หนูฉุนยิวเถื่อน ไล่กลับไปตายบ้านเกิด

18 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

นายกฯฉุนตะเพิดต่างชาติ กลับไปตายบ้านเกิด ซัด “เหาะเกินกรุงลงกา ให้มาก็บุญแล้ว” ขันนอต “ผู้ว่าฯ” ทั่วประเทศ สั่งฟันมาเฟีย-คนเอารัดเอาเปรียบคนไทย พร้อมลงนาม “เนรเทศ”ทันที ไม่ต้องกลัวเรื่องงบฯ ชี้พวกพฤติกรรมกร่าง ตั้งศาสนสถานผิดกฎหมาย ติดป้ายห้ามคนไทยเข้า ผู้ว่าฯต้องถอนป้ายด้วยตัวเอง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวตอนหนึ่งระหว่างแถลงขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ถึงการเอารัดเอาเปรียบของคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยว่า ขอชื่นชมนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทยเป็นตัวตั้งตัวตีดำเนินคดี และเป็นกำลังใจให้ทีมงานที่ไปปราบปรามคนเหล่านี้ก็เห็นอยู่แล้วว่า ได้รับการตอบรับในเชิงบวกมากมาย ตรงไปตรงมา หากมาอยู่ในประเทศนี้แล้ว ทำมาหากินสุจริต ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช้กำลังของตัวเอง สติปัญญา เงินทุนและระบบต่างๆ มาเอาเปรียบคนไทย ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ถ้าเข้ามาแล้ว มีพฤติกรรมก้าวร้าวข่มขู่ข่มเหง แสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก็ต้องดำเนินการเต็มที่ โดยเฉพาะจังหวัดเป้าหมายทั้ง จ.ภูเก็ต จ.สุราษฎร์ธานี รวมถึงจังหวัดอื่นที่ดำเนินการลักษณะนี้ขอให้ผู้ว่าทั้งหลายใช้กฎหมายให้เต็มที่

 “การตั้งศาสนสถานคิดว่าอยู่ดีๆไปตั้งเองไม่ได้ รูปแบบต่างๆต้องให้การเคารพต่อสังคม และวัฒนธรรมของประเทศไทยด้วย ล่าสุดทราบมาว่า มีการขอสร้างสุสานส่วนตัวอีก เกินไปแล้ว เหาะเกินกรุงลงกา ให้มาก็บุญแล้ว มาก็มาหากินสุจริต จะตายก็ไปตายที่บ้านโน้นไม่ต้องมาตายที่นี้ แล้วก็อย่ามาเอารัดเอาเปรียบ และเรื่องศาสนสถานที่ขออนุญาตตั้งเป็นร้านอาหาร แต่มีศาสนสถานอยู่ก็ไม่ได้“ นายอนุทิน กล่าว

และว่า ยินดีที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ต้องเป็นลักษณะก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย เข้าใจว่า การเข้ามาท่องเที่ยว ทำให้เกิดการใช้เงินและลงทุนในประเทศไทย แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเอาเปรียบหรือใช้เงินลงทุนทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีต่างชาติเหล่านี้อยู่หลายประเทศ ผู้ว่าฯและนายอำเภอ ต้องกำชับต้องเอากฎหมายครอบว่า ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ต้องมีจุดบอกว่าหลังจากนี้ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ต้องจัดระเบียบให้ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ตนลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการเนรเทศทำให้มีกลไกรดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และเป็นสิ่งที่ทำให้คนที่ตั้งใจจะทำอะไรพิเรน เริ่มรู้ว่าเอาจริงเรื่องนี้ พร้อมที่จะเนรเทศ

นายกฯกล่าวอีกว่า ไม่ต้องถามกลับมาว่าเนรเทศ แล้วจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินออกไป ถามแบบนี้ เหมือนถามไม่ค่อยคิด อยากปัดงานออกจากตัว ซึ่งทำไม่ได้ คำว่าเนรเทศ คือถ้าดำเนินการแล้ว คนๆนั้นต้องออกจากประเทศ เรื่องค่าใช้จ่ายตนดำเนินการให้อยู่แล้ว แต่อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาอ้าง บางทีก็เหมือนดูถูกภูมิปัญญากัน เนรเทศแล้วยังลงนามไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าใครออกค่าตั๋วเครื่องบิน ไม่มี จังหวัดก็ออกไปก่อน แล้วจะมาเบิกคืนในรูปแบบไหนก็ว่ากันไป

