เอกนัฏ ชี้ Gastech 2026 ได้มากกว่าพลังงาน ดันไทยสู่ศูนย์กลาง น่าลงทุน-น่าอยู่ ระดับโลก

18 กันยายน 2569 เวลา 09:52 น.

“เอกนัฏ” ชี้ Gastech 2026 ไทยได้มากกว่าดีลพลังงาน โชว์ประเทศน่าลงทุนและน่าอยู่ ได้พื้นที่เจรจาเกิดดีลทางธุรกิจมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมสร้างมูลค่าทางภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่ประเมินค่าไม่ได้

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงผลสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์เฉพาะเรื่องก๊าซ ไฟฟ้า หรือการซื้อขายพลังงานเท่านั้น แต่ยังได้โอกาสเปิดประเทศให้นักลงทุนและผู้บริหารระดับโลกเข้ามาสัมผัสศักยภาพของไทยด้วยตนเอง

ทั้งนี้ Gastech เป็นหนึ่งในงานใหญ่ระดับโลกของอุตสาหกรรมพลังงาน ปกติหมุนเวียนจัดในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพคือปี 2008 (พ.ศ. 2551) ก่อนที่ไทยจะผลักดันให้งานกลับมาจัดที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในปีนี้

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตลอด 4 วัน ของการเป็นเจ้าภาพจัดงานมีนักลงทุนและผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศจำนวนมาก มีการจัดดีลทางธุรกิจมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลข คือการที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั่วโลกเดินทางมามองเห็นประเทศไทยด้วยตาตัวเอง

“เราได้โชว์ประเทศ ได้โชว์กรุงเทพฯ ได้โชว์ศักยภาพของเรา เมื่อรัฐมนตรี นักลงทุน และผู้บริหารบริษัทระดับโลกได้สัมผัสบรรยากาศจริง จะเห็นว่าประเทศไทยไม่เพียงเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่ยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ มีทั้งโอกาสทางธุรกิจ พลังงาน และคุณภาพชีวิตที่สมดุล” นายเอกนัฏ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การที่งานระดับโลกมาจัดในประเทศไทย ยังทำให้ไทยได้เปรียบด้านการสื่อสาร เพราะมีพื้นที่นำเสนอวิสัยทัศน์และความต้องการของประเทศโดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปหาเวทีต่างประเทศ แต่ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารพลังงานระดับโลกเดินทางเข้ามาพบกันที่กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ระหว่างงานตนได้เป็นประธานการหารือโต๊ะกลมร่วมกับผู้บริหารองค์กรพลังงานสำคัญ ทั้ง IEF และ IEA รวมถึงรัฐมนตรีและผู้บริหารจากสหรัฐฯ รัสเซีย สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้าน แอฟริกา และประเทศจากหลายภูมิภาค เปิดโอกาสให้ไทยสื่อสารทิศทางพลังงานและสร้างเครือข่ายโดยตรง

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในมิติพลังงาน การมีผู้ขายและพันธมิตรจำนวนมากมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ช่วยเพิ่มทางเลือกของไทยในการเจรจา โดยเฉพาะการหารือสัญญาพลังงานระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากการต้องซื้อพลังงานราคาแพงในตลาด Spot และสร้างการแข่งขันระหว่างผู้เสนอขาย

“ประโยชน์เรื่องก๊าซ เรื่องไฟ มีแน่นอน เพราะเราได้คุยเรื่องสัญญาระยะยาว ไม่ต้องไปซื้อแพงในตลาด Spot และเมื่อมีหลายเจ้าก็แข่งขันกัน แต่ผมมองไกลกว่านั้น นี่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ” นายเอกนัฏกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สิ่งที่ได้จากการจัดงานจึงไม่ควรถูกตีกรอบเฉพาะตัวเลขการซื้อขายพลังงาน เพราะการที่นักลงทุนเดินทางมาเห็นโครงสร้างพื้นฐาน เมือง ระบบบริการ และบรรยากาศการใช้ชีวิตจริง เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว

“เราได้ให้เขามาสัมผัสบรรยากาศของความน่าอยู่ น่าลงทุนในประเทศ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าประเมินค่าไม่ได้” นายเอกนัฏ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Gastech 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ งานถูกวางให้เป็นเวทีเชื่อมผู้นำรัฐบาล ผู้บริหารพลังงาน นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อหารือความมั่นคงพลังงาน LNG ความต้องการไฟฟ้าจาก AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยมีผู้เข้าร่วมราว 50,000 คนจาก 150 ประเทศ ผู้บริหารและวิทยากรกว่า 1,000 ราย บริษัทชั้นนำร่วมแสดงงานกว่า 1,000 บริษัท พร้อมรัฐมนตรีพลังงานจาก 15 ประเทศ และผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ 5 องค์กร

ทั้งนี้ นอกจากผลบวกต่ออุตสาหกรรมพลังงานและการดึงดูดการลงทุนนักลงทุนโดยตรงแล้ว งานครั้งนี้ได้ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และรายได้ที่กระจายไปยังการท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นอีกช่องทางกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก

โอฬาร ชี้ กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ต้องกลั่นกรองหลักฐานก่อนส่งศาล คดี สว.ใช้กระแสตัดสินไม่ได้

18 กันยายน 2569 เวลา 09:38 น.

18 กันยายน 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่า ภายหลังประกาศรับรองผลการเลือก สว.แล้ว กกต.ไม่ใช่ผู้วินิจฉัยความผิดขั้นสุดท้าย เพราะอำนาจตัดสินเป็นของศาลฎีกา แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ก็ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่มีหน้าที่รับทุกข้อกล่าวหาแล้วส่งต่อไปยังศาลโดยไม่ตรวจสอบหรือกลั่นกรอง

รัฐธรรมนูญมาตรา 226 และกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การยื่นคำร้องต่อศาลต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำที่ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมเกิดขึ้น

ถ้อยคำดังกล่าวหมายความว่า เพียงความเชื่อ ความสงสัย กระแสสังคม หรือการเชื่อมโยงว่าบุคคลหนึ่งโทรศัพท์หาอีกบุคคลหนึ่ง ยังไม่เพียงพอจะนำใครเข้าสู่กระบวนการของศาล หากไม่มีหลักฐานยืนยันถึงเนื้อหา เจตนา และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า กกต.จึงอยู่ตรงกลางระหว่างการเป็นผู้รับเรื่องกับผู้ตัดสิน มีหน้าที่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพยานและประเมินว่าหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ ก่อนตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

หากหลักฐานเป็นเพียงคำให้การของพยานบุคคลที่เปลี่ยนไปมา ขาดพยานเอกสารหรือข้อเท็จจริงแวดล้อมสนับสนุน กกต.ย่อมมีอำนาจไม่ให้น้ำหนัก เพราะการส่งบุคคลเข้าสู่กระบวนการคดีโดยใช้เพียงข้อสันนิษฐาน ย่อมสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา

“กกต.ไม่ใช่ศาลที่จะชี้ว่าใครผิดหรือไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่ต้องส่งทุกชื่อไปให้ศาลตัดสิน หน้าที่ของ กกต.คือต้องกลั่นกรองว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้จริงหรือไม่ หากมีจึงส่งศาล หากมีเพียงกระแสหรือการเชื่อมโยงโดยไม่มีหลักฐานรองรับ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

รศ.ดร.โอฬาร ย้ำว่า การตรวจสอบคดีเลือก สว.ต้องดำเนินไปตามกฎหมายและมาตรฐานพยานหลักฐาน ไม่ใช่ตัดสินตามความพอใจของฝ่ายการเมืองหรือแรงกดดันจากมวลชน เพราะความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงการส่งทุกคนขึ้นศาล แต่หมายถึงการดำเนินการเฉพาะกับบุคคลที่มีหลักฐานเพียงพอ โดยคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

สีหศักดิ์ ชี้ปม กมธ.สหรัฐฯ ตรวจสอบ วรภัค เชื่อมโยงสแกมเมอร์ เป็นเรื่องตัวบุคคล ไม่อึดอัดต้องแจงต่างประเทศ

18 กันยายน 2569 เวลา 09:32 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศกล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ว่า “อันนี้เป็นเรื่องตัวบุคคล”

