รัดเกล้า เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ปลดแอกพลังงานไทย สร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน

รัดเกล้า เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ปลดแอกพลังงานไทย สร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน

รัดเกล้า เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ปลดแอกพลังงานไทย สร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.28 น.

“รัดเกล้า”เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ปลดแอกพลังงานไทย สร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

25 มีนาคม2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงสถานการณ์ “วิกฤตราคาพลังงาน” ที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกถึง 20 – 30% ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทุกความเคลื่อนไหวใน “สมรภูมิโลก” ส่งแรงกระเพื่อมมาถึง “จานข้าวในบ้าน” ของคนไทยทันที เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยรวม

นางรัดเกล้า กล่าวว่า 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อวิกฤตราคาน้ำมัน ได้แก่ การขาดกันชนหรือกลไกรองรับความผันผวนของราคา และการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ทั้งหมด รวมถึงนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมไบโอดีเซล (B7, B10, B20) ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาครั้งนี้ โดยมองว่า “ปาล์มน้ำมัน” ควรถูกใช้เป็น “กลไกรับแรงกระแทก (Strategic Buffer)” มากกว่าจะเป็นคำตอบระยะยาวของระบบพลังงาน

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ประเทศไทยต้องหันมาสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และได้เสนอ “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” ได้แก่

1.ยกระดับสู่ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลขั้นสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน และรองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.สร้างตลาดรองรับไบโอดีเซล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ให้สามารถใช้ไบโอดีเซลได้อย่างแพร่หลาย

3.กระจายงบสู่พลังงานหมุนเวียน (2W 2S) สนับสนุนพลังงานจากขยะ (Waste), ลม (Wind), แสงอาทิตย์ (Solar) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

4.บูรณาการภาคเกษตรและพลังงาน วางแผนการผลิตพืชพลังงาน (Zoning) และโครงสร้างโรงงานให้สอดคล้องกัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างสมดุลระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค และมีการประกันราคาขั้นต่ำที่ยุติธรรมให้เกษตรกร

“การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน เปรียบเสมือน “กำแพงเมือง” ที่จะปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ไม่ให้ต้องผันผวนไปตามความขัดแย้งของโลก” นางรัดเกล้า กล่าว

คุมเข้มระบบขนส่ง สภาพัฒน์ฯขอข้อมูลรถน้ำมันทุกคัน จับตาเส้นทางคลังสู่ปั๊ม กันพวกฉวยโอกาส

คุมเข้มระบบขนส่ง สภาพัฒน์ฯขอข้อมูลรถน้ำมันทุกคัน จับตาเส้นทางคลังสู่ปั๊ม กันพวกฉวยโอกาส

คุมเข้มระบบขนส่ง สภาพัฒน์ฯขอข้อมูลรถน้ำมันทุกคัน จับตาเส้นทางคลังสู่ปั๊ม กันพวกฉวยโอกาส

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.10 น.

เลขาฯสภาพัฒน์ฯ เผย ขอข้อมูลรถขนน้ำมันผู้ค้า ม.7 ทุกราย ไว้ติดตามตรวจสอบ ระบุเตรียมสต็อกไว้สงกรานต์ให้ ปชช.เดินทางสะดวกทั้งไป-กลับ

25 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 18.00 น. ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภายหลังประชุมหารือสถานการณ์ด้านพลังงาน ว่าได้มีการพูดคุยกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ทุกรายได้รายงานว่า ขณะนี้น้ำมันเชื้อเพลิงได้มีการปล่อยออกไปมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งจากผลการผ่อนคลายน้ำมันสำรองของผู้ค้าที่ลดลง 0.5% ซึ่งรัฐบาลได้ออกประกาศให้เลื่อนไปก่อน ส่วนการกระจายน้ำมันไปยังผู้ค้ารวมทั้งสถานีบริการไปให้กับผู้ค้ามาตรา 10  ซึ่งจากการที่เราผ่อนคลายระยะเวลารถขนส่งน้ำมัน ทำให้การวิ่งเข้าไปที่ตัวสถานีน้ำมันที่น้ำมันหมดถังสามารถทำได้เร็วขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลายสถานีที่ยังมีปัญหาเรื่องน้ำมันหมด ซึ่งตอนนี้กำลังพยายามปรับตัวเรื่องการขนส่งกันอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่าง กรณีบริษัทเชลล์ ที่มีระบบติดตามปริมาณน้ำมันที่สถานี ซึ่งในหลายสถานีหลังจากที่มีการเติมน้ำมันไปแล้ว ประมาณเที่ยงคืนปรากฏว่า ช่วงเช้ามีการส่งสัญญาณว่า ปริมาณน้ำมันจะหมดถังเมื่อไหร่ ซึ่งหลายสถานีของเขา น้ำมันจะหมดถังประมาณ 10.00 น.หลังจากที่มีการเติมไปตอนกลางคืน แสดงให้เห็นว่า ยังคงมีการเติมน้ำมันกันมากกว่าภาวะปกติ ขณะเดียวกัน น้ำมันที่เคยบอกว่า มีปัญหาในแง่ของการจัดสรรน้ำมันให้กับจ๊อบเบอร์ที่ช่วงก่อนหน้านี้ จะส่งน้ำมันที่สถานีมากกว่าที่จ๊อบเบอร์เลยทำให้ผู้ใช้น้ำมันในภาคอุตสาหกรรมมาแย่งน้ำมันกันที่สถานี ซึ่งขณะนี้ผู้ค้ามาตรา 7 ทุกราย รวมทั้งโรงกลั่นได้แจ้งตัวเลขมาแล้วว่า ตั้งแต่ 23 มี.ค.เป็นต้นมา ได้จัดน้ำมันให้กับจ๊อบเบอร์ไปแล้ว 7 ล้านลิตรต่อวัน เป็นปริมาณที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดสถานการณ์น้ำมันขาดจากปั๊มในประเทศ ซึ่งปริมาณที่จัดไปให้กับจ๊อบเบอร์ก็มีปริมาณใกล้เคียงกัน คงจะจัดเพิ่มให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลังจากที่มีการผ่อนคลายและสำรองไปแล้ว 

นายดนุชา กล่าวว่า ที่ประชุมมีการขอข้อมูลจากทางผู้ค้ามาตรา 7 ทุกรายในเรื่องของรถขนส่งน้ำมัน ข้อมูลส่วนนี้จะเอาไปใช้ในการติดตามตรวจสอบเพื่อป้องกันและป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดในระบบ จึงต้องขอข้อมูลพวกนี้จากผู้ค้ามาตรา 7 ทุกราย ว่ารถน้ำมันที่ไปรับน้ำมันจากคลังเป็นรถทะเบียนอะไร คนขับเป็นใคร ต้นทางที่รับน้ำมันจากคลังรับที่ไหน และปลายทางไปที่ไหน ตรงนี้ ทาง รมว.กระทรวงยุติธรรม ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาระหว่างกระทรวงยุติธรรมกับทางกรมธุรกิจพลังงาน และกรมศุลกากร เพื่อที่จะดูการตรวจจับลักลอบส่งออกด้วย  โดยที่จะต้องเอาข้อมูลจากผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ในแง่ของรถบรรทุกขนส่งทั้งหมดที่มีการขนส่งกันทุกวัน เอามาดู และมีการติดตามตรวจสอบ

นายดนุชา กล่าวว่า ที่ประชุมมีการเตรียมมาตรการในช่วงสงกรานต์ ซึ่งจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา ปริมาณการเดินทางมากขึ้น ขณะนี้ผู้ค้ามาตรา 7 ทุกราย ได้มีการจัดเตรียมการสั่งน้ำมันเพิ่มเพื่อที่จะไปเก็บไว้ในสต๊อกของคลังตัวเองในแต่ละจุด เพื่อที่จะสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดน รวมทั้งผู้ค้าบางรายได้มีการจัดเตรียมคลังแบบโมบายที่สามารถจะเคลื่อนย้ายไปเติมในสถานีบริการที่ขาดได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการที่เตรียมไว้ในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทั้งไปและกลับได้สะดวกมากขึ้น

กรมธุรกิจพลังงานกางแดชบอร์ด น้ำมันดิบเข้าโรงกลั่น ก่อนกระจายทั่วไทย

กรมธุรกิจพลังงานกางแดชบอร์ด น้ำมันดิบเข้าโรงกลั่น ก่อนกระจายทั่วไทย

กรมธุรกิจพลังงานกางแดชบอร์ด น้ำมันดิบเข้าโรงกลั่น ก่อนกระจายทั่วไทย

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.05 น.

“กรมธุรกิจพลังงาน”แจงแดชบอร์ด ปริมาณน้ำมันดิบเข้าโรงกลั่น ก่อนกระจายทั่วประเทศ เผยร่วมมือ”ดีเอสไอ”จับคอกน้ำมันสระบุรี 3 คอก กักตุนดีเซล-เบนซิน รวม 31,299 ลิตร ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด

25 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมหารือสถานการณ์ด้านพลังงาน ถึงการจัดทำแดชบอร์ดตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันตาม มาตรา 7 และโรงกลั่น ได้ส่งข้อมูลมายังกรมธุรกิจพลังงาน ว่า ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. น้ำมันดิบที่เข้ามากลั่นในประเทศไทย จะมาจากตะวันออกกลาง 53% ตะวันออกไกล 11% ผลิตได้เองในประเทศ 9% และอื่นๆ ที่มาจากสหรัฐอเมริกา และอเมริกาตะวันออก รวม 27% โดยจะนำเข้าสู่โรงกลั่น 23 มี.ค. กลั่นดีเซลพื้นฐานหรือ B0 ได้อยู่ที่ 65.12 ล้านลิตร ซึ่งยังไม่ได้ผสมกับไบโอดีเซล จากสต๊อกถังเก็บน้ำมันพื้นฐานในโรงกลั่น ปัจจุบันในสต๊อก มีดีเซลพื้นฐานอยู่ทั้งประเทศรวมกันทั้งสิ้น 868 ล้านลิตร เบนซินพื้นฐาน 408 ล้านลิตร

นายสราวุธ กล่าวว่า จากถังที่เก็บน้ำมันดีเซลพื้นฐาน จะมี 3 ส่วน คือส่วนที่ 1 จำหน่ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว อยู่ที่ประมาณ 3.024 ล้านลิตร ส่วนที่ 2 ขายไปให้กับผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อจำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ไฟฟ้าก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นการจำหน่ายน้ำมันดีเซลพื้นฐาน 2.04 ล้านลิตร และส่วนที่ 3 น้ำมันดีเซลที่จะต้องไปเป็นน้ำมันไบโอดีเซล หรือ B100 ผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา หรือ B7 และจะเก็บในถังเก็บน้ำมันผสม ผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในประเทศรวมทั้งสิ้น อยู่ที่ 90.7 ล้านลิตร มีสต๊อกของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วอยู่ในถังรวมทั้งสิ้น 43 ล้านลิตร

นายสราวุธ กล่าวว่า ซึ่งน้ำมันจากถังเก็บน้ำมันผสมที่พร้อมจำหน่ายให้กับประชาชนจะถูกส่งไปยัง 3 ส่วนหลัก คือ เป็นการขายตรงจากคลังของผู้ค้ามาตรา 7 รวมทั้งโรงกลั่น ไปยังสถานีบริการและภาคอุตสาหกรรม ภาคราชการรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ส่วนที่ 2 ถูกจัดส่งโดยรถไฟ เรือ และรถบรรทุก ไปยังคลังภูมิภาค จ๊อบเบอร์ 7.28 ล้านลิตร และผู้ค้ามาตรา 7 ส่งมาสถานีบริการและอุตสาหกรรม 78.964 ล้านลิตร ขณะเดียวกันกรมธุรกิจพลังงาน ได้ร่วมกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 1 ตรวจ ณ จุดพื้นที่ที่ได้รับเบาะแส ตำบลสวนดอกไม้ พบคอกน้ำมัน 3 คอก ซึ่งผิดกฎหมาย อยู่ที่หมู่ 7 หมู่ 10 และหมู่ 11 ในตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยคอกที่ 1 พบน้ำมันดีเซลอยู่ในปริมาณ 7,840 ลิตร คอกที่ 2 ปริมาณน้ำมันดีเซลอยู่ที่ปริมาณ 3,859 ลิตร บวก 600 ลิตร และคอกที่ 3 พบน้ำมันดีเซล 8,000 ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ปริมาณ 7,000 ลิตร น้ำมัน E20 ปริมาณ 2,000 ลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 ปริมาณ 2,000 ลิตร รวมทั้งสิ้นจาก 3 คอก ปริมาณน้ำมัน 31,299 ลิตร ซึ่งจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด กับผู้กระทำความผิดในครั้งนี้ เพราะถือเป็นการกักตุนน้ำมัน และจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ปกรณ์ ลาออกบอร์ด AOT-PTTGC แล้ว คาดเตรียมนั่งตำแหน่งรองนายกฯ

ปกรณ์ ลาออกบอร์ด AOT-PTTGC แล้ว คาดเตรียมนั่งตำแหน่งรองนายกฯ

ปกรณ์ ลาออกบอร์ด AOT-PTTGC แล้ว คาดเตรียมนั่งตำแหน่งรองนายกฯ

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ข่าวแจ้งการลาออกของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ จากตำแหน่ง กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT โดยให้เหตุผลว่า มีภารกิจอื่น

วันนี้เดียวกันก็ได้เผยแพร่ข่าวแจ้งการลาออกของนายปกรณ์ จากตำแหน่ง ประธานกรรมการบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC

โดยก่อนหน้านี้ มีข่าวว่านายปกรณ์ ได้รับการเสนอให้เป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายในรัฐบาลชุดใหม่ ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

พท. ยื่นร่างกม. 10 ฉบับเข้าสภาฯ หวังทำให้แล้วเสร็จใน 2 ปี พร้อมรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

พท. ยื่นร่างกม. 10 ฉบับเข้าสภาฯ หวังทำให้แล้วเสร็จใน 2 ปี พร้อมรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

พท. ยื่นร่างกม. 10 ฉบับเข้าสภาฯ หวังทำให้แล้วเสร็จใน 2 ปี พร้อมรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.15 น.

เพื่อไทย ยื่นร่างกฎหมาย 10 ฉบับเข้าสภาฯ หวังทำให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี พร้อมรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป 

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา พรรคเพื่อไทย นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และ สส.พรรคเพื่อไทย แถลงยื่นร่างกฎหมายชุดแรกจำนวน 10 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ โดยมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นผู้รับยื่นหนังสือ

นายยศชนัน กล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องเกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งได้มีการพูดคุยและเสนอญัตติรวมถึงอภิปราย ขณะนี้การอภิปรายกำลังดำเนินการอยู่ ทั้งนี้ประเทศไทยกว้างใหญ่และปัญหาของประชาชนทุกกลุ่มมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือขนานกันไป ตามที่เคยสัญญากับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยื่นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนทั้งในด้านความปลอดภัย การดูแลในเชิงสังคมเศรษฐกิจ วันนี้เราได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้นายเลิศศักดิ์เพื่อบรรจุวาระแล้ว

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า สำหรับสัปดาห์นี้มีทั้งหมด 10 ร่างกฎหมายที่เราได้ทำเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม ร่าง พ.ร.บ.โรงแรมและสถานที่พักที่เป็นโรงแรม ร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ร่าง พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ส่วนในสัปดาห์หน้าจะตามมาอีก 6 ร่างกฎหมายทั้งเรื่องการศึกษา ได้แก่พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. ฃการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม และ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับในกลุ่มแรงงาน ซึ่งจะเป็นส่วนที่เราพยายามบริหารจัดการความเดือดร้อนของประชาชนให้เข้าสู่การพิจารณากฎหมายต่างๆ ทั้งนี้ การพิจารณาอาจไม่เร็ว แต่เราพร้อมดำเนินการเสนอกันไปเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนทันที นอกเหนือจาก 47 ร่างกฎหมายที่เราพยายามเตรียม และระหว่างนี้อาจมีความจำเป็นในกฎหมายต่างๆ เพิ่มเติม โดยเรื่องนี้จะพยายามทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีครึ่งถึง 2 ปีและวันนี้บรรยากาศการประชุมก็ดี และจะมีการเพิ่มเติมวันประชุมขึ้นมา หากมีวาระเร่งด่วน

เมื่อถามว่า มองว่ากฎหมายของพรรคเพื่อไทยที่เสนอไป จะเปลี่ยนประเทศไทยอย่างไรบ้าง นายยศชนัน กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้เป็นการร่างเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในบริบทที่เปลี่ยนไป และขณะนี้เรามีปัญหาเยอะ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ประชาธิปไตย ความเท่าเทียม สังคม ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นหลักสำคัญ รวมถึงรายได้ที่เกิดขึ้นจากธุรกิจต่างๆ ใหม่ๆ ซึ่งมีหลาย พ.ร.บ.ที่ปัจจุบัน ยังไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำเรื่องนี้อย่างเด่นชัด รวมถึงปัญหาทางสังคมด้วยการเข้ามาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลง ก็มีความจำเป็นที่ต้องดูแลอย่างทั่วถึง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ก็เป็นประเด็นหลักที่เราต้องดูแล การท่องเที่ยวทำให้เมืองปลอดภัย การศึกษา ที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์โลก และสภาพเศรษฐกิจ

พิพัฒน์ หัวโต๊ะถกพลังงาน วางแผนไม่ให้น้ำมันขาดช่วงหยุดยาวสงกรานต์

พิพัฒน์ หัวโต๊ะถกพลังงาน วางแผนไม่ให้น้ำมันขาดช่วงหยุดยาวสงกรานต์

พิพัฒน์ หัวโต๊ะถกพลังงาน วางแผนไม่ให้น้ำมันขาดช่วงหยุดยาวสงกรานต์

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

พิพัฒน์ หัวโต๊ะประชุมสถานการณ์ด้านพลังงาน วางแผนไม่ให้น้ำมันขาดช่วงหยุดยาวสงกรานต์

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุมหารือสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยมีรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เข้าร่วมประชุม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมต่อเนื่องจากการประชุม ศบก. เมื่อวันที่ 23 มี.ค. สำหรับการติดตามปริมาณน้ำมันตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยแต่ละขั้นตอนขอให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนรายงานข้อมูลปัจจุบันที่เกี่ยวข้องเพื่อการสอบถามข้อมูลของแดชบอร์ดไปด้วยในตัว เริ่มจากโรงกลั่นว่าสามารถผลิตน้ำมันแต่ละประเภทได้เท่าไหร่ มีการใช้น้ำมันสำรองเข้าสู่ระบบแล้วเท่าไหร่ กี่ลิตรต่อวัน มีการกระจายน้ำมันไปยังกลุ่มต่างๆ ทั้งจ๊อบเบอร์และสถานีบริการน้ำมันแล้วเท่าไหร่ สำหรับผู้ค้าตามมาตรา 7 ขอให้ช่วยนำเสนอผลการดำเนินงานหน้าสถานีบริการว่าในทางปฏิบัติประชาชนเริ่มเข้าถึงน้ำมันได้สะดวกขึ้นและสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วหรือยัง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์ขนส่งน้ำมันจะเริ่มดีขึ้นจากการที่อิหร่านอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันดิบของไทย แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เมื่อวานนี้ แต่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่วันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคนจะเดินทางมากขึ้น ใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงอยากจะหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบการกระจายน้ำมันของเรามีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสนับสนุนการเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด และมีปัญหาอะไรที่เราต้องจะแก้ต่อไป

หิ้วปิ่นโตเข้าสภาฯ ไม่ช่วย? สมชัย จี้ประธานรัฐสภาสั่งงดเลี้ยงอาหารถาวร

หิ้วปิ่นโตเข้าสภาฯ ไม่ช่วย? สมชัย จี้ประธานรัฐสภาสั่งงดเลี้ยงอาหารถาวร

หิ้วปิ่นโตเข้าสภาฯ ไม่ช่วย? สมชัย จี้ประธานรัฐสภาสั่งงดเลี้ยงอาหารถาวร

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.03 น.

25 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความระบุว่า “การทานอาหารที่โรงอาหารสภา หิ้วปิ่นโตมาทาน ไม่ได้ช่วยให้งบในการจัดเลี้ยงอาหารของ สส.ลดลง เพราะ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทน ยังต้องจัดอาหารไว้เลี้ยงที่ห้องอาหารในจำนวนเท่าเดิม ใช้งบประมาณเท่าเดิม เพียงแต่มีคนมาทานลดลง สิ่งที่ทำได้ถาวร คือ ประธานรัฐสภา มีคำสั่งให้สำนักงานเลขา ฯ งดจัดเลี้ยงอาหารตลอดวัน สั่งเลยครับ สั่งเลย”

ประวัติครม.อนุทิน 2 ถึงมือสลค.ครบแล้ว อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบ ด้าน ปกรณ์ ไขก๊อกบอร์ด PTTGC

ประวัติครม.อนุทิน 2 ถึงมือสลค.ครบแล้ว อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบ ด้าน ปกรณ์ ไขก๊อกบอร์ด PTTGC

ประวัติครม.อนุทิน 2 ถึงมือสลค.ครบแล้ว อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบ ด้าน ปกรณ์ ไขก๊อกบอร์ด PTTGC

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

ประวัติครม.อนุทิน 2 ถึงมือสลค.ครบแล้ว อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบ ด้าน ปกรณ์ ไขก๊อกบอร์ด PTTGC หลังมีชื่อจ่อนั่งรองนายกฯ

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าการส่งประวัติ และคุณสมบัติของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ใน ครม. อนุทิน 2 ให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ตรวจสอบนั้น ล่าสุด วันที่ 25 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บุคคลที่ถูกเสนอรายชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ส่งประวัติและคุณสมบัติให้ สลค.ตรวจสอบครบแล้ว และอยู่ระหว่างส่งให้หน่วยงานต่างๆ เร่งตรวจสอบให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว 

ขณะเดียวกัน มีการเผยแพร่เอกสารแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ลาออกจากประธานกรรมการและประธานกรรมการอิสระ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.โดยให้เหตุผลว่า ลาออกจากตำแหน่ง/บริษัท เนื่องจากมีภารกิจอื่น ซึ่งนายปกรณ์มีชื่อจะมาเป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายแทนนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ 

ไหนว่าจะแฉ? วีระยุทธ ไม่เปิดชื่อไอ้โม่งตุนน้ำมัน แค่ชง 3 แนวทางแก้ไข

ไหนว่าจะแฉ? วีระยุทธ ไม่เปิดชื่อไอ้โม่งตุนน้ำมัน แค่ชง 3 แนวทางแก้ไข

ไหนว่าจะแฉ? วีระยุทธ ไม่เปิดชื่อไอ้โม่งตุนน้ำมัน แค่ชง 3 แนวทางแก้ไข

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

25 มีนาคม 2569 เฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความระบุว่า ถ้ารัฐบาลไม่เปลี่ยน 3 แนวทาง วิกฤตการณ์น้ำมันไม่จบ

1. เปลี่ยนทำงานแบบปิด เป็นทำงานแบบเปิด

2. เปลี่ยนตรึงราคา เป็นอุดหนุนขั้นบันได

3. เปลี่ยนธงเขียวเพื่อโฆษณา เป็นดูแลทั้งซัพพลายเชน

ยิ่งโลกป่วน ผู้นำยิ่งต้องเคียงข้างประชาชน

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค และผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงมาตรการรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

การบริหารประเทศยามวิกฤต—โลกป่วน

วีระยุทธชี้ว่าน้ำมันเป็นเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยให้คนไทยจำนวนมากสามารถทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ คนขับรถ คนขายของ ชาวประมง หรือเกษตรกรในช่วงเก็บเกี่ยว เมื่อน้ำมันดิบกว่า 60% ที่ไทยใช้ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในตะวันออกกลางจึงกระทบเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทยโดยตรง

การพาประเทศไทยฝ่า “วิกฤตโลกป่วน” ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ เพราะต้องมีทั้งความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อย โดย วีระยุทธเสนอว่ามี 3 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตครั้งนี้

1. เปลี่ยนจากการจัดการวิกฤตแบบปิด เป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด

การทำงานของรัฐบาลภายใต้ “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” หรือ ศบก. ที่มีพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมต.คมนาคม เป็นผู้อำนวยการ มีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมต.คลัง เป็นรองผู้อำนวยการ ที่ผ่านมามีการทำงานเป็นวงปิดมากเกินไป พูดคุยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจใหญ่เป็นหลัก

เมื่อ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ศบก. ก็เรียกเฉพาะบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 5-6 ราย เข้ามาสอบถามว่ามีน้ำมันเหลือไหม พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ พิพัฒน์กับเอกนิติก็ออกมาแถลงต่อว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล

แต่กลุ่มอื่นๆ ที่เดือดร้อนกลับไม่เคยถูกเชิญมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะปั๊มขนาดเล็ก ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง จนสุดท้ายคนกลุ่มนี้ต้องรวมตัวกันไปหาสื่อมวลชน หรือไม่ก็ต้องเดินทางเข้ามาเรียกร้องถึงกรุงเทพฯ เอง แต่กลุ่มอื่นๆ ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยทำมาหากินรายวันอย่างไรเดอร์ เกษตรกร ชาวประมง ย่อมไม่มีเวลาและเงินทองพอที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ

นี่คือหน้าที่ของรัฐบาลและศบก. ที่ต้องเดินเข้าไปหาแต่ละกลุ่ม ไปทำความเข้าใจว่าพวกเขาเดือดร้อนกันอย่างไร จึงจะเรียกว่าเป็น “การทำงานแบบเปิด” เปิดหู เปิดใจ รับฟัง

รัฐบาลย้ำแต่ว่า “ไทยมีน้ำมันสำรองเป็น 100 วัน” “เยอะสุดในอาเซียน” สิ่งที่ประชาชนอยากรู้คือ “แล้วทำไมไปปั๊มแล้วน้ำมันหมด” “แล้วตกลงเติมน้ำมันได้ที่ไหน” ดังนั้น จะลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้ รัฐบาลก็ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนเห็นชัดๆ ไปเลย ว่าปั๊มใกล้บ้านของเขาปั๊มไหนที่ยังมีน้ำมันเหลือ แต่ละคนจะได้วางแผนชีวิตและการทำมาหากินได้

เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตแบบปิดมาเป็น “การจัดการวิกฤตแบบเปิด” ด้วยการเปิดรับฟังเสียงให้รอบด้าน เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ และกล้าจับคนผิดมาลงโทษ

2. เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง

ความโกลาหลหน้าปั๊มน้ำมันที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะ “ตรึงราคา” เป็นเวลา 15 วัน พอประกาศตรึงราคาแต่กำหนดเวลาไว้แบบนั้น จึงทำให้เกิด “ความอยากซื้อมากกว่าปกติ” ของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับ “ความอยากขายน้อยกว่าปกติ” ของผู้ค้าส่งค้าปลีก จนน้ำมันหน้าปั๊มไม่พอขาย

รัฐบาลจึงไม่ควรโทษประชาชน แต่ควรยอมรับว่าการตรึงราคาแบบกำหนดวันตายตัวเป็นสาเหตุสำคัญของความโกลาหลที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ นอกจากการอุดหนุนแบบกำหนดวันตรึงราคาแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้แนวทางอื่นๆ ได้อีก เช่นการ “อุดหนุนแบบขั้นบันได” โดยการวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ไม่กระชากหรือสูงเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนรุนแรง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถ “อุดหนุนเฉพาะจุด” ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องประสานฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อใช้ตัดสินใจ

นอกจากกองทุนน้ำมันแล้ว รัฐบาลยังสามารถปรับลด “ภาษีสรรพสามิต” เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง รวมถึงการเก็บ “ภาษีลาภลอย” จากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอก โดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ ใครจะได้ ใครจะเสีย และจะเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในสังคมได้อย่างไร

3. เปลี่ยนจากโครงการธงเขียวเพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง

โครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ซึ่งล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น “​ธง​เขียว​พลัส” เป็นกระบวนท่ามาตรฐานของรัฐบาลที่เน้นการประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ในทางปฏิบัติช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัดมากๆ เพราะปุ๋ยธงเขียวที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำมาขายราคาพิเศษในปีงบประมาณที่ผ่านมามีจำนวน 97,000 กระสอบ คิดเป็นปริมาณราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตกรรมจึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยในแต่ละปีถึง 5.6 ล้านตัน

โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

วีระยุทธกล่าวว่า พรรคประชาชนเสนอว่าควรเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง รัฐบาลยังต้องเข้าไปมอนิเตอร์เพื่อดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต

อีกขาหนึ่งคือการแจก “คูปองปุ๋ย” ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น เพราะเรามีฐานข้อมูลเกษตรกรอยู่แล้ว รู้ประเภทพืชที่แต่ละครอบครัวปลูก รู้ขนาดไร่ รู้พื้นที่ว่าอยู่ไหน จึงสามารถปรับการแจกคูปองตามจังหวะการเก็บเกี่ยวพืชผลได้ ทั้งยังควบคุมงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละช่วงเวลาได้

สรุป 3 เรื่องเพื่อกู้วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ เปลี่ยนจากจัดการปัญหาแบบปิดของ ศบก. มาเป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด เปลี่ยนจากการใช้กองทุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน มาเป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง ร่วมกับมาตรการทางภาษีอย่างสรรพสามิตและลาภลอย และเปลี่ยนจากการทำโครงการธงเขียวที่ช่วยเกษตรกรได้จำกัด มาเป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนการผลิตและแจกคูปองแบบทั่วถึง

อนึ่ง วานนี้ (24 มี.ค.) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ให้สัมภาษณ์กรณีได้รับร้องเรียนเรื่องไอ้โม่งมาที่พรรคประชาชน บ้างหรือไม่ โดย นายวีระยุทธ กล่าวว่า “ตอนนี้มีหลายจุดที่เราได้รับข้อมูลมา ขอให้รอดูในการอภิปรายพรุ่งนี้ ซึ่งเราจะนำมาเปิดเผย”

ไปดูอะไร! ภัณฑิล ปูดศาลรธน.จ่อบินฝ่าสนามรบดูงาน อียิปต์ ขนคณะ 37 คน ทัวร์ 9 วันงบกว่า 3 ล้าน

ไปดูอะไร! ภัณฑิล ปูดศาลรธน.จ่อบินฝ่าสนามรบดูงาน อียิปต์ ขนคณะ 37 คน ทัวร์ 9 วันงบกว่า 3 ล้าน

ไปดูอะไร! ภัณฑิล ปูดศาลรธน.จ่อบินฝ่าสนามรบดูงาน อียิปต์ ขนคณะ 37 คน ทัวร์ 9 วันงบกว่า 3 ล้าน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

ไปดูอะไร! ภัณฑิล ปูดศาลรัฐธรรมนูญเตรียมบินฝ่าสนามรบดูงาน อียิปต์ ขนคณะ 37 คน ทัวร์ 9 วันงบกว่า 3 ล้าน เหน็บอยากดูงานขัดขวางประชาธิปไตยหรือไม่ เหตุถูกจัดอันดับเป็นประเทศ ไม่เสรี จี้เปิดเผยสัญญา-ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเปิดเผยข้อมูลการศึกษาดูงานสาธารณรัฐอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เม.ย. – 2 พ.ค.2569 โดยโครงการดังกล่าว มีราคากลาง 3,234,109.33 บาท และประกาศผู้ชนะเสนอราคา 2,954,000 บาท สำหรับกรณีเรียกร้องนี้ ไม่ใช่การต่อต้านการเรียนรู้จากต่างประเทศในหลักการ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่มีการใช้เงินภาษีของประชาชน ในช่วงเวลาที่รัฐบาลเพิ่งประกาศให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจระงับการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อการดูงานและการอบรม และให้จัดในประเทศแทน เว้นแต่เป็นการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญเท่านั้น จึงขอสอบถามว่า การจ้างเหมาบริการทัวร์ในการศึกษาดูงานต่างประเทศนั้น มีสิ่งใดที่ประเทศไทยไม่มี และมีสิ่งใดที่ไม่สามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญมาไทยหรือจัดสัมมนาในประเทศได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า 

นายภัณฑิล กล่าวว่า มีอะไรที่ต้องบินไปฟังถึงอียิปต์ จะไปดูปิรามิดกีซ่า หรือจะไปดูสฟริงซ์ หรือมีอะไรที่ไม่สามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่ประเทศไทย หรือจัดสัมมนาในประเทศไทยได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายเท่า คำถามที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้นคือเหตุใดจึงเลือกอียิปต์เป็นประเทศต้นแบบ ศาลรัฐธรรมนูญไปศึกษาดูงานที่อียิปต์ ฟังดูก็เอ๊ะหรือใช่หรือไม่ ถ้าเราจะเอาเงินภาษีประชาชนไปดูระบบศาลรัฐธรรมนูญ ประเทศที่เลือกนั้นควรเป็นประเทศที่โดดเด่นด้านนิติธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเป็นอิสระของศาล การคุ้มครองประชาธิปไตย แต่ข้อมูลสากลกลับชี้ว่าอียิปต์ไม่ใช่ประเทศแบบนั้น ซึ่ง Freedom House จัดให้อีสาธารณรัฐอียิปต์เป็นประเทศ “ไม่เสรี” ได้คะแนนเพียง 18 จาก 100 คะแนน ส่วน World Justice Project จัดให้สาธารณรัฐอียิปต์อยู่อันดับ 135 จาก 142 ประเทศในดัชนีหลักนิติธรรมปี 2567

“ดังนั้นจึงต้องถามอย่างตรงไปตรงมาว่าประเทศแบบนี้หรือจะเป็นต้นแบบ ที่เหมาะสมสำหรับการไปดูงานของศาลรัฐธรรมนูญ หรือแท้จริงแล้วเรากำลังเลือกประเทศที่มีปัญหาเรื่องการดึงศาลเข้าไปเป็นผู้เล่นหลักเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง และการใช้กฎหมายกับกระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธทางการเมือง คล้ายกับข้อถกเถียงที่สังคมไทยเองกำลังถกเถียงกันอย่างเข้มข้นในขณะนี้ จะไปดูว่าเขาขัดขวางขบวนการประชาธิปไตยสำเร็จอย่างไรหรือไม่”นายภัณฑิล กล่าว 

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า อีกประเด็นหนึ่งคือ ความเหมาะสมด้านความปลอดภัย  ซึ่งมีการเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดูไบ ที่ปิดไปครึ่งสนามบิน จะไปได้หรือไม่ เงื่อนไขในการคืนเงินเป็นอย่างไร หากมีการยกเลิกขึ้นมา ซึ่ง ป.ป.ช.คงต้องเข้าไปตรวจสอบสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้กรุงไคโรคือสนามรบที่มีความดึงเครียดสูง และมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยกระดับสูงขึ้น  ทั้งนี้ขอให้มีการพิจารณาถึงความคุ้มค่าของการเดินทางครั้งนี้ที่ระบุว่ามีผู้ร่วมคณะ 37 คน การใช้งบประมาณเกือบ 3 ล้านบาท เดินทาง 9 วัน 8 คืน แต่เวลาที่เป็นการเรียนรู้จริงเพียง 22 ชั่วโมง หัวข้อที่ไปฟังส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องพื้นฐาน เช่น โครงสร้างศาล อำนาจหน้าที่ กระบวนการพิจารณาคดี ระบบการปกครอง และบทบาทของศาลปกครองต่อการควบคุมความเป็นอิสระของศาลและการคุ้มครองประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้สามารถจัดสัมมนาในประเทศได้ โดยเชิญวิทยากรมาบรรยาย แต่ในเอกสารมีการลงค่าวิทยากรไว้ 4 คน ซึ่งตนคิดว่าเป็นไกด์ เพราะพาไปดูมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมาก 

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า  ก่อนหน้านี้ กกต. ป.ป.ช. ก็โดนทัวร์ลงในเรื่องจะไปดูงานและต้องระงับกันหมด เงินจำนวนนี้ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ดังนั้น จึงขอเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้1. ขอให้เปิดเผยสัญญาและวันลงนามจริงทั้งหมด 2. ขอให้เปิดเผยค่าใช้จ่ายแยกรายการโดยละเอียด 3. ขอให้เปิดเผยเหตุผลเชิงวิชาการว่าเหตุใดจึงเลือกสาธารณรัฐอียิปต์เป็นประเทศต้นแบบ 4. ขอให้เปิดเผยผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม วัดผลได้ และประชาชนตรวจสอบได้