โปรดเกล้าฯ ให้นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่

โปรดเกล้าฯ ให้นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่

โปรดเกล้าฯ ให้นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ ความว่า

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 4 มาตรา 6 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตำรวจตรีอำนวย พวกสนิท นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม พุทธศักราช 2569 ประกาศ ณ วันที่ 23 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ขอ 3 ได้ 1! อ.อัจฉราวดี รับสภาพ สุริยะ หลุดโผต้องห้าม ฝากความหวัง 3 ทหารเสือ แบกรัฐบาล

ขอ 3 ได้ 1! อ.อัจฉราวดี รับสภาพ สุริยะ หลุดโผต้องห้าม ฝากความหวัง 3 ทหารเสือ แบกรัฐบาล

ขอ 3 ได้ 1! อ.อัจฉราวดี รับสภาพ สุริยะ หลุดโผต้องห้าม ฝากความหวัง 3 ทหารเสือ แบกรัฐบาล

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.10 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า อยู่ยงคงกระพันไม่มีใครเกินนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  

ตอนรู้ว่า ภท.ต้องเอาเพื่อไทยมาร่วมด้วย  เราขอไว้ 3 คน  พอกันทีไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน  คือนายสุริยะ ภูมิธรรม และสมศักดิ์  

สุดท้ายนายกอนุทินจัดมาให้ 2 เหลือเข้ามาได้ 1 คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  ที่ฉายภาพว่า  การเมืองหนีไม่พ้นเรื่องต่อรอง  ตราบใดที่ไม่สามารถมีเสียงข้างมากได้เด็ดขาด

ก็เข้าใจสถานภาพของ 192 เสียง  โฉมหน้ารมต.ชุดนี้ก็มีผสมใหม่และเก่า โดยมีสามทหารเสือ  คุณศุภจี คุณสีหศักดิ์ และคุณเอกนิติ ทำหน้าที่แบกรัฐบาล  แต่หาใช่ว่าปวงชนจะไม่คาดหวังหรือจับจ้องการทำงานของ รมต.อื่นๆ  

เราจับจ้องยิ่งกว่าครั้งไหนๆ  เพราะเราต้องการการเมืองใหม่  และเพราะนี่คือรัฐบาลที่พรรคสีน้ำเงินเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

หาก ภท.รักชาติเหมือนที่เรารัก ภท.ก็จะอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง  ไม่ว่าจะมีซินแสไหนมาทำนาย   ใจที่สัตย์ซื่อเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ  จะเป็นยันต์คุ้มภัยให้รัฐบาลอยู่ยาวครบ 4 ปีได้เอง  
อย่าเชื่อดวงมากกว่าเชื่อการกระทำของตัวเอง

เสียดาย ดร.บวรศักดิ์  อุวรรณโณ  ที่ไม่ได้ร่วมคณะรัฐบาลในครานี้  หากมี ดร.บวรศักดิ์ผู้ทรงคุณวุฒิและบารมี  จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้แก่รัฐบาลอย่างยิ่ง  
ขอ 3 ได้ 2 ยังดีกว่าคนละครึ่งหน่อย  

ขอนายกอนุทินทุ่ม 100% เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : อ.อัจฉราวดี ดักคอรัฐบาลใหม่ ไม่เอา 3 รัฐมนตรีเพื่อไทย ลั่น เจ็บแล้วจำ

เทพไท ชี้ น้ำมันแพงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หวั่น ไม่มีขายมากกว่า จี้รัฐสื่อสารให้ชัด

เทพไท ชี้ น้ำมันแพงไม่ใช่ปัญหาใหญ่  หวั่น ไม่มีขายมากกว่า จี้รัฐสื่อสารให้ชัด

เทพไท ชี้ น้ำมันแพงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หวั่น ไม่มีขายมากกว่า จี้รัฐสื่อสารให้ชัด

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.27 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถึงน้ำมันจะแพง ก็ยังดีกว่า ไม่มีน้ำมันขาย

เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีก่อนหน้านี้รัฐบาลระบุว่าจะไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 33 บาทต่อลิตร ว่า ไม่มีคำว่า ตรึง เมื่อไม่มีคำนี้ ก็ไม่มีชนเพดาน โดยต้องดูกลไกตลาด ซึ่งรัฐบาลจะดูมาตรการสำหรับผู้ใช้น้ำมันรวมถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่จะฝืนกลไกตลาดไม่ได้ 

คำพูดของนายอนุทิน ก็ต้องขอคำยืนยันว่า ในส่วนรัฐบาลต้องเป็นเอกภาพ และมีความชัดเจน เพราะที่ผ่านมาการแสดงความเห็น  หรือข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับวิกฤตน้ำมันให้กับประชาชนรับทราบ สร้างความสับสน และสร้างความตื่นตระหนกมาแล้วเช่นเดียวกัน จากกรณีหลังจากเกิดวิกฤติน้ำมันใหม่ๆ นายอนุทิน ชาญวีรกุล ได้โพสต์ข้อความใน Facebook ส่วนตัวว่า จะตรึงราคาน้ำมันไม่ให้ขึ้นราคาภายใน 15 วัน เมื่อประชาชนได้รับทราบข่าวนี้แล้ว ก็สามารถประเมินได้ว่า หลังจากเกิน 15 วันไปแล้ว น้ำมันจะขึ้นราคาอย่างแน่นอน จึงทำให้ประชาชนตื่นตระหนก แห่กันไปเติมน้ำมันกันเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำมันขาดแคลน และน้ำมันหมดปั้ม จนเป็นที่มาของวิกฤตน้ำมัน

หลังจากนั้นวันที่ 16 มีนาคม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ออกมาบอกว่า ราคาน้ำมันจะปรับสูงขึ้นจาก 29.94 บาทต่อลิตร จะปรับสูงขึ้น อยู่ในช่วง 30-33 บาทต่อลิตรไม่เกินจากนี้ และจะปรับเป็นขั้นบันได จึงทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า ในเวลาไม่นานน้ำมันจะขึ้นราคาเป็น 33 บาทต่อลิตรอย่างแน่นอน จึงทำให้พ่อค้าที่กักตุนน้ำมันตั้งแต่เริ่มต้น ที่ราคาต้นทุนน้ำมันอยู่ที่ 29.94 บาท เมื่อทราบข่าวว่ารัฐบาลจะปล่อยน้ำมันลอยตัวไปถึงราคาลิตรละ 33 บาท จึงไม่ปล่อยน้ำมันออกมาจำหน่าย รอให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นถึงราคาลิตรละ 33 บาท ทำให้ได้กำไรสุทธิราคาลิตรละ 3 บาทเป็นอย่างน้อย จึงเป็นไปตามที่คาดการณ์ หลังวันที่ 16 มีนาคม ราคาน้ำมันก็ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 31 บาทและมาถึง 32.94 บาทหรือ 33 บาท ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ 

อยากให้รัฐบาลได้สื่อสารข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แต่ไม่ควรทำให้ประชาชนตื่นตระหนก และประชาชนคาดการณ์ถึงอนาคตได้ จนมีการเก็งกำไรกำไรจากราคาน้ำมัน การที่นายอนุทินออกมายืนยันว่า จะไม่กำหนดเพดานราคาน้ำมันว่าจะอยู่ที่ 33 บาทต่อลิตรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ปัญหาราคาน้ำมันหรือปัญหาวิกฤติน้ำมัน ที่ประชาชนคนไทยได้รับอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับราคาน้ำมันจะแพงหรือไม่ ปัญหาอยู่ที่น้ำมันจะมีขายหรือไม่ ถ้าหากว่าน้ำมันราคาถูก ตรึงราคาไว้ ไม่ปล่อยให้ลอยตัว แต่ไม่มีน้ำมันขายให้กับประชาชน ก็ไม่มีประโยชน์ 

วิธีการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล คือปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกของตลาด ถ้าจะช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเกษตรกร ก็เป็นมาตรการเฉพาะ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คนไทยทุกคนจะได้ซื้อน้ำมัน และมีน้ำมันขายให้กับคนไทยได้ใช้ หรือได้ซื้อกันถ้วนหน้า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : นายกฯย้ำชัด! ราคาดีเซลฝืนไม่ได้ ปล่อยตามกลไกตลาด

อนุทิน เผย วันนอร์ ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ ช่วยดูสร้างสันติภาพ ความสงบสุขในพื้นที่

อนุทิน เผย วันนอร์ ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ ช่วยดูสร้างสันติภาพ ความสงบสุขในพื้นที่

อนุทิน เผย วันนอร์ ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ ช่วยดูสร้างสันติภาพ ความสงบสุขในพื้นที่

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.09 น.

“อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯแล้ว ช่วยดูสร้างสันติภาพ – ความสงบสุขในพื้นที่

วันที่ 25 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เข้าไปคอมเมนต์เฟซบุ๊กของนายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ว่า ”ขอบพระคุณพระประชาชาติที่มาทำงานเพื่อชาติ และประชาชนด้วยกัน ผมได้กราบเรียนเชิญอาจารย์วันนอร์ (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ขอให้ท่านได้มาช่วยดูแลพี่น้องมุสลิม และการสร้างความสงบสุข และสันติภาพในพื้นที่ต่างๆ ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และท่านได้กรุณาตอบรับแล้วครับ“

ทั้งนี้ นายซูการ์โน ได้ตอบกลับว่า “ ผมต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีให้โอกาสกับประชาชาติครับ”

หมอวรงค์ ขอบคุณ อิหร่าน โอมาน หลังช่วยเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซปลอดภัย

หมอวรงค์ ขอบคุณ อิหร่าน โอมาน หลังช่วยเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซปลอดภัย

หมอวรงค์ ขอบคุณ อิหร่าน โอมาน หลังช่วยเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซปลอดภัย

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.39 น.

วันนี้ 25 มีนาคม 2569 กลายเป็นเรื่องราวดี ๆ ท่ามกลางสถานการณ์โลก เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความขอบคุณมิตรประเทศอย่างอิหร่านและโอมาน ผ่านโซเชียลมีเดีย หลังจากสถานทูตอิหร่านแจ้งข่าวดีเรื่องความปลอดภัยของเรือไทย โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “#เรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เฟซบุ๊ก IR Iran Embassy in Bangkok Thailand ของสถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ได้โพสต์ว่า เราขอแจ้งให้ประชาชนชาวไทยทราบว่า ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศของเราและรัฐสุลต่านโอมาน เรือไทยลำหนึ่งได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างสงบสุข เราให้ความสำคัญกับมิตรภาพของเราและจะไม่ลืมมิตรสหายของเรา

ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ขอขอบคุณรัฐบาลอิหร่าน ประชาชนชาวอิหร่าน รัฐสุลต่านโอมาน และประชาชนชาวโอมาน ที่ทำให้เรือไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย และจะไม่ลืมมิตรภาพและมิตรสหายของเราเช่นกันครับ”

หมอวรงค์

หลังจากโพสต์นี้เผยแพร่ออกไป ก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็น ทั้งขอบคุณในมิตรภาพระหว่างประเทศ และบางส่วนก็ถือโอกาสฝากความหวังให้หมอช่วยตรวจสอบประเด็นร้อนใกล้ตัว เช่น

“หมอ ช่วยตรวจสอบกองทุนน้ำมันหน่อยครับ ทำไมซื้อถูกขายตอนสงครามแพง ถ้าซื้อต้นทุนแพง ขายตอนถูกก็ต้องเอากองทุนอุดหนุน มีแต่ได้อย่างเดียวสิ ประชาชนก็จ่ายอย่างเดียว ปตท มันของรัฐครึ่งหนึ่งนะ มาจากภาษีประชาชนใช่ไหม”

“ประชาชนชาวไทยหนึ่งเสียง ขอบคุณเช่นกันค่ะ”

“ขอบคุณอิหร่านครับ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

สมชัย เสนอ 5 ข้อ ดัดหลัง สส. รื้อระบบสภาไทย ตัดงบฟุ่มเฟือย คุมวินัยเข้ม

สมชัย เสนอ 5 ข้อ ดัดหลัง สส. รื้อระบบสภาไทย ตัดงบฟุ่มเฟือย คุมวินัยเข้ม

สมชัย เสนอ 5 ข้อ ดัดหลัง สส. รื้อระบบสภาไทย ตัดงบฟุ่มเฟือย คุมวินัยเข้ม

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.16 น.

วันนี้ 25 มีนาคม 2569 กลายเป็นกระแสร้อนแรงบนโลกโซเชียลทันที เมื่อ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาโพสต์ข้อความเสนอแนวทางปฏิรูปการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบจัดเต็ม โดยระบุว่าแค่เพิ่มวันประชุมหรือตัดงบอาหารยังไม่พอ แต่ต้อง รื้อระบบ เพื่อให้คุ้มค่าภาษีประชาชน โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เพิ่มวันประชุม ตัดงบเลี้ยงอาหาร ยังไม่พอ หากต้องการให้ สส. ทำงานเต็มที่ ควรเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้

1. ตั้งเกณฑ์ ผู้ขาดประชุมเกิน 80% ของแต่ละเดือน ไม่สามารถรับเงินเดือนเดือนนั้น หากขาด 3 เดือนติดต่อกัน ให้พ้นสภาพ สส.

2. รัฐมนตรี ที่เป็น สส. ควรลาออกจาก สส. เพื่อให้มีเวลากับการทำงานบริหารเต็มที่ อย่ากลัวถูกเปลี่ยน รมต. แล้วตกงาน เพราะหากมีฝีมือทำงานแล้วได้ผล ไม่มีใครกล้าปลดหรอก

3. การประชุม กรรมาธิการ ควรจัดวันที่ไม่ตรงกับการประชุมสภา ไม่เช่นนั้น จะมีพวกอ้างไม่เข้าประชุมสภาเพราะติดประชุมกรรมาธิการ และอ้างไม่เข้าประชุมกรรมาธิการเพราะติดประชุมสภา

4. สส. ที่เป็น กรรมาธิการสามัญ ไม่ควรรับเบี้ยประชุมอีก เพราะเป็นการปฏิบัติงานในหน้าที่ ควรให้เบี้ยประชุมกับกรรมาธิการวิสามัญที่เป็นงานเพิ่มและมีคนนอกเท่านั้น

5. งบดูงานต่างประเทศ ของสภา และกรรมาธิการทุกชุด ช่วงปิดสมัยประชุมสภา เลิกก่อนได้ไหม จนกว่า ปัญหาวิกฤตของประเทศจะผ่านพ้น หรือ ทบทวนเท่าที่จำเป็นไม่ต้องยกคณะใหญ่ไป

ได้ 5 ข้อนี้ คนจะสรรเสริญเยินยอว่า สภาไทยทำงานเต็มที่ มีประสิทธิภาพ ใช้เงินภาษีประชาชนคุ้มค่า”

สมชัย

หลังจากโพสต์ของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม ส่วนใหญ่เทคะแนนเห็นด้วยแบบถล่มทลาย เช่น

“ใครพูดก่อนพูดหลังไม่รู้ แต่หมอวรงค์ กับ พรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเสียงไป”

“ถูกต้องและเห็นด้วยทุกข้อครับ ปฏิรูปเสียที พวกองค์กรมีอำนาจ ต่างพวกต่างออกระเบียบหลักเกณฑ์เอื้อประโยชน์กลุ่มพวกตัวเอง??”

“เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ แต่อำนาจของพวกเขา รายได้ของเขาและสวัสดิการของเขา แล้วพวกเขาจะทำเหรอ ตอนนี้ใครไม่ได้เป็น รัฐบาล นี่ถือว่าโชคดีนะ เขามาช่วงนี้นี่กรรมล้วนๆ งานหินงานโหดทั้งนั้น ถ้ามาแล้วใบ้แดก ทำอะไรไม่ถูกใจ ประชาชนอนาคตทางการเมืองน่าจะดับ”

“เห็นชอบค่ะ”

“เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ใครช่วยส่งต่อให้สส.ได้บ้างครับ”

“+1,000,000 เสียงครับ”

“อยากเพิ่มเรื่อง สส.งูเห่าที่รับกล้วย มีความผิดจริยธรรมร้ายแรง ต้องรับโทษด้วยค่ะ ไร้อุดมการณ์ เห็นแก่กล้วย แย่สุดๆ ค่ะ”

“เห็นด้วยและสนับสนุนเต็มที่ทั้ง 5 ข้อครับ”

สมชัย
สมชัย
สมชัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การจะตรึงราคาน้ำมันไปถึงเมื่อใดนั้น ต้องขอดูสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกก่อน ว่าจะเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าใด เพราะหากเพิ่มขึ้นราคาจะต้องผันผวนไปตามราคาตลาดโลก แต่หากราคาตลาดโลกยังนิ่ง เราก็ยังคงช่วยเหลือได้อยู่ และยังไม่มีการปรับ”

นายพรชัย จิรกุลไพศาล

ผอ.สำนักนโยบายและแผน

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

กองทุนน้ำมันเอาไม่อยู่ เลิกอุ้มดีเซล ปล่อยตามกลไกตลาด

กองทุนน้ำมันเอาไม่อยู่  เลิกอุ้มดีเซล  ปล่อยตามกลไกตลาด

กองทุนน้ำมันเอาไม่อยู่ เลิกอุ้มดีเซล ปล่อยตามกลไกตลาด

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทุนน้ำมันเอาไม่อยู่ เลิกอุ้มดีเซล ปล่อยตามกลไกตลาด ‘เอกนิติ’ชี้ไม่อยากฝืน ตรึงต่อไปมีแต่จะแพ้ คาดราคาพุ่งเกิน33บ.

“เอกนิติ”แนะยอมรับความจริงของโลก ศึกสหรัฐ-อิหร่าน อีกนานกว่าจะจบ แจงสาเหตุขึ้นดีเซล 1.80 บาท เพราะไม่ตรึงราคา หวั่นกองทุนแบกหนักภาระชดเชย จำใจต้องปล่อยไปตามกลไกตลาด เข้าแทรกแซงไปก็มีแต่แพ้ คาดพุ่งเกิน 33 บาทแน่ ด้าน“พิพัฒน์”อ้างดีเซลไทยยังถูกกว่าเพื่อนบ้านที่ทะลุไปถึง 38 บาทแล้ว พร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นายกฯย้ำแก้ปั๊มแห้งได้ใน 1 สัปดาห์

เมื่อวันที่ 24มี.ค.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวในรายการ’กรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงเรื่องปัญหาน้ำมันว่า’ ตอนแรกที่รัฐบาลสั่งตรึงราคาดีเซล 15วัน เพื่อรอดูสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจะจบเร็วหรือไม่ แต่ตอนนี้เห็นแล้วว่าเป็นเรื่องยืดเยื้อ ไม่จบเร็วแน่ และโลกเข้าสู่วิกฤตพลังงานอย่างแท้จริง ตอนนี้รู้แล้วว่าถ้าตรึงต่อไป จะเจอปัญหากักตุนแน่นอน จึงต้องปล่อยตามกลไกตลาด แต่ต้องบริหารจัดการไม่ให้กระทบกลุ่มเปราะบาง ถ้าวันนี้เราตรึง เราฝืนตลาดไม่ได้ แต่ต้องใช้กองทุนน้ำมันช่วยไม่ให้ปรับเร็วเกินไป และเราต้องช่วยกันปรับตัว ต้องประหยัดการใช้พลังงาน ถ้าฝืนตลาดสู้ยังไงก็แพ้ และการปรับเป็นขยักก็ไม่เวิร์ก เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานที่หนักมาก เราต้องปรับตัว และปรับทุกภาคส่วน ชะลอผลกระทบกับประชาชน โดยเฉพาะคนที่เดือดร้อนมากๆ น้ำมันจำเป็นต้องปล่อยเป็นไปตามกลไกราคา แต่เราบริหารจัดการไม่ให้กระทบเกินไปมาก ฝืนไม่ได้ ยังไงก็แพ้ ถ้าตรึงต่อไปก็จะเกิดน้ำมันเถื่อนไปขายมาเลย์ แล้วน้ำมันก็จะยิ่งขาดแคลน

ปล่อยราคาตามกลไกลตลาด

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า เราประเมินสถานการณ์ให้เร็ว เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ก็ต้องปรับ ประเทศที่ผลิตน้ำมันเอง ยังปล่อยลอยเลย เมื่อถามว่า ความจริงจะปล่อย 90 สตางค์ เลยให้ปรับ 1.80 บาท นายเอกนิติ กล่าวว่า ใช่ เราก็บอกปล่อยเลย ไม่งั้นต้องเจอปัญหาไม่มีน้ำมัน เพราะขึ้นเป็นทีละขยัก นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น จึงต้องปล่อยเลย แล้วมาบริหารจัดการ ไม่ให้ผลกระทบรุนแรง บอกความจริงกับประชาชน สถานการณ์คือวิกฤตที่ทั้งโลกเจอ ไม่ใช่แค่เราที่เจอ แล้วไม่ใช่แค่รบกันกับทหาร แต่นี่คือทำลายโครงสร้างพื้นฐาน แม้สงครามจบ ก็ต้องมีเวลาฟื้นฟู

เมื่อถามว่า แนวทางกลไกราคาต้องทำงาน แสดงว่าดีเซลจะเกิน 33 บาท นายเอกนิติ กล่าวว่า ใช่ครับ ตลาดโลกเป็นยังงั้น ก็ต้องปล่อยไป แต่เราต้องดูแลน้ำมันจากภาคเกษตร ที่เรามี เปลี่ยนจาก B10 เป็น B20 ก็ต้องปรับตัว เมื่อถามว่า ตอนแรกบอกจะตรึง อย่างนี้ตระบัดสัตย์ไหม นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์เปลี่ยน เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงของโลก

ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม กล่าวถึงการปรับขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมาที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1.8 บาทต่อลิตร และเบนซิน 2 บาทต่อลิตร ว่าเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นสูงมาก รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศเพื่อสะท้อนความเป็นจริงของตลาดโลกและเพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันมีสถานะติดลบมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในแต่ละวันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระชดเชยราคาน้ำมันอยู่วันละประมาณ 2,300 ล้านบาท แม้จะมีการปรับขึ้นราคาไปบ้างแล้วก็ตาม

ทั้งนี้หากไม่มีการขยับราคาขึ้นเลย กองทุนน้ำมันฯ จะไม่สามารถรับภาระต่อไปได้ไหวเนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานะทางการคลัง อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังไม่ได้โยนภาระทั้งหมดให้ประชาชน โดยกองทุนฯ ยังคงสนับสนุนราคาอยู่กว่า 24 บาทต่อลิตรสำหรับน้ำมันดีเซล ซึ่งในระยะต่อไปก็ต้องดูราคาน้ำมันในตลาดโลกเพื่อประเมินสถานการณ์ที่จะกำหนดเพดานราคาดีเซลอีกครั้งหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น

ดีเซลเพื่อนบ้านลิตรละ38บาท

นอกจากนี้การปรับขึ้นราคาน้ำมันยังมีความสำคัญเนื่องจากช่วยป้องกันการลักลอบขายน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากราคาน้ำมันของไทยตอนนี้ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงไปถึงประมาณ 38.10 บาทต่อลิตร ในขณะที่อดีตราคาน้ำมันในมาเลเซียเคยถูกกว่าไทยประมาณ 10 บาท ความแตกต่างของราคาที่มากเกินไปนี้กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันจากประเทศไทยออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ดังนั้น การปรับราคาให้มีความใกล้เคียงกันจึงเป็นการลดแรงจูงใจและป้องกันการรั่วไหลของน้ำมันไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน

ไม่พบหลักฐานการกักตุน

สำหรับปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสถานีบริการน้ำมัน นายพิพัฒน์ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบโดยกระทรวงมหาดไทยทั้ง 76 จังหวัด ยังไม่พบหลักฐานการกักตุนจากผู้ค้าแต่ความต้องการน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจากเดิมที่ใช้เฉลี่ยวันละ 67 ล้านลิตร เป็น 82-84 ล้านลิตร และบางวันสูงถึง 110 ล้านลิตร

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลได้สั่งการให้ยกเลิกการเก็บน้ำมันสำรองส่วนเพิ่ม 0.5% ในเดือนมีนาคม และ 1.5% ในเดือนเมษายน เพื่อนำน้ำมันดังกล่าวอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการให้เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันน้ำมัน B20 ออกสู่ตลาดสำหรับภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และประมง ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าน้ำมัน B7 ถึง 5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ

ในส่วนของการขอความร่วมมือจากโรงกลั่น นายพิพัฒน์กล่าวว่า ศบก.ได้หารือกับกระทรวงการคลังถึงความเป็นไปได้ในการนำภาษีลาภลอย (Windfall Tax) มาใช้กับโรงกลั่นในช่วงที่มีกำไรสูงผิดปกติในช่วงที่เกิดสถานการณ์วิกฤตินี้ เพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชน เหมือนกับประเทศอื่นๆที่มีการใช้กันอยู่

เพิ่มกำลังการผลิต9เปอร์เซ็น

ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึง ภาพรวมสถานการณ์น้ำมันในประเทศ ว่า เรื่องกระจายน้ำมัน เช้านี้ตนได้สอบถามข้อมูลจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก ทั้ง 2 บริษัทมีการเพิ่มกำลังการผลิตกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 9% และทาง ปตท.มีการกลั่นน้ำมันดีเซลมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ของประชาชน และที่ผ่านมาทั้ง 2 บริษัท มีการจำหน่ายน้ำมันมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เช่น บริษัท พีพีที โออาร์ มีการจำหน่ายทั้งเบนซินเพิ่มขึ้น 25% และดีเซลเพิ่มขึ้น 35%

นายดนุชา กล่าวว่า การที่รัฐบาลได้มีมาตรการกระจายน้ำมันไปยังจ๊อบเปอร์มากขึ้น เพื่อทำให้ภาคอุตสาหกรรมไม่มาเติมน้ำมันในสถานีบริการ และให้สถานีบริการมีน้ำมันเพียงพอบริการประชาชน ขณะนี้ทางกลุ่มโรงกลั่น ไม่ว่าจะเป็น บริษัทไทยออย จีซี หรือ ไออาร์พีซี บางจาก ได้มีการส่งน้ำมันไปให้จ๊อบเปอร์มากขึ้นแล้ว หลังจากภาครัฐมีการผ่อนคลายการจัดเก็บน้ำมัน แต่ต้องใช้เวลา 1-2 วัน กระจายน้ำมันออกไป ขณะเดียวกันวันนี้ทุกคนต้องช่วยกันประหยัดพลังงานด้วย ชดเชยพุ่งวันละ2.3พันล้าน

ป้องกันการกักตุนน้ำมัน

ส่วนการจัดทำแดชบอร์ดที่แสดงข้อมูลทั้งหมด ทั้งปริมาณน้ำมันตั้งแต่โรงกลั่น ไปยังผู้ค้าน้ำมันและผู้ค้ารายย่อย ไม่ว่าจะเป็นจ๊อบเปอร์ หรือสถานีบริการ ซึ่งตัวแดชบอร์ดน่าจะเปิดให้ดูข้อมูลได้ประมาณช่วงเย็นนี้ หรือพรุ่งนี้ โดยดึงข้อมูลผู้ค้าตามมาตรา 7 ก็สามารถช่วยกันตรวจสอบและกำกับปริมาณ และป้องกันการกักตุนส่วนที่นายกฯมีคำสั่งไปจังหวัดต่างๆ มีทีมจังหวัด ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน ตรวจสถานีน้ำมันทุกแห่ง ป้องกันไม่ได้เกิดการกักตุนด้วย

ยันไฟฟ้าเชื้อเพลิงมีเพียงพอ

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อการนำเข้าเชื้อเพลิงในการเพื่อผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย และจะส่งผลกระทบต่อไฟฟ้าในประเทศอย่างไร ว่า ซึ่งระบบไฟฟ้าของประเทศไทยก็มีความยืดหยุ่น ทั้งเรื่องของแหล่งเชื้อเพลิง รวมทั้งมีแนวทางในการกระจายบริหารการจัดการ สามารถรองรับสถานการณ์ที่มีความผันผวนในครั้งนี้ได้ รวมถึงได้ปรับแผนการเชื้อเพลิง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และกำกับดูแลต้นทุน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และภาคเศรษฐกิจให้มากที่สุด

พลังงานสั่งรายงานสตอกน้ำมันทุกวัน คุมเข้มกักตุน-ลักลอบ หลังดีมานด์พุ่ง 20%

สั่งรายงานสต๊อกทุกวัน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเร่งแก้ไขสถานการณ์น้ำมันตึงตัวและราคาผันผวน โดยออกมาตรการเข้มข้นเพื่อป้องกันการกักตุนและลักลอบจำหน่ายน้ำมัน พร้อมสั่งการให้โรงกลั่น คลัง และผู้ค้าน้ำมันรายงานข้อมูลรับ-จ่ายเป็นรายวัน เพื่อป้องกันน้ำมันรั่วไหลออกจากระบบ และประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ สาเหตุหลักของสถานการณ์น้ำมันตึงตัว มาจากความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 20% จากภาคประชาชนและภาคธุรกิจที่เร่งสำรองน้ำมัน ส่งผลให้ระบบกระจายบิดเบือน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าส่งหรือ “จ๊อบเบอร์” ที่ไม่สามารถหาน้ำมันในราคาปกติได้ จึงหันไปซื้อน้ำมันจากสถานีบริการ ทำให้ปั๊มน้ำมันหลายแห่งน้ำมันหมดเร็วกว่าปกติ

รายงานสต๊อก18.00น.

ด้านการกำกับดูแล กระทรวงพลังงานได้กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และ 10 รวมถึงโรงกลั่นและคลังน้ำมัน ต้องรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันรับเข้า ผลิต จำหน่าย และคงเหลือ ทุกวันเวลา 18.00 น. ให้กรมธุรกิจพลังงาน โดยอยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อรวบรวมข้อมูลแบบศูนย์กลาง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งระบบ หากพบการรายงานเท็จหรือพฤติกรรมกักตุน จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ณะเดียวกันยังเร่งปิดช่องโหว่การลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ หลังพบส่วนต่างราคาดีเซลระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญ โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับตำรวจ ศุลกากร และหน่วยงานความมั่นคง ปูพรมตรวจสอบตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด

ใช้เงินกองทุน28,000ล้าน

สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมัน รัฐบาลยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยตรึงราคาดีเซลเพื่อลดภาระค่าครองชีพ แม้ปัจจุบันกองทุนยังติดลบกว่า 28,000 ล้านบาท และเผชิญข้อจำกัดด้านการกู้เงินเพิ่มเติม โดยยืนยันว่าจะพยายามดูแลราคาให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด

ปลัดกระทรวงพลังงาน ยังชี้แจงประเด็นค่าการกลั่นว่า ไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น แต่เป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ขณะที่ต้นทุนจริงปรับสูงขึ้นมากจากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงต้นทุนสารเคมีที่ใช้ในการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นตามภาวะตลาดโลก

ส่วนแนวคิดการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นนั้น ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอุตสาหกรรมพลังงานมีความผันผวนสูง หากมีการจัดเก็บในช่วงกำไร ก็อาจต้องมีมาตรการรองรับในช่วงที่ผู้ประกอบการขาดทุนจากสต๊อกในอนาคตด้วย

นายกฯชี้จบใน7วัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แบ่งรับแบ่งสู้ ส่วนหลังจากเมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีได้เรียกผู้ประกอบการหารือและกำชับให้ทุกสถานีบริการน้ำมันห้ามน้ำมันขาด ขณะที่ล่าสุดราคาน้ำมันขยับขึ้น 2 บาทนั้น นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่พยักหน้ายอมรับว่าได้สั่งให้บริหารจัดการเรื่องน้ำมันขาดแคลนให้ได้ภายใน 1 สัปดาห์

แห่เติมน้ำมันแต่เช้ามืด

ไทยพีบีเอส รายงานว่า ประชาชนผู้ใช้รถทยอยเข้าเติมน้ำมันต่อเนื่อง ก่อนที่จะปรับขึ้นราคาตั้งแต่เวลา 05.00 น.ที่ผ่านมา โดยกลุ่มแก๊สโซฮอล์ปรับเพิ่ม 2 บาทต่อลิตร ไฮดีเซลเพิ่ม 1.80 บาทต่อลิตร และไฮพรีเมียมดีเซลเพิ่ม 2 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ดีเซลหน้าปั๊ม อยู่ที่ 32.94 บาท/ลิตร

เวลา 04.00 น. บรรยากาศภายในปั๊มน้ำมันบางจาก บริเวณซอยวิภาวดีรังสิต 60 ขาเข้ากรุงเทพมหานคร พบว่ามีประชาชนทยอยนำรถเข้ามาใช้บริการเติมน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ทั้งบางจากและ ปตท. ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมัน โดยกลุ่มแก๊สโซฮอล์ปรับเพิ่ม 2 บาทต่อลิตร ไฮดีเซลเพิ่ม 1.80 บาทต่อลิตร และไฮพรีเมียมดีเซลเพิ่ม 2 บาทต่อลิตร

กระทบต่อการขนส่ง

พ่อค้ารถพุ่มพวงรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตัดสินใจเข้ามาเติมน้ำมันก่อนเวลา 05.00 น. หลังทราบข่าวการปรับขึ้นราคา ยอมรับว่าต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อรายได้โดยตรง เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันยังกังวลเรื่องปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจไม่เพียงพอ จึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลกลไกราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารจัดการสำรองน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

ด้านพนักงานปั๊มน้ำมัน เปิดเผยว่า หลังมีข่าวการปรับขึ้นราคา ผู้ใช้บริการจำนวนมากเร่งเข้ามาเติมน้ำมันตั้งแต่ช่วงเย็นของวันก่อนหน้า ต่อเนื่องถึงช่วงเช้าวันนี้ ครอบคลุมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถรับจ้างสาธารณะ

ผู้ใช้บริการเริ่มลดลง

ภายหลังมีการปรับป้ายราคาน้ำมันตั้งแต่เวลา 05.00น.พบว่า ปริมาณผู้ใช้บริการภายในปั๊มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนปรับราคา จากการสอบถามผู้ใช้บริการ พบว่ายังคงเลือกเข้ามาเติมน้ำมัน แม้ราคาจะปรับสูงขึ้น เนื่องจากปั๊มน้ำมันแห่งนี้ยังมีน้ำมันเพียงพอ แตกต่างจากบางพื้นที่ที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลารอคิวนาน

ขณะที่อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดในวันที่ 24 มี.ค.2569 ราคาน้ำมันปั๊ม ปตท.ดีเซล อยู่ที่ 32.94 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 26.79 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 30.05 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 34.68 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 35.05 บาท/ลิตร เบนซิน อยู่ที่ 43.64 บาท/ลิตร ซูเปอร์พาวเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 46.64 บาท/ลิตร ซูเปอร์พาวเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.04 บาท/ลิตร

เชื้อเพลิงขาดพ่นพิษ เรือประมงงดออกทะเล

เชื้อเพลิงขาดพ่นพิษ  เรือประมงงดออกทะเล

เชื้อเพลิงขาดพ่นพิษ เรือประมงงดออกทะเล

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถานการณ์น้ำมันที่ชัยภูมิเริ่มฟื้น ปั๊มดีเซลผ่อนกฎเหล็กเติมใส่แกลลอนได้แล้ว เกษตรกรแห่ต่อคิวคึกคัก คาดไม่เกิน 1สัปดาห์น้ำมันเต็มถังทั่วเมือง ส่วนที่ เพชรบูรณ์ยังอ่วม เกษตรกรจอดรถนอนรอคิวเติมน้ำมันข้ามคืน ด้านประมงไทยกระอัก น้ำมันเขียว ราคาพุ่งแตะลิตรละ 48บาท หลายจังหวัดจ่อจอดเรืองดออกทะเลกว่าพันลำปลายเดือนนี้ ขณะที่ ผักสดพังงาราคาพุ่ง มะนาวแตะลูกละ8บาท ผักชี-ขึ้นฉ่ายขยับเท่าตัว พ่อค้าแม่ค้าโอดต้นทุนค่าครองชีพสูง หวั่นวิกฤตโลกซ้ำเติมค่าขนส่ง

จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้มีแนวโน้มที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะทรงตัวในระดับที่สูงต่อไปซึ่งส่งผลกระทบต่อประต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยนั้น

เมื่อวันที่24มีนาคม2569ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์พลังงานบริเวณถนนนิเวศรัตน์ ใกล้ปั๊มน้ำมัน PT ตรงข้ามวิทยาลัยเกษตรกรรมจังหวัดชัยภูมิ พบภาพความคึกคักของประชาชนที่นำรถกระบะและรถบรรทุกนับร้อยคันมาเข้าคิวรอเติมน้ำมันดีเซลตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อน

จากการสอบถามพนักงานปั๊มน้ำมัน พบว่ามีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจำหน่ายเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ดังนี้ ลูกค้าทั่วไปเติมใส่รถได้ไม่เกิน 1,000 บาท และซื้อใส่แกลลอนแยกได้อีก 500 บาท และสมาชิกปั๊มได้รับสิทธิ์พิเศษเติมรวมทั้งรถและแกลลอนได้สูงสุดถึง 150ลิตร มาตรการนี้สร้างความพึงพอใจอย่างมากให้กับกลุ่มเกษตรกรและรถขนส่ง เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการจำกัดปริมาณอย่างเข้มงวดและห้ามกรอกใส่แกลลอน ทำให้ยากต่อการนำไปใช้กับเครื่องจักรการเกษตรในพื้นที่ห่างไกล

ชาวบ้านรายหนึ่งเปิดเผยว่า การที่ปั๊มอนุญาตให้ซื้อใส่แกลลอนได้ถือเป็นข่าวดีที่สุด เพราะช่วงนี้เป็นฤดูกาลสำคัญ ทั้งการสูบน้ำเข้านา การไถเตรียมดิน และการเก็บเกี่ยวไร่อ้อย ซึ่งล้วนต้องใช้เครื่องจักรหนักและรถบรรทุก การมีน้ำมันเพียงพอทำให้สามารถวางแผนงานเกษตรได้คล่องตัว ไม่ต้องพะวงเรื่องเครื่องยนต์ดับกลางคัน

จากการสำรวจปั๊มน้ำมันทั่วจังหวัดพบว่า หลายแห่งเริ่มมีน้ำมันดีเซลหมุนเวียนเพียงพอ และไม่มีภาพการแย่งชิงหรือน้ำมันหมดรวดเร็วเหมือนช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในพื้นที่คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันจะเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลและเพียงพอต่อความต้องการ 100% ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน PT หน้าโรงเรียนเมืองเพชรบูรณ์ ริมถนนสระบุรี-หล่มสัก ว่า พบภาพความสลดใจของพี่น้องเกษตรกรที่นำรถยนต์กระบะหลายสิบคันมาจอดต่อคิวริมถนน เพื่อรอซื้อน้ำมันในวันถัดไป โดยหลายรายเตรียมเครื่องนอนและอาหารมาพร้อมสำหรับการพักค้างคืนบนรถ

นางนิตยา เกษตรกรจาก ต.บ้านโตก เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตนปลูกแตงโมไว้ 50 ไร่ ซึ่งขณะนี้กำลังให้ผลผลิตและจำเป็นต้องสูบน้ำรดวันเว้นวัน ครั้งละประมาณ 30-40 ลิตร แต่สถานการณ์น้ำมันที่ยากลำบากทำให้ตนต้องมาจอดรถรอคิวตั้งแต่ 16.00 น. เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้น้ำมันเป็นคิวแรกๆ หลังจากครั้งก่อนมาตอนตี 2 แต่เกือบจะไม่ได้น้ำมัน โดยครั้งนี้หิ้วถัง 200 ลิตรมาหวังจะตุนไว้ แต่ปั๊มจำกัดโควตาให้ไม่เกินคนละ 3,000 บาท ซึ่งหากใช้หมดก็ต้องวนกลับมานอนรอใหม่ เสียทั้งเวลาและสุขภาพจิตอย่างยิ่งเมื่อติดต่อไปยังพ่อค้าที่ตลาดไทเพื่อระบายผลผลิตแตงโม กลับไม่มีใครกล้ามารับซื้อ เนื่องจากพ่อค้ากังวลเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และเกรงว่าหากขับรถมารับของแล้วขากลับน้ำมันหมดระหว่างทางและต้องเสียเวลาต่อคิวตามปั๊มต่างๆ อาจทำให้สินค้าเน่าเสียหรือติดค้างอยู่กลางทางได้

ทางด้าน นายสุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า สถานการณ์ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันเขียวที่เรือประมงเติมอยู่ที่ราคาลิตรละ 18 บาท 60 สตางค์ แต่เมื่อวานนี้มีการประกาศราคาน้ำมันเขียวอยู่ที่ลิตรละ 48 บาท 80 สตางค์ ขึ้นมา 119.36% ทั้งที่ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราคาอยู่ที่ประมาณ 20 บาททำให้ช่วงนั้นเรือประมงพากันไปเติมน้ำมันเขียวจำนวนมาก และน้ำมันที่เติมไปก็จะหมดประมาณปลายเดือนนี้ และเมื่อมีการประกาศราคาใหม่เมื่อวานนี้ทำให้เรือประมงไม่สามารถเติมน้ำมันเขียวได้แล้ว เพราะหากเติมรอบนี้แล้วออกทำการประมง เมื่อกลับเข้าฝั่งราคาสัตว์ทะเลก็เท่าเดิม ซึ่งถือว่าขาดทุนอย่างแน่นอน

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของค่าแรงของแรงงานประมงที่ต้องจ่ายสม่ำเสมอก็จะไม่สมดุลกับรายได้ ทำให้ต้องประเมินสถานการณ์ว่าถ้าเป็นเช่นนี้ที่ราคาน้ำมันเขียวเกิน 25 บาทหรือ 28 บาท ก็มีความจำเป็นจะต้องจอดเรือประมง 2-3 เดือน หลังจากนั้นก็จะมีการเลิกจ้างแรงงานประมง เพราะหากจะให้จ่ายค่าจ้างโดยที่แรงงานไม่ได้ทำงานก็ไม่สามารถทำได้

นายสุรเดช เปิดเผยว่าตนเดินทางเข้าพบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคมก็มีข้อเสนอทางเลือกให้เติมน้ำมัน บี 20 ที่ราคาต่ำกว่าตลาด แต่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์ ทำให้ต้องลงทุนเพิ่ม ที่ผ่านมาสัตว์น้ำที่จับมาได้ก็ไม่มีแนวโน้มว่าราคาจะเพิ่มสูงขึ้น หากสถานการณ์เป็นแบบนี้ก็จะทำให้มีปัญหาสัตว์น้ำจากประเทศเมียนมาทะลักเข้าจากชายแดนด้านจังหวัดระนองทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ซึ่งพ่อค้าก็ต้องไปนำสัตว์น้ำที่สามารถทำกำไรได้มาทดแทนสัตว์น้ำของไทย ซึ่งเป็นหลักการทำธุรกิจทั่วไปเพราะราคาสินค้าสัตว์น้ำของเมียนมาถูกกว่าไทย กว่า 50% แต่ก็ต้องลุ้นเรื่องคุณภาพที่ไม่ผ่านระบบ IUU แต่ของไทยผ่านการตรวจคุณภาพ 100% สำหรับเรือประมงในจังหวัดสงขลาที่เตรียมจอดปลายเดือนมีนาคมนี้ มีประมาณ 200 กว่าลำ ส่วนจังหวัดปัตตานีเกือบ 1,000 ลำ

วันเดียวกัน ที่บริเวณบ้านบางใบไม้ ปากน้ำท่าศาลา ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เรือประมงพื้นบ้านกว่า 200 ลำ ต้องจอดเทียบท่า เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน และจำกัดการเติม โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอลทั้งแบบ 91 และ 95 โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลนั้น มีความไม่แน่นอนในสถานีบริการ เช่น น้ำมันหมด ไม่จำหน่ายแบบบรรจุภาชนะ ซึ่งชาวประมงไม่สามารถนำเรือไปเติมได้อยู่แล้ว และบ้างก็จำกัดการเติมได้เพียง 500 บาท แต่ก็มีบางช่วงเวลาสามารถเติมใส่ภาชนะได้

นายเจริญ โต๊ะอีแต นายกสมาคมเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา ระบุว่า ชาวประมงพื้นบ้านไม่สามารถออกไปทำประมงระยะไกลได้ ก่อนหน้าไม่ได้รับอานิสงค์จากน้ำมันเขียวอยู่แล้ว แต่แม้ราคาน้ำมันบนบกจะขึ้นราคาเพียงเล็กน้อย ยังสามารถรับได้ แต่ปัญหาใหญ่ของชาวประมงพื้นบ้านคือ ไม่มีน้ำมันในการออกทำประมง ตนอยากฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้มีการจัดสรรน้ำมันอย่างเพียงพอ และสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ พร้อมทั้งลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในชุมชนชายฝั่งต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการซื้อขายพืชผักสวนครัว ที่ตลาดกราภูงา ต.ท้ายช้าง อ.เมือง จ.พังงา พบว่าราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนให้ทั้งพ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภคในพื้นที่จากการสำรวจพบว่าสินค้ากลุ่มพืชผักสวนครัวมีการปรับราคาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะมะนาวจากเดิมราคาลูกละ 1-3 บาท ปัจจุบันพุ่งขึ้นเป็น ลูกละ 7-8 บาท หรือกิโลกรัมละ 120-140 บาท , ผักชจากกิโลกรัมละ 60 บาท พุ่งขึ้นเป็น 120-140 บาท, ผักขึ้นฉ่ายจากเดิมกิโลกรัมละ 50-80 บาท ขยับขึ้นเป็น 140 บาท, ต้นหอมปรับจากกิโลกรัมละ 80 บาท เป็น 120 บาท นอกจากนี้ยังมีผักอีกหลายชนิดที่เริ่มขาดแคลนและมีแนวโน้มราคาจะสูงขึ้นตามมา อาทิ ถั่วฝักยาว พริก กระเทียม กะหล่ำปลี และผักกาดขาว

ด้านแม่ค้าในตลาดเริ่มปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยใช้วิธีนำผักมาแบ่งเป็นกำขนาดเล็กลงแต่ยังขายในราคาเดิม เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและพอให้มีกำไรพยุงกิจการท่ามกลางภาวะของแพง

ไม่เพียงแค่ผักสดเท่านั้น สินค้าของแห้งและอุปกรณ์จำเป็นก็เริ่มปรับราคาขึ้นเช่นกัน เช่น ถุงพลาสติก ปรับจากพับละ 40-45 บาท เป็น 50-55 บาท และ น้ำมันปาล์ม อยู่ที่ขวดละ 50-55 บาท

ทั้งนี้ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าต่างยอมรับว่ามีความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าแรง ซึ่งจะกลายเป็นระเบิดเวลาซ้ำเติมราคาสินค้าให้พุ่งสูงขึ้นไปมากกว่านี้

เขมรเปิดแน่รบรอบ3 ส่งทหารจ่อ‘ตาควาย’

เขมรเปิดแน่รบรอบ3  ส่งทหารจ่อ‘ตาควาย’

เขมรเปิดแน่รบรอบ3 ส่งทหารจ่อ‘ตาควาย’

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เจ้ากรมข่าวทบ.เชื่อเขมร เปิดรอบ 3 หลังฤดูฝน ด้านโฆษก ทบ.รับทหารเขมร ประชิดปราสาทตาควาย แต่ยังไม่น่ากังวล ขณะที่หน่วยฟีนิกซ์ เปิดตัวโดรนพิฆาต พัฒนาคู่ AI รับมือการสู้รบ  ส่วน กมธ.วุฒิสภา เห็นชอบชงรัฐบาล ยกเลิก MOU 43 ชี้เขมรละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง-ขัดรัฐธรรมนูญไทย

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ข้อความผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ มีใจความว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร ยังคงวางใจไม่ได้ ว่าจะไม่มีการสู้รบโดยใช้กำลังทหารอีกปัจจัยที่ควรคำนึง 2 ประการใหญ่ๆ คือ 1.การที่เขมรสั่งซื้ออาวุธจำนวนมากจากหลายประเทศในยุโรปตะวันออก 2.เขมรจะมีการเลือกตั้งในปี2570เพราะฉะนั้น 2 ประเด็นนี้คือสิ่งบอกเหตุที่อาจจะนำไปสู่การใช้กำลังสู้รบบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 เพียงแต่ยังไม่เกิดแบบเร่งด่วนปัจจุบันทันด่วน 4-5 เดือนจากนี้ไปหลังหน้าฝนคือเวลาที่ต้องจับตามอง เราจึงประมาทไม่ได้ ทหารเราต้องกลับไปทำ 2 สิ่งนี้ 1.ฝึกเพิ่มเติมโดยใช้บทเรียนจากการรบทั้ง 2 ครั้งมาปรับปรุงแนวคิดในการใช้กำลังครั้งต่อไป และ 2.ฟื้นฟูทหาร และสะสมอาวุธ/ยุทโธปกรณ์ ให้มีความพร้อมในการสู้รบครั้งต่อไป

ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชาวางกำลังประชิดชายแดน บริเวณปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ว่าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ยังมีการวางกำลังประชิดชายแดนกัน แต่ไม่ได้ประชิดมากเหมือนห้วงที่ผ่านมา เนื่องจากหลายพื้นที่มีการเปลี่ยนแนว ซึ่งทหารกัมพูชาก็จะหาพื้นที่เหมาะสม หลังจากต้องถอยร่นออกจากชายแดนไทยไป เนื่องจากหลายพื้นที่ขณะนี้อยู่ในความควบคุมของฝ่ายไทย แต่ยอมรับว่าบางพื้นที่มีการขยับเข้ามาใกล้ แต่ไม่ได้เลยแนวเส้นสมมุติฐาน หรือเส้นปฏิบัติการที่ฝ่ายไทยยึดถืออยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล ขณะที่การปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 2 ก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีการใช้อาวุธ เช่น การเฝ้าระวัง ลาดตระเวนตรวจพื้นที่การปรับปรุงฐานที่มั่นที่ กรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด ก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ รวมถึงการเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ส่วนกรณีที่เจ้ากรมข่าวทหารบก ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะรอบที่ 3 นั้น พล.ต. วินธัย กล่าวว่า ข้อมูลทางการข่าว ทหารฝั่งกัมพูชายังคงเคลื่อนไหว ก็จะเห็นสัญญาณบางอย่าง แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล แต่ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตก็อาจเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ส่วนอนาคตก็ต้องมีการประเมินเป็นห้วงเวลา

สำหรับกรณีที่ทหารกัมพูชามีการสะสมอาวุธนั้น พล.ต.วินธัยกล่าวว่า ฝ่ายไทยมีการเตรียมการมาก่อนแล้ว ซึ่งถือเป็นงานหลักของฝ่ายความมั่นคง เพราะเรามีหลักเกณฑ์ในการประเมิน ทั้งเรื่องการสะสมอาวุธของฝั่งกัมพูชาก็ถือว่าเรามีข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ ส่วนในปีหน้ากัมพูชาจะมีการเลือกตั้ง จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการสร้างสถานการณ์ เพื่อหวังผลคะแนนความนิยมพล.ต.วินธัย กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ทั้งหมด แต่ความชัดเจนในเรื่องการใช้กำลังอาจจะต้องใช้องค์ประกอบอื่นเพิ่มเติม

ขณะที่ พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บเสนาธิการกองพลกรมทหารราบที่ 4 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยฟีนิกซ์ กล่าวภายหลังเปิดตัวโดรน FPV แบบพลีชีพ และโดรนทิ้งระเบิด ซึ่งเป็นโดรนที่ใช้ในการปฏิบัติการจริงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในการสู้รบที่ผ่านมาว่าในส่วนของหน่วยรับผิดชอบ มีการเตรียมความพร้อมที่จะรองรับสถานการณ์ในอนาคต ทั้งการฝึกผู้บังคับโดรนเพิ่ม และการเพิ่มประสิทธิภาพในการอยู่รอดในพื้นที่ซึ่งจะต้องเจอกับภัยคุกคาม ทั้งจำนวนและปริมาณ ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าจะต้องไปเจอกับตัวตัดสัญญาณ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ดังนั้นจึงต้องสร้างเครื่องมือให้พร้อมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อไม่ให้ถูกรบกวน หรือถูกต่อต้าน และต้องมีการพัฒนาโดรนให้มากกว่าฝ่ายตรงข้าม รวมถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นในยุคใหม่ ที่จะช่วยในเรื่องของประสิทธิภาพ และการตัดการรบกวนของสัญญาณ

พ.อ.ณัฐกร กล่าวยืนยันว่า กองทัพบกสนับสนุนงบงบประมาณในการดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งเฉพาะชิ้นส่วนในการประกอบใช้งบประมาณ 500,000 กว่าบาท การปฏิบัติงานถือว่ามีความคุ้มค่ากับเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นยานเกราะที่ตั้งหน่วยของข้าศึก หรือตัวรบกวนสัญญาณ และต้องมีการสร้างเพิ่มเนื่องจากมีความต้องการในภารกิจต่างๆเพื่อกระจายไปในแต่ละหน่วย รวมถึงตัวนักบินให้เพียงพอกับพื้นที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งตามนโยบายกองทัพบก ได้ให้ความสำคัญในทุกพื้นที่ หากสถานการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่กองทัพภาคใด เราสามารถโยกกำลังส่วนนี้ไปช่วยเหลือได้ เช่นเดียวกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ตอบสนองภัยคุกคามที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันได้ ซึ่งอยู่ในแผนของกองทัพบกที่จะตั้งเป็นศูนย์บัญชาการโดรน

พ.อ.ณัฐกร กล่าวอีกว่า ในทีมฟีนิกซ์ ได้ผลิตนักบินโดรนมาแล้ว 11 รุ่น ประมาณ 400 กว่านาย และมีการอบรมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งร่วมบูรณาการฝึกทั้งกองทัพบกกองทัพเรือ-นาวิกโยธิน และตำรวจ โดยดำรงเป้าหมายภารกิจต้องสำเร็จ ทั้งเรื่องการทำลาย การปรับเปลี่ยนทางยุทธวิธี หรือเทคนิคต่างๆ ซึ่งจะออกปฏิบัติ เมื่อมีคำสั่ง โดยปัจจุบันทางหน่วยมีความพร้อมหากชายแดนไทย-กัมพูชามีการปะทะรอบที่ 3 เพราะในส่วนของนักบินโดรนเดิมก็มีการพัฒนาเพิ่มเติม และมีการผลิตรุ่นใหม่ๆ เข้ามา

พ.อ. ณัฐกร กล่าวยอมรับว่า การพัฒนาโดรน ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งผ่านไปวันเดียวโดรนก็ตกรุ่นแล้ว ซึ่งหน่วยตนเป็นหน่วยยุทธวิธีต้องการความอ่อนตัว ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนได้ตลอด เพื่อให้เกิดความเสถียรในการปฏิบัติการ ในห้วง 20 วัน ที่ได้ปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เราสามารถดำรงความสามารถอยู่ได้ แม้โดรนบางตัวจะเสียหาย หรือชำรุด เราก็สามารถซ่อมแซมได้ นอกจากนี้โดรนดังกล่าวยังใช้ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ซึ่งไม่ได้เจาะจงไปที่การรบเพียงอย่างเดียว ยังใช้เรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ และช่วยเหลือประชาชน ซึ่งการปราบปรามสแกมเมอร์ ยังมีปัญหา เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ทุกพื้นที่

ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา แถลงผลการพิจารณาว่ากมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากที่เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้ว ทั้งนี้ กมธ.ยกเหตุผลสำคัญ 6 ประการ ในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่1.ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่

2.MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียงรับทราบ ไม่ใช่เห็นชอบ และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย3.รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้นแผนที่ซึ่งเกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า4.ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น5.สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทนและ 6.กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้

สำหรับแนวทางการยกเลิกกมธ.ชี้แจงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนทั้งนี้ ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ

นายนพดล กล่าวว่า กมธ.เสนอแนะว่าหากจะมีการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ในอนาคต จะต้องไม่มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ว่าเป็นผลงานการปักปันเขตแดน ต้องเพิ่มอำนาจให้ JBC จัดการการรุกล้ำได้ ต้องยึดแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก และต้องกำหนดเงื่อนไขเวลาสิ้นสุดข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ ส่วนขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุม กมธ.บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบจากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ.ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติ กมธ.เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือนเมษายนนี้