ภาพล่าสุด แม่หมู พิมพ์ผกา เช็กอินฮ่องกง หลัง นาย ณภัทร ประกาศขาดการติดต่อ 2 ปี

ภาพล่าสุด แม่หมู พิมพ์ผกา เช็กอินฮ่องกง หลัง นาย ณภัทร ประกาศขาดการติดต่อ 2 ปี

ภาพล่าสุด แม่หมู พิมพ์ผกา เช็กอินฮ่องกง หลัง นาย ณภัทร ประกาศขาดการติดต่อ 2 ปี

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

เปิดภาพ ‘แม่หมู พิมพ์ผกา’ ล่าสุดที่ฮ่องกง หลัง ‘นาย ณภัทร’ สารภาพตัดขาด 2 ปี

อินสตาแกรม nokkymerszei ของ นก ศิขรินธาร พลายเถื่อน ก็ได้เผยภาพทริปสุดแฮปปี้ที่มี แม่หมู พิมพ์ผกา ร่วมเฟรมด้วย โดยคุณนก ได้โพสต์ภาพพร้อมแคปชั่นว่า ” โอ้ยยโดนเซอร์ไพรส์!!!!!มีสาวสวยมาหาถึงฮ่องกง! ขอบคุณส้ม ที่พาฮาน่ากับพี่หมูมาเซอร์ไพรส์ เนียนมากๆๆๆ5555 ” 

ขณะที่โพสต์นี้มีชาวเน็ตเข้าไปแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจถึงแม่หมู หลังจากที่นาย ณภัทร เสียงสมบุญ ออกมาให้สัมภาษณ์แบบชัดเจนว่าขาดการติดต่อกับแม่หมูไปนานถึง 2 ปี พร้อมเผยว่าจะขอพูดครั้งนี้ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย และต้องการมีพื้นที่ส่วนตัวกับความรักสาวนอกวงการ

พบแพทย์ปีละครั้งทำบ้านเกือบแตก เป๊ก สัณชัย ทำชาวเน็ตตาค้างทั้งโซเชียล..

พบแพทย์ปีละครั้งทำบ้านเกือบแตก เป๊ก สัณชัย ทำชาวเน็ตตาค้างทั้งโซเชียล..

พบแพทย์ปีละครั้งทำบ้านเกือบแตก เป๊ก สัณชัย ทำชาวเน็ตตาค้างทั้งโซเชียล..

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทำเอาชาวเน็ตตาค้างกันทั้งโซเชียลไปเลยทีเดียว เมื่อได้เห็นคลิปล่าสุดของ อินฟลูฯไฮโซดาวรุ่งชื่อดังอย่าง “พี่เป๊ก สัณชัย” ที่ไม่รู้ไปทำอะไรมาถึงดูเด็กลง และหนุ่มขึ้นมาก

พี่เป๊ก แอบเผยว่า  “ปกติครีมทาบ้าง ลืมบ้าง เมาบ้างก็ไม่ได้แตะเลย ส่วนมากจะเมาไม่บ้างค่อนข้างบ่อยมากกว่า ไม่สม่ำเสมอ  เลยต้องหาที่พึ่งอย่างน้อยๆ ก็ปีละครั้งก็แล้วกัน  ก่อนหน้านี้เฉยๆ มาก ไม่ได้สนใจกับการดูแลตัวเองเลย ผู้ชายอย่างเราก็แบบนี้ แต่พอมาทำงาน มาไลฟ์กับธัญญ่า หลังมาเป็นอินฟลูฯ คิวชุก ออกหน้าจอบ่อยๆ ทั้งทีวี ทั้งออนไลน์ ก็เลยเริ่มรู้สึกว่า เออ! เริ่มไม่ไหว คงต้องหาที่พึ่งบ้างแล้ว ดีที่มีคอนเซาท์หมอดีๆ ของเด่นๆ อยู่ใกล้ตัว ผลก็เลยออกมาอย่างที่เห็น เรียกได้ว่าฝากชีวิตไว้ที่หมอแล้วหนึ่ง”

จากหวงลูก..เดี๋ยวนี้จะกลายเป็นลูกหวงซะแล้ว ชาวเน็ตเตรียมพุ่งเป้าคอนเซาท์หมอตาม เพราะอายุเป็นเพียงตัวเลข  ขอหล่อเด็กแบบตัวพ่อสไตล์ “เป๊ก สัณชัย”

พระที่พลัดพรากจาก วัดใหญ่พิษณุโลก

พระที่พลัดพรากจาก วัดใหญ่พิษณุโลก

พระที่พลัดพรากจาก วัดใหญ่พิษณุโลก

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“วัดใหญ่ พิษณุโลก” หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก เป็นวัดโบราณที่สำคัญ และเป็นที่รวมของ “พระพุทธรูป” ที่งดงามไว้มากมาย  ทว่า ส่วนหนึ่งในพลัดพรากจากวัดในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะได้รับการอัญเชิญลงมายังบางกอก ในช่วงเวลาที่เมืองพิษณุโลกหย่อนความสำคัญลง และมีประชากรเบาบาง ทว่ามีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ยังคงประดิษฐานอยู่ที่เดิมนั่นคือ“พระพุทธชินราช”
“พระพุทธชินราช” แห่งวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษนุโลก ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในประเทศไทย และเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลกด้วย  ทั้งยังเป็นพระพุทธรูปที่มีการ “จำลอง” มากที่สุด

แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง  แต่จากการวิเคราะห์ของนักประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่า น่าจะสร้างขึ้นในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยแห่งกรุงสุโขทัย ประมาณ พ.ศ. 1900 เป็นพระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สูง 7 ศอก มีพุทธลักษณะที่งดงามสมบูรณ์ยิ่ง
นอกเหนือจาก “พระพุทธชินราช” แล้ว  ที่วัดแห่งนี้ ยังมีพระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา และพระอัฏฐารส รวมอยู่ด้วย ตามคติ “พระสี่ทิศ”  แต่ที่ได้ชื่อว่างดงามและสำคัญ คือ พระสามองค์แรกที่กล่าวมา

ประวัติการสร้างพระพุทธชินราช ตามที่ปรากฏใน “พงศาวดารเหนือ” ได้กล่าวถึงการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา โดยมีสรุปไว้ว่า  กษัตริย์เชียงแสน นามว่า “พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก” เป็นผู้สร้างพระพุทธชินราช เมืองพิษณุโลก เมื่อแล้วเสร็จก็ตรัสให้สร้างวัดพระรัตนมหาธาตุ มีพระมหาธาตุ และพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์อีก 2 องค์ ได้แก่ พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2409 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เพิ่มเนื้อหาในพงศาวดารในชื่อ ตำนานพระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดา ว่าในปี พ.ศ. 1498 ยังมีการสร้าง “พระเหลือ” เข้าไปด้วย และหลังจากนั้นก็มีการกล่าวอ้างถึงการสร้างพระพุทธชินราช ในพงศาวดารเหนือ

เรื่องราวประวัติฉบับเก่าสุดของพระพุทธชินราชเป็นหลักฐานเชิงตำนานใน พงศาวดารเหนือซึ่งชำระเมื่อปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ผู้ชำระคือ พระวิเชียรปรีชา (น้อย) เจ้ากรมราชบัณฑิตขวา เป็นผู้เรียบเรียงตำนานเรื่องเล่าของเมืองเหนือจากตำราหลายเล่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

พงศาวดารเหนือเล่าถึง พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก กษัตริย์แห่งเมืองเชียงแสน เป็นผู้มีอำนาจบารมีมาก ปกครองบ้านเมืองน้อยใหญ่หลายเมือง ยกทัพลงมาตีเมืองสัชนาไลยของพระเจ้าพสุจราช แต่พระพุทธโฆษาจารย์มาไกล่เกลี่ย

พระเจ้าพสุจราชยอมมาถวายบังคมพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ทั้งยก นางปทุมเทวี พระธิดา ให้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ต่อมาพระนางก็ให้กำเนิดพระโอรส 2 พระองค์คือ เจ้าไกรสรราช และเจ้าชาติสาคร

ต่อมาพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกโปรดให้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ตำบลซึ่งทรงเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาฉันจังหันใต้ต้นสมอภายหลังจึงตั้งชื่อเมืองแห่งนี้ว่า “พิษณุโลก”

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุริมแม่น้ำน่านช่วงกลางเมืองพิษณุโลก ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

บุญญาธิการของกษัตริย์พระองค์นี้เมื่อครั้งสร้างเมืองพิษณุโลก มีบรรยายอยู่ในพงศาวดารเหนือ ความว่า

“แต่ชาติก่อนพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกเป็นภิกษุ ได้สร้างพระไตรปิฏกเมื่อศาสนาพระกกุสน์เจ้าครั้นพระองค์เกิดมาตรัสรู้ในไตรปิฎกทั้งสามพระองค์จึงรู้ในพระทัยว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตทางตะวันตกตะวันออก แล้วเสด็จไปอาศัยฉันจังหันใต้ต้นสมอ แลควรจะไปสร้างเมืองไว้ในสถานที่นั้น”

เมื่อสร้างเมืองเสร็จ พระองค์ก็ให้สร้างพระธาตุและพระวิหารขึ้นกลางเมือง แล้วโปรดให้หล่อพระพุทธรูปสำริดขึ้น 3 องค์ คือ พระพุทธชินศรี พระศรีศาสดา และพระพุทธชินราช โดยช่างจากเมืองสัชนาไลยและหริภุญไชยร่วมกันสร้าง

แต่ปัญหาคือ การสร้างพระพุทธรูปสำริดทำสำเร็จแค่ 2 องค์ คือ พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดา ส่วนพระพุทธชินราชต้องปั้นหล่อใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งครั้งที่ 4 จึงมี “พระอินทร์” มาช่วยจึงสำเร็จ ดังในพงศาวดารเหนือเล่าว่า