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการจี้ให้รัฐบาลไทยดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอยู่แล้ว ขบวนการสแกมเมอร์ ออนไลน์ สิ่งพวกนี้เราก็ให้ความสำคัญและถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศอึดอัดหรือไม่ที่ต้องชี้แจงกับต่างประเทศในเรื่องนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อึดอัด

สีหศักดิ์ ย้ำจุดยืนไทย ปักปันเขตแดนชัดเจน ระบุหากเขมรทำตัวดี อาจเปิดพื้นที่พูดคุยให้

18 กันยายน 2569 เวลา 09:09 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงผลการประชุมของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) ว่า ผลการหารือได้บอกกับนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราแสดงท่าทีของเรา เรื่องของ UNCLOS เกี่ยวกับการประนอมภาคบังคับ เราต้องมองในภาพรวมถึงความสัมพันธ์ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร มีเหตุการณ์อะไร ซึ่งมันเกี่ยวกับเรื่องของความจริงใจและจริงจังในการเจรจา การที่เราจะดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกัน ต้องหาข้อยุติที่ยั่งยืน แต่สำหรับประเทศไทยแน่นอนอยู่แล้ว ว่าข้อยุติที่ยั่งยืนคือ ต้องมีการกำหนดเรื่องของเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกัมพูชามีท่าทีอย่างไรบ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ทางกัมพูชาจะเน้นในเรื่องของการปักปันเขตแดน เขาอยากให้เสร็จเพื่อจะได้นำไปสู่การแบ่งปันผลประโยชน์และจะได้พัฒนาร่วมกัน นี่คือท่าทีเขา แต่ของเราเน้นเรื่องการปักปันเขตแดนให้ชัดเจน การพัฒนาร่วมกัน และการแบ่งปันทรัพยากรซึ่งตรงนี้ต้องว่ากันทีหลัง เพราะต้องให้เรื่องปักปันเขตแดนชัดเจนก่อน

เมื่อถามว่า ขณะนี้ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาดีขึ้นใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี มีท่าทีที่ประนีประนอม ก็อาจจะมีการเปิดพื้นที่ให้พูดคุยกันได้

เมื่อถามถึงกรณีกัมพูชากลบคูเลตตรงบริเวณเนิน 450 แล้ว นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ตรงนั้นเป็นส่วนทางบก เราไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกัน อะไรที่มันหลีกเลี่ยงได้ก็เป็นสิ่งที่ดี

ศุภจี เผยเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2

18 กันยายน 2569 เวลา 09:06 น.

ศุภจี เผยกระทรวงเศรษฐกิจเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ยัน พาณิชย์ ดูราคาสินค้าไม่ให้ได้รับผลกระทบ หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

เมื่อเวลา 08.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง

ภราดร ยันปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่รู้ฝ่ายค้านจ่อซักฟอกตามมาตราไหน-เรื่องอะไร แต่ย้ำ ครม.ทุกคนพร้อมชี้แจง

18 กันยายน 2569 เวลา 08:23 น.

18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า เดี๋ยวรอว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไหร่ เมื่อยื่นแล้วคงจะมีเวลาให้ฝ่ายรัฐบาลได้ดูญัตติว่ามีเรื่องอะไรบ้าง คงจะใช้เวลาหลังจากที่มีการยื่นตรวจญัตติประมาณ 1 สัปดาห์ และให้เวลารัฐบาลเพื่อเตรียมตัวประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยึดญัตติเมื่อไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีทุกคนพร้อมชี้แจงในทุกประเด็น ทุกข้อกล่าวหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเก็งข้อสอบหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องอะไรบ้าง นายภราดร กล่าวว่า ไม่เก็งเลย เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนก็มั่นใจว่าที่ผ่านมาได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา พยายามที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ

เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นยังคงอยู่ในเรื่องของฮั้ว สว. , TH-AI Passsport และการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนเขียนญัตติ ต้องไปถามฝ่ายค้านว่ามีประเด็นไหนที่ยังติดใจสงสัยหรือไม่ ถ้ายังติดใจสงสัยก็คงจะบรรจุไว้ในญัตติ พวกเราฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมที่จะชี้แจงในทุกข้อกล่าวหา

เมื่อถามว่า คาดว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 151 หรือมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่ฝ่ายค้าน

ถอดรหัสคดีนิ่มนวล! วัส ติงสมิตร เตือนผู้สมัคร สว. กรอกประวัติเท็จเข้าข่ายทุจริต ชี้ศาลฎีกาฯ วางมาตรฐานใหม่ ตัดสิทธิ 10 ปี

18 กันยายน 2569 เวลา 07:50 น.

18 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรอกประวัติไม่ตรงความจริง ถึงขั้นเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปีได้อย่างไร? ถอดรหัสคดี “นิ่มนวล” กับแนวบรรทัดฐานใหม่ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงสะเทือนในวงการการเมืองและการเลือกระดับชาติอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษา (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 6/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 70/2569) ลงวันที่ 9 กันยายน 2569 สั่ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ของ นางนิ่มนวล พฤกษ์ปัญญากุล ผู้สมัคร สว. กลุ่มที่ 13 (กลุ่มวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ นวัตกรรม หรืออื่น ๆ) อ.สตึก จ.บุรีรัมย์

คำถามที่ตามมาในสังคมคือ “แค่กรอกประวัติการศึกษากับประวัติการทำงานคลาดเคลื่อน ทำไมถึงโดนโทษหนักขนาดนี้?”

ย้อนรอยข้อเท็จจริง: เกิดอะไรขึ้นในคดี “นิ่มนวล”?

ในใบสมัคร (แบบ สว. 2) และแบบแนะนำตัวผู้สมัคร (แบบ สว. 3) นางนิ่มนวล ได้ระบุข้อมูลประวัติของตนเองไว้ว่า:

1. วุฒิการศึกษาสูงสุด: ปริญญาตรี สาขาเอกวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์

2. ประวัติการทำงาน: เคยรับราชการ

แต่ความจริงที่ปรากฏจากการตรวจสอบของ กกต.:

• วุฒิการศึกษา: มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยืนยันว่าสำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ. สูง) วิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป ซึ่งเทียบเท่าเพียง “อนุปริญญา” ไม่ใช่ระดับปริญญาตรี

• ประวัติการทำงาน: โรงเรียนสตึก ยืนยันว่าเคยเป็นเพียง “ครูอัตราจ้าง” ในปี 2523–2524 (ระยะเวลา 2 ปี) ไม่เคยรับราชการเป็นข้าราชการแต่อย่างใด

*(เกร็ดประวัติศาสตร์: ขณะสำเร็จการศึกษาในปี 2522 สถาบันยังใช้ชื่อว่า “วิทยาลัยครูบุรีรัมย์” ก่อนเปลี่ยนเป็น “สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์” ในปี 2538 และ “มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์” ในปี 2547)*

ประเด็นสำคัญ: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีปริญญาตรี”

สิ่งที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนคือ กฎหมายการเลือก สว. มิได้กำหนดให้ผู้สมัครทุกคนต้องจบระดับปริญญาตรี ดังนั้น การไม่มีวุฒิ ป.ตรี จึงไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติโดยอัตโนมัติ

“ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ ผู้สมัครจบอะไร

แต่อยู่ที่ ผู้สมัครบอกความจริงเกี่ยวกับประวัติของตนเองหรือไม่”

เมื่อผู้สมัครนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงไปใส่ในเอกสารแนะนำตัว (สว. 3) ศาลมองว่านี่คือการ “สร้างเกียรติคุณหรือประวัติการทำงานเท็จ” เพื่อหลอกลวงให้ผู้สมัครคนอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติและความสามารถ เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิชอบ (เพื่อให้ได้คะแนนเลือก) ซึ่งถือเป็นการ “ทุจริตในการเลือก” ที่ทำให้กระบวนการทั้งหมดขาดความสุจริตและเที่ยงธรรม

กลไกทางกฎหมาย: มาตรา 226, 62 และ 63 ทำงานอย่างไร?

การดำเนินคดีและการลงโทษในกรณีนี้ใช้ฐานบทกฎหมายร้อยเรียงกันอย่างมีระบบ:

• รัฐธรรมนูญ มาตรา 226: เป็นฐานอำนาจให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตในการเลือก

• พ.ร.ป. สว. มาตรา 62: เป็นบทลงโทษกรณี “ทุจริตในการเลือก” หากปรากฏว่ามีการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริต ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสิทธิเลือกตั้ง

• พ.ร.ป. สว. มาตรา 63: เป็นบทจัดการกรณี “ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหลังประกาศผล” ซึ่งให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า

จุดที่ต้องระวัง: ต้องแยก มาตรา 62 (การตัดสิทธิทางการเมืองโดยศาลฎีกา) ออกจาก มาตรา 77(4) ซึ่งเป็น “โทษทางอาญา” (จำคุก/ปรับ) ที่ต้องสู้คดีกันต่อในศาลอาญาด้วยมาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มงวดกว่า

คดี “นิ่มนวล” ไม่ได้เกิดขึ้นลำพัง: เทียบแนวคำพิพากษาบรรทัดฐาน

เมื่อเหลียวมองคดีอื่น ๆ จะพบว่าศาลฎีกาฯ วางมาตรฐาน “ความถูกต้องของข้อมูล (Data Integrity)” ไว้อย่างชัดเจนและเคร่งครัด:

1. คดีนายสุชิน คล้ายระย้า: อายุจริง 55 ปี แต่กรอกใน สว. 2 และ สว. 3 ว่าอายุ 60 ปี เพื่อข้ามไปลงสมัครกลุ่มผู้สูงอายุ ➔ โดนตัดสิทธิ 10 ปี

2. คดีนายวิเชียร ชัยสถาพร: กรอก สว. 3 ว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการประหยัดพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม” ทั้งที่ไม่เคยได้รับแต่งตั้งจริง ➔ โดนตัดสิทธิ 10 ปี

3. คดี น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย (“หมอเกศ”): อ้างอิงตำแหน่งทางวิชาการ “ศาสตราจารย์” และใช้วุฒิการศึกษาที่ไม่ตรงความจริง ➔ โดนตัดสิทธิ 10 ปี

บทสรุปและคำถามชวนคิดในอนาคต

เนื่องจากระบบเลือก สว. เป็นระบบ “ผู้สมัครเลือกกันเอง” (Peer Voting) เอกสารแนะนำตัว (สว. 3) จึงเป็นสิ่งเดียวที่ผู้สมัครใช้ประเมินกันและกัน การโกหกประวัติจึงเปรียบเหมือนการใส่ข้อมูลเท็จลงในระบบการลงคะแนน

คดีนี้ยกระดับความหมายของคำว่า “สุจริตและเที่ยงธรรม” ว่าไม่ได้หมายถึงแค่การ ไม่ซื้อเสียง หรือ ไม่ฮั้วกัน เท่านั้น แต่รวมถึง “ความซื่อสัตย์ของข้อมูลตัวตน” ด้วย

โจทย์สำคัญที่สังคมต้องติดตามต่อ:

ศาลจะตีเส้นแบ่งอย่างไรระหว่าง “ความผิดพลาดโดยบริสุทธิ์ใจ/ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการกรอกแบบฟอร์ม” กับ “เจตนาทุจริตเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือก” ในคดีต่อๆ ไป?

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
18 กันยายน 2569

#เลือกตั้งสว #ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง #ข่าวการเมือง #คดีนิ่มนวล #ตัดสิทธิ10ปี #กฎหมายเลือกตั้ง #กกต #บรรทัดฐานคำพิพากษา #ข้อกฎหมายน่ารู้ #เกศกมลเปลี่ยนสมัย #วัสติงสมิตร

แม่ทัพณัฏฐ์ฮึ่ม เขมรเปิดอีกเจอแน่ ยอมถอยกลบคูเลต

18 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

“สีหศักดิ์” นำคณะเจรจาเข้าพบนายกฯ รายงานผลประชุม UNCLOS เผยนายกฯให้กำลังใจ-คำแนะนำ แต่ไม่เผยรายละเอียด ลั่นทำเต็มที่เพื่อประโยชน์บ้านเมือง ส่วนโฆษกทบ.แจง เคลียร์ปมขุดคูเลตที่ช่องสะงำลุล่วง เขมรยอมปรับพื้นที่ให้เหมือนเดิม ขณะที่รองแม่ทัพภาคที่ 2 โพสต์ฉะโซเชียลปั่นกระแสจนชาวบ้านแตกตื่น พร้อมชำแหละท่าทีเขมรไม่น่ากังวล แต่ไม่ประมาท ลั่นถ้าเปิดมาอีกจะร้องไห้หนักกว่าเดิม ขอปชช.เสพสื่ออย่างมีสติ ย้ำทหารมีแผนชัดเจน ถ้ารบต้องชนะ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 17 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศในฐานะตัวแทนประเทศไทย ที่ไปร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) และนายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรายงานผลประชุมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS หลังประชุมครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 14-16 กันยายนที่ผ่านมา ที่ประเทศสิงคโปร์

กต.พบนายกฯรายงานผลถกUNCLOS

หลังเข้าพบนายกฯ นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการรายงานบรรยากาศการประชุมว่าการพูดคุยเป็นไปด้วยดี ไม่ไอะไรเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการประชุมครั้งแรก โดยนายกรัฐมนตรีรับทราบว่าเราไปคุยอะไรกันบ้าง ส่วนรายละเอียดต้องรอประชุมครั้งถัดไป

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯฝากอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายเบญจมินทร์กล่าวว่า ไม่ได้ฝากอะไรเป็นพิเศษ แต่ให้กำลังใจทำงาน ถามย้ำว่านายกฯได้ชื่นชมอะไรกับการประชุมครั้งนี้หรือไม่ กล่าวว่า ได้ให้คำแนะนำเบื้องต้น แต่ไม่ขอพูดรายละเอียด เพราะการประชุมเพิ่งเริ่มต้น ยังเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน เพราะกำลังพูดถึงระยะเวลา 11-12 ขึ้นไป จึงเร็วไปที่จะให้ข้อมูลตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ คณะทำงานสู้เต็มที่ เพราะเป็นผลประโยชน์ของบ้านเมือง

เมื่อถามว่า นอกจากคุยเรื่องทางทะเลแล้วการดำเนินการทางบกจะเดินหน้าอย่างไรต่อ นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับทางบก เป็นเรื่องทางทะเล ส่วนเรื่องทางบกจะให้ผู้มีหน้าที่ทางชายแดนเป็นผู้ดำเนินการหรือไม่นั้น ขออย่าเพิ่งพูดตอนนี้เลย

ทบ.แจงเขมรยอมกลบคูเลต

ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงความคืบหน้าทหารกัมพูชา ขุดคูเลตและวางแนวลวดหนามบริเวณเนิน 450 ในพื้นที่ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษว่าล่าสุดชุดประสานงานทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ได้พูดคุยกัน โดยฝ่ายกัมพูชายอมปรับสภาพพื้นที่กลับคืนแล้ว ถือว่าสามารถเจรจากันได้ และแก้ปัญหาด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ฟังข่าวจากราชการ เนื่องจากข่าวสารในโซเชียลมีเดียมีที่มาหลากหลาย อาจทำให้กังวล ยืนยันว่าหน่วยงานในพื้นที่ทั้งเจ้าหน้าที่ปกครองและทหารแลกเปลี่ยนข้อมูลอยู่ตลอดเวลา และสถานการณ์ไม่น่ากังวลเท่าข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย

ยันทหารในพื้นที่ไม่ปล่อยผ่าน

ส่วนสาเหตุที่ทหารกัมพูชาขุดคูเลต โฆษก ทบ.ระบุว่า ยังไม่มีรายงานเป็นทางการจากหน่วยในพื้นที่ถึงรายละเอียด แต่ด้วยพื้นที่กว่า 500 กิโลเมตร ซึ่งมีหน่วยขนาดเล็ก ประจำการอยู่ตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ก็จะส่งผลให้เกิดกรณีลักษณะนี้ได้บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ไม่มีการขยับแนวการวางกำลัง เช่น การปะทะด้วยคารม การจัดกิจกรรม หรือแสดงพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม แต่ประเด็นที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ การปรับปรุงพื้นที่ การขุดคู การติดตั้งสิ่งกีดขวาง แม้ฝ่ายไทยจะจับตาใกล้ชิด ก็ยอมรับว่าอาจเกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นได้เช่นกัน แต่เมื่อเจรจาก็ได้รับความร่วมมือทุกกรณี

ส่วนที่เขมรยอมกลบคูเลต และถอนสิ่งกีดขวาง เป็นการยอมรับพฤติการณ์ดังกล่าวรุกล้ำอธิปไตยไทยหรือไม่นั้น โฆษก ทบ.ระบุว่า ต้องรอรายละเอียดจากหน่วยในพื้นที่ เพราะย่อมทราบถึงแนวการวางกำลังอยู่แล้ว เพียงแต่อาจมองเป็นแค่การวางเครื่องกีดขวาง เพื่อรักษาความปลอดภัยของหน่วย แต่เมื่อเกิดในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกัน ก็จำเป็นต้องท้วงติง แต่ยืนยันไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวล

รองมทภ.2ฉะอินฟลูฯปั่นข่าว

ด้านพลตรีณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมรูปภาพกับพระธรรมวชิรญาณโกศล วิ. (เยื้อน ขนฺติพโล) หรือหลวงตาเยื้อน โดยระบุข้อความว่า “เพราะมีนักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ นักการทหาร สื่อมวลชน สื่อโซเชียล แสดงความเห็น ปั่นข่าวกันจนชาวบ้านตื่นตระหนก ขอสรุปความว่า 1. รบสองครั้งที่ผ่านมาเขมรสูญเสียมาก เสียทั้งคน งบประมาณ พื้นที่ ที่สำคัญคือ เสียความไว้วางใจจากประชาชนของเขา 2.การที่ผู้นำเขมรจะฟื้นฟูความนิยมกลับคืนมา เขาต้องแสดงให้คนของเขาเห็นว่าเขาไม่ได้แพ้ เขาพร้อมยึดคืนพื้นที่กลับมา และพยายามดูแลคนที่ได้รับผลกระทบให้ดีที่สุด

3.การจะได้พื้นที่คืนทำได้สองอย่างคือ 1.ใช้กำลังตีเอาคืน ซึ่งเขาคงประเมินแล้วว่าด้วยศักยภาพทางทหารน่าจะเป็นหนทางที่ทำไม่ได้ เพราะถ้าเปิดอีกที เราคงใส่หนักใส่ลึกไปถึงหัวใจของเขา จะช้ำหนักกว่าเดิม 2.มาตรการการทูตระหว่างประเทศ ประท้วง ร้องศาล รับบทเหยื่อ เพื่อให้นานาชาติร่วมกดดันเราด้วยกฏหมาย มาตรการระหว่างประเทศ ซึ่งเขากำลังทำอยู่

ฮึ่มเขมรเปิดมาอีกร้องไห้หนักกว่าเดิม

  1. แล้วที่เขาเคลื่อนไหวทางการทหารอยู่ตามแนวชายแดน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาต้องแสดงให้ประชาชนเขาเห็นว่า เขาไม่ได้ยอมแพ้ เขายังมีศักยภาพ พยายามแหย่เข้ามาในจุดเดิม ที่เขาเคยอยู่แต่เมื่อเราควบคุมได้แล้วเขาเข้าไม่ได้ก็แค่แหย่ ให้รำคาญใจ ขุดคูเลตปรับปรุงที่ตั้งเพราะกลัวเราจะเข้าตี การปฏิบัติการทางทหารต่างๆเหล่านี้ เป็นเรื่องธรรมดาทั้งเราทั้งเขาที่ต้องปรับปรุง ดัดแปลงที่ตั้ง เพื่อให้อยู่รอดในสนามรบ เราทำมากกว่าเขาด้วยซ้ำ เพียงแต่เราไม่เปิดเผยและไม่จำเป็นต้องเปิดเผย
  2. สิ่งที่เขมรทำเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลไหม “ผมไม่ได้ประมาท แต่ผมว่า “ไม่ได้น่ากังวลอะไร” เปิดมารับรอง ร้องให้หนักกว่าเดิม ผมว่าเขาก็รู้เขาไม่กล้าหรอกครับ”

ยันทหารมีแผนชัดเมื่อรบต้องชนะ

  1. สิ่งที่คนไทย สังคมไทยควรทำเรื่องไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน 1.ทำใจร่มๆ รับฟังข่าวอย่างมีสติ 2.ขอให้ท่านมั่นใจในทหารไทย บางอย่างเราไม่พูด ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำ เราเป็นทหารมืออาชีพ มีอารยะ มีแผน มีหลักการปฏิบัติที่ชัดเจน เมื่อรบต้องชนะ 3.ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายขอให้พูดในกรอบที่เหมาะสม ไม่รู้ไม่ควรพูด ไม่เห็นไม่ควรพูด อย่าพูดเพราะฟังเขามา อย่าแสดงความเห็นส่วนตัวจากข้อมูล ประสบการณ์เก่าที่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้วในปัจจุบัน 4.อย่าสร้างกระแสบิดเบือนทำให้ประชาชนคนชายแดนตระหนก อย่าสร้างข่าวชี้นำ ให้ข้อมูลเท็จ แต่งภาพ สร้างภาพ AI ให้ประชาชนเข้าใจผิด 5.พี่น้องชายแดนขอให้ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนกตามข่าวสาร รับฟังข้อเท็จจริงจากราชการ ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ขอให้มั่นใจว่า ได้รับการคุ้มครองจากทหารแน่นอน ส่วนคนไทยที่ไม่ได้อยู่ชายแดนขอให้เสพสื่อ รักชาติอย่างมีสติ 6.ให้กำลังใจสนับสนุนทีมงานที่ต้องต่อสู้ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศซึ่งจะส่งผลกระทบในระยะยาว

6.สิ่งที่เราต้องช่วยกันตอนนี้คือ ช่วยทหารสถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดน ที่ผ่านมาเราติดขัดเรื่องกฏหมายป่าไม้ทำอะไรไม่ได้มาก แต่หลังเหตุการณ์สองรอบที่ผ่านมา ทำให้ได้รับการผ่อนคลายมากขึ้น “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” ต้องช่วยกันทำให้ได้เพื่อน้องๆทหารตามแนวชายแดนสามารถปฏิบัติหน้าที่สถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดนได้อย่างยั่งยืนสามัคคีคือพลังครับ“

ดีเอสไอลุยต่อฮั้วสว. สอบเส้นเงิน ฟันคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่เกี่ยวกกต.ปล่อยผี ภท.ฉะถูกจ้องทำลาย ปชน.ท้าแฉวุฒิฯสีส้ม

18 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

คดีฮั้ว สว.จบยากแล้ว ดีเอสไอลับดาบสอง ลุยต่อแยกคดีอาญา และอั้งยี่-ฟอกเงินออกจากการเลือกตั้ง ไล่สอบเส้นเงินไม่จำกัดเฉพาะ 77 รายที่โดนสั่งฟ้องศาลฎีกา เตรียมประชุมพนักงานสอบสวนร่วมอัยการภายในเดือนกันยายนนี้ ขณะที่นายกฯบอกคนเชื่อก็มีเยอะหลังสั่งไม่ฟ้อง “ไชยชนก” อ้างมีขบวนการจ้องทำลายพรรคอันดับหนึ่ง ส่วน “ธนพร” ชี้อย่าให้น้ำหนักเสียงข้างน้อย แฉปมขัดแย้งชิงประธานฯก่อนลงมติ ด้าน’โรม’โวยแหลกใครบังอาจตีตราสว.สีส้ม ลั่นอย่าใช้วิธีถ้าฉันชั่ว คุณต้องชั่วด้วย ท้าแน่จริงเปิดชื่อ-หลักฐานใช้มาตรฐานเดียวกัน

 จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.’67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ตามที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงมติกกต.เรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนไปแล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ย. สำนักงานกกต.ได้ออกเอกสารข่าวระบุว่ารายงานการประชุมกกต.มติ 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานจากDSI ชี้ไม่มีการเสนอรายละเอียด “เส้นเงิน” ให้พิจารณา ระบุช่วงไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. 11 ครั้ง ไม่มี กกต.คนใดร้องขอสำนวนคดีพิเศษมาประกอบการพิจารณานั้น

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เปิดเผยว่า สำหรับการนัดหมายประชุมครั้งที่ 1 ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย กรณีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา คาดว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการประชุมครั้งแรกได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

DSIยันเดินหน้าลุยคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน

ส่วนประเด็นว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต.ที่จะจัดทำอย่างละเอียดภายใน 60 วัน หรือไม่นั้นแหล่งข่าวจากดีเอสไอ ชี้แจงว่าในการดำเนินคดีอาญาโดยเฉพาะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่มีเหตุจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต.

 “เพราะคดีอาญาของดีเอสไอ และกกต.มันแยกออกจากกัน อีกทั้งในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 77 รายตามมติของ กกต.ก็ไม่ใช่เหตุผูกมัดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงินสว.จำนวน 77 รายเท่านั้น เพราะคณะพนักงานสอบสวนจะต้องดูพฤติการณ์พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นหลัก ว่าใครบ้างที่มีพฤติการณ์อั้งยี่ใครบ้างมีพฤติการณ์ฟอกเงิน”

ลุยเส้นเงินไม่จำกัด77รายที่กกต.ส่งฟ้อง

ทั้งนี้กรณีที่มีการจับตาว่าในสำนวนของดีเอสไอที่ส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษซึ่งก่อนหน้านี้ อัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนให้สอบสวนเพิ่มเติม ดีเอสไอและอัยการ สำนักงานการสอบสวนในฐานะคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย คือ  1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย 2.นายสุบิน ศักดา  3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร 4.น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส 5.นายวงศกร ชนะกิจ 6.น.ส.มาเรีย  เผ่าประธาน 7.นางผกามาศ ไทยนุกูล 8.นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น   ทั้งนี้ เมื่อมาเทียบดูกับรายชื่อที่กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกาฯในจำนวน 77 รายนั้น ตรงกับรายชื่อของดีเอสไอที่สั่งฟ้องอัยการคดีพิเศษในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพียง 6 ราย โดยมี 2 รายที่ไม่ถูกกกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯคือ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ฉะนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ก็ต้องพิจารณาในส่วนของผู้ต้องหา 2 รายนี้อีกครั้งว่าจะมีการดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เพราะหากจะยึดเอาเพียงตัวเลข 77 รายตามมติของกกต.ก็จะเป็นปัญหาว่าแล้วการสั่งฟ้องในครั้งแรกจะทำอย่างไร และก็ต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวนด้วย

วุฒิฯไม่เคยส่งเอกสารให้DSI-ปปง.

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่าสำหรับการทำสำนวนสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้มีการทำหนังสือถึง กกต.มาตลอด เพื่อสอบถามว่าจะนำเอาหลักฐานทางคดีของดีเอสไอไปประกอบในสำนวนทั้งหมดหรือไม่แต่ปรากฏว่า กกต.มีมติไม่รับไว้ และเมื่อดีเอสไอพยายามขอสำนวนของกกต.ก็กลับไม่มีการให้มาทางดีเอสไอเช่นเดียวกัน รวมถึงกรณีที่ดีเอสไอขอเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่มผู้ช่วยสว.ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 138 สว.ตัวจริง เนื่องด้วยจากรายงานการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินพบว่ามีเส้นทางการเงินของคนใกล้ชิดสว. เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มคณะบุคคลที่อยู่ในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศจึงต้องประสานเอกสารจากวุฒิสภา

 “แต่จนถึงปัจจุบันนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาก็ไม่เคยส่งเอกสารให้ดีเอสไอ โดยอ้างว่าติดปัญหาเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA แม้ดีเอสไอได้ทำหนังสือตอบกลับว่ากฎหมาย PDPA ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดำเนินคดีอาญาก็ตาม หรือแม้กระทั่งสำนักงาน ปปง. ทางคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งเอกสารขอเส้นทางการเงิน เลขที่บัญชีธนาคารกับทางสำนักงานปปง.แต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือนาน 1 ปี”

สวนกกต.ยันพยานหลักฐานให้ครบ

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเผยต่อว่ากรณีที่กกต.ออกมาแถลงว่าขาดซึ่งพยานหลักฐานส่วนใดก็ตามในคดีฮั้วสว.ทำให้ต้องมีมติไม่ฟ้องบุคคลรายนั้นๆ ก็เนื่องมาจากการที่ดีเอสไอพยายามส่งหลักฐานให้กกต.แต่ทาง กกต.มีมติไม่รับหลักฐานไว้มันก็ทำให้ขาดซึ่งพยานหลักฐานได้ หรือแม้กระทั่งในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลางคณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต.และดีเอสไอเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกันก็ยังไม่ได้รับเอาหลักฐานครบทุกรายการจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงินสว.จึงต้องย้ำว่าพยานหลักฐานในสำนวนของคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว.กับพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ก็ยังมีความแตกต่างกัน

ยัน‘เอกราช’ให้ปากคำปกติ ไม่ถูกข่มขู่

โดยเฉพาะในการกลับคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) เหตุใดกกต.จึงไม่พูดว่าในชั้นการสอบปากคำพยานนายเอกราชได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ 2 ชุดในห้องทำงานห้องเดียวกันคือคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.และคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำและบันทึกคำให้การพร้อมกัน เพียงแค่จัดพิมพ์คนละชุดกันเท่านั้นและยังมีอัยการร่วมสอบสวนด้วยซึ่งพนักงานอัยการจะถือเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะพนักงานอัยการจะเห็นเลยว่านายเอกราช ช่างเหลา ในตอนให้ปากคำก็มีการให้ปากคำปกติ สีหน้าท่าทางอากัปกิริยาปกติทุกประการ ไม่มีการถูกข่มขู่คุกคามเพื่อให้พยานให้การเท็จแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่พยานจะถูกบังคับ ส่วนกรณีที่นายเอกราชมากลับคำให้การภายหลังนั้นนายเอกราชก็ไม่เคยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯคณะที่ 26 เพื่อขอให้บันทึกการกลับคำให้การเลยแต่กลับไปส่งเป็นหนังสือจดหมาย 1 ฉบับ แจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งแทน

จ่อลุยเอาผิด‘เอกราช’ให้การเท็จ

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ตอนนี้สังคมต่างตั้งคำถามว่าหากนายเอกราช ช่างเหลา มีพฤติการณ์กลับคำให้การจริงๆ ในฐานะพนักงานสอบสวน ควรแจ้งความดำเนินคดีฐานให้การเท็จเข้าสู่สำนวนหรือไม่นั้นตามหลักการแล้ว คำให้การใดเป็นจริงหรือเท็จ มันจะไปปรากฏในการสืบชั้นศาล เพราะการสืบชั้นศาล อัยการจะถามเลยว่า“คุณได้ให้การสองครั้ง คุณต้องยืนยันมาว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ“ นี่คือหลักการการสืบชั้นศาล เพราะถ้าอัยการไม่ถามคำให้การของครั้งที่พยานให้การไว้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ เพื่อที่จะเห็นได้เลยว่า ท้ายสุดพยานจะกลับคำให้การในชั้นศาลหรือไม่ เช่น หากพยานบอกว่า“ในคำให้การชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเท็จ”มันก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนได้ แต่ถ้าพยานบอกว่า“คำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นจริง แต่ที่เบิกความในชั้นศาลเป็นเท็จ”ก็จะเป็นความผิดในอีกมาตราคือฐานเบิกความเท็จต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ในชั้นการสืบชั้นศาลจะเห็นข้อเท็จจริงมากกว่า

ชี้หลักฐานชัดสาวถึงฝ่ายการเมือง

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีว่าในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอจะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มกรรมการบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)ที่ถูกปัดตกจากสำนวนและมติของ กกต.ได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐานเท่านั้น ถ้ามีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด คณะพนักงานสอบสวนก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แม้บุคคลนั้นจะไม่ถูกมติวินิจฉัยชี้ขาดของกกต.ในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ก็ตาม

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวระบุด้วยว่า พฤติกรรมส่อพิรุธของ กกต.คือ การปฏิเสธไม่รับหลักฐานจากดีเอสไอ ไม่ว่า

จะเป็นเรื่องภาพกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญต่างๆ ที่ขับเข้าไปในโรงแรมที่เกี่ยวข้องในขบวนการจัดฮั้ว สว. เรื่องพิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และยังมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในฝ่ายการเมืองที่มีการบีบคั้นกดดันสั่งเบรกไปยังสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเงินมายังดีเอสไอ

ชี้ไม่ควรให้น้ำหนักข้างน้อยกว่ามติ กกต.

ด้านรศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ตั้งข้อสังเกตถึงการออกมาเปิดเผยความเห็นของนายสิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ฝ่ายเสียงข้างน้อยในคดีฮั้ว สว. นั้นว่า สังคมไม่ควรรีบยกความเห็นดังกล่าวให้มีน้ำหนักเหนือมติของ กกต.โดยต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและบริบทความขัดแย้งภายในองค์กรก่อนหน้านี้ควบคู่กันด้วย

แฉ!ปมขัดแย้งชิงประธานกกต.ก่อนคดี

ทั้งนี้ก่อนการพิจารณาคดีเลือกสว. กกต.เพิ่งผ่านการลงคะแนนเลือกประธาน กกต.คนใหม่แทน นายอิทธิพร บุญประคอง ซึ่งการเลือกตำแหน่งดังกล่าวย่อมมีทั้งผู้สมหวังและผิดหวัง จึงเกิดคำถามทางการเมืองว่า ท่าทีอันเข้มข้นของกกต.ฝ่ายเสียงข้างน้อยในเวลานี้ เป็นผลจากการพิจารณาข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียวหรือมีความคับข้องใจจากการแข่งขันภายในองค์กรเข้ามาปะปนด้วยข้อสังเกตนี้ไม่ได้หมายความว่านายสิทธิโชคไม่มีสิทธิแสดงความเห็น แต่เมื่อความเห็นของกกต.เสียงข้างน้อยถูกบางฝ่ายนำไปขยายผลโจมตีมติขององค์กร

เจ้าตัวก็ต้องพร้อมถูกวิจารณ์เช่นกันว่าการใช้ดุลพินิจปราศจากอคติและความรู้สึกส่วนตัวอย่างแท้จริงหรือไม่

‘โรม’ฉะเดือดอย่าตีตรา‘สว.สีส้ม’

ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสำนวนคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนที่โยงไป สว. สีส้มและพรรคประชาชน คณะก้าวหน้าว่า ไม่มี สว.คนไหนที่นิยามตัวเองว่าเป็นสว.สีส้ม แต่ความพยายามตีตราว่ามีสว.สีส้ม เกิดจากการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม ทำให้คนตรีตราในเรื่องว่าหากผมชั่ว คุณก็ต้องชั่วเหมือนผม เป็นข้อเท็จจริงที่แปลกประหลาด

ลั่นปชน.ไม่ปกป้องย้ำปฏิบัติเดียวกัน

นายรังสิมันต์ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยปกป้อง หรือเรียกร้องในการเลือกปฏิบัติกับ สว. กลุ่มหนึ่ง หรือปฏิบัติแตกต่างกับสว.อีกกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือมาตรฐานเดียวกันหากมีพยานหลักฐานใดไม่ว่า สว ประชาชน-สว. กลุ่มอิสระ-สว. สีน้ำเงิน จะต้องปฏิบัติแนวทางเดียวกัน โดยกล่าวย้ำว่าที่เรียก สว.สีส้มไปดูว่าใครเป็นคนนิยาม ว่าตนเองเป็น สว.สีส้มจริงๆ หรือไม่ แต่สว.สีน้ำเงินมีแน่

 “พอเราไปดูในรายละเอียด ต้องแยกกันกระทำให้ชัดคำว่าโกง สว.มีหน้าตาอย่างไร หากมีประเภทจ้างให้คนมาสมัคร เพื่อที่จะพลีชีพโหวตให้กับตัวเอง มีการจ่ายเงินจ่ายทองกันมากมาย มีคนการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง คิดว่าพวกนี้ต้องแยกให้ชัดสิ่งที่พยายามจะบอกว่ามี สว.อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเพื่อนหรือเกี่ยวข้องกับคุณ ต้องแยกกันให้ชัดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรถ้าข้อเท็จจริงเหมือนกัน ถ้าอนุทินชอบพูดว่าอะไรนะปิดชื่อถือพฤติกรรมก็ใช้หลักการนั้นสิ” นายรังสิมันต์ กล่าว

ท้ากกต.เปิดชื่อ-หลักฐาน ฟันยกแผง

นายรังสิมันต์ยังกล่าวอีกว่า ทางกกต.สามารถดำเนินการได้เต็มที่หากจะเปิดหลักฐานก็ยินดี ซึ่งสามารถเปิดชื่อได้เลยว่าเป็นนักการเมืองคนไหนของพรรคประชาชนไปเกี่ยวข้อง พรรคประชาชนยินดีให้ตรวจสอบ ขณะเดียวกัน พรรคก็จะมีกระบวนการตรวจสอบภายใน แต่ตามที่ได้แจ้งไปคือตกลงการโกง สว. ต้องแยกระหว่างสว.ไปเข้าชื่อรวมกลุ่มกัน ทำเว็บไซต์ ผิดหรือไม่เอาให้ชัด แต่อีกอันนึงผิดแน่ๆเรื่องของการจ่ายเงินไปจ้างคนสมัครผิดประเภทซึ่งแตกต่างกัน ระหว่าง“โกง สว.กับ ประชาชนไปรวมกลุ่มกัน” พูดคุยแนะนำตัวแตกต่างกันมากตนมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่กรณีที่ว่าการที่ สว.สีส้มสู้ได้หรือไม่ได้ หากมีพฤติกรรมในการโกง สว. ไม่ว่าจะเคยเป็นสมาชิกพรรคใด หรือนิยามตัวเองเป็นสีอะไร ต้องจัดการทั้งหมดซึ่งกกต.จะต้องดำเนินการให้ชัด ไม่ใช่การถกเถียงว่าสว. นี้เป็นของใคร แต่ต้องรู้ว่ามีกระบวนการโกง สว.ใช่หรือไม่ซึ่งต้อง จัดการทั้งเส้นทางการเงิน ข้อมูลโทรศัพท์เชื่อมถึงใครก็ต้องจัดการ

นายกฯมีคนเชื่อกกต.ไม่ส่งฟ้องฮั้วสว.

ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ส่งฟ้องศาลฎีกา คดีฮั้วสว.แต่ยังมีคนบางส่วนไม่เชื่อว่าไม่มีคนในพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า

“คนเชื่อก็มี”เมื่อถามถึงกรณีที่ กกต.เสียงข้างน้อยออกมาแถลงถึงเหตุผลในการเห็นด้วยกับการส่งฟ้องคนในพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินไม่ตอบคำถามดังกล่าว โดยตอบเพียงว่า มีประชุมต่อ และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

‘ไชยชนก’ชี้ปกติพรรคอันดับ1ตกเป็นเป้า

ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีสำนวนคดีฮั้วสว.อีก 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับ สว.สีส้ม และพรรคประชาชน มีความคาดหวังเรื่องนี้อย่างไรว่า ตนไม่ได้คาดหวังอะไรกับเรื่องนี้ เชื่อว่าทุกหน่วยงานจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ความจริงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และตนเชื่อว่ามันจะปรากฏ และจะมีการดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่า ทางพรรคประชาชนและไอลอว์ยังเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของพรรคอันดับ 1 ที่มีความเข้มแข็งและเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่จะตกเป็นเป้า เป็นสิทธิ์ของพรรคประชาชน ตนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้

เห็นชัดมีขบวนการจ้องทำลาย‘ภท.’

เมื่อถามว่า จะฟ้องร้องแจ้งความกลับหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องปรึกษา แต่ส่วนตัวตนไม่อยาก ทั้งนี้ หากเราไม่ดำเนินการอะไร อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ จึงขอปรึกษาทีมกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่

เมื่อถามว่า คิดว่ามีขบวนการที่จ้องทำลายพรรคภูมิใจไทยจริงหรือไม่ นายไชยชนก ย้อนถามว่า “ท่านคิดว่าจริงไหมฮะ” ก่อนจะกล่าวว่า เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องตอบ เพราะเป็นกระบวนการหลายมิติ แต่เราก็มั่นใจในสิ่งที่เราดำเนินการว่าทำทุกอย่างภายใต้ระเบียบและกฎหมาย ดังนั้น ไม่กังวล

ยังไม่คุย‘เนวิน-นายกฯ’หลังกกต.มีมติ

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่าไม่ได้คุย แม้แต่นายกรัฐมนตรีตนก็ไม่ได้คุย และตนไม่ได้กังวลเรื่องนี้ วันก่อนก็มีผู้สื่อข่าวมาถามว่า มีมติออกมาเป็นเอกฉันท์แบบนี้ รู้สึกอย่างไร ตนก็บอกไปว่ารู้สึกปกติ ที่กกต.มีมติเอกฉันท์ เพราะไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ตนและนายกฯ ก็ได้ออกจดหมายตั้งแต่แรกที่มีกระบวนการเลือกสว.เพื่อไม่ให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยมีความเกี่ยวข้อง และจากสำนวนที่มีความพยายามเปิดเผย ออกมาก็จะเห็นได้ว่า ตนไม่มีอะไรเลยจริงๆ ฉะนั้น จะไม่ให้มีมติเอกฉันท์ได้อย่างไร

เมื่อถามว่าส่วนตัวมองว่าอยากให้มีการส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาหรือไม่ เพราะสังคมยังกังขาเรื่องดังกล่าว นายไชยชนกกล่าวว่า ตนไม่ได้มีความรู้สึกส่วนตัวว่าควรดำเนินการแบบไหน เพราะเรื่องนี้มีกระบวนการของมันอยู่แล้ว และเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามกระบวนการ

ซัดเดือดโกงสอบบนหัว อนุทินด่าลั่น ขีดเส้น30ก.ย.ต้องจบ จับนายกอบต.รีดเงิน

18 กันยายน 2569 เวลา 06:02 น.

“อนุทิน” ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นประชาชน พูดภาษาชาวบ้าน “โกงบนหัวผม-เผาบ้านเรา”โอด “เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้ลองนั่ง” บอกฟาดให้ยับไม่ต้องกลัวอิทธิพล ฟันขรก.เอี่ยวแค่ย้ายไม่พอ ต้องออกจากราชการ ขีดเส้นต้องจบ30 กันยายนนี้ไม่มีขยายเวลาส่วนประเด็นโยกย้าย พร้อมเปิดอกเคลียร์หากใครคาใจยันอธิบายได้ทุกตำแหน่ง บอก “ผู้ตรวจฯ มท.” ไม่ใช่เข้ากรุ พร้อมกดปุ่มรีเซ็ต ขอวัดกันที่ผลงานขณะที่ตำรวจร่วมกับป.ป.ช. บุกจับนายกอบต. รีดเงินลูกจ้างชั่วคราว แลกต่อสัญญาจ้าง เรียกหัวละ 1-3 หมื่น ถ้าใครไม่จ่ายเตรียมตกงาน ลูกน้องย้อนศรเก็บหลักฐานแจ้งเอาผิด

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น2 ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงมหาดไทย โดยนายกฯ กล่าวถึงประเด็นร้อนเรื่องการดำเนินการกรณีทุจริตการสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเรื่องนี้มันบั่นทอนความมั่นใจของประชาชนมากพอสมควร ไม่มีใครไม่เชื่อว่าเรื่องนี้สุจริตอันนี้ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ ถึงแม้ว่ากำลังดำเนินการอยู่ แต่สมมุติว่าไม่มีใครผิดเลยเรื่องนี้มันเกิดขึ้นโดยระบบโดยธรรมชาติของมัน ก็ไม่มีใครเชื่อ และที่ผ่านมาเครือข่ายจากการสอบสวนจากการข่าวและจากการเชื่อมโยงต่างๆเราได้เห็นแล้วว่ามันมีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งเป็นที่น่าอเนจอนาถใจมาก

นายกฯ กล่าวว่า ตนชื่อว่าถ้าตนใช้ภาษาที่ตนพูดในฐานะพี่น้องก็คือมา “โกงกันบนหัวผม” ตรงนี้สังคมสรุปเรียบร้อยแล้ว พิพากษาไปเรียบร้อย ฉะนั้นตรงนี้สังคมสรุปไปเรียบร้อยแล้วพิพากษาไปเรียบร้อย ตัวตนเองก็พิพากษาไปเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมันจะต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการ ฉะนั้นก็คงได้เห็นว่ามีการจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิด เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมาสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)มีการแถลงยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยึดทรัพย์มาแล้ว 380 ล้านบาท ซึ่งเขาบอกว่ามันยังไม่หมดยังมีเงินสดและมีทองคำแท่งมูลค่าประมาณอีก ฉะนั้นตรงนี้กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลกลุ่มท้องถิ่นก่อนจะต้องขยายผล

นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ข้างนอกเขาจับกุมเข้าคุก ห้ามเยี่ยม ห้ามประกันไปแล้วข้าราชการที่มีส่วนทำผิดกฎหมายก็ต้องเร่งดำเนินการ ตอนนี้แค่ย้ายไม่พอ ต้องดำเนินการให้เห็นถ้าเข้าเกณฑ์เมื่อไหร่ ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องสั่งให้มีการออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่าเรา ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ ซึ่งก็ไม่มีความจำเป็นที่พวกเราทุกคนในที่นี้ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องเกรงกลัว ฟาดให้ยับ เพราะถือว่าเป็นการทำความเสียหายกับหน่วยงานของเราเผาบ้านเรา 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ท่านทุกคนเป็นเจ้าของบ้านมีทรัพย์สินอยู่ดีๆคนที่ไหนก็ตามที่มาทำร้ายทรัพย์สินทำลายบ้านของเรา เราต้องถือว่าเขาไม่มีความเหมาะสมที่จะอยู่ร่วมกันกับเรา ฉะนั้นตรงนี้จะต้องดำเนินการให้เต็มที่อย่างที่เรียนตนอยู่ที่นี่มา 3 ปีมันต้องเกรงใจกันบ้าง การทำแบบนี้จะมาบอกว่า ทำมาตั้งนานแล้ว ทำมานานแล้วตั้งแต่ตนยังไม่เข้ามาตนไม่รับทราบ ตนมาต้องรับทราบ ถ้าตนอยู่ที่นี่ทำเรื่องเหล่านี้ทำไม่ได้ เพราะเวลาโดนพี่น้องประชาชนโดนสื่อมวลชนหรือมวลชนต่างๆเขาไม่ได้พูดถึงว่าผู้อำนวยการคนไหน ผู้ตรวจคนไหนหรืออธิบดีคนไหนมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เขาบอกว่าต้องเป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดในกระทรวงมหาดไทยเท่านั้นที่จะทำเรื่องนี้ได้ เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ ตนก็เรียนให้ทราบว่าเรื่องนี้ท่านไม่ต้องมากังวลจะไม่มีการไปบอกให้ท่านยั้งมือ เว้นคนนั้น เว้นคนนี้ การสอบสวนสืบสวน ถ้าพาดพิงไปโดนคนไหนก็ต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

นายอนุทินกล่าวว่า ตนขอบคุณนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวรที่ไปกำกับดูแลหน่วยงานให้ในระยะหนึ่ง และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสืบสวนสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการและบุคลากรที่เชื่อมโยงกับคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ขอให้เร่งดำเนินการก่อนที่จะไปกรมโยธาธิการและผังเมืองให้เร่งดำเนินการให้เรียบร้อย ถ้าไม่เรียบร้อยเดี๋ยวไม่ได้ไปกรมโยธาธิการและผังเมืองเรื่องนี้ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ต้องรับผิดและรับชอบ

 “เรื่องนี้เป็นเรื่องสะเทือนขวัญ ผมต้องใช้คำนี้น่าสยอง สำหรับความเป็นรมว.มหาดไทยของผมฉะนั้นตรงนี้ขอให้ดำเนินการอย่างเต็มที่และมั่นใจผมเข้าใจมีกฎหมายต้องยึด มีขั้นตอนต้องยึด แต่มันต้องเร่งรัด และตามงานจากลูกน้อง ตรงนี้พอเราเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงเป็นผู้บริหารเราต้องมองสเต็ปให้ได้ว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน วิเคราะห์ได้ว่ามันจะต้องเป็นเช่นนี้ และจะต้องเกี่ยวพันถึงคนนี้เราทำงานด้วยกันมา โดยเฉพาะในกรณีนี้ตั้งข้อสังเกต ตั้งข้อสงสัยตรงไหนไม่เคยหลุดสักเรื่อง แต่ท่านยังจะมากลัวว่าเดี๋ยวเขาจะฟ้องกลับ ฟ้องกลับยิ่งดีจะได้เปิดเผยทุกอย่างที่เราเข้าไปไม่ถึงเพิ่มมากขึ้นกฎหมายยังไงก็ปกป้องคุ้มครองคนที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตอยู่แล้ว  อย่าช้า ปมไม่ให้ขยายเวลา” นายกฯ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอพูดตรงนี้มีคนมาบอกว่าจะมีการขยายเวลาเรื่องนี้ไม่มีนะครับ ต้องจบภายในเวลาที่กำหนดไว้ อย่าจบเลยวันที่ 30 ก.ย.นี้เป็นอันขาด เพราะมันเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเปลี่ยนหน้าที่ของคนหลาย คน ฉะนั้นขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยและรองปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ช่วยกันหารือและแม้กระทั่งพวกตนที่อยู่ที่นี่ก็หารือกันและท่านไปดำเนินการในคณะกรรมการของท่านไม่มีการปกป้องช่วยเหลือ ขอให้เร่งดำเนินการให้เสร็จอันนี้ถือเป็นข้อสั่งการอย่างชัดเจน เพราะเวลามันล่วงเลยมาขนาดนี้แล้วคดีต่างๆของหน่วยงานอื่นเขาไปไกลมากแล้วจะต้องได้ข้อสรุปได้ภายในไม่เกินสิ้นเดือนก.ย.นี้

นายอนุทินยังให้สัมภาษณ์ถึงการสอบถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรณีมีรายชื่อ นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกฯ ไปเกี่ยวพันกับการทุจริตสอบท้องถิ่น ตร.ได้ตอบกลับมาหรือยัง ว่า ตอบกลับมาแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเดียดได้

นายอนุทิน ได้กล่าวขอบคุณข้าราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมระบุว่า รู้สึกเสียดายใจหายที่ผู้บริหารบางคนต้องเกษียณอายุราชการ อาทิ อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 13 ท่าน โดยขอให้ภาคภูมิใจว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในการรับใช้ประเทศชาติและประชาชน ทุ่มเทเสียสละ ขอให้ทุกท่านมีความสุข ใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ และเชื่อว่าหลายท่านจะยังมีบทบาทอื่นต่อไป ในนามกระทรวงมหาดไทยอาจจะขอให้ท่านมาช่วย ใช้องค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์กับราชการ

นายกฯ ระบุว่า ให้ผู้ตรวจราชการ มารายงานกับตน ต้องเลิกความเชื่อว่าผู้ตรวจราชการ คือที่เก็บกรุ บางครั้งเมื่อไปอยู่ตรงนั้นก็ได้สงบสติอารมณ์ ได้ใช้ความคิดว่าทำไมถึงได้มาอยู่ตรงนี้ ต้องเร่งทำผลงาน ไม่ใช่ว่าไปอยู่แล้ว จากคนที่เคยรู้จักกันมา เป็นคนที่ไม่รู้จักกัน ไม่ใช่ว่าตนไปเหนือท่านไปใต้ หากเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ออกสักที พร้อมระบุว่า ทุกคนมีโอกาส ซึ่งตนทำให้เห็นแล้ว เพราะตนเป็นคนไม่พกพาความแค้น ไม่นำความโกรธไปที่ไหนเลย อารมณ์ดีทุกวัน บางครั้งที่มีการโยกย้ายเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ ข้าราชการหลายท่าน ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ตนยืนยันได้ว่าอธิบายได้ทุกคน อยากให้ทุกท่านมาถามด้วยซ้ำว่า เมื่อตอนปลัดกระทรวงมหาดไทยนำเรื่องมาหารือ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้

 “ผมพร้อมตอบได้หมดจริงๆ แต่ท่านก็ต้องตอบผมให้ได้ด้วย และขอย้ำว่า ทุกคนมีโอกาสหมด อย่าคิดว่าไปอยู่แล้วอยู่เลย มันต้องมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ขึ้นอยู่กับผลการทำงาน ผมกดปุ่มรีเซ็ตตลอดเวลา ไม่มีความลับอะไรกับท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย การหารือการอะไรที่มีความเหมาะสม ผมเอาด้วยหมด สนับสนุน ขอให้ทุกท่านแสดงผลงาน อยู่ตรงไหนก็สามารถทำประโยชน์ได้ ยิ่งในบทบาทของผู้ตรวจราชการ ท่านมีเขตรับผิดชอบ ต่างจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดูจังหวัดเดียว และสามารถใช้อำนาจปลัดกระทรวงได้ด้วย ผมไม่รู้ว่าใครไปสร้างวัฒนธรรม ว่าเป็นการเก็บเข้ากรุ ไปย้อนดูกระทรวงสาธารณสุข ทุกคนอยากเป็นผู้ตรวจ ไม่เช่นนั้นจะขึ้นตำแหน่งอธิบดีไม่ได้ ขึ้นปลัดไม่ได้ กระทรวงมหาดไทยก็มีปลัดหลายคนที่เป็นตรวจผู้ตรวจราชการมาแล้ว” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “หากใครมีเรื่องคาใจทั้งหลาย ตนพร้อม ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะเปิดอกคุยกัน”

วันเดียวกัน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธุ์ ผบก.ปปป. และ พ.ต.อ.ณัฐวุฒิ รุ่งเรือง ผกก.3 บก.ปปป. ร่วมกับนายนิรันดร ศรีภักดี ผอ.สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดศรีสะเกษ นำกำลังเข้าจับกุม นายยศพนธ์ อายุ 65 ปี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่ จ.68/2569 ลงวันที่ 16 ก.ย. 2569 ความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เพื่อข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือมาให้ ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น และเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ” โดยจับกุมได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

สำหรับการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพนักงานจ้างตามภารกิจและพนักงานจ้างทั่วไปของ อบต.หนองหมี ว่า นายยศพนธ์มีพฤติการณ์ เรียกรับเงินจากพนักงานจ้าง เพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างงาน

จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อต้นเดือน ส.ค.2569 นายยศพนธ์เรียกประชุมลูกจ้างประมาณ 25 คน พร้อมแจ้งว่าสัญญาจ้างของพนักงานจ้างกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือน ก.ย.2569 โดยสอบถามผู้เข้าร่วมประชุมว่า ผู้ใดประสงค์จะต่อสัญญาจ้าง จะต้องจ่ายเงินเป็นค่าธรรมเนียมในการต่อสัญญา

ต่อมามีพนักงานจ้างเข้าไปพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการต่อสัญญาที่ห้องทำงานของนายยศพนธ์ โดยนายยศพนธ์แจ้งว่า ลูกจ้างที่มีอายุงานไม่เกิน 3 ปี ต้องจ่ายเงินคนละ 10,000 บาท ส่วนผู้ที่มีอายุงานเกิน 3 ปี ต้องจ่ายเงินคนละ 30,000 บาทจากนั้นกลุ่มผู้เสียหายวางแผนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยมีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวและคลิปเสียงระหว่างการสนทนาและต่อรองเงินค่าต่อสัญญาจ้าง เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดี

ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และพนักงานจ้างได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปปป. เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนขอศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ออกหมายจับ และวางแผนเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายยศพนธ์เข้าสู่กระบวนการสอบสวน โดยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอลสวนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป