นักกีฬา Hyrox ออสเตรเลียขอโทษหลังถูกวิจารณ์หนัก พร้อมขอสละชัยชนะย้อนหลัง

นักกีฬา Hyrox ออสเตรเลียขอโทษหลังถูกวิจารณ์หนัก พร้อมขอสละชัยชนะย้อนหลัง

18 ก.ย. 2569 09:25 น.

นักกีฬา Hyrox ออสเตรเลียขอโทษหลังถูกวิจารณ์หนัก พร้อมขอสละชัยชนะย้อนหลัง

นักกีฬาออสเตรเลียขอโทษ หลังถูกวิจารณ์หนักกรณีแข่ง Hyrox ต่อทั้งที่ขับถ่ายราดระหว่างแข่งขันที่กรุงปักกิ่ง พร้อมขอสละชัยชนะย้อนหลัง

วันที่ 18 กันยายน 2569 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า โจแอนนา เวียตชีค นักกีฬาหญิงชาวออสเตรเลีย ขอโทษอย่างจริงใจ หลังเจอกระแสวิจารณ์หนักจากการที่เธอลงแข่งขันต่อในศึก Hyrox ที่กรุงปักกิ่ง ของจีน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งที่เกิดเหตุขับถ่ายราดระหว่างการแข่งขัน พร้อมประกาศขอถอนตัวจากการแข่งขันย้อนหลังและสละชัยชนะที่ทำได้

โดยโจแอนนา เวียตชีค ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า ก่อนเริ่มการแข่งขันเธอมีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีเหตุผลให้คาดว่าจะเกิดอาการป่วยขึ้น แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เธอยอมรับว่าไม่ควรตัดสินใจแข่งขันต่อ และควรออกจากสนามตั้งแต่เกิดเหตุ พร้อมกล่าวขอโทษต่อประชาชนจีน คู่แข่ง ผู้ชม และผู้จัดการแข่งขัน พร้อมยอมรับว่าการตัดสินใจของเธอส่งผลกระทบต่อผู้อื่น และทำให้เกิดความไม่สบายใจและความวุ่นวาย

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์นี้ถูกบันทึกเป็นภาพและเผยแพร่ทางออนไลน์ จนเกิดเสียงวิจารณ์เรื่องสุขอนามัย เหตุการณ์นี้ยังทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่ในสนามจึงไม่เข้าหยุดการแข่งขัน ทั้งที่กฎของ Hyrox มีบทลงโทษต่อพฤติกรรมที่รวมถึงการถ่มน้ำลาย การสั่งน้ำมูก การทิ้งขยะ และการใช้น้ำอย่างไม่เหมาะสม

ก่อนหน้านี้นายมอริตซ์ เฟือร์สเต ผู้ร่วมก่อตั้ง Hyrox องค์กรจัดการแข่งขันฟิตเนสในร่มระดับโลกออกมาขอโทษเกี่ยวกับการจัดการสถานการณ์ พร้อมยืนยันว่าการแข่งขันมีขั้นตอนรับมือกรณีการปนเปื้อนทางชีวภาพและเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ชัดเจน แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดทำให้การใช้และการตีความขั้นตอนเกิดความคลุมเครือ พร้อมให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงกระบวนการจัดการแข่งขัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก 

ทั้งนี้ การแข่งขัน Hyrox เป็นการสลับระหว่างการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร กับสถานีออกกำลังกาย อาทิ ผลักเลื่อนน้ำหนัก กระโดดเบอร์พี พายเรือในร่ม และเดินย่อตัวพร้อมแบกถุงทราย ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนจัดการแข่งขันในหลายประเทศทั่วโลก โดยเริ่มจัดในจีน่ช่วงปลายปี 2567.

ศาลสหรัฐฯ สั่งห้ามรื้อ Kennedy Center ทันที ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน หลังทรัมป์ขู่ทุบทิ้ง

ศาลสหรัฐฯ สั่งห้ามรื้อ Kennedy Center ทันที ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน หลังทรัมป์ขู่ทุบทิ้ง

18 ก.ย. 2569 08:46 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งห้ามรื้อ Kennedy Center ทันที ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน หลังทรัมป์ขู่ทุบทิ้ง

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ ต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน หากจะดำเนินการใด ๆ ที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง รวมถึงการรื้อทำลาย Kennedy Center หลังทรัมป์ขู่อาจจะรื้อทิ้ง

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของ เคนเนดี เซ็นเตอร์ (Kennedy Center) ศูนย์ศิลปะการแสดงชื่อดังในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงต้องแจ้งล่วงหน้าหากมีแผนรื้อถอนอาคาร หลังทรัมป์ออกมาพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะรื้อทิ้งสถานที่แห่งนี้ หากใส่ชื่อของเขาเพิ่มไม่ได้

คำสั่งดังกล่าวออกโดยผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ คริสโตเฟอร์ คูเปอร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน หลังทนายความของ จอยซ์ บีตตี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อศาล โดยอ้างถึงคำพูดของทรัมป์ที่กล่าวถึงการรื้อ Kennedy Center เมื่อวันก่อน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในรัฐนอร์ทแคโรไลนาว่า รัฐบาลของเขาควรได้รับการยอมรับจากการเข้ามามีบทบาทกับ Kennedy Center และหากไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ สถานที่แห่งนี้อาจต้องปิดตัวลงและท้ายที่สุดอาจถูกรื้อทิ้ง

คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับอนาคตของ John F. Kennedy Center for the Performing Arts ซึ่งเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1971 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่อดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี

Kennedy Center ปิดชั่วคราว อ้างปัญหาโครงสร้าง

สถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้น หลังแมตต์ โฟลกา ผู้อำนวยการบริหารของ Kennedy Center ยื่นเอกสารต่อศาล ระบุว่าอาคารถูกปิดชั่วคราวเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในพื้นที่ที่พบการเสื่อมสภาพของโครงสร้างอย่างรุนแรง โดยการปิดเบื้องต้นมีกำหนดอย่างน้อย 7 วัน

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการ Kennedy Center ซึ่งมีทรัมป์และบุคคลที่เขาแต่งตั้งอยู่ในคณะกรรมการ ได้ลงมติให้ปิดสถานที่เพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงมูลค่า 257 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านกังวลว่าการปิดอาจยืดเยื้อและส่งผลให้ศูนย์ศิลปะแห่งนี้ไม่สามารถกลับมาเปิดให้ประชาชนใช้งานได้ตามปกติ

ด้านจอยซ์ บีตตี ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการโดยตำแหน่งและกำลังฟ้องร้องเกี่ยวกับแผนการเปลี่ยนแปลง Kennedy Center ของทรัมป์ ระบุในเอกสารต่อศาลว่า การปิดสถานที่อาจกลายเป็นการปิดอย่างถาวร หากไม่มีการกำกับจากศาล

ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาคูเปอร์ยังมีคำสั่งเกี่ยวกับการใช้ชื่อทรัมป์บนอาคาร โดยระบุว่าการเปลี่ยนชื่อ Kennedy Center จำเป็นต้องผ่านสภาคองเกรส ขณะที่ความพยายามของฝ่ายบริหารในการเพิ่มชื่อทรัมป์บนอาคารยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย

ล่าสุด ศาลจึงกำหนดให้ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน หากจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ รวมถึงการรื้อถอน เพื่อเปิดทางให้ประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาทางกฎหมายก่อนที่จะมีการดำเนินการใด ๆ ต่ออาคาร.

ที่มา : channelnewsasia

กษัตริย์ชาร์ลส์เตือนผู้นำวงการ AI เร่งคุมให้ทันก่อนสาย หวั่นภัย AI อาจถึงขั้นคุกคามมนุษยชาติ

กษัตริย์ชาร์ลส์เตือนผู้นำวงการ AI เร่งคุมให้ทันก่อนสาย หวั่นภัย AI อาจถึงขั้นคุกคามมนุษยชาติ

18 ก.ย. 2569 08:25 น.

กษัตริย์ชาร์ลส์เตือนผู้นำวงการ AI เร่งคุมให้ทันก่อนสาย หวั่นภัย AI อาจถึงขั้นคุกคามมนุษยชาติ

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเตือนบรรดาผู้นำด้าน AI ถึงความเสี่ยงร้ายแรงจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยทรงเรียกร้องให้มีมาตรการควบคุมและป้องกันความเสี่ยงก่อนสายเกินไป

เมื่อวันที่ 17 กันยายน สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสแสดงความเป็นห่วง ถึงความเสี่ยงร้ายแรงจากเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ระหว่างทรงเป็นเจ้าภาพจัดการหารือกับผู้นำวงการ AI ที่คฤหาสน์ดัมฟรีส์ เฮาส์ ในสกอตแลนด์ ท่ามกลางความกังวลว่า การพัฒนา AI กำลังก้าวหน้าเร็วกว่าความพยายามในการวางมาตรการด้านความปลอดภัย

ผู้เข้าร่วมการหารือครั้งนี้มีทั้ง เจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia, เดมิส ฮัสซาบิส ผู้ก่อตั้ง Google DeepMind รวมถึงตัวแทนจาก OpenAI และ Anthropic ตลอดจนรัฐมนตรีด้าน AI ของอังกฤษ

กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงยอมรับว่า AI มีศักยภาพอย่างมากในการยกระดับและช่วยชีวิตผู้คน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและการแพทย์ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้พัฒนา AI เองก็เริ่มออกมาเตือนถึงความสามารถด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีดังกล่าว

พระองค์ตรัสถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพิจารณาอันตรายต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ หากเทคโนโลยีเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดีและถูกนำไปใช้ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดหายนะ พร้อมตั้งคำถามว่ามนุษย์ควรมีมาตรการควบคุมที่เพียงพอก่อนที่จะสายเกินไปหรือไม่

Nvidia ชี้ต้องพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ

ด้านเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia กล่าวว่า การพัฒนา AI ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมองโลกในแง่ดีอย่างมีความรับผิดชอบ โดยผู้พัฒนาเทคโนโลยีต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

หวงกล่าวว่า บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องเข้มงวดมากขึ้นในการตรวจสอบว่า AI ของตนพร้อมใช้งานก่อนนำออกสู่ตลาด พร้อมระบุว่า หากระบบยังไม่พร้อม ก็ควรชะลอการเปิดตัว แม้จะยังสามารถเร่งการพัฒนาได้ก็ตาม แต่ต้องไม่เร็วเกินกว่าที่จะควบคุมได้

ก่อนหน้านี้ ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic ก็เคยเรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI เช่นกัน ขณะที่นักวิจัยของ Anthropic สองคนออกมาเตือนว่า การพัฒนา AI อย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของมนุษย์ในอนาคตอันใกล้

นอกจากนี้ บริษัท AI ยังเคยรายงานว่าระบบของตนสามารถหลุดออกจากข้อจำกัดที่กำหนดไว้ระหว่างการทดสอบ และพยายามเจาะเข้าสู่เครือข่ายภายนอก ซึ่งยิ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยและการกำกับดูแล AI

ขณะที่ คานิชกา นารายัน รัฐมนตรีด้าน AI ของอังกฤษกล่าวว่า การหารือมุ่งเน้นไปที่ความรับผิดชอบของบริษัทต่าง ๆ ในการทำให้มั่นใจว่า AI ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชน และการประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการหารืออย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับบทบาทของอังกฤษในการสนับสนุนการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ

การพบปะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการหารือเรื่อง ความปลอดภัยของ AI และการกำกับดูแลเทคโนโลยี ในช่วงที่ AI มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังมีข้อถกเถียงในระดับนานาชาติว่า อุตสาหกรรมควรกำกับดูแลตัวเองมากน้อยเพียงใด หรือควรมีรัฐบาลเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์เพิ่มเติม.

ที่มา : channelnewsasia

ฝนตกหนัก น้ำท่วมดินถล่มภาคเหนือ-ภาคกลางตอนบนของเวียดนาม ดับ 3 ศพ

ฝนตกหนัก น้ำท่วมดินถล่มภาคเหนือ-ภาคกลางตอนบนของเวียดนาม ดับ 3 ศพ

18 ก.ย. 2569 08:13 น.

ฝนตกหนัก น้ำท่วมดินถล่มภาคเหนือ-ภาคกลางตอนบนของเวียดนาม ดับ 3 ศพ

ฝนตกหนักทำให้หลายพื้นที่ทางภาคเหนือ และภาคกลางตอนบนของเวียดนามเผชิญน้ำท่วม บ้านเรือนกว่า 16,000 หลังจมเสียหาย ดินถล่มคร่าชีวิตประชาชนไป 3 ศพ ขณะเส้นทางคมนาคมหลายสายถูกตัดขาด

วันที่ 18 กันยายน 2569 สำนักงานจัดการภัยพิบัติและเขื่อนของเวียดนาม รายงานว่า ฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้แม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำเพิ่มสูงจนอยู่ในระดับอันตราย ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ จากเหตุดินถล่มในจังหวัดฟู้เถาะ  

รายงานข่าวระบุว่า บ้านเรือนถูกน้ำท่วมทั้งหมด 16,310 หลัง ในจังหวัดแทงฮวา นิงห์บิ่ง  กรุงฮานอย  เหงะอาน  และฟู้เถาะ  นอกจากนี้ยังเกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรกว่า 140,000 ไร่  โดยสถานการณ์น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อกรุงฮานอย โดยระดับน้ำในบางพื้นที่ลึกเกือบ 1 เมตร ทำให้การจราจรติดขัด โรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องปิดเรียนหรือเปลี่ยนเป็นการเรียนออนไลน์ ขณะที่ทางการระดมกำลังทหารหลายร้อยนายเข้าช่วยประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ขณะที่บางพื้นที่มีการอพยพประชาชนออกจากจุดเสี่ยง

สำหรับเส้นทางรถไฟสายฮานอย-นครโฮจิมินห์ถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 1 เมตร ส่งผลให้ต้องขนส่งผู้โดยสารทางถนนเพื่อข้ามพื้นที่น้ำท่วม ขณะเดียวกัน ทางการเวียดนามสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามระดับน้ำในแม่น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก โดยให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง

ทางด้านศูนย์พยากรณ์อุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติ เตือนว่า หลายพื้นที่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง และบางจังหวัดทางตอนกลางอย่างดั๊กลักและคั้ญฮหว่า อาจมีฝน 20-50 มิลลิเมตร และบางจุดมากกว่า 80 มิลลิเมตร เสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม.

ที่มา AP

ระทึก! เครื่องบินขับไล่ F-16 ของสหรัฐฯ ตกกลางทุ่งขณะฝึกบิน นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด

ระทึก! เครื่องบินขับไล่ F-16 ของสหรัฐฯ ตกกลางทุ่งขณะฝึกบิน นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด

18 ก.ย. 2569 08:04 น.

ระทึก! เครื่องบินขับไล่ F-16 ของสหรัฐฯ ตกกลางทุ่งขณะฝึกบิน นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด

เครื่องบินขับไล่ F-16 ของสหรัฐฯ ตกระหว่างการฝึกบินในรัฐมิชิแกน นักบินดีดตัวออกจากเครื่องได้ทัน ก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่ชาวบ้านได้ยินเสียงระเบิดสนั่นและมีกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ปกคลุมท้องฟ้า

เหตุระทึกเกิดขึ้นในพื้นที่ชนบทของรัฐมิชิแกน ระหว่างการฝึกบินตามปกติเมื่อวันพฤหัสบดี เคราะห์ดีที่นักบินสามารถดีดตัวออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อรับการรักษา

จ่าสิบเอกเดเร็ก กูเทียร์เรซ เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองบินขับไล่ที่ 149 เปิดเผยว่า เครื่องบินลำดังกล่าวมาจากรัฐเท็กซัส และกำลังเข้าร่วมการฝึกที่ฐานทัพของกองกำลังพิทักษ์ชาติ ในเมืองอัลพีนา ทางตอนเหนือของรัฐมิชิแกน ห่างจากเมืองดีทรอยต์ประมาณ 305 กิโลเมตร

กองทัพยังไม่เปิดเผยชื่อของนักบิน รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ โดยระบุว่าเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ตามนโยบายของกองทัพ

หลังเกิดเหตุมีภาพและคลิปที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ แสดงให้เห็นกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า จากจุดเกิดเหตุ

เวนดี โซเบ็ก ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เล่าว่า เธอและสามีได้ยินเสียงดังสนั่นจากบริเวณถนนใกล้บ้าน จนตอนแรกคิดว่าเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก่อนจะเห็นกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ จึงให้สามีขับรถกระบะออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ จึงพบเศษซากเครื่องบินกระจายอยู่ในทุ่ง และยังได้ยินเสียงระเบิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม.

ที่มา : AP 

ราคาน้ำมันลง 1% แต่ยังเกิน 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เฝ้าระวังปัญหาอุปทาน

ราคาน้ำมันลง 1% แต่ยังเกิน 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เฝ้าระวังปัญหาอุปทาน

18 ก.ย. 2569 06:05 น.

ราคาน้ำมันลง 1% แต่ยังเกิน 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เฝ้าระวังปัญหาอุปทาน

ราคาน้ำมันโลกลดลงเล็กน้อยที่ราว 1% หลังซาอุดีอาระเบียเตรียมส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาภาวะสินค้าขาดแคลน แต่ราคายังคงอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพราะสงครามยังคงคุกรุ่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.ย. 2569 ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดตลาดซื้อขายในวันพฤหัสบดีโดยลดลง 1.01 ดอลลาร์ (0.95%) ปิดที่ 104.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ลดลง 52 เซนต์ (0.5%) ปิดที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันลดลงเล็กน้อยหลังจากตลาดรับข่าวว่า ซาอุดีอาระเบียเสนอขายน้ำมันดิบเพิ่มเติมแก่โรงกลั่นในเอเชียผ่านการถ่ายโอนเรือสู่เรือนอกชายฝั่งโอมาน และกำลังเร่งซ่อมแซมท่อส่งน้ำมัน East-West ที่ถูกกลุ่มฮูตีในเยเมนโจมตี ให้กลับมาใช้งานได้ครึ่งหนึ่งภายในไม่กี่วัน

อย่างไรก็ตาม ราคายังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างเหนียวแน่นเนื่องจากตลาดจริงยังคงตึงตัว ขณะที่ตลาดน้ำมันดีเซลกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดีเซลในยุโรปและสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นจนทำสถิติสูงสุดใหม่

แม้การขนส่งน้ำมันผ่านโอมานจะช่วยคลายความกังวลชั่วคราว แต่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ลดลงและความตึงเครียดในทะเลแดงยังเป็นปัจจัยจำกัดไม่ให้ราคาน้ำมันปรับลดลงไปมากกว่านี้

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินต่างๆ เช่น JPMorgan และ EIA ประเมินว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดและการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีข้อยุติทางทหารหรือทางการทูต ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มจะทรงตัวอยู่ในกรอบ 90 – 100+ ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : euronext

สหรัฐฯ ยืนยัน อนุญาตให้ผู้แทนอิหร่าน ร่วมประชุม UN ในนิวยอร์กได้

สหรัฐฯ ยืนยัน อนุญาตให้ผู้แทนอิหร่าน ร่วมประชุม UN ในนิวยอร์กได้

18 ก.ย. 2569 05:37 น.

สหรัฐฯ ยืนยัน อนุญาตให้ผู้แทนอิหร่าน ร่วมประชุม UN ในนิวยอร์กได้

ทางการสหรัฐฯ ยืนยันว่า คณะผู้แทนจากอิหร่านจะได้รับอนุญาตให้เดินทางมาร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์กได้ แต่ผู้แทนปาเลสไตน์จะถูกห้ามเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย. 2569 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกายินยอมให้คณะผู้แทนจากประเทศอิหร่านเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ซึ่งจะจัดขึ้นที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์หน้าได้ แม้ว่าสงครามจะดำเนินเข้าสู่เดือนที่เจ็ดแล้วก็ตาม

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ยืนยันว่า การอนุญาตดังกล่าวครอบคลุมถึง นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านด้วย

“เพื่อให้สอดคล้องกับพันธะในฐานะประเทศเจ้าภาพ คณะผู้แทนหลักจากรัฐบาลอิหร่านจะสามารถเข้าร่วมการประชุมระดับสูงประจำปีของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติมว่า คณะผู้แทนในปีนี้จะมีขนาดเล็กกว่าปีที่แล้ว รวมถึงต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเดินทาง และถูกห้ามซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยรวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ทั้งนี้ การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่การเดินเรือสินค้ายังคงถูกจำกัดทั้งในช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบาบเอลมันเดบ นอกชายฝั่งเยเมน ซึ่งกลุ่มกบฏฮูตีได้เข้ายึดครองพื้นที่ไว้

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากแหล่งข่าวยืนยันเมื่อวันพุธว่า วอชิงตันปฏิเสธการออกวีซ่าเข้าเมืองให้แก่ นายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ UN ซึ่งนับเป็นปีที่สองติดต่อกันที่สหรัฐฯ ดำเนินการเช่นนี้

มาตรการดังกล่าวซึ่งเริ่มนำมาใช้โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้ผู้นำปาเลสไตน์ ซึ่งมักเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ UN เป็นประจำ ต้องกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้นำโลกผ่านทางวิดีโอแทน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์โดยไม่ได้เอ่ยชื่อนายอับบาสโดยตรงว่า ทางการจะปฏิเสธการออกวีซ่าแก่สมาชิกองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) และเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA)

แถลงการณ์ระบุว่า สาเหตุเกิดจาก “ความล้มเหลวในการปฏิรูปองค์กร ซึ่งขัดต่อข้อตกลงที่ให้ไว้กับสหรัฐฯ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมที่บ่อนทำลายโอกาสในการบรรลุสันติภาพอย่างต่อเนื่อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้นำแคนาดาตอบรับเป็น “สมาชิกสมทบ” ของ EU ลั่นไม่ได้สร้างขั้วอำนาจที่ 3

ผู้นำแคนาดาตอบรับเป็น “สมาชิกสมทบ” ของ EU ลั่นไม่ได้สร้างขั้วอำนาจที่ 3

18 ก.ย. 2569 02:36 น.

ผู้นำแคนาดาตอบรับเป็น “สมาชิกสมทบ” ของ EU ลั่นไม่ได้สร้างขั้วอำนาจที่ 3

ผู้นำแคนาดายืนยันว่า ไม่ได้ต้องการสร้างขั้วอำนาจที่สาม กรณีตอบรับคำชวนเป็นสมาชิกสมทบของ EU ขณะที่การเข้าเป็นสมาชิกจริงๆ อาจเผชิญอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งทางกฎหมายและเสียงต่อต้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.ย. 2569 ว่า นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีของประเทศแคนาดา ได้ตอบรับข้อเสนอจากนาง เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ที่เสนอให้แคนาดาเข้ามาเป็น “สมาชิกสมทบ” ประเทศแรกของสหภาพยุโรป (EU)

ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ วัตถุดิบขั้นวิชาการ เทคโนโลยี AI นวัตกรรม และการป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน และกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

ผู้นำแคนาดาย้ำว่าความร่วมมือนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างมหาอำนาจขั้วที่สามหรือต่อต้านใคร แต่เป็นการสร้างระบบพหุภาคีรูปแบบใหม่ระหว่างประเทศที่มีอุดมการณ์ตรงกัน โดยย้ำว่า “เราไม่ได้แสวงหาข้อตกลงแบบ zero-sum (ที่มีผู้ชนะและผู้แพ้)”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ ทั้งแคนาดาและ EU กำลังเผชิญกับสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษีจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

แคนาดาต้องการสร้างความเข้มแข็งและปกป้องอธิปไตยท่ามกลางกระแสการเมืองแบบชาตินิยมที่กำลังเติบโตทั้งในสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแสดงความต่อต้านแผนการของแคนาดากับ EU อย่างรุนแรง โดยขู่ว่าจะลงโทษด้วยการเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงมาก และอาจมองว่าความร่วมมือนี้เป็น “การกระทำที่เป็นปรปักษ์”

นอกจากนั้น แคนาดาอาจจะต้องเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมาย เนื่องจากการเป็นสมาชิกสมทบยังไม่มีแบบแผนทางกฎหมายที่ชัดเจน และจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากประเทศสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งคาดว่าการเจรจาจะใช้เวลานานและอาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เช่น เรื่องภาษีเหล็กกล้า

บางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส กังวลว่าการมอบสิทธิประโยชน์แก่ประเทศนอกกลุ่มมากเกินไป อาจกระตุ้นให้กลุ่มต่อต้าน EU ในประเทศตนเองใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกร้องให้ถอนตัวออกจาก EU ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนวางแผน เพิ่มงบประมาณกลาโหมทุบสถิติในปี 2570

ยูเครนวางแผน เพิ่มงบประมาณกลาโหมทุบสถิติในปี 2570

18 ก.ย. 2569 02:10 น.

ยูเครนวางแผน เพิ่มงบประมาณกลาโหมทุบสถิติในปี 2570

รัฐบาลยูเครนวางแผนทุ่มงบประมาณสูงถึง 2 ใน 3 ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดเพื่อการป้องกันประเทศในปี 2570 ท่ามกลางสงครามกับรัสเซียที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปีครึ่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.ย. 2569 ว่า ยูเครนวางงบประมาณด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศไว้ที่ระดับสถิติใหม่ 4.9 ล้านล้านฮริฟเนีย (ราว 3.65 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนราว 44% ของ GDP ประเทศ โดยประมาณ 1 ใน 3 ของงบป้องกันประเทศจะใช้เป็นเงินเดือนทหาร ส่วนที่เหลือจะเน้นนำไปจัดซื้อจัดหาจัดยุทโธปกรณ์และอาวุธ

รมว.กระทรวงการคลัง เซอร์กีย์ มาร์เชนโก ระบุว่า การจัดทำร่างงบประมาณนี้มุ่งใช้ทรัพยากรภายในทั้งหมดของรัฐเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับผู้รุกรานเป็นอันดับแรก

อย่างไรก็ตาม ยูเครนยังคงต้องการความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตร โดยรัฐบาลกรุงเคียฟยื่นขอความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)

นับตั้งแต่เริ่มถูกรุกรานในปี 2565 ยูเครนได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากพันธมิตรต่างชาติไปแล้วราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากความช่วยเหลือทางทหาร

ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กล่าวเตือนในรัฐสภาว่า จำเป็นต้องอนุมัติมาตรการที่ “ไม่อภิรมย์และไม่เป็นที่นิยม” เพื่อดึงดูดการเงินจากต่างชาติ เช่น การจัดเก็บภาษีพัสดุจากต่างประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ

ด้านรัสเซียมีการวางแผนใช้งบประมาณด้านการป้องกันประเทศในปี 2570 อยู่ที่ประมาณ 13.6 ล้านล้านรูเบิล (ราว 5.39 ล้านล้านบาท)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ สวีเดนลาออก หลังแพ้เลือกตั้งฝ่ายค้าน คะแนนห่างแค่ 50,000

นายกฯ สวีเดนลาออก หลังแพ้เลือกตั้งฝ่ายค้าน คะแนนห่างแค่ 50,000

18 ก.ย. 2569 01:46 น.

นายกฯ สวีเดนลาออก หลังแพ้เลือกตั้งฝ่ายค้าน คะแนนห่างแค่ 50,000

นายกรัฐมนตรีสวีเดนประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากผลอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งทั่วไปชี้ว่า กลุ่มการเมืองของเขาพ่ายแพ้ให้แก่กลุ่มฝ่ายค้านไปอย่างฉิวเฉียด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย. 2569 นายอูล์ฟ คริสเตอร์ซอน นายกรัฐมนตรีของประเทศสวีเดนประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาของเขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้แก่กลุ่มการเมืองฝ่ายกลางซ้าย ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน อย่างฉิวเฉียด

ผลคะแนนเบื้องต้นระบุว่า กลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดยนาง มักดาเลนา อันเดอร์ซอน จากพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (SDP) คาดว่าจะได้ที่นั่ง 176 ที่นั่ง จากทั้งหมด 349 ที่นั่งในรัฐสภาสวีเดน

ส่วนกลุ่มการเมืองฝั่งขวาของคริสเตอร์ซอนคาดว่าจะได้ 173 ที่นั่ง โดยมีผลต่างคะแนนเสียงรวมทั่วประเทศห่างกันเพียงประมาณ 50,000 คะแนนเท่านั้น จากจำนวนประชากรราว 10 ล้านคน ขณะที่ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะได้รับการประกาศในช่วงสุดสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ มักดาเลนา อันเดอร์ซอน หัวหน้าพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย มีแนวโน้มที่จะได้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และเริ่มเปิดการเจรจากับพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านอย่าง พรรคเลฟต์, พรรคเซนเตอร์ และพรรคกรีน เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

แต่การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอาจใช้เวลานาน เนื่องจากพรรคร่วมยังมีจุดยืนและความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในหลายประเด็น เช่น นโยบายภาษี โดยในอดีต สวีเดนเคยใช้เวลาเจรจาจัดตั้งรัฐบาลนานถึง 37 วันในปี 2568 และ 134 วันในปี 2561

ก่อนการเลือกตั้ง นายคริสเตอร์ซอนเคยสัญญาว่าจะให้ตำแหน่งรัฐมนตรีแก่พรรคประชาธิปไตยสวีเดน (SD) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดที่มีนโยบายต่อต้านผู้อพยพ หากเขาสามารถชนะการเลือกตั้งได้

อย่างไรก็ตาม พรรค SD กลับเสียคะแนนนิยมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าสู่รัฐสภาเมื่อปี 2553 โดยมีคะแนนลดลงประมาณ 3% เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc