เนปาลเล็งใช้ผลวิจัยใหม่ เบิกเงินเยียวยาจากกองทุนโลกร้อน UN

เนปาลเล็งใช้ผลวิจัยใหม่ เบิกเงินเยียวยาจากกองทุนโลกร้อน UN

17 ก.ย. 2569 23:10 น.

เนปาลเล็งใช้ผลวิจัยใหม่ เบิกเงินเยียวยาจากกองทุนโลกร้อน UN

เนปาลเตรียมใช้ผลการศึกษาใหม่เกี่ยวกับเหตุน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มเมื่อเดือนสิงหาคม เพื่อขอเงินเยียวยาหลายสิบล้านดอลลาร์จากกองทุนความเสียหายจากโลกร้อนของสหประชาชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.ย. 2569 ว่า เนปาลเตรียมใช้รายงานวิจัยใหม่เป็นหลักฐานสำคัญในการขอรับเงินเยียวยาประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนเพื่อการสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage Fund – LDF) ของสหประชาชาติ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ธิเบตส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,400 ศพ และยังคงสูญหายอีกกว่า 6,150 ราย บ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานเสียหายเป็นจำนวนมาก

ผู้นำเนปาลประเมินว่าต้องใช้งบประมาณฟื้นฟูประเทศสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนายกรัฐมนตรี บาเลนทรา ชาห์ เตรียมนำเรื่องนี้เข้าสู่วาระประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ในสัปดาห์หน้าเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมทางภูมิอากาศ

งานวิจัยจากกลุ่ม World Weather Attribution (WWA) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากฝีมือมนุษย์เป็นปัจจัยร่วมสำคัญที่ทำให้เกิดหินและน้ำแข็งพังทลายจากยอดเขา “ลังตัง-ลิรุง” (Langtang Lirung) บนเทือกเขาหิมาลัย

รายงานชี้ว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน ทั้งอุณหภูมิในพื้นที่ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่สูงขึ้นราว 1.5 องศาเซลเซียส ขณะที่ธารน้ำแข็งบางลงเฉลี่ยปีละ 0.5 เมตร รวมถึงมีหิมะตกหนักสะสมในปีก่อนหน้า ซึ่งส่งผลให้ชั้นหินและธารน้ำแข็งขาดความมั่นคง

นอกจากนี้ แผ่นดินไหวขนาด 7.8 เมื่อปี 2558 ก็อาจมีส่วนทำให้โครงสร้างหินในพื้นที่อ่อนแอลงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การขอเงินเยียวยาของเนปาลอาจเผชิญข้อจำกัดของกองทุน LDF เนื่องจากปัจจุบันมีเกือบ 120 ประเทศที่ยื่นขอเงินเยียวยารวมมูลค่ากว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กองทุนมีเงินพร้อมจัดสรรจริงไม่ถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเจ้าหน้าที่กองทุนจะประชุมตัดสินใจว่าจะอนุมัติคำขอของเนปาลหรือไม่ในเดือนธันวาคมนี้

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้รายงานของ WWA จะแสดงหลักฐานชัดเจนมากว่า ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศคือปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภัยพิบัติดังกล่าว แต่กระบวนการทางธรรมชาติในพื้นที่ภูเขาสูงยังมีความซับซ้อน และยังไม่สามารถระบุกลไกการเกิดเหตุได้อย่างสมบูรณ์ 100% ทำให้อาจขออนุมัติงบประมาณไม่สำเร็จ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บังกลาเทศอ่วม โรคหัดระบาดหนัก เด็กดับแล้วกว่า 1,000 ราย

บังกลาเทศอ่วม โรคหัดระบาดหนัก เด็กดับแล้วกว่า 1,000 ราย

17 ก.ย. 2569 22:12 น.

บังกลาเทศอ่วม โรคหัดระบาดหนัก เด็กดับแล้วกว่า 1,000 ราย

จำนวนเด็กที่เสียชีวิตจากโรคหัดที่กำลังระบาดในบังกลาเทศ เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 1,000 ศพแล้ว ขณะที่ผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อกำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน ซึ่งทางการกำลังเร่งแคมเปญฉีดวัคซีนให้เด็ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.ย. 2569 ว่า บังกลาเทศกำลังเผชิญการระบาดอย่างหนักของโรคหัด โดยมีเด็กเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 1,000 ศพ ขณะที่ผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อรายใหม่กำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน แม้ว่ารัฐบาลจะดำเนินแคมเปญฉีดวัคซีนฉุกเฉินแล้วก็ตาม

ปัจจุบันมีเด็กในบังกลาเทศมากกว่า 19.8 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดไปแล้ว แต่ยังมีรายงานผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นวันละกว่า 1,000 ราย ขณะที่ตัวเลขอย่างเป็นทางการของรัฐบาลชี้ว่า มีผู้ติดเชื้อโรคหัดแล้วมากกว่า 194,000 ราย นับตั้งแต่เดือนมีนาคม

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า บังกลาเทศกลายเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยโรคหัดสูงที่สุดในโลกในปีนี้ แม้ก่อนหน้านี้จะมีความก้าวหน้าอย่างมากในการกำจัดโรคก็ตาม

ด้านสาเหตุและปัจจัยเร่งการระบาด รายงานระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเป็นเด็กที่ไม่เคยได้รับวัคซีน และ 10% เป็นเด็กทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน โดยความหนาแน่นของประชากรสูงถึง 178 ล้านคน ร่วมกับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ทำให้เด็กเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้ง่าย

องค์การยูนิเซฟ (Unicef) ชี้ว่ารัฐบาลชั่วคราวชุดก่อนสั่งซื้อวัคซีนล่าช้าจากการเปลี่ยนคู่ค้า ส่งผลให้เกิดภาวะวัคซีนขาดแคลน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขติงว่าการฉีดวัคซีนฉุกเฉินรอบแรกยังไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกช่วงอายุ

นอกจากนั้น โรงพยาบาลหลายแห่งมีผู้ป่วยแน่นจนต้องนอนตามพื้น และบางแห่งรับผู้ป่วยเกินความจุมากกว่าสองเท่า เพิ่มความเสี่ยงที่โรคจะแพร่กระจาย

ยูนิเซฟกับรัฐบาลบังกลาเทศเตรียมยกระดับการรณรงค์ฉีดวัคซีนเชิงรุกในวันที่ 26 ก.ย.นี้ เพื่อเข้าถึงเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ โรคหัดเริ่มกลับมาระบาดอีกครั้งในหลายประเทศไม่ใช่แค่ในบังกลาเทศ เช่น สหราชอาณาจักรซึ่งสูญเสียสถานะประเทศที่กำจัดโรคหัดได้ไปแล้วในปีนี้ และสหรัฐอเมริกาที่มีรายงานจำนวนผู้ป่วยโรคหัดเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เปิด ไฮไลต์ภารกิจ 3 ประเทศ นายกฯ ร่วมประชุม UNGA81-พบผู้นำโลก-หารือเอกชน

18 กันยายน 2569 เวลา 17:04 น.

“ไฮไลต์ภารกิจ 3 ประเทศ” นายกฯ ร่วมประชุม UNGA81 -พบผู้นำโลก- หารือเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของคนไทย ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์ไทยขอบคุณนายก ฯ นำทีมโรดโชว์ สร้างความน่าสนใจและโอกาสตลาดทุนไทย

วันที่ 18 ก.ย.69 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภารกิจสำคัญของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรว่า เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะร่วมแสดงจุดยืนต่อประชาคมโลกและพบปะหารือกับผู้นำประเทศ ภาคีต่างประเทศ ภาคเอกชน นักลงทุน ของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งนายกรัฐมนตรีตั้งใจจะใช้โอกาสนี้และเวทีนี้ สื่อสารทิศทางของไทยต่อการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการลงทุนในประเทศไทย โดยจะมีผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมคณะด้วย

โฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 นายกรัฐมนตรีจะนำเสนอบทบาทไทยในฐานะประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก ย้ำให้เห็นว่า ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กก็สามารถร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างสร้างสรรค์ และไทยก็มีจุดยืนในการส่งเสริมความร่วมมือและการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ระหว่างการเข้าร่วมประชุม นายกรัฐมนตรียังมีกำหนดการพบปะผู้นำและภาคีต่างประเทศ อาทิ ผู้นำภูฏาน อาร์เมเนีย และบังกลาเทศ รวมถึงเลขาธิการสหประชาชาติ รวมทั้งพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมเยี่ยมชมและลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วย

สำหรับการเดินทางเยือนญี่ปุ่นจะเป็นโอกาสในการพบหารือกับหน่วยงานและภาคส่วน “ทีมประเทศไทย” ผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ส่วนภารกิจระหว่างการเยือน สหราชอาณาจักร จะพบหารือบริษัทการเงินชั้นนำ เพื่อขยายโอกาสความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมตลาดทุนไทย

“นอกจากการพบหารือกับผู้นำหลายประเทศแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียังได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมชมและพูดคุยกับผู้บริหาร Google ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศตลอดจนโอกาสและสิทธิประโยชน์ที่จะดึงดูดอุตสาหกรรมดิจิทัล ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมภารกิจ. นายเอกภพ ฯ กล่าว

ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเดินทางร่วมคณะครั้งนี้ เปิดเผยภารกิจด้านตลาดทุนว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลเห็นโอกาสตลาดทุนไทย โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและพันธมิตรจะใช้โอกาสนี้จัดกิจกรรมให้นายกรัฐมนตรีพบปะนักลงทุนและสถาบันภาคเอกชนขนาดใหญ่ ทั้งในนครนิวยอร์กและกรุงลอนดอน อาทิ Bank of America และ Jefferies Group ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำ ขณะที่ การเยือนกรุงลอนดอนจะพบปะกับ UBS เพื่อนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจไทย สร้างความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือให้กับตลาดทุนไทย เพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

“การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงภารกิจด้านการประชุมระหว่างประเทศเท่านั้น แต่เป็นการใช้เวทีระหว่างประเทศสื่อสารจุดยืนของประเทศไทย ควบคู่กับการนำเสนอศักยภาพทางเศรษฐกิจ ตลาดทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยต่อผู้นำ ภาคเอกชน และนักลงทุนในต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่น เปิดโอกาสทางธุรกิจ และส่งเสริมการลงทุน เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” โฆษกรัฐบาลกล่าวทึ้งท้าย

นิพนธ์ นำคณะสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เยือนคุนหมิง เชื่อมความร่วมมือโดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล

18 กันยายน 2569 เวลา 17:01 น.

“นิพนธ์” นำคณะสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เยือนคุนหมิง เชื่อมความร่วมมือโดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล

วันที่ 18 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2569 ในฐานะแขกของ Mr. Jin Yunqiang เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเปิดโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการศึกษา

คณะเดินทางประกอบด้วย ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าจังหวัดสงขลา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนผู้แทนจากภาคธุรกิจและสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน

ภารกิจสำคัญของคณะ ได้แก่ การเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Limited ซึ่งดำเนินงานด้านโดรน อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และสุนัขหุ่นยนต์ พร้อมชมการสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์และแลกเปลี่ยนแนวทางประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ คณะมีกำหนดเยี่ยมคารวะ Mr. Li Zhen อุปนายกสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สาขายูนนาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลยูนนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

คณะยังมีกำหนดเยี่ยมชม China Unicom เพื่อศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การวางโครงข่ายเชื่อมโยงเอเชียใต้-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวางระบบพลังประมวลผลและศูนย์คอมพิวติ้งอัจฉริยะ ตลอดจนกรณีศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการผลิตอัจฉริยะในระดับสากล

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการเยี่ยมชมวิทยาลัยอาชีวศึกษาการกีฬามณฑลยูนนาน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาและเทคโนโลยีโดรน ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรและทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การเดินทางครั้งนี้จะช่วยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา พร้อมต่อยอดความร่วมมือที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

แพรวพราว! อนุทิน หัวเราะหลังสื่อบอก โรม ถามนายกฯ เกรงใจใคร สวนกลับ ไม่ได้เกรงใจโรม 

18 กันยายน 2569 เวลา 15:48 น.

อนุทิน ย้ำ รัฐบาลปราบสแกมเมอร์บ้าระห่ำ โวต่างชาติขอบคุณ  หัวเราะหลังสื่อบอก โรม ถามนายกฯ เกรงใจใคร เจ้าตัว สวนกลับ ไม่ได้เกรงใจโรม 

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ออกส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีรายชื่อของนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง ในรัฐบาลอนุทิน 1 ด้วย ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย รัฐบาลชุดนี้ปราบปรามสแกมเมอร์อย่างบ้าระห่ำ และเมื่อมีตัวแทนของต่างชาติ หรือได้ไปพบกับหน่วยงานความมั่นคงทุกประเทศ ก่อนที่จะเริ่มทำการหารือ ก็ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลประเทศไทย ในการต่อต้านดำเนินคดีและยึดทรัพย์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามชาติ

ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังคงดำเนินคดีหลายคดี ยังติดตามยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังมารายงานว่า มีทรัพย์สินที่ยึดมาเป็นรายการหุ้น มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยปรึกษาศาลว่าต้องทำอย่างไร จะสามารถยึดนำมาเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินหรือขายทอดตลาดได้หรือไม่ จะได้นำเงินกลับมาเป็นสมบัติของแผ่นดิน

เมื่อถามว่า แม้รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปราม​เต็มที่แต่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังตั้งคำถามว่านายกรัฐมนตรี เกรงใจใครถึงไม่ทำเรื่องนี้จริงจัง นายก​ฯหัวเราะ​ ก่อนจะตอบว่า “ที่ชัวร์ๆคือไม่เกรงใจเขา ไม่เกรงใจโรม”

อนุทิน ยังไม่กำหนดวันกินข้าวคุยรมต. แต่สื่อสารกันตลอด มั่นใจผ่านซักฟอก เพราะไม่เคยมีเจตนารมณ์ไม่สุจริต

18 กันยายน 2569 เวลา 14:56 น.

อนุทิน ยังไม่กำหนดวันกินข้าวคุยรมต. แต่สื่อสารพรรคร่วมตลอด ลั่น มั่นใจผ่านซักฟอก เพราะไม่เคยมีเจตนารมณ์ไม่สุจริตในการทำงาน

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลทำงานมา 6 เดือนแล้วจะพูดคุยกับรัฐมนตรีถึงการทำงานของแต่ละกระทรวงเพื่อประเมินการทำงานหรือไม่ ว่า ตนคุยอยู่ตลอดทุกสัปดาห์ และตนได้แจ้งไปยังทุกท่านขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ งานจะต้องจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมเป็นประโยชน์

เมื่อถามว่ากรณีที่เลื่อนการทานข้าวร่วมกับรัฐมนตรีออกไปก่อนหน้านี้ ขณะนี้ได้กำหนดวันแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า กำลังจะนัดอยู่ เหตุที่ต้องเลื่อนการทานข้าวในวันที่ 6 ก.ย. ที่ผ่านมาเนื่องจากตนมีภารกิจด่วนเข้ามาต้องเดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 7 ก.ย. และวันที่ 17 ก.ย.ได้คุยกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ว่าจะนัดทานข้าวกัน

เมื่อถามว่าจะเกิดขึ้นก่อนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อร่วมประชุมสหประชาชาติ วันที่ 20 ก.ย.นี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนดวัน เรื่องกินข้าวไม่ได้สำคัญอะไรหากมีเวลาก็กิน หากไม่มีเวลาก็หารือกันตลอดอยู่แล้ว โทรศัพท์คุยกันตลอด ตนไม่จำเป็นต้องคุยกับรัฐมนตรีทุกท่าน อย่างพรรคร่วมรัฐบาลตนก็มีช่องทางติดต่ออยู่ ไม่ว่าจะเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม นายจุลพันธ์ และคนที่ตนมีความคุ้นเคยมีความเคารพอย่างนายสุริยะ ก็พอแล้วกับการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล และไม่เคยมีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่าต้องเตรียมพร้อมอะไรก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอบไม่ถูก เราต้องพร้อมตอบในทุกเรื่องถ้าทำแล้วไม่ได้ออกมาจากเจตนารมณ์ที่ไม่สุจริต ทุกการกระทำของรัฐบาลทุกการตัดสินใจทุกการดำเนินงานตั้งแต่ตนมาเป็นรัฐบาลตนก็ทำอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ของประเทศและประชาชนและเจตนารมณ์ที่สุจริตไม่มีตรงไหนที่สามารถบ่งชี้ว่าไปเอื้อประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่ง ตนทำงานแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นรมว.สาธารณสุข กี่ปีมาแล้วแต่ตนก็โดนอภิปรายทุกรอบ เป็นรมว.สาธารณสุขก็โดน แต่ก็ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจมากที่สุดแทบทุกครั้ง ตนก็มีความพร้อมในการชี้แจงหากถูกกล่าวหามีการอภิปรายหรือมีการตั้งคำถามก็ต้องตอบ

เมื่อถามว่าหากถูกอภิปรายในรอบนี้ก็มั่นใจว่าจะรอดใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จะไม่มั่นใจก็ต่อเมื่อผมตั้งใจทำอะไรผิดแล้วนึกว่าคนจะจับไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นจะกังวล แต่ผมไม่กังวลเพราะผมไม่มีวันทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน ผมมีหลักของผมแค่สองสามอย่างและทำงานของผม เมื่อสักครู่ผมได้ฟังในที่ประชุมที่มีระดับปลัดกระทรวง ระดับหัวส่วนราชการที่เกษียณอายุราชการ ทุกท่านให้ความชื่นชมในการทำงานร่วมกับรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง

รวมถึงการมอบนโยบายให้กับข้าราชการประจำไปปฏิบัติ ท่านเหล่านั้นจะเหลือเวลาอีก 2 สัปดาห์จะเกษียณอายุราชการ ท่านก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาพูดเอาใจ ให้เราเกิดความรู้สึกเป็นบวกมากๆ กับพวกท่าน เพราะท่านไม่ได้คาดหวังอะไร เราก็ถือว่าท่านเหล่านี้เป็นบุคคลที่มีเกียรติ มีตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเป็นอันมาก ซึ่งเขาให้คำชื่นชมว่า รัฐบาลให้การสนับสนุนภารกิจทุกหน่วยงานเป็นอย่างดี ซึ่งทำให้ผมมั่นใจได้ว่า รัฐบาลชุดนี้ ได้ทำคุณประโยชน์ผ่านทางข้าราชการประจำให้ไปดำเนินการต่างๆ ได้”

โผล่อีกราย! อดีต รมต.คลัง ยุคอุ๊งอิ๊งค์ เอี่ยวทุนเทา กรณ์ แฉยับ ดีลปริศนาบางจาก 9 พันล้าน

18 กันยายน 2569 เวลา 14:41 น.

18 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ทีมกรณ์ – TeamKorn” โพสต์ข้อความระบุว่า “เจอรัฐมนตรีคลัง เอี่ยวทุนเทาอีกราย! รอบนี้ ยุคนายกฯ อุ๊งอิ๊ง”

ทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊ก “ทีมกรณ์ – TeamKorn” ยังได้โพสต์ข้อความในคอมเมนต์ ระบุว่า “เฉลยชื่ออยู่ในรายละเอียด https://www.facebook.com/share/p/1F9kWeDMSA/?mibextid=wwXIfr” โดยเป็นโพสต์ของ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีรายละเอียดดังนี้

#ทุนเทา #สแกมเมอร์ #ฟอกเงิน เรื่องทุนเทาในตลาดหุ้นที่ผมติดตามมีสองเรื่องหลักๆ คือเรื่องของหุ้น Finansia (ที่มีคุณวรภัคเกี่ยวข้อง) และเรื่องหุ้นกลุ่มบางจาก

ซึ่งในกรณีที่สอง อาทิตย์นี้ปรากฏความเคลื่อนไหวสำคัญเช่นกัน คือทาง DSI ประกาศรับเป็นคดีพิเศษ

นี่ก็อีกเรื่องสำคัญครับ และเป็นอีกเรื่องที่มีกลุ่มทุนเทาและอีกหนึ่งอดีตรัฐมนตรีคลังเกี่ยวข้อง

สรุปสั้นๆคือ คณะกรรมการบริษัท(โดยมีคุณพิชัย ชุนหวชิร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เป็นประธานบริษัท บางจาก) ได้อนุมัติให้มีการขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับสองกองทุนที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนเทา ‘เบน สมิธ’

คุณพิชัยมีความผิดอะไรหรือไม่ยังต้องมีการพิสูจน์ แต่กระบวนการพิสูจน์ได้เริ่มแล้วอย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้นคณะกรรมการได้อนุมัติซื้อบริษัท Asia Link Terminal เจ้าของคลังเก็บนํ้ามันเพชรบุรี ด้วยราคาสูงลิ่ว 9,000 บ้านบาท (เป็นกระบวนการที่เร่งรีบและที่แปลกคืออนุมัติก่อนบริษัทที่จะเข้าไปซื้อได้มีการจัดตั้งด้วยซ้ำ) โดยที่ในขณะที่ลงนามสัญญาตกลงซื้อขายยังไม่สามารถแม้แต่จะยืนยันมูลค่าทรัพย์สินสุทธิได้

โดยที่ผู้ขายคือบริษัท แพนเอเชีย สตอเรจแอนด์เทอร์มินัล จํากัด (ผู้ขาย) ซึ่ง เป็นกิจการของครอบครัว นายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี

ซึ่งในช่วงเดือนตุลาคม 2568 มีข่าวว่า นายภูวศิษฐ์ ไชยอรุณโรจน์ หรือ คิว บุตรชายนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี คือผู้ถูกพาดพิงพยายามติดสินบนให้ คุณไชยชนก ชิดชอบ ตามข่าววันที่ 8 ตุลาคม 2568 และ เคยถูกจับกุมในคดี “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกันฟอกเงิน และ สมคบกันเพื่อกระทําความผิดฐานฟอกเงิน” เมื่อปี 2565

และครอบครัวนี้เคยปรากฏข่าวว่าเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเงินทุนให้พรรคภูมิใจไทย ส่วนจะมีนัยอย่างไรผมไม่ขอแสดงความเห็น

ทั้งหมดนี้ตัวแทนผู้ถือหุ้นรายย่อยบริษัทบางจากได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผมในฐานะตัวแทนคณะกรรมาธิการการเงินการคลัง และเราได้ประสานการทำงานกับทาง DSI มาจนมีข้อสรุปรับเป็นคดีพิเศษเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้

แต่ก็เป็นอีกกรณีที่หนึ่งที่การดำเนินการตรวจสอบในส่วนที่ กลต. รับผิดชอบยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าใดๆ เช่น

– เหตุผลและคำชี้แจงคณะกรรมการ BCPG ว่าได้ขายหุ้นเพิ่มทุนให้กลุ่มทุนเทาด้วยเหตุผลอะไร?

– การซื้อหุ้น BCP ถึง 20% มีมูลค่าเป็นหลักหมื่นล้านบาท โดยกองทุนที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาทเป็นธุรกรรมอำพรางหรือไม่?

ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมคือกองทุนที่เข้ามาซื้อ กล่าวตามข่าวคือมีความเชื่อมโยงกับกองทุนที่สิงคโปร์ที่ทาง MAS ได้มีการอายัดเงินพร้อมกับกล่าวหากรรมการบริษัทที่มีความเชื่อมโยงต่อทุนเทา

ปปง. ยึดอายัดทรัพย์แล้ว

DSI รับเป็นคดีพิเศษแล้ว

แต่ กลต. แจ้งผมว่า ‘ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน‘

อนุทิน ลั่นปมคำวินิจฉัยกกต.ต้องเคารพเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม บอกเรื่องนี้จุดเริ่มต้นมาจากการเมือง

18 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คดีฮั้วสว. ที่ยังคงมีต่อเนื่อง ว่า ตนยืนยันเหมือนเดิม รัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการตัดสินใจหรือมติหรือการส่งดำเนินคดีใดๆก็ตาม ในส่วนที่ตนรับผิดชอบอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฉะนั้นตนไม่มีข้อมูลที่จะให้ความเห็นอะไรได้

เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับปฏิกิริยาผลวินิจฉัยคดีฮั้วสว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีเสียงข้างมากโดนวิพากษ์วิจารณ์แต่เสียงข้างน้อยก็ออกมาเปิดเผยข้อมูล นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่ได้มองอะไรเลย มันไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรืองานที่ผมรับผิดชอบอยู่ ผมคิดว่าทุกอย่างมีหลักของมันอยู่ หลักประชาธิปไตยเขาถืออะไร การวินิจฉัยในคดีความขององค์กรอิสระผมก็เห็นมีทั้งคะแนนเอกฉันท์ คะแนนเสียงข้างมาก คะแนนที่ก้ำกึ่ง หรือแม้แต่ประธานต้องลงความเห็นสองครั้ง แต่ที่สำคัญทุกรูปแบบต้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เขามีเขียนไว้หรือไม่ว่าเสียงข้างน้อยต้องชนะ ถ้าไม่มีก็แสดงว่าเสียงข้างมากวินิจฉัยอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของกกต. หรือใคร แต่ต้องทุกหน่วยงาน

ในคณะรัฐมนตรีก็เช่นกัน ประเด็นที่ไม่เห็นพ้องต้องกันก็ต้องไปจบที่การลงมติ มติเสียงข้างมากเป็นอย่างไรทุกคนต้องปฏิบัติตาม คนที่อยู่เสียงข้างน้อยจะบอกให้บันทึกว่าได้ลงมติอย่างไรเพราะอะไร ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว ผมเคยเป็นมติเสียงข้างน้อยครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พอเป็นเสียงข้างน้อยก็ขอให้บันทึกความเห็นของคณะรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องทำตามเสียงส่วนใหญ่ ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องทำตาม”

เมื่อถามว่ากรณีคนที่เคยให้ปากคำกกต.แล้วมากลับคำให้การ จนทำให้คนมองพรรคภูมิใจไทยในทางลบ จะเอาผิดอะไรกับคนให้การหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่ได้มีผลลบกับพรรคภูมิใจไทยแต่มีคนพยายามลากพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการฮั้วสว. ตนยังยืนยันเหมือนเดิมให้ยึดถือประกาศคำสั่งและข้อห้าม หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคือตนที่ออกมาเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามไม่ให้ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดพรรคภูมิใจไทยไปยุ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสว. และตนไม่ข้องใจกับคนที่ไปให้ข้อมูลเพราะตนได้ทำหน้าที่ของตนไปแล้ว คนที่ไม่ทำตามก็ต้องไปรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้ทำนั้นเป็นเรื่องที่เขาตัดสินใจเพราะมีข้อห้ามแล้วถ้าใครยังไปทำก็ต้องไปแก้ต่างในความเป็นส่วนตัวของเขา ไม่ได้ทำในนามพรรคว่าอย่างนั้นเถอะ หากมีการกระทำเช่นนั้น

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้ข้อครหานี้หมดไปจากพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่ครหาก็เห็นหน้าอยู่ คนที่ไม่ติดใจก็เห็นหน้าอยู่

เมื่อถามว่ามองว่าเรื่องนี้เป็นการเมืองล้วนๆใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว จุดเริ่มก่อนมาถึงตรงนี้เมื่อ 2 ปีก่อนเป็นการเมือง”

กุลวลี หนุนแก้กฎหมายครอบครัว ชูบ้านต้องปลอดภัย ขอผญ.อย่ายอมเงียบ

18 กันยายน 2569 เวลา 14:07 น.

กุลวลี อภิปรายหนุนร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ลั่น บ้านต้องเป็นสถานที่ปลอดภัย ขอ ผญ.อย่ายอมเงียบ

วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในบ้านนั้น เป็นเรื่องที่คนภายนอกไม่รู้ ไม่เห็น เกิดขึ้นหลังประตูที่ปิดสนิท จะเอาไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้ เพราะคนที่ทำร้ายท่าน คือพ่อ คือแม่ คือสามี คือคนที่ท่านรัก และยังต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกันในคืนนี้ อยากบอกท่านว่า สิ่งที่ท่านกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องเวรกรรม และไม่ใช่ความผิดของท่าน แต่เป็นการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของท่าน วันนี้สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณากฎหมายเพื่อท่านอยู่ ขอให้ท่านอย่ายอมเงียบ สามารถโทรศัพท์ไปที่หมายเลขสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300

น.ส.กุลวลี ได้ยกข้อมูลของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวว่า ปี 2567 มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงเฉลี่ยวันละ 42 ราย เฉพาะความรุนแรงในครอบครัว 4,833 ราย ขณะที่ศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศรับผู้ถูกกระทำกว่า 17,900 คน และในสายด่วน 1300 ผู้กระทำถึงร้อยละ 71 เป็นคนในครอบครัวเอง ตัวเลขที่ตนกังวลที่สุด ไม่ใช่ตัวเลขที่สูง หากแต่คือตัวเลขที่ไม่ลดลงเลย เมื่อปี 2563 ตัวเลขอยู่ที่ 16,676 ราย เฉลี่ย 46 รายต่อวัน ผ่านไปเกือบ 5 ปี ตัวเลขยังอยู่ระดับเดิม และตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะอีกจำนวนมากไม่เคยถูกบันทึก ไม่เคยมีใครโทรแจ้ง และจบลงที่ความเงียบในบ้านหลังหนึ่ง

น.ส.กุลวลี กล่าวว่า ช่องโหว่ของกฎหมายปี 2550 มุ่งรักษาครอบครัวไว้ก่อนมากกว่าความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ โทษปรับเพียง 6 พันบาท อายุความ 3 เดือนสั้นเกินความจริง และมองไม่เห็นความรุนแรงที่ไม่ทิ้งรอยฟกช้ำ เช่น การควบคุมเงินทุกบาท การไม่ให้ออกไปทำงาน และการสะกดรอยผ่านโทรศัพท์ ข้อมูลจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย ที่พบว่าร้อยละ 97 ของคดีฆาตกรรมคู่ครอง ผู้เสียหายเคยถูกควบคุมบังคับมาก่อน ตัวเลขนี้บอกเราว่า การฆาตกรรมในครอบครัว แทบไม่เคยเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน มันมีสัญญาณเสมอ เพียงแต่กฎหมายของเรามองไม่เห็นมัน

น.ส.กุลวลี กล่าวว่า ขอฝาก 4 ข้อถึงกรรมาธิการ คือ ขยายนิยามบุคคลในครอบครัว ให้ครอบคลุมความเป็นจริงของสังคมไทย บัญญัติความรุนแรงทางเศรษฐกิจ ทางเพศ และการคุกคามด้วยเทคโนโลยีไว้ให้ชัด ทบทวนเรื่องการยอมความให้มาจากความสมัครใจที่แท้จริงไม่ใช่แรงกดดัน และกำหนดกรอบเวลาการช่วยเหลือที่วัดผลได้พร้อมงบประมาณและกำลังคนที่เพียงพอ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่เป็นเรื่องของผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ อีกจำนวนหนึ่ง ที่คืนนี้จะต้องนอนอยู่ในบ้านที่เขากลัวซึ่งการรับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ คือการบอกกับพวกเขาว่า รัฐสภาไทยได้ยินเสียงของท่านแล้ว และบ้านของท่านจะต้องเป็นที่ที่ปลอดภัย

เรือฟริเกต หัวใจสำคัญ ปกป้องผลประโยชน์ทะเล ผบ.ทร.ย้ำ 5 ประการ คัดเลือกอู่ต่อเรือ-วางสเปกสูง ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส

18 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

ผบ.ทร.เปิดแถลงข่าวเรือฟริเกต หัวใจสำคัญ ปกป้องผลประโยชน์ทะเล ย้ำ 5 ประการ คัดเลือกอู่ต่อเรือ วางสเปกสูง และทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส หวังได้เรือที่ดีที่สุด เป็นเขี้ยวเล็บปกป้องผลประโยชน์ชาติ ลั่น ทร.รู้ดีควรเลือกแบบใด ยันไม่กีดกัน-ไม่ล็อกสเปก ทุกบริษัทใช้กติกาเดียวกัน

18 กันยายน 2569 ที่หอประชุมกองทัพเรือ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานแถลงความคืบหน้าการดำเนินดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต ที่ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ โดย พล.ร.อ.ไพโรจน์ ได้กล่าวเปิดการแถลงข่าวว่า กองทัพเรือมีความตั้งใจที่จะสื่อสาร อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งโครงการฯ นี้ เป็นโครงการฯ ที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ​ และใช้เงินจากภาษีของประชาชน​ที่มีมูลค่าสูง​ และอยู่ในความสนใจของประชาชน จนมีความห่วงใย และเกิดคำถามมากมายในหลากหลายแง่มุม ในช่วงที่ผ่านมา มีการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อมวลชน​ และโซเชียลมีเดีย โดยบางครั้งข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ไม่ตรงกับข้อเสนอที่แต่ละบริษัทยื่นต่อกองทัพเรือ นำไปสู่ความเข้าใจผิด และความสับสน เกิดข้อกังขาต่อโครงการนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ตนในฐานะผู้นำกองทัพเรือ จะสร้างความกระจ่างชัดด้วยข้อเท็จจริงทั้งหมด

ผบ.ทร.​กล่าวย้ำว่า​ ประเทศไทยเป็นชาติที่มีทะเล และเส้นทางเดินเรือ​, พลังงาน​, ทรัพยากร​ และปากท้องของประชาชน​ ล้วนเชื่อมโยงกับทะเลทั้งสิ้น ประเทศต่าง ๆ ในโลกรวมถึงประเทศไทย​ อยู่ในภาวะขัดแย้งระดับสูง การนำเข้าสินค้า และพลังงาน การค้าขายระหว่างประเทศ​ ล้วนต้องผ่านการขนส่งทางทะเลเป็นส่วนใหญ่ กว่า 90% และเป็นที่จะต้องรักษาอธิปไตย และการคมนาคมทางทะเลให้มีความปลอดภัย และเรือฟริเกตไม่ได้ดูเพียง เพราะอยากได้เรือลำใหม่ แต่เป็นหัวใจหลักในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการจัดหาในครั้งนี้ กองทัพเรือได้กำหนดคุณลักษณะที่เข้มข้น สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปเป็นอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าบริษัทใดที่ชนะการคัดเลือกในครั้งนี้ เรือลำนี้จะต้องเป็นเรือที่ดีมีสมรรถนะสูงในการรบ และคุ้มครองชีวิตกำลังพลของเราได้อย่างแท้จริง

ผบ.ทร.​ยังย้ำว่า​ ในการดำเนินการคัดเลือก ตนได้กำชับคณะกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ยึดหลักสำคัญ 5 ประการ อย่างเคร่งครัด คือ 1.​ความถูกต้องตามกฎหมายระเบียบ และขั้นตอนที่ทางราชการ 2.ความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน โดยมีผู้สังเกตการณ์ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรมกับองค์กรต่อต้านคอรัปชันร่วมติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ 3.ความเป็นธรรม และเท่าเทียมแก่ผู้ที่ยื่นข้อเสนอทุกรายตามหลักนิติธรรม 4.ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งานไม่ใช่เพียงแค่ราคาถูกในวันส่งมอบเท่านั้น และ 5.ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเน้นย้ำ กับคณะกรรมการในทุกระดับอยู่เสมอ

ผบ.ทร.​ยังชี้แจ้งถึงข้อกังขาที่การกีดกัน หรือมีการล็อกสเปกหรือไม่​ว่า​ การชี้แจงในวันนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของกระบวนการที่ตรงไปตรงมาที่สุด ทุกบริษัทได้รับกติกาและเงื่อนไขเดียวกันตั้งแต่ต้นอย่างเท่าเทียม เปิดโอกาสให้บริษัทสอบถามจนเป็นที่แน่ใจ และเข้าใจตรงกัน และการตรวจพิจารณา เมื่อมีบริษัทที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่สำคัญที่กำหนดไว้ กองทัพเรือ โดยคณะกรรมการฯ จึงไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อเสนอหลังเปิดซองได้ เพราะคือ การทำลายความยุติธรรม เป็นการละเมิดสิทธิของบริษัทอื่นที่มีการเตรียมการมาอย่างดี และถูกต้องครบถ้วน เพราะหากเปิดช่องให้ทำเช่นนั้นจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ผิดกฎหมาย ทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหาไม่รู้จบ ยืนยันว่า ไม่ใช่การกีดกัน แต่เป็นการรักษากติกา และความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ขณะที่สเปกของเรือ​ เปรียบเสมือนการเลือกซื้อรถยนต์ ที่แต่ละคน อาจมองต่างมุมบางคนให้ความสำคัญกับเรื่องเครื่องยนต์​ ความหรูหรา​ ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ความทนทาน​ของอะไหล่​ และศูนย์บริการหลังการขาย ต่างคน จึงต่างเสนอมุมมอง ส่วนบุคคลที่ชื่นชอบ และถนัด แต่สำหรับกองทัพเรือ เราอยู่กับเรือมาทั้งชีวิต เรารู้ซึ้งว่า ในยามเผชิญวิกฤตทางทะเล​ จุดใดคือหัวใจสำคัญของความอยู่รอด และชัยชนะ กองทัพเรือไม่ได้จัดหาเรือเพื่อให้มีเพียงเรดาร์ที่ดีที่สุด​ หรืออาวุธที่ดีที่สุด​ หรือมีเครื่องยนต์ที่ทำความเร็วที่สุด​ อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เรามองถึงภาพรวมทั้งระบบทุกระบบจะต้องเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์ มีความพร้อมรบสูงการซ่อมปรับปรุงระยะยาวมีหลักประกัน และประเทศชาติได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีสูงสุด

ผบ.ทร.​ยืนยัน​ต่อประชาชนว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการฯ ทุกคน ตั้งอยู่บนข้อมูลข้อเท็จจริง และหลักฐานเชิงประจักษ์​ ปราศจากการแทรกแซงใด ๆ ทั้งสิ้น และกระบวนการ ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยเกียรติ​ และความรับผิดชอบต่อกฎหมาย และชาติบ้านเมือง ความน่าเชื่อถือซึ่งไม่ได้เกิดจากการที่เราขอร้องให้ท่านเชื่อ แต่เกิดจากทุกขั้นตอนที่เราทำถูกต้องโปร่งใสมีเหตุผล และพร้อมรับการตรวจสอบเสมอ​ และกองทัพเรือ ได้เรือที่เปรียบเสมือน​เขี้ยวเล็บที่สำคัญสร้างผลประโยชน์คืนสู่ประเทศชาติ​ กองทัพเรือได้เรือที่ดีที่สุด และประเทศไทยได้ผลประโยชน์สูงสุด และคุ้มค่าสูงสุด