 “ถ้าผมเป็นท่าน ผมควักตังออกเลย คนเหล่านี้อยู่ในจังหวัดท่าน ก็ถือเป็นอัปมงคลอยู่ในบ้านเราอยู่แล้ว ท่านจะเก็บไว้ทำไม เพราะฉะนั้น อย่าไปกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าพฤติกรรมเข้าเกณฑ์ ก็ดำเนินการทันที พวกนี้เอามาดำเนินคดีในประเทศ ต่อให้เขาผิด แล้วไม่เนรเทศออกไป มาดำเนินคดีในประเทศเรา ก็เสียข้าวสุกพวกเราอีก ต้องใช้ข้าว ใช้น้ำของเรา ใช้ห้องพักของเรา ไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บเอาไว้ ถ้ามีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ มีทางเลือกเดียว เชิญออก แค่นั้นเอง ไม่ต้องห่วง เขาจะอุทธรณ์ก็ไม่มีปัญหา รัฐมนตรีมหาดไทย ลงนามเนรเทศเขา อุทธรณ์กับนายกรัฐมนตรี ก็เชิญ ท่านมีข้อได้เปรียบในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ขอให้ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด คำสั่งกระทรวงก็ออกมาตามคำแนะนำของพวกท่าน เมื่อออกมาให้แล้ว ก็ใช้อย่างเต็มที่ ขอให้ มท.2 ติดตาม และดำเนินการร่วมกับผู้ว่าฯ และการสนับสนุนของกรมการปกครอง ให้ทุกอย่าง ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว“ นายอนุทิน กล่าว

พร้อมกับย้ำว่าต้องหาช่องทางกฎหมาย ที่เน้นในเรื่องของการให้คนเหล่านี้ออกไปจากประเทศ เนื่องจากฃปฏิบัติพฤติกรรมไม่เหมาะสม พร้อมฝากถึงผู้ว่าฯ ยังเน้นเหมือนเดิม เรื่องยาเสพติด ขอให้สกรีนร่วมกับนายอำเภอ เพราะได้จัดให้ผู้ว่าฯ เป็นคู่จิ้นกับผู้การ ทำงานร่วมกัน อย่าให้เป็นเพียงข้อสั่งการ ขอให้ปฏิบัติด้วย

นายอนุทินยังกำชับให้การทำงาน ออกมาเชิงบูรณาการ ร่วมกับหลายฝ่ายด้วย รัฐบาลที่แล้ว ต้องทำเอง และต้องมีเรื่องของชั้นความลับ หากพูดออกไปมาก ข่าวก็รั่ว พร้อมยกตัวอย่างสัปดาห์ที่แล้ว ข่าวรั่วก็ไม่เรียบร้อย อยากให้ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมการปกครอง ไปคุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ วางกรอบการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ ชี้ เป้าแล้ว ต้องควบคุมเรื่องการข่าวด้วย ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ อย่าให้มีเรื่องรั่ว ทราบข่าวมาว่า เวลาไปออกหมาย ก็มีเทคนิค เจ้าหน้าที่ตะโกนลั่นสถานที่ ขอไม่บอกว่าที่ไหน ก็เรียบร้อย ซึ่งนี่เป็นเทคนิค ผู้ว่าฯ ทุกคนต้องจับเทคนิคเหล่านี้ได้ พอเขาตะโกนแบบนี้ ร้านนั้น ก็ปิด เพราะฉะนั้นเราต้องจับไต๋เขาให้ได้ ตนอยู่กับท่านมา 3 ปี คนที่มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ไม่มีฟลุ๊ค ไม่มีคำว่าไม่มีฝีมือ จะใส่เกียร์ว่าง หรือใส่เกียร์ 5 อยู่ที่การทำงานของท่าน ตนยังเชื่อมั่นในความสามารถของท่าน ขอให้ทำงานด้วยความมั่นใจ และทำผลงานออกมาอย่างเต็มที่

นายอนุทินกล่าวอีกว่า ตนยืนยันประเทศไทย ยังยินดีต้อนรับคนต่างชาติที่เข้ามาโดยสุจริตต้องเคารพกฎหมายขนบธรรมเนียม แปลว่า วัฒนธรรมของประเทศไทย และทำให้คนไทยอยู่ร่วมกับชาวต่างชาติได้ โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา ป้ายห้ามคนไทยเข้า ถ้าผู้ว่าฯเจอที่ไหน ต้องไปถอนด้วยตัวเอง คนไทยเข้าได้หมด ยกเว้นบ้านเรือน ขอให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ติดตามการกระทำผิดของคนต่างด้าวอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องการใช้นอมินี ถือครองที่ดิน ขอให้ดำเนินการด้วยความเป็นธรรม รัดกุม และเด็ดขาด

นายกฯ ร่วมงาน 77 ปี สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน สานต่อมิตรภาพ 50 ปี

17 กันยายน 2569 เวลา 21:12 น.

นายกฯ ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน สานต่อมิตรภาพ “50 ปีทองไทย–จีน” เดินหน้า 3 แนวทางความร่วมมือ สร้างความมั่นคง–โอกาสแห่งอนาคต–คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

วันที่ 17 กันยายน 2569 เวลา 18.30 น. ที่ห้องเพลนารี ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสครบรอบ 77 ปี วันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อเดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้รับการต้อนรับจากนายอู๋ จื้ออู่ (Mr. Wu Zhiwu) อุปทูตรักษาราชการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ก่อนมอบแจกันดอกไม้เพื่อแสดงความยินดี ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติได้ร่วมยืนถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีในนามรัฐบาลไทย โดยกล่าวว่า ปัจจุบันจีนเป็นประเทศชั้นนำของโลก การพัฒนาของจีนจึงไม่เพียงสร้างโอกาสและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนจีน แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาของภูมิภาคและโลก ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ซึ่งรัฐบาลกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และทั่วถึง พร้อมเพิ่มบทบาทของไทยในการสร้างประโยชน์แก่ภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีนเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นับเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–จีน และในปีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “50 ปีทอง” ของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเยือนจีนครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี โดยได้พบกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ภาคเอกชนไทย และร่วมเปิดสำนักงาน BOI ณ นครเฉิงตู สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกับจีน พร้อมทั้งได้หารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง และประธานสภาประชาชนแห่งชาติจ้าว เล่อจี้ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือไทย–จีนใน 3 ประการสำคัญ

ประการแรก สันติภาพและความมั่นคง ไทยและจีนจะร่วมกันส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค สนับสนุนการยึดมั่นในกรอบและกติกาสากล โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะความร่วมมือในการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์ให้หมดไปจากภูมิภาคโดยเร็วที่สุด

ประการที่สอง การสร้างโอกาสแห่งอนาคต ทั้งสองประเทศจะผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ควบคู่กับการยกระดับความเชื่อมโยงทั้งด้านโลจิสติกส์และดิจิทัล ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนร่วมกันในเทคโนโลยี นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและรองรับการเติบโตในระยะต่อไป

ประการที่สาม คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ไทยและจีนจะร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและการลงทุนคุณภาพสูง ควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศและรับมือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งมลพิษทางน้ำและอากาศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีอวยพรให้มิตรภาพระหว่างประชาชนไทยและจีนยั่งยืน มั่นคง และงอกงามยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่า ไทยและจีนจะร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ ๆ และก้าวไปสู่อนาคตที่รุ่งเรืองร่วมกัน

‘อาสพลธ์’ เผยคดีทุจริตสอบท้องถิ่น พ้นตำแหน่งแล้วเกือบ 4,000 ราย ฟันลอตแรก ต.ค.นี้ ลุยอายัดทรัพย์กว่า 320 ล้าน

17 กันยายน 2569 เวลา 21:02 น.

‘ปธ.กมธ.ป.ป.ช.’ เผย ’คดีทุจริตสอบท้องถิ่น‘ พ้นตำแหน่งแล้วเกือบ 4,000 ราย จ่อฟันล็อตแรก ต.ค.นี้ ลุยอายัดทรัพย์กว่า 320 ล้านบาท เตรียมสอบขยายผล 110 เครือข่ายนายหน้าทั่วประเทศ

วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(กมธ. ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.ว่า ที่ประชุมได้เชิญผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ผู้แทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้แทนผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมด้วยผู้กำกับการ 3 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาให้ข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตสอบท้องถิ่น



นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า โดยทางผู้แทน สถ. รายงานว่าได้พบความผิดปกติในการประมวลผลและแก้ไขคะแนนสอบ 5,925 ราย และตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องรวม 14,988 ราย ผลการดำเนินการมีผู้คงการบรรจุ 11,048 ราย แก้ไขการบรรจุ 71 ราย และ ผู้ได้รับการบรรจุจากกรณีแก้ไขคะแนน รวม 3,869 ราย พ้นจากตำแหน่งแล้วทั้งหมด แบ่งเป็น สอบไม่ผ่าน แต่แก้คะแนนให้ผ่าน 3,402 ราย สอบผ่าน แต่คะแนนเดิมมีลำดับไม่ถึงคิวบรรจุ 467 ราย จากนี้จะเรียกบรรจุทดแทนตามหลักเกณฑ์ ส่วนคดีอาญาและคดีแพ่งยังดำเนินต่อไป ไม่ได้ยุติเพราะพ้นจากตำแหน่ง

นายอาสพลธ์ กล่าวอีกว่า ป.ป.ช. คาดว่าจะเริ่มแจ้งข้อกล่าวหาชุดแรกปลายเดือนตุลาคม 2569 ในส่วนข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และผู้เกี่ยวข้องใน กสถ. ก่อนทยอยดำเนินการกับกลุ่มอื่นๆ เช่น นายหน้า เครือข่ายนายหน้าสายหลักที่อยู่ระหว่างตรวจสอบมี 110 สายทั่วประเทศ สอบปากคำสายหลักแล้ว 55 สาย และสายรองแล้ว 23 สาย โดย ป.ป.ช. ระบุว่า ขณะนี้ไม่ได้กันผู้เกี่ยวข้องในคดีทั้ง 6,000 กว่ารายไว้เป็นพยาน ในส่วนของ DSI และตำรวจ ปปป. ที่ประชุมได้รับรายงานว่า สำนวนจากการสอบปากคำในจังหวัดศรีสะเกษ รวมถึงกรณีศาลออกหมายจับนายหน้าศรีสะเกษ 2 ราย ได้ส่งสำนวนคดีให้ ป.ป.ช. แล้ว เมื่อวันที่ 31 ส.ค. และ 15 ก.ย. 2569

ประธานกมธ.ป.ป.ช. กล่าวด้วยว่า ส่วนผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีรวม 108 รายการ มูลค่าประมาณ 320.8 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ เงินสด และบัญชีธนาคารต่าง ๆ ของบุคคลประมาณ 20 ราย (แบ่งเป็นผู้ต้องหา 11 ราย ผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย และอื่น ๆ) โดยอยู่ระหว่างเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องชี้แจงที่มาของทรัพย์สิน ก่อนจะเสนอคณะกรรมการธุรกรรมส่งสำนวนให้อัยการยื่นศาลแพ่งราวปลายเดือนพ.ย. ทั้งนี้ สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการการตรวจสอบเส้นทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องใช้พยานหลักฐานทางอาญาประกอบร่วมกับสำนวนของ สำนักงาน ป.ป.ช. และจากการตรวจสอบ ณ เวลานี้ ยังไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงกับนักการเมืองระดับประเทศ

‘ทนายบอน‘ย้อนถามเจ็บ มาตรฐานคดีเลือกตั้ง มองช้างทั้งตัว-กวาดหมด ไม่ต้องมีหลักฐาน-เส้นเงิน พรรคของคุณพร้อมไหม?

17 กันยายน 2569 เวลา 20:50 น.

วันที่ 17 กันยายน 2569 นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือทนายบอน อดีตผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ณัฐนันท์ กัลยาศิริ – ทนายบอน ระบุว่า กฎหมายเลือกตั้งมันว่ากันด้วยหลักฐาน … มิใช่หรือ

ต่อให้คนทั้งเขตเลือกตั้งรู้ว่ามีการซื้อเสียง ต่อให้คนรับเงินกันครึ่งเมือง ถ้าคนไปร้องไม่มีหลักฐาน เป็นคลิป เป็นแชท เป็นเสียง เป็นเงินสด เงินโอน … กกต. ก็ต้องยกคำร้อง … มิใช่หรือ

ต่อให้เอาพยานบุคคลไปเป็นโหล ต่อให้ฟังเรื่องราวแล้วมีเหตุผล ไม่มีหลักฐาน ก็ยก ยกลูกเดียว

ต่อให้เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องจะเชื่อ ต่อให้สอดคล้องกับรายงานข่าวที่ กกต. มี ก็ทำอะไรไม่ได้

เหตุเพราะ … คดีเลือกตั้ง มันง่ายต่อการยัดเยียด ปั้นพยานบุคคลเท็จ เช่น เอาคนไปพบผู้สมัคร คุยอะไรกันไม่รู้ ออกมาไปแจ้งความว่ารับเงิน … ถ้าหลักฐานนี้เป็นบรรทัดฐานให้เลือกตั้งใหม่ได้ … ต่อไปคงได้เลือกตั้งใหม่กันเกือบทุกเขต

เหตุเพราะ … การจับการโกงเลือกตั้ง โดยสภาพมันรู้ล่วงหน้า มีการนัดแนะ นัดหมาย มันถึงสามารถมีจังหวะให้รวบรวมหลักฐานเป็นคลิป เป็นเสียง ได้

ทีนี้กลับมาถึงคดีดัง

มติ กกต. เสียงข้างมาก สรุปสั้นๆ ว่า ถ้ามีหลักฐาน มีเส้นเงิน มีคลิป ฯลฯ ส่งดำเนินคดีทั้งหมด

ส่วนที่เหลือ หลักฐานไปไม่ถึง มีแต่พยานบุคคล ประกอบกับประวัติการโทร ที่ไม่มีบันทึกเสียง เสียงข้างมาก ยกหมด

ที่ไหนมีหลักฐาน ส่งดำเนินคดี พื้นที่ไหนไม่มี “ยก”

ตรงนี้ถ้า กกต. เสียงข้างมากไม่ถูกต้อง เช่น มีคลิป มีเสียง แล้วไม่ดำเนินคดี ก็ต้องออกมาแสดงหลักฐานครับ

ส่วน กกต. เสียงข้างน้อย ท่านบอกว่า “มองช้างทั้งตัว” พยานบุคคลให้การมีเหตุผล สอดคล้องกัน และมีหลักฐานพื้นที่อื่นแล้ว พื้นที่ที่เหลือก็ต้องทำผิดด้วยแน่นอน เพียงแต่หลักฐานไปไม่ถึง จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ท่านจึงเสนอ “กวาดหมด” ในความเข้าใจผม คือ ใครไม่มีคลิป ไม่มีเสียง ไม่มีเส้นเงิน ก็เอาด้วย กวาดด้วย

ผมก็ไม่รู้ว่ามันผิดหรือถูก

แต่ถ้าเราเอามาตรฐานนี้เป็นเกณฑ์ ก็แปลว่า ในคดีเลือกตั้งคดีต่อไป ไม่ต้องมีคลิป ไม่ต้องมีเสียง ไม่ต้องมีเส้นเงิน ไม่ต้องมีเงินสด

หาคนสักคนนึงโทรหาผู้สมัครไปขอพบ เอาคนไป 5 คน ซ้อมกันให้ดีๆ ผ่านไปสักเดือนนึงไปแจ้ง กกต. บอกว่ารับเงินมา เงินใช้หมดแล้ว ไม่มีคลิป ไม่มีหลักฐาน มีคน 5 คน ให้การสอดคล้องกัน มีหลักฐานว่าโทรหากัน แล้ว กกต. ต้องส่งฟ้องหรือ

แล้วถ้าคนคนนั้นเป็น กรรมการบริหารพรรค กกต. ต้องส่งยุบพรรคด้วยไหม … เออ เอาไงกันดี

พรรคของคุณพร้อมไหมกับมาตรฐานนี้

ผมไม่ได้ห้ามคุณคิดหรือเชื่อในสิ่งใดๆ ใครจะมโนอย่างไรก็ว่ากันไป

แต่การดำเนินคดีของ กกต. จะให้มันไปสอดคล้องกับความมโน ที่ไม่มีหลักฐาน … มันจะได้จริงไหม

เหมือนที่คนลือกันว่าจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ซื้อเสียงกันทั้งจังหวัด คุณคิดได้ เชื่อได้ บางทีผมก็เชื่อ

แต่ถ้าจะร้องให้ กกต. ดำเนินคดี คุณจะเชื่ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องหอบหลักฐานไปด้วยครับ

สรรเพชญ เดินหน้าแก้ปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบัง ชูมาตรการ 3 ระยะ พร้อมยกระดับโลจิสติกส์ไทย

17 กันยายน 2569 เวลา 20:07 น.

สรรเพชญ เดินหน้าแก้ปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ หลังมอบนโยบายสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่อง ชูมาตรการ 3 ระยะ พร้อมยกระดับโลจิสติกส์ไทย

17 กันยายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการท่าเรือแหลมฉบัง เข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงคมนาคม

นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า ภายหลังจากการมอบนโยบายและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการจราจรภายในเขตท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ พบว่าสถานการณ์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ ผู้ประกอบการขนส่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการพื้นที่ การเร่งระบายตู้สินค้า และการปรับกระบวนการทำงานร่วมกัน ส่งผลให้สามารถลดปัญหาการสะสมของรถบรรทุก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าเรือได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยทุกฝ่ายได้ร่วมกันปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงาน สนับสนุนมาตรการของ กทท. และประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การระบายรถบรรทุกและตู้สินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบังยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กทท. ได้วางแนวทางบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะเร่งด่วน จัดสรรพื้นที่พักรถ (Buffer Zone) รวมกว่า 70 ไร่ เพื่อรองรับคิวรถบรรทุกที่รอเข้าท่าเทียบเรือ พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาปรับพื้นที่เพิ่มอีก 30 ไร่ รวมถึงประสานกรมศุลกากรขยายเวลาเปิดใช้ช่องทางจราจรขาออก ประตูตรวจสอบที่ 3 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 24.00 น. เพื่อเร่งระบายรถบรรทุกตู้เปล่าและรถยนต์ส่วนบุคคล ตลอดจนเพิ่มพื้นที่กักเก็บสินค้าตกค้างเพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้น

มาตรการคู่ขนาน จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่าง กทท. ผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามสถานการณ์ผ่านระบบกล้อง CCTV แบบ Real-Time เพื่อประเมินจุดติดขัดและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้า เพื่อลดการสะสมของรถบรรทุกภายในพื้นที่

มาตรการระยะยาว กทท. อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง ให้สามารถรองรับกิจกรรมการนำเข้าและส่งออกที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระให้เหมาะสม เพื่อลดปริมาณตู้สินค้าคงค้าง และเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้เปิดดำเนินการได้ตามแผน

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ สายเรือ และผู้ประกอบการขนส่ง โดยกระทรวงคมนาคมจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ท่าเรือแหลมฉบังสามารถรองรับการเติบโตของการค้าและระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ข้าราชบริพารในพระองค์ 5 ราย

17 กันยายน 2569 เวลา 20:01 น.

วันที่ 17 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ จำนวน 5 ราย ดังรายนามท้ายประกาศนี้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 17 กันยายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

รายนามข้าราชบริพารในพระองค์ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีดังนี้

ชั้น ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย

1.ร้อยโท รชต บุญช่วย
2.ร้อยตรี รัฐวิทย์ ตันฑ์พรชัย
3.ร้อยโท วรปรัชญ์ โปรินทร์

ชั้น ตริตาภรณ์ช้างเผือก

1.ร้อยโท รชต บุญช่วย
2.ร้อยตรี รัฐวิทย์ ตันฑ์พรชัย
3.ร้อยโท วรปรัชญ์ โปธินันท์
4.ร้อยตรี จักราธร สุนทรภูนาถภักดี
5.ร้อยตรี บัลลังก์ ยวงใย

ชั้น ตริตาภรณ์มงกุฎไทย

1.ร้อยตรี จักราธร สุนทรภูนาถภักดี
2.ร้อยตรี บัลลังก์ ยวงใย

ปิดตำนานหมาหลง สภ.เมืองพัทยา ส่งคืน ‘หมู่ไซ’ สุนัขพลัดหลงสู่อ้อมอกเจ้าของ

17 กันยายน 2569 เวลา 19:37 น.

หมา

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่เกิดเรื่องราวสุดน่ารักขึ้นสร้างรอยยิ้มไปทั่วโลกออนไลน์ เมื่อเพจเฟซบุ๊ก สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้โพสต์ภาพและคลิปวิดีโอประกาศตามหาเจ้าของให้กับสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกีตัวหนึ่งที่พลัดหลงมา ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ล่าสุดวันนี้ 17 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก สภ.เมืองพัทยา โพสต์อัปเดตความคืบหน้าของสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกีได้กลับคืนสู่เจ้าของแล้วด้วยคลิปวิดีโอความยาว 1 นาที 42 วินาที พร้อมข้อความทั้งหมดว่า “คิดถึงน้อง..หมู่ไซ…แต่คงไปไม่ได้ ก็ส่งคลิปการส่งมอบให้เจ้าของ ที่เราเอาไปไว้ที่บ้านของดาบนิกกี้ เพื่อรอส่งมอบ…เหมือนไม่อยากกลับยังไงไม่รู้ ขอบคุณ

สภ.เมืองพัทยา

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ไปเจอแล้ว..นำน้องมาฝากไว้..ท่านมีหัวใจที่เปี่ยมด้วยความอารีย์ยิ่ เพื่อนๆชาวโซเชี่ยล ทั้งที่เราเพิ่งรู้จัก หรือแฟนพันธ์แท้เพจเรา ที่ต่างช่วยกันส่งข่าว สื่อหลายสำนักที่ช่วยกันหาเจ้าของจนพบ…ขอให้ทุกท่านจงมีความสุข..จากการได้ช่วยเหลือ..ได้ส่งต่อ ทุกการไลค์ ทุกการคอมเม้นต์ เป็นพลังแห่งการพบเจอ..ขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง

และที่สำคัญ..ขอบใจน้อง หมู่ไซ (เราแอบตั้งกันเองเพราะน้องไม่ยอมบอกว่าชื่ออะไร) ที่เข้ามาเติมเต็มเรา..ให้เรามีความชุ่มชื่นใจ..ต่อไปครับ #หมู่ไซ #หมาหลง #ส่งคืน #ตำรวจพัทยา #กลับบ้าน ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ตำรวจภูธรภาค 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

สภ.เมืองพัทยา

หลังจากที่โพสต์ของ เพจเฟซบุ๊ก สภ.เมืองพัทยา เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“เจ้าของบอกว่าจะฝากไว้ซักอาทิตย์นึงก่อนเจอโซเชียลกดดัน”

“ในเมื่อวัดไม่รับ รู้ที่ไปล่ะ..สภ.เมืองพัทยา เรากำลังไป”

“เจ้าของบอกว่าต่อไปเราจะเข้าโครงการฝากไซไว้กับโรงพักพัทยา”

“ถ้าจะเอ็นดูขนาดนี้ขอพาไปปล่อย เอ้ย พาไปหลงแถวสภซักอาทิตย์นะครับ”

“เหมือนไม่อยากกลับ ยังไม่ได้เป็นK9เลย โซฟา ขอบโต๊ะก็ยังไม่พัง”

“พี่ตำรวจอย่าร้องนะเด่วน้อนหมู่ไซจะมาเที่ยวบ่อยๆ”

“กำลังเอาไปส่งครับ ฝากสักอาทิตย์นึง”

สภ.เมืองพัทยา
สภ.เมืองพัทยา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สภ.เมืองพัทยา

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อดีตข้าราชการตุลาการ 9 ราย

17 กันยายน 2569 เวลา 19:27 น.

วันที่ 17 กันยาน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่อดีตข้าราชการตุลาการ สังกัดศาลยุติธรรม จำนวน 9 ราย ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา เนื่องจากถูกลงโทษไล่ออก และให้ออกจากราชการ โดยคำสั่งอันถึงที่สุด ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ดังนี้

ข่าวดี! เคาะต่ออายุ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 บอร์ดกลั่นกรองฯ เผย ไม่มีปัญหาการจัดสรรงบ

17 กันยายน 2569 เวลา 19:12 น.

ไทยช่วยไทย

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 ที่กระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ได้พิจารณาตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ในส่วนของเงื่อนไขและรายละเอียดของโครงการฯ ยังไม่สามารถชี้แจงได้ เพราะต้องรอให้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะเสนอให้ ครม. พิจารณาได้ในสัปดาห์ไหน

ไทยช่วยไทย พลัส
แฟ้มภาพ

“วันนี้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ มีการพิจารณาเพียงโครงการเดียว คือไทยช่วยไทย พลัส ส่วนรายละเอียดของโครงการทั้งหมดเป็นเรื่องของกระทรวงการคลังที่เสนอเข้ามา ขณะที่ประเด็นเรื่องเงื่อนไข หรือสูตรการใช้จ่ายในโครงการจะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่นั้น ระยะเวลาโครงการที่ขยายออกไป ยังไม่สามารถบอกได้ ต้องรอให้ ครม. พิจารณาก่อน ส่วนจะเสนอ ครม. เมื่อไหร่ อำนาจอยู่ที่ รมว.การคลัง หากเสนอเมื่อไหร่ก็คือเมื่อนั้น” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับเม็ดเงินที่จะนำมารองรับการดำเนินการ ว่าจะมีการโยกเม็ดเงินจากวงเงินกู้ส่วนที่ 2 สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้ดำเนินการหรือไม่นั้น นายลวรณ ระบุว่า ‘ไม่มีการโยกงบ’ พร้อมทั้งยืนยันอีกว่า ไม่มีปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณ

ราคายางเพี้ยนไม่ใช่ปัญหา! เกษตรกรเปลี่ยนสวนยางเป็นฟาร์มไก่เนื้อ-ฟันรายได้ปีละกว่า 3 แสน

17 กันยายน 2569 เวลา 16:09 น.

ยางพาราผันผวนไม่ใช่ปัญหา! เกษตรกรเมืองตรังเปลี่ยนสวนยางเป็นฟาร์มไก่เนื้อระบบเปิด ทำสัญญาประกันราคา-ฟันรายได้เสริมปีละกว่า 3 แสน

วันที่ 17 ก.ย. 2569 นางจิราวรรณ เต็งรัง เจ้าของจิราวรรณฟาร์ม เลขที่ 198 หมู่ 4 ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เปิดเผยว่า เดิมประกอบอาชีพทำสวนยางพารา แต่เนื่องจากราคายางพารามีความผันผวน จึงมองหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้และช่วยดูแลค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน ก่อนตัดสินใจสร้างโรงเรือนในพื้นที่สวนยางพาราเพื่อเลี้ยงไก่เนื้อ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี

การเลี้ยงไก่เนื้อของฟาร์มเป็นระบบเปิด โดยมีรั้วล้อมรอบโรงเรือนอย่างมิดชิด ให้ไก่อยู่ภายในโรงเรือนเพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค พร้อมติดตั้งพัดลมเพื่อระบายอากาศและลดความร้อน รวมทั้งจัดเตรียมอาหารและน้ำให้ไก่อย่างเพียงพอ

นางจิราวรรณ และนายวรพงศ์ บุรีศรี บุตรชาย ซึ่งช่วยดูแลฟาร์ม กล่าวว่า การเลี้ยงไก่เนื้อไม่ยุ่งยากหากมีการจัดการโรงเรือนที่ดี โดยในแต่ละรุ่นจะรับลูกไก่เนื้อจากบริษัทประมาณ 3,000 ตัว ราคาตัวละ 20 บาท ขณะที่บริษัทกำหนดราคารับซื้อแบบประกันราคา ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนรายได้ได้ชัดเจน แม้ราคาไก่ในตลาดจะปรับขึ้นหรือลง

ปัจจุบันราคารับซื้อประกันอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 42 บาท และบางช่วงอาจสูงถึงกิโลกรัมละ 45 บาท เมื่อไก่มีอายุประมาณ 38 วัน สามารถเริ่มจับขายได้ และจะเลี้ยงไม่เกิน 45 วัน โดยบริษัทจะเข้ามารับซื้อไก่ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้

หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ฟาร์มมีรายได้จากการเลี้ยงไก่เนื้อเฉลี่ยรุ่นละประมาณ 70,000 บาท สามารถเลี้ยงได้ปีละ 5–6 รุ่น คิดเป็นรายได้รวมกว่า 300,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ มูลไก่ยังสร้างรายได้เพิ่มเติม โดยจำหน่ายได้กระสอบละ 40 บาท และไก่หนึ่งรุ่นให้มูลไก่ประมาณ 100 กระสอบ

นางจิราวรรณ กล่าวอีกว่า ระบบประกันราคาช่วยให้เกษตรกรลดความกังวลเรื่องความผันผวนของตลาด เพราะทราบราคาขายล่วงหน้าตามข้อตกลง อีกทั้งยังเป็นอาชีพเสริมที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้ครอบครัว ควบคู่ไปกับการทำสวนยางพาราได้เป็นอย่างดี