แวดวงนักปกครอง : 9 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 9 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 9 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อธิบดีพวง นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองเข้ารับโล่รางวัลเกียรติคุณ และโล่กิตติมศักดิ์ ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนดีเด่นในการช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อด้วยความยุติธรรม ภายในงาน “24 ปี กับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็วทั่วถึง และเป็นธรรม เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า : คือความไม่ยุติธรรม (justice delayed is justice denied)” จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พร้อมกับหน่วยงานเครือข่าย สถานีตำรวจ เรือนจำ ทัณฑสถาน และสำนักงานยุติธรรมจังหวัด

ไทยช่วยไทย ยังคึกคัก! มหาดไทยจับมือพาณิชย์ดันกำลังซื้อฐานรากขยายผลผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง หวังลดค่าครองชีพเห็นผลจริง ประกาศชัดคุณสมบัติและสิทธิประโยชน์
สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ

อยู่บ้านก็ช้อปได้! “นายอำเภอพุ่มพวง” ลุยส่งสินค้าราคาถูกถึงหน้าบ้าน สร้างรอยยิ้มทั้งอำเภอ ว่าที่ ร้อยตรีสุขุม ดลโสภณ นายอำเภอกระนวน จ.ขอนแก่น ขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ผ่านโมเดล “นายอำเภอพุ่มพวง” นำรถเร่ค้าขายใกล้ตัว ยกระดับเป็นกลไกกระจายสินค้าราคาประหยัดถึงชุมชน ขนทัพสินค้าอุปโภค-บริโภคจำเป็น ทั้งข้าวสาร ไข่ไก่น้ำมันพืช น้ำตาล และผักสดจากเกษตรกรในพื้นที่ ราคาถูกคุณภาพดี ส่งตรงถึงหน้าบ้าน ลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม

ว่าที่ ร้อยตรีสุขุม ดลโสภณ

นายอำเภอกระนวน จ.ขอนแก่น

นายบุญญาฤทธิ์ เยี่ยมยอด

นายอำเภอเมืองชัยนาท จ.ชัยนาท

ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “ไอยราป้องภัย” บุกสุรินทร์ เข้าจับผู้ช่วยทันตแพทย์ค้ามนุษย์ถ่ายคลิปลับเด็กสาว ขายกลุ่มลับ Telegram โปรโมท“กลุ่มคลิปเด็ก-ลักหลับ-ใช้หนี้” ผู้ต้องหามีพฤติการณ์แสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กและจำหน่ายสื่อผิดกฎหมายผ่านกลุ่มลับออนไลน์ รวบรวมพยานหลักฐานเข้าจับกุมพร้อมของกลางจำนวนมาก เร่งขยายผลต่อเนื่อง ช่วยเหลือผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองตามกลไกของรัฐ พร้อมฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างใกล้ชิด ย้ำเดินหน้าปราบปรามการค้ามนุษย์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเด็ดขาด

พายุถล่มชัยนาท! นายอำเภอรุดตรวจ เร่งกู้ไฟ-เคลียร์เส้นทาง นายบุญญาฤทธิ์ เยี่ยมยอด นายอำเภอเมืองชัยนาท นำทีมฝ่ายปกครองลงพื้นที่ทันที ตรวจสอบความเสียหายพบ
เสาไฟฟ้าแรงสูงโค่นล้มกว่า 50 ต้น ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตรส่งผลให้ไฟฟ้าดับกระทบประชาชนกว่า 495 หลังคาเรือน บูรณาการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้าและเคลียร์เส้นทางจราจร ย้ำดูแลความปลอดภัยประชาชนใกล้ชิดต่อเนื่อง

ปิดท้ายสัปดาห์นี้ นายอำเภอสั่งลุย ลุยกวาดล้าง จับ “นายบ่าว” มั่วสุมเสพยาในสวนทุเรียน นายประสงค์ จันทร์หยูนายอำเภอท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช สั่งการชุดปราบปรามยาเสพติดลงพื้นที่บ้านจันนา ต.ตลิ่งชัน หลังสืบทราบใช้ขนำสวนทุเรียนเป็นแหล่งมั่วสุม เจ้าหน้าที่ปิดล้อมตรวจค้นก่อนบุกจับ“นายบ่าว” พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนหนึ่ง ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ย้ำชัดฝ่ายปกครองเดินหน้าปราบปรามเข้มข้น ไม่ปล่อยพื้นที่เป็นแหล่งมั่วสุม มุ่งสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นาย..อำเภอน้อย

ประกาศลันไม่เปิดด่าน หนูตอกเขมร แจ้งอาเซียนเลิกMOU

ประกาศลันไม่เปิดด่าน หนูตอกเขมร แจ้งอาเซียนเลิกMOU

ประกาศลันไม่เปิดด่าน หนูตอกเขมร แจ้งอาเซียนเลิกMOU

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประกาศลันไม่เปิดด่าน หนูตอกเขมร แจ้งอาเซียนเลิกMOU แต่พร้อมเริ่มฟื้นสัมพันธ์ ‘สีหศักดิ์’เตรียมวางกรอบ ส่งอุปทูตประจำตามเดิม ฮุนมาเนตยังทำเสียงแข็ง

อนุทิน-สีหศักดิ์” เผชิญหน้า ฮุน มาเนต ผู้นำเขมร ยันไทยไม่เปิดด่านชายแดน แต่พร้อมฟื้นสัมพันธ์ ย้ำต้องหยุดสงครามน้ำลาย เตรียมวางกรอบฟื้นสัมพันธ์ เล็งส่งอุปทูตประจำการตามเดิม ร่วมมือปราบสแกมเมอร์เข้มข้น ด้าน มาร์กอส จูเนียร์” ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เผยอยากเห็นอาเซียนสงบสุข นายกฯร่วมพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ โดยเน้นย้ำความร่วมมืออาเซียน

เมื่อวันที่ 8 พฤาภาคม 2569 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการหารือ 3 ฝ่ายระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ศูนย์การประชุมมักตัน (Mactan Expo)ว่า การหารือดังกล่าวมาจากการประสานงานของฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ที่ต้องการให้ไทยและกัมพูชามาพูดคุยกันอย่างเต็มที่และตรงไปตรงมาในทุกประเด็นว่าจะเดินหน้าคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งอย่างไร ซึ่งไม่ใช่การแทรกแซง โดยฝ่ายไทยเห็นว่าควรสร้างบรรยากาศที่ดี ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

หลีกเลี่ยงสงครามน้ำลาย

เพราะฉะนั้นในการหารือ นายกฯของไทยพยายามเสนอมาตรการเพื่อนำไปสู่การแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหา อาทิ สิ่งที่เราเสนอเมื่อมีการหยุดยิงแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยงสงครามทางวาจากล่าวหาบนเวทีระหว่างประเทศ เพราะจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการพูดคุย อีกทั้งได้หารือถึงการแสวงหาความร่วมมือในบางเรื่องที่ทำร่วมกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งมีข้อตกลงกันว่าจะให้ฝ่ายตำรวจของ 2 ประเทศรื้อฟื้นกรอบการเจรจาที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ประชุมร่วมกันเป็นเวลานาน

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศยังเห็นว่าควรติดต่อกันระหว่างภาคประชาชน ผ่านสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน 2 ประเทศ ทั้งนี้ ในการประชุม 3 ฝ่ายครั้งนี้ ได้มอบหมายให้ตนในฐานะรองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ กับนายปรัก สุคน รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา มาพูดคุยกันโดยเร็ว เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการก่อนเดินไปสู่กรอบความร่วมมือต่างๆ และมองกันว่าหากจะเดินหน้าความร่วมมือ จำเป็นต้องมีการติดต่อกันได้โดยตรง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เห็นว่าสำคัญคือการส่งอุปทูตกลับไปประจำการในสถานเอกอัครราชทูตของแต่ละฝ่าย ซึ่งเรื่องนี้ยังมีขั้นตอนต้องดำเนินการ

ยังไม่ปักปันขตแดนเพิ่ม

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาเรื่องเขตแดนทางบก ตนคิดว่าก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ควรประชุมเตรียมการก่อน ซึ่งย้ำว่าไทยไม่ได้บ่ายเบี่ยงการเจรจา แต่ต้องดูว่าการเจรจาจะเริ่มจากจุดไหน ไปสู่จุดไหน บางเรื่องอาจตกลงกันได้ บางเรื่องและอาจต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องเขตแดนทางทะเลนั้น นายอนุทินได้ชี้แจงว่า การที่ไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู)ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ฉบับปี 2544 ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงว่าระยะเวลากว่า 20 ปีที่บังคับใช้กันมาไม่มีความคืบหน้า

ดังนั้น ถ้าเรายังมุ่งมั่นการเจรจาตามกรอบนี้ ก็ไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่ายในการปักปันเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน นี่คือเจตนาของฝ่ายไทย ฉะนั้นเมื่อไทยและกัมพูชาต่างเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เราก็สามารถเจรจาในกรอบนี้ได้ ซึ่งมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ

ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง

“การหารือ 3 ฝ่ายครั้งนี้ เป็นการพูดคุยร่วมกันที่เป็นประโยชน์ ท่านนายกฯ อนุทิน มุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์ ปกป้องอธิปไตยของประเทศ และต้องการข้ามความขัดแย้งไปให้ได้ แต่การจะไปถึงจุดนั้นต้องก้าวข้ามโดยรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน” นายสีหศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ประชาชนยังแสดงความกังวล นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การหารือ ยังไม่ได้มีข้อยุติใดๆ และพยายามหาแนวทางเดินหน้าไปด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่าย และการหารือที่เกิดขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้น อาจจะไม่ได้แก้ไขโดยง่าย แต่คิดว่าการพูดคุยน่าจะดีกว่าการปะทะแล้วใช้ความรุนแรงต่อกัน

นายกฯแจงพบฮุนมาเนต

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงคำของวันที่ 7 พฤษภาคม ณ โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ และพล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมแถลงผลการหารือสามฝ่ายระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

โดย นายกฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์มีความประสงค์ให้ภูมิภาคอาเซียนดำรงบรรยากาศแห่งความร่วมมือ และความเข้าใจอันดี จึงได้เชิญผู้นำไทยและกัมพูชาร่วมหารือกัน โดยฝ่ายไทยได้นำคณะผู้แทนด้านการต่างประเทศ และฝ่ายความมั่นคง เข้าร่วม เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวไทย

ย้ำไทยยกเลิกMOU44

นายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้าของมาตรการด้านความมั่นคง รวมถึงการประสานความร่วมมือทางทหารระหว่างไทย และกัมพูชา ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ โดยตลอดระยะเวลากว่า 5 เดือนที่ผ่านมา ไม่ปรากฏเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยได้ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงเหตุผลในการยกเลิก MOU 2544 ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้รับทราบ และเข้าใจในจุดยืนของไทยแล้ว พร้อมทั้งเห็นพ้องร่วมกันว่า ทั้งสองประเทศจะยึดถือหลักการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบแนวทางสำคัญในการดำเนินการในอนาคต แม้รายละเอียดในทางปฏิบัติยังจำเป็นต้องหารือร่วมกันต่อไป

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เริ่มต้นกระบวนการหารือในทุกระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในกรอบ JBC และ GBC รวมถึงการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยย้ำว่าการเจรจาทุกขั้นตอนจะต้องยึดถือข้อตกลงหยุดยิงและแนวทางที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพและความไว้วางใจระหว่างกัน

ลั่นยังไม่มีการเปิดด่าน

นายกฯ ระบุว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงแนวโน้มในการเสริมสร้างสันติภาพ และเสถียรภาพระหว่างไทย และกัมพูชา พร้อมย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาล มิใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ จึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันดูแลความปลอดภัยของประชาชนไทยในกัมพูชา และประชาชนกัมพูชาในประเทศไทย ไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม

นายกฯยังขอให้ไทยและกัมพูชา ใช้กรอบทวิภาคีในการหารือบนพื้นฐานของการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากแรงกดดันจากประเทศที่สาม เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่า ในการหารือครั้งนี้ ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการกำหนดเขตแดนหรือการเปิดพรมแดน เป็นเพียงการเห็นพ้องให้เริ่มต้นหารือในระดับปฏิบัติการก่อน ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรองเสนาธิการทหารของไทยจะดำเนินการหารือในรายละเอียดต่อไป

นายกฯ ย้ำว่า ประเทศไทยจะรักษาเกียรติภูมิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประชาชนไทยอย่างเต็มที่ โดยจะดำเนินทุกแนวทางด้วยความรอบคอบ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเกิดความสูญเสียจากกระบวนการเจรจาในครั้งนี้

แก้ไขพรมแดนอย่าใช้กำลัง

ด้านเว็บไซต์พนมเปญโพสต์ รายงานว่าฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาย้ำอีกครั้งว่า ปัญหาพิพาทชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ควรจะต้องแก้ผ่านกลไกทวิภาคี และกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่ โดยปฏิเสธสิ่งที่กัมพูชาระบุว่า “เป็นการสร้างข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่” ระหว่างการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ในการเจรจา 3 ฝ่าย ที่มีฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประธานอาเซียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ข่าวระบุว่า หลังเสร็จสิ้นการประชุม 3 ฝ่าย ฮุน มาเนต ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในทันที โดยย้ำว่า กัมพูชาจะไม่ยอมรับความพยายามใดๆที่จะเปลี่ยนแปลงพรมแดนผ่านการใช้กำลังหรือการดำเนินการฝ่ายเดียวในพื้นที่

ทั้งนี้ นายกฯกัมพูชา ยังเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบและโดยทันที ตามแถลงการณ์ร่วมที่ตกลงกันไว้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ให้การปักปันเขตแดนดำเนินต่อไปผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ เจบีซี ที่มีอยู่ โดยไม่ให้เกิดความล่าช้าเพิ่มเติม

ผู้นำกัมพูชา ยังได้เรียกร้องให้ขยายอำนาจหน้าที่ของภารกิจผู้สังเกตการณ์ เพื่อตรวจสอบและรับประกันการดำเนินมาตรการต่างๆ ที่กำหนดไว้และที่ได้ตกลงร่วมกันทั้งหมด

ซึ่งนอกเหนือจากข้อพิพาททางบกแล้ว ฮุน มาเนต บอกด้วยว่า กัมพูชาและไทย ยังได้หารือเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลทับซ้อนกันในอ่าวไทย โดยพนมเปญยืนยันเจตนารมณ์ที่จะใช้กลไกระงับข้อพิพาทโดยสันติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ กัมพูชาเพิ่งประกาศแผนเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS หลังจากที่ไทยประกาศจะถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจปี 2544 หรือ MOU44 ที่ใช้กำกับการเจรจาทางทะเลระหว่างสองประเทศ

อาเซียนมุ่งมั่นแก้ไขปัญหา

ด้าน นายมาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ผู้นำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ในฐานะประธานอาเซียน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนต่อการเจรจา การใช้ความอดกลั้น และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ และว่า มีการหารืออย่างตรงไปตรงมาหลายประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย

และว่า ทั้งสองฝ่ายยืนยันถึงความสำคัญของการรักษาช่องทางสื่อสารที่เปิดกว้าง การใช้ความอดกลั้น การหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจยกระดับความตึงเครียด และการเดินหน้าสู่การเจรจาโดยสันติ และสร้างสรรค์ต่อไป

นายกฯร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน

ในเวลา 09.00 น.(ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ Hall 2-3 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมมักตัน (Mactan Expo) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และภริยา เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 โดยมีผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม

หลังจากนั้นเวลา 10.15 น. ณ Hall 1 ศูนย์การประชุมมักตัน นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary) โดยมีผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank – ADB) ในฐานะแขกของประธานอาเซียนฯ เข้าร่วม

เน้นความร่วมมือในอาเซียน

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีต่อฟิลิปปินส์ในโอกาสการเป็นประธานอาเซียน และแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรี เล มิญ ฮึง ของเวียดนาม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมขอบคุณผู้นำประเทศสมาชิกสำหรับการแสดงความยินดีในโอกาสการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยอีกครั้ง โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทย และจัดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อาเซียนเคยเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งสามารถก้าวผ่านและเติบโตอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า อาเซียนจะสามารถรับมือกับความท้าทายครั้งนี้ได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ อาเซียนจำเป็นต้องคงความเป็นเอกภาพ ปรับตัวได้ และมองไปข้างหน้า โดยหัวข้อการประชุม “Navigating Our Future, Together” มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เราต้องมีกฎหมายในการกำกับว่าในแต่ละรัฐบาลนั้นสามารถใช้เงินได้เท่าไหร่ ขาดทุนได้เท่าไหร่ไม่เช่นนั้นจะไม่มีข้อจำกัด เพราะถ้ารัฐบาลสามารถใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้ สถานะการคลังของประเทศวันนี้ก็ไม่เป็นแบบนี้ อนาคตก็มีโอกาสที่จะล่มสลายได้จริง”

นายกรณ์ จาติกวณิช

สส.บัญชีรายชื่อ

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

รมว.กต.ร่วมคณะนายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 มุ่งรับมือวิกฤตโลก

รมว.กต.ร่วมคณะนายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 มุ่งรับมือวิกฤตโลก

รมว.กต.ร่วมคณะนายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 มุ่งรับมือวิกฤตโลก

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.24 น.

8 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ทั้งแบบเต็มคณะและแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “การนำทางอนาคตของเราไปด้วยกัน” (Navigating Our Future, Together) ที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ตามคำเชิญของ นายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ปี 2569

ไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เกี่ยวกับแนวทางการรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการตอบสนองร่วมกันของอาเซียนในด้านพลังงาน อาหาร และความปลอดภัยของคนชาติอาเซียน เพื่อสร้างความเข้มแข็งต่อวิกฤติในอนาคต ตลอดจนหารือแนวทางการปรับตัวของอาเซียนให้ทันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในโอกาสนี้ ไทยได้เสนอ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) Regionalism – การส่งเสริมการบูรณาการของอาเซียนและการผสานผลประโยชน์แห่งชาติเข้ากับผลประโยชน์ของภูมิภาค (2) Resilience – การสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยคุกคามภายนอก และ (3) Relevance – การรักษาบทบาทนำในภูมิภาคและเวทีโลก และสร้างผลประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับประชาชนอาเซียน

อนุทิน ปิดจบสวย! ลั่นแจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้า ฮุนมาเนต ยันเกาะกูดของไทย 100%

อนุทิน ปิดจบสวย! ลั่นแจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้า ฮุนมาเนต ยันเกาะกูดของไทย 100%

อนุทิน ปิดจบสวย! ลั่นแจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้า ฮุนมาเนต ยันเกาะกูดของไทย 100%

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.02 น.

อนุทิน ปิดจบสวย! ลั่นแจ้งยกเลิก MOU 44 ต่อหน้า ฮุนมาเนต ยันเกาะกูดของไทย 100% เผยผู้นำเขมร โอดผิดหวัง เตรียมงัดแผน UNCLOS สู้ต่อ

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “โดยปกติผมเป็นคนที่ทำงานใดๆแล้วไม่ประสงค์ที่จะต้องออกมาประโคมข่าวหรือสร้างความสำคัญให้กับตัวเองเพราะหน้าที่ในการเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือต้องทำทุกอย่าง ทุกเรื่อง ทำยังไงก็ได้ที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อประเทศไทยและพี่น้องประชาชนของผม

ผมเดินทางมาร่วมประชุมผู้นำของอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ในขณะนี้และประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ซึ่งทำหน้าที่ประธานของที่ประชุมต้องการให้เกิดบรรยากาศการประชุมที่ดี จึงได้นัดให้ผมได้พบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก่อนการเปิดประชุมเพื่อลดความตึงเครียดเมื่อเย็นวานนี้ และไหนๆก็ได้พบกันแบบตัวเป็นๆแล้วผมจึงใช้โอกาสนี้แจ้งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาโดยตรงเลยว่า รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เป็นที่เรียบร้อยแล้วและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็ได้รับทราบพร้อมกับกล่าวว่า ท่านผิดหวังต่อการที่รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจเช่นนี้ รัฐบาลกัมพูชาก็จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันไปใช้แนวทางและกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ของอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเลหรือ UNCLOS ในการที่จะดำเนินการเรื่องข้อตกลงทางสิทธิประโยชน์ทางทะเลต่อไป ซึ่งการยึดถือหลักปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าวก็เป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลไทยเพราะจากนี้ไป หากมีการพูดคุยใดๆ ทั้งสองประเทศก็จะยึดถือหลักการและข้อกำหนดเดียวกันเนื่องจากกัมพูชาก็พึ่งให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญานี้เมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา

สำหรับผม การได้แจ้งให้กัมพูชาได้รับทราบเรื่องการประกาศยกเลิก MOU 44 ของรัฐบาลไทยในการพบกันครั้งนี้ สามารถถือเป็นที่ประจักษ์ได้เลยว่า กัมพูชาได้รับทราบการตัดสินใจของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการแล้วและนอกเหนือจากนั้น กัมพูชายังได้แจ้งให้ฝ่ายไทยได้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินการจากนี้ต่อไปของเขาด้วย และยังได้ประกาศในที่ประชุมใหญ่ของผู้นำชาติอาเซียนด้วย เป็นอันสิ้นสงสัยว่า กัมพูชาจะยอมรับการยกเลิก MOU 44 จากไทยหรือไม่

หากไม่ได้มีการพบกันในครั้งนี้ รัฐบาลไทยก็จะต้องทำการแจ้งเป็นหนังสือไปยังรัฐบาลกัมพูชาและกว่าจะจบกระบวนการได้ก็คงใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าครึ่งปี เมื่อไม่มี MOU 44 แล้ว ก็จะไม่มีเส้นที่ลากผ่านเกาะกูดให้เป็นที่เคลือบแคลงหรือกังวลต่อไปอีก พี่น้องประชาชนของผมสบายใจได้เลยว่า #เกาะกูดเป็นของประเทศไทยครับ

ส่วนประเด็นอื่นๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปักปันเขตแดน การเจรจาในระดับ JBC และ GBC ก็ยังคงดำเนินการต่อไปตามเดิมที่ทำกันอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายได้มีการขอให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศได้พบปะและหารือกันมากขึ้น หากถึงจุดที่เหมาะสมก็ค่อยให้มีการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมาเป็นขั้นๆเพราะตอนนี้เหลือแต่คนเฝ้าสถานทูต ไม่มีข้าราชการอยู่ทำงานนานแล้ว งานบริการคนไทยที่อยู่ที่นั่นก็ทำไม่ได้ ซึ่งก็จะได้จัดให้มีการหารือกันต่อไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง มีการเห็นพ้องกันในเรื่องของการปราบปรามแก๊ง Call Center และ Scammer ว่าให้ฝ่ายตำรวจของทั้งสองประเทศร่วมมือกันดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดกับคนชั่วเหล่านี้ ผมก็ตอบตกลงเพราะประเทศและประชาชนไทยได้ประโยชน์ #เรื่องการเปิดด่านไม่มีการพูดถึง เรื่องความร่วมมืออื่นๆก็ยังไม่ได้มีการยกขึ้นมา ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้น ผมก็แจ้งเขาว่าจะสร้างสันติภาพได้ ทั้งสองฝ่ายต้องมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน สร้างความมั่นใจให้เห็นกันจะๆ #หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทางทหารต่อสู้กันให้มากที่สุด

ทั้งหมดที่พบกันก็มีเพียงแค่นี้ ผมเห็นมีการประโคมข่าวทางโซเชียลมีเดียอย่างมากมายและเป็นข่าวเท็จ ใช้จินตนาการนั่งเทียนเขียนเพื่อให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชังทั้งที่ผมและรัฐมนตรีสีหศักดิ์ก็ได้แถลงข่าวโดยละเอียดไปแล้ว ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดถือความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ไม่มีทางเป็นอื่นอย่างแน่นอนครับ ผมอยู่กับสถานการณ์นี้มาตั้งแต่ยังเป็นรองนายกและ มท 1 จนมาเป็นนายกรอบสองแล้ว ผมทราบดีว่าจะต้องทำอะไรและทำอย่างไรครับ ทุกขั้นตอนผมจะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน และจะอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนมั่นใจในนายกของท่านคนนี้ในเรื่องนี้ได้เลยครับ แล้วพบกันที่กรุงเทพนะครับ กราบสวัสดีทุกท่านจากเมือง Cebu ฟิลิปปินส์ครับ”

นายกฯ พร้อมภริยา ร่วมงานงานเลี้ยงอาหารค่ำ ผู้นำอาเซียน ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์

นายกฯ พร้อมภริยา ร่วมงานงานเลี้ยงอาหารค่ำ ผู้นำอาเซียน ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์

นายกฯ พร้อมภริยา ร่วมงานงานเลี้ยงอาหารค่ำ ผู้นำอาเซียน ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.51 น.

8 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุข และผู้นำรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมฯ โดยประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ที่ห้องโถง 2 – 3 ศูนย์การประชุมมักตัน เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ศุภชัย โต้ข่าวลือ! ยันร่าง พรบ.SEC ภูมิใจไทย ไร้คาสิโน

ศุภชัย โต้ข่าวลือ! ยันร่าง พรบ.SEC ภูมิใจไทย ไร้คาสิโน

ศุภชัย โต้ข่าวลือ! ยันร่าง พรบ.SEC ภูมิใจไทย ไร้คาสิโน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

8 พฤษภาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงชี้แจงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ยืนยันชัดเจน พรรคไม่เคยเสนอให้มีคาสิโนในโครงการแลนด์บริดจ์ ระบุร่างเดิมตกไปแล้วตามระเบียบสภาฯ พร้อมหนุนรัฐบาลเดินหน้าศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ว่า ร่าง พ.ร.บ. SEC ที่พรรคภูมิใจไทย เสนอ มีการสอดแทรกเรื่องการจัดตั้งคาสิโน หรือ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เข้าไปด้วยนั้น นายศุภชัย ระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเท็จและเป็นการใส่ร้ายป้ายสี

นายศุภชัย ชี้แจงว่า ในมาตรา 38 ของร่างฉบับดังกล่าว ได้กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายไว้ 10 เรื่อง ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว และนวัตกรรม ได้แก่ เมืองอัจฉริยะและดิจิทัล การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและเชิงสุขภาพ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร การแปรรูปยางพารา หุ่นยนต์ ศูนย์กลางทางการเงิน พลังงานสะอาด (Green Energy) นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์กลางการขนส่งภาคใต้

“ยืนยันว่า ใน 10 รายการนี้ ไม่มีเรื่องคาสิโน แต่ยอมรับว่ามีร่างของพรรคการเมืองอื่นที่เสนอคาสิโนจริง ซึ่งไม่ใช่ของพรรคภูมิใจไทย ขออย่าสับสน” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย ระบุถึงสถานะของกฎหมายฉบับนี้ว่า ตามรัฐธรรมนูญเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ รัฐบาลต้องยืนยันว่าจะนำร่าง พ.ร.บ.ที่ค้างอยู่มาพิจารณาต่อหรือไม่ ซึ่งล่าสุดรัฐบาลไม่ได้มีการยืนยันร่าง พ.ร.บ. SEC ฉบับเดิม (รวมถึงฉบับของพรรคภูมิใจไทย) ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไป การจะนำมาโจมตีในขณะนี้จึงไม่มีผลในทางปฏิบัติ

สำหรับก้าวต่อไป นายศุภชัย ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาโครงการ SEC และแลนด์บริดจ์ มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ขั้นตอนหลังจากนี้ ศึกษาผลกระทบ มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และสุขภาพ (HIA) ของประชาชนในพื้นที่ ฟังเสียงรอบด้าน ให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วมพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย เสนอ หากผลการศึกษาสรุปว่าพื้นที่มีศักยภาพ เหมาะสม และเป็นประโยชน์ แก้ไขผลกระทบต่างๆ ได้ พรรคภูมิใจไทยพร้อมสนับสนุนให้เดินหน้าออกกฎหมายใหม่ตามขั้นตอนต่อไป

ปลัด มท.ขานรับนายกฯ ลุยล้างบางต่างชาติผิดกฎหมาย ย้ำเด็ดขาด-ไม่มีละเว้น

ปลัด มท.ขานรับนายกฯ ลุยล้างบางต่างชาติผิดกฎหมาย ย้ำเด็ดขาด-ไม่มีละเว้น

ปลัด มท.ขานรับนายกฯ ลุยล้างบางต่างชาติผิดกฎหมาย ย้ำเด็ดขาด-ไม่มีละเว้น

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.10 น.

“ปลัด มท.”เผย”นายกฯ”กำชับ”ผู้ว่าฯ-ผู้การตำรวจ”ทั่วประเทศ เข้มบังคับใช้กฎหมาย หนุนเจ้าหน้าที่รัฐทุกส่วนทำหน้าที่ตามกฎหมาย หากพบการกระทำผิดไม่ว่าคนไทย-ต่างชาติ ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด ไม่มีละเว้น

8 พฤษภาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในระหว่างการปฏิบัติภารกิจสนับสนุนการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 (48th ASEAN Summit) ประจำปี 2026 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ถึงกรณีพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทย และยังสร้างความรู้สึกไม่สบายใจของประชาชนในหลายพื้นที่ ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ติดตามกรณีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ได้สร้างความรับรู้เข้าใจกับผู้ประกอบการ ตลอดจนนักท่องเที่ยวให้ทราบถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ดีงามของคนไทย พร้อมได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด กำชับฝ่ายปกครอง และตำรวจ ทุกท้องที่ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และดำเนินมาตรการป้องปรามการกระทำความผิด โดยหากพบการกระทำละเมิดกฎหมาย ให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่มีละเว้น

“ทุกอย่างมีกฎหมายกำกับอยู่แล้ว ทุกคนจะทำผิดกฎหมายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ยิ่งเป็นชาวต่างชาติ เมื่อเข้ามาในไทยแล้วจะมาสร้างอิทธิพล ทำในสิ่งผิดกฎหมาย ข่มเหงรังแกเจ้าของประเทศ หรือกระทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือวัฒนธรรมประเพณีของประเทศไทยไม่ได้ และไม่มีใครเส้นใหญ่มาเคลียร์ เพราะกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงานทุกระดับไม่รับเคลียร์” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานว่าที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ดำเนินการกรณีชาวอิสราเอลเดินทางเข้ามาพักอาศัยระยะยาวในพื้นที่เกาะพะงัน เกาะสมุย และเกาะเต่า ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเข้ามาประกอบอาชีพ รวมถึงมีพฤติกรรมและกิจกรรมบางประการที่ไม่เหมาะสม โดยตรวจสอบและปราบปรามการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี พร้อมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จัดหางานจังหวัด ดำเนินมาตรการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ขณะที่ จ.ภูเก็ต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง และผู้ประกอบการสร้างความรับรู้เข้าใจกับนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งดำเนินมาตรการ “ไม่ยอมผ่อนปรน (Zero Tolerance)” โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากพบผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษในอัตราสูงสุด ในกรณีการกระทำผิดร้ายแรง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรทันที และกรณีการขับขี่ยานพาหนะโดยไม่มีใบอนุญาตจะถูกส่งฟ้องศาลโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมยืนยัน ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปิดกว้าง แต่ต้องมาพร้อมกับการเคารพวัฒนธรรมและสิทธิของผู้อื่น

ไทย-สิงคโปร์ หารือทวิภาคี เห็นพ้องร่วมกันเสริมความแข็งแกร่ง สร้างจุดแข็งอาเซียน

ไทย-สิงคโปร์ หารือทวิภาคี เห็นพ้องร่วมกันเสริมความแข็งแกร่ง สร้างจุดแข็งอาเซียน

ไทย-สิงคโปร์ หารือทวิภาคี เห็นพ้องร่วมกันเสริมความแข็งแกร่ง สร้างจุดแข็งอาเซียน

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

ไทย-สิงคโปร์ หารือทวิภาคี เห็นพ้องร่วมกันเสริมความแข็งแกร่ง มากกว่ามองฐานะคู่แข่ง สร้างจุดแข็งอาเซียน ยกระดับอำนาจต่อรองภูมิภาคอื่นของโลก

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ที่ห้อง 5081 โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 (ASEAN Summit)

ทั้งนี้ บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างกันเอง โดยนายกฯ กล่าวถึงแนวคิด “Synergise Our Strength” โดยเห็นว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมกันมองหาโอกาสและเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน มากกว่ามองกันเองในฐานะคู่แข่งขัน พร้อมเสนอให้อาเซียนใช้จุดแข็งของภูมิภาคในการยกระดับอำนาจต่อรองกับภูมิภาคอื่นของโลก แม้แต่ละประเทศจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่เมื่อรวมกันแล้ว อาเซียนถือเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง และเป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกของสินค้าหลายประเภท จึงควรผลักดันให้อาเซียนมีบทบาทและเสียงที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศ

ด้าน นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เห็นพ้องกับข้อเสนอของไทยอย่างยิ่ง และยืนยันพร้อมสนับสนุนความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ

ในด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายยืนยันสนับสนุนการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนความร่วมมือด้านพลังงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเชื่อมโยงด้านพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว

กรมการข้าว เดินหน้า ปุ๋ย 70:30 นำร่อง 22 จังหวัด สู่เป้าหมาย นาข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

กรมการข้าว เดินหน้า ปุ๋ย 70:30 นำร่อง 22 จังหวัด สู่เป้าหมาย นาข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

กรมการข้าว เดินหน้า ปุ๋ย 70:30 นำร่อง 22 จังหวัด สู่เป้าหมาย นาข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

กรมการข้าวขานรับนโยบายเร่งด่วนรัฐบาล เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ปุ๋ย 70:30” มุ่งลดต้นทุนชาวนาไทย สู่เป้าหมายปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมการประชุมหารือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยหารือร่วมกันเพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนด้านการเกษตรของรัฐบาล

การประชุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขานรับนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน” โดยเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ “ปุ๋ย 70:30” ปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และชีวภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ และรับมือวิกฤตราคาปุ๋ยเคมีโลก

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้กำหนดแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลแผนที่ธาตุอาหารในการบริหารจัดการพื้นที่อย่างแม่นยำ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานตามคำแนะนำของภาครัฐ เพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์ด้านการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และพัฒนาเกษตรกรรมไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต 

นายอานนท์ นนทรีย์ กล่าวว่า กรมการข้าวพร้อมเดินหน้าผลักดัน “นาข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice)” พื้นที่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ทั่วประเทศ โดยส่งเสริมการลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงร้อยละ 30 ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-2 หรือ ชีวภัณฑ์ทดแทน และการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ลดการเผาตอซัง และคืนธาตุอาหารสู่ดินธรรมชาติ อันจะช่วยลดต้นทุนและยกระดับการผลิตข้าวไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมการข้าวเตรียมดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง 22 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่นาชลประทานภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ปุ๋ยเคมีเข้มข้น พร้อมขับเคลื่อนผ่านเครือข่าย”ศูนย์ข้าวชุมชนเกรด A และ B”กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบที่มีความพร้อมและสมัครใจปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรปลอดภัย