สภาฯ ขยับ! จ่อปรับลด-ตัดงบค่าอาหาร สส. ช่วงหลังแถลงนโยบายรัฐบาล-สงกรานต์

สภาฯ ขยับ! จ่อปรับลด-ตัดงบค่าอาหาร สส. ช่วงหลังแถลงนโยบายรัฐบาล-สงกรานต์

สภาฯ ขยับ! จ่อปรับลด-ตัดงบค่าอาหาร สส. ช่วงหลังแถลงนโยบายรัฐบาล-สงกรานต์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

ประธานสภาฯ คาดเริ่มดำเนินการปรับลด-ตัดงบค่าอาหาร สส.อย่างจริงจัง ช่วงหลังแถลงนโยบายรัฐบาล-สงกรานต์ แนะแนวทางแก้ไขระเบียบการแต่งกายสอดคล้อง มาตรการประหยัดพลังงาน

เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร หารือกับผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรณีค่าอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสาธารณชนในขณะนี้ จากกระแสเรียกร้องให้มีการปรับลดหรือตัดงบประมาณในส่วนดังกล่าว

นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง โดยมีแนวโน้มว่าจะเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงภายหลังช่วงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา หรือภายหลังเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้ ในระหว่างช่วงเตรียมการ จะมีการปรับลดปริมาณการสั่งอาหารลงให้เหมาะสมกับความจำเป็น เพื่อให้เกิดความประหยัดและสอดคล้องกับสถานการณ์

ประธานสภาฯ ยังกล่าวถึงประเด็นการแต่งกายของสส.ว่า ควรมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการใช้พลังงานภายในอาคารรัฐสภา ซึ่งปัจจุบันพบว่าการแต่งกายของสมาชิกบางส่วนยังไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการผ่อนปรนในทางปฏิบัติในอนาคต อาจมีการพิจารณาแก้ไขหรือปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในระยะอันใกล้

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เชิญชวนผู้บริหารสำนักงานที่เข้าร่วมประชุมร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ห้องอาหารรัฐสภา เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการ

AI คือคำตอบ ยศชนัน ย้ำ ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นอาวุธหลัก แก้วิกฤตชาติ

AI คือคำตอบ ยศชนัน ย้ำ ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นอาวุธหลัก แก้วิกฤตชาติ

AI คือคำตอบ ยศชนัน ย้ำ ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นอาวุธหลัก แก้วิกฤตชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

วันที่ 26 มีนาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนที่นำทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Industry and business Roadmap) ณ ห้องประชุมเมย์แฟร์ แกรนด์ บอลรูม บี ชั้น 11 โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขอขอบคุณทางหน่วยงานที่เชิญมาในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ ได้มาร่วมแลกเลี่ยนในประเด็นยุทธศาสตร์พัฒนาธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับทีมงานจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) หน่วยงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ต่อเนื่องจากที่ได้อภิปรายในสภาฯ ถึง “3 มิติในการรับมือวิกฤตพลังงาน” โดยเฉพาะในมิติแห่งอนาคต ที่เราต้องนำระบบ Digital และนวัตกรรมมาใช้จัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศ เราจำเป็นต้องย้ำว่า ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับสงครามการค้าและวิกฤตพลังงานที่รุนแรงขึ้น การยึดโยงหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมี AI เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสำคัญ เป็นทั้งทางออกและการเพิ่มประสิทธิภาพให้อุตสาหกรรมไทย รวมถึงเป็นเกราะป้องกันเศรษฐกิจของชาติได้ด้วย

“ขอใช้โอกาสนี้ชวนนักวิจัยทั่วประเทศ มาร่วมกันระดมสมองเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน เราต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและใช้เทคโนโลยีมาจัดการ Supply Chain ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ผมและพรรคเพื่อไทยยินดีที่จะเป็นตัวกลาง ในการประสานงานระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ปกรณ์ ยัน​ ประชุมครม.นัดพิเศษ​ แก้พลังงาน​ ไร้ปัญหาข้อกฎหมาย​

ปกรณ์ ยัน​ ประชุมครม.นัดพิเศษ​ แก้พลังงาน​ ไร้ปัญหาข้อกฎหมาย​

ปกรณ์ ยัน​ ประชุมครม.นัดพิเศษ​ แก้พลังงาน​ ไร้ปัญหาข้อกฎหมาย​

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

ปกรณ์ ยัน​ ประชุมครม.นัดพิเศษ​ แก้พลังงาน​ ไร้ปัญหาข้อกฎหมาย​ ไม่ตอบ​ ลาออกจากตำแหน่งเมื่อใด​ บอก​ ยังรับราชการอยู่​ จะไล่ผมไปไหน

เมื่อเวลา​ 13.30 น.​ วันที่ 26 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์​ นิลประพันธ์​ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา​ กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษวันนี้ มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายอะไรหรือไม่ว่า ไม่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย เป็นการคุยกันเรื่องการประหยัดพลังงาน​เท่านั้น 

นายปกรณ์​ ยังปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุม​ โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่า นายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะเป็นผู้แถลง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวจะมานั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย​ในรัฐบาล อนุทิน 2 จะลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อใด นายปกรณ์​ หัวเราะ พร้อมบอกว่า​ “ผมยังรับราชการอยู่​ จะไล่ผมไปไหน”

ไชยชนก รับ น้ำมันพุ่ง 6 บาท เป็นไปตามกลไกราคาโลก ขอปชช.ปรับทัศนคติใช้ชีวิตให้เพียงพอ

ไชยชนก รับ น้ำมันพุ่ง 6 บาท เป็นไปตามกลไกราคาโลก ขอปชช.ปรับทัศนคติใช้ชีวิตให้เพียงพอ

ไชยชนก รับ น้ำมันพุ่ง 6 บาท เป็นไปตามกลไกราคาโลก ขอปชช.ปรับทัศนคติใช้ชีวิตให้เพียงพอ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

นภินทร เผยวงประชุมครม.นัดพิเศษ มีข่าวดีออกมาตรการช่วยปชช. มั่นใจรัฐบาลเอาอยู่ ย้ำ สงกรานต์ มีน้ำมันใช้แน่ ด้าน ไชยชนก รับ น้ำมันพุ่ง 6 บาท ย้ำ เป็นไปตามกลไกราคาโลก สกัดน้ำมันเถื่อนรั่วออกนอกประเทศ ขอปชช.ปรับทัศนคติใช้ชีวิตให้เพียงพอ

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 26 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า มีการหารือกันในหลายประเด็น  ซึ่งจะมีมติออกมาโดยรอให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงผลการประชุมอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะเอาอยู่ใช่หรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า “เอาอยู่สิครับ”

เมื่อย้ำถามว่า มีมาตรการภาษีสรรพสามิตมาช่วยลดราคาน้ำมันด้วยหรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า มี ข่าวดีอย่างแน่นอน และมีมาตรการหลายอย่างมาช่วยประชาชนอย่างแน่นอน โดยจะมีเรื่องการลดราคาสินค้า และจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีน้ำมันใช้เดินทางในช่วงสงกรานต์ รวมไปถึงการควบคุมราคาสินค้า 

เมื่อถามถึงบรรยากาศในที่ประชุมครม.นัดพิเศษ นายนภินทร กล่าวว่า เป็นไปด้วยดี ทุกคนช่วยกันระดมความคิดเห็นเพื่อให้มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนออกมา 

จากนั้นเวลา 13.35 น.นายไชยชนก ชิดชอบ  รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)  ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมครม.นัดพิเศษด้วยเช่นกันว่า เบื้องต้นหารือเพื่อเตรียมการรับมือ ทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย อัปเดตสถานการณ์ ปั๊มน้ำมัน ให้พี่น้องประชาชนสามารถติดตามได้ โดยไม่ต้องไปไล่เช็กแต่ละปั๊ม 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการควบคุมราคาในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับน้ำมัน รวมถึงแนวทางการประสานงานจัดซื้อน้ำมันจากประเทศพันธมิตร 

เมื่อถามถึงกรณีราคาน้ำมันพุ่งรวดเดียว 6 บาท  นายไชยชนก กล่าวยอมรับว่า มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ ซึ่งมีกลไกราคาโลก หากเรามัวแต่กดไว้ จะทำให้มีการรั่วไหล ไปในประเทศที่มีการปรับราคาขึ้น ตามราคาตลาด ซึ่งจะส่งผลกระทบหลายอย่าง  และป้องกันไม่ให้น้ำมันเถื่อน ออกไปประเทศอื่น และทำให้เรามีน้ำมันในประเทศน้อยลง พร้อมยกตัวอย่าง ว่าอาจมีกองทัพมด แฝงตัวเป็นประชาชน มาซื้อและนำไปขายช่องทางอื่น ซึ่งตามปิดไม่ได้ 100% อยู่แล้ว 

นายไชยชนก กล่าวอีกว่า รัฐบาล ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทุกกระทรวงจะต้องหาวิธีการรับมือ เราต้องหาวิธีการปรับตัว และทัศนคติในการใช้ชีวิต ที่พอเพียงขึ้น เพราะสถานการณ์ยืดเยื้อแน่นอน และผลกระทบ น่าจะมีอย่างอื่นมากกว่าเรื่องน้ำมัน จึงขอความร่วมมือให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ โดยรัฐบาลก็จะเร่งดู และทำทุกอย่างภายใต้ข้อจำกัดที่ยังไม่ได้เป็นครม.ใหม่

ศบก.ย้ำสถานการณ์ตะวันออกลางยังรุนแรง สหรัฐฯเตรียมส่งทหารเพิ่ม-อิหร่านเมินแผนยุติสู้รบ 15 ข้อ

ศบก.ย้ำสถานการณ์ตะวันออกลางยังรุนแรง สหรัฐฯเตรียมส่งทหารเพิ่ม-อิหร่านเมินแผนยุติสู้รบ 15 ข้อ

ศบก.ย้ำสถานการณ์ตะวันออกลางยังรุนแรง สหรัฐฯเตรียมส่งทหารเพิ่ม-อิหร่านเมินแผนยุติสู้รบ 15 ข้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

ศบก.ย้ำสถานการณ์ยังรุนแรง สหรัฐฯเตรียมเสริมกำลังทหารเพิ่มเขี้ยวเล็บปฏิบัติการตะวันออกกลาง เผยท่าทีอิหร่านปฏิเสธ 15 ข้อ สหรัฐฯยื่นเจรจายุติสู้รบ-เปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยื่น 5 เงื่อนไขกลับไปสหรัฐฯ ระบุช่วยคนไทยกลับแล้ว 1,499 คน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 11.05 น. ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ตะวันออกกลาง และการช่วยเหลือคนไทยว่า การพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังคงความรุนแรง โดยการโจมตีตอบโต้ระหว่างคู่ขัดแย้งหลักและการโจมตีไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับยังคงดำเนินต่อไป นอกจากนี้ มีรายงานว่าสหรัฐฯเตรียมส่งกำลังทหารเข้าไปในตะวันออกกลางเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการด้วย

นายปาณิดล กล่าวว่า ในส่วนของการเจรจาเพื่อยุติการสู้รบในตะวันออกกลาง ตามที่ตนได้รายงานไปเมื่อวันที่ 25 มี.ค. สหรัฐฯได้ส่งแผน 15 ข้อไปยังอิหร่านเพื่อขอยุติการสู้รบ ซึ่งรวมถึงกำหนดให้มีการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างถาวร มีรายงานว่าอิหร่านมีท่าทีปฏิเสธแผนดังกล่าวและได้กำหนดเงื่อนไข 5 ข้อ เพื่อยุติการสู้รบ ซึ่งรวมถึงการยอมรับอำนาจของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซโดยนานาชาติ ในขณะที่ล่าสุด โฆษกทำเนียบขาวของสหรัฐฯยืนยันว่าสหรัฐฯยังคงเจรจากับอิหร่านแต่ขอให้ระมัดระวังข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์เกี่ยวกับรายละเอียดของแผน 15 ข้อ ซึ่งเป็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น

นายปาณิดล กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์โดยรวมยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอย้ำอีกครั้งให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว พร้อมทั้งติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางทางการอย่างเคร่งครัด รวมถึงลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ

นายปาณิดล กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่และการดำเนินการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนขอเริ่มต้นด้วยกรณีของประเทศอิหร่านและโอมาน ตามที่ได้แถลงไปเมื่อวันที่ 25 มี.ค.เกี่ยวกับปฏิบัติการร่วมระหว่างอิหร่านและโอมานเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกเรือ 3 คน ที่ยังติดอยู่บนเรือบรรทุกสินค้ามยุรีนารีนั้น ขณะนี้ยังรอการยืนยันสถานะลูกเรือทั้ง 3 ราย โดยเมื่อได้รับความคืบหน้า กระทรวงการต่างประเทศจะรีบแจ้งให้ทราบโดยทันที

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับกรณีอิสราเอล ร่างของนายชัยวัฒน์ แววเนิน ที่เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดที่อิสราเอล ซึ่งเดิมมีกำหนดกลับถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 26 มี.ค. ล่าสุด สายการบินแอล อัล อิสราเอล แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน LY 085 ถูกยกเลิกเนื่องจากเหตุจำเป็น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ยังคงประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสายการบินอย่างใกล้ชิดเพื่อดำเนินการส่งร่างนายชัยวัฒน์กลับประเทศไทยในโอกาสแรก ซึ่งตนจะแจ้งยืนยันวันและเที่ยวบินใหม่ให้ทราบต่อไป

นายปาณิดล กล่าวว่า กรณีถัดไป อิหร่านและตุรกี เมื่อวันที่ 25 มี.ค.คนไทยจำนวน 8 คน ประกอบด้วยนักเรียนและครอบครัว 7 คน และแรงงานประมง 1 คน ได้เดินทางข้ามแดนผ่านจุดรา-ซี คาปิคอย เข้าสู่สาธารณรัฐตุรกีแล้วและได้พักรอที่เมืองวาน และเมื่อเช้าวันที่ 26 มี.ค.คนไทยทั้ง 8 คน ได้ออกเดินทางไปยังนครอิสตันบูล และจะพักค้างคืนที่นครอิสตันบูล ก่อนที่จะเดินทางออกจากนครอิสตันบูลในวันที่ 27 มี.ค.และมีกำหนดกลับถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 28 มี.ค.

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับท่านที่ยังอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ตนขอย้ำอีกครั้งว่าขอให้ติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการเพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการโดยเคร่งครัด และนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมายังประเทศไทยหรือไปประเทศที่สาม รวมสิ้น 1,499 คน ท้ายที่สุดนี้ ตนขอย้ำด้วยว่ารัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย

ไร้ยุทธศาสตร์! อภิสิทธิ์ จวก รัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ตั้งข้อสังเกตจงใจขึ้นหลังปิดสภาฯ หรือไม่?

ไร้ยุทธศาสตร์! อภิสิทธิ์ จวก รัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ตั้งข้อสังเกตจงใจขึ้นหลังปิดสภาฯ หรือไม่?

ไร้ยุทธศาสตร์! อภิสิทธิ์ จวก รัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ตั้งข้อสังเกตจงใจขึ้นหลังปิดสภาฯ หรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

’มาร์ค‘ มัดรวบ3สาเหตุล้มเหลว ซัดแหลก ’รัฐบาล‘ ลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ไร้ยุทธศาสตร์ ทำประชาชนแบกรับภาระฝ่ายเดียว ข้องใจประกาศหลังเลิกประชุมสภาฯ กะชิ่งโดนตรวจสอบ

วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ร่วมพูดคุยในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” วิพากษ์วิจารณ์กรณีรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาท เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา ชี้เป็นการกระทำที่ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์และเป็นการผลักภาระให้ประชาชนโดยไม่พยายามบริหารจัดการงบประมาณส่วนอื่น

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนทราบข่าวการขึ้นราคาน้ำมันในช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. – 23.00 น. หลังจากที่การประชุมสภาสิ้นสุดลง โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจงใจส่งข่าวหลังจากสภาปิดเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้าและการตรวจสอบจาก สส. ทั้งที่ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย รัฐมนตรีควรเข้ามาแถลงและชี้แจงเหตุผลต่อสภาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบแนวทางที่ชัดเจน
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้สรุปประเด็นความล้มเหลวของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไว้ 3 ประเด็นหลัก

1.ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ รัฐบาลไม่มีการตั้งเป้าหมายหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะพยุงราคาน้ำมันไปจนถึงระดับราคาตลาดโลกที่เท่าใด ทำให้ภาคเอกชนและประชาชนไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้

2. ประชาชนแบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลไม่ขอความร่วมมือจากโรงกลั่นน้ำมันในการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติมจาก “ค่าการกลั่น” ที่สูงขึ้น (ลาภลอย) หรือพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยพยุงราคา แทนที่จะปล่อยให้ราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้นทันที

3. มาตรการช่วยเหลือล่าช้า แม้รัฐบาลจะระบุว่ามีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะเป้าหมาย 5 กลุ่ม แต่กลับยังไม่มีผลบังคับใช้จริงในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงไปแล้ว ซึ่งนายอภิสิทธิ์มองว่าควรดำเนินการควบคู่ไปกับการขึ้นราคา

นายอภิสิทธิ์อธิบายว่า จากการอภิปรายของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่ระบุว่ารัฐบาลมีข้อมูลย้อนแย้งกันระหว่างภาครัฐที่ยืนยันว่าน้ำมันสำรองมีเพียงพอ แต่หน้าปั๊มกลับไม่มีน้ำมันขายหรือมีการลดโควตา ซึ่งตามความเห็นของตนสิ่งนี้สะท้อนว่ามี “ไอ้โม่ง” หรือกระบวนการกักตุนน้ำมันเกิดขึ้นจริง พร้อมกับได้เปรียบเทียบว่าการที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท เมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นการ “ปล่อยผีไอ้โม่ง” เพราะเมื่อราคาขยับขึ้นไปสูงตามที่ต้องการแล้ว น้ำมันที่เคยถูกกักตุนไว้ก็จะถูกปล่อยออกมาขายทันที

“การขึ้นราคาทีเดียว 6 บาทเมื่อคืนนี้ เปรียบเสมือนการ ‘ปล่อยผีไอ้โม่ง’ เพราะก่อนหน้านี้มีการกักตุนน้ำมันไว้เนื่องจากราคาไม่สะท้อนความเป็นจริง แต่พอราคาขยับขึ้นมาแบบนี้ ก็ไม่มีใครไปตามจับไอ้โม่งแล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่น้ำมันตามปั๊มต่าง ๆ เริ่มขาดแคลนว่า เกิดจากการที่รัฐบาลค้างชำระเงินชดเชยแก่โรงกลั่นกว่า 20,000 ล้านบาท เนื่องจากยังไม่มีมติ ครม. อนุมัติให้กองทุนน้ำมันกู้เงินได้ ส่งผลให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่องและลังเลที่จะปล่อยน้ำมันออกมาขายในราคาต่ำ พร้อมกับได้เตือนว่าหากรัฐบาลใช้กลไกราคาตลาดจริงโดยไม่ตรึงราคา ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นอีกกว่า 10 บาทต่อลิตร เมื่อคำนวณจากราคาหน้าโรงกลั่นและภาษีต่าง ๆ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสเรื่องงบประมาณในกองทุนน้ำมันเพื่อให้ประชาชนเตรียมใจรับมือกับค่าครองชีพที่จะสูงขึ้นตามมา

นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ ยังพูดถึงลักษณะการทำงานของรัฐบาลในมิติของระบบสภาในระบอบประชาธิปไตย ว่า หน้าที่สำคัญของรัฐบาลในระบบนี้คือต้องมีความรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาแถลงมติสำคัญในสภา โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน เพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก สส. และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจผ่านระบบสภาโดยตรง ขณะที่การประกาศขึ้นราคาน้ำมันในช่วงดึกคืนวาน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลจงใจประกาศขึ้นราคาหลังจากที่ปิดประชุมสภาหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบหรือซักถามจากสมาชิกสภา 
 

โฆษก ปชป. กางฉากทัศน์ บันได 5 ขั้น รับมือน้ำมันพุ่ง 6 บาท เตือนรัฐระวังวงจรเงินเฟ้อพ่นพิษ

โฆษก ปชป. กางฉากทัศน์ บันได 5 ขั้น รับมือน้ำมันพุ่ง 6 บาท เตือนรัฐระวังวงจรเงินเฟ้อพ่นพิษ

โฆษก ปชป. กางฉากทัศน์ บันได 5 ขั้น รับมือน้ำมันพุ่ง 6 บาท เตือนรัฐระวังวงจรเงินเฟ้อพ่นพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.51 น.

‘โฆษก ปชป.’ กางฉากทัศน์ “บันได 5 ขั้น” รับมือน้ำมันพุ่ง 6 บาท เตือนรัฐระวังวงจรเงินเฟ้อพ่นพิษสินค้าแพง

วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน หลังจากรัฐบาลมีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันทันที 6 บาท โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ผ่านฉากทัศน์บันได 5 ขั้น ที่รัฐบาลและประชาชนต้องเตรียมรับมือ ดังนี้

เปิดฉากทัศน์บันได 5 ขั้น ผลกระทบจากวิกฤตน้ำมัน

ขั้นที่ 1 (ทันที – 2 สัปดาห์) วิกฤตต้นทุนการเคลื่อนที่ ส่งผลกระทบทันทีกับกลุ่มที่ใช้น้ำมันเป็นสินค้าหลักและปัจจัยในการขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าขนส่งพัสดุ และรถบรรทุกสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้น ค่าโดยสารสาธารณะ ทั้งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ และรถเมล์ (กลุ่มที่ไม่ใช้ไฟฟ้า) จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก

ขั้นที่ 2 (1 – 2 เดือน) วัตถุดิบหลักทางการผลิตพุ่งสูง ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันและก๊าซเป็นวัตถุดิบต้นน้ำจะเริ่มปรับราคา เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดน้ำ ถุงพลาสติก และภาชนะต่างๆ จะมีต้นทุนสูงขึ้น ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเกษตร ซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขั้นที่ 3 (2 – 3 เดือน) ต้นทุนแฝงเริ่มซึมเข้าสู่ราคาสินค้าอุปโภค สินค้าในชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น สบู่ ยาสระผม และผงซักฟอก ซึ่งมีส่วนประกอบจากปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะเริ่มขยับราคา วัสดุก่อสร้าง ทั้งปูน เหล็ก และกระเบื้อง ที่ต้องใช้ความร้อนสูงในการผลิตและมีน้ำหนักมากในการขนส่งจะเริ่มปรับตัวตาม

ขั้นที่ 4 (3 – 5 เดือน) วิกฤตราคาอาหารและของสด ทั้งราคาผักและเนื้อสัตว์จะพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากต้นทุนค่าปุ๋ย อาหารสัตว์ และค่าขนส่งจากฟาร์มสู่ตลาด ร้านอาหารจานด่วนและอาหารตามสั่งจะเริ่มแบกรับต้นทุนก๊าซหุงต้มและวัตถุดิบไม่ไหว นำไปสู่การปรับขึ้นราคามื้อละ 5-10 บาท

ขั้นที่ 5 (6 เดือนขึ้นไป) วงจรเงินเฟ้อและค่าแรง ปฏิเสธไม่ได้ที่ค่าไฟฟ้า (FT) จะปรับตัวสูงขึ้นตามรอบการคำนวณบัญชีที่มักตามหลังราคาน้ำมันประมาณ 4 เดือน เมื่อราคาสินค้าทุกอย่างแพงขึ้นจนเกิดภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) แรงงานจะเริ่มรับภาระไม่ไหวและออกมาเรียกร้องการปรับค่าแรงขั้นต่ำ การปรับค่าแรงจะกลายเป็นต้นทุนรอบใหม่ที่ทำให้ราคาสินค้าขยับสูงขึ้นไปอีกเป็นวงจรไม่สิ้นสุด

นายพงศกร ระบุทิ้งท้ายว่า ขอให้รัฐบาลเตรียมแผนรับมือสถานการณ์นี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันภาคประชาชนเองก็ต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทก เนื่องจากยังไม่มีความมั่นใจว่าหากสถานการณ์วิกฤตมาถึง รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการปัญหาได้ดีกว่าปัจจุบันหรือไม่

พณ. ดัน 2 มาตรการช่วยเกษตรกร รับซื้อข้าวราคาสูง-จัดสรรดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยว

พณ. ดัน 2 มาตรการช่วยเกษตรกร รับซื้อข้าวราคาสูง-จัดสรรดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยว

พณ. ดัน 2 มาตรการช่วยเกษตรกร รับซื้อข้าวราคาสูง-จัดสรรดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

“พาณิชย์” เผย 2 มาตรการช่วยเกษตรกร รับซื้อข้าวราคาสูงกว่าตลาด พร้อมประสาน ก.พลังงาน จัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยว 

นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึง มาตรการดูแลค่าครองชีพและราคาสินค้าว่า จากการลงพื้นที่ของพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางระหว่างวันที่ 5 – 25 มี.ค. จากการตรวจสอบเกือบ 3,000 แห่ง แบ่งเป็นสถานีบริการน้ำมัน 1,786 แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ย 606 แห่ง ตลาดและห้างค้าปลีกค้าส่ง 585 แห่ง จากการลงพื้นที่พบการกระทำความผิดตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ในสถานีบริการน้ำมัน โดยพบใน 11 จังหวัดรวม 17 ราย ซึ่งไม่ติดป้ายราคาแสดงราคาสินค้า โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า สำหรับเรื่องร้องเรียนด้านราคาและปริมาณสินค้าผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 1569 ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ถึงวันที่ 25 มี.ค. มีเรื่องร้องเรียน 400 คำร้อง แบ่งเป็นเรื่องที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว 152 คำร้องพบการกระทำความผิดคือ ไม่ติดป้ายแสดงราคา 15 ราย  จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง 3 ราย และติดป้ายแสดงราคาไม่ชัดเจน 1 ราย และไม่พบการกระทำความผิดตามที่ร้องเรียน 133 ราย ทั้งนี้ทางกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 233 คำร้อง และมีการร้องเรียนในเรื่องของการจำหน่ายราคาเกินสมควรจำนวน  33 คำร้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกเอกสารต้นทุนมาวิเคราะห์ และหากพบว่ามีการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินจริงก็จะมีการดำเนินตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า นอกจากกำกับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อกำกับดูแลตลาดให้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรม กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกำกับดูแลทุกภาคส่วน รวมถึงเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการผันผวนของต้นทุนการผลิตตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยเมื่อวันที่ 25 มี.ค. กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เพื่อเตรียมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ทั้งในด้านของต้นทุนและเรื่องตลาด

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า โดยมีการเตรียมการดำเนินการดังนี้ 1. มาตรการโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต  2569 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ นำร่องใน 5 จังหวัด ที่เป็นแหล่งผลิตข้าวนาปรังสำคัญ ได้แก่นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชรและจ.สุโขทัย โดยมีเป้าหมายรองรับผลผลิตข้าวนาปรัง ที่จะออกสู่ตลาดจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งองค์การคลังสินค้าจะประสานให้โรงสี และสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดประมาณ 300 บาทต่อตัน 

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า 2. ตลาดนัดข้าวเปลือกในแหล่งผลิตข้าวนาปรังเพิ่มเติม ซึ่งมีการจัดตลาดนัดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค.ถึงเดือน พ.ค. เพื่อเชื่อมโยงผู้ ประกอบการนอกพื้นที่ให้เข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งเราหวังว่าจะลดภาระค่าขนส่ง การจำหน่ายและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับพี่น้องชาวนา โดยราคารับซื้อในตลาดนัดข้าวเปลือก จะสูงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 200-400 บาทต่อตัน ซึ่งขณะนี้ได้ยืนยันแผนการจัดงานไปแล้ว รวม 8 ครั้งในหลายจังหวัดเช่น จ. สิงห์บุรี อ่างทอง พิจิตร พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลกและจ.น่าน พร้อมทั้งกำชับให้สำนักงาน สาขาชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน ดูแลการซื้อขายในพื้นที่ให้เกิดความโปร่งใส ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก การวัดความชื้น รวมทั้งจะมีการประสานกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เพื่อจัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่ที่เก็บเกี่ยวให้เพียงพอต่อเกษตรกรที่ต้องพึ่งพารถเกี่ยวข้าวด้วย 

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า สำหรับเรื่องการลดต้นทุนการผลิต กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการ ปุ๋ยธงเขียวพลัส ซึ่งจะมีการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษวันนี้ เพื่อสนับสนุนส่วนลดของปุ๋ยเคมี และยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับเกษตรกรที่ถือบัตรดินดี ที่ออกโดยกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงคูปองส่วนลดสำหรับการซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้  เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปีที่กำลังจะมาถึง สุดท้ายนี้กระทรวงพาณิชย์ขอยืนยันว่า จะกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ราคาสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง อยู่ในระดับที่เหมาะสม และที่สำคัญคือ มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม หรือมีพฤติกรรมที่บิดเบือนกลไกการตลาด สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายในได้ที่  1569 ตลอด 24 ชั่วโมง

ศุภจี ลุคใหม่ นำทัพพาณิชย์หารือทูตแอฟริกาใต้ ถกขยายส่งออกสินค้า

ศุภจี ลุคใหม่ นำทัพพาณิชย์หารือทูตแอฟริกาใต้ ถกขยายส่งออกสินค้า

ศุภจี ลุคใหม่ นำทัพพาณิชย์หารือทูตแอฟริกาใต้ ถกขยายส่งออกสินค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

วันนี้ (26 มีนาคม 2569) กระทรวงพาณิชย์ ได้เผยแพร่ข่าวทางสื่อโซเชียล เป็นภาพการหารือครั้งสำคัญระหว่างไทยและแอฟริกาใต้ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในลุคใหม่สุดสมาร์ท นำทีมหารือขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพ และแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ครบรอบ 34 ปี ความสัมพันธ์ไทย – แอฟริกาใต้ “พาณิชย์” หารือ “ทูตแอฟริกาใต้” ขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกัน ดันประชุม JTC ไทย – แอฟริกาใต้ เป็นระดับรัฐมนตรี

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบกับนายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือแนวทางในการขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกัน การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเห็นพ้องที่จะเร่งจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย – แอฟริกาใต้ ให้เกิดขึ้นในปีนี้ โดยยกระดับการประชุมฯ ให้เป็นระดับรัฐมนตรี

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

นางศุภจี เปิดเผยว่า ไทยกับแอฟริกาใต้มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานโดยในปีนี้ เป็นปีที่ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 34 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่สองฝ่ายจะหาแนวทางในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และการสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจผ่านการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มต่อห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงส่งเสริมจุดแข็งระหว่างกันในหลากหลายมิติ โดยในปัจจุบัน เนื่องจากระยะทางที่ไกล จึงทำให้ไทยและแอฟริกาใต้ยังมีประเด็นด้านโลจิสติกส์ และธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างกัน การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะสามารถลดทอนอุปสรรคดังกล่าวซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าของทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีกลไกการประชุม JTC เพื่อหารือประเด็นด้านการค้าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง (ทุก 2 ปี) ในโอกาสนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งจัดการประชุม JTC ครั้งต่อไปให้เร็วขึ้นจากกรอบระยะเวลาเดิมให้เกิดขึ้นในปีนี้และยกระดับการประชุม JTC เป็นระดับรัฐมนตรีนอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับภูมิภาคแอฟริกาเพื่อสนับสนุนข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย-แอฟริกา (Thailand – Africa Initiative: TAI)อย่างเต็มที่

นางศุภจี เสริมว่า ไทยและแอฟริกาใต้ตั้งเป้าที่จะขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกันเพื่อสร้างสมดุลทางการค้าของสองประเทศ โดยไทยแสดงความพร้อมในการสนับสนุนสินค้าศักยภาพ อาทิ ข้าว อาหารและเกษตรแปรรูป และยานยนต์ โดยเฉพาะข้าวของไทยที่มีคุณภาพและความหลากหลายกว่า 5,000 ชนิด ที่สามารถทานคู่กับอาหารหลากหลายประเภท ในขณะที่แอฟริกาใต้ต้องการส่งออกสินค้า เช่น แอปเปิล แพร์ และไวน์ เพิ่มเติม ไทยเห็นว่าแอฟริกาใต้มีศักยภาพในการเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่นเดียวกับที่ไทยสามารถกระจายสินค้าจากแอฟริกาไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าระหว่างกัน ตนได้เชิญชวนผู้ประกอบการแอฟริกาใต้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย อาทิ งาน Bangkok Gems & Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-AnugaAsia และงานแสดงสินค้าและบริการโลจิสติกส์และเทคโนโลยี การขนส่ง TILOG – LogistiX 2026และในปลายปีนี้กระทรวงพาณิชย์จะส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาการค้าเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

พร้อมกันนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับ หน่วยงาน Invest SA ของแอฟริกาใต้เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น

ทั้งนี้ ในปี 2568 แอฟริกาใต้ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในภูมิภาคแอฟริกา การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 4,010.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ 3,227.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากแอฟริกาใต้ 782.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์ สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และ ส่วนประกอบ และอุปกรณ์ยานยนต์ #กระทรวงพาณิชย์ #ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ #ครบรอบ34ปีไทยแอฟริกาใต้ #เศรษฐกิจไทย”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กระทรวงพาณิชย์ 

รสนา จับพิรุธน้ำมันหมดก่อนขึ้นพรวด ลั่นถาม บิ๊กการเมือง แบบนี้มัน แปลก ๆ ไหม ?

รสนา จับพิรุธน้ำมันหมดก่อนขึ้นพรวด  ลั่นถาม บิ๊กการเมือง แบบนี้มัน แปลก ๆ ไหม ?

รสนา จับพิรุธน้ำมันหมดก่อนขึ้นพรวด ลั่นถาม บิ๊กการเมือง แบบนี้มัน แปลก ๆ ไหม ?

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

วันนี้ 26 มีนาคม 2569 นางรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ตั้งคำถามถึงบิ๊กการเมืองควบเจ้าของปั๊มน้ำมัน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ปั๊มPT ติดป้ายน้ำมันทุกชนิดหมดตั้งแต่เที่ยงเมื่อวานนี้(25 มีนาคม 2569) เช้านี้น้ำมันทุกชนิดขึ้นลิตรละ 6 บาท !!! ขอถามตามตรงว่าผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการรองนายกรัฐมนตรีและผู้ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีในการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นเจ้าของปั๊ม PT เป็นผู้กำหนดขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทและใช้ข้อมูลภายในให้ปิดปั๊มขายน้ำมันด้วย ใช่หรือไม่ ?!? ถือว่าเอาข้อมูลภายในมาหาประโยชน์จากประชาชนคนทั้งแผ่นดิน ใช่หรือไม่!?? นับว่าเป็นใช้วิกฤติโลกและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นโอกาสในการถอนทุนการเลือกตั้ง ใช่หรือไม่?!?

รสนา โตสิตระกูล

26 มีนาคม 2569″

รสนา โตสิตระกูล

ภายหลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม หลากหลายมุมมอง เช่น

“ข้อมูลภายในที่ประชุมครม.ที่บังเอิญโคตรตระกูลเป็นเจ้าของบริษัทค้าน้ำมัน..!!”

“ผมว่าต้องให้ท่านแจง อย่าเพิ่งรีบใส่ความเพราะเหตุว่าผมมีบัตรสมาชิกได้ส่วนลดทุกการเติม และเติมได้ 200 ลิตรต่อเดือน เอาแกลลอนมาเติมก็ได้ ซึ่งมีคนจำนวนมากเมื่อได้ส่วนลดกว่าราคาปกติ เกิดอยากตุนไว้ใช้ทั้งประเทศก็ย่อมได้เพราะตุนได้ถึง 200 ลิตรต่อเดือน ขณะที่เจ้าอื่นไม่เล่นส่วนลด”

“รณรงค์ไม่เติมน้ำมันปั๊มPT”

“คนที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมก็มีแต่คุณรสนา”

“น้ำมันที่แพงอยู่ทุกวันนี้ เป็นน้ำมันเก่า”

“ถ้าปั้มยี่ห้อนี้เปิดเต็มระบบภายในวันสองวันนี้ ไม่ต้องคิดดีเลย”

“ภาษี ที่ ปชน. จ่ายกันไป ประชาชน ควรใช้งบนี้ สร้างปะม โรงกลั่นเป็นของตัวเอง อย่างน้อย 1 ตำบล มีปั้มของ ประชาชน. สองสามปั้ม ทุนพลังงานการเมือง จะได้หมดไป”

“คิดถึงสมัย พี่ออกมาพูดเรื่องโรงกลั่น เรื่องท่อน้ำมัน ครับเราได้เเต่ยอมรับเเบบจำใจเพราะประเทศนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว”

รสนา โตสิตระกูล
รสนา โตสิตระกูล
รสนา โตสิตระกูล
รสนา โตสิตระกูล
รสนา โตสิตระกูล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล