ไทยเบฟ สนับสนุนโครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ เฉลิมพระเกียรติครบ 100 ปีวันพระบรมราชสมภพ ร.9

25 กันยายน 2569 เวลา 14:03 น.

Processed With Darkroom

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) สนับสนุนโครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติจำนวน 31 สถานี ให้กับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวาระครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำและเตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวังภัยธรรมชาติ รวมถึงช่วยยกระดับศักยภาพระบบศูนย์บูรณาการข้อมูลน้ำของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพื่อใช้ในการคาดการณ์ วางแผน และบริหารจัดการอุทกภัยได้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้มอบเงินสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ จำนวน 7,495,000 บาท ให้แก่ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) โดยมี นางต้องใจ ธนะชานันท์ นางธารทิพย์ ศิรินุพงศ์ นายวิรัช เมฆสัมพันธ์ นางสาวน้ำฝน อังศุธรรังสี ดร.ณัฐธยาน์ โชคกนกนภา นายภัทริศร์ ถนอมสิงห์ และ ดร.นภัส พันธ์พงษ์เจริญ ร่วมด้วย
นับตั้งแต่ปี 2568 ไทยเบฟได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติให้กับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลและการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ ผ่านการสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 103 สถานี ในภาคเหนือ และภาคใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 22 จังหวัดของประเทศไทย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า สานต่อโครงการ ‘ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน’ ปีที่ 7 หนุนเกษตรกรไทย พร้อมสมทบทุนเข้าโครงการ ‘อาหารดีพี่ให้น้อง’

25 กันยายน 2569 เวลา 14:00 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง สานต่อโครงการ “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” ปีที่ 7 ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและสนับสนุนการบริหารจัดการผลผลิตลำไยในช่วงฤดูกาล พร้อมเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคผ่านเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ โดยปีนี้ตั้งเป้ารับซื้อลำไย 573,000 กิโลกรัม จากแหล่งเพาะปลูกสำคัญในภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ ลำพูน และตาก กระจายผลผลิตสู่แม็คโครและโลตัสทั่วประเทศ

นอกจากการสร้างช่องทางตลาดและสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรแล้ว โครงการยังต่อยอดการสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคม ซึ่งตลอดระยะเวลาการจำหน่ายลำไยภายใต้โครงการ “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” ปีที่ 7 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2569 จะร่วมสมทบเงิน 1 บาท จากลำไยทุก 1 กิโลกรัมที่จำหน่ายได้ เข้าสู่โครงการ “อาหารดีพี่ให้น้อง” ที่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนวัตถุดิบอาหารคุณภาพสำหรับนำไปประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนหรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอาหาร โดยในช่วงปี 2566–2568 ได้สนับสนุนวัตถุดิบอาหารให้แก่โรงเรียนแล้วรวม 333 แห่ง ครอบคลุมนักเรียน 75,848 คน สำหรับปี 2569 นี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าสนับสนุนมื้ออาหารให้นักเรียนจำนวน 30,000 คน จาก 100 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับเยาวชนไทย

การเดินหน้าโครงการ “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตและสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงคุณค่าจาก “ผลผลิตของเกษตรกร” สู่ “มื้ออาหารของเยาวชน” ให้ทุกการจำหน่ายผลผลิตจากเกษตรกรไทยมีส่วนสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม ตอกย้ำแนวทางของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการใช้ศักยภาพของธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกเป็นกลไกเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้บริโภค และชุมชน เพื่อร่วมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน

เริ่มแล้ว !! บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลมื้อค่ำสุดพรีเมี่ยม ที่ โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

25 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ (InterContinental Bangkok) แนะนำบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียม สวรรค์ของคนรักอาหารทะเลที่มีอาหารทะเลนานาชนิดคุณภาพเยี่ยมสดใหม่พร้อมให้บริการเป็นประจำทุกค่ำคืนวันพุธถึงวันอาทิตย์ ในบรรยากาศสุดหรูหราที่ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่ (Espresso)



เริ่มต้นบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียมด้วยอาหารทะเลนำเข้าสดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรมสดไอริส (Irish Oyster) หอยนางรม ฟิน เดอ แคลร์ (Fine De Claire Oyster) ไข่ปลาคุณภาพนานาชนิด เช่น อัฟรูกา คาเวียร์ (Avruga Caviar) ไข่ปลาแซลมอน (Salmon Roe) ไข่ปลาลัมพิชสีดำ (Black Lumpfish) และไข่ปลาลัมพิชสีแดง (Red Lumpfish) นอกจากนั้นยังมีอาหารทะเลลวกสุกกำลังพอดีแช่เย็นฉ่ำบนน้ำแข็ง ได้แก่ ขาปูยักษ์สีทอง (Golden King Crab) แคนาเดียนล็อบสเตอร์ (Canadian Lobster) กุ้งแม่น้ำและกุ้งขาวลวก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (New Zealand Green Mussels) และปูม้านึ่ง



อาหารแนะนำจากมุมบาร์บีคิว (BBQ) ได้แก่ ปลาแซลมอนย่างเสิร์ฟกับซอสครีมผสมผักชีลาว (Marinated Salmon with Dill Crème Sauce) พลาดไม่ได้กับกุ้งลายเสือย่างแคบเปอร์ซอส (Marinated Tiger Prawn Capper Butter Sauce) ส่วนกุ้งแม่น้ำอบสมุนไพรเสิร์ฟกับน้ำจิ้มถั่วรสจัดจ้าน (Roasted Sri Lanka River Prawn with Thai Herb and Peanut Chiki Sauce) เป็นอาหารพิเศษที่ปรุงจากกุ้งแม่น้ำศรีลังกาขนาดใหญ่ผ่ากลางแล้วอบกับซอสสมุนไพรสูตรพิเศษที่รับรองว่าจานเดียวไม่เคยพอ ส่วนท่านที่ชื่นชอบเนื้อ แนะนำซี่โครงแกะหมักสมุนไพร (New Zealand Lamb Chop) และสเต็กเนื้อวากิวออสเตรเลียหมักกระเทียมและสมุนไพร (Australian Wagyu Beef Steak) ที่สามารถสั่งย่างให้สุกตามชอบแบบจานต่อจาน



นอกจากนั้นมุมอาหารพิเศษ ยังมีเนื้อสันนอกออสเตรเลียอบสมุนไพรสด และปลาแซลมอนทั้งตัวอบเกลือและสมุนไพรไทยให้บริการอย่างไม่จำกัด ส่วนมุมอาหารจีนก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีเป็ดย่าง หมูกรอบ และหมูแดงย่าง แสนอร่อยที่ใครต่อใครได้ชิมล้วนติดใจให้บริการอย่างไม่จำกัด



ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย ขนมหวานมากมายทั้งขนมไทย ขนมเค้ก และขนมหวานพิเศษที่ทุกคนชื่นชอบอย่างเครปซูเซ็ตต์ (Crepe Suzettes) รับประทานคู่กับ นูเทลล่า สตอร์วเบอร์รี่ หรือช็อคโกแล็ต ข้าวเหนียวมะม่วง ช็อคโกแลตฟาวเทน (Chocolate Fountain)หรือช็อคโกแลตฟองดูที่ใช้จุ่มผลไม้สดตามฤดูกาล



เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีสดที่จะขับกล่อมเสียงเพลงไพเราะระหว่างมื้ออาหารวันศุกร์และวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 18.30 น. ถึง 21.30 น.



บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียม ให้บริการทุกค่ำคืนวันพุธถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 22.30 น. ที่ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่ ราคาท่านละ 2,250++ บาท สำหรับบุฟเฟ่ต์ในค่ำคืนวันพุธ วันพฤหัสบดี และ วันอาทิตย์ และ ราคาท่านละ 2,350++ บาท สำหรับบุฟเฟ่ต์ในค่ำคืนวันศุกร์และวันเสาร์ ส่วนเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำอัดลมให้บริการแบบไม่จำกัดราคาท่านละ 200++ บาท ส่วนบริการ ไวน์ โพรเซคโค เบียร์ ค็อกเทล น้ำผลไม้และน้ำอัดลม ราคาท่านละ 900++ บาท และราคาท่านละ 2,300++ บาท สำหรับการบริการแชมเปญแบบไม่จำกัด



ห้องอาหารเอสเพรสโซ่ ตั้งอยู่ที่ชั้น Mezzanine โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ



สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร +66 (0) 2 656 0444 อีเมล dining.bkkhb@ihg.com หรือ เว็บไซต์ InterContinental.com/Bangkok

เปิดมิติใหม่แห่งรสชาติ! ‘EXPLORING WINE & FOOD PAIRING EP.3’ ค้นพบเสน่ห์อาหารเวียดนามกับไวน์ระดับโลก

25 กันยายน 2569 เวลา 13:36 น.

เดินทางมาถึง EP.3 แล้วสำหรับชั้นเรียนการจับคู่อาหารตะวันออกและไวน์ โดย ภารณี จิตรกร นักชิมไวน์ระดับกูรูและกรรมการตัดสินระดับนานาชาติ ครั้งนี้เป็นการจับคู่ไวน์กับอาหารเวียดนาม “EXPLORING WINE & FOOD PAIRING EP.3: Vietnamese Flavors, Global Wines” ที่จะพาคุณร่วมออกเดินทางจากความสดหอมและซับซ้อนของอาหารเวียดนาม สู่โลกของไวน์ที่หลากหลาย ผู้ที่หลงใหลในศิลปะแห่งรสชาติและไวน์ไม่ควรพลาด

ค่ำคืนดังกล่าวจะได้สัมผัสประสบการณ์การจับคู่รสชาติผ่าน 7 Wine & Food Pairings + Secret Menu & Drink ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อดึงจุดเด่นของอาหารเวียดนามอันซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความสดใหม่ของสมุนไพร (Fresh Herbs), ความเปรี้ยวอมหวานที่สดชื่น (Bright Acidity), กลิ่นอายความเผ็ดร้อนบางเบา (Delicate Spice) ไปจนถึงความกลมกล่อมซับซ้อน (Rich & Complex Flavors) มาจับคู่กับไวน์สไตล์ต่างๆ เพื่อค้นพบความลงตัวที่คาดไม่ถึง พร้อมเรียนรู้หลักการ Pairing ผ่านประสบการณ์จริง โดย ภารณี จิตรกร จะมาถ่ายทอดความรู้และเรื่องราวเบื้องหลังทุกแก้วอย่างเป็นกันเอง

EXPLORING WINE & FOOD PAIRING EP.3 จะมีขึ้นวันพุธที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 18:30 – 22:30 น. ที่ Thuyen Restaurant (เถวี่ยน) ร้านอาหารเวียดนามตำรับราชสำนัก ในซอยปรีดี พนมยงค์ 37 บัตรราคา 3,289 บาท บาทสุทธิ เปิดรับจำนวนจำกัดเพื่อบรรยากาศที่เป็นกันเอง สำรองที่นั่งและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้าน Thuyen Restaurant โทร.092 949 5225 หรือ Facebook: Parani Chitrakorn

RALPH LAUREN เปิดตัว Ralph’s Coffee แห่งใหม่ และโฉมใหม่ของ RALPH LAUREN ณ Suria KLCC

25 กันยายน 2569 เวลา 13:07 น.

RALPH LAUREN เปิดตัว Ralph’s Coffee และโฉมใหม่ของ RALPH LAUREN แห่งใหม่ ณ Suria KLCC ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นับเป็นจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์และการบริการแห่งที่สองของแบรนด์ในประเทศมาเลเซีย พร้อมตอกย้ำการขยายตัวของแบรนด์ในตลาดไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง

Ralph’s Coffee ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าร้าน RALPH LAUREN ภายในศูนย์การค้า Suria KLCC พร้อมต้อนรับทุกคนให้มาดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนในบรรยากาศที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ ผ่านกาแฟซิกเนเจอร์ที่รังสรรค์จากเมล็ดกาแฟคุณภาพพรีเมียมจากอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งนำมาคั่วภายในประเทศมาเลเซีย พร้อมด้วยเครื่องดื่มและของว่างที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ รวมถึงเมนูเอ็กซ์คลูซีฟ KLCC Exclusive Mango Cold Foam Fizz ที่พร้อมเติมความสดชื่นให้กับทุกช่วงเวลาของวัน นอกจากนี้ยังมีเสื้อผ้าและของที่ระลึกจาก Ralph’s Coffee ให้เลือกช้อป เพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของ RALPH LAUREN

พร้อมกันนี้ RALPH LAUREN ยังขยายพื้นที่ร้านที่ตั้งอยู่ติดกับ Ralph’s Coffee เพื่อนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ครบครันยิ่งขึ้น ผ่านคอลเลกชัน Purple Label สำหรับสุภาพบุรุษที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ รวมถึงคอลเลกชัน Polo Ralph Lauren สำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ให้ทุกคนได้ค้นพบไอเทมที่สะท้อนสไตล์และตัวตนของตนเองโดยครั้งนี้ “จิมมี่ จิตรพล” และ “เลิฟ ภัทรานิษฐ์” ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเปิดตัวครั้งสำคัญ พร้อมเหล่าคนดังและบุคคลจากหลากหลายวงการที่มาร่วมสัมผัสเสน่ห์ของโลก Ralph Lauren และเฉลิมฉลองการเปิดตัวช็อปแห่งใหม่ไปด้วยกัน ท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สะท้อนเอกลักษณ์และไลฟ์สไตล์อันเป็นซิกเนเจอร์ของ Ralph Lauren

การเปิดตัว Ralph’s Coffee ควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่ร้านในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งจุดหมายแห่งใหม่สำหรับคนรักแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ที่สามารถเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้ง จิบกาแฟแก้วโปรด และใช้เวลาพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของ RALPH LAUREN ณ Suria KLCC หนึ่งในแลนด์มาร์กด้านการช้อปปิ้งชั้นนำของกรุงกัวลาลัมเปอร์

#RalphLauren #RalphLaurenMY

@RalphLauren @PoloRalphLauren

‘Wuling Darion EV’ คว้าแชมป์ยอดขาย MPV ในไทย ตอบโจทย์-เข้าใจผู้บริโภค

25 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หลังคว้ายอดขายอันดับ 1 ในหมวดรถยนต์ MPV ประจำเดือนสิงหาคมในประเทศไทยได้สำเร็จWuling Darion EV (หรือที่รู้จักในชื่อ Wuling Starlight 730) รถ MPV พลังงานไฟฟ้า 100%จากค่าย SAIC-GM-Wuling ตลาดรถยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างก็จับตากันอย่างมาก โดยใช้เวลาสร้างชื่อเพียงไม่ถึง 5 เดือนนับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ความหมายของการเป็น “แชมป์ยอดขาย” ในครั้งนี้ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดรถ MPV ของไทย ที่ผู้บริโภคเริ่มเปิดรับนวัตกรรมพลังงานใหม่อย่างกว้างขวาง โดย Wuling Darion EV สามารถครองใจผู้ใช้ได้หลากหลายกลุ่มตั้งแต่องค์กรภาครัฐ เอกชน ไปจนถึงกลุ่มนักธุรกิจและผู้มีรายได้สูง อะไรคือปัจจัยที่ทำให้รถรุ่นนี้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว?

สำหรับตลาด MPV ในไทยถือเป็นก้าวใหม่แห่งยุคยานยนต์ไฟฟ้า Wuling Darion EV  เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% (EV) ในราคาจำหน่าย 799,000 – 859,000 บาท (คิดเป็นเงินหยวนประมาณ 163,000 – 175,000 หยวน) ซึ่งวางตำแหน่งอยู่ในช่วงราคาที่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

จากรายงานยอดขายประจำเดือนสิงหาคม Wuling Darion EV ทำยอดจดทะเบียนได้สูงถึง 897 คัน ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ในตลาดรถ MPV ของประเทศไทย พร้อมครองส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) สูงถึง 34% ในเดือนเดียว นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการยานยนต์ไทยอย่างก้าวกระโดด

ใครคือผู้เลือก Wuling Darion EV?

หลายคนอาจมองว่ายอดขายที่เติบโตเกิดจากการแข่งขันด้านราคา แต่ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคกลับพบว่า Wuling Darion EV สามารถสร้างความเชื่อมั่นและเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งการถูกรับเลือกเป็นรถใช้งานในหน่วยงานภาครัฐ Fleet ของบริษัทชั้นนำ

ความร่วมมือกับโรงแรมหรู รวมถึงการได้รับการยอมรับจากสื่อมวลชน

สำหรับโปรไฟล์ของผู้ซื้อ Wuling Darion EV:

อายุ: 30 – 50 ปี

รายได้ต่อเดือน: 100,000 บาทขึ้นไป

อาชีพ: เจ้าของธุรกิจ, ผู้บริหารระดับสูง, ข้าราชการ, แพทย์ และกลุ่มวิชาชีพชั้นสูง

ขนาดครอบครัว: สมาชิก 3 คนขึ้นไป

ทำไมกลุ่มลูกค้ากระแสหลักถึงเลือก Wuling Darion EV?

ผลการสำรวจระบุว่า 23% ของผู้ซื้อ ชื่นชอบในจุดเด่นของ ประตูสไลด์ไฟฟ้าคู่ (Dual Electric Sliding Doors), ห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง ที่กว้างขวาง และรูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหราทันสมัย ซึ่งในระดับราคาไม่ถึง 900,000 บาท ผู้บริโภคสามารถสัมผัสกับความสะดวกสบายและความหรูหราระดับพรีเมียมได้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ Wuling Darion EV ยังโดดเด่นด้วยสมรรถนะอันสมดุล:

ความยาวฐานล้อที่ยาวที่สุดในระดับเดียวกัน (2,910 มม.) และทางเดินกึ่งกลางแถวที่สองที่กว้างขวางที่สุด สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ AI เทคโนโลยีแบตเตอรี่ Shenlian (Shenlian Battery): ให้ระยะทางขับขี่ที่ไกลและมีความปลอดภัยสูง เหมาะสมกับสภาพอากาศและรูปแบบการใช้งานในไทย

ประหยัดค่าใช้จ่าย: ด้วยอัตราค่าไฟฟ้าในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อกิโลเมตรของ Wuling Darion EV คิดเป็นเพียง 1/6 เมื่อเทียบกับรถยนต์ MPV เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป

พิสูจน์ความสำเร็จด้วยยอดขายแชมป์ในหลายภูมิภาค

ความสำเร็จในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นเป็นแห่งแรก เพราะ Wuling Darion EV ได้พิสูจน์ศักยภาพและความนิยมมาแล้วในหลายตลาด:

ตลาดประเทศจีน: เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และสามารถครองแชมป์ยอดขายรถ MPV ในระดับราคาไม่เกิน 150,000 หยวน ได้ต่อเนื่องนานถึง 10 เดือนติดต่อกัน โดยมียอดขายสะสมทะลุ 65,000 คัน

ตลาดฮ่องกง: วางจำหน่ายในราคา 308,800 ดอลลาร์ฮ่องกง (สูงกว่าราคาในจีนแผ่นดินใหญ่กว่า 3 เท่า) แต่ยังคงคว้าตำแหน่งแชมป์ยอดขาย MPV ประจำเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ด้วยยอดจดทะเบียน 159 คัน

สูตรแห่งความสำเร็จ: เข้าใจผู้ใช้ สร้างสรรค์คุณภาพ และเหนือระดับ

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ยอดขายในหลายภูมิภาคภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Wuling Darion EV ตอบโจทย์ผู้ใช้ด้วย “ความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภค ความจริงใจในการผลิต และคุณค่าผลิตภัณฑ์ที่เหนือระดับ”

มิติตัวถังระดับพรีเมียม: ความยาวตัวถัง 4.91 เมตร และระยะฐานล้อ 2.91 เมตร

ฟังก์ชันครบครัน: ประตูสไลด์ไฟฟ้าคู่เพียงหนึ่งเดียวในระดับเดียวกัน, แบตเตอรี่ Shenlian ที่ทรงประสิทธิภาพ, และต้นทุนการครอบครองที่คุ้มค่า

ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใด Wuling Darion EV ได้พิสูจน์แล้วว่า ในจีนคือ “ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่” ในฮ่องกงคือ “ทางเลือกสุดคุ้มในตลาดที่ค่าครองชีพและค่าน้ำมันสูง” และในประเทศไทยคือ “การเติมเต็มช่องว่างรถยนต์ครอบครัวพลังงานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความหรูหรา ความคุ้มค่า และการใช้งานจริง”

กรมหม่อนไหม เปิดงาน ‘มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค’ รวม 4 ภูมิปัญญา สู่หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย

24 กันยายน 2569 เวลา 17:05 น.

กรมหม่อนไหม เปิดงาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค” รวม 4 ภูมิปัญญา สู่หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย ชวนสัมผัสเสน่ห์ไหมไทยทั่วประเทศ 23–27 กันยายนนี้ ที่ขอนแก่น

กรมหม่อนไหม จัดงาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค ประจำปี 2569 จังหวัดขอนแก่น” ระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ณ ชั้น 1 ลานโปรโมชั่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น ภายใต้แนวคิด “ONE SILK, One Timeless Value. 4 ภาค 4 ภูมิปัญญา หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย” มุ่งเผยแพร่คุณค่า ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ของไหมและมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของประเทศไทย พร้อมสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม

พิธีเปิดงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 โดย นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหารกรมหม่อนไหม ผู้แทนจังหวัดขอนแก่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ซึ่งภายในงาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค” ถ่ายทอดเรื่องราวของไหมไทยผ่านภูมิปัญญาที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำของการเลี้ยงไหม การสาวไหม กระบวนการทอผ้า ไปจนถึงการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์หม่อนไหมร่วมสมัย สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละภาคจะมีอัตลักษณ์ เทคนิค รูปแบบ และเรื่องราวที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงด้วย “หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย” ที่ได้รับการสืบทอด พัฒนา และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ไหมไทยถือเป็นมรดกภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของประเทศ แต่ละภาคมีเอกลักษณ์ เทคนิค และเรื่องราวที่แตกต่างกัน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำภูมิปัญญาจากทั้ง 4 ภาค มาร้อยเรียงและนำเสนอให้ประชาชนได้เห็นถึงคุณค่าของไหมไทยในมิติที่หลากหลาย รวมทั้งช่วยสร้างโอกาสให้เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ สามารถนำภูมิปัญญามาต่อยอด เพิ่มมูลค่า และขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เลือกชมและเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมคุณภาพจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ จำนวน 35 ร้านค้า ซึ่งนำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์หม่อนไหม และสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการและชุมชน

ตลอดระยะเวลา 5 วัน ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสาธิตภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม กิจกรรม Workshop งานประดิษฐ์จากรังไหม การนำเสนอผลิตภัณฑ์และเรื่องราวจากชุมชน การเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าไหมและภูมิปัญญาของแต่ละภาค ตลอดจนกิจกรรมบนเวทีที่เชื่อมโยงเรื่องราวของไหมไทยจากรากแห่งภูมิปัญญา สู่การสร้างสรรค์และการต่อยอดคุณค่าในปัจจุบัน

กรมหม่อนไหมจึงขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่ชื่นชอบผ้าไหมไทย มาร่วมสัมผัสเรื่องราวของ “4 ภาค 4 ภูมิปัญญา หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย” พร้อมเลือกชม เลือกซื้อผลิตภัณฑ์หม่อนไหมคุณภาพ และร่วมสนับสนุนเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการไหมไทยจากทั่วประเทศ

งาน “มหกรรมหม่อนไหมดี 4 ภาค ประจำปี 2569 จังหวัดขอนแก่น”ONE SILK, One Timeless Value.4 ภาค 4 ภูมิปัญญา หนึ่งคุณค่าแห่งไหมไทย 23–27 กันยายน 2569 ชั้น 1 ลานโปรโมชั่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวรฯ จัดกิจกรรมเดิน – วิ่งการกุศล ‘ก้าวด้วยธรรม’ เพื่อ 19 โรงพยาบาล ช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลน

24 กันยายน 2569 เวลา 17:01 น.

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้สืบสานพระปณิธานด้วยการสร้างสรรค์ กิจกรรมเดิน – วิ่งการกุศล “ก้าวด้วยธรรม” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีจิตอาสาได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมบริจาคสมทบทุน   ปีนี้ “ก้าวด้วยธรรม”จัดขึ้นเป็นครั้งที่  10 เพื่อจัดหาเครื่องมือแพทย์และมอบเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาล 19 แห่ง นำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์การรักษากรณีเร่งด่วน อันเป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและคนไข้ที่ขาดแคลน  รอคอยการเยียวยารักษา  

กิจกรรมการประชาสัมพันธ์ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องครั้งนี้ได้แม่งานอย่างก้อง ปิยะ แท็คทีม เพื่อน พี่น้องคนบันเทิง หน่อย บุษกร, ปั้นจั่น ปรมะ ,ลีโอ ธวัชรวิชญ์ และทีมผู้สนับสนุนร่วมโปรโมทเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมกิจกรรมการกุศล “ก้าวด้วยธรรม”ครั้งที่ 10 ซึ่งเสื้อมีลวดลายสวยงาม ทันสมัย น้ำหนักเบา ยืดหยุ่น รองรับกับสรีระนักวิ่งเป็นอย่างดี รับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้  สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ที่ ศาลาแดงหน้าพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร และจุดรับสมัครสัญจร หรือดูรายละเอียด ได้ตามลิงก์ที่แนบนี้  https://liff.line.me/1656404333-XmDp4d6p/register/KDT10Online  หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  Line ID @Kaoduaydham , inbox เพจก้าวด้วยธรรม โทร. O98-932-0545 ,098-278 -0545

กิจกรรม “ก้าวด้วยธรรม” ครั้งที่ 10 เปิดรับสมัครเดิน – วิ่ง ในระยะ 5 กิโลเมตร และ 10.5กิโลเมตร นักวิ่งจะได้วิ่งผ่านสถานที่สำคัญในเกาะรัตนโกสินทร์ที่มีความงดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ นอกจากวิ่งเพื่อสุขภาพแล้ว  

เชิญชวนนักวิ่งมาถ่ายภาพกับมุมพระปรางค์ 8 องค์  ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่เป็นภาพชนะรางวัลอันดับ 1 จากเวทีประกวดภาพถ่ายระดับโลก มีกำหนดการจัดงานเดิน-วิ่งในวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2570 ตั้งแต่เวลา 05.00 น.  โดยมีจุดปล่อยตัว และจุดเข้าเส้นชัย ณ  ลานคนเมือง กรุงเทพมหานครฯ  

‘คนปรับ โลกเปลี่ยน’ จุดประกายแรงบันดาลใจ ‘เปรมสุดา-กฤษดา’ ชวนดู 60 เรื่องจริง ทางลัดสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

25 กันยายน 2569 เวลา 14:54 น.

คนข่าว 2 สไตล์  “เปรมสุดา-กฤษดา” ขอบคุณผู้ชมให้ความสนใจ สกูปพิเศษ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ที่ ช่อง 7HD หยิบ60 เรื่องเล่าแห่งแรงบันดาลใจ จากผู้ปฏิบัติจริง ส่งต่อแนวคิดที่จุดประกายให้สังคม ผ่านทั้งทางหน้าจอช่อง 7HD กด 35 และรับชมฉบับเต็มทางแอปพลิเคชัน CH7ON

ได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างต่อเนื่อง สำหรับสกูปพิเศษ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” โปรเจกต์ที่ ช่อง 7HD จัดทำขึ้นเพื่อเตรียมก้าวสู่ปีที่ 60 ถ่ายทอด 60 เรื่องเล่าจากผู้ปฏิบัติจริง จุดประกายแนวคิดให้สังคม ผ่านรายการ ข่าวเย็นประเด็นร้อน ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 16.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และรับชมฉบับเต็มทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน CH7ON  โดยมีผู้ประกาศข่าวมากคุณภาพจากช่อง 7HD เช่น เปรมสุดา  สันติวัฒนา, กฤษดา นวลมี, เหมือนฝัน ประสานพานิช, ศจี วงศ์อำไพ, เกณฑ์สิทธิ์ กันธจันทร์,ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมพูดคุยกับบุคคลต้นแบบด้าน 2 ผู้ประกาศข่าว “ปุ้ม-เปรมสุดา สันติวัฒนา” และ “กฤษดา นวลมี”  ผู้ร่วมถ่ายทอดเรื่องเล่าแห่งแรงบันดาลใจ ขอเป็นตัวแทนขอบคุณทุกกระแสการตอบรับ พร้อมเผยถึงเรื่องเล่าดี ๆ จากสกูปพิเศษชุดนี้ที่อยากให้ผู้ชมติดตาม

“เปรมสุดา สันติวัฒนา” ผู้ประกาศข่าวแห่งรายการ “ข่าวเย็นประเด็นร้อน” เปิดใจว่า “หลายคนอาจจะมองว่า “คนปรับ โลกเปลี่ยน” เป็นเรื่องจับต้องยาก เข้าใจยาก แต่สำหรับ ปุ้มเอง มองได้สองความหมาย ความหมายแรกคือ โลกกำลังเปลี่ยน และคนเราต้องปรับตัวให้ทันโลก ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี วิธีการทำงาน หรือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เราต้องรู้เท่าทันและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น แต่อีกความหมายหนึ่งที่ปุ้มคิดว่าสำคัญไม่แพ้กัน คือ ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยน เราเองก็สามารถเป็นคนที่ทำให้โลกเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ เพราะบางครั้งการพัฒนาอาจทำให้เราเดินไปข้างหน้าเร็วขึ้น แต่สิ่งดี ๆ บางอย่างที่มีคุณค่าต่อคน ต่อชุมชน ต่อสังคม หรือแม้แต่ต่อสิ่งแวดล้อม อาจถูกมองข้ามไป

โครงการนี้ ช่อง 7HD จึงอยากชวนให้เราเห็นว่า การปรับเปลี่ยนของคนหนึ่งคน แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ขึ้นได้ เมื่อสิ่งนั้นถูกส่งต่อและเกิดขึ้นกับคนอื่น ๆ จึงมาร่วมส่งต่อและพิสูจน์แนวคิดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เริ่มจากตัวเราเอง ผ่านสกูปพิเศษนี้ค่ะ”

ขณะที่ “กฤษดา นวลมี” แห่งรายการ “สนามข่าว 7 สี” กล่าวเสริมว่า “ความน่าสนใจของ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ด้านการเล่าเรื่อง ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน หน้าที่ของพวกเราคือการเปิดโอกาสให้แต่ละคนที่มีประสบการณ์ที่น่าสนใจ ได้มีโอกาสได้เล่าในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในชีวิตของเขา บทเรียนที่บางครั้งต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการทำความเข้าใจและต่อสู้กับมันจนประสบผลสำเร็จด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เรียบเรียงช่วงเวลาและเหตุการณ์ตามช่วงชีวิตของเขา ดังนั้นเรื่องราวที่เราได้ฟังและส่งต่อ จึงเป็นเหมือนทางลัดให้หลายคนไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก หรือลังเลใจที่จะทำหรือไม่ทำสิ่งใด แต่สามารถนำสูตรสำเร็จนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นได้เลย กระแสตอบรับทั้งในช่องทางต่าง ๆ เสียงตอบรับจากผู้ชมดีมาก ๆ จริง ๆ แล้วเราไม่ได้คาดหวังให้คนทุกคนต้องปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งหมด แต่ถ้าแนวคิดหรือแรงบันดาลใจใน “คนปรับ โลกเปลี่ยน” สามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำให้สักหนึ่งชีวิตบนโลกนี้ดีขึ้นได้ เท่านี้ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว เพราะหากเราไม่เริ่มทำ ทุกอย่างก็จะเท่าเดิม เหมือนเดิม โลกก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างน้อย ถ้าเราได้สร้างแรงบันดาลใจจากคนที่เคยล้มลุกคลุกคลานมาก่อน แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจุดเล็ก ๆ หลายๆ จุด สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และเราเชื่อว่าโลกจะเปลี่ยนเป็นโลกที่น่าอยู่มากขึ้นแน่นอน”

พร้อมกันนี้ “กฤษดา” ยังยกตัวอย่างในฐานะคนข่าว 7HD ว่าเริ่ม “ปรับ” เพื่อ “เปลี่ยน” ว่า  “งานข่าวเราเริ่มปรับและเปลี่ยนในวันนี้แล้ว คือการนำเสนอข่าวด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติ โดยให้ข้อเท็จจริงอยู่เหนืออารมณ์ เราจะไม่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวในการนำเสนอข่าว เพราะเรามีหน้าที่เป็นแค่สื่อกลางนำเสนอข้อเท็จจริงไปสู่ผู้ชมอย่างรอบด้าน ส่วนการตัดสินผิดถูกขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้รับชม เราจะทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนชั้นดี ที่ราบเรียบ เที่ยงตรง และสะอาด เพื่อสะท้อนภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม นี่คือสิ่งที่เราเริ่มปรับและเปลี่ยนแล้วในวันนี้ เพื่อภูมิทัศน์สื่อที่ดีขึ้น และคงความน่าเชื่อถือให้กับงานข่าวของเราต่อไป แล้วคุณล่ะ ปรับ เปลี่ยน กันแล้วหรือยัง บางทีแค่ปรับเรื่องเล็ก ๆ อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอครับ”

ติดตามแรงบันดาลใจจาก 60 คน 60 แนวคิดที่จุดประกายเพื่อสังคมไปพร้อมกันในสกูปพิเศษ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ ในรายการ ข่าวเย็นประเด็นร้อน เวลา 16.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และรับชมฉบับเต็มทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน CH7ONเกาะติดทุกข่าวสารและความเคลื่อนไหวจากช่อง 7HD ได้ครบทุกช่องทาง ทั้งช่องดิจิทัล “ช่อง 7HD” กดหมายเลข 35 และ Social Media ของสถานีฯ Ch7HD บน Facebook, Instagram, TikTok, X, YouTube และ Threads   พร้อมรับชมรายการและคอนเทนต์ต่าง ๆ ทางเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน CH7ON

โอ๊ยเล่าเรื่อง ๙วัดสู่สวรรค์( 9 Temples to Heaven) 9/10

25 กันยายน 2569 เวลา 13:53 น.

“เพียงคำเดียวที่ปรารถนาอยากฟังให้ชื่นอุราใจพะว้าภวังค์..” ตอนแรกเฉยๆ กับ หนังเรื่องนี้ รู้จักเพียงแค่เป็นหนังที่ผ่านเทศกาลหนังหน้าหนังไม่ชวนติดตาม..จนกระทั่ง ๙ วัด สู่สวรรค์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนหนังไทยร่วมประกวดใน‘ออสการ์ครั้งที่99’

๙ วัด สู่สวรรค์ คือหนังร่วมทุนสร้าง 8 ประเทศ ประเทศไทย สิงคโปร์ ฝรั่งเศส นอร์เวย์ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย กาตาร์ (เสียดายถ้า เพิ่มอีก1ประเทศ จะเข้ากับชื่อเรื่อง) หนังใช้เวลาหาทุนสร้างนาน9ปีและเข้าชิงออสการ์ครั้งที่99เลข9มาแบบจัดเต็ม

๙ วัด สู่สวรรค์ คือ หนังดราม่า โร้ดมูฟวี่ ที่เล่นกับ ศรัทธา ความเชื่อ ของพุทธศาสนาชัดเจนในการพูดถึงพุทธพานิชย์ในวัดใหญ่ๆที่มีชาวบ้านลูกศิษย์ลูกหาขึ้นทำบุญ 9 วัด9วา ภายในวันเดียว คือ การทำบุญที่คุ้นเคย สำหรับ ชาวพุทธ หรือ คนที่ชอบมาทางสายมู ที่หวังให้ผลบุญทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือสมปราถนาตามที่หวังเอาไว้ใน ๙ วัด สู่สวรรค์ ชัดเจน คือ การทำบุญเพื่อต่ออายุตัวหนัง พาทัวร์ ไป 9วัด ในบรรยากาศที่ต่างกันออกไป ไม่ได้เน้น ชื่อวัดจริงๆ แต่สำหรับคนที่เคยไปมาน่าจะคุ้นและจำได้

 โบ๊ต-สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ทำ ๙ วัด สู่สวรรค์ เรียบๆ ง่ายๆ นำเรื่องใกล้ตัวสำหรับชาวพุทธ คนที่เข้าวัดทำบุญ ออกมาดูสนุก ดูได้แบบ เรื่อยๆ เพลินๆ แต่ การนำเสนอ ไม่ธรรมดา
(ดู ๙ วัด สู่สวรรค์ จบแล้ว อยากกลับไปหาดู หมอนรถไฟ หนังแจ้งเกิด ของ ‘สมพจน์’ที่ไม่เคยดูมาก่อน เพียงเพราะ ไม่ใช่หนังกระแส หรือ หนังที่เข้าฉายใน โรงหนังกระแสหลัก เลยขอบาย)

บทหนังของ ๙ วัด สู่สวรรค์ ลื่นไหล ดูสนุก นำเสนอเรื่องแบบกลมกล่อม ในทุกๆ เรื่อง ศาสนาครอบครัวในแบบที่กลมกลืนมีลูกเล่นไม่ซับซ้อนตรงไปตรงมาในวัด..พูดเรื่องศาสนาความเชื่อบนรถ..ระหว่างทาง ใส่ประเด็น ครอบครัว ปมต่างๆ เรื่องราวของสมาชิกแต่ละคน ดราม่า/ความขัดแย้ง เส้นเรื่องหลักที่เดินเรื่อง ไป พร้อมๆ กับ เรื่องของ วัดวาอาราม คือ เรื่องของ ครอบครัว ความติด/ความเชื่อ ที่ต่างกันออกไปของคนรุ่นเก่า กับ รุ่นใหม่ ผ่าน 9 ตัวละคร

๙ วัด สู่สวรรค์ คือ หนังไทยอีกเรื่อง ที่ นักแสดง เล่นดี เล่นเป็นธรรมชาติ รับส่งบทปันไปมา สีหน้าท่าทาง อารมณ์ต่างๆ ที่ ส่งออกมา ดูแล้วเชื่อว่า เป็นครอบครัวบ้านๆ พระสงฆ์ก็ใช่เลย อมรา รามณรงค์ (คุณย่าสลวย) สุรชัย นิงสานนท์ (สกล) นก-จิรวุฒิ ชิวารักษ์ (ปองพล) ญาณีนันท์ จิระภัทรจิตริน (วิมล) คล้ายจันทร์ พันธุ์แมน (อัญชลี) สมภพ ทรงกำพล (ต่อ) ฟ้า-ญาดา กาญจนิศากร (แยม) ปูน-สิรภพ สัณหภักดี(คูณ) ชีต้าห์-ณิชมน ชินธาดาพงศ์ (แพร)ที่คุ้นหน้าจริงๆ คือ จักรกฤษ เสริฐศรี หรือ อ๊อด-จักรกฤษ ศิลปชัย ดีเจ..ชื่อดัง ขวัญใจของ เด็กๆวัยรุ่นยุค 80-90 ที่มารับบท หลวงพี่ในวัดที่สอง น้ำเสียงทุ้มนุ่ม สีหน้าท่าทาง สมกับ เป็น พระที่มีลูกศิษย์ลูกหาอิฐ-บัลลพล้อมน้อยมาเป็นหนึ่งใน‘หลวงพี่’ใน9วัดรวมทั้งนักแสดงสมทบ นักแสดงประกอบ ทุกๆ ถูกเลือกมาแสดงได้ดี ดูเป็นธรรมชาติ ดูไม่ได้แสดง ยิ่งเพิ่มความอินให้กับหนัง

๙ วัด สู่สวรรค์ เปิดเรื่องด้วย เพียงคำเดียว เพลงอมตะเสียงร้องของ สุเทพ วงศ์คำแหง แบบเต็มๆจนจบก่อนที่จะดังอีกครั้งเมื่อครบ9วัดสื่อชัดถึงตัวหนังสั้นๆง่ายๆ“เพียงคำเดียวที่ปราถนา”นั่นก็คือผลบุญจากการไหว้พระทำบุญและ ปิดท้าย ด้วย เพลงบทสวดชิณบัญชร เสียงร้องของ นักร้องสาว แบบ เต็มๆ ยาวๆ บทสวดที่ ชาวพุทธหลายคน นิยมสวด เหมือน จะบอกกล่าวว่า สิ่งที่ดู มาทั้งเรื่อง คือ ศรัทธา..ศรัทธาจริงๆ..ศรัทธา ล้วนเพียงคำเดียวในหนังไพเราะมากเป็นส่วนที่ชอบมากที่สุดในผนังเรื่องนี้ดนตรีประกอบเสียงประกอบก็ดีงามและที่ไม่พูดถึงไม่ได้คืองานด้านภาพที่สวยงามเลือกมุมเลือกภาพ ที่ หลากหลาย สมกับ เป็นหนังโร้ดมูฟวี่ ทั้งภาพในวัด ท้องฟ้า แม่น้ำ วิวทิวทัศน์ ระหว่างการเดินทาง ทำให้ เพลินไปกับเรื่องหรือแม้แต่บนรถตู้/บนรถที่ดูคับแคบแต่กับไม่รู้สึกอึดอัด

๙ วัด สู่สวรรค์ อาจจะไม่ใช่หนังที่เอาใจตลาดมากนักแต่ก็ไม่ใช่ หนังนอกกระแส หรือหนังอินดี้ ที่ดูยาก ไม่ใช่หนังที่ น่าเบื่อ แต่เป็น หนังที่ ตรึงดึง ให้ ตามตัวละครเข้าวัด โดนใจ..คนที่ชอบ ดู หนังในสไตล์แบบนี้ หนังนอกกระแส หรือ หนังเทศกาล หนังรางวัล แน่นอน140 นาที ผ่านไปแบบรวดเร็ว แต่อาจจะ ง่วงหง่าวหาวนอน กับ คอหนังตลาด หนังที่เน้นความบันเทิง เป็นหลัก ชอบ หนังหวือหวา ไม่ยืดยาด มีจุดพีค อาจจะไม่โดนใจ ไม่ถูก ไม่สนุก มากนัก
อนุโมทนาบุญ..สาธุ..สาธุเพียงคำเดียวที่ปราถนา….๙วัดสู่สวรรค์9/10 คะแนน