อนุทิน ชี้ เท้ง ลงถนนเดินกดดันกกต. เป็นสิทธิ แต่ขอเคารพกฎหมาย

13 กันยายน 2569 เวลา 15:53 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ก.ย.2569 ที่บางพลี จ.สมุทรปราการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มไอลอว์เดินเป็นระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีโกงเลือกสว. 229 คน นายกรัฐมนตรีมองอย่างไร ว่า มองว่าเป็นสิทธิ์ของทุกคนในความเป็นประชาชนหรือในบทบาทอะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้เคารพ และอยู่ภายใต้กฎหมาย แบบนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนมองว่าแปลกหรือไม่ที่ผู้นำฝ่ายค้านลงถนนเองโดยที่ไม่ใช้เวทีสภาฯ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการ แต่ละคนอาจจะมีอุดมการณ์มีความคิดอะไรของตัวเอง ตรงนี้เราต้องยอมรับ และรับฟัง

ระทึก! ฝ้าเพดานศูนย์อาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา พังถล่มลงมาทับชุดโต๊ะเก้าอี้เสียหายหนัก

13 กันยายน 2569 เวลา 15:23 น.

ระทึก! ฝ้าเพดานศูนย์อาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา พังถล่มลงมาทับชุดโต๊ะเก้าอี้เสียหายหนัก โชคดีเป็นช่วงวันหยุดไม่มีคนใช้งาน-ไร้บาดเจ็บ ด้านเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบโครงสร้างให้ทันก่อนเปิดใช้งานพรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เกิดอุบัติเหตุระทึกภายในฝ้าเพดานบริเวณศูนย์อาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา ได้เกิดพังถล่มลงมากองกับพื้น แรงกระแทกส่งผลให้ชุดโต๊ะและเก้าอี้รับประทานอาหารที่อยู่บริเวณด้านล่างพังเสียหายยับเยิน โชคดีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุด ทำให้ไม่มีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคคลภายนอกใช้งานพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้นับว่าใกล้เคียงต่อการเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ เนื่องจากในวันทำการปกติ ชั้น B2 จุดดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ใช้งานหนาแน่น มีข้าราชการ พนักงานรัฐสภา บุคลากร รวมถึงบุคคลสำคัญทางการเมือง ทั้ง สส. สว. และผู้ที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสภา ใช้เป็นจุดพักผ่อน และรับประทานอาหารกลางวัน เป็นจำนวนมาก หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันทำการปกติ อาจส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

เบื้องต้น หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและทีมวิศวกรของอาคารรัฐสภา ได้เข้าสำรวจความเสียหายและพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อเร่งตรวจสอบสาเหตุของการพังถล่มว่าเกิดจากปัญหาโครงสร้าง ความชื้น หรือวัสดุเสื่อมสภาพ พร้อมทั้งเตรียมสั่งปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าวชั่วคราวเพื่อซ่อมแซมและตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่อาจสร้างความ สูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ในอนาคต ก่อนที่จะใช้งานในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้.

กรมที่ดินเร่งเดินสำรวจออกโฉนด 69 จังหวัด ผลงาน 8 เดือน ทะลุ 95%

14 กันยายน 2569 เวลา 10:49 น.

กรมที่ดินเดินหน้าสร้างความมั่นคงในสิทธิที่ดินให้แก่ประชาชน เร่งขับเคลื่อนโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ ครอบคลุม 69 จังหวัด ตั้งเป้าหมายรวม 86,000 แปลง โดยผลการดำเนินงานในรอบ 8 เดือน มีความก้าวหน้าแล้วกว่า ร้อยละ 95

โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดิน

เป้าหมาย 70,000 แปลง ดำเนินการได้ 66,439 แปลง คิดเป็นร้อยละ 99.87

โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เป้าหมาย 16,000 แปลง ดำเนินการได้ 15,392 แปลง คิดเป็นร้อยละ 96.20

ข้อมูลจาก “บอกดิน” ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการจัดการด้านที่ดิน โดยมีผลดำเนินการ บอกดิน 1 จำนวน 5,348 แปลง บอกดิน 2 จำนวน 166,215 แปลง และบอกดิน 3 จำนวน 73,893 แปลง

การเร่งรัดออกโฉนดที่ดินไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนเอกสารสิทธิ แต่คือการสร้าง ความมั่นคงในสิทธิที่ดิน ลดปัญหาความไม่ชัดเจนด้านกรรมสิทธิ์ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

เดินสำรวจทั่วไทย ประชาชนได้ประโยชน์ ที่ดินไทยมั่นคง

กรมที่ดิน เคียงข้างประชาชน เพื่อที่ดินไทยยั่งยืน

#กรมที่ดิน #เดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน #โฉนดที่ดิน #บอกดิน #บริการประชาชน #ที่ดินมั่นคง #กรมที่ดินเพื่อประชาชน #เดินสำรวจ69

กาฬสินธุ์เต้น จี้กำจัดหมอคางดำ

14 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

ผู้ว่าฯกาฬสินธุ์ สั่งปูพรมสำรวจแหล่งปลาหมอคางดำ 5 จุด เร่งจำกัดวงการแพร่ระบาด หวั่นกระทบระบบนิเวศและอาชีพเกษตรกร ด้านประมงจังหวัด กาฬสินธุ์เผย ยอดจับพุ่ง12ตัน ผอ.กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด’มั่นใจยังอยู่ในภาวะควบคุมได้ ยืนยันนำไปบริโภคได้ทุกเมนู ปลาไม่มีพิษ แต่ห่วงผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามค้องป้องกันความเสียหายด่วน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569  นายสุวรรธณ์  เข็มธนเพ็ชร  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สำรวจ ติดตาม และเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ในพื้นที่เขื่อนลำปาว ณ ลานเจ้าปู่เชียงโสม บริเวณเชิงสะพานเทพสุดา ฝั่งอำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อสำรวจและประเมินสถานการณ์การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในพื้นที่เขื่อนลำปาว รวมทั้งหารือและกำหนดแนวทางในการควบคุม กำจัด และจำกัดวงการแพร่ระบาดให้อยู่ในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำจืด ทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่น ตลอดจนการประกอบอาชีพของเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ผู้เลี้ยงปลากระชัง และชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดกาฬสินธุ์

การปฏิบัติงาน ได้จัดทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจ จำนวน 2 ทีม ลงพื้นที่สำรวจรวม 5 จุด โดยดำเนินการประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ตรวจสอบและสุ่มสำรวจด้วยเครื่องมือประมง พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลและเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำที่พบในแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการดำเนินงานที่เหมาะสม จุดที่1 บริเวณสันเขื่อนและประตูระบายน้ำเขื่อนลำปาว รวมถึงบริเวณหาดดอกเกตุ , จุดที่ 2 บริเวณสะพานไหลหลอด บ้านดงบัง ตำบลดงสมบูรณ์ อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ และ บ้านโคกสะอาด อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี,จุดที่3 บริเวณแพร้านอาหารใกล้สะพานเทพสุดา ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์, จุดที่4 บริเวณบ้านท่าเรือภูสิงห์ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ และ จุดที่ 5 บริเวณบ้านนาอวน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี

โดยทุกจุดได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ ตรวจสอบ สุ่มสำรวจด้วยเครื่องมือประมง บันทึกข้อมูล และเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำ ก่อนนำข้อมูลกลับมาสรุปผล โดยระหว่างการเฝ้าระวังสถานการณ์ พบปลาหมอคางดำเพิ่มเติม จำนวน 4ตัว ในจำนวนนี้มี 3ตัว พบบริเวณบ้านคำเขื่อนแก้ว ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี โดยชาวประมงพื้นบ้านจับได้ จำนวน 2 ตัวด้วยแห อีก 1 ตัวติดลอบ และพบอีก 1 ตัว ที่บริเวณบ้านท่าเรือภูสิงห์ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ ก่อนนำส่งเจ้าหน้าที่กรมประมงเพื่อตรวจพิสูจน์

ผลการตรวจสอบ ยืนยันว่า ปลาทั้ง 4 ตัวเป็นปลาหมอคางดำ ทำให้การพบครั้งนี้ นับเป็นการพบปลาหมอคางดำ ครั้งที่ 4 ในพื้นที่เขื่อนลำปาว หลังจากพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และพบเพิ่มเติมในวันที่ 5 และ 9 กันยายน 2569 โดยจุดที่พบยังอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน บริเวณตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี และพื้นที่ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์และกรมประมงจึงเร่งติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการควบคุม กำจัด และจำกัดวงการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหมอคางดำแพร่กระจายเป็นวงกว้าง และลดความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่นและการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือชาวประมง เกษตรกร และประชาชน หากพบปลาที่มีลักษณะต้องสงสัย หรือพบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ขอให้รีบแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือสำนักงานประมงอำเภอในพื้นที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เก็บตัวอย่าง และดำเนินการตามแนวทางของกรมประมงต่อไป

วันเดียวกัน ที่เขื่อนลำปาว ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่ชุดประชาสัมพันธ์ ติดตามเฝ้าระวังปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่ประมงอำเภอหนองกุงศรี ได้นำภาพเปรียบเทียบ ระหว่างปลาหมอคางดำกับปลานิล ทำการประชาสัมพันธ์แนะนำวิธีการสังเกตปลาหมอคางดำให้กับชาวประมงพื้นบ้าน ตามแผนปฏิบัติการรณรงค์ โดย จังหวัดกาฬสินธุ์ และ ผู้แทนกรมประมง เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เปิดปฏิบัติการประชาสัมพันธ์และเฝ้าระวังปลาหมอคางดำไปเมื่อวานนี้ (12 ก.ย.) มี นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ผลการรณรงค์ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านและประชาชนมั่นใจขึ้นและมีรายงานในช่วงเช้าวันนี้ สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ แจ้งว่า ชาวประมงพื้นบ้าน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ จับปลาหมอคางดำได้อีก 2 ตัว ทำให้ยอดพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาวเพิ่มเป็น 12 ตัวแล้ว

นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า การพบปลาหมอคางดำ ได้รับแจ้งจากประมงพื้นบ้าน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี ว่าสามารถจับปลาหมอคางดำได้อีก 2 ตัว เป็นชาวประมงรายเดิม คือ นายยุติธรรม ที่เป็นคนจับปลาหมอคางดำได้เป็นคนแรก ทำยอดที่พบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาวรวม 12ตัว ข้อสังเกตปลาหมอคางดำยังคงอยู่ในพื้นที่บริเวณเดิมคือ ตลิ่งริมน้ำ ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี ที่ยังสามารถจำกัดพื้นที่และต้องขอความร่วมมือจากชาวประมงให้ช่วยกันจับมาให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ติดตามเฝ้าระวังและทำการประชาสัมพันธ์ที่จะมีการประเมินผลทุกวัน

ด้าน นางสาวศิราณี  งอยจันทร์ศรี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กล่าวว่า จากรายงานพื้นที่เขื่อนลำปาว ปัจจุบันสถานการณ์ยังอยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้ สำหรับเกณฑ์การประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จะดำเนินการได้ต่อเมื่อพบอัตราความชุกชุมของปลาตั้งแต่ 10 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป โดยเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ประเมินเป็นประจำทุกเดือน ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ทั้งนี้ลักษณะทางกายภาพของอ่างเก็บน้ำที่มีความลึก ส่งผลให้การควบคุมและกำจัดกระทำได้ง่ายกว่าบริเวณแหล่งน้ำกร่อยหรือป่าชายเลนที่สัตว์น้ำสามารถซ่อนตัวได้ จากผลการสำรวจพบว่า ปลาหมอคางดำมักกระจายตัวอยู่บริเวณแหล่งแปรรูปสัตว์น้ำ เนื่องจากมีปริมาณสารอินทรีย์สูงซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดี สำหรับมาตรการกำจัดนั้น เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติการในช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปลาลอยตัวขึ้นมาฮุบอากาศเพื่อเร่งกำจัดและสกัดกั้นไม่ให้หลุดรอดเข้าสู่บ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกร พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นสามารถแจ้งสำนักงานประมงในพื้นที่ได้ทันที

นางสาวศิราณี กล่าวอีกว่า กรมประมงขอยืนยันว่า ปลาหมอคางดำเป็นเพียงสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ไม่มีพิษ และมีคุณค่าทางโภชนาการด้านโปรตีนสูงเทียบเท่าปลานิล ประชาชนสามารถนำมาประกอบอาหารและแปรรูปได้ตามปกติ อาทิ การทำปลาร้า หรือประกอบอาหารประเภทแกง ทั้งนี้ ในส่วนของการบริหารจัดการงบประมาณ แม้จะอยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณ แต่กรมประมงได้เตรียมแผนรองรับสำหรับงบรอบใหม่ที่จะจัดสรรเข้ามาในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมทั้งได้บรรจุแผนการจัดการปัญหาดังกล่าวไว้ในงบประมาณระยะยาวปี 2570 แล้ว โดยระหว่างนี้เจ้าหน้าที่จะยังคงปฏิบัติงานเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการเร่งกำจัด กรมประมงยังมุ่งเน้นการให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่เพื่อป้องกันผลกระทบล่วงหน้า โดยได้กำชับให้ประมงจังหวัดเร่งลงพื้นที่แนะนำเกษตรกรให้ใช้ระบบกรองน้ำก่อนนำเข้าบ่อเลี้ยง เพื่อป้องกันลูกปลาหลุดรอด เนื่องจากในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าปลาหมอคางดำได้แพร่กระจายออกจากบริเวณเขื่อนแล้วหรือไม่

NIA ผนึก มก. เดินหน้า ‘Thai Kitchen 2026’ ดัน 12 ผู้ประกอบการ ต่อยอด FoodTech ไทยสู่ตลาดจริง

14 กันยายน 2569 เวลา 13:56 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอาหารของไทย ผ่านโครงการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program โปรแกรมเร่งการเติบโตที่มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมด้านอาหาร ให้สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาต่อยอดธุรกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่าย และโอกาสทางธุรกิจ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดจุดแข็งของประเทศไทยในฐานะ “ครัวของโลก” สู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต” โดยภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ ด้วยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรรวมกว่า 1.7 ล้านล้านบาท การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามายกระดับธุรกิจอาหารจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า “หัวใจของการพัฒนาผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม ไม่ได้อยู่เพียงแค่การมีผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่ดี แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ตลาด และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง ดังนั้น Thai Kitchen จึงมุ่งพาผู้ประกอบการก้าวข้ามจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่การทำความเข้าใจตลาดและการพิสูจน์ความต้องการของลูกค้า หรือ Market Validation การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะต่อไป เพื่อให้นวัตกรรมอาหารของไทยไม่เพียงมีศักยภาพในการแข่งขัน แต่สามารถขยายโอกาสและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดสากล”

หนึ่งในเป้าหมายของ Thai Kitchen 2026 คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม โดย Demo Day ถือเป็นเวทีที่สะท้อนให้เห็นถึง Transformation Journey ของผู้ประกอบการทั้ง 12 ราย ตั้งแต่โจทย์และความท้าทายก่อนเข้าร่วมโครงการ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การทดลอง และการพัฒนาธุรกิจ จนเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สามารถต่อยอดได้จริง ทั้งการยกระดับผลิตภัณฑ์ การทำความเข้าใจความต้องการของตลาด การวางกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเติบโตในอนาคต พร้อมนำเสนอเป้าหมาย โอกาสทางธุรกิจ และแนวทางการต่อยอดหลังจบโครงการ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่เครือข่ายพันธมิตรและโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจ ตลอดจนการเข้าถึงกลไกสนับสนุนด้านเงินทุนและการพัฒนานวัตกรรม อันจะช่วยเร่งการนำผลงานนวัตกรรมออกสู่ตลาดและขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