“ขึ้นแปดค่ำ ปีกุน ตรีศก เพลาเช้า พุทธศักราช ๑๕๐๐ ปีกุน สัมฤทธิศก ด้วยอานุภาพพระอินทราธิราชเจ้า ทองก็แล่นรอบคอบบริบูรณ์ทุกประการหาที่ติมิได้”

พงศาวดารเหนือพยายามเล่าถึงบุญญาบารมีและความเลื่อมใสของพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกต่อพระพุทธศาสนา และเผยให้เห็นว่า พระพุทธชินราชมีความพิเศษกว่าพระพุทธรูปอีก 2 องค์ที่สร้างพร้อมกัน เพราะมีอานุภาพของพระอินทร์มาช่วยด้วย ไม่ใช่สำเร็จด้วยฝีมือช่างมนุษย์ธรรมดาทั่วไป

ในตำนานท้องถิ่นเมืองพิษนุโลก อ้างถึงสัจจาธิษฐานของ “พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก” ว่า ทำให้ร้อนถึงอาสน์ของพระอินทร์ ต้องทรงแปลงพระองค์เป็นชีปะขาวเสด็จลงมาช่วยในการหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ นับแต่ทรงคุมพิมพ์ปั้นเบ้า คุมการเททอง จนการหล่อพระพุทธรูปองค์นี้สำเร็จสมบูรณ์งดงาม ทองแล่นทั่วทั้งองค์ และยิ่งเป็นมหัศจรรย์จนเกิดความเชื่อมั่นถึงอภินิหารของพระพุทธรูปองค์นี้เป็นทวีคูณ เมื่อปรากฏตรีศูล (อุณาโลม) อันเป็นเครื่องหมายแทนองค์พระอินทร์ที่พระนลาฏของพระพุทธรูป

และยิ่งตอกย้ำความเชื่อโดยกล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกับการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ เช่น บ้านปะขาวหาย คือสถานที่ที่ชีปะขาวหายตัวไป และเมื่อสร้างวัดขึ้นในบริเวณนั้น จึงตั้งชื่อวัดว่า วัดตาปะขาวหาย ยังมีศาลตาปะขาวซึ่งประดิษฐานรูปหล่อตาปะขาวเป็นรูปชายชรายืนสะพายย่าม มือขวาถือไม้เท้า ศาลตาปะขาวเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ศาลาช่องฟ้า เพราะเป็นบริเวณที่ช่องฟ้าเปิดสำหรับให้พระอินทร์เสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์

เรื่องราวในตำนานจบอย่างสมบูรณ์โดยมีชื่อสถานที่ที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ จึงเป็นเรื่องที่เล่าขาน รับรู้ และเชื่อถือกันในหมู่ประชาชนคนทั่วไป โดยเฉพาะชาวพิษณุโลกและจังหวัดทางภาคเหนือ ที่ส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือตำนานนี้เป็นอย่างยิ่ง

แม้เรื่องราวในตำนานจะเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยปาฏิหาริย์ แต่ก็ยังมีหลักฐานอื่น ๆ ให้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพระเจ้าศรีธรรรมไตรปิฎกในตำนาน คือ สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย และทรงเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ขึ้นด้วยพระราชหฤทัยที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างสูง

พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ได้ประดิษฐานอยู่ในเมืองพิษณุโลกตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยามีอำนาจ จนชาวเมืองมีความรู้สึกว่าพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ คือ สมบัติอันล้ำค่าของชาวเมืองพิษณุโลก จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อันเป็นช่วงเวลาที่มีการอัญเชิญพระพุทธรูปจากหัวเมืองลงมาประดิษฐานยังพระอารามต่างๆ ในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก นั่นรวมถึง “พระศรีศาสดา และ “พระพุทธชินสีห์” ด้วย

“พระพุทธชินสีห์” นั้น เดิมประดิษฐานอยู่ที่วิหารด้านทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก ต่อมาพระวิหารนั้นชำรุดทรุดโทรมลง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ อุปราชวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธชินสีห์มายังกรุงเทพฯ ครั้งนี้เอง ที่มีเรื่องเล่าลือกันถึงความรู้สึกหวงแหนในพระพุทธรูปองค์นี้ ในเวลาเดียวกันก็แสดงถึงความคับข้องใจในการหักหาญกระทำตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจจากส่วนกลาง

ครั้งนั้นชาวเมืองทั้งปวงแสดงออกถึงความรู้สึกนี้ในรูปของความโศกเศร้า ดังที่เป็นเรื่องที่เล่าขานกันสืบมาถึงอาการของชาวเมืองพิษณุโลกครั้งนั้นว่า “เมื่อเชิญออกจากพระวิหารนั้น ราษฎรพากันมีความเศร้าโศก ร้องไห้เป็นอันมาก เงียบเหงาสงัดไปทั้งเมืองเหมือนศพลงเรือน”

