สีหศักดิ์ แย้ม กลาโหมโอมาน ประสานขอรายชื่อเรือไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

สีหศักดิ์ แย้ม กลาโหมโอมาน ประสานขอรายชื่อเรือไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

สีหศักดิ์ แย้ม กลาโหมโอมาน ประสานขอรายชื่อเรือไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

‘รมว.ต่างประเทศ’เผย ‘กลาโหมโอมาน’ประสานไทยส่งรายชื่อเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลัง‘เรือ SCG’ผ่านได้อย่างปลอดภัย  เตรียมหารือรมว.ต่างประเทศอิหร่านอีกครั้ง 

วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ  ให้สัมภาษณ์กรณีเมื่อวันที่  19 เม.ย.ที่ผ่านมา เรือของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จอีก 1 ลำ ว่า เป็นข่าวดี แม้จะไม่ทราบว่าเป็นผลสำเร็จจากการเดินทางเยือนรัฐสุลต่านโอมาน เมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เพื่อขอให้โอมานซึ่งมีความใกล้ชิดกับอิหร่าน ช่วยประสานและส่งรายชื่อเรือของไทยให้กับทางอิหร่านหรือไม่

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ทางกระทรวงกลาโหมโอมาน ได้ประสานงานมา เพื่อขอรายชื่อของเรือไทยที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่อีกครั้งด้วย ท่าทีดังกล่าวอาจมองว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่เกิดขึ้นหลังการเยือนโอมานครั้งนี้ และหวังว่าเรือไทยลำอื่น ๆ จะสามารถเดินทางผ่านได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน แต่ด้วยสถานการณ์ในภูมิภาคขณะนี้ ซึ่งเกิดความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลกระทบให้เรือต่าง ๆ เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยากขึ้น ซึ่งไทยต้องการให้เรือทุกสัญชาติสามารถเดินทางผ่านได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งปรารถนาที่จะเห็นสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการเจรจาทางการทูตอย่างจริงจังและต่อเนื่อง 

นายสีหศักดิ์  กล่าวต่อว่า  รัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการประสานงานทุกช่องทาง เพื่อให้เรือไทยสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยกำลังพิจารณาถึงโอกาสในการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้อีกฝ่ายมีภารกิจที่ค่อนข้างรัดตัว ส่วนท่าทีของนานาชาติและอาเซียน ในการเรียกร้องให้เกิดสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีความสำคัญอย่างยิ่ง

โดยต้องยืนยันหลักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช้กำลัง และไม่ต้องการให้สงครามยกระดับมากขึ้น รวมทั้งต้องการให้เกิดการเจรจาอย่างจริงจังและจริงใจ โดยเฉพาะ ในภูมิภาคอาเซียน ยังได้มีการย้ำจุดยืนร่วมกันว่าต้องการให้เกิดสันติภาพ เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้น ไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย

นายกฯ มอบนโยบายงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส

นายกฯ มอบนโยบายงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส

นายกฯ มอบนโยบายงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน ตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

นายกฯ มอบนโยบายงบปี70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องเกิดประโยชน์สูงสุดตรงเป้า-แม่นยำตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส  ยันปรับลดงบไม่ตอบโจทย์-ไม่จำเป็น วางกฎเหล็กงบปี 70 เพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 20 ของบปี 69 ยันรบ. ยึดหลัก 3 ประการในการทำงาน กำชับเตรียมความพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ให้พร้อมไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรุกรานปท.ไทยเมื่อไหร่ก็ได้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.)และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมด้วย  ว่า วันนี้เป็นวาระการมอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งในครั้งนี้อาจจะแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากขณะเราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทยและของทั้งโลกด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐจะต้องแสดงบทบาทเป็นผู้นำในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์โดยจะต้องปรับปรุงและปรับวิธีการทำงานให้เป็นเอกภาพและสูงขึ้นในทรัพยากรที่ใช้น้อยลง โดยเริ่มจากการปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณให้ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชน เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริงให้กับประเทศของเรา

นายกฯ กล่าวต่อว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 ต้องตรงเป้าและแม่นยำและสามารถตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส ของรัฐบาลในการนำพาประเทศพ้นภาวะวิกฤต ควบคู่กับการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางโดยเร็ว ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพื่อทำให้ประเทศไทยมีความสามารถแข่งขันที่สูงขึ้น ด้วยนโยบาย 5 ด้าน 1.ด้านเศรษฐกิจ 2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3.นโยบายด้านสังคม  4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

และ5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปี 2570 – 2573 ได้กำหนดกรอบไว้จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2569 เพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.2 เท่านั้น ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิ ตามกฎหมาย ตามข้อผูกพัน และสวัสดิการต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ ปี 2570 และความจำเป็นในการ แก้ไขปัญหาของประเทศการใช้จ่ายงบประมาณ จะต้องคำนึงถึง หลักความคุ้มค่า และหลักงบประมาณ ฐานศูนย์ โดยไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรรในปีที่ผ่านมา แต่เน้นเรื่องความจำเป็น ความเร่งด่วนและความเหมาะสมของสถานการณ์ ต้องปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศให้มากที่สุดการขอรับจัดสรรงบประมาณในปีนี้จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณปี 2569 โดยส่วนที่เพิ่มขึ้น จะต้องเป็นรายจ่ายลงทุนนี่เป็นกฎเหล็กของปีงบประมาณ 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตในขณะนี้  และเป็นการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการศึกษาดูงาน และปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอให้เน้นการเช่ามากกว่าหรือหากมีความจำเป็นต้องมีการก่อสร้างขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมให้มุ่งเน้นการซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ รวมถึงงบประมาณของกลุ่มจังหวัด ขอให้งดการตั้งงบประมาณเพื่อการพัฒนาถนนและแหล่งน้ำ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของพื้นที่ในการดำเนินการ สำหรับงบประมาณของจังหวัดจะมีการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมาย เท่าที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ ด้วยสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเรามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น ทุกหน่วยงานต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง โดยทุกหน่วยงานที่จะทำสัญญาเช่าหรือซื้อรถยนต์มาใช้ในราชการ ให้ดำเนินการเช่ารถยนต์ EV หรือรถยนต์ Hybrid สำหรับรายการที่ลงนามสัญญาเช่าไว้แล้ว ให้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการพิจารณาปรับแก้ไขสัญญาเช่ารถราชการ จากเดิมที่เป็นรถยนต์สันดาป ให้สามารถเปลี่ยนเป็นรถยนต์ EV หรือ Hybrid ได้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางธุรกิจ ต้นทุน ภารกิจของหน่วยงาน และความเป็นไปได้รวมทั้งขอให้หน่วยงานติดตั้ง Solar Rooftop ในทุกพื้นที่ที่สามารถทำได้เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการฝ่าวิกฤตพลังงานเชื้อเพลิงในครั้งนี้ไปด้วยกัน

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอเน้นย้ำว่ารัฐบาล ยึดหลักการสำคัญ 3 ประการในการทำงาน คือ 1.พิทักษ์ รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและการบริหารราชการแผ่นดิน บนหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของ
พี่น้องประชาชนขอให้พวกเราได้ร่วมมือกัน ทำภารกิจสำคัญนี้ ให้สำเร็จลุล่วงเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเรา ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องการดูแลความมั่นคงในประเทศ ในเรื่องการดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามของเราคิดว่าเขาสามารถจะมารุกรานประเทศของเราเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งการเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ขอให้ทางกองทัพและสำนักงบประมาณได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี เพราะหากมีเรื่องการสู้รบแต่ละครั้งสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องสร้างความมั่นใจคือเรามีศักยภาพมีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทยของเรา รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทย แผ่นดินที่เป็นของคนไทยที่เป็นของประเทศไทยจะต้องปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น

ฉะนั้นขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องดินแดนของพวกเรา

นายกฯ กล่าว่า สำหรับในช่วงแรกก่อนการกล่าวมอบนโยบายงบประมาณผมได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการงบประมาณ ระหว่าง 5หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. )และสำนักงาน ป.ป.ท. ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล เพื่อส่งมอบประเทศไทยที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกหลานของเราต่อไป

‘สุริยะ’ บินรัสเซียเจรจาซื้อปุ๋ยยูเรีย เร่งคุยเอกชนสรุปจำนวนความต้องการ

‘สุริยะ’ บินรัสเซียเจรจาซื้อปุ๋ยยูเรีย เร่งคุยเอกชนสรุปจำนวนความต้องการ

‘สุริยะ’ บินรัสเซียเจรจาซื้อปุ๋ยยูเรีย เร่งคุยเอกชนสรุปจำนวนความต้องการ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

‘สุริยะ’เผย บินรัสเซีย เร่งคุยเอกชนสรุปจำนวนความต้องการปุ๋ยยูเรีย​ ก่อนทำหนังสือเสนอ คาดหลังลงนาม​ 3 เดือน​ปุ๋ยถึงไทย​ ยัน​ราคาสูงก็ไม่ซื้อ

วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 10.53 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายสุริยะ​ จึง​รุ่งเรือง​กิจ​ รมว.เกษตรและสหกรณ์​ กล่าวถึงการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อหารือถึงการเจรจาซื้อปุ๋ยยูเรีย​ ว่า​  หลังพบว่าปริมาณปุ๋ยยูเรียในไทยไม่เพียงพอ จึงได้หารือผ่านเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ก่อนเดินทางไปหารือกับรองนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย เนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศที่ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ของโลกและมีนโยบายไม่ให้ส่งออก จึงต้องเดินทางไปเจรจา​ ซึ่งผลการเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี และได้จัดโควต้าปุ๋ยยูเรียให้กับประเทศไทย โดยในเบื้องต้นมีการขอ 1-2 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้ทางประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ และเอกชน ตรวจสอบจำนวนความต้องการจะต้องเร่งจัดทำรายละเอียด เพื่อทำหนังสือเสนอไปยังทางการรัสเซียว่าต้องการปุ๋ยยูเรียจำนวนเท่าใด 

เมื่อถามว่าระยะเวลาในการนำเข้าจะเป็นช่วงใดนั้น นายสุริยะ​ กล่าวว่า หลังจากลงนามไม่เกิน 3 เดือนปุ๋ยก็จะถึงไทย​ ส่วนเรื่องราคาปุ๋ย​ยูเรีย​นั้น จะต้องมีการหารือกับผู้ผลิต 2 รายใหญ่ของรัสเซีย หากราคาสูงเกินไปก็ไม่ซื้อ เพราะต้องหาราคาที่ยุติธรรม อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาในเรื่องการขาดแคลนและราคา​

สว. ไฟเขียว สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ อดีตผู้ว่าฯนนท์ นั่ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน

สว. ไฟเขียว สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ อดีตผู้ว่าฯนนท์ นั่ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน

สว. ไฟเขียว สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ อดีตผู้ว่าฯนนท์ นั่ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.14 น.

วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบ นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังจากที่พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม เป็นการลับแล้วเสร็จ

สำหรับการลงคะแนนลับ พบว่าได้เสียงเห็นชอบ 125 เสียง ไม่เห็นชอบ 2 เสียง และงดออกเสียง 50 เสียง โดยพล.อ.เกรียงไกร แจ้งว่า นายสุจินต์ ได้รับเลือกให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะได้รับความเห็นชอบ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสว.ที่มีอยู่ คือตั้งแต่ 100 คะแนนขึ้นไป

นายกฯ บินเชียงใหม่ ติดตามไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 ตรวจใช้โดรนดับไฟ เร่งแก้ปัญหาภาคเหนือ

นายกฯ บินเชียงใหม่ ติดตามไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 ตรวจใช้โดรนดับไฟ เร่งแก้ปัญหาภาคเหนือ

นายกฯ บินเชียงใหม่ ติดตามไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 ตรวจใช้โดรนดับไฟ เร่งแก้ปัญหาภาคเหนือ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.07 น.

วันที่ 20 เมษายน เวลา 11.06 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมนำคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายไชยชนก ขิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวงต่าง ๆ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (ผอ.สงป.) เสนาธิการทหารบก และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วย 

นายกรัฐมนตรี จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์และร่วมประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางสถานการณ์หมอกควันและฝุ่นที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพประชาชนในหลายจังหวัดของภาคเหนือในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับกำหนดการสำคัญนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการการทำงานและเร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นนายกรัฐมนตรี จะทำคณะเดินทางไปยังวัดพระธาตุดอยสะเก็ด เพื่อตรวจติดตามภารกิจการดับไฟป่าตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break) ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า และร่วมชมการสาธิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ ที่ใช้ในการสำรวจและสนับสนุนการดับไฟป่าในพื้นที่จริง สะท้อนการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมสถานการณ์ พร้อมพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

สว.เซ็ง! เจอ นายกฯ-ครม. เปิดซิงเบี้ยวตอบทุกกระทู้ อ้างติดสารพัดภารกิจ

สว.เซ็ง! เจอ นายกฯ-ครม. เปิดซิงเบี้ยวตอบทุกกระทู้ อ้างติดสารพัดภารกิจ

สว.เซ็ง! เจอ นายกฯ-ครม. เปิดซิงเบี้ยวตอบทุกกระทู้ อ้างติดสารพัดภารกิจ

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.57 น.

วันที่ 20 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามด้วยวาจาและด้วยหนังสือ เป็นการถามกระทู้ครั้งแรกต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) ชุดใหม่ แต่ปรากฏว่า ทั้งกระทู้ถามด้วยวาจา และกระทู้ถามด้วยหนังสือ ที่ถามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ไม่มีใครมาตอบกระทู้ทั้งหมด อ้างติดภารกิจ โดยกระทู้ถามด้วยหนังสือ 3 กระทู้ได้แก่ 1.กระทู้ถามความคืบหน้าสร้างเขื่อนน้ำว้า อ.เวียงสา จ.น่าน ของนายมังกร ศรีเจริญกุล สว. ถามนายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้รับแจ้งติดภารกิจ 2.กระทู้เรื่องสวัสดิการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และเสริมสร้างขวัญกำลังใจกำลังพล ในระหว่างและภายหลังสู้รบ กรณีสถานการณ์ขัดแย้งชายแดนไทย -กัมพูชา ของน.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. ถามนายกรัฐมนตรี 

โดยพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้รับมอบมาตอบกระทู้แทน  แจ้งว่าติดภารกิจ 3.กระทู้แนวทางส่งเสริมความก้าวหน้าพยาบาลวิชาชีพ ของนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ถามนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้รับแจ้งติดภารกิจ ขณะที่กระทู้ถามด้วยวาจา 3กระทู้ได้แก่1.กระทู้แนวทางแก้ปัญหาไม่ให้เด็กหลุดระบบการศึกษาปี2569 ของนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. ถามนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ แจ้งติดภารกิจ 2.กระทู้ดับไฟฟ้าด้วยนวัตกรรม ของน.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ถามนายกฯ โดยมอบนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย มาตอบกระทู้แทน ก็แจ้งติดภารกิจ 3.กระทู้สถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ของนายเศรณี อนิลบล สว. ถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ได้รับแจ้งติดภารกิจ  

มงคลกิตติ์ เข้าชี้แจง กกต. ปมนโยบายอวกาศ ยืนยันทำได้จริง

มงคลกิตติ์ เข้าชี้แจง กกต. ปมนโยบายอวกาศ ยืนยันทำได้จริง

มงคลกิตติ์ เข้าชี้แจง กกต. ปมนโยบายอวกาศ ยืนยันทำได้จริง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.14 น.

‘มงคลกิตติ์’เข้าชี้แจงกกต. ยืนยัน“นโยบายอวกาศ–ผัวเมียหลายคน” ไม่เพ้อ ทำให้ประเทศก้าวล้ำ ซัดพรรคการเมืองอื่นสัญญาแล้วทำไม่ได้ควรถูกสอบย้อนหลัง ขู่กกต.ฟัน ม.157 หากเลือกปฏิบัติ ค้านขึ้น VAT 10% ซ้ำเติมคนไทย แนะรัฐซื้อโรงกลั่นลดราคาน้ำมัน กดดันพรรคร่วมอย่าหนุนรัฐบาล พร้อมจวกมาตรการช่วยคนจนไร้ผล

วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีตเลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ และอดีตหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ เดินทางเข้าชี้แจงต่อกกต.หลังมีผู้ร้องเรียนว่า การที่ตนได้เอานโยบายต่างๆโดยเฉพาะด้านอวกาศ ไปหาเสียงช่วงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นนโยบายเกินจริง เป็นไปไม่ได้ ว่านโยบายนี้สหรัฐอเมริกาก็มีการทำ ส่งยานอวกาศโคจรไปนอกระบบสุริยะจักรวาลแล้ว ถึงขนาดต้องการที่จะนำมนุษย์ไปอยู่ที่บนดวงจันทร์ และยังมีประเทศฝรั่งเศส อินเดีย อิหร่าน ต่างประเทศต้องการแข่งขันกันในเรื่องพวกนี้ เราก็เลยนำเรื่องนี้มาใส่ในนโยบายหาเสียงของพรรค เพราะเราไม่อยากให้ประเทศไทยล้าหลัง นโยบายนี้จึงเป็นนโยบายก้าวล้ำ

ส่วนเรื่องนโยบายผัวเมีย จะชี้แจงอีกครั้งในวันที่ถูกเรียกมาตอบ แต่ก่อนหน้านี้ก็ได้หารือกับฝ่ายกฎหมายของสภาแล้ว ว่าจะต้องยื่นรายชื่อ 20 คน และให้สภายกต้นร่างกฎหมาย แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายผัวเมียมานานแล้ว แต่ก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่กฎหมายตามพฤติกรรมมนุษย์ไม่ทัน เรายังคงมีเรื่องกิ๊ก เมียน้อย เมียหลวง จนปัจจุบันเรามีการแก้ไขกฎหมายให้สามารถสมรสได้ระหว่างชายกับชาย หญิงและหญิง ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าของกฎหมาย จึงเห็นว่าผู้หญิงก็ควรที่จะมีความเท่าเทียม โดยเสนอให้ผู้หญิงสามารถมีสามีได้ 4 คน ซึ่งถือว่าก็เป็นการปฏิรูปกฎหมาย สังคม วัฒนธรรม ให้ก้าวหน้าขึ้น การนำเสนอนโยบายของตน จึงเป็นตัวริเริ่มเปลี่ยนแปลงสังคมบ้านเมือง ฉะนั้นคำว่าก้าวล้ำคือก้าวล้ำทุกอย่าง

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ตนก็จะชี้แจงต่อกกต.ว่าการที่พรรคอื่น ไม่ได้มองและนำเสนอนโยบายเรื่องนี้ เพราะเขาไม่ได้มองในจุดนี้ ตนไม่อยากให้ไทยล้าหลังในเรื่องอวกาศ เราอยู่ในอันดับที่ 40 ของโลก ถือว่าไกลมากเลย เรื่องนี้ก็ไม่ใช่นโยบายที่เป็นไปไม่ได้หรือเกินจริง เพราะถ้าพูดเช่นนั้นอยากหลายๆพรรค เช่น พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอนโยบายปราศรัยว่า 2 เดือนกว่า จะรวยไม่ไหวแล้ว 4 ปีเงินน่าจะล้นหมดแล้ว แล้วมันรวยจริงหรือไม่ มันก็ไม่ได้รวยจริง ส่วนเรื่องไทยไม่เทา ถามว่าแก้เทา แก้คอรัปชั่นได้หรือไม่ ก็แก้ไม่ได้ ซึ่งพรรคการเมืองเหล่านี้เป็นรัฐบาลแล้ว เขาก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าทำไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าจะดำเนินคดีกับตนในข้อหาหาเสียงเกินจริง ก็ต้องให้ตนเป็นรัฐบาลก่อน แล้วไปพิสูจน์ว่าทำได้แค่ไหน แต่สิ่งที่กกต.ต้องดำเนินคดี คือ ต้องดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2562 ปี 2566 ที่แต่ละพรรคสัญญาแล้วทำไม่ได้กกต.ก็ต้องดำเนินคดีกับทุกคน ถ้าไม่ดำเนินคดีก็จะโดนมาตรา 157 หรือนโยบายเพิ่มเงินเดือน 24,000 บาทต่อเดือน ก็ยังทำไม่ได้ ก็ต้องดำเนินคดีด้วย  ไม่อย่างนั้นถ้ากกต.ปล่อยคนอื่นไป ก็ต้องปล่อยตนด้วย แต่ถ้าดำเนินคดีตนก็ต้องดำเนินคดีกับคนอื่นด้วยที่ออกนโยบาย

นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นห่วงคือพรุ่งนี้ ประชุมสว. มีสว.เพชรบุรีระบุว่าจะมีการเสนอรัฐบาลให้เพิ่มการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ตนขอคัดค้านเพราะเป็นการซ้ำเติมประชาชน คล้ายๆกับการขึ้นราคาน้ำมัน ที่ประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบดังกล่าว  ตอนนี้ไม่ใช่รวยไม่ไหวแล้ว “แต่ไม่มีจะแดกไม่ไหวแล้ว” จึงไม่อยากให้สว.เสนอเพื่อขอมติ และตอนนี้ทราบว่ารัฐบาลจะมีการกู้เงินเพื่อซัพพอร์ต ราคาน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาท ตนมองว่าทางที่ดีควรจะสร้างโรงกลั่น หรือซื้อหุ้นโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาไปเลย เพราะมีกำลังการผลิตที่สูง 40-50 ต่อวัน เมื่อรัฐบาลถือหุ้นมากขึ้นก็ไม่ต้องไปอิงราคาสิงคโปร์ ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศเราลดลง ตนเสนอรัฐบาลแล้วไม่ใช่ติด่าอย่างเดียว 

นายมงคลกิตติ์ ยังฝากถึงนายราเชน เวียงตระกูล หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าพรรคของตน ว่า อยากให้กระซิบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าอย่าขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือประกาศแสดงจุดยืนว่าถ้าหากนายกรัฐมนตรีขึ้นภาษีจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

“ฝากนายราเชน และพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนต้องคัดค้าน ไม่ใช่เป็นฝ่ายรัฐบาลแล้วเขาสั่งชิด ยืน นั่ง หมอบก็ทำตาม มีอะไรต้องพูด โดยเฉพาะนายราเชน ได้เสียงเข้ามาจนได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ได้มาจากการซื้อเสียงแม้แต่เสียงเดียว ฉะนั้นร่างทรงนี้ควรจะทำประโยชน์เพื่อประชาชนด้วย เผื่อสมัยหน้าท่านอาจได้เป็นอีก เพราะสมัยหน้าผมไม่ได้ช่วยท่านแล้ว เพราะฉะนั้นท่านต้องช่วยตัวเองแล้ว การช่วยตัวเองที่ดีที่สุด คือการพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน คุณอนุทิน ไม่ได้ให้คุณราเชนเป็นผู้แทน ราษฎร แต่ประชาชนเป็นคนเลือกมาและส่วนใหญ่เขาเลือกผม เพื่อส่งให้คุณราเชนเป็นสส. ฉะนั้นอยากเป็นสส.สมัยเดียวสมัยสุดท้าย หรืออยากจะเป็นต่อก็ให้เลือกเอา” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่รัฐบาลเพิ่มเงินให้ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มหัวละ 100 บาทนั้น มันช่วยอะไรไม่ได้ เพราะค่าครองชีพมันเกิน 100 ไปแล้ว ส่วนคนละครึ่งประชาชนจะใช้ได้ก็ต้องมีเงินอีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งประชาชนไม่มีแล้วจะทำอย่างไร ถ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาแบบนี้เรื่อยๆ เชื่อว่าไม่ต้องไปเผชิญกับสารพัดม็อบ ตั้งแต่ปลายเม.ย.เป็นต้นไป  และรัฐบาลนี้ยังต้องเผชิญกับคดีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดในการเลือกตั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย หลังจากที่กกต.ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว 

ภราดร เผย พ.ร.ก.กู้เงิน รับมือวิกฤตพลังงาน ยังไม่เข้า ครม. เร็วๆนี้

ภราดร เผย พ.ร.ก.กู้เงิน รับมือวิกฤตพลังงาน ยังไม่เข้า ครม. เร็วๆนี้

ภราดร เผย พ.ร.ก.กู้เงิน รับมือวิกฤตพลังงาน ยังไม่เข้า ครม. เร็วๆนี้

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.10 น.

“ภราดร” เผย ยังไม่มีนำ พ.ร.ก.กู้เงิน เข้าหารือในที่ประชุม ครม.เร็วๆนี้  ระบุพ.ร.บ.โอนงบประมาณ หารือในช่วงเดือนมิถุนายน พร้อมกับร่าง พ.ร.บ.งบปี 70 ย้ำ  โครงการไทยช่วยไทยเฟสแรกใช้งบ 20,000 ล้านบาทก่อน เริ่ม พ.ค.นี้ 

วันที 20 เมษายน 2569 ทีอิมแพ็คเมืองทอง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินหลายแสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตพลังงาน ว่ายังต้องมีการหารือว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ซึ่งตอนนี้ภาพใหญ่ของรัฐบาลยังไม่ได้มีการหารือกัน  แต่ยอมรับว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำได้ ยืนยันว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรียังไม่มีการหารือในเรื่องนี้ โดยจะต้องมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก่อน ดังนั้นเรื่องนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางแผนว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะต้องมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีก่อน  ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถือเป็นการกลั่นกรองเรื่องราวต่างๆ ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่   

ส่วนความคืบหน้าการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณของรัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่สามารถออกได้ทันที ต้องรอให้งบประมาณปี 2570 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน  ซึ่งคาดการณ์จะเข้าในเดือนมิถุนายนนี้ เพราะตามรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ว่า เงินชดเชยเงินกองคลัง จะต้องชดเชยในโอกาสแรก ในการจัดทำงบประมาณ  ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ หรืองบประมาณกลางปี ก็จะต้องทำงบประมาณโอนงบเข้ามาเพื่อจะชดเชยเงินกองคลัง ที่ติดหนี้ไว้ก่อน ซึ่งขณะนี้ติดหนี้อยู่ 70,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 67-68 ดังนั้น ถ้าทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ จะต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน  ส่วนจะต้องนำไปชำระหนี้ที่ติดอยู่ 70,000 ล้านบาทหรือไม่  ยังถือเป็นข้อกฎหมายที่จะต้องหารือว่าจะชำระหนี้ทั้งหมด หรือจะชำระบางส่วน ดังนั้น เชื่อว่า หากมีการโอนงบประมาณวงเงินจะไม่ถึง 70,000 ล้านบาท เป้าหมายของการโอนงบประมาณที่จะมาใช้ในภารกิจไทยช่วยไทย ยังไม่สามารถทำได้  เพราะต้องนำไปชดใช้เงินกองคลังก่อน ซึ่งการพิจารณางบประมาณปี 70 จะต้องตั้งเรื่องนี้ เพื่อที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยตามปฏิทินจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเดือนมิถุนายนนี้  

ส่วนโครงการไทยช่วยไทย (โครงการคนละครึ่ง)  ยังคงมีงบกลางอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ก็จะสามารถทำโครงการนี้ได้ในเฟสแรก  ซึ่งจะสามารถช่วยประชาชนได้มากพอสมควร คาดว่าจะเกิน 10 ล้านคน  ซึ่งอาจจะนำมาใช้ในเดือนพฤษภาคมนี้  และหลังจากนี้ รัฐบาลจะบริหารจัดการเงินจาก พรบ.โอนงบ 

ศาลคดีทุจริตฯ ยกฟ้องคดีเอาผิด 7 กกต.-เลขา ปมสอบคดีฮั้ว สว.ล่าช้า

ศาลคดีทุจริตฯ ยกฟ้องคดีเอาผิด 7 กกต.-เลขา ปมสอบคดีฮั้ว สว.ล่าช้า

ศาลคดีทุจริตฯ ยกฟ้องคดีเอาผิด 7 กกต.-เลขา ปมสอบคดีฮั้ว สว.ล่าช้า

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.55 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง อดีต สว.สำรอง ฟ้อง กกต.-เลขาฯ กกต. ปมสอบคดีฮั้ว สว.ล่าช้า ชี้ ผู้ร้องไม่มีอำนาจ

วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.เลียบทางรถไฟ ตลิ่งชัน. ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้อง คดีที่นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. พร้อมคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. รวม 8 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จากกรณีการดำเนินคดีฮั้ว สว. ล่าช้า

โดยคดีนี้ สืบเนื่องจากการสอบสวนคดีฮั้ว สว. ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการล่าช้า และไม่มีความคืบหน้า

ภายหลังฟังคำสั่ง นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ ไม่มีอำนาจฟ้อง คนมีอำนาจฟ้องจะต้องเป็นอัยการสูงสุด ซึ่งคดีนั้น พนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้องทำสำนวนส่ง ปปช.ไปเเล้ว และหลังจากนี้ก็จะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ต่อ อาจจะมีการยื่นต่อศาลฎีกาเเต่จะเป็นประเด็นไหนขอยังไม่เปิดเผย ส่วนจะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่ หรือใช้ช่องทางอื่นก็จะไปพิจารณาปรึกษากันอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ศาลเคยนัดฟังคำสั่งครั้งเเรกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 และมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง 

ต่อมา วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ศาลนัดฟังคำสั่งครั้งที่ 2 เเละวันนั้นมีคำสั่งให้สำนักงาน กกต. และพนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้อง ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องรวม 10 ประเด็น ภายในวันที่ 23 มกราคม2569

แต่ปรากฏว่าสำนักงาน กกต. ยื่นขอขยายเวลาชี้แจงออกไปอีก 30 วัน ซึ่งศาลอนุญาตให้ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่ สน.ทุ่งสองห้อง ยังไม่ส่งคำชี้แจงต่อศาลภายในกำหนด

ศาลจึงแจ้งให้โจทก์ทราบ และเปิดโอกาสให้ยื่นคัดค้านเป็นหนังสือภายในวันที่ 9 มีนาคม 2569 หากไม่ยื่นจะถือว่าไม่ติดใจโต้แย้ง พร้อมมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องออกไปเป็นวันนี้ก่อนจะมีคำพิพากษายกฟ้อง

น้ำเต็มแก้วชนวัวลืมตีน! อุดมการณ์พ่ายแพ้ความหลงพรรค

น้ำเต็มแก้วชนวัวลืมตีน! อุดมการณ์พ่ายแพ้ความหลงพรรค

น้ำเต็มแก้วชนวัวลืมตีน! อุดมการณ์พ่ายแพ้ความหลงพรรค

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.30 น.

ศึกระหว่าง “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” กับ “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” ถูกพูดถึงกว้างขวาง เพราะทั้งสองคนถูกมองว่าอยู่ในแนวทางการเมืองใกล้กัน แต่กลับเปิดหน้าโต้กันเองอย่างชัดเจน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การกระทบกระทั่งส่วนตัว หากเป็นภาพสะท้อนของคนที่พูดเรื่อง “หลักการ” มาตลอด แต่เมื่อถึงคราวจริงก็พร้อมหันมาฟาดกันเองไม่ต่างจากการเมืองแบบเก่าที่เคยตำหนิ

ต้นเรื่องมาจากโพสต์ของ “ไอซ์” ที่ใช้ถ้อยคำประชดต่อสถานการณ์การเมืองตามสไตล์ที่เจ้าตัวถนัด คือพูดให้แรง พูดให้โดนใจฐานผู้สนับสนุน และทำให้คนรู้สึกว่าเธอกล้าพูดในสิ่งที่หลายคนคิด จุดแข็งของวิธีนี้คือสร้าง “กระแส” เร็ว แต่จุดอ่อนคือหลายครั้งได้เพียงเสียงเชียร์ระยะสั้น มากกว่าคำตอบระยะยาว

“ปวิน” ออกมาตำหนิว่า นักการเมืองไม่ควรพูดแบบประชดประชัน ควรพูดให้ตรงประเด็น มีข้อเสนอ และทำหน้าที่ให้สมกับตำแหน่ง พร้อมทิ้งประโยคแรงว่า “ปากเก่งอย่างเดียวก็เป็นได้แค่ฝ่ายค้าน”

ถ้าดูเฉพาะเนื้อหา หลายคนอาจเห็นด้วย แต่เมื่อดูคนพูด เรื่องกลับไม่ง่ายแบบนั้น เพราะ “ปวิน” เองก็มีประวัติยาวนานเรื่องการใช้ถ้อยคำหยาบคาย ล้อเลียน ด้อยค่าคนอื่น เสียดสีแรง และโจมตีบุคคลด้วยภาษาที่เกินกว่าการวิจารณ์เชิงเหตุผลอยู่บ่อยครั้ง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนไม่รับบท “ครูใหญ่” จากปวินง่าย ๆ เพราะคนที่ใช้วาจาเผ็ดร้อนมาตลอด วันหนึ่งลุกขึ้นมาสอนคนอื่นเรื่องมารยาททางการเมือง ย่อมถูกย้อนถามทันทีว่า มาตรฐานเดียวกันนั้นเคยใช้กับตัวเองมากแค่ไหน

เรื่องจึงเริ่มจากโพสต์หนึ่งโพสต์ แต่ขยายไปไกลกว่าการเถียงกันรายวัน เพราะคนดูไม่ได้เห็นแค่สองคนปะทะกัน หากเห็นภาพคนที่เคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน เริ่มใช้มาตรฐานคนละชุดกับอีกฝ่าย

จุดที่ “ปวิน” พยายามโจมตีอย่างจริงจังคือเรื่องความภักดีต่อ “พรรค” เหนือ “หลักการ” เขามองว่านักการเมืองบางคนกล้าวิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามทุกวัน แต่เมื่อเรื่องเดียวกันย้อนมาหาพรรคตัวเอง กลับเงียบ หรือรีบช่วยอธิบายแทนทันที

ประเด็นนี้พูดกันตามจริงก็ไม่ผิด เพราะการเมืองไทยแทบทุกพรรคเป็นแบบเดียวกัน เวลาคนอื่นทำเรียกว่าผิดหลักการ แต่เวลาพวกตัวเองทำกลับเรียกว่ายุทธศาสตร์หรือความจำเป็นทางการเมือง หลักการจึงมักถูกใช้ตอนเล่นงานคู่แข่ง มากกว่าถือไว้ใช้กับพวกของตัวเอง

“ไอซ์” และพรรคของเธอหนีไม่พ้นการถูกจับตา เพราะเคยสร้างภาพ “การเมืองใหม่” เคยประกาศว่าจะไม่ซ้ำรอยการเมืองแบบเดิม เมื่อเริ่มมีท่าทีปกป้องพรรคมากกว่าจุดยืนเดิม คนย่อมย้อนถามแรงกว่าพรรคอื่นเป็นธรรมดา

แต่สิ่งที่ทำให้ “ปวิน” เสียแต้ม คือแทนที่จะตีประเด็นให้คม กลับใช้วิธีสั่งสอนแบบคนเหนือกว่า และจบด้วยคำเหน็บแนม สุดท้ายคนจำนวนหนึ่งไม่สนใจสาระที่พูด แต่สนใจความหมั่นไส้ที่คนพูดสร้างขึ้นมาแทน

ปัญหาของปวินไม่ใช่ไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ ปัญหาคือเขามักวิจารณ์คนอื่นเหมือนตัวเองไม่มีบาดแผลอะไรเลย ทั้งที่คนจำนวนมากก็จำได้ดีว่าเจ้าตัวเคยใช้คำพูดแรง ด่าคนอื่น เหยียดคนอื่น และลดทอนศักดิ์ศรีคนเห็นต่างมาแล้วกี่ครั้ง

เมื่อคนที่เคยใช้วาจาเป็นอาวุธหนัก ออกมาเรียกร้องให้คนอื่นใช้ภาษานุ่มนวล ภาพที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่ความน่าเชื่อถือเต็มใบ หากเป็นความย้อนแย้งที่คนดูมองเห็นทันที

ด้าน “ไอซ์” เองก็ไม่ได้เสียหายน้อยกว่า เพราะเหตุการณ์นี้ย้ำภาพเดิมว่าเธอเก่งสร้าง “กระแส” เก่งตอบโต้ และรู้วิธีทำให้ตัวเองอยู่ในข่าวอยู่เสมอ เธอมีพรสวรรค์ด้านการสื่อสาร รู้ว่าควรพูดแบบไหนให้ฐานผู้สนับสนุนชอบ และรู้ว่าจังหวะไหนควรแรงเพื่อเรียกความสนใจ

แต่ “ความดัง” กับ “ความน่าเชื่อถือ” เป็นคนละเรื่อง คนอาจชอบดูนักการเมืองสวนกลับแรง ๆ ในโซเชียล แต่เมื่อถึงเวลาจะฝากความหวังเรื่องเศรษฐกิจ กฎหมาย หรือการบริหารประเทศ คำถามจะเปลี่ยนทันทีว่า ทำอะไรสำเร็จแล้วบ้าง ผลักดันอะไรได้จริงบ้าง และจะนำประเทศไปทางไหน

นี่คือจุดที่ไอซ์ยังต้องพิสูจน์ เพราะการเป็นดาวเด่นฝ่ายค้านกับการเป็นผู้นำในอนาคต ใช้เครดิตคนละแบบ อย่างแรกใช้ความคมของคำพูด แต่อย่างหลังใช้ความเชื่อมั่นระยะยาว

กรณีนี้ไม่ใช่แค่ไอซ์โดนปวินเหน็บ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าหากยังเล่นการเมืองแบบตอบโต้รายวัน ก็อาจติดอยู่แค่บทบาท “คนดังทางการเมือง” มากกว่าคนที่ประชาชนพร้อมฝากอนาคตไว้จริง ๆ

อีกด้านหนึ่ง จากคนธรรมดาที่เคยถูกมองเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ มาถึงวันที่มีตำแหน่ง มีชื่อเสียง และมีฐานสนับสนุนหนาแน่น สังคมก็ย่อมจับตาหนักกว่าเดิม หากเริ่มมีอาการหลงบทบาทตัวเอง ใช้ความนิยมเป็นเกราะ หรือทำสิ่งที่เคยตำหนิคนอื่น ก็ย่อมถูกย้อนถามแรงเป็นธรรมดา

คนที่เคยใช้คำว่าหลักการเป็นธงนำ หากวันหนึ่งเริ่มยืดหยุ่นเฉพาะตอนเรื่องกระทบฝ่ายตัวเอง ก็ย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาว่าพูดอย่างหนึ่ง ทำอีกอย่างหนึ่ง

เมื่อมองรวมกัน เรื่องนี้ไม่มีใครเหนือกว่าใคร “ปวิน” พูดถูกบางเรื่อง แต่ติดนิสัยเดิมคือชอบสอนคนอื่น ทั้งที่ตัวเองก็มีประวัติใช้ถ้อยคำหยาบคาย ล้อเลียน และด้อยค่าคนอื่นอยู่ไม่น้อย ส่วน “ไอซ์” มีพลัง มีความกล้า และมีพื้นที่ทางการเมืองสูง แต่ก็ติดการเมืองแบบเน้นกระแส จนยังต้องพิสูจน์ผลงานอีกมาก

คนหนึ่งชอบแจกบทเรียนให้คนอื่น แต่ตัวเองก็สอบตกเรื่องมาตรฐานซ้ำ ๆ อีกคนชอบสวนกลับทุกเรื่อง แต่ยังต้องตอบให้ได้ว่ามากกว่าพูดเก่งแล้วมีอะไรอีก

ทั้งคู่ต่างมั่นใจว่าตัวเองมองเกมขาด ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ตัดสินคนอื่น แต่เมื่อถูกย้อนถามเรื่องเดิมของตัวเอง ก็มักอธิบายอีกแบบหนึ่งทันที ภาพเช่นนี้คนไทยเห็นมานาน ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือเปลี่ยนสีเสื้อกี่ครั้งก็ยังวนอยู่เหมือนเดิม

ส่วนคำว่า “อุดมการณ์” ในการเมืองไทย มักถูกพูดเสียงดังในวันที่ใช้เล่นงานคู่แข่ง แต่เมื่อเรื่องเดียวกันย้อนมาหาพวกของตัวเอง เสียงนั้นก็มักเบาลงอย่างน่าประหลาด ความภักดีต่อพวกจึงชนะหลักการอยู่บ่อยครั้ง

ศึก “ปวิน” กับ “ไอซ์” เป็นกระจกอีกบานของการเมืองไทย ที่คนชอบด่าคนอื่นมีมาก คนชอบสอนคนอื่นก็มีมาก แต่คนที่กล้าทำมาตรฐานเดียวกับตัวเองยังมีน้อยเหมือนเดิม.

ทีข่าวแนวหน้าออนไลน์