ศบก. ย้ำสถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง ลุ้นช่วย 3 ลูกเรือมยุรีนารี-เรือสินค้าอีกลำ

ศบก. ย้ำสถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง ลุ้นช่วย 3 ลูกเรือมยุรีนารี-เรือสินค้าอีกลำ

ศบก. ย้ำสถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง ลุ้นช่วย 3 ลูกเรือมยุรีนารี-เรือสินค้าอีกลำ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.13 น.

ศบก. ย้ำสถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง ลุ้นช่วย3ลูกเรือมยุรีนารี-เรือสินค้าอีกลำ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แทนนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและคมนาคม ในฐานะผอ.ศบก. 

จากนั้นเวลา 18.00 น. นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์  รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลประชุมว่า กระทรวงการต่างประเทศได้อัพเดทสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งยังมีความน่าเป็นห่วง แม้มีรายงานความพยายามในการเจรจา แต่สถานการณ์โดยรวมยังมีความรุนแรง จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ซึ่งที่ประชุมรับทราบถึงสถานการณ์ รวมถึงการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง และการส่งกลับร่างนายชัยวัฒน์ แววนิล แรงงานไทย ที่เสียชีวิตในอิสราเอล ซึ่งเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเมื่อช่วงบ่ายวันที่27 มี.ค. รวมถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกเรือ 3 คน บนเรือสินค้ามยุรีนารี นอกจากนั้นได้รายงานความคืบหน้าเรือสินค้าไทยที่ตกค้าง โดยเรื่องนี้จะหารือในศบก.กลุ่มเล็กต่อไป

ศบก.ไฟเขียว ตั้งทีมย่อย ดูแลเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ศบก.ไฟเขียว ตั้งทีมย่อย ดูแลเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ศบก.ไฟเขียว ตั้งทีมย่อย ดูแลเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.05 น.

ศบก.ไฟเขียว เตรียมตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อย ดูแลเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมหนุนใช้ B20 เน้นย้ำทุกคลังประกาศราคาจำหน่ายน้ำมัน ด้านพาณิชย์ออกมาตรการลดค่าครองชีพประชาชน พร้อมแก้ปัญหาสินค้าตกค้างในเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ

27 มีนาคม 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้มอบหมายให้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุม ศบก.ครั้งที่ 6/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงต่างๆ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมฯ ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก.ในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจ ได้แก่ ผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง สำหรับการสื่อสารในระยะต่อไป กรมประชาสัมพันธ์ได้รายงานเป้าหมายการประชาสัมพันธ์ ดังนี้ 1.การจัดการข้อมูลเท็จอย่างรวดเร็ว 2.การอยู่ข้างประชาชนเสมอ และ 3.การเอาจริงกับคนที่เอาเปรียบประชาชน

กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์ด้านพลังงานและการบรรเทาผลกระทบด้านราคาน้ำมัน ซึ่งมีการใช้กองทุนน้ำมันเข้าอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่ พร้อมทั้งรายงานภาพรวมห่วงโซ่อุปทานน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซิน ทั้งในส่วนของการจัดหาน้ำมันดิบ การผลิตน้ำมันสำเร็จรูป การกระจายน้ำมันให้ผู้ค้า และการจำหน่าย รวมถึงความคืบหน้ามาตรการสนับสนุนการใช้น้ำมัน B20 ซึ่งปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันเริ่มทยอยจำหน่ายแล้ว โดยบางจาก เป็นผู้ค้าน้ำมันรายแรกที่เริ่มจำหน่าย B20 ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 ณ โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง โดยเป็นการจำหน่ายตรงให้กับภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้รับทราบความคืบหน้าการจัดทำเว็บแอปพลิเคชัน Fuel-Now ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขอความร่วมมือรายงานข้อมูล

สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569 โดยกรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับตำรวจนครบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจากผลการตรวจสอบ ยังไม่พบความผิดปกติ คลังทุกแห่งมีการติดประกาศราคาจำหน่ายน้ำมันที่เห็นได้ชัดเจน และมีปริมาณการจ่ายน้ำมันในเดือนมีนาคม 2569 ใกล้เคียงหรือสูงกว่าเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2569

กระทรวงพาณิชย์ รายงานสถานการณ์ด้านราคาสินค้าและภาวะการค้า โดยกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยเน้น 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่

1.กลุ่มเปราะบาง/ผู้มีรายได้น้อย กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการลดค่าครองชีพ ผ่านโครงการไทยช่วยไทย โดยคัดเลือกสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาพิเศษ และโครงการธงฟ้าราคาประหยัด พร้อมทั้งมีแผนปรับเพิ่มสินค้าควบคุมจาก 59 รายการ เป็น 66 รายการ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

2.เกษตรกร กระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการผลิต ผ่านการขยายโครงการธงเขียวพลัส จัดหาปุ๋ยเคมีต้นทุนต่ำ และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

3.ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และการเชื่อมโยงผู้ผลิตรายใหญ่กับผู้ค้ารายย่อย เพื่อรักษาสภาพคล่องและลดต้นทุนธุรกิจ

4.ผู้ส่งออก โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาขีดความสามารถทางการส่งออก ผ่านความร่วมมือกับสมาคมต่าง ๆ การติดตามสถานการณ์โลจิสติกส์ การดูแลค่าประกันภัย รวมถึงการจัดหาช่องทางการส่งออกสินค้า

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาเรือสินค้าติดค้างในเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ โดยมีการประสานผู้นำเข้าในประเทศปลายทางหรือประเทศใกล้เคียงรับซื้อสินค้า เพื่อลดความเสียหายของผู้ส่งออกไทย

กระทรวงการต่างประเทศ รายงานสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น และไม่มีสัญญาณการเจรจาที่แน่ชัด ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ขณะเดียวกัน ในวันนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมพิธีรับร่างและร่วมไว้อาลัย นายชัยวัฒน์ แววนิล แรงงานไทยที่เสียชีวิตในอิสราเอล เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนจะกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ จ.ชัยภูมิ

ในตอนท้าย ที่ประชุมฯ เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อย โดยประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาลำดับความสำคัญของสินค้าและเรือที่จะขอผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

พณ.สั่งทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก เร่งช่วยเรือสินค้าไทยตกค้าง-หาท่าเรือรับมือวิกฤต

พณ.สั่งทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก เร่งช่วยเรือสินค้าไทยตกค้าง-หาท่าเรือรับมือวิกฤต

พณ.สั่งทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก เร่งช่วยเรือสินค้าไทยตกค้าง-หาท่าเรือรับมือวิกฤต

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.45 น.

27 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายประคัลร์ กอดำรงค์ อัครราชทูต ฝ่ายการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการประชุม ศบก.ว่า สำหรับมาตรการที่จะใช้ลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ได้กำหนดแนวทางและมาตรการดูแลเป็นรายกลุ่ม ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย และกลุ่มผู้ส่งออก

นายประคัลร์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เป็นกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย เป้าหมายหลักคือ การลดค่าครองชีพโดยทันทีและตรงจุด มาตรการหลักได้แก่ โครงการไทยช่วยไทย และโครงการธงฟ้าราคาประหยัด ทั้งสองโครงการเป็นโครงการที่เริ่มทำได้ทันที นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่กำกับดูแลเพื่อลดค่าครองชีพ ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 รวมทั้งสิ้น 66 รายการ, กลุ่มเกษตรกร มีเป้าหมายหลักในการลดต้นทุนการผลิต และเสริมรายได้ให้เกษตรกร มาตรการหลัก ได้แก่ โครงการธงเขียวราคาประหยัด เปลี่ยนเป็นปุ๋ยธงเขียวพลัส เป็นการสนับสนุนการลดปุ๋ยเคมี ลดการพึ่งพาการนำเข้า ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์, กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย เป็นการเชื่อมโครงการไทยช่วยไทยกับผู้ประกอบการรายย่อยในจังหวัดต่างๆ เพื่อที่จะมีส่วนในการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ จะมีการกำกับดูแลสินค้า ต้นทุน อย่างเช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์ และวัตถุดิบอุตสาหกรรมด้วย

นายประคัลร์ กล่าวว่า และกลุ่มผู้ส่งออก มีเป้าหมายเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก คือการบริหารต้นทุนการขนส่ง ทางกระทรวงพาณิชย์ได้หารืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนและสภาหอการค้า เพื่อที่จะหาช่องทางประสานแก้ปัญหาเรื่องการขนส่งทางเรือ ตั้งแต่ค่าระวางเรือ โดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำเรือออกจากจุดที่ยังไม่สามารถนำออกมาได้ ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือสินค้าที่ตกค้างอยู่ตามประเทศต่างๆ จะมีช่องทางนำเข้ากลับประเทศได้อย่างไร รวมถึงการใช้ท่าเรือรองในการขนถ่ายสินค้าให้เป็นไปได้อย่างสะดวก และดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลานี้

นายกฯ เซ็นตั้ง ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ของ มท.

นายกฯ เซ็นตั้ง ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ของ มท.

นายกฯ เซ็นตั้ง ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ของ มท.

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

นายกฯ ลงนามจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย เพื่อบูรณาการการปฏิบัติงานของส่วนราชการในสังกัด รวมทั้งประสานการปฏิบัติกับส่วนกลางและจังหวัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 736/2569 ลงวันที่ 25 มี.ค.2569 เรื่อง จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย

คำสั่งดังกล่าว มีสาระสำคัญ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเอกภาพ และทันต่อสถานการณ์ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมีภารกิจสำคัญในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานระดับกระทรวงเพื่อบูรณาการการปฏิบัติงานของส่วนราชการในสังกัด รวมทั้งประสานการปฏิบัติกับส่วนกลางและจังหวัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 

ทั้งนี้ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ที่สำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1. ติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น 2. บูรณาการการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3. กำหนดแนวทาง มาตรการ และแผนการช่วยเหลือประชาชน 4. สั่งการและประสานการปฏิบัติงานของจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5. รายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานต่อศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง 6. ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างถูกต้อง และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

สำหรับองค์ประกอบของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้อํานวยการศูนย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน และปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ที่ปรึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ว่าการการประปานครหลวง ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค ผู้อำนวยการองค์การตลาด เป็นกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้อำนวยการกองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ ผู้อำนวยการกองสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการข่าว กระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ปิดตำนานผู้รับใช้ประชาชน! สมศักดิ์ อาลัย นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ถึงแก่อนิจกรรม

ปิดตำนานผู้รับใช้ประชาชน! สมศักดิ์ อาลัย นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ถึงแก่อนิจกรรม

ปิดตำนานผู้รับใช้ประชาชน! สมศักดิ์ อาลัย นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ถึงแก่อนิจกรรม

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.52 น.

27 มีนาคม 2569 นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต สส.อ่างทอง หลายสมัย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงการจากไปของ นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ อดีต สส.อ่างทอง และอดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง โดยระบุว่า #นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์

ทราบข่าวการสูญเสีย พี่นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ แล้ว
อดเสียใจไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่านี่คือ วัฏสงสาร ของมนุษย์
แต่การเป็นคนที่คุ้นเคย ทำงานเพื่อชาวบ้าน
เคียงบ่าเคียงไหลกันมาตลอด ทำให้ความอาลัย อาวรณ์
กัดกร่อนถึงหัวใจ
พี่นิพนธ์เป็น ส ส ครั้งแรกโดยลงสมัครคู่กับผม
สังกัดพรรค “ชาติไทย” เมื่อ27 ก ค 2529
มีท่าน “สมชัย ฤกษ์วรารักษ์”(เสี่ยแหย)เป็นผู้ให้การสนับสนุน
เราต่างได้รับการเลือกตั้งมาตลอดจนถึงปี 2539
ที่พินิพนธ์ ได้ไปเป็น วุฒิสมาชิก จากการแต่งตั้ง
ในสมัย ท่าน “บรรหาร ศิลปอาชา”เป็นนายกรัฐมนตรี
และได้ชื่อว่า เป็น สว ชุดที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของสังคมไทย
และต่อมามีการเลือกตั้ง วุฒิสมาชิกทางตรงเป็นครั้งแรกโดยการ
แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทางตรง
จากประชาชน พี่นิพนธ์ เป็น ส ว ของอ่างทองที่มาจากการเลือกตั้ง
เป็นครั้งแรก เมื่อ 22 มี ค 2543
และพี่ นิพนธ์ ก็ได้รับความไว้วางใจ จาก ส ว ชุดนั้นชุดที่ 7 เลือกให้เป็น
รองประธาน วุฒิสภาคนที่ 1 ท่านปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระ เมื่อปี 2549
เพราะความเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถคนหนึ่งของประเทศ
ท่านก็กลับมาเป็น ส ส ของสภาผู้แทนราษฎร ในระบบบัญชี
ในนาม พรรค ประชาธิปัตย์ เมื่อปี พศ 2550 และ 2554จนครบวาระ
และวางมือทางการเมืองที่เป็นอาชีพที่พี่นิพนธ์รักมากในที่สุด

วันนี้…เราทุกคนยืนอยู่ท่ามกลางความโศก
ต่อการจากไปของบุคคลผู้ทรงคุณค่า
พี่ “นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์”
อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง 4 สมัย
อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชี 2 สมัย
อดีตสมาชิกวุฒิสภา และวุฒิสมาชิกจังหวัดอ่างทอง 2 สมัย
และอดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1

ชีวิตของพี่นิพนธ์ มิใช่เพียงชีวิตของนักการเมือง
แต่คือชีวิตของ “ผู้รับใช้ประชาชน” อย่างแท้จริง

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ชื่อของ “นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์”
มิได้เป็นเพียงชื่อในหน้าประวัติศาสตร์การเมือง
แต่เป็นชื่อที่สลักอยู่ในหัวใจของชาวอ่างทอง

พี่นิพนธ์ยืนหยัดในหลักการ
ยืนตรงในความถูกต้อง
และก้าวเดินบนเส้นทางการเมือง
ด้วยศรัทธาที่มีต่อประชาชนอย่างไม่เคยสั่นคลอน

ในวันที่บ้านเมืองต้องการคนทำงาน
พี่นิพนธ์ไม่เคยถอย
ในวันที่ประชาชนต้องการที่พึ่ง
พี่นิพนธ์ไม่เคยหันหลัง

เกียรติยศ ตำแหน่ง และอำนาจ
อาจเป็นเพียงเครื่องหมายของความสำเร็จในชีวิต
แต่สำหรับพี่นิพนธ์
สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
คือความไว้วางใจของประชาชน
และความภาคภูมิใจที่ได้ตอบแทนแผ่นดิน

วันนี้…แม้ร่างของพี่นิพนธ์จะล่วงลับไป
แต่เกียรติประวัติ และคุณงามความดีของพี่นิพนธ์
จะยังคงยืนหยัดอยู่เหนือกาลเวลา

จะยังคงเป็นแบบอย่าง
ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ว่า
“การเมืองที่แท้จริง คือการเสียสละ”

และ “ผู้นำที่แท้จริง คือผู้ที่ประชาชนไม่ลืม”

ในวาระสุดท้ายนี้
ขออำนาจพระศรีรัตนตรัย
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
โปรดนำดวงวิญญาณของพี่นิพนธ์
ไปสู่สุคติอันสงบ

และขอให้ชื่อของ
“นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์”
คงอยู่เป็นเกียรติประวัติของแผ่นดิน
ตราบนานเท่านาน

ขอให้การจากไปของพี่นิพนธ์
มิใช่เพียงการสิ้นสุดของชีวิต
แต่เป็นการเริ่มต้นของตำนาน

ด้วยความอาลัยอย่างสุดซึ้ง

เป็นผู้แทน ของปวงชน คนทั้งผอง
เป็นท่านรอง ประธานวุฒิฯ สุดเข้มข้น
เป็นทุ่มเท สมศักดิ์ศรี หน้าที่ตน
เป็น “นิพนธ์ วิสิษฐ์ยุทธศาสตร์”ผู้อาจอง

– 006

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า

นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

นายกฯ ประชุมด่วนผู้ว่าฯ ทั่วไทย สั่งการแก้ไขวิกฤตราคาน้ำมัน กำชับบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้กักตุนสินค้า พร้อมเร่งวางมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ และเตรียมพร้อมบริหารจัดการดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน 7 วันอันตรายช่วงเทศกาลสงกรานต์

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายทรงศักดิ์  ทองศรี นายศักดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสันติธร ยิ้มละมัย นายภาสกร บุญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล และ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดร่วมประชุมผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เร้นท์

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เป็นการเรียกประชุมด่วน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพราะว่ามีเรื่องด่วน ที่เป็นเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะปัญหา ราคาน้ำมันที่จำเป็นต้องเพิ่มสูงขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบ ซึ่งสถานการณ์น้ำมันภายในประเทศของเราทุกวันนี้ คนไทยมีความต้องการใช้น้ำมันราว 67 ล้านลิตรต่อวันในสถานการณ์ปกติ และโรงกลั่นเราสามารถกลั่นได้วันละประมาณ 77 ล้านลิตร ซึ่งถือว่ามีความเพียงพออยู่ก่อนแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความตื่นตระหนกและมีการกักตุนน้ำมันเป็นจำนวนมาก ทำให้ตัวเลขยอดความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงถึง 87 ล้านลิตร เกินกว่ากำลังการผลิตภายในประเทศไปมาก เพียงเพราะความวิตกกังวล จากสถานการณ์ดังกล่าว จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเลิกตรึงราคา และปรับราคาน้ำมันขึ้นตามกลไกตลาด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด และจัดสรรเพิ่มปริมาณน้ำมันไปยังแต่ละพื้นที่เพื่อให้เพียงพอให้เกิดภาวะสมดุลต่อไป

“สิ่งที่เป็นผลกระทบสืบเนื่องจากปัญหาน้ำมัน คือ การฉวยโอกาสหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน ทั้งการขึ้นราคาสินค้า การกักตุนน้ำมันเพื่อขายต่อในราคาสูง รวมถึงการลักลอบเอาน้ำมันไปขายในพื้นที่ชายแดน ซึ่งต้องขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งการไปยังนายอำเภอ ตรวจตรา สอดส่องดูแล บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นกับผู้ที่ฝ่าฝืนให้ถึงที่สุด เราต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด ต้องสร้างความไว้วางใจและความพึงพอใจอย่างเต็มที่ ขอให้ทุกท่านได้ช่วยอธิบายให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจรณรงค์การใช้มาตรการประหยัดน้ำมัน และ ไม่กักตุนน้ำมันด้วย” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ในวันนี้ใจความสำคัญของการเรียกประชุมด่วน ตนไม่ได้ขอให้ท่านทำสิ่งอื่นไปมากกว่าการทำให้สถานการณ์ในพื้นที่กลับมาเป็นปกติเหมือนกับก่อนวันที่ความขัดแย้งในต่างประเทศจะเริ่มขึ้น เพราะฉะนั้นขอให้ท่านได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นการติดตามตั้งวอร์รูม ติดตามข่าวสารจากส่วนกลาง และในจังหวัด การสอดส่องลงพื้นที่สอดส่องติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิง หากพบสิ่งผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณหรือราคาจำหน่ายก็ให้ดำเนินการตามกฎหมาย และรายงานส่วนกลางอย่างทันท่วงที รวมไปถึงการบริหารจัดการเชิงรุกในพื้นที่ โดยสามารถสั่งการ บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกส่วนราชการในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อมีข้อมูลเพียงพอ เพราะว่าในช่วงนี้ก็ใกล้เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ตนจึงมีความเป็นห่วงในเรื่องการเดินทางสัญจรของพี่น้องประชาชนเพื่อกลับภูมิลำเนาเป็นอย่างมาก

นายอนุทิน กล่าวว่า สุดท้ายนี้ขอเน้นย้ำให้ทุกท่านได้ตระหนักว่า ในภาวะวิกฤต การสื่อสารสำคัญที่สุด ขอให้ทุกท่านอย่าลืมทำความเข้าใจพี่น้องประชาชน ว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่เราเร่งดูแลช่วยเหลือ ทั้งกลุ่มผู้ที่ประกอบการขนส่ง กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งเราจะได้หามาตรการเยียวยาชดเชยต้นทุนผลกระทบให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมไปถึงการส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงาน ค่านิยมการใช้พลังงานอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความตระหนักรู้อย่างเต็มที่  ผ่านการใช้หอกระจายข่าวตลอดถึงทุกช่องทางสื่อสารในจังหวัด เพื่อให้เกิดความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน เพราะเมื่อทุกจังหวัดสามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ตนเองได้ก็ย่อมส่งผลให้ในภาพรวมสถานการณ์คลี่คลายขึ้นและพี่น้องประชาชนได้กลับมามีชีวิตที่ปกติสุขในที่สุด

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการประชุม นายกรัฐมนตรีได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ถึงการดำเนินมาตรการความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของประชาชนในห้วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 โดยเน้นย้ำในเรื่อง 7 วันอันตรายซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสามารถทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุ ลดลง โดยในช่วง 7 วันอันตรายที่จะถึงนี้ ขอให้เข้มงวดทั้งเรื่องการตั้งด่านคงามปลอดภัยทางถนน จุดตรวจ/จุดสกัด การห้ามดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะ และการใช้อุปกรณ์นิรภัย ทั้งเข็มขัดนิรภัยและหมวกกันน็อคในการเดินทาง มุ่งบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดเข้มข้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และขอให้ทุกจังหวัดได้ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด ซึ่งหากผลของจังหวัดดี ผลทั้งประเทศก็ดี เพราะประเทศไทยไม่มีรอยต่อ จึงขอให้ทุกจังหวัดได้ตั้งเป้าหมายและสำคัญที่สุดต้องบริหารจัดการและติดตามว่าเป้าหมายของจังหวัด ข้อสั่งการหรือคำสั่งของจังหวัดเกิดผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภาพจริง ๆ

เบื้องหลังดีเซล +6 บาท! พิพัฒน์ แจงยิบ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT

เบื้องหลังดีเซล +6 บาท! พิพัฒน์ แจงยิบ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT

เบื้องหลังดีเซล +6 บาท! พิพัฒน์ แจงยิบ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

“พิพัฒน์”เปิดเบื้องหลังดีเซลพุ่งพรวด 6 บาท จำเป็นสกัดน้ำมันเถื่อน ให้เลิกประกาศดึกเหตุทัวร์ลง ชี้เหตุ กบน.เคาะขึ้นราคาดีเซลก้าวกระโดด ชี้ต้องรักษาส่วนต่างราคาไม่ให้ห่างจากมาเลเซีย ป้องกันการลักลอบขนออกนอกประเทศ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT เตือนหากสถานการณ์ไม่จบดีเซลมีสิทธิ์แตะ 50 บาท ยืนยันสงกรานต์นี้น้ำมันไม่ขาดปั๊ม สยบข่าวไอ้โม่งกักตุน ชี้เป็นเพราะคนตื่นตระหนก กางหน้าตักกองทุนน้ำมันติดลบได้ 1.2 แสนล้าน

27 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ชี้แจงถึงกรณีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแบบก้าวกระโดด 6 บาทต่อลิตรในคืนเดียว ว่า มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และการรักษาระยะห่างของราคากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย

“ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมีแผนจะปรับขึ้นเพียง 3 บาท ตามนโยบายที่คุยกันในช่วงเย็นวันนั้น หากมาเลเซียยังคงราคาไว้ที่ประมาณ 38 – 39 บาท แต่ปรากฏว่าในช่วงค่ำ ตลาดสิงคโปร์ปิดตัวด้วยราคากระโดดสูงขึ้น และมาเลเซียได้ปรับราคาน้ำมันรวดเดียว 7 บาท ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 45 บาทต่อลิตร หากไทยปรับขึ้นเพียง 3 บาท จาก 33 บาท เป็น 36 บาท จะทำให้ส่วนต่างราคาน้ำมันระหว่างไทยกับมาเลเซียห่างกันเกือบ 10 บาท ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาการลักลอบเติมน้ำมันข้ามแดน โดยรถขนส่งจะหันมาเติมน้ำมันฝั่งไทยที่ได้รับการอุดหนุนแล้ววิ่งกลับไป ซึ่งถือเป็นการสูญเสียของประเทศ การตัดสินใจขึ้น 6 บาทรวด จึงเป็นการแก้ปัญหาทั้งเรื่องส่วนต่างราคาและหยุดยั้งสภาวะโกลาหลที่ประชาชนแห่กักตุนน้ำมันจนขาดปั๊ม”

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการประกาศขึ้นราคากลางดึกนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่อยากให้มีการประกาศตอน 22.00 น.อีกแล้ว เพราะทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนทัวร์ลงเต็มบ้าน โดยเตรียมหารือกับ กบน.ในเวลา 18.00 น.ตามปกติ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า

สำหรับข้อครหาที่ว่ารู้ข้อมูลอินไซด์ล่วงหน้าและเอื้อประโยชน์ให้สถานีบริการน้ำมัน PT (บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)) กักตุนน้ำมันเพื่อทำกำไรนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวยืนยันว่า ตนไม่ทราบตัวเลข 6 บาทล่วงหน้า โดยเพิ่งได้รับโทรศัพท์แจ้งจาก รมว.พลังงาน ในเวลาประมาณ 21.00 น.กว่าๆ ก่อนจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ และนายกรัฐมนตรีก็เพิ่งทราบเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน

นายพิพัฒน์ ได้ชี้แจงว่า ได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารของบริษัทมานานถึง 23 – 24 ปีแล้ว ปัจจุบันเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่งเท่านั้น และน้องชายเป็นผู้บริหารสูงสุด นอกจากนี้ PT เป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) บริหารงานอย่างอิสระ ตนไม่สามารถเข้าไปชี้นำหรือสั่งการใดๆ ได้ พร้อมท้าให้ผู้ที่วิจารณ์รอพิสูจน์จากผลประกอบการไตรมาสที่ 1 และผลประกอบการรวมต่อปีของบริษัท ว่าจะมีกำไรก้าวกระโดดผิดปกติอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

ในส่วนของปั๊ม PT ที่มีน้ำมันขายในขณะที่ปั๊มอื่นขาดแคลนช่วงแรกนั้น นายพิพัฒน์อธิบายว่า PT เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ไม่มีโรงกลั่นของตนเอง จึงต้องทำสัญญาซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นหลายแห่งเพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น ไทยออยล์, IRPC, บางจาก เมื่อเกิดวิกฤต ผู้บริหารจึงต้องเร่งเจรจากับทุกโรงกลั่นให้ปล่อยน้ำมันตามโควตาขั้นสูงสุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อแฟรนไชส์กว่า 2,000 แห่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ามีไอ้โม่งรายใหญ่กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร แต่เกิดจากปัจจัย 2 ส่วน คือบริษัทขนส่งและไซต์งานก่อสร้างปกติจะสั่งน้ำมันมาเติมในแท็งก์แบบพอใช้ แต่เมื่อเกิดความไม่แน่นอน ทุกแห่งจึงสั่งเติมเต็มแท็งก์สำรองเอาไว้เพื่อป้องกันปัญหา และพฤติกรรมประชาชนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ขับรถจนน้ำมันเกือบหมดจึงค่อยเติม เปลี่ยนมาเป็นน้ำมันลดลงเพียงขีดเดียวก็รีบเข้าปั๊มเพื่อเติมให้เต็มถังทันที เมื่อรถยนต์นับล้านคันทำพร้อมกัน จึงเกิดเป็นกองทัพมด ที่ทำให้น้ำมันหายไปจากระบบวันละหลายสิบล้านลิตร

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 1 บาท โดยรอ กกต.อนุมัติ และนายกรัฐมนตรีได้ส่งการบ้านให้สมาคมโรงกลั่นพิจารณาปรับลดค่าการกลั่น เพื่อช่วยเหลือประเทศ หากปฏิเสธ รัฐบาลอาจต้องนำมาตรการทางกฎหมายอย่าง “ภาษีลาภลอย” มาบังคับใช้กับกำไรส่วนเกิน ซึ่งนายพิพัฒน์ได้เสนอแนวทางนี้ให้กระทรวงการคลังไปศึกษาแล้ว

“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตั้งเพดานอุดหนุนจนติดลบไว้ที่ 120,000 ล้านบาท และรัฐบาลยังมีเครื่องมือทางภาษีสรรพสามิตเหลือให้ใช้เล่นต่อได้อีกประมาณลิตรละ 5 – 6 บาท อย่างไรก็ตาม หากใช้เครื่องมือทุกอย่างจนหมดแล้วสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ราคาจะเท่าไหร่ก็ต้องเป็นไปตามนั้น คือต้องปล่อยให้ลอยตัว”

เมื่อถามถึงโอกาสที่ราคาน้ำมันดีเซลจะพุ่งไปถึงลิตรละ 50 บาท นายพิพัฒน์ตอบว่า “ผมว่าไปถึง ถ้าเหตุการณ์ยังไม่จบ” โดยให้เหตุผลว่าราคาพลังงานต้องอิงตามตลาดสิงคโปร์และประเมินเปรียบเทียบกับมาเลเซียเป็นหลัก ซึ่งแม้แต่มาเลเซียที่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังไม่สามารถอั้นราคาไว้ได้

นายพิพัฒน์ ให้คำมั่นว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ได้เตรียมแผนสำรองสูงสุดโดยจัดเตรียมรถบรรทุกน้ำมันเคลื่อนที่ไปจอดสแตนด์บายตามจุดพักรถและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ยืนยันว่าช่วงสงกรานต์น้ำมันจะไม่ขาดสถานีบริการอย่างแน่นอน “ไม่มีก็ต้องด่าผมอยู่แล้ว ผมก็รับอยู่แล้ว ผมมีหน้าที่ที่ต้องไปบริหารจัดการร่วมกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ทุกราย”

เชาว์ อัด ศุภจี สับขาหลอกข้อมูลสต็อกปุ๋ย ชี้เป็นการ ฆาตกรรมทางศก. จี้รัฐเร่งเยียวยาเกษตรกร

เชาว์ อัด ศุภจี สับขาหลอกข้อมูลสต็อกปุ๋ย ชี้เป็นการ ฆาตกรรมทางศก. จี้รัฐเร่งเยียวยาเกษตรกร

เชาว์ อัด ศุภจี สับขาหลอกข้อมูลสต็อกปุ๋ย ชี้เป็นการ ฆาตกรรมทางศก. จี้รัฐเร่งเยียวยาเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

เชาว์ อัด ศุภจี สับขาหลอกข้อมูลสต็อกปุ๋ย ชี้เป็นการ ฆาตกรรมทางเศรษฐกิจ จี้รัฐเร่งเยียวยาเกษตรกร

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ “บทเรียนราคาแพงจากคำลวงของ ‘ศุภจี’ น้ำมันแพง ปุ๋ยขาด ความผิดพลาดของรัฐ” โดยทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ออกมาสะท้อนวิกฤตปุ๋ยขาดแคลนที่กำลังคุกคามความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างหนัก พร้อมพุ่งเป้าวิจารณ์การบริหารงานของกระทรวงพาณิชย์

นายเชาว์ ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือความผิดพลาดและการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ซึ่งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาได้ออกมายืนยันสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรว่า ปริมาณปุ๋ยในประเทศมีเพียงพอจนถึงเดือนสิงหาคม ทำให้เกษตรกรจำนวนมากไม่ได้วางแผนสำรองปุ๋ยล่วงหน้า
ทว่าเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา รมว.พาณิชย์ กลับออกมายอมรับว่าปุ๋ยในสต๊อกอาจมีพอถึงแค่เดือนเมษายนเท่านั้น เท่ากับว่าข้อมูลระยะเวลาหายไปทันทีถึง 4 เดือน แม้รัฐจะระบุว่าสามารถหาเพิ่มเติมได้แต่ราคาจะแตกต่างออกไป ซึ่งนายเชาว์ชี้ให้เห็นตรงๆ ว่านั่นหมายถึงราคาที่ “แพงขึ้น” ชี้ปุ๋ยขาดร้ายแรงกว่าน้ำมันแพง เท่ากับล้มละลาย

“นี่มิใช่เพียงความผิดพลาดทางการสื่อสาร แต่เป็นการฆาตกรรมทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกร” นายเชาว์ระบุ พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่เกษตรกรหลงเชื่อข้อมูลของรัฐจนไม่ได้เตรียมตัว ทำให้ต้องมาเผชิญกับภาวะปุ๋ยขาดแคลนและราคาพุ่งสูงในช่วงก่อนเข้าฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการบำรุงต้นปาล์ม

นายเชาว์เน้นย้ำว่า วิกฤตปุ๋ยขาดแคลนนั้นรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันแพงหลายเท่าตัว เพราะน้ำมันแพงหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่หากไม่มีปุ๋ยใส่ให้ต้นปาล์มในช่วงเวลาที่เหมาะสม ต้นปาล์มจะไม่สร้างผลผลิต เท่ากับสูญเสียรายได้ตลอดทั้งปี นำไปสู่การล้มละลายของครอบครัวเกษตรกร

อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการ เรียกร้องให้รัฐบาลลงมือทำทันที และเลิกบริหารงานด้วยภาพลักษณ์ ดังนี้

– เปิดเผยข้อมูลจริงทั้งหมด: ต้องกางตัวเลขสต๊อกปุ๋ยและแหล่งนำเข้าที่มีปัญหาตามความเป็นจริง เลิกปกปิดเพื่อรักษาภาพลักษณ์ทางการเมือง
– เร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยด่วน: รมว.พาณิชย์ ต้องใช้ทุกกลไกหาแหล่งปุ๋ยใหม่ๆ จากทั่วโลก ไม่พึ่งพาเพียงแหล่งเดิม และต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะนำเข้ามาจากไหน ในราคาเท่าใด
– คุมราคาและจัดการการกักตุน: บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมราคาปุ๋ยไม่ให้พุ่งสูงเกินจริง และปราบปรามพ่อค้าคนกลางที่ฉวยโอกาสกักตุนสินค้า
– เยียวยาเกษตรกร: รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตนเอง ด้วยการชดเชยเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนปุ๋ยตามกำหนด

ในตอนท้าย นายเชาว์ ได้ฝากข้อความถึงรัฐบาลและ รมว.ศุภจี ว่าการหลอกลวงเกษตรกรคือการทำลายรากฐานของประเทศ พร้อมทิ้งท้ายอย่างเจ็บปวดว่า “จำไว้ว่าเจ็บปวดครั้งนี้… เกษตรกรไม่มีวันลืม”

เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายจี้ ปธ.สภาฯ ปฏิรูปดูงานนอก เลิกพฤติกรรม เลือกประเทศก่อนตั้งโจทย์

เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายจี้ ปธ.สภาฯ ปฏิรูปดูงานนอก เลิกพฤติกรรม เลือกประเทศก่อนตั้งโจทย์

เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายจี้ ปธ.สภาฯ ปฏิรูปดูงานนอก เลิกพฤติกรรม เลือกประเทศก่อนตั้งโจทย์

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

27 มีนาคม 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จดหมายเปิดผนึก: ถึงประธานรัฐสภา ในวาระสมัยประชุมขณะประเทศมีวิกฤติและเศรษฐกิจ

เรื่อง: ข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปงบประมาณศึกษาดูงานต่างประเทศของสมาชิกรัฐสภาในยุคดิจิทัล

เรียน: ท่านประธานรัฐสภา

ในวาระปฐมฤกษ์ของการเปิดประชุมรัฐสภา ในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี ขอฝากความหวังไว้กับท่านประธานฯ ในการกอบกู้เกียรติภูมิของสถาบันนิติบัญญัติ โดยเฉพาะในยามวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจของชาติ ที่ฝ่ายบริหาร และตุลาการได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐงดการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ

การบริหารจัดการงบประมาณ “ศึกษาดูงานต่างประเทศ” ของฝ่ายนิติบัญญัติก็ควรจะได้คำนึงและแสดงทีท่าที่เหมาะสม โดยเฉพาะการดูงานของสมาชิกรัฐสภาที่ผ่านมา เป็นประเด็นที่สร้างความกังขาและบั่นทอนศรัทธาประชาชนมาอย่างยาวนาน

จึงขอเสนอประเด็นพิจารณาดังนี้:

1. ปรับเปลี่ยนจาก “ทัวร์ดูงาน” เป็น “นวัตกรรมการเรียนรู้”

ในโลกสมัยใหม่ในยุคดิจิทัล ที่เทคโนโลยีสารสนเทศก้าวไกลถึงขีดสุด การแสวงหาความรู้ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยค่าตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจหรือค่าที่พักราคาสูงเสมอไป ระบบ Video Conference, การประชุมทางไกลผ่านระบบ Cloud หรือการเข้าถึงคลังความรู้ดิจิทัลทั่วโลก สามารถดำเนินการได้ทันทีด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามหาศาล

ท่านสมาชิกสามารถสนทนากับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกได้จากห้องประชุมสภาฯ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหลายวัน ซึ่งถือเป็นการใช้เงินภาษีที่ “ฉลาดเลือก” และ “คุ้มค่า” กว่าการยกคณะไปเดินสายในต่างประเทศ

2. ยุติวงจร “เรียนรู้ซ้ำซาก” ที่สร้างความงุนงงให้สากลโลก

เป็นเรื่องน่าอับอายที่สถาบันในต่างประเทศหลายแห่งตั้งคำถามว่า เหตุใดตัวแทนจากประเทศไทยจึงเวียนมาดูงานในหัวข้อเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับไม่มีการนำความรู้มาถอดบทเรียน หรือขับเคลื่อนเป็นนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

สถานทูตไทยในประเทศที่สมาชิกรัฐสภาเลือกไปดูงาน ต่างเอื้อมระอาเพราะ ต้องประสานงานเพื่อขอศึกษาดูงาน แต่เมื่อถึงกำหนดนัดหมาย ก็ขอยกเลิกดัดแปลงแก้ไข กำหนดการ เพื่อไปสถานที่อื่นแทน

การไปดูงานที่ขาด “โจทย์” และ “คำตอบ” ที่ชัดเจน จึงไม่ต่างจากการไปพักผ่อนหย่อนใจในคราบนักทำงานการเมือง ซึ่งสถานทูตไทยและหน่วยงานต่างแดนต่างก็เอือมระอากับพฤติกรรม “เลือกประเทศก่อนตั้งโจทย์” เช่นนี้

3. จิตสำนึกต่อความยากลำบากของราษฎร

ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพและพลังงานที่พุ่งสูง หากสมาชิกรัฐสภายังคงมุ่งหน้าไปสัมผัสความศิวิไลซ์ที่ในยุโรปและประเทศตะวันตก อย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสวิสฯ โดยใช้เงินภาษีของคนจนโดยอ้างศึกษาดูงาน ย่อมเป็นการละเลยต่อความทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างร้ายแรง

หากท่านสมาชิกต้องการเดินทางเพื่อไปศึกษาดูงาน พิสูจน์ความจริงใจในการแก้ปัญหาวิกฤตโลก ควรพิจารณาศึกษาดูงานในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เผชิญวิกฤติจริง โดยออกค่าใช้จ่ายเอง เช่น อิหร่าน หรือ อิสราเอล เพื่อนำบทเรียนความมั่นคงมาใช้ประโยชน์ มากกว่าการใช้ข้ออ้างดูงานไปบังหน้าการท่องเที่ยว

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
อดีตสมาชิกวุฒิสภา (จากการเลือกตั้ง พ.ศ.2543)
27 มีนาคม 2569

จุก! นักเขียนซีไรต์ แซะ นักการเมือง เก่งทุกตอน….ยกเว้นตอนเป็นรัฐบาล

จุก! นักเขียนซีไรต์ แซะ นักการเมือง เก่งทุกตอน....ยกเว้นตอนเป็นรัฐบาล

จุก! นักเขียนซีไรต์ แซะ นักการเมือง เก่งทุกตอน….ยกเว้นตอนเป็นรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นาย วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุข้อความสั้นๆว่า นักการเมืองส่วนมากนั้นเก่ง 1.ตอนหาเสึยง 2.ตอนเป็นฝ่ายค้าน 3.ตอนออกสื่อ ยกเว้นตอนเป็นรัฐบาล!