เฟส 2 มาแน่! นายกฯ เห็นชอบหลักการ ต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส แล้ว โฆษกรัฐบาล แย้ม ให้รวดเดียว 1 พัน ใช้ 2 เดือน

18 กันยายน 2569 เวลา 14:00 น.

นายกฯ เห็นชอบหลักการ ต่ออายุไทยช่วยไทย พลัสเฟส 2 แล้ว รอ เอกนิติ แถลงความชัดเจน ขอไม่ก้าวก่ายงานกัน ย้ำไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ยุคข้าวยากหมากแพง โฆษกรัฐบาล แย้ม ให้เงินรวดเดียว 1,000 บาทใช้ 2 เดือน ชี้รอก.คลังสรุปอีกรอบ

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รายงานมาแล้ว ส่วนรายละเอียดเงื่อนไขจะเท่าไหร่นั้น ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลงความชัดเจน แต่ตนได้เห็นชอบในหลักการแล้ว

เมื่อถามถึงเงื่อนไขที่ให้ 1,000 บาท ใช้รวดเดียว 2 เดือนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลง เพราะเราไม่ก้าวก่ายงานกัน แต่ขอเรียนว่าเป็นข่าวดี ส่วนรูปแบบ จะเป็นอย่างไร ก็ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะต้องครอบคลุมให้ทั่วถึง

เมื่อถามต่อถึงการรับมือกรณีธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะไม่ทำอะไรที่ประชาชนเดือดร้อน

เมื่อถามย้ำว่ากรณีดังกล่าวจะกระทบกับราคาพลังงานหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีหลายจุดที่เราจะลดความเดือดร้อนของประชาชน โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะเอามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากสถานการณ์ปัจจุบัน

เมื่อถามต่อว่า หลังจบโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะมีมาตรการอื่นออกมาในช่วงเดือนธ.ค.2569 ถึงเดือนม.ค.2570 อีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราดำเนินนโยบายนี้ ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนทุกที่ ในยุคข้าวยากหมากแพง

ขณะที่ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความชัดเจนรายละเอียด โครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสที่ 2 ว่า รายละเอียดจะต้องรอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) พิจารณาก่อนในการพิจารณารอบสุดท้าย ซึ่งจากที่ตนได้คุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คาดว่า จะให้สิทธิ 1,000 บาท เป็นเวลาการใช้ 2 เดือน ในเกณฑ์ 60:40 เหมือนเดิม

ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับการเติมเงินเข้า 700 บาท รวมกับสิทธิ์ปกติ 300 บาทรวมเป็น 1,000 บาท เช่นเดิม

เมื่อถามย้ำว่า จะต้องมีการโยกงบประมาณ มาใช้สำหรับการต่ออายุครั้งนี้หรือไม่ นายเอกภพ ยืนยันว่าไม่ต้องมีการดึงเงินมาเพิ่ม ซึ่งจำนวนเงินที่
คำนวน ณ วันนี้ 1,000 บาท หากดำเนินการ 2 เดือน และถือเป็นการเปิดช่องทางการใช้ได้มากขึ้น

ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าช่วงบ่ายวันนี้ จะพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงประเด็นดังกล่าว

สนุกเกอร์คือกีฬาไม่ใช่อบายมุข อนุทิน ตั้งโต๊ะแจงร่างกฎหมาย ย้อนความหลังเล่นตั้งแต่เด็ก

18 กันยายน 2569 เวลา 13:56 น.

นายกฯ ยังไม่ปิดประตู ดึงสนุกเกอร์ ออกบัญชีการพนัน ชี้ขอดูรายละเอียดก่อน บอกความรู้สึกตอนเด็กเป็นกีฬาเสริมทักษะ โว เคยเป็นรองแชมป์มาก่อนสายตาสั้น

เมื่อเวลา 12.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาชนระบุว่าที่นายกฯไม่รับรองร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน เพื่อถอดสนุกเกอร์ออกจากบัญชีการพนัน เป็นการขัดขวางการเติบโตของกีฬาสนุกเกอร์ ว่า ยัง เดี๋ยวตนจะเรียกเรื่องมาดู ซึ่งต้องถามปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยจังหวะนี้นายกฯได้หันไปถามนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ตอบว่า เขาขอให้แยกจากการพนัน

นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวตนกำลังพิจารณาอยู่ แล้วมาบอกว่าตนไม่เซ็น ตนไม่ได้บอกว่าตนจะไม่เซ็น

เมื่อถามว่า เมื่อวานมีกระแสข่าวเปิดเหตุผลที่นายกฯไม่รับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากมีหน่วยงานไม่เห็นชอบ เพราะมันต้องแก้เป็นกฎหมายการเงิน นายกฯ ตอบว่า ขั้นตอนยังไม่ถึงตน สำหรับสนุกเกอร์ ถ้าถามตนก่อนที่จะสายตาสั้น ตนก็รองแชมป์นะ

เมื่อถามว่า หลังจากหารือแล้วก็จะมีคำตอบมาให้ วงการสนุกเกอร์ได้ใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า ตนจะพิจารณาให้ดีที่สุด เพราะมันถือว่าเป็นกีฬา ในความรู้สึกของตนสมัยที่เล่นสนุกเกอร์ บิลเลียด ตอนเด็กๆไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นอบายมุข หรือเป็นการพนันอะไร ตนก็เล่นเพื่อเสริมทักษะ เพราะมันเป็นกีฬาอย่างหนึ่ง

เมื่อถามว่าแต่อย่างไรเราก็ต้องปิดช่องว่างในเรื่องการกระทำผิดกฎหมายใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สนุกเกอร์ถ้าเป็นการพนันได้ ต้องเล่นเป็นการพนันเท่านั้น และมันไม่ได้เล่นเป็นคาสิโนหรือบ่อนการพนัน มันไม่ใช่.

โฆษกรัฐบาล จี้ ปชน. แจงปม สส.ภูเก็ต เอี่ยวคดีนอมินี เหตุเจ้าตัวเบี้ยวนัด 3 ครั้ง หวั่นกระทบคดียักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน

18 กันยายน 2569 เวลา 13:10 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมาตราการปราบทุนเทาของรัฐบาล ว่า จากที่ประชุมกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 ก.ย.ในช่วงที่ผ่านมามีการทำงานระหว่างแต่ละกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ เพื่อจับเกี่ยวกับเรื่องการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย และการจดทะเบียนบริษัทที่ผิดกฎหมาย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีการออกประกาศว่าถ้าบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นด้วย หรือแม้แต่เป็นคนไทยจะมีการตรวจสอบประวัติว่าคนไทยที่มาร่วมถือหุ้นนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในบัญชีของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยหรือไม่ และจะมีการตรวจสอบว่ามีการเดินบัญชีที่เหมาะกับบริบทของบริษัทนั้นๆ หรือไม่ และมีการออกประกาศว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นจะมีการตรวจสอบทุกครั้ง รวมถึงมีการตรวจสอบการไขว้หุ้นระหว่างบริษัทด้วย ซึ่งจะทำให้บริษัทที่มาจดทะเบียนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นนอมินีลดลงอย่างชัดเจน และหากเจอบริษัทที่สงสัยว่าเป็นนอมินี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 2,000 กว่าบริษัทจะส่งให้กระทรวงมหาดไทย และทางกระทรวงมหาดไทยจะรับลูกต่อ ด้วยการไปดูว่าบริษัทนี้ถือครองทรัพย์สินอย่างไร อย่างเช่นที่ดินมีมูลค่าถึง 85,000 ล้านบาทใน 2,000 บริษัทนี้ ซึ่งตรงนี้กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการเพื่อเข้าสู่ การบังคับขายที่ดินที่ถือครองโดยนอมินี และนอกจากนี้ จะมีนอมินีหรือคนที่สวมสิทธิ์ใช้บัตรประชาชนคนไทย

ตรงนี้กระทรวงมหาดไทยก็มีมาตรการ และมีการตรวจสอบขยายผล ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่อยุธยา มาถึงแฟลตดินแดง และไชยปราการ ล่าสุดไปจับกุมที่สุราษฎร์ธานี ตรงนี้จะมีการขยายผลต่อไป ถือเป็นการทำลายแก๊งที่มีความเกี่ยวข้องกับนอมินีทุนเทา นอกจากนี้ ในช่วงการทำงานของรัฐบาลนี้มีการยึดทรัพย์เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และเครือข่ายที่ทำผิดทางด้านธุรกรรมผิดกฎหมาย ถึงประมาณ 20,000 ล้านบาทจากเครือข่าย เบน สมิธ และยิม เลียก ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการไป

นายเอกภพ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และพูดคุยในที่ประชุม เป็นสิ่งที่นายกฯให้นโยบายคือ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามที่เป็นเรื่องทุจริต และผิดกฎหมายถ้าสืบค้นไปถึงตรงไหนให้ดำเนินการเต็มที่ไม่มีการขอ ไม่มีการยกเว้น ไม่มีการเจรจา ดังนั้น วันนี้จึงอยากขอให้ทุกภาคส่วนรวมถึงพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีคนเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการนอมินี การฟอกเงิน หรือเรื่องผิดกฎหมายอื่นๆ ขอให้นำบุคคลเหล่านี้ที่อยู่ในกระบวนการสืบสวนให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยที่ไม่ปิดบังหรือปกปิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้หมายถึงกรณี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีเรื่องอยู่ และยังไม่มีการดำเนินการใดๆ แม้จะมีการออกหมายเรียกไป 3 ครั้งแล้วใช่หรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของทุกพรรคการเมืองที่จะรับผิดชอบคนของตัวเอง ซึ่งกรณี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน จากข้อมูลที่เราทราบ ทางกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีหมายเรียกให้มาชี้แจงแล้ว 3 ครั้ง แต่ยังมีการผัดผ่อนตรงนี้ถือว่าเป็นสิทธิที่จะสามารถผัดผ่อนได้ แต่ถ้าพรรคการเมือง รวมถึงคนที่มีตำแหน่งเป็น สส.ด้วย ควรที่จะออกมาให้ความชัดเจนต่อสังคมด้วย และออกมาชี้แจงกับหน่วยงานสืบสวน เพื่อให้เขาขยายผลต่อได้ไม่เช่นนั้นแล้วเวลาที่ล่วงเลยไปบางครั้งอาจเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ซึ่งอาจส่งผลเสียหายต่อการสืบสวนได้เช่นเดียวกัน

นายกฯ อวยพร ขรก.เกษียณ ทุ่มเทเสียสละขับเคลื่อนภารกิจประเทศ หวังมีโอกาสทำงาน รับใช้บ้านเมืองร่วมกันในอีกบริบทหนึ่ง

18 กันยายน 2569 เวลา 12:12 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2569 โดยก่อนการประชุมนายกฯถ่ายภาพร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และถ่ายภาพร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ที่จะเกษียณอายุราชการ 14 คน ที่โถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า

ประกอบด้วย 1.นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 2.นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่างกรองแห่งชาติ 3.นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ 4.นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง 5.พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลักระทรววกลาโหม 6.นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

7.นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 8.นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม 9.นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน 10.นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ 11.นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 12.นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 13.พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ 14.นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร

จากนั้น นายกฯ เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ที่ตึกสันติไมตรี โดยนายอนุทิน กล่าวช่วงต้นการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2 ซึ่งก่อนที่จะเริ่มประชุมในวันนี้ ต้องขอแสดงมุทิตาจิตชื่นชมและขอบคุณหัวหน้าส่วนราชการทั้ง 14 ท่านซึ่งกำลังจะครบวาระในการเกษียณอายุราชการในปีนี้ ทุกท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ตลอดอายุราชการด้วยความทุ่มเทเสียสละในการขับเคลื่อนภารกิจของประเทศด้วยความมุ่งมั่นรับผิดชอบและยึดมั่นในประโยชน์ส่วนรวม ทำให้ท่านเจริญก้าวหน้าเป็นถึงหัวหน้าส่วนราชการที่แต่ละท่านสังกัดจนเกษียณอายุ ถือได้ว่าท่านคือผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศของเราเป็นอย่างยิ่งและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับข้าราชการรุ่นหลังสืบไป ทั้งนี้ โอกาสนี้ขอส่งความปรารถนาดีและขอขอบคุณมายังทุกท่าน ขอให้ทุกท่านที่จะครบวาระเกษียณอายุราชการในปีนี้ตลอดจนครอบครัวจงประสบแต่ความสุข ความเจริญมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง มีอายุยืนยาวมีช่วงเวลาที่ดี คิดสิ่งใดขอให้สมความปรารถนาทุกประการ

นายกฯ กล่าวอีกว่า หลังจากการเกษียณอายุราชการหวังว่าเราคงจะได้มีโอกาสได้พบปะกันหรือหารือกัน หรือแม้กระทั่งมีโอกาสที่จะทำงานรับใช้บ้านเมืองร่วมกันในอีกบริบทหนึ่งต่อไป และในวันนี้จะมีการรับประทานอาหารร่วมกัน โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพขอถือโอกาสเรียนเชิญทุกท่านรับประทานอาหารร่วมกันด้วย

วัชรพงศ์ ป้อง อนุทิน ไม่ปลดล็อก สนุกเกอร์ พ้น บัญชีพนัน ย้ำจุดยืน ภูมิใจไทย ชัด ต้าน อบายมุข

18 กันยายน 2569 เวลา 12:01 น.

วัชรพงศ์ ป้อง อนุทิน ไม่ปลดล็อก สนุกเกอร์ พ้น บัญชีพนัน ย้ำจุดยืน ภูมิใจไทย ชัด ต้าน อบายมุข ชี้เป็นต้นตอ ปัญหาสังคม-อาชญากรรม-ทุนเทา ยกเคสย้อนอดีตเคย ค้านกาสิโน จนถูกยึด มท. มาแล้ว

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนายอรรถสิทธิ์ มหิทธิ อดีตนักสนุกเกอร์ทีมชาติไทย และอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ซึ่งโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตัดพ้อกรณีรัฐบาลไม่รับรองร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการพนัน เพื่อถอดสนุกเกอร์ออกจากบัญชีการพนัน ซึ่งเสนอโดยนายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี พรรคประชาชนว่า จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน ต่อเรื่องการพนันมีความชัดเจนมาโดยตลอด คือไม่สนับสนุนการขยายตัวของการพนันที่ถูกกฎหมาย และยึดหลักการควบคุมอย่างเข้มงวด

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยมองว่าการพนัน ทุกรูปแบบเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคม ทั้งปัญหาอาชญากรรม ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือน ตลอดจนความเสี่ยงต่อเยาวชน ดังนั้น การพิจารณานโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพนันจึงต้องมองให้รอบด้าน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะประโยชน์ของกิจกรรมหรือผู้ประกอบการบางกลุ่ม

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยได้แสดงจุดยืนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยในอดีตสมัยที่นายอนุทินดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้แสดงจุดยืนคัดค้านแนวคิดการเปิดกาสิโน ในโครงการ Entertainment Complex อย่างชัดเจน เนื่องจากไม่เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ปัญหาพนันใต้ดินได้จริง อีกทั้งยังมีความกังวลถึงผลกระทบต่อเยาวชนและระบบการศึกษา รวมถึงความคุ้มค่าที่รัฐจะได้รับ ซึ่งขณะนั้นความเห็นต่างเรื่องดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง จนเกิดความต้องการยึดกระทรวงมหาดไทย และท้ายที่สุดพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ส่งผลให้การผลักดันกฎหมายดังกล่าวในสภาฯ ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

นายวัชรพงศ์ กล่าวอีกว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นแกนนำในการบริหารประเทศอีกครั้ง จุดยืนเรื่องการพนันก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ทางการเมือง โดยก่อนหน้านี้ในยุคที่มีความพยายามปลดล็อกให้ “ไพ่โป๊กเกอร์” หรือไพ่บางประเภทสามารถนำมาใช้เล่นในลักษณะกีฬาและการแข่งขันได้ นายอนุทินก็ได้ใช้อำนาจ สั่งยกเลิกคำสั่งดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องทางในการขยายตัวของการพนัน เช่นเดียวกับกรณีล่าสุดที่ สส.พรรคประชาชนเสนอร่างกฎหมายเพื่อถอดสนุกเกอร์ออกจากบัญชีการพนัน นายอนุทินจึงยึดหลักการเดียวกัน โดยไม่รับรองร่างกฎหมายที่มีลักษณะเป็นกฎหมายการเงิน เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบในภาพรวม ทั้งปัญหาสังคม ผลกระทบต่อเยาวชน ปัญหาอาชญากรรม ตลอดจนความเสี่ยงจากการเข้ามาแทรกแซงของทุนสีเทา

“เรื่องนี้ไม่ใช่การปิดกั้นกีฬาสนุกเกอร์หรือคนที่อยู่ในวงการ แต่เป็นการกำหนดกรอบเพื่อไม่ให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพนันขยายตัวจนยากต่อการควบคุม เพราะเมื่อเปิดช่องแล้ว สิ่งที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบไม่ใช่เฉพาะวันนี้ แต่ต้องมองไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในระยะยาว” นายวัชรพงศ์ กล่าว

“พลทหารอาสา” 8 วัน 7,898 นาย ทะลุ 31.59% กลาโหมเปิดทางคนรุ่นใหม่ วางอนาคตผ่านทหาร

18 กันยายน 2569 เวลา 11:51 น.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 กระทรวงกลาโหมสรุปผลการรับสมัครโครงการ “พลทหารอาสา” ประจำปี 2570 ระหว่างวันที่ 10–17 กันยายน 2569 มีผู้สมัครสะสมแล้ว 7,898 นาย คิดเป็น 31.59% จากยอดเปิดรับทั้งหมด 25,000 นาย

เฉพาะวันที่ 17 กันยายน 2569 มีผู้สมัครเพิ่ม 492 นาย แบ่งเป็น กองทัพบก 427 นาย กองทัพเรือ 37 นาย กองทัพอากาศ 24 นาย และกองบัญชาการกองทัพไทย 4 นาย

สำหรับผู้สมัครสะสม 7,898 นาย แบ่งเป็น ทหารกองเกิน 5,391 นาย ทหารกองหนุนประเภทที่ 1 จำนวน 1,309 นาย และทหารกองประจำการที่ครบกำหนดปลด (เลื่อนปลด) จำนวน 1,198 นาย

ขณะที่ช่องทางการรับรู้ข้อมูลโครงการ พบว่า สัสดี เป็นช่องทางหลัก 53.55% รองลงมา หน่วยทหาร 27.67% และ Social Media 18.79%

ตัวเลขการสมัครในช่วง 8 วันแรก ไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนผู้ที่สนใจเข้ารับราชการทหาร แต่ยังสะท้อนถึงการเปิดทางเลือกให้คนรุ่นใหม่ได้ตัดสินใจและวางแผนอนาคตของตนเอง

เพราะแนวคิดของ “พลทหารอาสา” ไม่ได้จบเพียงวันที่สมัครเข้ามา แต่คือการต่อยอดช่วงเวลาของการรับราชการให้กลายเป็น “โอกาส” ทั้งด้านสิทธิและสวัสดิการ การพัฒนาตนเอง การศึกษา อาชีพ และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

“เมื่อพลทหารอาสาเข้ามาแล้ว เราต้องตอบแทนด้วยการมอบโอกาสให้”

เปิดรับสมัครพลทหารอาสา ประจำปี 2570 ตั้งแต่ 10 กันยายน 2569 – 24 มกราคม 2570 ผ่านระบบออนไลน์ สมัครพลทหารอาสาออนไลน์⁠https://rcm.rta.mi.th/indexmod.php

การคัดเลือกครั้งที่ 1 กำหนดใน วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2569

วัชระ บุกสรรพากร จี้ฟันทักษิณ ล้มละลาย ยึดทรัพย์ใช้หนี้ภาษี 1.7 หมื่นล้าน ขีดเส้น 7 วัน ขู่ฟ้อง ป.ป.ช.

18 กันยายน 2569 เวลา 11:50 น.

“วัชระ”ยื่นหนังสือด่วนที่สุดถึง”อธิบดีกรมสรรพากร” จี้งัดกฎหมายประมวลรัษฎากรยึดทรัพย์และฟ้องล้มละลาย”ทักษิณ ชินวัตร” ทวงหนี้ภาษีค้างชำระตามคำพิพากษาศาลฎีกากว่า 17,630 ล้านบาท ขีดเส้นตาย 7 วัน หาก”อธิบดีฯ”นิ่งเฉย เตรียมหอบหลักฐานร้อง ป.ป.ช.เอาผิด ม.154 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทันที

18 กันยายน 2569 นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนได้เดินทางมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 เพื่อยื่นหนังสือด่วนที่สุดถึง นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร ขอให้ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 สั่งยึด อายัดทรัพย์สิน หรือสิทธิเรียกร้องใดๆ และดำเนินการฟ้องคดีล้มละลายแก่ นายทักษิณ ชินวัตร

นายวัชระ ระบุว่า ที่ผ่านมาตนได้ส่งหนังสือถึงอธิบดีกรมสรรพากรมาแล้ว 3 ฉบับ เป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้มีการดำเนินการเรียกเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ เนื่องจากคดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยหนี้ดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 17,630 ล้านบาท แต่พบว่ามีการบังคับทวงหนี้ได้เพียง 350 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนหนี้ภาษีอากรค้างทั้งหมด

นายวัชระ กล่าวย้ำว่า ขอให้อธิบดีกรมสรรพากรดำเนินการฟ้องคดีล้มละลายแก่นายทักษิณอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อใช้สิทธิรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย โดยกรณีนี้จะไม่กระทบต่อทรัพย์สินใดๆ ของนายทักษิณที่ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว เนื่องจากเป็นมูลความแห่งคดีคนละกรณีกัน พร้อมเรียกร้องว่าอย่าให้บุคคลใดใช้ศาลภาษีอากรกลางเป็นเครื่องมือในการหลบเลี่ยงหรือชะลอการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้

ในท้ายหนังสือ นายวัชระระบุถึงข้อกฎหมายว่า การจัดเก็บภาษีให้ถูกต้องครบถ้วนและไม่ล่าช้าเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ซึ่งหากไม่ปฏิบัติย่อมมีระวางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 – 400,000 บาท จึงขอให้อธิบดีกรมสรรพากรปฏิบัติหน้าที่ราชการตามตำแหน่ง และขอคำตอบแก่สาธารณชนภายใน 7 วัน หากผู้เป็นอธิบดีละเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ตนขอสงวนสิทธิในการร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไป

ก๊วน สว. ยกเลิกทริปสื่อฯ กะทันหัน ด้าน แดง กองมา ชิ่ง หลังศาลฎีการับคำร้อง ปมสมัครผิดกลุ่มอาชีพ

18 กันยายน 2569 เวลา 11:37 น.

ก๊วน สว. ยกเลิก โครงการพบสื่อมวลชนสัญจร จ.ตราด กะทันหัน อ้างติดภารกิจราชการ ด้าน แดง กองมา ชิ่ง หลังศาลฎีการับคำร้อง ปมสมัครผิดกลุ่มอาชีพ

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วุฒิสภา จัดโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจร ระหว่างวันที่ 18-20ก.ย.นี้ ที่ จ.ตราด โดยก่อนวันจัดกิจกรรม มีข้อมูลว่าจะมี สว. 17 คนเข้าร่วม นำโดยพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 แต่ได้ยกเลิกการร่วมกิจกรรมดังกล่าว เนื่องจากติดภารกิจราชการ ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับคำยืนยันจากนางแดง กองมา สว. ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา

แต่หลังจากเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่าศาลฎีกา รับคำร้องของนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว. สำรอง ที่ยื่นคำร้องตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ซึ่งร้องเรียนนางแดง กองมา และนายสมพาน พละศักดิ์ สว. จากจังหวัดอำนาจเจริญ ว่าขาดคุณสมบัติเนื่องจากสมัครผิดกลุ่มอาชีพ ซึ่งศาลรับคำร้องไว้พิจารณาและนัดสืบพยานแล้ว

ล่าสุด แหล่งข่าวจากวุฒิสภา แจ้งว่าเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่มีข่าวดังกล่าว นางแดง ได้แจ้งยกเลิกการร่วมกิจกรรมทันที ซึ่งแจ้งเพียง 1 วัน ก่อนการเดินทางในวันนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถามนางแดง เกี่ยวกับแนวทางต่อสู้คดีหลังจากที่ศาลรับคำร้อง แต่นางแดงบอกว่าติดธุระอยู่ แล้ววางสายโทรศัพท์ไป ขณะที่นายสมพานตอบเพียงว่าขับรถอยู่ และวางสายโทรศัพท์ไปเช่นกัน

สำหรับโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจร มีกำหนดการลงพื้นที่ติดตามความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว และโครงการก่อสร้างถนนรอบเกาะช้าง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนา “เส้นทางบนเกาะกูดสู่ความมั่นคงตามแนวชายแดน” โดยนายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนภาคตะวันออก และนาวาเอกรุ่งโรจน์ อินตรา สว. ด้วย

สนธิ-คปท.นัดรวมพล บุก กกต. 25 ก.ย.นี้ พิชิต โพสต์เชิญชวน ใส่รองเท้าผ้าใบมาร่วมกัน

18 กันยายน 2569 เวลา 11:08 น.

18 กันยายน 2569 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Pichit Chaimongkol” เพื่อนัดหมายเคลื่อนไหวทางการเมือง ร่วมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยระบุข้อความเชิญชวนประชาชนและมวลชนเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางไปชุมนุมที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ร่วมเดินทาง “ใส่รองเท้าผ้าใบมาร่วมกัน” เพื่อแสดงพลังร่วมกันในวันดังกล่าว

นายกฯพยักหน้ารับ ใช้เงินเหลือ 4 หมื่นล้าน ยืดไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 วงเงินเท่าไหร่ ต้องถาม รมว.คลัง

18 กันยายน 2569 เวลา 11:04 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยกล่าวถึงการพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 อีก 2 เดือนจะให้วงเงินเดือนละ 1,000 บาทหรือ 500 บาท ว่า ให้ไปถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง

เมื่อถามว่าจะใช้งบประมาณที่เหลืออยู่กว่า 4 หมื่นล้านบาท จากโครงการนี้ หรือไม่ นายกฯ ไม่ได้ตอบคำถามเพียงแต่พยักหน้ารับ