อนุทิน ถอนหายใจ ชาวเน็ตแซว ห้อยเหรียญเหนือดวง เผย ปปง.-ตร.-ร่วมสอบเส้นเงิน เหตุเข้าข่ายยักยอก-หลอกหลวงปชช.

11 กันยายน 2569 เวลา 16:31 น.

อนุทิน ถอนหายใจ ชาวเน็ตแซว ห้อยเหรียญเหนือดวง สมีโชติ บอก มันเวิร์คนะเอาไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายออกไป เผย ปปง. – ตร. ร่วมกันสอบเส้นเงิน เหตุเข้าข่ายยักยอก-หลอกลวงปชช.

เมื่อเวลา 14.54น. วันที่ 11 ก.ย. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชาวเน็ตแห่แซวภาพนายกรัฐมนตรีที่เคยใส่เหรียญเหนือดวง หลังอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ถูกจับปมเสพเมถุน และฟอกเงิน โดยนายกฯ ถอนหายใจ ก่อนจะตอบกลับว่า “แต่มันก็เวิร์คนะ ถ้าคนที่เชื่อเรื่องพวกนี้ เราก็เชื่อในสิ่งที่ดี เวลาพระปลุกเสกวัตถุมงคลต้องใช้บรรดาเกจิเป็นคณะ ไม่ใช่รูปใดรูปหนึ่ง“ ก่อนนายกฯกล่าวยืนยันว่า ”ของศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้เอาไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายออกไป ถ้าเรามีจิตใจที่สุจริต มีจิตใจที่ดีก็จะไม่มีสิ่งชั่วร้ายอยู่ในตัวเรา”

เมื่อถามว่าที่หลายคนมองว่าเรื่องนี้ใหญ่มากถึงขั้นมีการโยงถึงการฟอกเงินนั้น นายกฯกล่าวว่า จากที่เห็นเส้นเงินต่างๆ งานนี้ ปปง. และตำรวจต้องเข้าไปร่วมงานกัน เพราะเข้าข่ายในเรื่องของการยักยอกทรัพย์ หรือมีเรื่องการหลอกลวงประชาชนหรือไม่ แต่ผิดกฎหมายแน่นอน

เมื่อถามต่อว่าจะตรวจสอบถึงวัดอื่นๆ ด้วยหรือไม่ เพราะมีเงินบริจาคเข้ามาที่วัดเป็นจำนวนมากเช่นกัน นายกฯ กล่าวว่า น่าจะมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ภายหลังการให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวยังถามว่าวันนี้นายกฯห้อยพระมากี่องค์ โดยนายกฯได้จับไปที่หน้าอก ก่อนกล่าวว่า “หลายองค์”

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คกก.มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ชุดใหม่ ‘พระราชินี’องค์ประธานที่ปรึกษา

11 กันยายน 2569 เวลา 16:26 น.

วันที่ 11 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย และภัยพิบัติ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะในลักษณะของอาสาบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟู รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ประชาชนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยาก มุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ทั้งนี้ การปฏิบัติงานโดยยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 11 แห่งข้อบังคับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ชุดใหม่ ดังต่อไปนี้

คณะที่ปรึกษา

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี องค์ประธานที่ปรึกษา

พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานที่ปรึกษา

พันโท สมชาย กาญจนมณี รองประธานที่ปรึกษา

คณะกรรมการมูลนิธิ

1. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ

2. นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานกรรมการ

3. พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง รองประธานกรรมการ

4. นายฉัตรชัย พรหมเลิศ รองประธานกรรมการ

5. นางอัจฉรา จันทร์ฉาย รองประธานกรรมการ

6. คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ กรรมการ

7. นายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์ กรรมการ

8. ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน กรรมการ

9. ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการ

10. นายดิสทัต โหตระกิตย์ กรรมการ

11. นายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการ

12. นายพิริยะ เข็มพล กรรมการ

13. นายรอยล จิตรดอน กรรมการ

14. นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการ

15. นางผาณิต พูนศิริวงศ์ กรรมการ

16. นางสาววันดี กุญชรยาคง กรรมการ

17. นางสายสม วงศาสุลักษณ์ กรรมการ

18. นางศิราภรณ์ จิตต์กุศล กรรมการ

19. พลตำรวจโท รักษ์จิต หม้อมงคล กรรมการ

20. นางสุทธิมา ชำนาญเวช กรรมการและเหรัญญิก

21. นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการและรองเหรัญญิก

22. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 11 กันยายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

สภาสูง 145 เสียง ฉลุยร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 นายกฯ รับปาก นำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ

11 กันยายน 2569 เวลา 16:24 น.

“สภาสูง” 145 เสียง ฉลุย”ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70″ “นายกฯ”รับปาก นำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ กำกับดูแลใกล้ชิด ให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ ขณะที่”รมต.ประจำสำนักนายกฯ”รับต้องปรับจัดงบฯ-ปฏิรูประบบราชการ ไม่งั้นอีก 2 ปีชาติไปต่อไม่ได้แน่ โต้ครหา”ดีอี”ได้เงินเยอะสุด ไม่เกี่ยวเป็น”รมต.ลูกเทพ” แต่มีภารกิจสำคัญต้องดันโครงสร้างพื้นฐาน”ระบบคลาวด์กลาง”ของประเทศ

11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 15.10 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน3.788ล้านล้านบาท ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังสมาชิกได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางครบถ้วนแล้ว

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า งบประมาณปีนี้เป็นงบประมาณปีแรกที่รัฐบาลนี้ได้ดำเนินการจัดทำ เห็นว่าหากจัดการงบประมาณแบบเดิมภายใน 2 ปีข้างหน้าประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยเหตุผลหนึ่งคือภาระงบประมาณในแต่ละปี โดยเฉพาะงบที่เป็นงบรายจ่ายประจำสูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการบริหารจัดการ ซึ่งจ่ายประจำมีทั้งเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เบี้ยผู้สูงอายุ และเบี้ยต่างๆ ที่เป็นภาระผูกพันก้อนนี้มีแต่จะเติบโตขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งเงินบางส่วนในงบกลางเรียกว่าเงินเลื่อนขั้น เพราะฉะนั้นจึงจะต้องเริ่มในการที่จะปฏิรูประบบราชการ ซึ่งถือเป็นส่วนใหญ่ในสัดส่วนของเงินรายจ่ายประจำของรัฐ

นายภราดร กล่าวต่อว่า ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ปีนี้ได้รับงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่แล้ว ไม่ใช่เพราะตามที่ครหาว่าเป็นเพราะกระทรวงลูกเทพหรือไม่จึงได้รับเงินเพิ่มขึ้น แต่มีภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่ต้องนำงบไปลงที่กระทรวงดีอี โครงการนั้นคือโครงการGDCC โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์กลางของประเทศไทย ที่ให้บริการหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีหน่วยงานที่จะมาขอใช้พื้นที่คลาวด์ ทั้งหมดประมาณ 9,000 กว่าล้านบาท กระจายไปตามหน่วยงานต่างๆของทางกระทรวงดีอี จึงคิดว่าควรจะต้องมีคลาวด์ภาครัฐ ขึ้นมาเพื่อที่จะให้ทุกหน่วยงานมารวมศูนย์อยู่ที่นี่และเช่าใช้คลาวในที่เดียวเพื่อลดจำนวนงบประมาณลง ซึ่งงบประมาณตั้งไว้ 6,000 ล้านบาท หายไปถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณของแผ่นดินมากกว่าที่จะไปให้หน่วยงานอื่นๆ ใช้แบบกระจัดกระจาย

ที่ประชุมได้ลงมติ 145 เสียง ต่อ 5 เสียง เห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 งดออกเสียง 12 พร้อมมีมติเห็นชอบให้ส่งข้อสังเกตของ กมธ.วิสามัญฯ ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้เกียรติวุฒิสภามานำเสนอหลักการ เหตุผล และแนวคิดในการจัดทำงบประมาณ รวมทั้งตอบข้อชี้แจง คำถามต่างๆ ของ สว.ในส่วนการพิจารณาของ สว.ในชั้น กมธ.ฯ แม้ว่าจะไม่สามารถปรับลด หรือแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ ได้ แต่การอภิปรายวันนี้เป็นการให้ความสำคัญ และเน้นย้ำการดำเนินภารกิจเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ เพื่อต่อยอด พัฒนาการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ความเสมอภาคทางสังคม การดูแลคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประชาชน หวังว่าจะสามารถนำงบฯที่ได้รับการจัดสรรไปใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ นำข้อเสนอแนะ หรือข้อสังเกตของ สว. ปรับปรุงการจัดทำงบฯ ในปีต่อๆ ไป ขอฝากรัฐบาลเร่งติดตามการบริหารงบประมาณให้เกิดการใบ้จ่ายที่มีประสิทธิภาพเมื่อร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 บังคับใช้ กมธ.ฯ หวังว่าข้อสังเกตข้อเสนอแนะต่างๆ ของ กมธ.และ สว.จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาล นำไปสู่การพัฒนา หรือการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคง เกิดผลเป็นรูปธรรม ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่เดินทางมารับฟังการพิจารณาฯ ภายหลังเดินทางกลับมาจากการปฏิบัติภารกิจที่ประเทศนอร์เวย์ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ขึ้นกล่าวต่อวุฒิสภาว่า ในฐานะผู้แทนของรัฐบาล ตนขอขอบคุณประธานวุฒิสภา และ สว.ทุกท่าน ตนเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ในระหว่างวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2570 ตนติดภารกิจที่ต่างประเทศ จึงรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เข้ามาร่วมรับฟังด้วยตัวเองในสภาฯ อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ตนตั้งใจเป็นอย่างมากว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวันนี้ ตนจึงตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะมาพระ สว.ทุกท่านด้วยตนเอง ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนขอขอบคุณในการที่ท่านทั้งหลายพิจารณาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาต่างๆ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงประชาชนมีความสุขสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจให้มีความยั่งยืนและพัฒนาระบบ บริหารภาครัฐที่ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ

“ผมขอยืนยันว่าจะนำข้อคิดเห็น คำแนะนำ ความห่วงใย ที่บรรดาวุฒิสภาแห่งนี้ได้ให้คำแนะนำเสนอแนะไว้ ตลอดระยะเวลาของการประชุมในวันนี้ ผมในฐานะรัฐบาลขอรับไว้ด้วยความขอบคุณและจะนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินการเพื่อเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์จากร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญทุกท่านที่ให้ความสำคัญ เสียสละเวลา และการพิจารณาศึกษาร่างฯ พรนี้อย่างเต็มที่จนทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี รวมทั้งได้ให้ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะในการจัดทำงบประมาณซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการและรัฐบาลก็จะได้นำไป ประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนและประเทศไทยอันอันเป็นที่รักของเราสืบไป”

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอให้ความมั่นใจต่อท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านว่า นโยบาย มาตรการ และงบประมาณที่ได้ผ่านการพิจารณาในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ และแผนงานที่กำหนด โดยพวกตนในฐานะรัฐบาลจะคอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลบรรลุผลสัมฤทธิ์ และที่สำคัญที่สุดคือต้องตรวจสอบได้ ตามนโยบายที่กำหนดไว้เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนความมุ่งมั่น ความปรารถนาดีของบรรดาสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติแห่งนี้

จากนั้น ประธานการประชุม ได้สั่งปิดประชุมในเวลา 15.45 น.ทั้งนี้ วุฒิสภาได้ใช้เวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง 45 นาที

รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 2571 ใช้มาตรฐานโลก “ยกเครื่องเศรษฐกิจ–ราชการ–การศึกษา”

12 กันยายน 2569 เวลา 10:54 น.

ลลิดา-เพริศวิวัฒนา

รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 2571 ใช้มาตรฐานโลก “ยกเครื่องเศรษฐกิจ–ราชการ–การศึกษา” ดันไทยแข่งขันได้มากขึ้น

วันนี้ (12 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ตั้งเป้าปี 2571 โดยไม่ได้มุ่งเพียงสถานะสมาชิก แต่ใช้มาตรฐาน OECD เป็นตัวเร่งปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การลงทุน ภาษี ระบบราชการ แรงงาน ดิจิทัล ไปจนถึงการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

ขณะนี้ไทยเข้าสู่ขั้นตรวจสอบเชิงเทคนิค หลังส่งบันทึกเบื้องต้น หรือ Initial Memorandum ให้ OECD เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 โดยคณะกรรมการเชิงเทคนิคของ OECD จำนวน 25 คณะ จะตรวจสอบกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยในแต่ละด้าน พร้อมเสนอประเด็นที่ต้องปรับปรุง รัฐบาลได้มอบหมาย 34 หน่วยงานร่วมขับเคลื่อน โดยมีกลไกระดับชาติที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กำกับและเร่งรัดให้การปรับกฎหมายและนโยบายเดินหน้าอย่างเป็นเอกภาพ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงว่าไทยจะเข้า OECD ได้เมื่อไร แต่คือระหว่างทางประเทศไทยจะยกระดับได้มากเพียงใด ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดขั้นตอนและภาระของภาคธุรกิจ ทำให้ระบบราชการคล่องตัวและโปร่งใสขึ้น รวมถึงพัฒนาคนไทยให้มีทักษะพร้อมสำหรับเศรษฐกิจใหม่

ด้านการศึกษา ผล PISA 2025 ซึ่ง OECD ประกาศเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 สะท้อนสัญญาณบวก โดยคะแนนนักเรียนไทยปรับตัวดีขึ้นจากปี 2022 ครบทั้ง 3 ด้าน วิทยาศาสตร์เพิ่มจาก 409 เป็น 432 คะแนน คณิตศาสตร์จาก 394 เป็น 407 คะแนน และการอ่านจาก 379 เป็น 392 คะแนน แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD แต่ถือเป็นทิศทางที่ดีขึ้นของการศึกษาไทย

ผล PISA 2025 ที่ขยับขึ้นเกิดขึ้นภายหลังการวางรากฐานและขับเคลื่อนมาตรการยกระดับผล PISA อย่างต่อเนื่องในช่วงปีการศึกษา 2567–2568 ก่อนการสอบจริงในเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีทีมบริหารกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นร่วมขับเคลื่อน นำโดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและประธานคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ซึ่งกำกับและติดตามการดำเนินงาน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกำหนดแนวทางขับเคลื่อน PISA 2025 และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมสนับสนุนและสื่อสารนโยบาย พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ รวมถึงเตรียมความพร้อมทั้งครู นักเรียน สื่อการเรียนรู้ และระบบการสอบผ่านคอมพิวเตอร์

รัฐบาลจะนำผล PISA ที่ปรับตัวดีขึ้นมาต่อยอด พร้อมเร่งปิดช่องว่างที่ยังเหลือ เนื่องจากนักเรียนไทยที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับพื้นฐานขึ้นไปอยู่ที่ 59% ในวิทยาศาสตร์ และ 41% ในคณิตศาสตร์และการอ่าน เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 74% 65% และ 69% ตามลำดับ การยกระดับคุณภาพการศึกษาจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับผลิตภาพแรงงาน การรับเทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“การเข้า OECD ไม่ใช่เพียงการได้สถานะสมาชิก แต่ต้องทำให้ประเทศไทยดีขึ้นระหว่างทาง ธุรกิจต้องแข่งขันได้มากขึ้น ราชการต้องคล่องตัวและโปร่งใสขึ้น และคนไทยต้องมีทักษะสูงขึ้น ผล PISA ที่ขยับขึ้นก็เป็นสัญญาณว่า การวางรากฐานและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ รัฐบาลจะต่อยอดสิ่งที่ทำได้ดีและเร่งแก้จุดที่ยังเป็นช่องว่าง เพื่อให้ไทยพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจโลก” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ปี 2571 เป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยกำหนด โดยไทยยังต้องผ่านการประเมินของคณะกรรมการ OECD ในแต่ละด้าน รวมถึงปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่คณะมนตรี OECD จะพิจารณารับไทยเป็นสมาชิกในขั้นสุดท้าย

“K-LIVE FESTIVALIN BANGKOKเทศกาลดนตรีจากเกาหลีใต้”จัดขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคมนี้

11 กันยายน 2569 เวลา 20:57 น.

ภายใต้การจัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวเกาหลี และร่วมจัดโดย KOFICEและศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย เทศกาลดนตรีครั้งสำคัญ รวบรวมวงดนตรีชั้นนำจากเกาหลีและไทยไว้บนเวทีเดียว ณ UOB Live เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 11 กันยายนนี้

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 11กันยายน 2569 มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ (KOFICE) ร่วมกับศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ประกาศจัดงาน K-LIVE FESTIVAL <BAND:AGE> IN BANGKOK ในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ UOB Live ชั้น 6 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด“PEEL IT OFF. TURN IT UP. K-LIVE ON.” พบกับศิลปินและวงดนตรีชั้นนำจากเกาหลีและไทยที่จะมาร่วมแสดงบนเวทีเดียวกัน

เทศกาลดนตรีครั้งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ “2026 Korea Season” โครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมประจำปีภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสานสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมในระยะยาวและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกัน โดยตลอดทั้งปี Korea Season นำเสนอศิลปะ ดนตรี การเต้น และกิจกรรมทางวัฒนธรรมจากเกาหลีที่หลากหลาย

Korea Season ในประเทศไทย ประจำปีนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคมด้วยการแสดงบัลเลต์ร่วมสมัยจากเกาหลีเรื่อง GAT ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ชมชาวไทยเป็นอย่างดี และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมจากเกาหลีจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งดนตรี เทศกาล มีเดียอาร์ต และการเต้น เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างเกาหลีและไทยในระยะยาว

โดยเทศกาลครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้ธีม“It’s the Era of Bands” และแนวคิด “BANDAGE OFF” ที่สื่อถึงช่วงเวลาของการปลดล็อคขีดจำกัดและปล่อยให้เสียงดนตรีสดได้เริ่มต้นขึ้น พร้อมมอบประสบการณ์การแสดงดนตรีสดที่หลากหลายผ่านดนตรีหลากหลายแนว ได้แก่:

  • EVAN: นักร้องรุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยน้ำเสียงหวานเป็นเอกลักษณ์
  • HYUKOH: วงอินดี้ร็อกจากเกาหลีชั้นนำ และหนึ่งในตัวแทนสำคัญของวัฒนธรรมร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่
  • ONEWE: วงดนตรีเกาหลี 5 สมาชิก ที่โดดเด่นด้วยความสามารถทางดนตรีที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์
  • MINSU: นักร้องและนักแต่งเพลงที่ได้รับความรักจากแฟนเพลง ถ่ายทอดบทเพลงที่จริงใจและเต็มไปด้วยอารมณ์
  • Paper Planes: หนึ่งในวงร็อกแถวหน้าของไทย เจ้าของเพลงฮิตที่ได้รับความนิยมจากหลายช่วงวัย
  • DJ Sets: เติมเต็มบรรยากาศของงานด้วย DJ JINWOOK และ DJ MAKTOOP

         กิจกรรมจะเริ่มเวลา 16.00 น. ตามด้วยการแสดงบนเวทีหลักเวลา 17.00 น.

 หลังจบงาน K-LIVE FESTIVAL โครงการ Korea Season จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมนำเสนอเนื้อหานิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลี (National Museum of Korea) ภายใต้ชื่อนิทรรศการ <A Landscape Carried by Wishes: Immersive Korea>  ณ ห้องอเนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

รายละเอียดงานและการจำหน่ายบัตร

  • ชื่องาน: K-LIVE FESTIVAL <BAND:AGE> IN BANGKOK
  • วันและเวลา: วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 | กิจกรรมเริ่ม 16.00 น. การแสดงบนเวทีหลัก 17.00 น.
  • สถานที่: UOB Live ชั้น 6 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ
  • เปิดจำหน่ายบัตร: วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. (ICT) ทาง MEGATIX
  • ราคาบัตร: 500 บาท (ราคาเดียวสำหรับบัตรยืนและบัตรนั่ง)

ติดตามรายละเอียดการจำหน่ายบัตรและรายชื่อศิลปินได้ทาง MEGATIX และช่องทางทางการของงานที่ klivefestival.com, @klivefestival_th (Facebook / Instagram), และ @koreaseason_official (Facebook / Instagram).

เกี่ยวกับ KOFICE

มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ (KOFICE) เป็นหน่วยงานที่ได้รับการแต่งตั้งภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี มีบทบาทในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คน และความร่วมมือด้านวัฒนธรรมในระดับโลก

เกี่ยวกับ Korea Season 2026

Korea Season เป็นโครงการด้านการทูตวัฒนธรรมประจำปีภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และดำเนินงานโดย KOFICE โดยนำเสนอกิจกรรมตลอดทั้งปี ครอบคลุมทั้งดนตรี ศิลปะ มีเดียอาร์ต และการเต้น เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับประเทศพันธมิตรอย่างยั่งยืน

คุรุสภา เปิดเวที KSP Webinar 2026 ชูความปลอดภัยในสถานศึกษายุค AI

11 กันยายน 2569 เวลา 20:20 น.

คุรุสภาชวนครูทั่วประเทศร่วม KSP Webinar 2026 วันที่ 12–13 ก.ย.นี้ เปิดเวทีถก “ความปลอดภัยในสถานศึกษายุค AI” ระดมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เจาะพฤติกรรมดิจิทัลวัยรุ่น การใช้ AI ในห้องเรียน ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมออนไลน์ผ่านคุรุแพลตฟอร์มไม่น้อยกว่า 50,000 คน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน  ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กำหนดจัดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2569 (KSP Webinar 2026) ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “สร้างอนาคตการศึกษาไทย : ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์” (Shaping the Future of Thai Education: School Safety in the AI Era) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI และสังคมดิจิทัล ในรูปแบบออนไลน์

ผ่าน คุรุแพลตฟอร์ม https://khuruplatform.ksp.or.th และถ่ายทอดสดผ่าน Fanpage Facebook คุรุสภา  โดยไฮไลต์วันแรก 12 ก.ย.69 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สร้างอนาคตการศึกษาไทย : ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์” ก่อนเข้าสู่เวทีเสวนาที่จับประเด็นปัญหาใกล้ตัวเด็กและครู อาทิ “อ่านสัญญาณวิกฤต ผ่านสองสายตา: ผสาน AI

ร่วมถอดรหัสวิกฤตพฤติกรรมดิจิทัลของวัยรุ่น” และ “AI เพื่อการบริหารจัดการห้องเรียน: รู้เท่าทันหลักธรรมาภิบาล”

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “โรงเรียน ครอบครัว ชุมชน: ผนึกพลังพิทักษ์เด็ก” ที่จะชวนมองว่าการสร้างความปลอดภัยให้เด็กไม่ใช่หน้าที่ของครูหรือโรงเรียนเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน และทุกภาคส่วน

ส่วนวันที่ 13 ก.ย.69 พบกับไฮไลต์สำคัญ การบรรยายพิเศษ “Traffy Fondue : ความปลอดภัยในสถานศึกษา” โดย ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษา รมช.ศธ. และ นายอดิศักดิ์ ดงสิงห์ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมถ่ายทอดแนวคิดและมุมมองเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา

จากนั้นยังมีเวที “ความปลอดภัยในสถานศึกษา : หลากหลายมิติ หลากหลายมุมมอง” “การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์: Social and Emotional Skills” และ “ครูและบุคลากรทางการศึกษากับความปลอดภัยในสถานศึกษา” เพื่อเปิดมุมมองเรื่องความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั้งเด็ก ครู โรงเรียน และสภาพแวดล้อมทางการศึกษา

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของการประชุมครั้งนี้ คือ การนำเรื่อง “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” มาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ครูและเด็กกำลังเผชิญจริง ตั้งแต่ AI พฤติกรรมในโลกดิจิทัล สุขภาพจิตและอารมณ์ ไปจนถึงบทบาทของครอบครัวและชุมชน โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมได้รับทั้งองค์ความรู้ มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ และแนวคิดที่สามารถนำกลับไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษาซึ่งตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ครั้งนี้ ไม่น้อยกว่า 50,000 คน  ทั้งนี้คุรุสภาหวังให้เวที KSP Webinar 2026 เป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และประสบการณ์ที่เป็นแบบอย่าง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน คุณภาพการศึกษา และวิชาชีพทางการศึกษา ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย

“AI และโลกดิจิทัลกำลังเปลี่ยนทั้งวิธีเรียน วิธีสอน และวิถีชีวิตของเด็ก ความปลอดภัยในสถานศึกษาจึงไม่ได้มีเพียงมิติทางกายภาพ แต่รวมถึงสุขภาพจิต พฤติกรรมในโลกดิจิทัล และการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน คุรุสภาหวังว่าเวทีนี้จะช่วยให้ครูเข้าใจการเปลี่ยนแปลง มองเห็นความเสี่ยง และมีแนวทางในการรับมือกับปัญหารูปแบบใหม่ สามารถนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้ในการดูแลผู้เรียนและสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การทำให้เด็กได้เรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่เวทีใหญ่ KSP Webinar คุรุสภาได้จัดกิจกรรม Pre Webinar ระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม–11 กันยายน 2569 จำนวน 11 หัวข้อ ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้ปฏิบัติจริง ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อดิจิทัล Active Learning การพัฒนาทักษะผู้เรียน การสร้างโรงเรียนแห่งความสุข การจัดการศึกษาทักษะอาชีพ และการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสู่นวัตกรรมการเรียนรู้  คุรุสภาขอเชิญชวนครู บุคลากรทางการศึกษา นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน เข้าร่วมงาน KSP Webinar 2026 ผ่าน “คุรุแพลตฟอร์ม” ที่ https://khuruplatform.ksp.or.th และสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่าน Fanpage Facebook “คุรุสภา” โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมครบตามเงื่อนไขที่คุรุสภากำหนดและตอบแบบสอบถาม จะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมกิจกรรม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th

บอร์ด สกสค.ไฟเขียว จุลพงษ์ ลิมปสุธรรม นั่ง ผอ.องค์การค้าฯ คนใหม่

11 กันยายน 2569 เวลา 19:39 น.

11 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.คนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งมี นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นประธาน เสนอรายชื่อมา 2 ราย ได้แก่ นายจุลพงษ์ ลิมปสุธรรม อดีตผู้บริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) และ นายศักดาเดช ทาซ้าย อดีตผู้บริหารสถานศึกษา โดยผู้สมัครทั้ง 2 ราย ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม เพื่อประกอบการพิจารณา

นายประเสริฐ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายจุลพงษ์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าฯ คนใหม่ เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และมีประสบการณ์ด้านการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการบริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ซึ่งมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรให้ดีขึ้น

“ที่ประชุมได้มอบหมายให้นายจุลพงษ์ จัดทำแผนบริหารงานองค์การค้าฯ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ สกสค.พิจารณาอีกครั้ง โดยคาดหวังว่าจะสามารถเข้ามาขับเคลื่อนองค์การค้าฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับภารกิจสำคัญของผู้อำนวยการองค์การค้าฯ คนใหม่ คือการบริหารจัดการทรัพย์สินและบุคลากรขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารจัดส่งหนังสือเรียนให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ส่วนการสรรหาเลขาธิการ สกสค.คนใหม่นั้น คาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ สกสค.ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ซึ่งยังเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

สอวช.-อพท. ลงนามร่วมมือใช้ อววน. ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

11 กันยายน 2569 เวลา 15:52 น.

11 กันยายน 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย น.ส.วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) อย่างยั่งยืน” ระหว่างกระทรวง อว. โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กับกระทรวง กก. โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนาม ณ ห้องประชุมกมลทิพย์ 3 ชั้น 2 โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) มาสนับสนุนการยกระดับภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการนำงานวิจัย นวัตกรรม ศักยภาพของมหาวิทยาลัย และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวที่ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างรายได้หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกกลับคืนสู่ธรรมชาติและชุมชน

“ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาควิชาการกับพื้นที่จริง โดยใช้มหาวิทยาลัยและเครือข่ายของ อว. เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism Lab) รวมทั้งร่วมพัฒนาแนวทาง มาตรฐาน ตัวชี้วัด และกลไกการขยายผล เพื่อให้เกิดการยกระดับการท่องเที่ยวของไทยอย่างเป็นระบบและสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่สร้างผลดีต่อธรรมชาติ (Nature Positive Development)

นอกจากนี้ ยังมุ่งบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง รวมถึงร่วมกันพัฒนาแนวทาง มาตรฐาน ตัวชี้วัด และกลไกการขยายผลที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยและมาตรฐานสากล มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนสู่การสร้างคุณค่าใหม่ด้วยทุนทางนวัตกรรม และสนับสนุนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างในระดับประเทศ

เปิดตัวนวัตกรรม ‘Traffy Fondue’ เฝ้าระวัง-ควบคุมโรคระบาดเชิงรุกทั่วประเทศ

12 กันยายน 2569 เวลา 08:45 น.

ผนึก 3 กระทรวง ยกระดับสาธารณสุขเรือนจำ เปิดตัวนวัตกรรม “Traffy Fondue” เฝ้าระวัง-ควบคุมโรคระบาดเชิงรุกทั่วประเทศ มุ่งเน้นแจ้งเตือนรวดเร็ว เชื่อมโยงข้อมูล Real-time ตั้งเป้าแก้ปัญหาวิกฤตสุขภาพในพื้นที่เฉพาะอย่างยั่งยืน

กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ร่วมกับ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัล “Traffy Fondue” ขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคระบาดในเรือนจำเชิงรุก มุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time ลดระยะเวลาตอบสนอง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ตามหลักสิทธิมนุษยชน  โดยมี พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า กระทรวง อว. มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์จริงแก่ประเทศ การต่อยอดแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ซึ่งพัฒนาโดย สวทช. สู่การเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยสุขภาพในเรือนจำ ถือเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการทำงานเชิงรุก ทำให้สามารถรับรู้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-driven Decision Making) อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังและบุคลากรในเรือนจำได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้เรือนจำจะเป็นพื้นที่ควบคุม แต่ไม่ใช่พื้นที่ปิดตาย เนื่องจากมีการหมุนเวียนของผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และญาติเยี่ยมตลอดเวลา หากเกิดการระบาดของโรคย่อมมีโอกาสแพร่กระจายสู่ชุมชนภายนอกได้ ซึ่งข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญของการมีระบบเฝ้าระวังที่รวดเร็ว โดยพบเหตุการณ์การระบาดในเรือนจำรวมกว่า 91 เหตุการณ์  ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ โควิด19 และ โรคอาหารเป็นพิษ/อุจจาระร่วง รวมทั้งยังพบการระบาดของโรคติดต่ออื่นๆ เช่น โรคไข้กาฬหลังแอ่น โรคปอดอักเสบ โรคสุกใส โรคหิดและโรคตาแดง แม้จะพบในจำนวนไม่มาก แต่ล้วนเป็นโรคที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด  ดังนั้น การมีระบบแจ้งเหตุและตอบสนองที่รวดเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการแพร่กระจายของโรคและลดผลกระทบต่อทั้งผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และประชาชนโดยรวม

“นวัตกรรม Traffy Fondue เวอร์ชันเฉพาะเรือนจำ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบแจ้งเตือน (Alert) และฟังก์ชันยกระดับการแจ้งเตือน หากการสอบสวนโรคล่าช้าเกินกว่า 72 ชั่วโมง เพื่อส่งข้อมูลตรงไปยังส่วนกลางและรองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สามารถสั่งการบริหารจัดการภาวะวิกฤตได้ทันท่วงที และฟังก์ชันจะเริ่มเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2570”

ขณะที่ พันตำรวจเอก อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การถูกจำคุกเป็นการจำกัดเสรีภาพ แต่ไม่ใช่การจำกัดสิทธิในการได้รับการดูแลสุขภาพตามหลักสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การจัดบริการสุขภาพในเรือนจำต้องทำควบคู่กับความมั่นคงสูงสุด ซึ่งการประยุกต์ใช้ Traffy Fondue ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทเรือนจำผ่าน 6 คุณลักษณะขั้นสูง

กองทุน ววน. พัฒนาการลงทุนวิจัยไทย สู่ Portfolio เชิงยุทธศาสตร์

12 กันยายน 2569 เวลา 07:23 น.

กองทุน ววน. เดินหน้าชี้แจงเป้าหมายงบประมาณปี 2571 หนุนหน่วยงานปรับวิธีคิดสู่การลงทุนที่สร้างผลลัพธ์ขับเคลื่อนแผน ววน. ใหม่ ปีงบประมาณ 2571–2575 หน่วยงานในระบบ ววน. พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ปรับแนวทางเสนอของบประมาณจากแผนงานและโครงการสู่การนำส่งผลลัพธ์และผลกระทบของประเทศ

การประชุมครั้งนี้ได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานในระบบ ววน. อย่างกว้างขวาง สะท้อนถึงความพร้อมของทุกภาคส่วนในการปรับตัวเข้าสู่แนวทางการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ประเทศมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงสำคัญของการจัดทำคำของบประมาณปี 2571 ไม่ได้เป็นเพียงการปรับรูปแบบเอกสารหรือกระบวนการเสนอของบประมาณ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของการลงทุนด้าน ววน. จากเดิมที่มุ่งนำเสนอเป็นรายแผนงานและโครงการไปสู่การออกแบบการลงทุนเชิงระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่เป้าหมายของแผน  การลงทุน การดำเนินงาน  ผลผลิต (Output)  ผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ซึ่งแผน ววน. ใหม่มีการกำหนดตัวชี้วัดมาตรฐาน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงความก้าวหน้าที่วัดได้และสามารถเทียบวัดการเจริญเติบโตระดับสากลได้

แนวทางดังกล่าวยังเป็นการยกระดับการบริหารจัดการ สู่การบริหารจัดการเชิงแผนงานและ Portfolio โดยมุ่งให้การลงทุนด้าน ววน. มีทิศทางร่วมกัน ลดความซ้ำซ้อน เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากรจากหลายหน่วยงาน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและเกิดผลกระทบในวงกว้าง

นอกจากนี้ ระบบติดตามและประเมินผลจะให้ความสำคัญกับการวัดความสำเร็จที่มากกว่าการดำเนินงานแล้วเสร็จหรือการส่งมอบผลผลิต แต่ต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงเส้นทางการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ การสร้างผลลัพธ์ต่อกลุ่มเป้าหมาย และการก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนแผน ววน. ใหม่ พ.ศ. 2571–2575 และเป็นจุดเปลี่ยนของระบบ ววน. ของประเทศไทย กองทุน ววน. และ สกสว. มุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้นำไปสู่ระบบการลงทุนด้าน ววน. ที่มีเป้าหมายชัดเจน เชื่อมโยงเป็นระบบ สามารถติดตามและประเมินผลได้ และทำให้ทุกงบประมาณที่ลงทุนเกิดคุณค่าสูงสุดต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน