‘กรวีร์’เดือดพลั่ก! ซัดพวกโจมตี ภท. บิดเบือนร่าง พรบ.SEC ยัดไส้กาสิโน ชี้แลนด์บริดจ์ คือโอกาสของภาคใต้

‘กรวีร์’เดือดพลั่ก! ซัดพวกโจมตี ภท. บิดเบือนร่าง พรบ.SEC ยัดไส้กาสิโน ชี้แลนด์บริดจ์ คือโอกาสของภาคใต้

‘กรวีร์’เดือดพลั่ก! ซัดพวกโจมตี ภท. บิดเบือนร่าง พรบ.SEC ยัดไส้กาสิโน ชี้แลนด์บริดจ์ คือโอกาสของภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

‘กรวีร์’ เดือดพลั่ก! ซัดกลุ่มปั่นข่าวโจมตี ‘ภท.’ บิดเบือนร่าง พ.ร.บ.SEC สอดไส้ ยันร่างกฏหมายไร้ ‘กาสิโน’ ไม่มีแม้แต่บรรทัดเดียว ยังไม่ได้เสนอเข้าสภาฯ ชี้ ‘ภาคใต้’ ต้องไม่เป็น ‘ลูกเมียน้อย’ ของการพัฒนาประเทศ 

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย  (ภท.) และ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “หยุดบิดเบือน พ.ร.บ. SEC”  ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มีความพยายามปล่อยข้อมูลบิดเบือน โยงร่าง “พ.ร.บ. SEC” เข้ากับเรื่อง “คาสิโน” เพื่อโจมตีพรรคภูมิใจไทยและสร้างความสับสนให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนภาคใต้ เมื่อมีการพูดซ้ำ ปั่นซ้ำ และบิดเบือนซ้ำ จนหลายคนเริ่มเข้าใจผิด จึงจำเป็นต้องออกมาพูดข้อเท็จจริงให้ชัดเจนตรงไปตรงมา

1. พรรคภูมิใจไทย “ไม่เอาคาสิโน” และในร่าง SEC ของพรรค “ไม่มีคาสิโนแม้แต่บรรทัดเดียว” ไม่มีคำว่า Entertainment Complex ไม่มีการให้สัมปทานคาสิโน
ไม่มีการซ่อนวาระอะไรทั้งสิ้น  สิ่งที่อยู่ในร่างกฎหมาย มีแต่เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การกระจายโอกาส และการยกระดับศักยภาพภาคใต้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นแล้วในภาคตะวันออก (EEC)

ส่วนข่าวที่พยายามโยงเรื่องคาสิโนนั้น เป็น “คนละร่าง คนละเรื่อง คนละฉบับ” แต่มีบางฝ่ายจงใจจับมาปั่นรวมกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องเดียวกันนี่ไม่ใช่การวิจารณ์อย่างสุจริต
แต่มันคือ “การบิดเบือนข้อมูลทางการเมือง”

2. ปัจจุบัน “ไม่มี” ร่าง พ.ร.บ. SEC อยู่ในสภาหลังการยุบสภาครั้งที่ผ่านมา ร่างกฎหมายทุกฉบับที่ยังพิจารณาไม่เสร็จถือว่า “ตกไปทั้งหมด”นั่นหมายความว่า ร่าง พ.ร.บ. SEC ของพรรคภูมิใจไทย “สิ้นสภาพไปแล้ว” วันนี้ในสภาชุดปัจจุบัน ไม่มีร่าง SEC ของพรรคภูมิใจไทยค้างอยู่ ยังไม่มีการเสนอเข้าสภา และยังไม่มีการพิจารณาใดๆทั้งสิ้นดังนั้น การพูดว่า “ภูมิใจไทยกำลังจะดัน SEC เพื่อเปิดคาสิโน” จึงเป็นข้อมูลเท็จอย่างชัดเจนคำถามคือ คนที่พูดนั้น “ไม่รู้จริง” หรือ “จงใจหลอกประชาชน”

3. ชัดเจนแล้วว่ากฎหมายที่ครม.ยืนยันกลับมาที่สภา ไม่มีร่าง พ.ร.บ. SEC รวมอยู่ด้วย แต่กลับมีบางกลุ่มพยายามสร้างภาพว่า กฎหมายกำลังจะผ่าน ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่มีอยู่เลย นี่คือปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยในบางยุคคือเอา “ข่าวปล่อย” มาแทนข้อเท็จจริงเอา “วาทกรรม” มาแทนข้อมูล เอา “ความรู้สึก” มาแแทน “ความจริงและหวังใช้ความกลัวของประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ประชาชนควรได้รู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ถูกชี้นำด้วยข้อมูลครึ่งๆกลางๆ

4. “แลนด์บริดจ์” คือโอกาสเศรษฐกิจของภาคใต้ ไม่ใช่วาทกรรมหลอกโจมตี โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องคาสิโน แต่คือการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ท่านนายกได้มอบหมายท่านรองเอกนิติให้ศึกษาความคุ้มค่า ความเป็นไปได้ และผลกระทบอย่างรอบด้าน ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน  พร้อมเน้นย้ำเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เพราะการพัฒนาที่ดี ต้องไม่ใช่การสั่งจากส่วนกลางโดยไม่ฟังเสียงคนในพื้นที่  สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยยืนยันมาตลอด คือภาคใต้มีศักยภาพมหาศาล ทั้งด้านการขนส่ง โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน
ที่สำคัญคนใต้ไม่ควรถูกเห็นค่าแค่ตอน “กาบัตร”แล้วปล่อยให้โอกาสทางเศรษฐกิจไหลผ่านไปอีกหลายสิบปีเหมือนที่ผ่านๆมา

5. ภาคใต้ต้องไม่เป็น “ลูกเมียน้อย” ของการพัฒนาประเทศอีกต่อไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนใต้จำนวนมากตั้งคำถามเหมือนกันว่า“เลือกตั้งไปแล้ว ทำไมภาคใต้ถึงพัฒนาช้ากว่าภาคอื่น?”พรรคภูมิใจไทยเข้ามาด้วยความเชื่อว่า ประเทศไทยจะเติบโตไม่ได้ หากยังปล่อยให้การพัฒนากระจุกอยู่แค่บางพื้นที่  ภาคใต้ไม่ใช่ชายขอบของประเทศแต่คือหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของไทยและความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนมอบให้เราไม่ใช่แค่คะแนนเสียงแต่มันคือ “ภารกิจ” ที่เราต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง เราจะผลักดันโอกาส ผลักดันการลงทุน ผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน และผลักดันอนาคตใหม่ให้คนใต้ ไม่ใช่ปล่อยให้ภาคใต้ถูกมองข้ามเหมือนที่ผ่านมา

การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิในระบอบประชาธิปไตยแต่การโกหก บิดเบือน และจงใจสร้างความเข้าใจผิด ไม่ใช่เสรีภาพทางการเมืองการเอา “ร่างกฎหมายที่ไม่มีอยู่ในสภา” ไปโยงกับ “คาสิโนที่ไม่เคยอยู่ในร่าง” แล้วนำมาปลุกกระแสโจมตีทางการเมือง นอกจากจะเป็นการ “มั่ว” แล้วยังสะท้อนการเมืองแบบเก่าที่หวังเอาข้อมูลผิดๆถูกๆมาหลอกประชาชนบ้านเมืองควรเดินหน้าด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่วาทกรรมเพราะประชาชนสมควรได้รับ “ความจริง” มากกว่า “การปั่นกระแส” ขอบคุณครับ

นายกฯ ไม่ขอยุ่งปม บิ๊ก มท. ซัดนัว หลัง ฟ้อง ‘ปลัด มท.’ โยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายกฯ ไม่ขอยุ่งปม บิ๊ก มท. ซัดนัว หลัง ฟ้อง 'ปลัด มท.' โยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายกฯ ไม่ขอยุ่งปม บิ๊ก มท. ซัดนัว หลัง ฟ้อง ‘ปลัด มท.’ โยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

นายกฯ บอก ไม่ยุ่งปมบิ๊ก มหาดไทยซัดนัวหลัง ‘ไชยวัฒน์-นฤชา’ จ่อเตรียมฟ้อง ปลัด มท. ต่อ ปม ก.พ.ค. มีมติโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย บอก ถ้าเข้าไปยุ่งจะเป็นการก้าวก่าย มั่นใจ ไม่กระทบการทำงานในกระทรวง

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมากกรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมว.มหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย โยกย้ายนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมิชอบ และทั้ง 2 คนจะฟ้องปลัดกระทรวงมหาดไทยจะส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่ ว่า ไม่มีเลย คนละเรื่อง ตรงนั้นเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ และเป็นเรื่องกรรมการ ก.พ.ค. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระ ซึ่งมติ ก.พ.ค.ออกมาอย่างไรผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถดำเนินการตามแนวทาง ตามขั้นตอนต่อไปได้ ซึ่งไม่มีอะไรเลยแม้แต่น้อยที่จะมากระทบการทำงานในกระทรวงมหาดมาไทย 

“เอาง่ายๆว่าผมไม่เกี่ยว ผมยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ ฉะนั้นทุกคนต้องทำตามนโยบาย ข้อสั่งการในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชน นี่คือสิ่งที่จะเกี่ยวข้องเท่านั้น” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีจะเป็นกาวใจให้ทั้ง 3 คนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตน อายุขนาดนี้แล้ว ถ้าเป็นกาวก็คงเป็นกาวที่หมดอายุแล้ว เป็นเรื่องของบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน ถ้าตนเข้าไปเกี่ยวจะกลายเป็นเรื่องงาน กลายเป็นก้าวก่าย ถ้ามันจะโดนก็จะโดนเรื่องก้าวก่าย ตนคงไม่อยากเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่อีกคน 

‘อนุทิน’ฮึ่ม! สั่งขยายผลหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม

'อนุทิน'ฮึ่ม! สั่งขยายผลหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม

‘อนุทิน’ฮึ่ม! สั่งขยายผลหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

“นายกฯ” รับรายงานจาก ผบ.ตร. เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงครามขับรถพลิกคว่ำแล้ว ย้ำ ต้องมีการขยายผลอย่างเข้มข้นหาตัวผู้เกี่ยวข้อง โยงขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ ขอเวลาให้ตำรวจ – ฝ่ายความมั่นคง ตรวจสอบ หลังถูกโยง BHQ 

เมื่อดวลา 14.20 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์พลิกคว่ำ ซึ่งมีผู้ขับเป็นชายชาวจีน ก่อนตรวจพบอาวุธสงคราม และวัตถุระเบิดเป็นจำนวนมาก ว่า ตนได้รับรายงานแล้ว แต่เป็นรายงานอย่างย่อจากทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ส่งข้อความมาตั้งแต่เกิดเหตุใหม่ๆ ตนก็ได้เน้นย้ำว่าให้มีการขยายผล และรับทราบถึงต้นเหตุของการกระทำเช่นนี้ให้ลึกที่สุด และให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด เข้มข้น หาต้นตอของปัญหานี้ให้ได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งว่าทำไมคนต่างชาติสามารถครอบครองอาวุธได้ ซึ่งตนก็ย้ำแล้วว่า ไม่มีแล้วใบอนุญาตในการพกปืนหรือพกอะไรต่างๆ โดยทุกวันนี้ใครที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ และพกพาอาวุธปืนไปไหนถือว่าผิดกฎหมายหมดแล้ว ซึ่งต้องระวังด้วย หากถูกจับขึ้นมาจะมีข้อหาอื่นๆ ตามมาอีกเยอะ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ใครที่พยายามมาบอกกับตนว่า ต้องออกใบอนุญาตเพิ่มหรือใดๆ ก็แล้วแต่ เพราะนี่ขนาดเราห้ามยังทำการอุกอาจขนาดนี้ 

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เราได้รับรายงานมาแล้ว หากไปเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวโยงกับบุคคลหรือกลุ่มคนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยกันเองหรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เราก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า อาวุธส่วนใหญ่ที่เป็นอาวุธสงคราม รวมถึงการตรวจสอบมือถือยังพบสิ่งที่คาดว่าจะเชื่อมโยงกับกลุ่ม BHQ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นี่เป็นสิ่งที่เราต้องรีบเร่งดำเนินการอย่างเฉียบขาด ซึ่งจะต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป เพราะจะมีเหตุผลไปยังเรื่องของฟรีวีซ่าอีกทั้งหลายทั้งปวง แต่ในขณะนี้ก็ขอให้ฝ่ายตำรวจและฝ่ายความมั่นคงได้ดำเนินการสอบสวนให้ได้รายละเอียดให้มากที่สุดก่อน

นายกฯ ยินดี ทักษิณพ้นเรือนจำ ยันยังเคารพ-ผูกพันเหมือนลูกเหมือนหลาน

นายกฯ ยินดี ทักษิณพ้นเรือนจำ ยันยังเคารพ-ผูกพันเหมือนลูกเหมือนหลาน

นายกฯ ยินดี ทักษิณพ้นเรือนจำ ยันยังเคารพ-ผูกพันเหมือนลูกเหมือนหลาน

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

นายกฯ ยินดี ‘ทักษิณ’ ออกเรือนจำ 11 พ.ค. นี้ บอก ยังเคารพเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ผูกพันเหมือนลูกเหมือนหลาน ชี้ กรุงเทพฯแคบแค่นี้คงมีโอกาสได้พบกัน ลั่น ไม่คิดไกลขนาดนั้นหลังสื่อถามการเมืองกระเพื่อมหรือไม่ 

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้พักโทษและออกจากเรือนจำ ในวันที่ 11 พ.ค. นี้ ว่า ตนก็เคารพนับถือ และเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาท่านมา 20 กว่าปี มีความผูกพันเหมือนลูกเหมือนหลาน ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวท่านด้วย 

เมื่อถามว่า จะมีโอกาสไปปรึกษาในเรื่องที่ นายทักษิณ มีความเชี่ยวชาญบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีข้อห้ามใดๆ แต่ตนว่าให้ท่านออกมา ให้ท่านได้ไปใช้ชีวิตกับครอบครัวของท่าน ยังไงกรุงเทพฯก็แคบอยู่แค่นี้ เดี๋ยววันใด วันนึงอาจมีโอกาสได้พบกัน ตามโอกาสต่างๆแล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้ที่ท่านจะออกมาใหม่ๆ ก็เหมือนยังคงเป็นการพักโทษอยู่ ซึ่งยังมีข้อจำกัดและยังคงไม่สะดวก ให้คนภายนอกครอบครัวไปพบ

เมื่อถามว่า ยังมีการวิเคราะห์ว่านายทักษิณจะไม่วางมือทางการเมือง และจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนไม่คิดไกลถึงขนาดนั้น ยังไงท่านก็เป็นคนที่ตนให้ความเคารพ 

อนุทิน ลั่นพ.ร.ก.กู้เงินฯประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้าย นายกฯเป็นผู้รับผิดชอบ

อนุทิน ลั่นพ.ร.ก.กู้เงินฯประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้าย นายกฯเป็นผู้รับผิดชอบ

อนุทิน ลั่นพ.ร.ก.กู้เงินฯประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้าย นายกฯเป็นผู้รับผิดชอบ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

“นายกฯอนุทิน” ลั่นพ.ร.ก.กู้เงินฯประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้าย นายกฯเป็นผู้รับผิดชอบ ยันจะสอดส่องดูแลใช้งบให้เกิดประโยชน์ต่อปชช. ไม่รั่วไหลแม้สตางค์แดงเดียว 

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.20 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึง พ.ร.ก.ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันเดียวกันนี้ ว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้ตนและนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รวมถึงรัฐมนตรีทั้งหลายที่กำกับดูแลใช้งบประมาณโดยตรงจะใช้ความเข้มงวดในการดำเนินการอย่างเต็มที่ เงินเหล่านี้เมื่อถูกใช้ก็จะถูกส่งตรงไปยังพี่น้องประชาชน ไม่มีโครงการอะไรต่างๆมาขั้นกลางกับสิ่งที่เราจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจนทำให้คุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ และปากท้องได้รับการแก้ไขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อถามว่าที่จะมีการนำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องศาลจะทำให้โครงการที่ใช้งบนี้สะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกฎหมายเลย เรื่องนี้ได้มีการโปรดเกล้าฯลงมาแล้ว และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันนี้แล้ว จากนี้ไปทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของตน 

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชกำหนดฉบับนี้ลงมาแล้ว ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นจากนี้ไปผมต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ จะดีจะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ผมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ก็หวังว่าทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์และและรับรองได้ว่า ไม่มีรั่วไหลแม้แต่สตางค์อย่างเดียว รัฐมนตรีทุกคนในครม.ของผมในฐานะที่ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าจะต้องมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ออกมา ก็จะช่วยกันสอดส่องดูแลในการใช้งบประมาณก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและพี่น้องประชาชน“ นายอนุทิน กล่าว 

ราชกิจจาฯประกาศ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน แก้ปัญหาผลกระทบวิกฤตพลังงาน

ราชกิจจาฯประกาศ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน แก้ปัญหาผลกระทบวิกฤตพลังงาน

ราชกิจจาฯประกาศ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน แก้ปัญหาผลกระทบวิกฤตพลังงาน

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569”

มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน ที่มีต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ การรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้หยุดชะงัก และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ รองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์ ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยมีมูลค่ารวมกันไม่เกินสี่แสนล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ ภายในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2570

มาตรา 4 ให้การกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้เป็นการกู้เงินตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

มาตรา 5 เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดังต่อไปนี้มิได้

(1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน

(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แผนงานหรือโครงการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้

มาตรา 6 การกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเท่าที่จำเป็นโดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืนประกอบด้วย ในกรณีจำเป็นคณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ปรับวงเงินกู้ที่กำหนดไว้ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้เพื่อการตามมาตรา 5 (1) หรือ (2)ก็ได้ แต่เมื่อรวมวงเงินกู้ทั้งหมดต้องไม่เกินสี่แสนล้านบาท

มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามมาตรา 5 และมาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเป็นกรรมการและเลขานุการ และผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นผู้ช่วยเลขานุการ โดยให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรับผิดชอบงานวิชาการและธุรการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด

การดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการตามพระราชกำหนดนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะต้องกระทำด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

มาตรา 8 ให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(1) พิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ก่อนเสนอ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติ

(2) กำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ และรายงานความก้าวหน้าต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยทุกสามเดือน

(3) กำหนดวงเงินสำหรับรายการเงินสำรองจ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้ เพื่อจัดเตรียมไว้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารโครงการตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี

(4) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามีมติตามมาตรา 6

(5) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย

(6) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

มาตรา 9 ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารและจัดการการกู้เงิน การเบิกจ่ายเงินกู้ การบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ การติดตามและการประเมินผลโครงการ การชำระหนี้ และการอื่นใดที่เกี่ยวกับการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ และให้นำกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาใช้บังคับด้วย โดยอนุโลม เว้นแต่คำว่าหน่วยงานของรัฐ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ทั้งนี้ นอกจากพระราชกำหนดนี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา 10 ภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดของการกู้เงิน วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ

มาตรา 11 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

อดิศร ร่ายกลอน ยินดีต้อนรับ ทักษิณ รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจชน ย้ำควรติด กำไร มิใช่ ติดกำไล EM ออกมา

อดิศร ร่ายกลอน ยินดีต้อนรับ ทักษิณ รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจชน ย้ำควรติด กำไร มิใช่ ติดกำไล EM ออกมา

อดิศร ร่ายกลอน ยินดีต้อนรับ ทักษิณ รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจชน ย้ำควรติด กำไร มิใช่ ติดกำไล EM ออกมา

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความ ผ่านแอพพลิเคชั่น x ถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังจะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พฤษภาคมนี้

โดยระบุว่า ควรติด“กำไร”มิใช่ “กำไล”ติด เป็นสิทธิ์ อันชอบธรรม ท่านทักษิณ สู่อิสรภาพ ฉาบชีวิน กฎเกณฑ์ ต้องตงฉิน และเที่ยงตรง…!!!

ยินดีต้อนรับ “รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจชน” ท่าน ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้มีคุณูปการต่อระบอบประชาธิปไตย ขวัญใจมหาชนคนรากหญ้า หัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่ชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด 377 เสียง จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ผู้ผลักดันโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ปราบยาเสพติดให้สิ้นซาก สร้างสนามบินสุวรรณภูมิแล้วเสร็จ ปฏิรูประบบราชการ ฯลฯ

สู่อิสรภาพ !!!!

อิสรภาพที่จะได้รับตามหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ ต้อง 100% มิใช่อิสรภาพที่มี “กำไล” เป็นของแถม
ตามระเบียบราชทัณฑ์ ต้องให้ “กำไร” มิใช่ติด “กำไล”

ให้ ”กำไร“ แด่อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้ปฏิบัติตนในเรือนจำ ครบถ้วนโดยระยะเวลา 2/3 ของโทษ อายุเกิน 70 ปี ไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณลดโทษ

กำไร ที่มอบให้ ดร.ทักษิณ คือ การเคารพอิสรภาพ 100%

เป็นการเคารพผู้ใหญ่ตามหลักอปริหานิยธรรม 7 ประการ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่งสอนไว้
ติด “กำไร” ดีกว่า “กำไล” อย่างแน่นอน…!!!

ควรติด “กำไร” มิใช่ “กำไล” ติด
เป็นสิทธิ์ อันชอบธรรม ท่านทักษิณ
สู่อิสรภาพ ฉาบชีวิน
กฎเกณฑ์ ต้องตงฉิน และเที่ยงตรง…!!!

สู่เสรีภาพ อิสรภาพ

จาก

สส.,รศ.พิเศษ ดร.อดิศร เพียงเกษ

9 พฤษภาคม 2569

ข่าวกรองได้ข้อมูลแล้ว หนุ่มจีนซุกคลังแสง รอรายงานนายกฯ

ข่าวกรองได้ข้อมูลแล้ว หนุ่มจีนซุกคลังแสง รอรายงานนายกฯ

ข่าวกรองได้ข้อมูลแล้ว หนุ่มจีนซุกคลังแสง รอรายงานนายกฯ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

ผอ.สำนักข่าวกรอง ยอมรับได้รับรายงานกรณีชายชาวจีน ขับรถบรรทุกอาวุธสงครามพลิกคว่ำ ตอบสั้น ๆ ขอรอแจ้งนายกฯก่อน

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ บน.6 นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ สภ.นาจอมเทียน จังหวัดชลบุรี เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์พลิกคว่ำ โดยพบผู้ขับรถเป็นชายชาวจีน และภายในรถตรวจพบอาวุธสงครามจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความมั่นคงหรือไม่ โดยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่าขอรายงานนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ก่อน พร้อมยอมรับว่าได้รับข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผอ.สำนักข่าวกรอง
ผอ.สำนักข่าวกรอง

ติดกำไล EM ‘ทักษิณ’ 11 พ.ค. นี้ ก่อนปล่อยตัวพักโทษรอบสอง

ติดกำไล EM 'ทักษิณ' 11 พ.ค. นี้ ก่อนปล่อยตัวพักโทษรอบสอง

ติดกำไล EM ‘ทักษิณ’ 11 พ.ค. นี้ ก่อนปล่อยตัวพักโทษรอบสอง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

แย้ม 11 พ.ค. “สนง.คุมประพฤติกทม.7” เข้าติดกำไลEM ให้’ทักษิณ’ ที่เรือนจำฯก่อนปล่อยตัวพักโทษ ยันมติ’คณะอนุกรรมการฯ’สั่งติดกำไลEM “ทักษิณ” จนกว่าจะพ้นโทษถือเป็นที่สิ้นสุด หลัง’นายกสมาคมทนายความฯ’ วิจารณ์แหลก แต่ “ทักษิณ” ยังมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอปลดกำไลหากจำเป็นรักษาพยาบาลหรือป่วยก่อนครบกำหนด 9 ก.ย.69 หรือได้รับอานิสงส์พระราชทานอภัยโทษหมู่ 

จากกรณีเมื่อวันที่ 29 เม.ย.69 คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ใน 859 ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไป และพ่วงเงื่อนไขติดกำไล EM จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 ขณะที่นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย มีบันทึกนายกสมาคมทนายความฯ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการพักโทษในวันที่ 11 พ.ค.69 โดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เห็นว่าอดีตนายกฯ มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 แต่มีเงื่อนไขว่า อดีตนายกฯ จะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการพักโทษคุมประพฤติ ซึ่งกรณีดังกล่าวแม้ว่าการติดกำไล EM เป็นหลักเกณฑ์ของการคุมประพฤติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี หรือจะไปก่อภยันอันตรายประการอื่นใด เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของสังคม ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับผู้ต้องหาหรือนักโทษในคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกสูง ขณะที่นายทักษิณ คงเหลือพักโทษเพียง 4 เดือน ประกอบกับเป็นผู้สูงอายุ 76 ปี มีโรคประจำตัว จากเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามติของคณะอนุกรรมการฯ อาจขัดกับหลักเจตนารมณ์ของกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ตามข้อ 44 ซึ่งหากคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาถึงหลักเกณฑ์อย่างเสมอภาคและยุติธรรมแล้ว ก็จะมีเหตุเชื่อได้ว่าอดีตนายกฯไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดกำไล EM ตลอดระยะเวลาการพักโทษแต่อย่างใดนั้น 

ทักษิณ

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติโดยเห็นว่าอดีตนายกฯ มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือน จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 นั้น มติของคณะอนุกรรมการฯเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ถือเป็นมติถึงที่สุดแล้ว จะไม่มี เหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เพราะคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และคุณสมบัติของผู้ต้องขังตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้อย่างครบถ้วน 

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับกำหนดการติดกำไลEM ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 จะเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อติดกำไล EM ให้แก่อดีตนายกฯ และแจ้งเรื่องขั้นตอนการใช้งานอุปกรณ์กำไล EM พร้อมกับดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆ ทั้งนี้ เนื่องจากเรือนจำกลางคลองเปรม อยู่ในพื้นที่เขตจตุจักร จึงอยู่ในเขตรับผิดชอบของสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ส่วนการรายงานตัวรับทราบเงื่อนไข หลักการปฏิบัติตนระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือนนั้น ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ 11 พ.ค.69-13 พ.ค.69 นายทักษิณ จะต้องเดินทางไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเขตบางพลัด เพราะ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ตามที่ผู้อุปการะของนายทักษิณได้แจ้งไว้ โดยนายทักษิณจะต้องไปรับทราบละเอียดทั้งหมด ทั้งนี้ เนื่องด้วยนายทักษิณเหลือระยะเวลาการคุมประพฤติเพียง 4 เดือน หรือจนถึงวันที่ 9 ก.ย.69 ดังนั้น การรายงานตัวของนายทักษิณกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 จะเกิดขึ้นเดือนละครั้ง รวมเป็นรายงานตัวทั้งสิ้น 4 ครั้ง หรือหากจะเป็นกรณี 2 เดือนค่อยรายงานตัว 1 ครั้ง ก็จะเป็นเรื่องที่ทางเจ้าหน้าที่คุมประพฤติกับผู้ถูกคุมประพฤติจะพูดคุยประสานงานกัน อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปเมื่อครั้งการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษฯ ก่อนหน้านี้ พบว่านายทักษิณได้มีการรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพ มหานคร 1 ครบทุกครั้ง ไม่มีปัญหาใด ๆ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า สำหรับนายทักษิณ ถือเป็นผู้ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษเป็นการทั่วไป ดังนั้น การติดกำไล EM จะต้องถูกติดไปจนกว่าจะพ้นโทษ ในวันที่ 9 ก.ย.69 ซึ่งก็เป็นไปตามมติของอนุกรรม การเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลง โทษ ส่วนการจะขอปลดกำไล EM ระหว่างการคุมประพฤติ เนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพหรือเพื่อการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะเหตุจำเป็นต้องเข้าอุโมงค์เพื่อทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือการรักษาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องตรวจที่ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุความเข้มสูงนั้น ตามขั้นตอนปกติแล้ว หากผู้ถูกคุมประพฤติจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นครั้งคราว และติดอุปสรรคของกำไล EM ผู้ถูกคุมประพฤติสามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไล EM ชั่วคราวได้ โดยใช้เอกสารที่มีความเห็นของแพทย์ ที่ระบุชัดเจนเลยว่า “กำไล EM มันเป็นอุปสรรคในการรักษาพยาบาลจริง”

รวมถึงแจ้งเหตุความจำเป็นของการรับการรักษาพยาบาลอย่างครบถ้วน ในวันเวลาใดบ้าง เพื่อยื่นประกอบการพิจารณาให้แก่เจ้าหน้าที่คุมประพฤติเจ้าของสำนวนคุมประพฤติดังกล่าวได้ อาทิ กรณีของอดีตนายกฯ ก็จะต้องยื่นคำร้องไปยังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อจะได้ปลดกำไล EM เป็นการชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาพยาบาล ก็ต้องกลับมาติดกำไล EM ดังเดิม แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือป่วยติดเตียง หรือข้อเท้าเป็นแผลพุพอง หรือการติดกำไล EM ทำให้เผชิญปัญหาสุขภาพย่ำแย่ลง ทางผู้ถูกคุมประพฤติสามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไล EM แบบถาวรมายังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติได้เช่นเดียวกัน เพื่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติจะเสนอรายงานไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ แต่ก็จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฯ ว่าจะให้ปลดกำไล EM ระหว่างพักโทษคุมประพฤติด้วยเหตุทางด้านสุขภาพหรือการรับการรักษาพยาบาลตามที่ผู้ร้องยื่นคำขอหรือไม่ โดยจะเป็นชุดคณะอนุกรรมการฯ เดียวกันกับที่เคยมีมติให้ต้องติดกำไล EM ซึ่งถ้าคณะอนุกรรมการฯมีมติอย่างไร กรมคุมประพฤติก็มีหน้าที่ต้องทำตามมติของคณะอนุกรรมการฯทุกประการ

ทักษิณ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับเงื่อนไขการห้ามกระทำการใดๆ ระหว่างพักโทษคุมประพฤติในส่วนของนายทักษิณ พบว่ามติของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่นใด โดยเฉพาะเรื่องการเมืองก็ไม่ได้ระบุห้ามไว้ ยังคงเป็นเงื่อนไขปกติเหมือนกับผู้พักโทษรายอื่นทุกคน ประกอบด้วย 1.ต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติที่สำนักงานคุมประพฤติท้องที่ภายใน 3 วันนับแต่ได้รับการปล่อยตัว และต่อไปให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจนกว่าจะพ้นโทษ 2.ต้องพักอาศัยอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามบ้านเลขที่ที่แจ้งไว้และห้ามออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่ติดธุระสำคัญและต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานคุมประพฤติก่อน 3.ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับนั้น ต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง 4.ให้ประกอบอาชีพสุจริต หากเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง 5.ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด 6.ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน เสพยาเสพติด และกระทำความผิดขึ้นอีก 7.ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด 8.ห้ามเยี่ยมเยียนและติดต่อกับนักโทษที่ไม่ใช่ญาติซึ่งกำลังต้องโทษอยู่ และ 9.ต้องแสดงหนังสือสำคัญการปล่อยตัวต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือเจ้าพนักงานเรือนจำเมื่อมีการเรียกให้แสดง และหากหนังสือสำคัญการปล่อยตัวสูญหายให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยว่า สำหรับผู้ถูกคุมประพฤติ เงื่อนไขชัดเจนคือห้ามออกนอกเขตพื้นที่จังหวัด เว้นแต่มีกิจธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ทางผู้ถูกคุมประพฤติก็สามารถขออนุญาตเจ้าหน้าที่คุมประพฤติได้ โดยต้องระบุเหตุผลการไปสถานที่นั้น ๆ ว่าไปปลายทางคือที่ใด มีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ไประยะเวลากี่วัน เป็นต้น ส่วนถ้าจะเดินทางไปต่างประเทศระหว่างการคุมประพฤตินั้น ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าสถานะของผู้พักโทษคุมประพฤติ ก็ยังคงสถานะผู้ต้องขัง ยังไม่ใช่การพ้นโทษ ดังนั้น ผู้ต้องขังไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้  

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra

สส.ส้มโยง’หลานทักษิณ’ พันบริษัทฉาวที่ถูกสื่อนอกแฉ เป็นทางผ่านขายชิปให้จีน หลบเลี่ยงการแบนของสหรัฐ

สส.ส้มโยง'หลานทักษิณ' พันบริษัทฉาวที่ถูกสื่อนอกแฉ เป็นทางผ่านขายชิปให้จีน หลบเลี่ยงการแบนของสหรัฐ

สส.ส้มโยง’หลานทักษิณ’ พันบริษัทฉาวที่ถูกสื่อนอกแฉ เป็นทางผ่านขายชิปให้จีน หลบเลี่ยงการแบนของสหรัฐ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

จากกรณี สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานข่าว โดยอ้างแหล่งข่าวว่าบริษัท OBON Corp ที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ ถูกสงสัยว่ามีส่วนช่วยลักลอบนำเข้าเซิร์ฟเวอร์ Super Micro Computer มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบรรจุชิป Nvidia ขั้นสูงไปยังประเทศจีน

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟสบุ๊ค แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทของไทยที่ถูกสื่อต่างประเทศชื่อดังระบุว่า เป็นทางผ่านในการส่ง GPU ของ NVIDIA ไปยัง Alibaba เพื่อลบเลี่ยงการแบนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กับหลานชายของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นายอิสริยะ ระบุในโพสต์ดังกล่าวว่า  “บริษัทไทย OBON ทางผ่านขาย GPU สหรัฐให้จีน?

ข่าวเด่นของวงการไอทีโลกในรอบวันนี้คือ Bloomberg ออกมาแฉว่ามีบริษัทไทยแห่งหนึ่งเป็นทางผ่านในการส่ง GPU ของ NVIDIA ไปยัง Alibaba เพื่อลบเลี่ยงการแบนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

บริษัทแห่งนี้มีชื่อว่า OBON Corporation (อ่านว่า โอบีโอเอ็น) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับ Siam AI Cloud ที่เจ้าของคือ หลานชายทักษิณ

บริษัท Siam AI Cloud มีผู้ก่อตั้งและซีอีโอคือ รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ บุตรชายของเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวของอดีตนายกทักษิณ ซึ่งรัตนพลก็เคยนั่งเป็นซีอีโอของ OBON มาก่อนด้วย โดยเจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่าไม่เกี่ยวข้องกับ OBON แล้วหลังเขามาเปิดอีกบริษัทคือ Siam AI CLOUD 9

ในหน้าเว็บของ OBON ระบุว่าทำธุรกิจขายส่งฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอุปกรณ์เครือข่าย ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าบอกว่าจดทะเบียนในปี 2561 แต่ส่งงบถึงแค่ปี 2566 มีรายได้ปีสุดท้าย 29 ล้านบาท ขาดทุน 8.7 ล้านบาท ชื่อกรรมการมีคนเดียวคือ นายณฐพล องค์มรกต ซึ่งค้นหาดูแล้วไม่มีชื่อปรากฏต่อสาธารณะว่าทำอะไรมาบ้าง 

อีกจุดที่น่าสนใจคือมีทุนจดทะเบียนสูงถึง 100 ล้านบาท แต่ถ้ามองว่าอดีตซีอีโอ (และน่าจะเป็นอดีตกรรมการ) คือหลานทักษิณ ก็พอเข้าใจได้ว่ามีทุนจดทะเบียนได้มากพอ (บริษัท Siam AI มีทุนจดทะเบียน 950 ล้านบาท)

จากการสอบสวนของ Bloomberg บอกว่า เซิร์ฟเวอร์ถูกผลิตจากบริษัทไต้หวัน Super Micro ที่เพิ่งมีข่าวฉาวเรื่องการลักลอบขายฮาร์ดแวร์ให้จีนจนซีอีโอต้องลาออก แล้วขายเข้าไทยมายังบริษัท OBON ระหว่างปี 2024-2025 เป็นมูลค่าสูงถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 8 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ OBON บริษัทโนเนมของไทยกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับ 11 ของ Super Micro อยู่ช่วงหนึ่งด้วย 

ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลว่าเซิร์ฟเวอร์มันขายผ่าน OBON มาได้อย่างไร ลงรายได้กันอย่างไร เพราะงบมีถึงแค่ปี 66 

สิ่งที่เรารู้แน่ๆ คือ OBON มีความเชื่อมโยงกับ Siam AI Cloud และเป็นผู้ส่งเครื่องต่อไปให้ Siam AI Cloud จริง ในเอกสารข่าวแจกของ OBON เมื่อปี 2024 (2567) เขียนไว้ชัดเจนว่า OBON กำลังสร้างคลัสเตอร์ที่ใช้ชิป NVIDIA H100 ให้กับ Siam AI Cloud และระบุที่อยู่เว็บไซต์ของ OBON เป็น siam.ai (ไม่ใช่ obon.co.th ซึ่งมีเว็บไซต์แยกกันอยู่ก่อนแล้ว)

นักข่าวของ Bloomberg ยังบอกว่าลงสำรวจพื้นที่สำนักงานของ OBON ย่านพัฒนาการ มีป้ายชื่อบริษัท Siam AI ในตึกเดียวกัน แต่ไม่มีชื่อของ OBON อยู่ในรายชื่อผู้เช่าตึก

ในการเปิดตัวบริษัท Siam AI Cloud เมื่อปี 2567 เป็นงานใหญ่ระดับชาติ เพราะบริษัทหน้าใหม่ที่เพิ่งจดทะเบียนเดือนมกราคม 2567 ไม่เคยมีผลงานใดๆ มาก่อน กลับสามารถเชิญ Jensen Huang ซีอีโอของบริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA มาร่วมงานได้

ผมอยู่ในงานเปิดตัวรอบนั้นด้วย ก็พบว่าเป็นงานที่มีผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น อดีตนายกทักษิณ หรือมหาเศรษฐีใหญ่ของประเทศไทย ทั้งเจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ ที่มาพร้อมลูกชาย 2 คน (สุภกิต-ศุภชัย), ฐาปน สิริวัฒนภักดี ลูกชายของกลุ่ม Thai Beverage, สารัชถ์ รัตนาวะดี แห่ง Gulf

ถ้าดูบริบทการเมืองในตอนนั้นที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล นายกรัฐมนตรีชื่อเศรษฐา ทวีสิน (ประมาณ 4 ก่อนเศรษฐาหลุดจากตำแหน่ง) ก็พอเข้าใจได้ว่าการเปิดตัว Siam AI ในฐานะ “ธุรกิจใหม่” ของตระกูลชินวัตร ที่เป็นธุรกิจไฮเทคก้าวทันโลกตามที่อดีตนายกทักษิณถนัด จะต้องเป็นงานใหญ่ระดับประเทศ มีแขกระดับผู้หลักผู้ใหญ่เข้าร่วมกันมากมาย

อย่างไรก็ตาม ตัวโมเดลธุรกิจของ Siam AI Cloud ก็มีประเด็นที่น่าตั้งคำถามหลายข้อ เริ่มจากความสามารถในการทุ่มซื้อ GPU ของ NVIDIA ราคาแพงมหาศาล และทั้งโลกกำลังแย่งกันซื้อ การเป็นบริษัทหน้าใหม่ของวงการไม่น่าจะสามารถทำเองได้เพียงลำพัง (แม้มีเงินมากขนาดไหนก็ตาม) คงต้องใช้พลังคอนเนคชั่นระดับเทพด้วยเช่นกัน

คำถามถัดมาคือ ทุ่มซื้อ GPU แล้วเอามาทำอะไรต่อ? จากข่าวที่ปรากฏช่วงหลังจากนั้น Siam AI Cloud ได้เซ็นสัญญากับธุรกิจยักษ์ใหญ่ของไทยจำนวนมาก เช่น กลุ่ม CP/True หรือกลุ่ม Gulf (ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่เจ้าสัวทั้งสองรายมาปรากฏตัวในงาน) เพื่อให้บริการเช่าใช้งาน GPU ต่อด้วย อันนี้ด้วยคอนเนคชั่นระดับเทพของกลุ่มชินวัตรก็ไม่น่าแปลกใจที่ Siam AI สามารถเจรจากับกลุ่มทุนใหญ่ๆ ของไทยได้โดยง่าย

แต่คำถามที่ผมยังสงสัยต่อไปก็คือ การทุ่มเงินขนาดนี้เพื่อให้บริการเช่าใช้งาน GPU มันเป็นโมเดลธุรกิจคุ้มค่าจริงหรือ เพราะเราเห็นข่าวบริษัทไอทีระดับโลกทุ่มทุนซื้อ GPU กันมหาศาลกว่านั้นมาก เป็นระดับแสนล้านหรือเกินล้านล้านบาทไทย แถมบริษัทระดับโลกเหล่านี้ก็ไม่สามารถ “ทำเงิน” จากการให้เช่า GPU ได้โดยตรงเท่าไรนัก อย่างที่เราเห็นข่าวกันว่าบริษัท AI ล้วนขาดทุนหนักๆ กันถ้วนหน้า ที่ยังอยู่ได้ในปัจจุบันก็เป็นเพราะมีเงินจากนักลงทุน VC หรือมีเงินมหาศาลจากธุรกิจอื่น (เช่น กูเกิลมีรายได้มหาศาลจากโฆษณา) มาช่วยอุ้มไว้เท่านั้น

นี่จึงนำไปสู่ข้อสงสัยสุดท้ายของผมว่า หรือจริงๆ แล้วการเล่นใหญ่ทุ่มซื้อ GPU มาให้บริษัทใหญ่ๆ ในไทยเช่าใช้งาน มันเป็นแค่ฉากหน้าที่ดูดี แต่โมเดลธุรกิจของจริงมันเรียบง่ายกว่านั้นมาก นั่นคือเป็นทางผ่านขาย GPU ไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนที่มีเงินสดพร้อมจ่ายค่า GPU ให้ทันที ไม่ต้องรอไปทำกำไรจากค่าเช่าในภายหลัง

พรรคประชาชนจะใช้กลไกของรัฐสภา ตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไปครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโพสต์ดังกล่าวของ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน มีการแชร์ออกไปจำนวนมาก รวมทั้ง นส.รัชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน รวมทั้งนักวิชาการที่สนับสนุนพรรคประชาชน อาทิ สฤณี อาชวานันทกุล ด้วย

สำหรับนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ (มาร์ค) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สื่อออนไลน์ และอดีตผู้บริหาร LINE MAN Wongnai ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Blognone และ Brand Inside โดยในช่วงต้นปี 2569 ได้เข้าสู่แวดวงการเมืองในฐานะผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ 

ภาพจากเฟซบุ๊ก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์