รศ.ดร.ศรีจิตรา เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “Thai Kitchen 2026 มุ่งสร้างผู้ประกอบการอาหารยุคใหม่ที่ไม่ได้เน้นเพียงการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ แต่สามารถนำ Food Technology และ Innovation มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ พร้อมพัฒนาศักยภาพให้สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โครงการนี้จึงเป็นมากกว่าพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แต่เป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญด้านอาหาร เข้ากับโลกของธุรกิจ เพื่อช่วยเปลี่ยน ‘ศักยภาพของนวัตกรรม’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางธุรกิจ’ และวางรากฐานให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง แข่งขันได้ และก้าวสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ Thai Kitchen Demo Day จัดขึ้น ณ IMPACT Culinova หนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมอาหาร โดยเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารทั้ง 12 ราย ที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพจากโครงการ Thai Kitchen 2026 ได้แสดงศักยภาพและนำเสนอพัฒนาการของธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหาร ภายใต้แนวคิด “Crafting the Future of Food: Turning Innovation into Market Success” หรือการร่วมกันรังสรรค์อนาคตของอาหาร ด้วยการเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นความสำเร็จทางธุรกิจ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษ “การรังสรรค์เมนูจากผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญ” เพื่อถ่ายทอดศักยภาพของนวัตกรรมอาหารจากแนวคิดและผลิตภัณฑ์ สู่การประยุกต์ใช้จริงผ่านเมนูอาหารที่สร้างสรรค์ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสและเห็นถึงโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในหลากหลายมิติ พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยง นวัตกรรม รสชาติ และโอกาสทางธุรกิจ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน Thai Kitchen Demo Day คือการมอบรางวัลเชิดชูผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมโครงการ สะท้อนถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และการพัฒนาที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program โดยแบ่งออกเป็น 3 รางวัล ได้แก่

  1. Popular Vote Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากผู้เข้าร่วมงาน ที่ได้รับความสนใจ การยอมรับ และความประทับใจที่ผู้ประกอบการสามารถสร้างขึ้นได้จากการนำเสนอผลงานและศักยภาพของนวัตกรรม ได้แก่ บริษัท คินเซน2019 (ประเทศไทย) จำกัด : Kinsen: ผลิตภัณฑ์เส้นอกไก่ไร้แป้ง
  2. Best Engagement Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโครงการอย่างต่อเนื่องและโดดเด่น โดยพิจารณาจากการประเมินของทีมงานสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ บริษัท โอแอนด์พี ควอลิตี้เทรด จำกัด Nutriflow: ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร และควบคุมน้ำหนัก และ บริษัท บ้านหมื่นปี จำกัด : บ้านหมื่นปี: ผลิตภัณฑ์ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม
  3. Best Performance Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่มีผลการดำเนินงานและพัฒนาการทางธุรกิจโดดเด่น สามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการมาต่อยอดและสะท้อนศักยภาพของธุรกิจได้อย่างชัดเจน โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานตลอดโครงการร่วมกับการประเมินจากคณะกรรมการในเวที Demo Day ได้แก่ บริษัท ชิมไทย จำกัด : MAKVAN: ซอสไทยที่มีผงมะแขว่นเป็นส่วนผสม

การมอบรางวัลครั้งนี้ ยังถือเป็นแรงผลักดันในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารไทยมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพและต่อยอดธุรกิจ เพื่อก้าวสู่การเติบโตและสร้างความสำเร็จในอนาคต โดยมีอีก 8 รายที่ร่วมนำเสนอภายใต้ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

กลุ่ม Modern Heirloom: อาหารพื้นถิ่นไทยในรูปแบบร่วมสมัย เชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับนวัตกรรม

1) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทุ่งกุลาอินเตอร์เทรด : KULABEEF: ลาบเนื้อไทยวากิวทุ่งกุลาร้องไห้พร้อมทาน จากกระบวนการหมักเนื้อด้วยโคจิข้าวหอมมะลิ

2) บริษัท ธัญทัช อินเตอร์เทรด จำกัด : Kreungton: ซอสกะเพราสำเร็จรูปด้วยการคงกลิ่นรสแบบดั้งเดิม

กลุ่ม High-Value Thai Food & Fruits: การเพิ่มมูลค่าอาหารและผลไม้ไทย ด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตขั้นสูง

1) บริษัท สกลนคร สร้างสุข จำกัด : Bienvica: ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกุหลาบผสมแคคตัสชนิดอัดก๊าซ

2) บริษัท เลมอน มี ฟาร์ม จำกัด : LEMON ME: เปลือกมะนาวโรล ด้วยเทคนิคการลดความขม

3) บริษัท มากขาม จำกัด : Raisiriwat: ผลิตภัณฑ์ผลไม้รวมแผ่น

4) บริษัท ซินอา บริว จำกัด : Sinar Brew: น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดด้วยกระบวนการหมักร่วมแบบขั้นตอนเดียว

5) บริษัท เคทูเอ็น มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่นส์ จำกัด : Early Me: ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองชนิดผง พร้อมชง

กลุ่ม Future Food: อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางเลือก ระบบอาหารอัจฉริยะ และการผลิตแห่งอนาคต

1) บริษัท ซิลเวอร์ แบร์ จำกัด : Telarde: ซอสน้ำปลาจากพืช

โครงการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program คืออีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารไทยได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการเชื่อมโยง องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม ตลาด และเครือข่ายทางธุรกิจ เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนไอเดียและศักยภาพของผู้ประกอบการให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้ เพื่อให้ก้าวข้ามจากการมี ‘นวัตกรรมที่ดี’ ไปสู่การมี ‘ธุรกิจที่เติบโตได้จริง’ พร้อมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสสู่ตลาดสากล เพราะอนาคตของอาหารไทยไม่ได้วัดจากการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการทำให้นวัตกรรมตอบโจทย์ตลาด สร้างมูลค่า และเติบโตได้จริง” ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย

‘สอวช.’เร่งสร้าง Green Workforce หนุนมหาวิทยาลัยสู่ Net Zero Campus ขยายผลเมืองคาร์บอนต่ำ

14 กันยายน 2569 เวลา 13:43 น.

‘สอวช.’เร่งสร้าง Green Workforce หนุนมหาวิทยาลัยสู่ Net Zero Campus ขยายผลเมืองคาร์บอนต่ำ พร้อมเดินหน้านโยบาย Nature Positive มุ่งฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแตกต่างจากความแปรปรวนของสภาพอากาศรายวัน เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ย ภัยพิบัติ และภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการไทยทุกระดับ

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกฎกติกาการค้าใหม่ของโลก โดยเฉพาะมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าต้องเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในระยะแรก เหล็กและอะลูมิเนียมจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน ต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดยุโรป อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปมาตรการดังกล่าวจะขยายครอบคลุมสินค้าอีกจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน จำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการแข่งขันด้านอื่นๆ

รศ.วงกต กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Transition จะต้องดำเนินควบคู่กับ Digital Transition หรือที่เรียกว่า Twin Transition เพราะเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการคำนวณการปล่อยคาร์บอน การลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

ในระดับนานาชาติ สอวช. ทำหน้าที่เป็น National Designated Entity (NDE) ของประเทศไทย รับผิดชอบด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ดำเนินโครงการ Technology Needs Assessment (TNA) เพื่อประเมินความต้องการเทคโนโลยีของประเทศใน 4 ภาคส่วนยุทธศาสตร์ ได้แก่ ภาคพลังงาน และภาคเกษตร ในมิติการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ และภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ในมิติการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนจะถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคการพัฒนากำลังคนของประเทศต่อไป

สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รศ.วงกต ระบุว่า สอวช. อยู่ระหว่างรวบรวมองค์ความรู้และเทคโนโลยีของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เพื่อจัดทำข้อเสนอนโยบายระยะยาว ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การแก้ไข การรับมือ การติดตามสถานการณ์ และการประเมินช่องว่างของเทคโนโลยีที่ประเทศยังขาด พร้อมสนับสนุนแนวทางการใช้ Science Diplomacy หรือการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน โดยอาศัยเครือข่ายนักวิจัยและมหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี

ด้านการบริหารจัดการน้ำ สอวช. ทำงานร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในการผลักดันการใช้ฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติ ระบบติดตามสถานการณ์ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ รองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

รศ.วงกต ย้ำว่า “คน” คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน สอวช. จึงร่วมสนับสนุนการพัฒนา Green Workforce ในหลายแนวทาง อาทิ การผลักดันประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคน ในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน พร้อมเชื่อมโยงความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมกับการผลิตบัณฑิต ผ่านการจับคู่ระหว่างอุปสงค์และอุปทานด้านทักษะ (Skill Matching) เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในอนาคตได้

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือโครงการ Net Zero Campus ซึ่งมีมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนสนใจเข้าร่วมเกือบ 100 แห่ง เพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน และสร้างบัณฑิตที่มีทักษะด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการขยายผล Saraburi Sandbox ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ ที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน โดยมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

สำหรับเป้าหมายสำคัญในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า คือการสนับสนุนให้ประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 10 ล้านตัน ผ่านโครงการ Net Zero Campus และ Sandbox ในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมวางระบบที่ทำให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการดำเนินโครงการระยะสั้น แต่เป็นมาตรฐานใหม่ที่ฝังอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ระบบการศึกษา และการพัฒนากำลังคนของประเทศ รวมถึงการเตรียมการจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในด้าน Nature Positive หรือการทำให้ธรรมชาติกลับมาเพิ่มพูนและฟื้นตัว ตามนโยบายของ ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เน้นในด้านการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ผ่านการสร้างกลไกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ซึ่งกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังร่วมกันขับเคลื่อนควบคู่ไปกับเป้าหมาย Net Zero อีกด้วย

“ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการลดคาร์บอนเพียงครั้งเดียว แต่ต้องเป็นระบบที่ดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว ขณะเดียวกัน สอวช. จะเดินหน้าพัฒนาทักษะใหม่ของกำลังคน สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และจัดทำนโยบายรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสานต่อไปสู่แนวคิด Nature Positive เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” รศ.วงกต กล่าว

บัณฑิต ‘จุฬาฯ-ชนบท’ อดีต รปภ. ได้ทุนเปลี่ยนชีวิต สานฝันทางการศึกษาระดับบัณฑิตฯ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

14 กันยายน 2569 เวลา 13:32 น.

จากเด็กจังหวัดน่านที่มีต้นทุนชีวิตไม่มากนัก ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย และเคยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยระหว่างรอผลสอบ จนได้รับโอกาสทางการศึกษาจากจุฬาฯ ในฐานะนิสิตโครงการจุฬาฯ-ชนบท และสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ สมความตั้งใจ วันนี้ น.สพ.วีรพงศ์ แซ่หาญ ได้กลับคืนสู่รั้วจามจุรีอีกครั้งในฐานะนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ กับการเรียนประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก สาขาศัลยกรรม

น.สพ.วีรพงศ์ เผยถึงเส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่าย จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม เขาต้องช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว โดยในวันเสาร์และอาทิตย์จะช่วยแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป พร้อมทั้งเก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน “ผมอยู่กับแม่ 2 คน แม่มีอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป วันเสาร์อาทิตย์ผมจะช่วยแม่ทำงาน และมีเงินเก็บไว้สำหรับใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์การเรียน ค่าชุดนักเรียน ค่าขนม ค่าข้าว”

นอกจากข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์แล้ว การเดินทางและเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค เพราะบ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนประจำอำเภอ และเพื่อนหลายคนที่เรียนมาด้วยกันก็ไม่ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ช่วงมัธยมปลาย น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิจุฬาภรณ์ ทำให้สามารถเรียนจนจบมัธยมศึกษา และเมื่อถึงชั้น ม.6 เขาเริ่มค้นหาคำตอบว่าอยากเรียนอะไรต่อในระดับมหาวิทยาลัย

จากการพูดคุยกับคุณครูและทบทวนความสนใจของตัวเอง เขาพบว่าตนเองมีความผูกพันกับสัตว์มาตั้งแต่เด็ก จึงเริ่มค้นหาข้อมูลคณะต่างๆและในที่สุดก็พบว่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ คือเส้นทางที่เขาสนใจ น.สพ.วีรพงศ์ เล่าย้อนถึงชีวิตในช่วง ม.6 ว่ารู้จักทุนจุฬาฯ-ชนบท จากวิชาแนะแนวของโรงเรียนซึ่งช่วยให้นักเรียนต่างจังหวัดได้รู้จักแนวทางการศึกษาต่อและทุนการศึกษาที่เหมาะสม “ผมทราบเรื่องทุนจุฬาฯ-ชนบทจากอาจารย์ซึ่งแนะนำว่าถ้าเข้ามหาวิทยาลัยจะมีทุนอะไรบ้าง โรงเรียนต่างจังหวัด นักเรียนส่วนมากจะขาดทุนทรัพย์ ก็จะมีวิชาแนะแนวที่ช่วยสนับสนุนนักเรียนว่าควรไปแนวทางไหนต่อ” การสมัครทุนจุฬาฯชนบทมีทั้งเกณฑ์ด้านภูมิลำเนา ผลการเรียน การสอบสัมภาษณ์ รวมถึงการที่ทีมอาจารย์จากโครงการจุฬาฯ-ชนบทเดินทางไปเยี่ยมบ้าน เพื่อพูดคุยกับตัวเขาและครอบครัว สำหรับเด็กจากจังหวัดน่านคนหนึ่ง นี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ก้าวไปสู่ความฝันในการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ระหว่างรอผลสอบ น.สพ.วีรพงศ์ ไม่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไป เขาเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่กับเพื่อนเพื่อหางานทำ และได้ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่วัดเจดีย์หลวง ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะยังไม่รู้ว่าผลสอบจะเป็นอย่างไร หากไม่ติดมหาวิทยาลัย เขาอาจต้องทำงานต่อและเตรียมสอบใหม่ “ผมรู้สึกว้าเหว่มากว่าจะสอบได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็คิดว่าจะต้องสอบเข้าใหม่ และในระหว่างนั้นต้องทำงานไปด้วย”

แล้ววันสำคัญก็มาถึง ขณะที่กำลังทำงานเป็น รปภ. ในช่วงเย็น เขารีเฟรชหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูผลสอบ และพบว่าตัวเองสอบติดคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ “ผมรู้สึกดีใจ ตกใจ ตื่นเต้น หลายอารมณ์ผสมกัน แต่คนแรกที่ผมบอกข่าวดีก็คือแม่ซึ่งดีใจกับผมด้วย สิ่งที่เราพยายามตั้งใจเรียน ตั้งใจสอบ สุดท้ายก็เห็นผล เป็นวันที่ผมมีความสุขมากๆ”

การเริ่มต้นชีวิตในรั้วจุฬาฯไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องปรับตัวทั้งด้านสภาพแวดล้อม สังคม และการเรียนที่แตกต่างจากระดับมัธยม แต่โครงการจุฬาฯ-ชนบทมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นิสิตปรับตัว โดยจัดค่ายปรับพื้นฐานก่อนเปิดภาคการศึกษา ทั้งด้านความรู้และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย “โครงการจุฬาฯ-ชนบทช่วยผมได้ปรับตัวเยอะมาก ช่วงก่อนเปิดเทอมจะมีการจัดค่ายปรับพื้นฐาน ประมาณ 10 วัน เพื่อให้เราชินกับสถานการณ์ สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย”

น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนจุฬาฯ-ชนบทแบบเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเทอม ค่าที่พัก ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายประจำตัว ทำให้สามารถมุ่งมั่นกับการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ ตลอด 6 ปีในคณะสัตวแพทยศาสตร์ เขาต้องเผชิญกับการเรียนที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทายจนสำเร็จการศึกษา

จากเด็กมัธยมในจังหวัดน่านที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีโอกาสเรียนต่อหรือไม่ วันนี้เขาได้ทำตามความฝัน และก้าวเข้าสู่วิชาชีพสัตวแพทย์ และเมื่อพูดถึงความหมายของทุนจุฬาฯ-ชนบทสำหรับตัวเอง น.สพ.วีรพงศ์ ให้คำนิยามไว้อย่างชัดเจนว่า “ทุนจุฬาฯ-ชนบท เหมือนทุนที่ให้ทั้งโอกาสและอาชีพให้เรา ทุนนี้มอบทั้งโอกาสและอาชีพให้เราได้นำไปประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ และสามารถทำประโยชน์อื่นๆให้กับสังคม” ประโยคที่สะท้อนความหมายของทุนนี้ได้ดีที่สุด คือ “โครงการจุฬาฯ-ชนบทคือเป็นทุนที่มอบชีวิตใหม่ ทำให้ความท้อแท้ที่เคยเกิดขึ้นมันหายไป”

หลังสำเร็จการศึกษา น.สพ.วีรพงศ์ ทำงานที่โรงพยาบาลสัตว์เอกชนเป็นเวลา 1 ปี ก่อนกลับมาเรียนเฉพาะทางด้านหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก ศัลยกรรมสัตว์ ปัจจุบันเขามีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและแม่ให้สุขสบาย

ในอนาคตหลังเรียนจบหลักสูตรประกาศนียบัตรฯ หากมีโอกาสและความเหมาะสม เขามีความตั้งใจที่จะศึกษาต่อเพื่อพัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านศัลยกรรมต่อ และนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาพัฒนาการทำงานในโรงพยาบาลสัตว์ต่อไป

เรื่องราวของเขาสะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนชีวิตอาจเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่โอกาสทางการศึกษาสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้

“ต้นทุนชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง สามารถทำให้เราถึงฝั่งฝันได้หรือไม่ แต่มันเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งที่เราควบคุมได้คือ passion ของตัวเองที่จะนำพาทุกอย่างไปเอง”

ทุนจุฬาฯ-ชนบทจึงไม่ใช่เพียงทุนการศึกษา แต่คือทุนที่เปิดประตูให้เด็กคนหนึ่งได้เปลี่ยนชีวิต และก้าวไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในอนาคต

มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ 5 แห่ง ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดงาน วิถีเสน่ห์ วัง คลอง ตลาด มหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ชิม ชม แชร์ เสน่ห์ท้องถิ่นไทย อาหารพื้นบ้าน ศิลปะ และเสียงเพลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา

14 กันยายน 2569 เวลา 11:37 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จัดมหกรรมวัฒนธรรมสุดยิ่งใหญ่ งาน “วิถีเสน่ห์ วัง คลอง ตลาด” เพื่อเปิดประสบการณ์แห่งชาติ นำเสนอเสน่ห์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และมรดกทางวัฒนธรรมอาหารริมฝั่งน้ำอย่างยั่งยืน ณ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และฟังการเสวนาด้านอาหารและวัฒนธรรม ในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี ปลัดศรีช่วย คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เผยถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า “การจัดงานครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี โดยมีเป้าหมาย สำคัญในการร่วมกันส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าของมรดกทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ ที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะวิถีที่มี “วัง คลอง ตลาด” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการตั้งถิ่นฐาน การคมนาคม การค้าขาย และการดำรงชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเพียงร่องรอยทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ยังคงฝมีชีวิต และสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าทางสังคม เศรษฐกิจ และการเรียนรู้สำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

โครงการนี้จึงมุ่งหวังสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชน นักศึกษา และชุมชน เพื่อร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไปสู้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน”

ไฮไลต์กิจกรรมน่าสนใจภายในงานทั้งสองวัน คือการลิ้มรสอาหารพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ชุมชน พบกับร้านอาหารพื้นเมืองรสเลิศและสินค้าชุมชนรวมกว่า 40 ร้านค้า รวมทั้งชมนิทรรศการ-การสาธิตการทำอาหารสูตรโบราณและอาหารท้องถิ่น จาก 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏ

พร้อมทั้งฟังการเสวนาด้านอาหารและวัฒนธรรม ในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น” โดย 4 ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านอาหาร ได้แก่ คุณจรงศักดิ์ รองเดช (สตังค์) พิธีกรรายการสารคดีอาหารพื้นบ้าน ภัตตาคารบ้านทุ่ง,คุณเอกชัย เกื้อทอง (ต้น) ผู้เชี่ยวชาญจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ,ผศ.ดร.ณนนท์ แดงสังวาลย์ (ณนนท์) สาขาวิชาอุตสาหกรรมการบริการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ คุณณัฐพงศ์ ธีรนันทพิชิต (ตั้ม) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและอาจารย์ใหญ่แห่งสถาบันการอาหารไทย (TCA) ดำเนินรายการโดย คุณกันต์-ศุภยศ ปุกหุต

ตลอดหนึ่งชั่วโมงของการเสวนาในครั้งนี้ สรุปเนื้อหาและใจความได้ว่า เราพูดถึงอาหารกันหลายเรื่องเราพูดถึงวัตถุดิบ พูดถึงผู้คน พูดถึงภูมิปัญญา พูดถึงวัฒนธรรม และพูดถึงการส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง แต่ถ้าย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด เราจะพบว่าสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงทุกเรื่องเข้าด้วยกันก็คือ คลอง คลองหล่อเลี้ยงผืนดิน ผืนดินหล่อเลี้ยงผู้คน ผู้คนสร้างวิถีชีวิต และส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตก็คืออาหาร เพราะฉะนั้นอาหารริมคลองจึงไม่ได้มีเพียงรสชาติจากวัตถุดิบที่เราเลือกมาใช้ แต่มีรสชาติของ เรื่องราว ผู้คน และกาลเวลาอยู่ด้วย และเมื่อเราพูดถึงการรักษาอาหารพื้นถิ่น บางทีสิ่งที่เราต้องรักษาจึงไม่ใช่เพียงสูตรอาหารหนึ่งสูตร

แต่คือเรื่องราวที่ทำให้สูตรนั้นเกิดขึ้น คือวัตถุดิบที่ทำให้เกิดรสชาติ คือภูมิปัญญาของคนที่รู้ว่าจะนำสิ่งเหล่านั้นมาปรุงอย่างไร และคือสายน้ำกับวิถีชีวิตที่หล่อเลี้ยงทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น เพราะคลองคือส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ทำให้อาหารนั้นเกิดขึ้น และตราบใดที่คลองยังหล่อเลี้ยงผู้คน ผู้คนก็ยังมีวัตถุดิบมีเรื่องราวที่จะนำมาปรุงเป็นอาหาร และตราบใดที่เรายังส่งต่อเรื่องราวเหล่านั้น รสชาติของบ้านถิ่นก็จะยังเดินทางต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี ปลัดศรีช่วย คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ยังกล่าวทิ้งท้ายหลังจบการเสวนาในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น” ด้วยว่า “งานเสวนาในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Soft Power ยกระดับอาหารพื้นถิ่น คลองบางเขน คลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว ซึ่ง ดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ด้วยภารกิจของมหาวิทยาลัยในการร่วมพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมจึงได้ทำงานร่วมกับชุมชนริมคลองทั้ง 3 พื้นที่เพื่อค้นหา รวบรวม และต่อยอดองค์ความรู้เรื่องอาหารพื้นถิ่น รวมถึงเรื่องราวและภูมิปัญญาที่อยู่เบื้องหลังอาหารเหล่านั้น พราะอาหารพื้นถิ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรสชาติ แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนทั้งวิถีชีวิต ผู้คน และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับพื้นที่”

ปลัด มท.แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระกุศลแด่พระองค์ภา

14 กันยายน 2569 เวลา 09:47 น.

“ปลัดมหาดไทย”แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์

14 กันยายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 นี้ เป็นวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบการจัดพิธีทางศาสนาถวายเป็นพระกุศลทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในต่างประเทศ เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ ได้เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมจัดและประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ หรือสถานที่ที่เหมาะสม ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 07.30 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในพิธีฯ ของจังหวัดและอำเภอเมืองฯ/อำเภอพระนครศรีอยุธยา และนายอำเภอเป็นประธานในพิธีฯ ของอำเภอ โดยนิมนต์ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และพระสังฆาธิการ รวมถึงคณะสงฆ์ในพื้นที่ ประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์

“กระทรวงมหาดไทยขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีบำเพ็ญเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 ณ สถานที่ที่จังหวัด และอำเภอกำหนด เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ด้วยความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ฉลองวันเกิดครบ 6 รอบ ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ ผองเพื่อนร่วมยินดี

14 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

เนื่องในโอกาสครบ 6 รอบของภรณี ลีนุตพงษ์ ได้มีเพื่อนๆจากกลุ่ม บยร.1 (หลักสูตรผู้บริหารในกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ) นำโดย วรเดช ธีรเวคิน , โอฬาร แพพ่วง , ยุทธกิจ เจียรสุวรรณภาส , เสรี ลีเกษม , สมศักดิ์ วงศ์ราษฎร์ , อัจฉราพร นาคสาร , พรพินี ปลูกเจริญ , ศิวาภรณ์ เฉลิมวงศ์ , สิริยา หอมสุวรรณ , อลิศรา พรหมโชติชัย , กิติมา แก้วนะรา , พจีกานต์ สวัสดิวงศ์และ และ ปฐมพงษ์ คำเขียว ได้ร่วมกันจัดฉลองวันเกิดให้อย่างอบอุ่นที่ร้านเชฟแมน ราชดำริ

และในวันต่อมา อดีตเพื่อนร่วมงานจากอดีตองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ชื่อว่าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังได้นัดรวมตัวเพื่อฉลองวันเกิดให้ โดยมี  โอกาส เตพละกุล , นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ , ดร.บุญส่ง-ศิริลักษณ์ ไข่เกษ  , ธนา ไชยประสิทธิ์ ร่วมกันฉลองวันเกิดให้ ภรณี ลีนุตพงษ์ โดยมี ดร.ใยอนงค์ ทิมสุวรรณ , ดร.อาณัติชัย รัตตกุล , จุไรรัตน์ ปันยารชุน , เธียรชัย มหาศิริ , ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม , มังกร ธนสารศิลป์ , ทวี เตชะธีรวัฒน์ , สุพจน์ พฤกษานานนท์ และ จุฑามาศ กุลรัตน์

แม้จะจัดคนละวันแต่ใจตรงกันคือเลือก สถานที่เดียวกัน เป็นร้านเชฟแมนราชดำริ ถึงกระนั้นก็ดี เจ้าของวันเกิดเป็นสุขใจมาก ที่มีเพื่อนๆน้องๆยังให้ไมตรีแห่งมิตรภาพสืบเนื่องอย่างยาวนาน เสมอมา นับเป็นความสุขใจที่หาค่าไม่ได้