นายกฯอนุทิน โชว์วิสัยทัศน์อาเซียน ครั้งที่ 48 ชูไทยผู้นำสันติภาพ-ความมั่นคงภูมิภาค

นายกฯอนุทิน โชว์วิสัยทัศน์อาเซียน ครั้งที่ 48 ชูไทยผู้นำสันติภาพ-ความมั่นคงภูมิภาค

นายกฯอนุทิน โชว์วิสัยทัศน์อาเซียน ครั้งที่ 48 ชูไทยผู้นำสันติภาพ-ความมั่นคงภูมิภาค

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.45 น.


โฆษกรัฐบาลเปิดเผยผลสำเร็จของ”นายกฯ”บนเวทีอาเซียน ชี้บทบาทไทยสร้างสันติภาพ-เสถียรภาพภูมิภาค พร้อมเดินหน้าความร่วมมือเชิงรุกกับประเทศสมาชิก ท่ามกลางความผันผวนของโลก ผลักดันอาเซียนเข้มแข็ง มีเอกภาพ และมีบทบาทมากขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศ พร้อมรักษาผลประโยชน์ชาติ ควบคู่การสร้างโอกาสให้ประชาชนไทย

9 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่วการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน 

โดยนายกรัฐมนตรีได้ใช้เวทีอาเซียนยืนยันจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การยึดมั่นในกฎกติกาสากล และการผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นเอกภาพ เข้มแข็ง และมีบทบาทมากยิ่งขึ้นบนเวทีโลก ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนชาวไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ภารกิจสำคัญวันแรกของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 คือการเข้าร่วมการหารือสามฝ่ายร่วมกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย–กัมพูชา โดยการหารือดังกล่าวเป็นข้อริเริ่มของฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งมีความประสงค์ให้ภูมิภาคอาเซียนดำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความเข้าใจอันดี ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนในภูมิภาค

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เข้าร่วมการหารือด้วยท่าทีสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า พร้อมนำคณะผู้แทนด้านการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วม เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ และความขัดแย้งย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียแก่ทุกฝ่าย จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ บนพื้นฐานของความจริงใจ ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่สร้างสรรค์

ในการหารือดังกล่าว ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศร่วมกันจัดทำมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่สามารถดำเนินการร่วมกันได้ทันที เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง 

อย่างไรก็ดี การหารือครั้งนี้มิได้มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนหรือการเปิดพรมแดนแต่อย่างใด โดยฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด

สำหรับการประขุมฯ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary Session) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมฯ ยืนยันความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกทุกประเทศ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พร้อมเสนอให้อาเซียนเร่งเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านความมั่นคงทางพลังงาน อาทิ การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) การใช้กลไกความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว

ในด้านความมั่นคงทางอาหาร ไทยพร้อมใช้ศักยภาพในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก สนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคอย่างเต็มที่ พร้อมเสนอให้ต่อยอดความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จ เช่น ความตกลงการค้าข้าวระหว่างไทย–สิงคโปร์ ไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อสร้างความพร้อมร่วมกันของอาเซียนในช่วงวิกฤต

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำถึงการคุ้มครองประชาชนอาเซียนในสถานการณ์วิกฤต โดยยกประสบการณ์ของไทยในการอพยพคนไทยจากพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาค พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกเพื่อผลักดันให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ตกลงเห็นชอบ “พิธีสารเซบู” เพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียนให้รองรับการเข้าเป็นสมาชิกของติมอร์-เลสเต และร่วมรับรองแถลงการณ์สำคัญ 4 ฉบับ ครอบคลุมด้านความร่วมมือทางทะเล การรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการเสริมพลังเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของอาเซียนในการเสริมสร้างภูมิภาคให้เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) โดยได้หารือร่วมกับผู้นำอาเซียนเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกและผลกระทบต่อภูมิภาค พร้อมย้ำว่า หลักการสำคัญของอาเซียน อาทิ การเจรจา การยับยั้งชั่งใจ และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี จำเป็นต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจังมากขึ้นในบริบทโลกปัจจุบัน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม (Regionalism) เพื่อเพิ่มเอกภาพและประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกันของอาเซียน การเสริมสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) โดยยึดหลัก ASEAN Centrality และพัฒนากลไกจัดการวิกฤตที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และการรักษาความสำคัญของอาเซียนในเวทีโลก (Relevance) ผ่านการทำงานร่วมกับประเทศหุ้นส่วนเพื่อสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยมและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ

ในห้วงการประชุมดังกล่าว นายกรัฐมนตรียังได้ใช้โอกาสนี้หารือทวิภาคีกับผู้นำอีก 4 ประเทศ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชนของไทย 

โดยในการหารือกับนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุน การเชื่อมโยงด้านการบิน และการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

สำหรับการหารือกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนภายใต้แนวคิด “Synergise Our Strength” โดยเห็นพ้องว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรใช้จุดแข็งร่วมกันในการเพิ่มอำนาจต่อรองและยกระดับบทบาทของภูมิภาคในเวทีโลก พร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ขณะที่การหารือกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นไปอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน ทั้งถนนเชื่อมด่านสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม และสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 เพื่อส่งเสริมการค้า การเดินทาง และเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงหารือความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านแนวทางสันติวิธี ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ก่อนเดินทางกลับ ยังได้หารือกับนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความพร้อมของไทยในการสนับสนุนการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ พร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์

“ผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทโลกที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไทยได้ยืนยันจุดยืนในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้กฎกติกาสากล และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน อาหาร และการดูแลประชาชน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศสมาชิกและประเทศหุ้นส่วนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสของประชาชนในระยะยาว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.27 น.

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ แนะประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70% 

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่ง จาก 77 จังหวัด ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2558 – 2568 พบว่า เชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ซึ่งเป็น “ยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย” มีอัตราดื้อยาสูงกว่าร้อยละ 70 และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาชนิดนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะไม่มียาในการรักษา

ขณะที่ เชื้อ Klebsiella pneumoniae (เคลบซิลลา นิวโมเนียอี) พบแนวโน้มการดื้อยากลุ่ม carbapenem เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin (กลุ่มเซฟาโลสปอรินรุ่นที่สาม) ซึ่งเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่สามารถรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ร้อยละ 35–45 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อรุนแรงในอนาคต

ส่วนเชื้อ E. coli (อีโคไลน์) แม้อัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อ ชนิดอื่น แต่พบอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin โดยเฉพาะยา ceftriaxone (เซฟไตรแอ็กโซน) และ Cefotaxime (เซโฟแทกซิม) ในระดับค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จัดกัดอยู่เฉพาะในระบบโรงพยาบาลหรือระบบบริการสุขภาพเท่านั้น แต่เริ่มแพร่กระจายสู่ชุมชนแล้ว

“สำหรับประชาชนหรือผู้ป่วย เพื่อหยุดยั้งเชื้อดื้อยา ควรกินยาปฏิชีวนะให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว รวมทั้งห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง ห้ามหยุดยาเอง และห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นเด็ดขาด รัฐบาลขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อสื่อสารเพิ่มความตระหนักรู้ ให้เกิดการชะลอการเพิ่มขึ้นของเชื้อดื้อยาในอนาคต  รวมถึงมอบหมายกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ในการเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงนโยบายและการตอบสนองด้านสาธารณสุขของประเทศไทย” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

‘พร้อมพงศ์’ วอนหยุดจองเวร ‘ทักษิณ’ เผยอายุ76 อยากเลี้ยงหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร

'พร้อมพงศ์' วอนหยุดจองเวร 'ทักษิณ' เผยอายุ76 อยากเลี้ยงหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร

‘พร้อมพงศ์’ วอนหยุดจองเวร ‘ทักษิณ’ เผยอายุ76 อยากเลี้ยงหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

พร้อมพงศ์ มั่นใจ ทักษิณ พักโทษ ใช้เวลาพักผ่อนกับลูกหลาน ไม่คิดเอาคืนใคร อัด พวกขวางพักโทษ จ้องจองเวร เผย สังคมไทยเป็นสังคมให้โอกาส ควรปล่อยวาง ให้อภัย ย้ำ อดีตนายกฯ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมครบถ้วน วอน อย่าเอาแต่สะใจ เชื่อ แนวคิด ยังมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ

9 พ.ค.69  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังจะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พ.ค. แต่ยังมีนักเคลื่อนไหวบางคน บางกลุ่ม คัดค้านการพักโทษ ก่อนหน้าคนพวกนี้ บอกให้ท่านกลับเมืองไทย มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พอท่านกลับเข้ามาอย่างถูกต้อง เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน ถูกคุมขัง2รอบ แต่คนเหล่านี้ยังไม่พอใจ รมว.ยุติธรรม พูดชัด เป็นไปตามขั้นตอนของคณะกรรมการพักโทษ และไม่อยู่ในข้อห้ามการพูดการเมือง สังคมไทยวนเวียนกับความขัดแย้งมานานกว่า 20ปี ด้วยเพราะมีคนคิดจองเวร ไม่จบไม่สิ้น ไม่รู้จักให้อภัย อดีตนายกฯทักษิณอายุ 76ปีแล้ว ท่านยอมทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง แม้ได้ออกมา จะต้องใส่กำไลอีเอ็ม ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ไม่เข้าใจว่า คนที่เคลื่อนไหว จะต้องเป็นอย่างไรถึงพวกท่านจะพอใจ จะเอาแต่สะใจอย่างนั้นใช่หรือไม่ เราควรลดละ อภัย มองไปข้างหน้า มากกว่าจมอยู่ในอดีตแห่งความชิงชัง

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ทุกวิกฤตประเทศ ทางเศรษฐกิจ ผู้คนหวนคิดถึง แนวคิด การแก้ไขของอดีตนายกฯทักษิณ ที่เคยนำประเทศไทยไปยืนหยัดทัดเทียมนานาชาติอย่างไม่อายใคร ผู้นำทั่วโลกให้ความเชื่อถือ ยอมรับ มีนโยบายจับต้องได้ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน โอทอป การปราบปรามยาเสพติดอย่างเอาจริงเอาจัง การแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านอย่างเป็นระบบ 

“ช่วงท่านอยู่ต่างประเทศ นักธุรกิจ นักการเมือง คนรู้จักแวดวงต่างๆ แวะเวียนไปร่วมพูดคุยปรึกษาอยู่บ่อยครั้ง อีกไม่กี่วัน อดีตนายกฯทักษิณ จะได้รับการพักโทษ ความคิด ประสบการณ์ที่ได้เคยบริหารงาน ได้ทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก และผู้นำหลายต่อหลายชาติ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการมองไปข้างหน้า พวกที่กังวล ท่านออกมาแล้วจะ เอาคืน ล้างแค้นใครหรือไม่ คนอายุ 76ปี กับหลานอีก 7คน คงอยากจะให้เวลาพักผ่อนกับลูกๆหลานๆมากกว่า คนที่เห็นโลกมามาก ผ่านอะไรมาเยอะ อย่างที่ท่านเคยบอก เคยเห็นทั้งนรกและสวรรค์ มาหมดแล้ว คนที่เคยคิดทำร้ายท่านถึงชีวิต ยังให้อภัย อโหสิกรรมให้หมด คงไม่มานั่งคิดเอาคืนอะไรใครหรอก พวกที่ปั่นเรื่อง ยุแยง ควรเลิกระแวง สงสัยได้แล้ว สังคมไทยเป็นสังคมให้โอกาส ให้อภัย อะไรที่ปล่อยวางกันได้ ควรจะปล่อยวางกัน” นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่ง ที่เคยได้รับโอกาส สัมผัส ได้รู้วิธีคิด วันที่ 11 พ.ค. จะเป็นหนึ่งคน ร่วมกับ พี่น้องเสื้อแดง คนที่รักศรัทธาท่าน รอต้อนรับการกลับมา ส่วนวันข้างหน้า บทบาทท่านจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ คงให้ท่านหรือคนในครอบครัวออกมาบอกเอง แต่จากอดีต ประสบการณ์การเป็นนายกฯ การบริหารประเทศ การแก้ไขปัญหาปากท้อง หลายคนยังนึกถึง อดีตผู้นำ ที่ครั้งหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่า นโยบายรัฐ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ชาวบ้านสัมผัสได้ เกิดประโยชน์ต่อประเทศ แบบที่ประชาธิปไตยกินได้จริงๆ   

ระวังไทยประสบวินาศกรรม อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือน รัฐบาล ฟรีวีซ่า ทำเหตุ ปล่อยจีนซุกคลังแสง

ระวังไทยประสบวินาศกรรม อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือน รัฐบาล ฟรีวีซ่า ทำเหตุ ปล่อยจีนซุกคลังแสง

ระวังไทยประสบวินาศกรรม อดีตบิ๊กข่าวกรอง เตือน รัฐบาล ฟรีวีซ่า ทำเหตุ ปล่อยจีนซุกคลังแสง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชำแหละปมร้อนกรณีการจับกุมชาวจีนที่ดูเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุรถยนต์ธรรมดา แต่เกมพลิกกลายเป็นเรื่องความมั่นคงระดับชาติ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “รื้อระบบการจับกุมคนจีนจากอุบัติเหตุรถยนต์ เกมพลิกพบสะสมอาวุธวัตถุระเบิดจำนวนมาก อาวุธสงครามน่าตกใจที่มีระเบิดซีโฟร์หนักลูกละ​ 16​ ปอนด์ถึง​ 5 ลูก​ ผูกติดกับเสื้อเกราะ​ จุดชนวนด้วยรีโหมด นั่นหมายถึงอุปกรณ์พร้อมทำงานในแบบพลีชีพ

นอกจากนั้น​ ยังพบคลิปการฝึกใช้อาวุธในประเทศข้างบ้านไทย เครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ฟรีวีซ่าสวรรค์ของใคร เปิดประตูบ้านเปิดอ้าซ่า​ อยู่เกินกำหนด​ แปลงสัญชาติ​ ซื้อที่ดิน ระบบตรวจคนเข้าเมืองของไทยมีช่องโหว่หละหลวมตรงไหน​ ปล่อยให้คนต่างชาติเข้าประเทศง่ายเกินไปหรือไม่ ไม่มีกระบวนการตรวจสอบติดตามคนที่อยู่เกินกำหนด​ โดยไม่รู้ว่าหลบซ่อนตัวหรือแอบทำกิจกรรมอะไรที่ไหน การหาอาวุธและวัตถุระเบิดยังเป็นเรื่องซื้อง่ายขายคล่อง​ ระวังไทยจะต้องประสบกับวินาศกรรมครั้งใหญ่ ไทยต้องพึ่งพระสยามเทวาธิราชตลอดเลยหรือ”

นันทิวัฒน์ สามารถ

ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกับโพสต์ของ นายนันทิวัฒน์ สามารถ หลังจากที่โพสต์ของเจ้าตัวเผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความปลอดภัยและการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น

“งงครับ,..อาวุธส่วนหนึ่งตีตราว่า.RTA.ใครตอบได้บ้างอะไรเกิดขึ้นกับหน่วยงานข่าวกรองและงานความมั่นคงภายใน.อยากให้ท่าน รมว.มหาดไทย.และ รมว.กลาโหม.ออกแอ๊คชั่นมากกว่าที่เป็นอยู่นี้,..อย่าปล่อยให้ท่านสีหศักดิ์.ลุยอยู่คนเดียวเลย”

“กรรมมันติดจรวดมีจริง แล้วจะสืบสวนเจอใครทำ”

“จริงๆ ตม รู้ใช่ไหมครับว่าใครอยู่เกินวีซ่าฝรั่งซื้อที่ดินปลูกบ้านเองมีให้เห็นที่ภูเก็ตข้างบ้านผมเลย”

“หน่วยงาน​”ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง” ควรแยกออกจาก​ สตช เป็นกรมๆหนึ่ง​สังกัดกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง​ จะได้บริหารจัดการ​”บุคคลต่างด้าว” ได้มีประสิทธิภาพ่ดีกว่าที่เป็นอยู่”

“#ยกเลิกฟรีวีซ่า #อย่าเห็นแก่เศษเงินโดยไม่คัดกรองคน #รับคนมีความรู้มีฐานะทางการเงินอาชีพ”

นันทิวัฒน์ สามารถ
นันทิวัฒน์ สามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart

นายกฯ หารือ ปธน.ฟิลิปปินส์ ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนประสบผลสำเร็จ

นายกฯ หารือ ปธน.ฟิลิปปินส์ ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนประสบผลสำเร็จ

นายกฯ หารือ ปธน.ฟิลิปปินส์ ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนประสบผลสำเร็จ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.40 น.

นายกฯ หารือ ปธน.ฟิลิปปินส์ ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนประสบผลสำเร็จ พร้อมร่วมกันผลักดันบทบาทอาเซียน
 
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ ห้อง Business Center โรงแรมแชงกรีลา มักตัน เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทวิภาคีกับ นายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 โดยนายกฯได้ขอบคุณฟิลิปปินส์ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้อย่างดียิ่ง การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยการหารือร่วมกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่นำไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน

นายกรัฐมนตรียังได้ชื่นชมบทบาทของฟิลิปปินส์ในการริเริ่มจัดการประชุมสามฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้หารือกันอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ จนนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันในหลายประเด็นสำคัญ โดยฝ่ายฟิลิปปินส์มีบทบาทอย่างยิ่งในการส่งเสริมบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความไว้วางใจ ซึ่งผลการหารือครั้งนี้ถือเป็นที่น่าพอใจ และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพ สันติภาพ และความร่วมมืออันสร้างสรรค์ในภูมิภาค ซึ่งทุกฝ่ายต่างยินดีที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

อนุทิน ชาญวีรกูล

โอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายยังหารือในเรื่องความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค

อนุทิน ชาญวีรกูล

อย่าด้อยค่าทีมไทยแลนด์ อ.วันวิชิต กาง 8 ข้อ เกมรุกไทยสยบเขมรกลางนานาชาติ

อย่าด้อยค่าทีมไทยแลนด์ อ.วันวิชิต กาง 8 ข้อ เกมรุกไทยสยบเขมรกลางนานาชาติ

อย่าด้อยค่าทีมไทยแลนด์ อ.วันวิชิต กาง 8 ข้อ เกมรุกไทยสยบเขมรกลางนานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง หรือ อ.โอบ นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงกรณีดรามาภาพ นายกฯ ไทย จับมือ ฮุน มาเนต ในการประชุมที่เซบู ฟิลิปปินส์ ว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าเป็นการ จูบปากคืนดี เพราะเบื้องหลังไทยกำลังเดินเกมรุกหนักชนิดที่เขมรมีหนาว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “เรื่องตีความภาพนายกไทย จับมือกับฮุนมาเนต และมีคนมาบอกว่า รบกันแทบตายสุดท้ายก็จูบปากคืนดีกัน?! ผมว่าต้องแยกแยะเรื่องมารยาทขั้นตอนทางการทูต และให้เกียรติเจ้าภาพฟิลิปปินส์ เขาด้วย ทุกคนเคยสงสัยมั้ยครับ ว่าในขณะที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้น ทีมไทยแลนด์ทำอะไรไปพร้อมๆ กับการประชุมที่เซบู ฟิลิปปินส์บ้าง ผมจะแกะให้ฟังครับ

วันวิชิต บุญโปร่ง

1. ไทยรายงานข้อมูลการค้ามนุษย์ในโอร์เสม็ด กัมพูชาไปยังสหรัฐอเมริกา ว่า เป็นขบวนการค้าอวัยวะมนุษย์ และเชื่อมกับกลั่มสแกมเมอร์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

2.จับกุมชาวจีนซุกซ่อนอาวุธสงครามที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยมีคลิปการฝึกใช้ และเชื่อมโยงกับกลุ่ม BHQ หน่วยอารักขาฮุนเซน (ข่าวออกว่าบังเอิญพบ เพราะมีเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน) แต่ตำรวจสนธิกำลังเร็วมากที่ตามรวบ และค้นรังซ่อนอาวุธ ?!

3 ข้อมูล 2 ชุดนี้นี้ ถือเป็นข้อมูลชั้นดีให้กับฝ่ายไทย ในการประชุมผู้นำอาเซียน ที่ฟิลิปปินส์รับรู้บ้างแล้ว และชาติต่างๆ เริ่มมาซักไซ้เรื่องราวเหล่านี้กันบ้างแล้ว คอยดูท่าทีผู้นำเขมร กันต่อไปนะครับว่าจะแก้ตัวยังไง

4. เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับสูง เพิ่งเล่าให้ผมฟังว่า จับตาดูเขมรมาสักพักแล้ว มีความเคลื่อนไหวที่แปลกๆ เหมือนเขมรแบ่งบทกันเล่น ทหารเขมรชายแดนก็เล่นบทก่อกวนยั่วยุไป แต่ระดับสูงนิ่งผิดปกติ (ตรงนี้คุยกันก่อนที่ ตำรวจไทยจะค้นเจอระเบิดและจับกุมคนจีนนะครับ) กองทัพไทย ไม่เคยชะล่าใจเลยประมินความเคลื่อนไหวทุกวัน

วันวิชิต บุญโปร่ง

5. ฝ่ายความมั่นคงระดับสูงบอกให้ผมอย่างมั่นใจว่า ยังไงก็ไม่เปิดด่านอย่างแน่นอน เพราะเราต้องการให้ธุรกิจคาสิโนที่เป็นรังซ่องสุมสแกมเมอร์ให้ล้มละลาย พังลงไป

6. มาตรการการสร้างความไว้วางใจ ที่กระทรวงต่างประเทศ โยนโจทย์ให้เขมรแสดงออกถึงความจริงใจ อาทิ ร่วมกันถอนกู้ทุ่นระเบิด, ปราบปรามสแกมเมอร์ ตามข้อตกลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถ้าทำได้จริงจัง ก็คงใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ?! คุณคิดว่า เขมรจะทำได้มั้ย

7. ฝ่ายการเมือง, กองทัพ หลายระดับ ไม่ยอมให้การพลีชีพทหารทั้ง 42 คนต้องสูญเปล่า มาตรการการป้องกันประเทศในหลายมิติ ไทยได้ดำการไปหลายส่วนบ้างแล้ว (อาทิ การสร้างรั้วชายแดนบางพื้นที่, การพิจารณาเลือกซื้อ เรือฟริเกต ที่มีประสิทธิภาพสูง ฯลฯ)

8. กระทรวงการต่างประเทศมีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทางทะเล อยู่ในกรมสนธิสัญญาฯ หากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) จะต้องต่อสู้ข้อมูล กันทีมไทยแลนด์ รับมือได้อย่างแน่นอนครับ หลายคนอาจมองว่า บังเอิญ ไทยโชคดีมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยไว้ ความเป็นจริงแล้ว เราติดตามความเคลื่อนไหว และรอปล่อยอาวุธลับ 2 เรื่องนี้ เอาไปขยายผลต่อ แต่อย่าด้อยค่าทีมไทยแลนด์กันเองเลยครับ ตราบใดฮุนเซน ยังอยู่ ทหารเขมรยังอยู่ประชิดชายแดนไทย เราไม่เคยเชื่ออย่างสนิทใจว่าความสัมพันธ์ของ 2 ชาติ จะปกติเหมือนเดิม”

วันวิชิต บุญโปร่ง

หลังจากโพสต์ของ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง เผยแพร่ออกไป ชาวโซเชียลแห่เข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก เช่น

“ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”

“ขอบคุณอ.วันวิชิตมากๆนะคะ”

“ขอบคุณ อ.วันวิชิต ที่บอกเล่าเรื่องนี้นะครับ ผมติดตามอ่านตลอดครับ”

“ใจคอจะให้คุณอนุทินเจอฮุนมาเนตแล้วกระทืบเท้าฮุนมาเนตเลยหรือไง”

“เพราะคนที่พูดแบบนี้ไม่เข้าใจบริบทใดๆเลยค่ะ สักแต่พูดออกมา”

“อาจารย์ก็น่าจะทราบว่าแต่ละคอมเม้นท์ที่มาออกความคิดเห็นคือพวกเหลือๆเศษๆ แห่กันเข้ามาด่า”

“ตามฮุนมาเน็ตพูดที่ฟิลิปปินส์ เพื่อต้องการให้ไปคุย jbc rbc หรือ gbcกับเขาอีกมั้ยคะ จะเข้าทางเขาหรือเปล่าคะอาจารย์”

วันวิชิต บุญโปร่ง
วันวิชิต บุญโปร่ง
วันวิชิต บุญโปร่ง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Wanwichit Boonprong

‘อนุทิน’ เตรียมเสนอ ครม. ตั้ง ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ นั่ง ปธ.ผู้แทนพิเศษดับไฟใต้

'อนุทิน' เตรียมเสนอ ครม. ตั้ง 'สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว' นั่ง ปธ.ผู้แทนพิเศษดับไฟใต้

‘อนุทิน’ เตรียมเสนอ ครม. ตั้ง ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ นั่ง ปธ.ผู้แทนพิเศษดับไฟใต้

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.32 น.

นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเสนอครม.แต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศเป็นหน.คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลประสานการทำงานแก้ปัญหาความไม่สงบจชต. ระหว่างคณะรัฐมนตรีและราชการส่วนกลางกับหน่วยงานในพื้นที่ จะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษฯคนแรกที่เป็นอดีตข้าราชการพลเรือน ต่างจากอดีตหน.คณะฯ 4 คนก่อนหน้านี้ ที่เป็นอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพ

แหล่งข่าวความมั่นคงเปิดเผย รมว.กลาโหม พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นตท.26 ของมทภ.4 พล.ท.นรธิป โพยนอก จะได้รับแต่งตั้งเป็นรองหน.คณะฯ และ พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เสธฯเอี่ยว รองเสธฯทหาร จากตท.26 เช่นกัน จะทำหน้าที่เลขาคณะฯ ขณะที่นายวันนอร์มะทา ประธานคณะทปษ.นายกฯ ซึ่งนายกฯมอบหมายให้ช่วยขับเคลื่อนงานสร้างสันติสุขในจชต.จะได้รับแต่งตั้งเป็นทปษ.พิเศษของคณะผู้แทนพิเศษฯ

มีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตมทภ.4 (ต.ค.53-มี.ค.56) ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญแก้ปัญหาการก่อเหตุความไม่สงบจชต.ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN  ผลักดันนโยบายพาคนกลับบ้านในปี 55-56  ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหน.คณะฯในรัฐบาลอนุทิน1ช่วงปลายปี 68 จะได้รับการเสนอชื่อให้ทำหน้าที่หน.คณะฯต่อ แต่ถูกทักท้วงคัดค้านจากฝ่ายความมั่นคงในกองทัพที่เป็นนายทหารจากตท.26 กังวลหากแต่งตั้งพล.อ.อุดมชัย (ตท.13) ซึ่งมีแนวทางการทำงาน”สายพิราบ”ใช้การเมืองนำการทหาร เน้นงานมวลชน สร้างความเข้าใจ เป็นหน.คณะฯใหม่  อาจเกิดปัญหาในการประสานการทำงานในจชต.กับกองทัพ ที่มีพล.ท.นรทิป เป็นมทภ.4  และผอ.รมน.ภาค4 เป็นเหตุให้นายกฯตัดสินใจ หลังปรึกษาหารือกับทีมงานความมั่นคงของนายกฯเสนอรมว.กต.สีหศักดิ์เป็นหน.คณะฯคนที่ห้า 

มีการแต่งตั้งหน.คณะผู้แทนพิเศษครั้งแรกในปี2559 สมัยรัฐบาลคสช. ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้งพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีตผบ.ทบ.เป็นหัวหน้าคณะฯขณะเป็นรมช.กลาโหม  ในปี2560 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นหน.คณะฯคนที่สอง ขณะเป็นรมต.ศึกษา พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคลเป็นหน.คณะฯคนที่สาม ขณะเป็นรมช.กห.ในปี 2562 และพล.อ.อุดมชัย เป็นหน.คณะฯคนที่สี่ ในรัฐบาลอนุทิน1

คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล มีหน้าที่ประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรีและราชการส่วนกลางกับหน่วยงานในพื้นที่ ประสานงานกับรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในจชต. และประสานงานกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้  (ศอ.บต.),จังหวัด ส่วนราชการ และภาคส่วนต่างๆ ในการเชื่อมโยงงานให้เกิดการบูรณาการ และปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติและการพัฒนา ตลอดจนให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ไม่มีอำนาจวินิจฉัยสั่งการ โดยหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ให้รายงานปัญหา อุปสรรค ตลอดจนเสนอแนวทางการป้องกันหรือแก้ปัญหาต่อนายกรัฐมนตรีเป็นระยะๆ

ฝ่ายค้านผนึกยื่นตีความ สกัดกู้เงิน ‘กรณ์’ไล่ขย่มซ้ำรัฐบาล

ฝ่ายค้านผนึกยื่นตีความ สกัดกู้เงิน ‘กรณ์’ไล่ขย่มซ้ำรัฐบาล

ฝ่ายค้านผนึกยื่นตีความ สกัดกู้เงิน ‘กรณ์’ไล่ขย่มซ้ำรัฐบาล

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฝ่ายค้านผนึกยื่นตีความ สกัดกู้เงิน ‘กรณ์’ไล่ขย่มซ้ำรัฐบาล แสดงความรับผิดชอบ ‘ศรีสุวรรณ’ร้องป.ป.ช. อนุทินชง3ยุทธศาสตร์ รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลก

ฝ่ายค้าน” ผนึกกำลังยื่นศาลรธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน” จ่อชงปธ.สภาฯ” ช่วง 11-12 พฤษภาคมนี้มั่นใจไม่ถูกยื้อเตะถ่วง ย้ำไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน กรณ์” ชี้หากศาลรธน.ตีตก รัฐบาลต้องแก้ปัญหา-แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองศรีสุวรรณ” ร้องป.ป.ช.สอบ อนุทิน-เอกนิติ” ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกฯ นำเสนอ 3 ยุทธศาสตร์อาเซียนในเวที Retreat Session ย้ำ เอกภาพ-ยืดหยุ่น-บทบาทอาเซียนต่อเวทีโลก” รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าชื่อร่วมกันในคำร้องที่จะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ว่าเข้าข่ายไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ทั้งนี้พร้อมจะยื่นต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ในช่วงวันที่ 11-12 พ.ค.นี้ ทั้งนี้ตนได้ประสานไปยังพรรคกล้าธรรมให้ร่วมลงชื่อด้วย แต่เบื้องต้นยังรอการประชุมพรรคกล้าธรรมก่อน อย่างไรก็ดีตนยืนยันว่ารายชื่อของสส.ที่ร่วมลงชื่อคำร้องครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างไรก็ดีหลังจากยื่นคำร้องแล้ว เชื่อว่านายโสภณจะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็วซึ่งตามกรอบจะมีเวลา 2-3วันก่อนส่ง ซึ่งเชื่อว่าจะทันก่อนที่สภาฯ จะพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ในสัปดาห์หน้าแน่นอน

ระบุไม่ต้องกู้ก็แก้ปัญหาได้

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ในประเด็นของคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตนได้เห็นตัวร่างของพรรคประชาชนแล้วเห็นว่ามีประเด็นที่มีรายละเอียดและข้อกังวลต่อการยื่นกู้เงินดังกล่าวขณะเดียวกันแล้วในเหตุผลที่รัฐบาลต้องการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้นมีเหตุที่ไม่จำเป็น เนื่องจากวิกฤติที่รัฐบาลอ้างถึง ทั้งเรื่องวิกฤติราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันแพง มีวิธีการที่สามารถแก้ไขได้ ผ่านการลดภาษีสรรพสามิต และปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่รัฐบาลระบุว่าต้องการเงินเพื่อใช้ในโครงการคนละครึ่ง ที่จะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย. นี้ นั้น ตนมองว่ารัฐบาลมีวิธีการหลายอย่าง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามสิ่งที่นายกฯ เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หรือ ตามที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ คือ การใช้งบประมาณ วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท ที่สามารถออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ พ.ศ.2569 ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. ดังนั้นหากการยื่นตีคความพ.ร.ก.กู้เงิน ทำให้ไม่สามารถใช้เงินในโครงการคนละครึ่ง วันที่ 1 มิ.ย. นี้ได้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการและแก้ปัญหาเอง

ชี้ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน

นายกรณ์ กล่าวต่อว่านอกจากนั้นในวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อสภา เมื่อ 7 พ.ค. ที่ระบุว่าจะแบ่งการกู้เงินเป็น 2 ก้อน โดยกู้ปีนี้ 2 แสนล้านบาท และกู้ปี 70 อีก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน แสดงให้เห็นว่ามีความไม่จำเป็นเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันนั้น การใช้งบประมาณเพื่อเปลี่ยนถ่ายไปใช้พลังงานสะอาดนั้นสามารถกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้ ส่วนที่ระบุว่าจะกู้ส่วนที่ 2 ในปี 2570 นั้น ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้เป็นหัวใจของการออกพ.ร.ก. คือ ความจำเป็นต้องใช้เงินเดี๋ยวนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะมีปัญหา ดังนั้นจะบอกว่ากู้มากองหรือ ปีหน้าค่อยกู้ไม่ได้ หากทำแบบนั้นแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนระดับที่จะออก พ.ร.ก.ได้

ผมไม่คัดค้านตัวโครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการแม้ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่เชื่อว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ แต่การที่กำหนดในพ.ร.ก.กู้เงิน และกำหนดจะกู้ 2 แสนล้านบาทในปีหน้า เท่ากับชี้ให้เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นตามเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด และการกู้เงินที่เกินความจำเป็นผมกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อวินัยการคลัง และกระทบต่อระบบความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้” นายกรณ์ กล่าว

ต้องรอกระบวนการทางศาลรธน.

เมื่อถามว่าหากมีการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลต้องรอคำวินิจฉัยก่อนให้สภาฯพิจารณาหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หากมีการยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนการพิจารณาในรัฐสภา รัฐบาล ต้องรอให้กระบวนการทางศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นก่อนซึ่งไม่เกิน 60 วัน ทั้งนี้หากรัฐบาลมั่นใจว่า สิ่งที่ทำนั้นถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้มีการตรวจสอบและไม่ให้มีการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าในประเด็นที่ยื่นมั่นใจหรือไม่ว่าจะเข้าเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณา นายกรณ์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีความชัดเจนมากว่า กรณีใดถึงจะเป็นกรณีที่รัฐบาลสามารถออกพ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมได้ ซึ่งต้องเป็นกรณีปัญหาวิกฤติที่มีผลต่อความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ

ป้องกันข้ามเส้นวินัยการเงินการคลัง

เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกพ.ร.ก.ดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไร นายกรณ์ กล่าวว่า ต้องถามรัฐบาลเพราะไม่ได้มีบทลงโทษ แต่คงเป็นเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองตามความเหมาะสม ซึ่งต้องคิดหนักว่าจะรับผิดชอบอย่างไร

เมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ตนยังไม่อยากพูดไปถึงจุดนั้น เพียงแค่ต้องการป้องกันไม่ให้รัฐบาลข้ามเส้นวินัยการเงินการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต ทั้งนี้ ตนได้แสดงความห่วงใยถึงที่มาของ พ.ร.ก. ซึ่งเรารู้เรื่องการออกพ.ร.ก.ครั้งแรกมาจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ซึ่งรับผิดชอบทางด้านกฎหมาย แต่ในวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ว่าไม่รับรู้เรื่องดังกล่าว และยังระบุด้วยว่าวันนี้ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องออกพ.ร.ก. ซึ่งผ่านมาเพียง 3 สัปดาห์ ดังนั้น ต้องถามว่าวันนั้นกับวันนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ต้องเร่งรีบในการออกพ.ร.ก.ตอนนี้ โดยที่ไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากกระทรวงการคลัง

“ทุกรัฐบาลจะมีปัญหา ว่าเงินในมือไม่เพียงพอในการที่จะทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ซึ่งเป็นเหตุให้เราต้องมีกฎหมายในการกำกับว่าในแต่ละรัฐบาลนั้นสามารถใช้เงินได้เท่าไหร่ ขาดทุนได้เท่าไหร่ไม่เช่นนั้นจะไม่มีข้อจำกัด เพราะถ้ารัฐบาลสามารถใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้สถานะ การคลังของประเทศวันนี้ก็ไม่เป็นแบบนี้อนาคตก็มีโอกาสที่จะล่มสลายได้จริง” นายกรณ์ กล่าว

ศรีสุวรรณร้องสอบนายกฯ-ขุนคลัง

วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางมายื่นคำร้องต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นเพื่อเอาผิด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รวมทั้งคณะรัฐมนตรีทุกคน กรณีที่รัฐบาลออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต ด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…เมื่อ 5 พ.ค. 2569 อาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไขตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ2561ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

ชี้วิกฤตเศรษกิจคือข้ออ้างเกินจริง

ทั้งนี้ ข้ออ้างและเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้กล่าวอ้าง ว่าไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะซ้อนทับและรุนแรงนั้น เป็นข้ออ้างที่เกินไปกว่าความจริงมาก เศรษฐกิจของไทยไม่ได้เลวร้ายรุนแรงถึงขนาดนั้น หรือหากจะหาเหตุผลมาอธิบายเพื่อให้มีน้ำหนักในการออก พ.ร.ก.กู้เงินก็ไม่จำเป็นต้องสร้างภาพที่เลวร้ายจนเกินไปก็ได้เพราะเงินกู้ที่จะนำไปเยียวยาประชาชน 2 แสนล้านบาท ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านคน วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 5.2 หมื่นล้านบาท ระยะเวลา 4 เดือน งบรวม 1.72 แสนล้านบาท เป็นการแจกไปทั่วทั้งคนรวย คนจน โดยไม่แยกแยะให้เฉพาะกลุ่มเปราะบาง จะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจขนาดใหญ่ มากกว่า SME ใช่หรือไม่

เอกนิติเผยเบื้องหลังมูดี้ส์เชื่อมั่นไทย

ทางด้าน นายเอกนิติ เปิดเผยถึงเบื้องหลังที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง “มูดี้ส์” (Moody’s) ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) และยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือวิกฤตโลกได้ดีที่สุดว่า ความสำเร็จนี้เป็นผลต่อเนื่องจากที่ได้เข้าพบ และชี้แจงข้อมูลกับตัวแทน ของมูดี้ส์โดยตรง ในช่วงการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

โดยมีประเด็นสำคัญในการชี้แจงถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย โดยได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลจะเน้นนโยบายการผลักดันการลงทุนทั้งจากต่างชาติ (FDI) รวมทั้งการลงทุนภายในที่เห็นได้จากการลงทุนภาครัฐ และเอกชนที่เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยไม่ได้พึ่งพาแค่นโยบายแจกเงินระยะสั้น

ส่วนประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น มูดี้ส์ไม่ได้กังวลเรื่องที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท แต่กังวลเรื่องทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งได้ชี้แจงว่าในช่วงปลายปีก่อนที่รัฐบาลสามารถผลักดัน GDP ในช่วงปลายปี 2568 ให้ฟื้นตัวจาก 0.3% มาเป็น 2.5% ได้สำเร็จมาแล้ว เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง

นายเอกนิติยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการรักษาวินัยการคลังได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง โดยมีการทำแผนการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจน และเริ่มใช้หนี้คืนหน่วยงานรัฐอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เพราะได้ดำเนินการจริง โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้ประเมินความเสี่ยงและรายงานนายกรัฐมนตรี ให้เตรียมใจรับมือหากถูกลดอันดับเครดิต แต่ท้ายที่สุด ด้วยข้อมูลและแผนงานที่ชัดเจน ทำให้มูดี้ส์ยังคงเชื่อมั่นและปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นจากปีก่อนได้ในที่สุด

เตือนเฟคนิวส์ตั้งกาสิโน-เช่าที่ดิน99ปี

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงการแชร์ข้อมูล ที่ไม่เป็นความจริงของอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลและพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) อนุญาตให้สร้างกาสิโน และเช่าซื้อที่ดินได้ 99 ปีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ SEC นั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ร่างพ.ร.บ.ที่เสนอโดยข้อความที่ปรากฎในข่าว เป็นการคัดออกมาจากร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ. … ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว คือนายนภดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังท้องถิ่นไท รวมทั้งเคยมีส.ส.ที่เคยเสนอให้มีคาสิโนในร่างกม. อีก3 ฉบับ สามารถสืบค้นจากเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎรได้

ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ทางพรรคภูมิใจไทย เคยเสนอร่าง พ.ร.บ. นี้ โดยใช้ พ.ร.บ.อีอีซี เป็นต้นแบบ ด้วยเจตนาที่ดี ในการพัฒนาภาคใต้และสร้างการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่มีเช่าที่ดิน 99 ปี หรือคาสิโน ตามที่กล่าวหา ในส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ นายกรัฐมนตรีสั่งตั้งคณะกรรมศึกษา โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเอกนิติ เป็นประธาน หากพบว่า ประโยชน์มีแต่ไม่คุ้มค่าและประชาชนไม่ต้องการ โครงการคงไม่เกิดขึ้น ทุกอย่างรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบและรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย

ค้านแลนด์บริดจ์ทะลุ1แสนรายชื่อ

จากกรณี มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ได้เปิดเว็บไซต์ ให้ประชาชนลงชื่อ หยุดโครงการแลนด์บริดจ์ ผ่านเว็บไซต์ stop-sec.com โดยเปิดให้ลงตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งตั้งเป้าให้ได้รายชื่อทั้งหมด 50,000 รายชื่อ โดยเมื่อวันที่ 5 พ.ค.69 ที่ผ่านมา มีผู้ร่วมลงชื่อแล้ว 59,864 รายชื่อ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากผ่านไปเพียง 3 วัน พบว่ามีผู้ร่วมลงทะเบียนแล้ว102,581 รายชื่อ บุคคล 102,107 คน / องค์กร 474 องค์กร ทั้งนี้ ทางมูลนิธิยังคงเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนยาวไปจนถึง 30 มิถุนายน 2569 ได้ผ่านลิงก์นี้ stop-sec.com

ไทยช่วยไทย เริ่มศุกร์นี้ทั่วประเทศ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ห้างค้าส่งค้าปลีก ผู้ประกอบการ และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อกระจายสินค้าจำเป็นราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศอย่างครอบคลุม ตั้งเป้าช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาทต่อเดือน

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดได้ทุกวันศุกร์ ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 นี้ รัฐบาลได้ร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีกและผู้ผลิตสินค้า นำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ แบรนด์รอง และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันมาลดราคาสูงสุด 25–58% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังร่วมกับไปรษณีย์ไทยขยายจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 946 จุด เพื่อให้ประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกมากขึ้น พร้อมตั้งเป้าให้ประชาชนกว่า 4 ล้านคนได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว ขณะเดียวกัน ที่ทำการไปรษณีย์ ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center : DC) เชื่อมโยงการจำหน่ายทั้งค้าปลีก ค้าส่ง และกระจายผ่านรถเร่หรือรถพุ่มพวง ครอบคลุมกว่า 1,000 ตลาดท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้สินค้าราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง

นายกฯร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

วันเดียวกัน เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ อาคารโอเชียนพาวิเลียน (Ocean Pavilion) โรงแรม Shangri-La Mactan นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session)

ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการหารือในวันนี้ตอกย้ำความรู้สึกร่วมกันว่า สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ใช่เพียงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่มีความผันผวนและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าระเบียบโลกและระบบพหุภาคีนิยมที่นานาชาติเคยยึดถือกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งเป็นความจริงที่ทุกประเทศต้องเผชิญร่วมกัน สำหรับอาเซียนเอง หลักการสำคัญที่ภูมิภาคยึดถือมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจา การยับยั้งชั่งใจ และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี ไม่สามารถถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง พร้อมเห็นว่าอาเซียนไม่สามารถดำเนินบทบาทตั้งรับได้อีกต่อไป แต่ต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยความคล่องตัวและการมองการณ์ไกลมากยิ่งขึ้น

เสนอเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับอาเซียน ประกอบด้วย 1. การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม (Regionalism) จุดแข็งของอาเซียนอยู่ที่ความเป็นเอกภาพ แต่เอกภาพดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องก้าวข้ามจุดยืนเฉพาะของแต่ละประเทศ หันมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาค และดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยในทางปฏิบัติ อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาการประสานงานและกลไกการตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในช่วงวิกฤต ความรวดเร็วและความเป็นเอกภาพในการดำเนินการถือเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งเมื่อความท้าทายต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความเป็นภูมิภาคนิยมของอาเซียนจำเป็นต้องมีความบูรณาการและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

ยึดอาเซียนเป็นแกนหลักนโยบายตปท.

2. ความยืดหยุ่น (Resilience) หัวใจสำคัญคือการธำรงไว้ซึ่ง “ASEAN Centrality” หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน ซึ่งประเทศสมาชิกต้องยึดให้อาเซียนเป็นแกนหลักของนโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกัน ความยืดหยุ่นยังหมายถึงความสามารถในการบริหารจัดการความตึงเครียดก่อนจะลุกลามเป็นวิกฤต โดยอาเซียนยังคงมีจุดแข็งด้านการส่งเสริมการหารืออย่างครอบคลุมทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม การหารือต้องได้รับการสนับสนุนด้วยกลไกอาเซียนที่เข้มแข็งและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านการประสานงานภาวะวิกฤตและความร่วมมือที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและลดความตึงเครียดก่อนที่จะบานปลาย

รักษาบทบาทสำคัญของอาเซียน

3. การรักษาบทบาทสำคัญของอาเซียนทั้งภายในและนอกภูมิภาค (Relevance) อาเซียนต้องรักษาสถานะการเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากประชาคมระหว่างประเทศ มีส่วนร่วมต่อประเด็นท้าทายในภูมิภาค และทำงานร่วมกับประเทศหุ้นส่วนที่มีแนวคิดสอดคล้องกันเพื่อสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยมและระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา พร้อมเน้นย้ำว่า ความเกี่ยวข้องของอาเซียนในท้ายที่สุด คือการสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชน ทำให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจและภูมิภาคนำไปสู่คุณภาพชีวิต โอกาส และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม

ชี้ปัญหาเมียนมาคือบททดสอบอาเซียน

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ในเมียนมาว่า ถือเป็นบททดสอบสำคัญของอาเซียนทั้งในด้านเอกภาพ ความยืดหยุ่น และความเกี่ยวข้องขององค์กร โดยพัฒนาการล่าสุด อาทิ การนิรโทษกรรมให้แก่อดีตประธานาธิบดี อู วิน มยิน และการย้าย นางออง ซาน ซู จี ไปพำนักในที่พักอาศัย ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่อาจเปิดโอกาส แม้จะยังมีข้อจำกัด สำหรับการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการปรองดองมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า พัฒนาการดังกล่าวเป็นโอกาสให้อาเซียนเดินหน้าแนวทางที่เป็นรูปธรรมผ่านการกลับเข้าไปมีส่วนร่วมกับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ พร้อมเสนอให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนรับไปดำเนินการต่อ โดยประเทศไทยพร้อมสนับสนุนประธานอาเซียนและผู้แทนพิเศษอาเซียนอย่างเต็มที่

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า อาเซียนเป็นรากฐานสำคัญของเสถียรภาพในภูมิภาคมาโดยตลอด และในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความปั่นป่วน บทบาทดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้คือช่วงเวลาที่ภูมิภาคต้องการบทบาทของอาเซียนที่เข้มแข็งมากขึ้น และหากอาเซียนสามารถเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม ความยืดหยุ่น และรักษาความเกี่ยวข้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ อาเซียนจะไม่เพียงสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคต แต่ยังคงเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภูมิภาคต่อไป

บทความพิเศษ : ผลงานของนักการเมืองไทย

บทความพิเศษ : ผลงานของนักการเมืองไทย

บทความพิเศษ : ผลงานของนักการเมืองไทย

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย จะหาผู้บริหารประเทศ และนักการเมืองและข้าราชการ ที่มีความซื่อสัตย์รักแผ่นดิน รักประเทศชาติ ประชาชน และสถาบันอย่างแท้จริง ยากยิ่งกว่า งมเข็มในมหาสมุทร

แม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ที่ประชาชนคนไทยไม่น้อย ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจ และการใช้ดุลยพินิจ โดยไม่คำนึงถึงพระราชดำรัสองค์พระประมุขที่ผ่านๆ มาและองค์ปัจจุบัน ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรและทรงอุทิศเวลา และแรงกาย ทรัพย์สินเงินทอง เพื่อความอยู่ดีกินดี ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของชาติ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ ใช้สิทธิและหน้าที่ ที่ประชาชนเลือกนักการเมืองเข้ามา โดยไม่เฉลียวใจว่าบางคนนี้เลวกว่าโจรอีก เพราะโจรจะปล้นผู้คนได้ครั้งละไม่กี่คน แต่พวกนักการเมืองเวลาได้อำนาจมา ก็โกงกินประชาชนทั้งประเทศขายชาติ ขายแผ่นดิน

พิจารณาแต่อดีต 20-25 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินบาท โดยมหาโจร George Soros และพรรคพวก รวมทั้งผู้บริหารประเทศ ที่เปิดประตูหน้าต่างให้เข้ามาปล้น สร้างความวิบัติให้แก่เศรษฐกิจไทย ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว สังคม และความมั่นคงของชาติเงินคลังของรัฐแทบไม่มีเหลือ ถ้าจำไม่ผิดประมาณ8,000 ล้านเหรียญเท่านั้น จึงต้องไปกู้ IMF

IMF เขาก็ให้เงินยืมจำนวนหนึ่ง พอๆ กับค่าสร้างสนามบินคันไซที่ประเทศญี่ปุ่น และเขาให้ฝ่ายไทย ทำหนังสือแสดงเจตจำนง ซึ่งปรากฏว่ารัฐบาลยุคของพลเอกชวลิต ทำไปได้ประมาณ 2 ฉบับ มารัฐบาลคุณชวน ซึ่งเป็นคณะบริหาร ชุดนี้เสนอทำอย่างเสียเปรียบมากมาย ทั้งๆ ที่เราเอาเงินเขามาไม่เท่าไหร่ เท่าที่พอจำได้ ได้มีการประท้วงและต่อต้าน ถาม IFM โดยผู้นำสหภาพต่างๆ ว่าทำไมเอาเปรียบไทยมากอย่างนี้ IMF ตอบมาว่า ฝ่ายไทยเป็นผู้แสดงเจตจำนงมาเอง ที่ฝ่ายไทยเสนอไป จนมีผู้คนคัดค้าน เพราะผู้บริหารประเทศ นักการเมือง ขายทรัพย์สินของชาติ หรือการเปิดเสรีการค้าต่างประเทศเพื่อประโยชน์ของตนเอง นอกจากนั้นแล้ว มีการออกกฎหมายได้แปรรูป ทรัพย์สินของแผ่นดินที่มีความสำคัญต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ปตท. ซึ่งต่อมารัฐบาลทักษิณ เป็นผู้แปรรูป ปรากฏว่า หุ้นที่เอาออกมาขาย เป็นของรัฐ นักการเมืองบางคนที่มีเงินเข้าถือหุ้นไว้จนทุกวันนี้ คนไทยต้องใช้น้ำมันแพงมาตลอดหลายสิบปี ก็เพราะมันไม่ใช่ของรัฐเป็นของคนกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจ

ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ เขาได้ทำงานให้ประชาชนเข้ามาว่าทำงานเป็นทีม แต่ละคนเล่นแต่ละบท เช่น นายกรัฐมนตรี เล่นเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต คุณธารินทร์ เล่นเป็นคนที่เก่งทางด้านการเงินการคลัง คุณศุภชัย เล่นเป็นซุปเปอร์ทางการค้า และมีคนอื่นๆ อีก ดูเป็นที่น่าเคารพเชื่อถือของผู้ไม่ทราบความเป็นจริง

ที่เลวร้ายอีกอย่าง คือการออกกฎหมายที่เขาเรียกกันว่า กฎหมาย 11 ฉบับ หรือถ้าจะใช้ชื่อหลอกลวง บางคนเค้าก็เรียกว่า กลุ่มกฎหมายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อ่านดูแล้ว แทบจะเป็นกฎหมายที่ทำร้ายคนไทยของประเทศ

มาถึงรัฐบาลอนุทิน ก็เป็นที่พึ่งให้ประชาชนไม่ได้เลย ตั้งแต่การยกเลิก MOU 43-44ซึ่งมันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ และเก็บไว้ไทยก็จะเสียเปรียบ และวิบัติ แต่ก็ต้องเก็บไว้ แน่นอนมันมีคนเลวๆ อยู่เบื้องหลังการดึงเรื่องนี้ไว้ เรื่องการกักตุนขึ้นราคาน้ำมัน ก็จะจัดการกับใครไม่ได้ หรือคนในรัฐบาลทำเองในการหาประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน ขนาดที่ดินที่ ร.5 พระราชทานแก่ประชาชนทั่วไป ยังคิดจะเอาไว้เป็นของตน ศาลตัดสินให้คืน รัฐยังไม่คืนแล้วจะเป็นรัฐบาล ใครยอมก็เสียสติแล้ว

ปัญหาภาคใต้ นับสิบรัฐบาลแล้วแก้ไม่ได้ แค่ให้ความสุขสงบ มีความอยู่ดีกินดีต่อไปได้ ก็อย่าเป็นรัฐบาลเลย

คนไทยยอมรับกับสิ่งที่รัฐบาลผู้บริหารประเทศ และนักการเมืองผู้มีอำนาจ ทำอยู่ทุกวันนี้ได้ ก็ควรเป็นบุคคลชั้น 2 ในประเทศของตนเอง คนที่เข้ามา ยึดประเทศไทย เขาไม่เผาวัด ตึกรามบ้านช่องอย่างอยุธยา แต่เก็บคนไทยไว้เป็นทาสดีกว่า

อัมรินทร์ คอมันตร์

เปิดตัว16พ.ค. ปชป.สู้ศึกผู้ว่าฯกทม. ‘กรกสิวัฒน์’ลงอิสระ

เปิดตัว16พ.ค. ปชป.สู้ศึกผู้ว่าฯกทม. ‘กรกสิวัฒน์’ลงอิสระ

เปิดตัว16พ.ค. ปชป.สู้ศึกผู้ว่าฯกทม. ‘กรกสิวัฒน์’ลงอิสระ

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดตัว16พ.ค. ปชป.สู้ศึกผู้ว่าฯกทม. ‘กรกสิวัฒน์’ลงอิสระ

สกลธี” รองหัวหน้าพรรคฯ เผย 16 พฤษภาคม ปชป.” เปิดตัว ผู้สมัครชิง ผู้ว่าฯ กทม.” ลั่นมีช่องสู้ ชัชชาติ-ดร.โจ” ด้าน ดร.โจโชว์วิสัยทัศน์ เปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ง่ายๆ ขึ้นสำหรับทุกคนดันนโยบายเส้นเลือดใหญ่ แก้โครงสร้างเพิ่มอำนาจ กทม.ผ่านร่าง พ.ร.บ.กรุงเทพฯของปชน. ขณะที่ กรกสิวัฒน์” ลงสู้ในนามอิสระ

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมการในการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ว่า ผู้สมัครสก.ได้ครบ 50เขตแล้วและจะจัดสัมมนาผู้สมัคร สก.ของพรรคในวัน 11พ.ค.เพื่อนั่งคุยเรื่องระเบียบและข้อกฎหมายต่างๆ ขณะที่ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคเราพร้อม100%แล้ว ยืนยัส่งลงแข่งแน่นอน โดยจะเปิดตัววันที่ 16พ.ค.เวลา 09:30น.ที่พรรคปชป.ซึ่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.จะแสดงวิสัยทัศน์ด้วย ซึ่งวันที่ 12พ.ค.เวลา 15:00น.จะจัดเสวนาเรื่องAI ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อาจจะมาร่วมงานนี้ด้วย

นายสกลธี กล่าวอีกว่า ส่วนนโยบายหาเสียงมีหลายส่วน ทั้งมาจากนโยบายเก่าของตนในครั้งที่แล้วและนโยบายของพรรค ซึ่ง 4ปีที่ผ่านมา เราไม่ปฏิเสธว่า การทำงานของผู้ว่าฯ กทม.ทำได้ดี ประชาชนพอใจ แต่คิดว่าก็มีบางส่วนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ หรือเรื่องหลังบ้าน ซึ่งเราแทบจะไม่เห็นเลยในช่วง4ปีที่ผ่านมา อาทิ ระบบขนส่งสาธารณะ,การเก็บขยะ แทนที่จะฝังกลบอย่างเดียว ให้มีการพัฒนาไปในทางอื่น รวมถึงเรื่องอื่นๆที่อยากเห็นเป็นโครงการใหญ่ที่มีผลต่อชีวิตของคนกรุงเทพฯที่แทบไม่เห็นเลย จะเป็นนโยบายของผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคที่จะนำเสนอให้คนกทม.ต่อไป เราจะเสนอความแตกต่างว่า อีก 4ปีข้างหน้า หากได้ผู้ว่าฯ กทม.จากปชป.จะเห็นภาพกทม.เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

เมื่อถามว่า จะชูจุดขายผู้สมัครสก.พรรคประชาธิปัตย์ สู้กับผู้สมัคร สก.จากพรรคอื่นได้อย่างไร นายสกลธี กล่าวว่า ตอนนี้เราได้อดีต สก.ปัจจุบัน มา 12 คน และที่เหลืออาจเป็นที่ 2 หรือที่ 3 หากเป็นคนใหม่ ที่อาจจะขยับลงมาจากสนามระดับชาติ คิดว่ากระแสของพรรค และเครดิตของหัวหน้าพรรค จะเป็นแต้มต่อสำคัญที่ผู้สมัคร สก.ของพรรคแต่ละพื้นที่ ต่างจากระดับชาติพอสมควร ทั้งกรณีเขตเลือกตั้งที่เล็กลง ความยึดโยงของผู้สมัครกับประชาชน,จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ดังนั้น คนที่ทำงานผูกพันกับพื้นที่จะสามารถฝ่ากระแสเข้ามาได้หลายคน

ส่วนพรรคประชาชนที่ส่ง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลงสมัครผู้ว่า กทม. และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้คะแนนมากที่สุดจนทุบสถิติในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์จะสู้ไหวหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า เมื่อดูจากประวัติ ก็โดดเด่น และได้เปรียบอยู่ เพราะในการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้พื้นที่ในกทม.ทั้งหมด และคงมีต่อเนื่องมาถึงสนามท้องถิ่นด้วย ส่วนของนายชัชชาติ การเป็นแชมป์เก่า ก็น่ากลัวอยู่แล้ว เพราะประชาชนเห็นการทำงานต่อเนื่องมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่ยังมีจุดที่เราสู้ได้อยู่ คือเรื่องการพัฒนากรุงเทพฯ อย่างมีนัยยะ หรือโครงการที่มีผลกระทบกับ กทม.ในทางที่ดี ยังไม่เห็นจุดนี้ จึงยังมีโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอสิ่งที่แตกต่างให้ชาวกรุงเทพฯ สำหรับ สก. เดิมเราได้ 9 เขต ครั้งนี้ต้องได้มากกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับนโยบายต่างๆ ความพร้อมและเครดิตของหัวหน้าพรรคด้วย

ด้าน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนากรุงเทพมหานครว่า การเริ่มตั้งแคมเปญว่า“กรุงเทพง่ายๆ”เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ตั้งคำถามว่า“อะไรง่าย”เพราะที่จริงแล้วมันยากไปหมด.ตั้งแต่ตื่นลืมตา ก้าวขาออกจากบ้าน การเดินทางไปทำงาน เรียนหนังสือ ต้องเผื่อเวลารถติด การเลี้ยงลูกในปัจจุบัน คนวัยทำงานก็มีความลังเล ไม่กล้าที่จะเลี้ยงลูก เพราะไม่สามารถหาคนมาช่วยเลี้ยงดูลูกได้ หาโรงเรียนให้ลูก หรือการดูแลพ่อแม่ที่ชราก็เป็นเรื่องลำบาก การไปหาหมอ หากใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลต้องเสียเวลารอใช้สิทธิ ขอใบส่งตัว เข้าคิวหาหมอ รถติดก็รอไป 2ชั่วโมง รอหมออีก 3ชั่วโมง ทั้งหมดเป็น 1วัน การทำงานต้องลางาน ขาดรายได้ ค่าครองชีพสูง อาหารก็แพง การมีบ้านสักหลังหนึ่งแทบเป็นได้แค่ความฝัน เพราะค่าบ้านในเมืองก็เอื้อมไม่ถึง จำเป็นต้องอยู่ห่างไกลออกไป

พรรคประชาชนจึงอยากชวนคิดว่า ทุกอย่างมันยากและทุกคนชินกับมันแล้ว เพราะไม่ได้คาดหวังที่จะทำให้เมืองนี้ดีขึ้นหรือเมืองจะช่วยให้เราสบายขึ้นได้ ง่ายขึ้น เมืองขโมยเวลาจากเราไปวันหนึ่งไม่รู้กี่ชั่วโมง สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาและทำให้ตน รวมถึงทีม ส.ก.ของพรรคประชาชน 50คนและทีมบริหารของพรรคประชาชน ต้องการเสนอวาระที่ทำให้เมืองนี้ง่ายขึ้น เป็นเมืองที่จะสนับสนุนการใช้ชีวิตและให้โอกาสกับผู้คนได้ลืมตาอ้าปากในการทำงาน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดยนอกจากนโยบาย 4ง่าย เพื่อสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ง่ายสำหรับทุกคนและมีความยั่งยืนไปสู่อนาคต พรรคประชาชนยังต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการแก้ไข พรบ.กทม.โดยเพิ่มอำนาจให้ กทม.สามารถจัดการตัวเองได้มากขึ้น สาระสำคัญของกฎหมายระบุว่า กรุงเทพฯทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นสิ่งที่ห้าม (Negative list) จากเดิมที่ระบุแค่ว่า ทำอะไรได้บ้าง (Positive list) รวมถึงแก้ไขอำนาจของ กทม.ที่ปัจจุบันหลายเรื่องก็ยังมีอำนาจไม่เพียงพอ เช่น การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล การใช้สิทธิ 30บาทรักษาทุกโรค โดยทาง กทม.สามารถเป็นเจ้าภาพไปคุยกับ สปสช.เพื่อแก้ปัญหาได้มากกว่านี้ เนื่องจากปัจจุบันคนกรุงเทพฯ กำลังติดปัญหาเรื่องใบส่งตัวกับคลินิกปฐมภูมิ หาก กทม.นำศูนย์บริการสาธารณสุขที่ กทม. บริหารเองให้การใช้สิทธิดังกล่าวมีมากขึ้น แล้วให้ประสานกับโรงพยาบาล 9แห่งของ กทม.การส่งตัวก็จะไม่ติดขัด ก่อนหน้านี้เรารองรับผู้ใช้สิทธิได้เป็นล้านคน ต่อมาลดลงเหลือ 800,000คนและยังลดลงเรื่อยๆ เนื่องจาก กทม.ไม่ได้ทำตรงนี้อย่างเพียงพอ ต้องอาศัยความกล้าหาญและเจตจำนงที่จะผลักดัน

อีกเรื่องคือการบริการขนส่งสาธารณะ ที่ทาง กทม.ยังทำได้ไม่เพียงพอ ยังมีถนนหลายสายที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งหากคนไม่มีรถจะเดินทางอย่างไร มีถนนใหม่เกิดขึ้น แต่ไม่มีรถเมล์มาวิ่ง แม้กระทั่งรถเมล์สายเดิมก็ลดลงเรื่อยๆ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคน กทม.บางเส้นทางได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้รถเมล์มาวิ่งแล้ว ทาง กทม.ทำได้เลยภายในกรอบอำนาจปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้ทำ

สำหรับเมกะโปรเจกต์เพื่อ กทม.นั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ทีมพรรคประชาชนต้องการพัฒนาคลองซึ่งมีจำนวนมากในกรุงเทพฯให้ใช้ประโยชน์ได้ทั้งการสัญจรของประชาชน การเป็นแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ริมคลองให้เดินทางได้โดยใช้ขนส่งสาธารณะ นี่คือการทำคลองให้เป็นถนน ทำคลองให้เป็นขนส่งสาธารณะ ทำคลองให้เป็นย่านท่องเที่ยว ทำคลองให้เป็นชุมชน ซึ่งการพัฒนาตามแนวทางนี้จะทำให้เกิดรายได้ทั่วทั้งกรุงเทพฯ ส่วนวาระเร่งด่วนที่จะผลักดันทันทีหากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.อันดับแรกคือ ปัญหาโรงขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นเหม็น มีผู้ได้รับความเดือดร้อนกว่า 400,000คน เป็นเรื่องอยู่ในอำนาจของ กทม.สามารถทำได้ทันที รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิทธิบัตรทอง โดยใช้ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.เข้ามาแก้ปัญหา ลดเรื่องใบส่งตัว เพื่อความสะดวกของประชาชน

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยถึงการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ว่า เวลานี้แน่นอนว่าตนจะลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ในนามอิสระ โดยได้พูดคุยกับน.ส.ตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรค พปชร.เรียบร้อยแล้ว และเตรียมแถลงเปิดตัวเร็วๆนี้ พร้อมกับทีมงานรับรองเป็นคนที่มีชื่อเสียงแน่นอน ยตนมองว่าการลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ในนามอิสระจะทำให้การทำงานร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)ได้ง่าย คุยได้กับทุกฝ่าย ซึ่งเชื่อว่าจะมาจากหลายสี

ขระที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการดูแลจัดการเลือกตั้งว่า ส่วนตัวไม่รู้สึกหนักใจ ทั้งในกรุงเทพฯและพัทยา เป็นสังคมเมือง ทั้งบุคลากรและวัสดุอุปกรณ์ น่าจะมีความพร้อมเต็ม100% รอเพียงเวลาเท่านั้น เรารู้ศักยภาพว่าท่านทำงานได้อย่างดีที่สุดแน่นอน เพียงแต่อาจมีการแข่งขันที่เข้มข้นทั้ง 2แห่ง และเชื่อว่าคงจะเรียบร้อยทั้งหมด เมื่อการเลือกตั้งมีปัญหา ท่านชี้มาที่ กกต.ไม่ผิด แต่มันไม่ได้แก้ปัญหา เพราะการเลือกตั้งเป็นของทุกคน