และยังเล่าลือต่อถึงผลของการอัญเชิญพระพุทธชินสีห์ออกจากเมือง ตามความเชื่อของชาวเมืองว่า “แต่นั้นมาฝนก็แล้งไปถึง 3 ปี ชาวเมืองพิษณุโลกได้รับความยากยับไปเป็นอันมาก” และข่าวเล่าลือที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ “กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ”  ก็ทรงพระประชวรพระโรคมานน้ำได้ปีเศษก็เสด็จสวรรคต”

เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ โปรดให้ประดิษฐาน “พระพุทธชินสีห์” ไว้ที่มุขหลังพระอุโบสถจัตุรมุข วัดบวรนิเวศวิหาร ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวชเป็น “วชิรญาณภิกขุ” ได้เสด็จจากวัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) มาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ โดยประดิษฐานอยู่หน้าพระประธานองค์เดิม  ในปัจจุบัน พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร จึงมีพระประธานสององค์นั่งซ้อนลดหลั่นกันอยู่  ในคราวนั้นโปรดให้หล่อแท่นฐานองค์พระพุทธรูปด้วยทองสำริด กะไหล่ทองคำที่พระรัศมีฝังเพชรที่พระอุณาโลมพร้อมทั้งปิดทององค์พระพุทธรูปด้วย

ส่วน “พระศรีศาสดา” นั้น เจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้าง จังหวัดนนทบุรี ได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดบางอ้อยช้างระยะหนึ่ง ครั้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ทราบเรื่อง จึงได้ขออัญเชิญพระศรีศาสดามาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งเป็นวัดที่ท่านสร้างขึ้น

ต่อมา “วชิรญาณภิกขุ” (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4) ทรงทราบ และมีพระราชดำริว่า พระศรีศาสดานั้น สร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์ ซึ่งเวลานั้นได้ถูกอัญเชิญมาเป็นพระประธานที่วัดบวรนิเวศวิหาร จึงโปรดให้อัญเชิญพระศรีศาสดามาประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหารด้วย ปัจจุบันพระศรีศาสดาประดิษฐานที่วิหารพระศรีศาสดา วัดบวรนิเวศวิหาร

เมื่อ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 5โปรดให้สร้าง “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” ขึ้นครั้งนั้นโปรดให้เสาะหาพระพุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณะงดงาม เพื่อมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ครั้งนั้นมีทั้งผู้อัญเชิญพระพุทธรูปจากที่ต่าง ๆ มาให้ทอดพระเนตร และที่ไม่สามารถอัญเชิญมาได้ ก็ถ่ายรูปมาให้ทอดพระเนตร พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยพระพุทธลักษณะและความงามของพระพุทธชินราชซึ่งไม่มีพระพุทธรูปองค์ใดจะงามเสมอ จึงตั้งพระราชหฤทัยจะอัญเชิญพระพุทธชินราชมาประดิษฐานเป็นประธานในพระอุโบสถ

แต่ครั้น สมุหเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก กราบทูลถึงความรู้สึกหวงแหนพระพุทธชินราชของชาวเมือง และได้เท้าความถึงครั้งที่ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ทรงอัญเชิญพระพุทธชินสีห์จากพิษณุโลกมากรุงเทพฯความรู้สึกหวงแหนที่แสดงออกในรูปของความโศกเศร้าและเงียบสงัดทั้งเมืองเปรียบได้เหมือน “บรรยากาศเวลายกศพลงจากเรือน” ทำให้เข้าพระราชหฤทัยและทรงเห็นใจชาวเมืองพิษณุโลก

จึงเปลี่ยนพระราชหฤทัยให้ช่างจำลองแบบพระพุทธชินราชโดยมี “พระประสิทธิปฏิมา” จางวางช่างหล่อขวา เป็นหัวหน้าช่างถ่ายแบบและหล่อ ใช้ทองหนักทั้งหมด 3,940 ชั่ง เมื่อแล้วเสร็จจึงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานใน พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

ปัจจุบัน หากท่านไปกราบสักการะ “พระพุทธชินราช” ที่วัดใหญ่พิษณุโลก  ท่านก็จะได้กราบพระพุทธชินสีห์ (จำลอง) พระศรีศาสดา (จำลอง) และพระอัฏฐารส ด้วย  ส่วนองค์จริงที่พลัดพรากจากเมืองพิษณุโลกมา ก็ไปกราบกันได้ที่วัดบวรฯ และวัดเบญจมบพิตร  ในกรุงเทพมหานครนี่เอง

โอ๊ยเล่าเรื่อง นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2)

โอ๊ยเล่าเรื่อง นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2)

โอ๊ยเล่าเรื่อง นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2)

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นางมารสวมปราด้า(The Devil Wears Prada) หนังดังปี 2006 ผลงานการกำกับของ เดวิด แฟรงเคิล ที่สร้างจากนิยายดัง The Devil Wears Prada งาน เขียน ลอเรน ไวส์เบอร์ เขียนบทโดย ไอลีน บรอช แม็กเคนนา จากความดังของ หนัง ทำให้  ลอเรน ไวส์เบอร์ เขียนภาคต่อ Revenge Wears Prada: The Devil Returns ในปี 2013 แต่ย่าเสียดาย ที่ ไม่ได้ถูกนำมาสร้างหนัง เนื่องจาก สองดารานำหลักอย่าง เมริล สตรีพ กับ แอนน์ แฮตธาเวย์ ไม่สนใจ ที่จะกลับมาแสดงจนมา ในปีนี่ 20 ปี ผ่านมา นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2) จึงได้มีโอกาศขึ้นจอ มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งนักแสดง และทีมงานหลักชุดเดิม
 

‘แอนดี้’ กลับเข้าสู่วงการนิตยสารอีกครั้ง หลังเผชิญวิกฤตงาน ถูกดึงตัวมาช่วยนิตยสารRunway ที่กำลังตกต่ำ มาเป็นผู้ช่วย ‘มิแรนด้า’บรรณาธิการจอมโหดอดีตหัวหน้าเก่า ที่กำลังเจอปัญหา เพื่อรับมือ พยุง หนังสือในอยู่รอด ในยุคที่ โลกเทคโนโลยี กำลังเข้ามาแทนที่
 

นางมาร2 เดินเรื่องต่อจาก นางมารแรก 20 ปี ผ่านมา พามาตามติดชีวิต 4 ตัวละครหลัก แอนดี้, มิแรนด้า, เอมิลี่ สาวสวยผู้ตัวตัวเองมาสู่แบรนด์ดิออร์ และไนเจล ผู้จัดการฝ่ายสร้างสรรค์ นิตยสาร ที่ต้อง กลับมาเจอกันอีกครั้ง โดยที่ หนังเดินไปข้างหน้า ไม่เสียเวลา ไม่ย้อนกลับไป ภาคแรก ตัวหนังมาตามสูตรสำเร็จ เดินเรื่อง เล่าเรื่อง บรรยากาศโทนหนัง พาย้อนกลับไปสู่หนัง ดราม่า สนุกสนาน ในยุค 80-90 ที่อาจจะดูเชย ดูธรรมดา สำหรับ หนังในยุคนี้ ที่ มักจะมีอะไรใส่มาในหนัง มากกว่าในยุคสมัยนั้น
 

นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2) คือหนัง ที่ดูแล้ว มีความสุข เหมือน งานเลี้ยงรุ่น ได้เจอเจอะกับ ตัวละคร/นักแสดง ที่ เคยสร้างรอยยิ้ม และความสนุก มาแล้วจากในภาคแรก ที่มา พร้อม กับ วัยที่สูงขึ้น ตามเวลาจริง เหมือน แวะมาทักทาย ว่า ยังอยู่ดีมีสุข
 

แอนน์ แฮตธาเวย์ ยังคงเป็น แอนดี้ ที่สวย ดูเก่ง มีเสน่ห์ มองโลกในแง่ดี ที่แม้จะ ผ่านมากว่า 20 ปี ความน่ารักยังคงมีอยู่ เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ โตขึ้น สวยแบบผู้ใหญ่ แต่ยังคงมีความเป็นสาวรุ่นๆ แฝงอยู่ในตัว

เมลริล สตรีพ  เปล่งประกาย  เป็น มิแรนด้า ที่ดูเฉิดฉาย ในความเป็น หัวหน้างานไฮโซ เจ้าแม่แฟชั่น ออร่า ยังคงมาแบบเต็มๆ สีหน้า ท่าทาง แววตา น้ำเสียง ใช่เลย!! ดูแล้วเชื่อ ใน พลังที่อยู่ใน ตัวนาง ทั้ง ความเก๋า ความร้าย ความเป็นเจ้านาย และเป็น ไฮโซ ตัวแม่
 

เอมิลี บลันท์ เป็น เอมิลี่ ที่มา พร้อมความสวย เรื่องราวอาจจะ น้อยกว่า สองสาวตัวแม่ แต่ก็เป็นตัวละคร ที่มี สีสัน มีอะไรๆ ชวนค้นหาในตัว ออกแนว การ์ตูนนิดๆ
 

สแตนลีย์ ทุซซี่ เป็น ไนเจล ที่มีเสน่ห์ น่ารัก สีหน้าท่าทางจริตจะก้าน ความเป็น สไตล์ลิส มาแบบเต็มร้อย เป็นตัวละครที่น่ารัก เรียกร้อยยิ้ม ได้ตลอดเวลา และยังช่วยขยี้ ในส่วนของดราม่า
 

นางมาร2 ยังคงเน้นๆ ให้น้ำหนัก ไปที่ 4 ตัวแม่ จากภาคแรก และเหมือน หนังที่คุ้นเคยในยุคก่อน ตัวละครใหม่ๆ ที่ ใส่เข้ามา ในภาคนี้ มาเพื่อเพิ่ม ในเรื่องสมบูรณ์ขึ้น จัดเจน ในความเป็น นักแสดงสมทบ ที่มาน้อยๆ  แต่ดูดี

ทราซี ธอมส์ กลับมารับบท ลิลลี่ สสวอาร์ต เพื่อนซี้ แอนดี้ ในภาคแรก ,เคนเนธ บรานา รับบท สจ๊วต,แพทริค แบรมมอลล์ เป็น ปีเตอร์ เจ้าของ อพาร์ตเมนท์ เพื่อนชายคนใหม่ของ แอนดี้,จัสติน เทรูซ์ ที่เล่นได้กวนๆ ในบท เบนจี่,ลูซี หลิว ไฮโซ เศรษฐีนี ผู้เก็บตัวรักงานศิลป์,เฮเลน เจ. เฉิน เป็น จิน เด็กจบใหม่ผู้ช่วยของแอนดี้ ใสๆ ในแบบเด็กแนวๆ เจนนี้ ,ซิโฒน แอชลีย์ เป็น อามารี เลขาสนิทของ มิแรนด้า ,เคเลบ เฮียรอน เป็น ชาร์ลี เลขาเบอร์2 หน้าห้อง,ทิบอร์ เฟลด์แมน กลับมารับบทเดิมเป็น เอิร์ฟ ราวิตซ์ เจ้าของ รันเวย์,บี. เจ. โนวัค เป็น เจย์ ลูกชาย,เลดี้ กาก้า เล่น เป็นตัวเอง ออกมา ได้แบบ กวนๆทั่งสีหน้าท่าทาง แถมมาพร้อมกับเพลง ที่ไพเราะ เข้ามากับ ตัวหนังและ สำหรับ คอแฟชั่น คงถูกใจ ที่ มี นางแบบแฟชั่น มาร่วมเดินแบบบนแคทงอร์ครันเวย์ กันนับสิบ

จาก นางมาร1 ที่ พาไปสนุกจาก เด็กสาวจบใหม่ ที่ ก้าวเข้ามาสู่ แวดวงนิตยสาร วงการแฟชั่น ที่ยากจะรับมือ เพื่อสานฝันอาชีพของเธอ มาใน นางมาร2 เส้นเรื่อง หลัก เปลี่ยนมา นำเสนอ สภาพที่เปลี่ยนไปของ สภาพวงการ นิตยสารที่ปัจจุบัน ในยุคนี้ ที่ ตกต่ำหนังสือ กระดาษ กลายเป็น ตัวหนังสือดิจิตอลการเทคโอเว่อร์ ของ นายทุน ที่มีแต่เงินแต่ไร้รสนิยมการเลย์อ๊อฟ พนักงาน หันมาใช้ AI แทนซึ่งเอาจริงๆ แล้ว สะท้อน เรื่องของธุรกิจ ในยุคปัจจุบัน ที่ นำเสนอผ่าน เส้นเรื่อง นิตยสาร ที่ออกมาในแนวตลกร้าย

เรื่องราว นิตยสาร สำหรับคนที่คุ้นเคย เคยทำ ทั้ง บก. นักข่าว สไตลิส คนเขียน คอลัมม์ ช่างภาพ เลขา ผู้ประสานงาน ดู ภาคนี้ แล้วรับรอง โดน..โดน..แน่นอน ประสบการณ์ ความทรงจำ ค่อยๆ ลอยขึ้นมา จนทำให้ ดูแล้ว ที่ รอยยิ้ม มีความสุข หรือ น้ำตาปริ่มๆ สะเทือนใจ กับ การเปลี่ยนแปลง ในยุคนี้นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2) คือ หนังที่ทำออกมาได้ชัดเจนในหน้าหนัง ที่ เกี่ยวกับ นิตยสารวงการแฟชั่น ผ่าน งานด้านโปรดักชั่น ที่ สวยงาม มุมกล้อง การตัดต่อ เสื้อผ้าหน้าผม ดนตรี/เพลงประกอบ  โลเคชั่นในเมืองใหญ่ ฯลฯ ดูแล้วใช่เลย ไม่มี ส่วนไหนของ หนัง ที่ไม่รู้สึกถึง ความเป็นไฮโซหนังสนุก เพลินตาเพลินใจ ..ดูเพลินจนไม่อยากให้จบ8/10 คะแนน

เหมือนหลุดจากซีรีส์! นุ่น วรนุช แปลงโฉมเป็นสาวเกาหลีในชุดฮันบก

เหมือนหลุดจากซีรีส์! นุ่น วรนุช แปลงโฉมเป็นสาวเกาหลีในชุดฮันบก

เหมือนหลุดจากซีรีส์! นุ่น วรนุช แปลงโฉมเป็นสาวเกาหลีในชุดฮันบก

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

8 พฤษภาคม 2569 ทำเอาโซเชียลฮือฮา เมื่อ นางเอกสาวมากฝีมือ “นุ่น วรนุช ภิรมย์ภักดี” ปล่อยภาพเซ็ตล่าสุดในลุคสาวเกาหลีสุดละมุน จนแฟนๆ ต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างล้นหลาม

โดยในภาพ นุ่น วรนุช มาในชุดฮันบกโทนสีเหลืองอ่อนตัดกับสีฟ้าพาสเทล ดูอ่อนหวานและสง่างาม งานนี้หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นุ่น วรนุช ยังคงรักษาความสวยเป๊ะได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในลุคไหนก็เอาอยู่ แถมชุดฮันบกเซ็ตนี้ยังยิ่งทำให้เจ้าตัวดูราวกับนางเอกซีรีส์ย้อนยุคเลยทีเดียว

แพท ณปภา อุ้มท้อง 5 เดือน ใส่บิกินีจิ๋วเสิร์ฟความฮอต

แพท ณปภา อุ้มท้อง 5 เดือน ใส่บิกินีจิ๋วเสิร์ฟความฮอต

แพท ณปภา อุ้มท้อง 5 เดือน ใส่บิกินีจิ๋วเสิร์ฟความฮอต

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

8 พฤษภาคม 2569 เป็นว่าที่คุณแม่ลูกสองที่ทั้งสวย ทั้งแกร่ง และยังคงความสดใสไม่เปลี่ยน สำหรับ “แพท ณปภา” ที่ล่าสุดควงสามี “พี ชานนท์” พร้อมลูกชายสุดรัก “น้องเรซซิ่ง” ไปพักผ่อนรับลมทะเลแบบพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัว ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่น

แม้ตอนนี้สาวแพทจะกำลังตั้งครรภ์ลูกสาว “น้องเซญ่า” ได้ประมาณ 5 เดือนแล้ว แต่เจ้าตัวยังคงความสดใสและดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แถมทริปนี้ยังทำโซเชียลร้อนฉ่า เมื่อคุณแม่คนสวยหยิบชุดบิกินีตัวจิ๋วมาใส่อวดท้องน้อยสุดน่ารัก พร้อมโพสท่าถ่ายภาพริมทะเลแบบสับๆ จนแฟนคลับเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันรัวๆ

ภาพจาก : @pat_napapa

โก้ ธีรศักดิ์ โพสต์ให้กำลังใจ แม่หมู เล่าความเสียสละคนเป็นแม่

โก้ ธีรศักดิ์ โพสต์ให้กำลังใจ แม่หมู เล่าความเสียสละคนเป็นแม่

โก้ ธีรศักดิ์ โพสต์ให้กำลังใจ แม่หมู เล่าความเสียสละคนเป็นแม่

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.32 น.

8 พฤษภาคม 2569 เป็นประเด็นที่หลายคนสนใจ หลังพระเอกหนุ่ม “นาย ณภัทร เสียงสมบุญ” ออกมาเปิดใจถึงความสัมพันธ์กับคุณแม่ “หมู พิมพ์ผกา” โดยยอมรับว่าไม่ได้ติดต่อกันมาสักระยะ พร้อมบอกว่า ขอใช้ชีวิตของตัวเอง และจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ต่างคนต่างอยู่! นาย ณภัทร พูดชัดเรื่องแม่ เผยตัดขาดกันไปแล้ว

ล่าสุด “โก้ ธีรศักดิ์” เพื่อนสนิทของ แม่หมู พิมพ์ผกา ได้ออกมาโพสต์ข้อความให้กำลังใจผ่านโซเชียล โดยได้เขียนข้อความสุดซึ้งว่า “เธอเป็นคนโคตรอึด ถึก ทน @pimpaka จะ พิมพ์ผกา ภรณ์ผกา ในฐานะที่เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันร่วม 30 ปีในวงการบันเทิง อยู่ตั้งแต่วันที่เธอเหนื่อยมากๆ หาเงินตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต วันที่เธอสำเร็จมากๆทางธุรกิจ วันที่เธอยอมทิ้งธุรกิจของตัวเองเพื่อหันไปดูแลลูกเพียงอย่างเดียว จนบางครั้งเรียกได้ว่ายอมทิ้งเพื่อนๆ ทิ้งสังคม ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อต้องการให้คนที่เธอรักที่สุดประสบความสำเร็จ

วันนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ด้วยหัวอกของคนเป็นแม่ วิถีกระสุนที่เธอวิ่งหลบรอดมาจากในอดีต มันไม่มีใครรู้หรอก เพราะมันเหนื่อย แล้วมันเจ็บแค่ไหน กว่าจะมาเป็นพี่หมู พิมพ์ผกาในวันนี้

ถ้าอยู่เขาใหญ่แล้วมันเหงา…ก็กลับมาหาเราที่กรุงเทพฯได้นะเพื่อน love you”
 

โดยมีแฟนคลับและชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้ แม่หมู พิมพ์ผกา กันอย่างต่อเนื่อง

ต่างคนต่างอยู่! นาย ณภัทร พูดชัดเรื่องแม่ เผยตัดขาดกันไปแล้ว

ต่างคนต่างอยู่! นาย ณภัทร พูดชัดเรื่องแม่ เผยตัดขาดกันไปแล้ว

ต่างคนต่างอยู่! นาย ณภัทร พูดชัดเรื่องแม่ เผยตัดขาดกันไปแล้ว

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

8 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตา หลังพระเอกหนุ่ม “นาย ณภัทร เสียงสมบุญ” ออกมาเปิดใจถึงความสัมพันธ์กับคุณแม่ “หมู พิมพ์ผกา” พร้อมประกาศชัดว่าจะขอพูดเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย และอยากให้ทุกคนเคารพการตัดสินใจของตนเอง

โดย นาย ณภัทร เปิดเผยว่า “ผมจะขออนุญาตตอบเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย ผมเป็นคนตรงไปตรงมาชัดเจน ถ้าวันนี้ผมชี้แจงแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้าก็ไม่เป็นไร ตั้งแต่งานแถลงข่าวใหญ่รอบที่แล้วก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย ต่างคนต่างใช้ชีวิต อยากให้ทุกคนเคารพตรงนี้ ตัวผมเองตอนนี้อายุ 30 แล้ว ผมก็อยากมีความสุข ผมเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง

ผมเชื่อว่าเส้นทางที่ทุกคนเห็นคือสิ่งที่ผมเลือก คือผมให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต จะเรียกว่าตัดขาดกันเลย สภาพจิตใจตอนนี้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พอมีคนมาถามก็รู้สึกว่าไม่ได้มีเรื่องไหนที่รบกวนใจ แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจ อยากจะขอความร่วมมือทุกคน มันเป็นเรื่องกระทบจิตใจ อยากให้ทุกคนเคารพการตัดสินใจของผม วันนี้ก็อยากให้ทุกคนให้ความร่วมมือที่เคารพการตัดสินใจของผม ไม่มีใครช่วยในเรื่องการตัดสินใจ ส่วนการฮีลใจตัวเองก็กินอย่างเดียว

วันนี้ผมเฮลตี้แล้ว เลยพร้อมที่จะมาพูดเรื่องนี้ และจะพูดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ขอให้รับรู้และให้มันจบ  ความเป็นห่วงเป็นใยก็ไม่ขอชี้แจง ไม่กลัวดราม่าเพราะผมไม่ชอบโกหก อยากพูดออกมาให้ชัดเจน ผมเชื่อว่าผมทำดีที่สุดแล้วในภาพของผม ผมทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ขอความร่วมมือทุกคน ถ้าเจอผมฝากเป็นกำลังใจให้และเขาไม่พูดเรื่องนี้ การตัดสินใจของผมเป็นเรื่องที่เด็ดขาด ชีวิตเป็นของผม ชีวิตของผมต่างคนต่างใช้ชีวิต”

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.58 น.

กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหาโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ย้ำสิทธิทางการศึกษาต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน

8 พฤษภาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หารือกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กรณีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทาง การศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้นั้น

กสม.พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 12 บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ได้ขยายเวลาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) หรือเทียบเท่าโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

ขณะที่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 กำหนดว่าสถานศึกษาไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่าย 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบ เนื่องจากรัฐบาลได้อุดหนุนแล้ว แต่สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน  สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรพื้นฐาน เช่น ห้องเรียนพิเศษ โครงการพัฒนาทักษะ และค่าสวัสดิการนักเรียน

จากประกาศกระทรวงศึกษาธิการข้างต้น ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ สถานศึกษาสังกัด สพฐ.หลายแห่งเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพิ่มเติม และปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา เช่น ใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) แก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา การขาดเอกสารดังกล่าวทำให้เด็กขาดหลักฐานที่จำเป็นในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยที่ขณะนี้ใกล้ถึงกำหนดวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 แล้ว หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก

กสม.เห็นว่าสิทธิทางการศึกษาของเด็กต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน การปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ส่งผลให้เด็กไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวไปประกอบการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ กระทบต่อสิทธิในการศึกษาที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้  รวมทั้งยังไม่สอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่รัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์

ในขณะที่ข้อมูลจากผลการสำรวจเชิงลึกของ กสศ.พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 8,470 คน ในปีการศึกษา 2568 มีเด็กที่ไม่สามารถเข้าระบบการศึกษา เนื่องจากไม่มีเงินค่าเทอม คิดเป็นร้อยละ 22.2 ดังนั้น จึงเห็นควรเร่งรัดกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าวที่จะเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยด่วน

กสม.โดย น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 แจ้งข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ไปยังนายกรัฐนตรีเพื่อให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้สถานศึกษาออกหนังสือสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา และกำหนดมาตรการรับรองสถานะชั่วคราว โดยให้สถานศึกษาต้นทางออกใบรับรองผลการเรียนอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับนำไปยื่นต่อสถานศึกษาปลายทาง เพื่อให้เด็กสามารถรายงานตัวและเข้าเรียนได้ตามกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569

พร้อมกันนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ส่งสำเนาหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อทราบอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

8 พ.ค. 2569 18:23 น.

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก คาดสายพันธุ์ Andes virus พบในอเมริกาใต้ อาจแพร่จากคนสู่คน จุดเริ่มต้นสามีภรรยาชาวดัตช์ เสียชีวิต มีประวัติท่องเที่ยว ในอเมริกาใต้ก่อนขึ้นเรือ แม้ไทยยังไม่มีการระบาด แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย

ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้

ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ(Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย

ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย

แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