน้าบวกอย่างต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI เช่น ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์

อย่างไรก็ตาม ดัชนี FTSE 100 ของตลาดหุ้นลอนดอนกลับสวนทางกับตลาดอื่น ๆ โดยปรับตัวลดลง 0.4%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ของกองทัพสหรัฐฯ ตก หลังขึ้นบินที่แคลิฟอร์เนีย

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ของกองทัพสหรัฐฯ ตก หลังขึ้นบินที่แคลิฟอร์เนีย

16 มิ.ย. 2569 04:24 น.

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ของกองทัพสหรัฐฯ ตก หลังขึ้นบินที่แคลิฟอร์เนีย

เกิดเหตุเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ของกองทัพสหรัฐฯ ตกหลังเพิ่งทะยานขึ้นจากฐานทัพในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดความสูญเสียมากน้อยเพียงใด

เมื่อวันจันทร์ 15 มิ.ย. 2569 ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส์ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย แถลงว่า เครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 สตราโตฟอร์เทรส (B-52 Stratofortress) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ “ประสบอุบัติเหตุตกไม่นานหลังจากทะยานขึ้นจากรันเวย์”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 11:20 น. วันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งสามารถมองเห็นได้ไกลหลายไมล์ “เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฉุกเฉินได้รุดไปยังที่เกิดเหตุในทันที และสถานการณ์ยังคงไม่ยุติ โดยจะมีการแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้ทราบทันทีที่มีความคืบหน้า” ฐานทัพระบุในแถลงการณ์

โดยปกติแล้ว เครื่องบินรุ่นนี้จะใช้เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องทั้งหมด 5 นาย ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเครื่องบิน, นักบิน, เจ้าหน้าที่นำร่องเรดาร์, เจ้าหน้าที่นำร่อง และเจ้าหน้าที่สงครามอิเล็กทรอนิกส์ แต่กองทัพยังไม่ได้ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้หรือไม่

ในเวลาต่อมา ทางฐานทัพได้อัปเดตข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ขณะนี้ได้มีการสั่งปิดลานบินแล้ว และเครื่องบินขาเข้าทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนเส้นทางไปลงยังสถานที่อื่น”

“นอกจากนี้ บัตรผ่านสำหรับผู้เข้าชมที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ทั้งหมดจะถูกระงับไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีการประกาศให้ทราบต่อไป เพื่อให้ทางฐานทัพสามารถตั้งสมาธิไปที่ปฏิบัติการตอบสนองภัยพิบัติฉุกเฉินได้อย่างเต็มที่”

ทั้งนี้ เครื่องบิน บี-52 เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ระยะไกล มีชื่อเล่นว่า “เดอะ บัฟฟ์” (the Buff) ซึ่งส่วนหนึ่งย่อมาจากคำว่า “Big Ugly Fat” กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้งานเครื่องบินทิ้งระเบิด โบอิ้ง บี-52 สตราโตฟอร์เทรส มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 และมันถูกใช้งานในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านในสงครามครั้งล่าสุดนี้ด้วย

เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดมหึมาลำนี้สามารถบินได้ที่ความสูงถึง 50,000 ฟุต ขณะที่เครื่องบินพาณิชย์ทั่วไปบินที่ความสูงประมาณ 35,000 ฟุต และสามารถบรรทุกระเบิดได้หนักถึง 70,000 ปอนด์ ซึ่งรวมถึงระเบิดธรรมดาจำนวนหลายร้อยลูก และขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์อีก 32 ลูก

นอกจากนี้ มันยังสามารถเติมน้ำมันกลางอากาศได้ ซึ่งทำให้มีรัศมีการโจมตีที่ไร้ขีดจำกัดในทางทฤษฎี สิ่งนี้เคยสร้าง “ร่มเงารวมนิวเคลียร์” (nuclear umbrella) ให้กับสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนทันยาฮูเผย ไม่ได้เห็นตรงกันกับทรัมป์ทุกเรื่อง หลังสหรัฐฯ ปิดดีลอิหร่าน

เนทันยาฮูเผย ไม่ได้เห็นตรงกันกับทรัมป์ทุกเรื่อง หลังสหรัฐฯ ปิดดีลอิหร่าน

16 มิ.ย. 2569 03:13 น.

เนทันยาฮูเผย ไม่ได้เห็นตรงกันกับทรัมป์ทุกเรื่อง หลังสหรัฐฯ ปิดดีลอิหร่าน

เบนจามิน เนทันยาฮู แสดงความเห็นเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นครั้งแรก โดยระบุว่า เขาไม่ได้เห็นตรงกันกับโดนัลด์ ทรัมป์ ทุกเรื่อง และย้ำว่าจะไม่ถอนทหารจากเลบานอน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ “บันทึกความเข้าใจ” (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นครั้งแรก หลังก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอล ออกมาแสดงจุดยืนของตัวเอง รวมถึงการไม่ถอนทหารออกจากเลบานอน

ในช่วงเริ่มต้นของการแถลงข่าวเมื่อค่ำวันจันทร์ เนทันยาฮูพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงข้อตกลงดังกล่าวโดยตรง แต่กลับไปเน้นย้ำถึงสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในการต่อต้านอิหร่านและทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง

“ไม่ว่าจะเกิดข้อตกลงขึ้นหรือไม่ อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ — ไม่ใช่ในวันนี้และไม่ใช่ในวันพรุ่งนี้ ตราบใดที่ผมยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอล เรื่องนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น” เขากล่าว “การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด … เรายังคงต้องตื่นตัว แข็งแกร่ง และเด็ดเดี่ยวในการปกป้องตนเองตามความจำเป็น”

นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังระบุอย่างชัดเจนว่า อิสราเอลไม่มีความตั้งใจที่จะถอนกำลังออกจากตอนใต้ของเลบานอน ฉนวนกาซา หรือซีเรีย “เราจะยังคงประจำการอยู่ในเขตความมั่นคงเหล่านั้นนานเท่าที่จำเป็นเพื่อปกป้องประเทศของเรา”

ในช่วงตอบคำถามของสื่อมวลชน เนทันยาฮูยอมรับว่ายังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับตัวข้อตกลงดังกล่าว “เรายังคงไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ข้อตกลงนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร”

เมื่อถูกถามว่าข้อตกลงนี้บรรลุผลสำเร็จโดยสวนทางกับจุดยืนของเขาหรือไม่ เนทันยาฮูได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างเขากับทรัมป์ โดยระบุว่า ตัวเขาและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ไม่ได้มีความเห็นตรงกันในทุกเรื่อง และเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้แต่กับ “ครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ดีที่สุด”

“ประธานาธิบดีทรัมป์และผมไม่ได้เห็นพ้องต้องกันในทุกเรื่องเสมอไป” เนทันยาฮูกล่าว “เขาคือประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และผมคือนายกรัฐมนตรีแห่งอิสราเอล ผมมีหน้าที่รับผิดชอบต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของอิสราเอล และมันจำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างชาญฉลาด”

“การดำเนินงานอย่างชาญฉลาดจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ที่สูงมาก และความคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งกับแวดวงการเมืองของอเมริกา ซึ่งผมเชื่อว่าผมกำลังทำสิ่งนี้ในวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เนทันยาฮูกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn