กองทัพ ยันปกป้องกำลังพลหน้าแนว รับแรงกระแทกชายแดน หากปฏิบัติตามกฎใช้กำลัง

กองทัพ ยันปกป้องกำลังพลหน้าแนว รับแรงกระแทกชายแดน  หากปฏิบัติตามกฎใช้กำลัง

กองทัพ ยันปกป้องกำลังพลหน้าแนว รับแรงกระแทกชายแดน หากปฏิบัติตามกฎใช้กำลัง

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.51 น.

“กองทัพ” ยันปกป้องกำลังพลหน้าแนว  รับแรงกระแทกชายแดน หากปฏิบัติตามกฎใช้กำลัง  ย้ำ ให้ความสำคัญความปลอดภัยสูงสุดชี้การตรวจสอบเป็นไปตามหลักนิติธรรม ย้ำพร้อมปกป้องอธิปไตยไทยเต็ม 100 % พร้อมทำควบคู่สันติวิธี

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสความกังวลว่ากำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนอาจเกิดความลังเลในการปฏิบัติภารกิจ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกตรวจสอบหรือถูกลงโทษภายหลังว่า กองทัพให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของกำลังพล การปกป้องอธิปไตยของชาติ และการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยกำลังพลทุกระดับได้รับมอบหมายภารกิจ กฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement) และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนอยู่แล้ว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงภายหลังเหตุการณ์ต่างๆ เป็นกระบวนการปกติขององค์กรวิชาชีพ เพื่อสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และยึดหลักนิติธรรม ไม่ใช่การมุ่งลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ทั้งนี้ กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง ภายใต้กรอบกฎหมาย หลักวิชาชีพ และกฎการใช้กำลังที่กำหนดไว้ จะได้รับการสนับสนุนและคุ้มครองตามสิทธิและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

สำหรับมาตรการสร้างความเชื่อมั่นแก่กำลังพลตามแนวชายแดนนั้น ผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้ความสำคัญกับการดูแลขวัญกำลังใจ สวัสดิการ ความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ และความปลอดภัยของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านความมั่นคงได้จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับทุกสถานการณ์ ทั้งในมิติการทหาร การรักษาความปลอดภัยของประชาชน และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน โดยมีการฝึก ซักซ้อม และทบทวนแผนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

เมื่อถามถึงแนวทางรักษาสมดุลระหว่างการปกป้องอธิปไตยของชาติและการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยยึดมั่นในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การเจรจา และกลไกตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกระดับมุ่งรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่ไม่จำเป็น และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ยกระดับจนส่งผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวยืนยันด้วยว่า กองทัพไทยมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอดเวลา ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ การข่าว การเฝ้าตรวจ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเหล่าทัพ โดยประเทศไทยยึดมั่นในสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ในฐานะรัฐอธิปไตย ประเทศไทยมีสิทธิโดยชอบธรรมในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ หากเกิดสถานการณ์ที่กระทบต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน หรือความปลอดภัยของประชาชน

“หากมีความจำเป็น กองทัพไทยพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มขีดความสามารถ ภายใต้กรอบกฎหมาย หลักความจำเป็น หลักความได้สัดส่วน และหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง” พล.อ.อ.ประภาสกล่าว

ผอ.แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังได้ยืนยัน ว่ากำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและกฎการใช้กำลังจะได้รับการคุ้มครองเต็มที่ การตรวจสอบหลังเหตุการณ์เป็นกระบวนการปกติขององค์กรวิชาชีพ ไม่ได้มุ่งลงโทษผู้ปฏิบัติงานโดยสุจริต กองทัพไทยมีความพร้อมทุกมิติในการปกป้องอธิปไตย ควบคู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ฝากถึงประชาชนทุกท่าน ขอให้มั่นใจว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงและกองทัพไทยติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง และได้เตรียมมาตรการรองรับทุกสถานการณ์ไว้แล้ว โดยเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยคือการรักษาสันติภาพ ควบคู่กับการปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนสูงสุด

“ประเทศไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด แต่ในฐานะรัฐอธิปไตย เรามีสิทธิป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ หากมีความจำเป็น กองทัพไทยมีความพร้อม มีแผนเผชิญเหตุ และมีการซักซ้อมรองรับทุกสถานการณ์ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า เราจะปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ เหมาะสม และปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่าฯ 76 จังหวัด สั่งห้ามเรียกบัตรคนจน กำชับใส่ใจคดีสะเทือนขวัญ หลังเกิดเหตุที่เกาะพะงัน

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่าฯ 76 จังหวัด สั่งห้ามเรียกบัตรคนจน กำชับใส่ใจคดีสะเทือนขวัญ หลังเกิดเหตุที่เกาะพะงัน

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่าฯ 76 จังหวัด สั่งห้ามเรียกบัตรคนจน กำชับใส่ใจคดีสะเทือนขวัญ หลังเกิดเหตุที่เกาะพะงัน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.41 น.

‘อนุทิน’ มอบนโยบายมหาดไทย สั่งผวจ. ให้ความสำคัญโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ขออย่าใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ‘บัตรคนจน’กำชับใส่ใจคดีสะเทือนขวัญ หลังเกิดเหตุที่เกาะพะงัน แฉรองผู้ว่าฯภูเก็ต สั่งย้าย‘ผู้ว่าฯเซมเบ้‘ ซัดใหญ่กว่านายกฯ เดี๋ยวรู้พิสูจน์ให้ดูหน่อย

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569  ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนกรุงเทพมหานคร คณะที่ปรึกษา คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด นายอำเภอ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมรับฟังผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS)

เมื่อนายอนุทินฯ เดินทางถึงมุขโถง ชั้น 1 ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นําผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา แล้วเดินไปสักการะพระพุทธมหานวนาคปฏิมากรที่สวนสิรินธราภิรมย์ และสักการะพระรูป สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนา

จากนั้น เดินเข้าสู่ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นำผู้เข้าประชุมทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ลุกขึ้นยืนถวายความอาลัย และรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นเวลา 1 นาที แล้วกล่าวถวายความอาลัยความว่า “กระทรวงมหาดไทยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันอันพ้นหาที่สุดมิได้ และจะน้อมนำพระราชปณิธาน และการอุทิศตนเพื่อความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และประโยชน์ส่วนรวม มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ประชาชนสืบไป”

จากนั้นนายกฯ กล่าวมอบนโยบายว่า การประชุมในวันนี้เป็นการกำหนดแนวทางมอบนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องดูแลคนในบ้านก็ต้องทำให้ประชาชนของเรามีความเข้มแข็งแข็งแรงมีความพร้อมรับโอกาสใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นสุขภาพต้องดี ความปลอดภัยต้องมี การศึกษาและการพัฒนาทักษะต่างๆต้องเข้าถึงทุกระดับและดีขึ้น หากพวกเราทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นไม่ได้ต่อให้จะมีโอกาสที่สูงมาถึงประตูหน้าบ้านของเรา เราก็จะคว้าโอกาสไว้ไม่ได้หากขาดความพร้อม วันนี้ขออนุญาตสั่งการไม่ได้กำชับ ต้องถือว่าเป็นการสั่งให้จังหวัดทุกจังหวัดดูแลองคาพยพ ในอำนาจของท่าน ให้มีความพร้อมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมีเงินใช้มีความสะดวกจากภาครัฐ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของเขาได้ถูกยกระดับขึ้นมาให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้ส่วนเรื่องเร่งด่วน สำหรับช่วงนี้ ขอให้ทุกจังหวัดได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษโครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปสู่ชุมชน ขอให้ทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพราะเป็นโครงการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรงขอให้มีการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั้งในส่วนของการให้ข้อมูลความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการเข้าสู่โครงการไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือแม้กระทั่งชาวบ้านที่ใช้สิทธิ์ รวมถึงการให้การสนับสนุนในการดำเนินโครงการลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งในกรณีนี้ต้องครอบคลุมไปถึงไทยช่วยไทยพลัสถึง 30 ล้านคน สำหรับผู้ที่เข้าไม่ถึงไม่สามารถเข้าถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ไปออกในรูปการช่วยเหลือในรูปแบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขอให้หลีกเลี่ยงคำว่าบัตรคนจนเราจะต้องทำให้เขามีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และต้องทำให้เขาพ้นจากคำว่าคนจน ภายใต้การบริหารจัดการของพวกเรา อย่าบอกว่าทำไม่ได้เพราะสมัยก่อนพวกเราก็มีคนไข้อนาถา พวกเรายกระดับประกันสุขภาพทั่วหน้าบัตร 30 บาทรักษาทุกโรคบัตรทองมีการรักษาพยาบาลด้านการสาธารณสุขให้กับประชาชนต่างๆอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คำว่าคนไข้อนาถา จึงไม่มีในกรณีนี้ ดังนั่นขอให้เร่งสั่งการไปยังนายอำเภอ ปลัดอำเภอเพื่อที่จะตรวจสอบว่าถ้าเข้าไทยช่วยไทยพลัสไม่ได้ก็ขอให้ได้รับการช่วยเหลือในรูปแบบของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในจำนวนเงินใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ให้ใช้ในกรณี 60 /40อย่างนี้เป็นต้น

นายกฯ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือเรื่องภัยพิบัติตอนนี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้วมีการเตรียมการล่วงหน้าแผนเผชิญซึ่งหมายร่วมไปถึงผวจ.ทุกจังหวัด เรื่องของการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมพร้อมในด้านการช่วยเหลือ สิ่งที่ที่ตนได้เห็นมากับตาคือกรณีน้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้วจะเห็นว่าการช่วยเหลือถึงแม้ว่าการช่วยเหลือจะพร้อม แต่ห่วงโซ่วงจรอาหารและปัจจัย 4 ต่างๆช่วงเวลาเกิดเหตุการณ์ที่วิกฤตรุนแรงถูกตัดไป ซึ่งจะทำให้เห็นว่ามีความเดือดร้อนในช่วงแรกเป็นอันมาก ขออย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกจะต้องมีการเชื่อมเครือข่ายต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายด้านซัพพลายอาหาร ไม่ใช่ติดต่อเฉพาะห้างใหญ่เท่านั้น แต่ขอให้มีการติดต่อ เรื่องของห่วงโซ่อาหารในระดับผู้ผลิตจังหวัด ประชาชนจะต้องไม่อดอาหารในช่วงภัยพิบัติ ซึ่งภัยพิบัติเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่าเราไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้แต่เราต้องศึกษาสภาพสิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆของแต่ละจังหวัด เพราะมันไม่เหมือนกัน แต่ละภาค แต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอฉะนั้นต้องดูโครงสร้างดีๆดูแผนป้องกัน สมมุติว่าป้องกันในบ้านตัวเองได้ แต่ต้องไปท่วมบ้านอื่น จะต้องมีการหารือกันบูรณาการกันทั้งอำเภอ จังหวัดหากต้องการการสนับสนุนจากส่วนกลางก็ขอให้เร่งแจ้งมาโดยทันที อย่าให้เกิดเหตุขึ้นมาก่อนแล้วค่อยไประดมสิ่งของช่วยเหลือ ขณะเดียวกันขอให้มีการปรับปรุงปัดฝุ่นระบบเซลล์บอร์ดแคส เพราะ 2 ปีแล้วเราไม่รู้ว่าซอฟต์แวร์มันเป็นยังไงต้องมีการอัพเกรดและมีการยกระดับเพื่อให้การเตือนภัยเกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย ขอให้มีการดำเนินการให้ความเรียบร้อยลด

นายกฯ กล่าวอีกว่า ด้านความมั่นคงขอเน้นย้ำอีกครั้งขอให้ผวจ.ป้องกันภัยคุกคามต่อความมั่นคงทุกรูปแบบในพื้นที่ โดยเฉพาะยาเสพติด อันธพาล การบุกรุกที่ดินสาธารณะ และธุรกิจนอมินี ตลอดจนอาชญากรรมการกระทำความผิดต่อกฎหมาย ทุกประเภท เรื่องนี้ผวจ.ต้องใส่ใจมากๆถ้ามีกรณีเกิดเหตุที่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ คดีสะเทือนขวัญ ผวจ.จะต้องใช้กลไกทุกวิถีทางในการประสานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เหมือนอย่างที่เกาะพะงันชาวต่างชาติขับจักรยานยนต์ชนแพทย์ และสุดท้ายเขาก็เสียชีวิตก็ถือว่าเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ และเป็นสิ่งที่ตอนจับตัวได้ ก็มีการเบ่งกันอีก  ซึ่งตรงนี้ได้ทราบกันอยู่แล้ว ตนถือนะครับ อันนี้ทราบกันไว้ก่อนเอาให้ตนพ้นไปก่อนท่านค่อยไม่ต้องทำเรื่องนี้  ตนจะไม่มีวันยอมให้ชาวต่างชาติมารังแกคนไทย อันนี้ต้องถือว่านี่คือนโยบายสำคัญของตน  ดังนั้นถ้ามีเหตุการณ์อุกฉกรรจ์เช่นนี้แล้วผู้ต้องหายังสามารถประกันตัวได้ด้วยวงเงินแค่ 1 แสนบาทตนถือว่าผวจ.ยังทำงานไม่เต็มที่ ไม่ว่าท่านจะบอกว่าอำนาจของท่านมีแค่ไหนก็ตาม แต่อำนาจอยู่ในกระดาษ ความดีอยู่รอบตัวและความใส่ใจอยู่รอบตัวท่าน ขอให้ดำเนินการทุกอย่างเอาใจประชาชนทำให้ความหวัง ความเสียขวัญของประชาชนต้องทำให้เขาลดลงไม่ใช่ไปเพิ่มให้เขา บางทีได้รับรายงานกลับมาว่าเรียบร้อยแล้วประกันตัวไปแล้ว ตนยังไม่เห็นหนังสือสักฉบับจากกระทรวงมหาดไทยหรือจากผวจ.ไปถึงผู้ที่มีอำนาจในเรื่องของการคัดค้านการประกันตัวเรา ต้องไม่อนุมานไปก่อนว่าไม่ใช่อำนาจของเราเดี๋ยวเขาก็ให้อันนั้นเป็นเรื่องของเขา แต่เราต้องทำอย่างเต็มที่ในส่วนที่เรารับผิดชอบดูแล ตนไม่ได้ตำหนิตนว่าเลย เพราะตนได้ฝากข้อมูลไปหลายครั้งแล้ว 2-3 ครั้งทั้งอธิบดีกรมการปกครองท้องถิ่น เวลาตนตอบท่านต้องตอบกลับมาในเชิงอรรถอธิบาย อย่าเอาแต่ครับรับทราบครับ ปฏิบัติครับ ขอบคุณครับ และส่งสติกเกอร์โค้งมาเท่านั้น มันไม่พอ เพราะตนไม่รู้ว่าท่านทำอะไร ตนติดตามต่อไม่ได้ จะได้ไปช่วยท่านคุยกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

“เห็นเมื่อวานผู้ว่าฯภูเก็ตรายงานว่ามีใครคนหนึ่งมีระดับรองผู้ว่าฯบอกว่าจะย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต ใหญ่มาก จะย้ายผู้ว่าฯภูเก็ตให้ได้ ก็เดี๋ยวช่วยบอกด้วยว่าเป็นรองผู้ว่าฯคนไหน ที่บอกว่าใหญ่ในประเทศนี้ใหญ่กว่าคนทุกคน ใหญ่กว่านายกฯหรือเปล่า เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดูด้วย เพราะแบบนี้ไม่ได้ ถ้าท่านผู้ว่าฯรายงานแบบนี้มา ผมเอาผิดท่านผู้ว่าฯเพราะท่านต้องกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านให้ได้ ไอ้รองผู้ว่าฯคนนี้ มันไม่มีทางที่มันจะใหญ่กว่าผู้ว่าฯใหญ่กว่าปลัด รองปลัดหรืออธิบดีที่ไหนเลย อย่ามาเทียบกับนายกฯ หรือรัฐมนตรี เอาแค่เกินผู้ว่าฯท่านใหญ่ ผู้ว่าฯก็ต้องมาใหญ่ในกระทรวงนี้แล้ว มันเป็นไปไม่ได้รายงานแบบนี้ไม่ได้ ผมรับไม่ได้ และผมเขียนตอบท่านได้ไหม ผู้ว่าฯภูเก็ตไม่ใช่ผู้ว่าฯธรรมดาเป็นผู้ว่าฯที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ว่าฯที่หมายความว่าผู้ว่าฯเบ้ (เซมเบ้) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร

เป็นอดีตอธิบดีกรมการปกครองจะมีใครใหญ่กว่าท่านอีก มีใครย้ายท่านได้ ยกเว้นผม ก็ให้มันรู้ไปเราจะได้รู้ว่ากระทรวงนี้มันไม่ไหวแล้ว เพราะฉะนั้นเดี๋ยววันนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยและผวจ.ต้องหารือและมีคำตอบให้ผม ก่อนที่ผมจะบินไปรัสเซีย ในวันที่ 16  มิ.ย.นี้ แต่จะไม่รอถึงพรุ่งนี้ ขอให้จัดการให้เรียบร้อย เพราะว่าพวกเราสั่งวันนี้แล้วเมื่อไหร่เสร็จ Yesterday จัดการให้เรียบร้อยด้วย ผมไม่ได้ก้าวก่าย ไม่ได้แทรกแซง แต่นี่คือนโยบายว่าถ้ามีผู้ใต้บังคับบัญชาคนไหนใหญ่กว่าผู้บังคับบัญชา ต้องมีอยู่สองอย่าง คือ สองคนนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้แน่ ไม่ผู้บังคับบัญชาถอย ก็คนที่ใหญ่กว่าก็ต้องถอย ก็ต้องแสดงให้ดู ตนดูสิว่ามีใครใหญ่กว่าปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เดี๋ยวช่วยดำเนินการให้เหมาะสมด้วย เพราะจากรายงานเช่นนี้ ผมในฐานะที่เป็นรมว.มหาดไทยผมรับไม่ได้เช่นกัน ผมคิดว่ามันต้องมีความเพี้ยนที่มันเกิดขึ้นในระบบของเรา ที่ผ่านมาอาจจะมีการปกครองกันเช่นนี้มา แต่วันนี้ไม่มี วันนี้เราเป็นพี่น้องกันเท่านั้นทุกอย่างทำตามหน้าที่และความภาระความรับผิดชอบ“นายอนุทิน กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า เรื่องความจำเป็นเร่งด่วนขอให้เร่งดำเนินการทันทีเรื่องการจัดโอท็อปทราบว่าเดือนนี้จะมาถึงแล้วช่วงปลายเดือน ขอให้ดำเนินการให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มที่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัสเข้าไปได้ก็จะทำให้เกิดความคึกคัก เพราะมันมีการขายของที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ขอให้อธิบดีได้ช่วยเปิดแพลตฟอร์มตรงนี้ให้เข้าไป และเรื่องงานทะเบียนของกรมการปกครอง การเรียกรับผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้อง ต้องไม่มีและไม่ปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชันไม่ปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามาเป็นมาเฟีย มารังแกข่มเหง คนไทยหรือให้คนไทยต้องเสียสิทธิ์ อันนี้เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ ขอให้ผวจ.รองผู้ว่าฯจังหวัด นายอำเภอและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในจังหวัดของท่านเป็นอันขาด เรื่องนี้เราเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องที่เทศบาลจะไม่นิ่งนอนใจ และตนในฐานะรมว.หาดไทยถือว่าเป็นสิ่งที่ ตนไม่สามารถยอมรับได้เด็ดขาด  

‘นรเศรษฐ์’ เผย ‘ปชป.’เอาด้วย ร่วมหนุนร่างแก้รธน. เตรียมเดินสายคุยอีก 4 พรรค

'นรเศรษฐ์' เผย 'ปชป.'เอาด้วย ร่วมหนุนร่างแก้รธน. เตรียมเดินสายคุยอีก 4 พรรค

‘นรเศรษฐ์’ เผย ‘ปชป.’เอาด้วย ร่วมหนุนร่างแก้รธน. เตรียมเดินสายคุยอีก 4 พรรค

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.34 น.

‘นรเศรษฐ์’ เผย ‘ปชป.’ เอาด้วยร่วมลงชื่อหนุนร่างแก้รธน.แล้ว จ่อเดินสายคุย ‘ปชน.-พท.-กธ.-ภท.’ หวังได้ชื่อครบ140คน ก่อนชง ‘รัฐสภา’ สิ้นเดือนมิ.ย. แย้มโมเดลให้มีสภาการมีส่วนร่วม 200 คน มาจากปชช.เลือก100%-กมธ.ยกร่างที่นักการเมืองเลือก

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงความคืบหน้าต่อการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ว่า  เนื้อหาได้ยกร่างแล้วเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างเดินสายนำเสนอให้พรรคการเมืองพิจารณาเพื่อขอรายชื่อสนับสนุนให้ครบ 140 เสียง เพราะการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมจากฝั่งสว. ต้องใช้เสียงจากสองสภา  จำนวน 1 ใน 5 หรือ 140 เสียง ทั้งนี้มีพรรคที่ได้พูดคุยและลงชื่อสนับสนุนแล้ว คือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่สส.ร่วมลงนามให้เกือบทั้งพรรค และในสัปดาห์หน้าจะนัดคุยกับพรรคประชาชน หลังจากที่มีข้อสงสัยในบางประเด็นของเนื้อหาตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอให้ที่มาของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมมนูญมาจากการเลือกของรัฐสภา 100% ว่ามีความยึดโยงของประชาชนอย่างไร และมีปัญหาความชอบธรรมหรือขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่ นอกจากนั้นได้นัดหมายพรรคเพื่อไทย และได้ติดต่อทั้งพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทยที่อยากให้พูดคุยเพื่อสนับสนุนตัวร่าง ทั้งนี้คาดว่าจะชัดเจนว่าจะได้รายชื่อครบหรือไม่ภายในสัปดาห์หน้าเพื่อให้ทันยื่นต่อรัฐสภาในปลายเดือน มิ.ย. นี้ แต่หากสุดท้ายรวบรวมรายชื่อได้ไม่ครบอาจหาช่องทางอื่นเพื่อนำเสนอแนวความคิดและเนื้อหาต่อสาธารณะต่อไป

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า เนื้อหาของร่างแก้ไขที่ตนและคณะเสนอนั้นกำหนดให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 200 คนมาจากประชาชนเลือกทั้งหมด และมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเป็นผู้เลือก อย่างไรก็ดีในส่วนของผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีข้อถกเถียงว่า หากไม่ได้มาจากประชาชนถือว่าขาดความชอบธรรม หรือขาดการมีส่วนร่วมหรือไม่ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นความเห็นแถมที่ว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรงอาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้า หรือผู้ยกร่างที่ประชาชนไม่ได้เลือกอาจไม่ได้รับความชอบธรรม

“ในร่างที่เสนอได้ในอีกมุม คือกำหนดหน้าที่ที่ชัดเจนต่อกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทำตามความเห็นที่ได้รับฟังไม่ได้คิดเอง หรือ ร่างแทนประชาชน และสุดท้ายให้สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน 200 คนลงมติรับรองทั้งร่าง กระบวนการที่ออกแบบไม่ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของร่างรัฐธรรมนูญของพรรคการเมือง จึงเป็นสิ่งที่ต้องการเสนอให้เห็นความแตกต่างแต่ยังอยู่ในข้อจำกัดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่จำกัดการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.28 น.

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง – เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

15มิ.ย.2569 เมื่อเวลา09.30น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายมงคล ได้เชิญสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยืนขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัย

ก่อนจะแจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบว่า โดยที่สำนักพระราชวังได้ออกประกาศสำนักพระราชวัง ลงวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ 2569 เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์  ประธานวุฒิสภาจึงได้นำสมาชิกวุฒิสภาร่วมกันยืนสงบนิ่ง เป็นเวลา1นาที เพื่อน้อมถวายความอาลัย และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

ทั้งนี้ที่ประชุมวุฒิสภาได้รับทราบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆในช่วงของการไว้ทุกข์ 

ทนายเขากระโดง ซัดคนนอก-นักการเมือง เลิกยัดข้อหา บุกรุก ชาวบ้าน ชี้ศาลยังไม่ตัดสิน

ทนายเขากระโดง ซัดคนนอก-นักการเมือง เลิกยัดข้อหา บุกรุก ชาวบ้าน ชี้ศาลยังไม่ตัดสิน

ทนายเขากระโดง ซัดคนนอก-นักการเมือง เลิกยัดข้อหา บุกรุก ชาวบ้าน ชี้ศาลยังไม่ตัดสิน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.21 น.

อย่าอ้างคดีเก่าปั่นกระแสหาแต้ม! ‘ทนายเขากระโดง’ ซัด ‘คนนอก-นักการเมือง’ เลิกยัดข้อหา ‘บุกรุก’ เหมาเข่งชาวบ้าน ย้ำศาลยังไม่ตัดสิน อย่า ‘พิพากษา’ ล่วงหน้าทำประชาชนตกเป็นจำเลยสังคม

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ   ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง  โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า วันนี้ ผมอยากชวนประชาชนที่ติดตามคดีเขากระโดง ลองตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า นับแต่ศาลฎีกามีคำพิพากษา และการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายมาโดยตลอด การรถไฟเองยังไม่เคยออกมากล่าวหาประชาชนผู้ถือเอกสารสิทธิในพื้นที่พิพาท 995 แปลงว่าเป็น “ผู้บุกรุก” แบบเหมารวมแม้แต่รายเดียว แม้การรถไฟจะมีความเห็นทางกฎหมายว่าควรมีการตรวจสอบหรือพิจารณาเพิกถอนตามกระบวนการของกรมที่ดินก็ตาม

แต่วันนี้กลับมีบุคคลบางกลุ่ม บางฝ่าย ทั้งนักการเมือง นักกฎหมาย ผู้แสดงตนเป็นผู้รู้ หรือผู้สนใจการเมือง ออกมาพูดรับกันเป็นจังหวะเดียวกัน พยายามยัดข้อกล่าวหา “บุกรุก” ให้แก่ประชาชนเหล่านั้น ทั้งที่หลายคนไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิม ไม่เคยเห็นสำนวนคดีใหม่ ไม่รู้ว่าพยานหลักฐานในปี 2568 ที่ฟ้องใหม่ 24 ราย แตกต่างจากคดีเดิมอย่างไร และไม่ได้รู้เลยว่าเจ้าของเอกสารสิทธิแต่ละรายมีพยานหลักฐานอะไรที่จะนำเสนอต่อศาลเพื่อต่อสู้ด้วยสิทธิที่ดีกว่า

สิ่งที่น่าคิดคือ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่อ้างข้อมูลเดิมจากคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเก่า แล้วนำมาพูดเหมือนเป็นคำตอบสุดท้ายของทุกคดี ทั้งที่คำพิพากษาใด ๆ ย่อมเกิดจากพยานหลักฐานที่คู่ความในคดีนั้นนำเสนอต่อศาลในเวลานั้น ศาลย่อมต้องชั่งน้ำหนักพยานตามสำนวนที่มีอยู่ตรงหน้า หากในคดีใหม่มีพยานหลักฐานสำคัญที่แตกต่างออกไป มีเอกสาร มีแผนที่ มีข้อเท็จจริง และมีข้อกฎหมายที่ศาลในคดีเดิมไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ฟัง และไม่เคยได้นำมาชั่งน้ำหนัก ผลของการพิจารณาก็ย่อมมีโอกาสแตกต่างได้ตามกระบวนการยุติธรรม

นี่เองคือเหตุผลที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 เปิดช่องให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความในคดีเดิมยังมีสิทธิพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า เพราะกฎหมายเข้าใจดีว่า คำพิพากษาคดีหนึ่งไม่ควรถูกนำไปใช้ปิดปากคนที่ไม่เคยมีโอกาสต่อสู้คดีของตนเอง การ “ใช้ยัน” ไม่ใช่ “ผูกพัน” และยิ่งไม่ใช่การตัดสิทธิประชาชนทุกแปลงโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น ก่อนที่ใครจะตีฆ้องร้องป่าวว่าประชาชนในเขากระโดงเป็นผู้บุกรุก หรือกล่าวหาว่าคนที่ยังใช้สิทธิต่อสู้คดีคือคนไม่เคารพคำพิพากษา ขอให้ย้อนถามตนเองก่อนว่า ท่านรู้ข้อเท็จจริงในคดีใหม่มากพอแล้วหรือยัง ท่านเห็นพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้วหรือยัง ท่านรู้หรือไม่ว่าแปลงใดมีประวัติการออกเอกสารสิทธิอย่างไร และท่านมีหน้าที่อะไรในคดีนี้ นอกจากการสร้างกระแสให้สังคมเข้าใจไปก่อนศาล

ผมขอพูดด้วยความเคารพและสุภาพที่สุดว่า ผู้ที่ไม่ได้เป็นโจทก์ ไม่ได้เป็นจำเลย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนวนคดี ควรเคารพกระบวนการของศาลให้มากพอที่จะไม่ตัดสินคนอื่นล่วงหน้า หากสนใจความจริง จริง ๆ ก็สามารถติดตามการพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิด รับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำเสนอต่อศาล และรอคำพิพากษาจากศาลในคดีนั้น ๆ

คดีเขากระโดงไม่ควรถูกตัดสินด้วยเสียงดังของคนวงนอก ไม่ควรถูกใช้เป็นเวทีสร้างคะแนนทางการเมือง และไม่ควรถูกทำให้ประชาชนที่ถือเอกสารสิทธิตามกฎหมายต้องกลายเป็นจำเลยของสังคมก่อนมีคำพิพากษาในคดีของตนเอง

ถ้ารักความยุติธรรมจริง ก็ต้องรักกระบวนการยุติธรรมด้วย ไม่ใช่รักเฉพาะคำพิพากษาที่ตนอยากหยิบมาใช้ แต่ไม่เคารพสิทธิของคนที่กฎหมายยังให้เขาต่อสู้อยู่

ภาวุธ โวย กมธ.ไร้ประสิทธิภาพ-เป้าหมาย ก่อนที่ ‘ภคมน’ โพสต์สอนมวย

ภาวุธ โวย กมธ.ไร้ประสิทธิภาพ-เป้าหมาย  ก่อนที่ ‘ภคมน’ โพสต์สอนมวย

ภาวุธ โวย กมธ.ไร้ประสิทธิภาพ-เป้าหมาย ก่อนที่ ‘ภคมน’ โพสต์สอนมวย

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.05 น.

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความไร้ประสิทธิภาพของ ”กรรมาธิการ” ในรัฐสภา” ฝากถึงประธานสภา

ผมเคยเป็นคนนอก ที่ได้เข้าไปนั่งในห้องประชุมกรรมาธิการรัฐสภา แล้วสิ่งที่เห็น… มันทำให้ผมอึ้งมาก..!

ขออธิบายก่อนว่า “กรรมาธิการ” คืออะไร?​

ถ้ารัฐบาลคือฝ่ายบริหารประเทศ “กรรมาธิการ” ก็คือ กลุ่ม สส. และผู้เชี่ยวชาญ ที่มีหน้าที่จับตาดูและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ใช้งบภาษีประชาชน และมีอำนาจเรียกข้าราชการทุกกระทรวงมาให้ข้อมูลได้

ก่อนที่ผมจะมาเป็น สส. ผมเคยเข้าไปร่วมงานกับหลายคณะกรรมาธิการในฐานะคนเอกชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ และนั่นแหละครับ คือครั้งแรกที่ผมได้เห็นว่า “ภาษีของเราถูกใช้อย่างไร” ในรัฐสภา

ผมขอสะท้อนการทำงานของ “กรรมาธิการ” ในฐานะคนเอกชน และวันนี้เป็น สส. ที่ทำงานในกรรมาธิการมาตลอด 8 ปี (ตั้งแต่อยู่ อนุ.กมธ. สว.ปี 2019) และอยากเห็น รัฐสภาของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น.! เพื่อคุ้มกับเงินภาษีพวกเราที่รัฐสภาได้ปีนึง 8 พันล้านบาท/ปี 

โดยเรามีคณะกรรมาธิการรวมทั้ง สว. และ สส. รวม 50 กว่าคณะ และมีอนุกรรมาธิการอีกร้อยกว่าคณะ ถ้ารวมทั้งหมด น่าจะเกือบ 200 คณะ โดยทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับคนหลายพันคน…เยอะมั้ยครับ

#เรื่องแรก: ปัญหาด้านตัวสมาชิกกรรมาธิการ
– สมาชิก กมธ. ถูกส่งมาแบบไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ 
– มีประชุม มาลงชื่อรับเบี้ยแล้วกลับ โดยไม่นั่งประชุมจริง ระบบปัจจุบันนับองค์ประชุมด้วยการ “เซ็นชื่อ” ทำให้ สส. เน้นวิ่งรอกไปเซ็นชื่อหลายห้องแทนที่จะนั่งพิจารณาเนื้อหาจริง 
– ซื้อ-ขายตำแหน่ง เลขา/ผู้ช่วยในกรรมาธิการ เพื่อให้คนนอกใช้โลโก้รัฐสภาและตำแหน่งหากิน วิ่งเต้น หรือข่มขู่หน่วยงานต่างๆ
– มาประชุมแต่ไม่มีส่วนร่วม เพราะถูกพรรคส่งมาตามโควตาโดยไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น (นั่งแช่แป้งไปอย่างนั้น)

#เรื่องที่สอง: ปัญหาการบริหารกรรมาธิการ
– ไร้เป้าหมาย ประธาน กรรมาธิการ ที่ได้ตำแหน่งมาตามโควตาการเมือง ไม่มีเจตจำนงแก้ปัญหา ตั้งวาระแบบ “ใครมีอะไรเสนอมาไปเป็นครั้งๆ” ทำให้ทำงานไร้ทิศทาง กมธ. ไม่มีประสิทธิภาพเอาซะเลย
– เชิญหน่วยงานโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียเวลาครึ่งวันโดยไม่เกิดผล และบางเรื่องถูกเชิญซ้ำจากหลายกรรมาธิการ
– ลองนึกภาพดูนะครับ ข้าราชการระดับอธิบดี ต้องทิ้งงานมาตั้งแต่เช้า นั่งรอจนเกือบเที่ยง เพื่อตอบคำถามเดิมซ้ำๆ ให้กับคนที่ไม่ยอมนั่งฟัง
– งบดูงานต่างประเทศ ถูกใช้ไปกับการท่องเที่ยวมากกว่าการศึกษาดูงานจริง

#เรื่องที่สาม: ผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องใหญ่มากที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง
– บางคณะกรรมาธิการถูกใช้เป็นเครื่องมือ “หาข้อมูลเชิงลึก” เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้อง
– ข้าราชการถูกกดดันให้เปิดข้อมูลที่ไม่ควรเปิด บางครั้งเป็นข้อมูลที่กำลังอยู่ในกระบวนการคดีความด้วยซ้ำ
– แบบนี้มันคือการใช้อำนาจรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประชาชนครับ

#เรื่องที่สี่: ถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลย
– กรรมาธิการแต่ละคณะมีขอบเขตหน้าที่ชัดเจน แต่บางครั้ง เรื่องที่ถูกเรียกข้าราชการมาชี้แจง ไม่เกี่ยวกับคณะนั้นแม้แต่น้อย
– ที่แย่กว่านั้น ข้าราชการหน่วยงานเดียวอาจถูก 3-4 กรรมาธิการเรียกไปชี้แจงเรื่องเดียวกัน เพราะแต่ละคณะไม่ได้คุยกัน ไม่มีระบบตรวจสอบว่าใครทำเรื่องอะไรอยู่แล้ว (อันนี้เห็นบ่อยมากก…)
– ราชการแทบอัมพาตครับ เพราะต้องวิ่งรอกไปชี้แจงในสภาตลอด

#แล้วยังมีเรื่องทำซ้ำอีก

กรรมาธิการหลายคณะ “ตั้งเรื่องศึกษาซ้ำกับเรื่องที่คนอื่นทำไปแล้ว” กับกรรมาธิการชุดก่อนๆ หรือจากวุฒิสภา เพราะไม่มีใครไปเช็คว่ามีรายงานเก่าอยู่แล้วหรือเปล่า 
ผลคือ เรียกข้าราชการมาพูดเรื่องเดิม ตอบคำถามเดิม ในห้องใหม่ กับคนใหม่ ที่ไม่เคยอ่านรายงานเก่าเลย
เรื่องนี้ผมว่าถือเป็นปัญหาที่ใหญ่มากๆ เพราะมันทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพ และเสียเวลา ค่าใช้จ่ายของประเทศมหาศาล ** อันนี้ต้องปรับด่วนๆ 

#ผมไม่ได้บอกว่าทุกคณะเป็นแบบนี้นะครับ
มีกรรมาธิการหลายคณะที่ทำงานหนักมาก ประธานมีความรู้ มีเป้าหมายชัด และขับเคลื่อนเรื่องสำคัญได้จริง

แต่ระบบที่ดีไม่ควรฝากความหวังไว้กับ “คนดี” เพียงอย่างเดียว ต้องมี “ระบบ” และกลไกที่บังคับให้ทุกคนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

#ทำไมเราถึงมีกรรมาธิการที่ไม่มีประสิทธิภาพ?

– เพราะ สส. บางส่วน(ใหญ่) มาจาการซื้อเสียง ไม่ได้มีความรู้ความสามารถจริงๆ ไม่มีเจตจำนงทางการเมือง ในการแก้ปัญหาให้กับประเทศนี้จริง หวังเข้ามาเพราะอำนาจ การคอร์รัปชันเงินภาษีพี่น้องประชาชน

– พอคนเหล่านี้เข้ามา ก็มาเป็นแบบที่ผมสรุปมาข้างบนล่ะครับ เข้ามาก็ไม่ได้อยากมาทำงาน มาอยู่สภาไปวันๆ เซ็นชื่อ ได้เงินเบี้ยประชุมแล้วก็หนีกลับ… เส้าเนอะ…

#สิ่งที่ควรเปลี่ยนแบบตรงๆ เลย ต้องฝากประธานรัฐสภาด้วย

– คัดเลือกประธานกรรมาธิการจาก Expertise ไม่ใช่โควตา ตั้ง KPI และ Milestone ของแต่ละคณะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นสมัย (อันนี้ต้องฝากแต่ละวิปไปคัดเลือกคนที่จะมาเป็นประธานให้ดี ไม่ใช่เลือกมาเพราะโควตา หรือ เป็นการตอบแทน)

– ระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกห้องประชุม (สแกนใบหน้าหรือทาบบัตร) หากอยู่ไม่ถึง 70% ของเวลาประชุม ให้ตัดเบี้ยประชุมและห้ามลงมติในครั้งนั้น

– Data Analytics & Research ของรัฐสภา ทีมเลขาธิการต้องสืบค้นฐานข้อมูลก่อนเสมอว่า “เรื่องที่จะศึกษา” เคยมีใครทำไว้แล้วหรือไม่ เพื่อ “ต่อยอด” ไม่ใช่ “ทำซ้ำ”

– ควรมีประชุมร่วม ระหว่างประธานกรรมาธิการทั้ง 50 กว่าคณะ หรือแบ่งกลุ่ม cluster กมธ. เพื่อสรุปให้ทุกกรรมาธิการรู้ว่า แต่ละคณะ (รวมอนุกมธ.) กำลังทำอะไรกันอยู่ เป้าหมายคืออะไร มีอะไรทำด้วยกันได้มั้ยระหว่าง กมธ. ลดความซ้ำซ้อนในการทำงานระหว่างกัน (ตรงนี้ทีมเลขาสภา ทั้ง สส. และ สว. ควรทำคู่ขนานไปด้วย หากเจออะไรซ้ำซ้อน ควรแจ้งประธาน กรรมาธิการทันที.!)

– ก่อนเชิญหน่วยงานรัฐ ต้องส่งคำถามล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าตอบครบแล้ว บางครั้งอาจจะไม่จำเป็นต้องเรียกตัวมานั่งในสภา

– กรรมาธิการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเรื่องที่พิจารณา ต้องถอนตัวออกจากห้องทันที การคัดเลือกสมาชิกกรรมาธิการ และอนุกมธ. รวมไปถึงเลขา และที่ปรึกษา ต้องเข้มข้น ตรวจสอบประวัติจริงๆ จังๆ ไม่ใช่  ไม่ตรง ก็ห้ามเข้ามา ไม่ใช่ใครเสนออะไรมาก็รับมั่วซั่ว. 

– ปรับงบดูงาน หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควรนำงบไปจ้างนักวิจัยเพื่อทำรายงานนโยบายที่มีคุณภาพแทน

เพราะ กรรมาธิการ คือ “หน่วยงานที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ เราก็จะทำให้การทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเทศเราก็ดีมากขึ้น”

#ระบบกรรมาธิการมีประโยชน์มากครับ ถ้าใช้ให้ถูกทาง แต่วันนี้ มันไร้ประสิทธิภาพ สร้างภาระให้ระบบราชการ สร้างช่องทางให้คนหาผลประโยชน์ และสูญเสียงบประชาชนโดยเปล่าประโยชน์

เห็นแล้วประหลาดใจ เพราะปัญหาพวกนี้ มีมานานกาเลแล้ว.. แต่ทำไมไม่มีใครพูดหรือคิดที่จะแก้ปัญหานี้เลย เหมือนกับ “#มีช้างตัวใหญ่นั่งอยู่ในห้องแต่ไม่มีคนมองเห็นมันเลย”

เอาล่ะ “ถึงเวลาที่ต้องพูดตรงๆ เพื่อทำให้ระบบรัฐสภาไทยเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วครับ” เสียดาย ภาษีประชาชนครับ.! ต้องฝากทางประธานสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ

ถ้ามีโอกาส อยากใช้ช่วง “”กระทู้ถามสด” ในรัฐสภาในวันพฤหัส ถามท่านประธานสภาจริง

ขณะที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า ไม่ทั้งหมด พื้นที่กรรมาธิการเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ หลายครั้งหลายประเด็นเราไม่เคยรู้มาก่อนแต่ได้เรียนรู้ในกรรมาธิการและเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ทำให้เราได้สั่งสมประสบการณ์ คนเราไม่ได้จำเป็น ต้องทำในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญอยู่แล้วเสนมอไป

คนที่เชี่ยวชาญ เก่งในสายนั้นอยู่แล้วไม่ได้เป็นตัววัดผลของประสิทธิภาพในการทำงานสส. มีตัวอย่างให้เห็นหลายครั้งกับคนที่เชี่ยวชาญในสายงานนั้นๆถึงเวลามาเป็นสส.และทำงานในสภาศไม่ได้โดดเด่นเหมือนสายงานที่ตัวเองเติบโตมา แต่คนที่พร้อมจะเรียนรู้ต่างหากคือผลผลิตที่มีคุณภาพของกรรมมาธิการ และพื้นที่กรรมาธิการคือพื้นที่แผนการเรียนรู้และฝึกวิทยายุทธ์ 

“ให้กำลังใจสส.ทุกท่านเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ การเป็นผู้แทนที่มีคุณภาพเพื่อตอบแทนประชาชน”

นายกฯ เตรียมบินคาซาน พบ ปูติน ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ

นายกฯ เตรียมบินคาซาน พบ ปูติน ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ

นายกฯ เตรียมบินคาซาน พบ ปูติน ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.49 น.

นายกฯ เตรียมบินคาซาน ใช้เวทีอาเซียน-รัสเซียขยายโอกาสการค้า การลงทุน เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ มุ่งเปิดตลาดใหม่ สร้างความมั่นคงพลังงาน ดันโอกาสธุรกิจไทย

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมุ่งใช้เวทีดังกล่าวขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศไทยและประชาชน ซึ่งนายกฯจะออกเดินทางจากประเทศไทยในช่วงบ่ายของวันที่อังคารที่ 16 มิถุนายน หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการใช้เวทีระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ โดยในการเดินทางครั้งนี้ จะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ การหารือกับภาคเอกชนอาเซียน-รัสเซีย และพบปะผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ตลอดจนผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเป็นการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต

“นายกรัฐมนตรีกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศต้องสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ให้กับประเทศ ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุม แต่ต้องสามารถเปิดตลาดใหม่ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ดึงดูดการลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวน ไทยจำเป็นต้องกระจายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยรัสเซียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งด้านพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านสินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือและขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีกมาก

การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างช่องทางใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อันจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ ไทยยังจะใช้เวทีดังกล่าวผลักดันความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงภาคธุรกิจและประชาชนระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย และถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ไทยจะใช้ขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศและประชาชนไทย.

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงคลองเตย-วัฒนา ไม่หวั่นกระแสโพล เร่งชูนโยบายอนาคตคนกรุงเทพ

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงคลองเตย-วัฒนา ไม่หวั่นกระแสโพล เร่งชูนโยบายอนาคตคนกรุงเทพ

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงคลองเตย-วัฒนา ไม่หวั่นกระแสโพล เร่งชูนโยบายอนาคตคนกรุงเทพ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

“อนุชา” ผนึกอภิสิทธิ์ นำทัพทีมผู้บริหารประชาธิปัตย์ลุยหาเสียงคลองเตย-อโศก ยันไม่หวั่นกระแสโพล พร้อมเร่งเครื่องชูนโยบายอนาคตคนกรุงเทพ

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่หาเสียงอย่างเข้มข้นในเขตคลองเตยและเขตวัฒนา 

โดยช่วงเช้า นายอนุชา และทีมผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้เดินทางไปยังสวนเบญจกิติ เพื่อพบปะประชาชนที่มาใช้บริการและออกกำลังกาย พร้อมร่วมสำรวจพื้นที่ “Dog Park” สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งถือเป็นจุดพักผ่อนสำคัญของคนเมือง โดยนายอนุชาได้เปิดวงสนทนากับกลุ่มผู้เลี้ยงสุนัขเพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้ตอบโจทย์การอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์เลี้ยงให้ดียิ่งขึ้น ก่อนจะเดินทางต่อไปยังตลาดรวมทรัพย์ (อโศก) เขตวัฒนา ร่วมกับนายเมธวิน มีสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ก. เขตวัฒนา หมายเลข 5 เพื่อทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

นายอนุชา กล่าวถึงการปรับกลยุทธ์ในช่วงโค้งสุดท้ายว่า ตนต้องทำงานหนักขึ้น ตื่นเช้าขึ้นและกลับดึกขึ้นเพื่อเดินหน้าชี้แจงนโยบายให้เข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด ส่วนประเด็นเรื่องผลสำรวจความนิยม (โพล) ที่ปรากฏว่าคะแนนของพรรคยังไม่เป็นอันดับหนึ่งนั้น นายอนุชา ยืนยันว่า ไม่รู้สึกกังวล เนื่องจากมีประสบการณ์การลงพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ มาโดยตลอด และเข้าใจดีว่าการที่ผลสำรวจยังตามหลัง ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ต้องลงพื้นที่พบปะประชาชนให้มากขึ้นเพื่อกระจายนโยบายให้ทั่วถึง

“ผมไม่ได้กังวลเรื่องโพล เพราะอดีตสมัยที่เป็น สส. ผมก็ไม่เคยติดโพลอันดับหนึ่งมาก่อน ซึ่งนั่นทำให้ผมยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น กระแสของพรรคประชาธิปัตย์มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา แต่สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้คือความจริงใจ พรรคเราทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนมากว่า 80 ปี ไม่ใช่แค่เฉพาะตอนที่มีตำแหน่ง และการที่ผู้สมัครท่านอื่นนำนโยบายของผมไปพูดถึงหรือนำไปปฏิบัติ ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะท้ายที่สุดแล้วคนกรุงเทพฯ จะได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน” นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา ยังเน้นย้ำถึงแนวทางการบริหารงานในอีก 4 ปีข้างหน้าว่า จะไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาที่หมักหมมอยู่เดิมเท่านั้น แต่จะต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างความหวังและกำหนดอนาคตของกรุงเทพมหานครให้ชัดเจน พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนร่วมตัดสินใจเลือกผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้การทำงานในระดับเขตและระดับนโยบายมีความเชื่อมโยงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพฯ ต่อไป

นายกฯ ดันอุตสาหกรรมเกม สร้างเศรษฐกิจใหม่ มอบ ดีอี ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน

นายกฯ ดันอุตสาหกรรมเกม สร้างเศรษฐกิจใหม่ มอบ ดีอี ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน

นายกฯ ดันอุตสาหกรรมเกม สร้างเศรษฐกิจใหม่ มอบ ดีอี ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.42 น.

นายกฯ ดันอุตสาหกรรมเกมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ สร้างงานรายได้สูงให้คนรุ่นใหม่ มอบ ดีอี ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมเกมให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง อาศัยความคิดสร้างสรรค์และทักษะดิจิทัลของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังสามารถสร้างงาน รายได้ และโอกาสทางอาชีพให้คนไทยได้อย่างกว้างขวาง

ประเด็นดังกล่าวได้รับการหารือร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และผู้บริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยภาคเอกชนเห็นตรงกันว่า อุตสาหกรรมเกมมีศักยภาพเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยเฉพาะจากโอกาสที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน gamescom asia x Thailand Game Show ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้พัฒนาเกม นักลงทุน ผู้ประกอบการ และแฟนเกมจากทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การจัดงานดังกล่าวไม่เพียงสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและการจัดงานเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาเกม นักออกแบบ โปรแกรมเมอร์ และครีเอเตอร์ไทย ได้แสดงศักยภาพต่อสายตานานาชาติ นำไปสู่การจ้างงาน การลงทุน และความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า เด็กไทยและคนรุ่นใหม่มีศักยภาพสูงในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกม ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรม กราฟิก แอนิเมชัน การออกแบบเกม การสร้างเนื้อหา และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดแรงงานโลกมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพื่อผลักดันศักยภาพดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมเกมของไทย ทั้งการเชื่อมโยงบริษัทเกมชั้นนำระดับโลกกับนักพัฒนาไทย การส่งเสริมบุคลากรด้านดิจิทัลและครีเอทีฟ การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีศักยภาพสูง

รัฐบาลมองว่า อุตสาหกรรมเกมไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจความบันเทิง แต่เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับซอฟต์แวร์ แอนิเมชัน อีสปอร์ต เทคโนโลยีภาพและเสียง ดนตรี ดิจิทัลคอนเทนต์ และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

สำหรับงาน gamescom asia x Thailand Game Show 2025 มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 206,000 คน จาก 95 ประเทศทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเกมกว่า 5,500 คน จาก 81 ประเทศ และผู้แสดงสินค้ากว่า 294 ราย สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกมของภูมิภาค

ภายในงานยังมีเวที Thailand Game Talent Showcase ที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยไทยได้นำเสนอผลงานด้านเกมดีไซน์ เทคโนโลยี วิชวลอาร์ต เนื้อเรื่อง และการออกแบบสร้างสรรค์ต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่พร้อมก้าวสู่เวทีระดับโลก หากได้รับการสนับสนุนและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ งาน gamescom asia x Thailand Game Show 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้เวทีดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ พัฒนาทักษะแห่งอนาคต และผลักดันคนไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมเกมระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนไทยในระยะยาว

รัฐบาล ย้ำสิทธิ บัตรทอง ครอบคลุม แพทย์แผนไทย นวด-สมุนไพร-ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

รัฐบาล ย้ำสิทธิ บัตรทอง ครอบคลุม แพทย์แผนไทย นวด-สมุนไพร-ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

รัฐบาล ย้ำสิทธิ บัตรทอง ครอบคลุม แพทย์แผนไทย นวด-สมุนไพร-ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.08 น.

รัฐบาล ย้ำสิทธิ “บัตรทอง” ครอบคลุม “แพทย์แผนไทย” นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด เผยปีงบประมาณ 69 จัดสรรงบฯ เพิ่มขึ้น มุ่งดูแลให้ ปชช.เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างครอบคลุม

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.69นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งดูแลประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ให้เข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างครอบคลุม รวมทั้งพัฒนาสิทธิประโยชน์บริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดสรรงบประมาณรองรับ โดยในปีงบประมาณ 2569 มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปี 2568 จาก 31.9 บาทต่อประชากร เป็น 63.24 บาทต่อประชากร  

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ปัจจุบันการให้บริการการแพทย์แผนไทยในระบบบัตรทอง เป็นไปตาม “ประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พ.ศ. 2568” ซึ่งกำหนดสิทธิประโยชน์ไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเหมาะสมและมีมาตรฐาน ทั้งนี้ ในส่วนบริการการแพทย์แผนไทย ครอบคลุมบริการนวดไทย บริการประคบ บริการนวดและประคบ บริการอบสมุนไพร บริการพอกเข่า การฟื้นฟูสมรรถภาพมารดาหลังคลอด และการใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ขณะที่บริการการแพทย์ทางเลือก ครอบคลุมบริการฝังเข็ม หรือฝังเข็มร่วมกับการกระตุ้นไฟฟ้า สำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ นอกจากนี้ภายใต้สิทธิประโยชน์ยังมีบริการฟื้นฟูสมรรถภาพมารดาหลังคลอด ซึ่งจะให้บริการตามแนวเวชปฏิบัติด้านการแพทย์แผนไทย เพื่อช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของร่างกายมารดาหลังคลอด ลดอาการอ่อนล้า และช่วยให้กลับมามีสุขภาวะที่สมบูรณ์ได้เร็วขึ้น

“บริการแพทย์แผนไทยภายใต้ระบบบัตรทอง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกในการรักษา แต่เป็นการผสานภูมิปัญญาไทยเข้ากับระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลที่ครอบคลุมทั้งการรักษา การฟื้นฟู และการส่งเสริมสุขภาพอย่างเหมาะสม ทั้ง ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ประสงค์เข้ารับบริการ สามารถติดต่อหน่วยบริการประจำตามสิทธิ หรือหน่วยบริการในระบบ สปสช. ที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อรับการประเมินและเข้าสู่กระบวนการรักษาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ต่อไป โดยในปีงบประมาณ 2568 มีประชาชนเข้ารับบริการจำนวน 4.05 ล้านครั้ง ส่วนบริการใช้ยาสมุนไพรจะเป็นไปตามข้อบ่งใช้ของบัญชียาหลักแห่งชาติ และอยู่ภายใต้การพิจารณาของผู้ประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาการ มีจำนวนรับบริการ 13.20 ล้านครั้ง” นางสาวพลอยทะเล กล่าว