ไวรัสฮันตาคืออะไร “กรมควบคุมโรค” เผยที่มาโรค – วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

ไวรัสฮันตาคืออะไร "กรมควบคุมโรค" เผยที่มาโรค - วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

8 พ.ค. 2569 14:15 น.

ไวรัสฮันตาคืออะไร “กรมควบคุมโรค” เผยที่มาโรค – วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

“ไวรัสฮันตาคืออะไร” โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีพาหะหลักคือ “สัตว์ฟันแทะ” กรมควบคุมโรคแนะวิธีป้องกันที่เหมาะสม ย้ำประเทศไทยพบติดเชื้อในระดับต่ำ ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกัน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่า นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

นายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) 

ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 

2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 

ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจหรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันโรคฮันตาไวรัส เน้นการลดการสัมผัสระหว่างคนและหนูเป็นหลัก ได้แก่ 

1. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่อับอากาศหรือสถานที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ เช่น ห้องเก็บของหรืออาคารที่ปิดทิ้งไว้นาน

2. หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่สงสัยว่ามีหนู ควรหลีกเลี่ยงการกวาดหรือดูดฝุ่น เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (น้ำยาซักผ้าขาว) ฉีดพ่นให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด
3. รักษาความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ทำงานไม่ให้เป็นแหล่งอาหาร และเพาะพันธุ์ของหนู อุดช่องโหว่ ปิดทางเข้าออกไม่ให้หนูเข้ามาในอาคาร

4. หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอยู่เสมอ

“แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422”

ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

ด่วน! ภูเขาไฟ "ดุโกโน" อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

8 พ.ค. 2569 14:05 น.

ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

เกิดเหตุสลดหลังภูเขาไฟ “ดุโกโน” ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ปะทุรุนแรงเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักเดินป่าเสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน และยังสูญหายอีก 10 คน

ตำรวจจังหวัดนอร์ทฮาลมาเฮรา ทางตะวันออกของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวต่างชาติ 2 คน และชาวอินโดนีเซียจากเมืองเทอร์นาเตอีก 1 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า ก่อนหน้านี้มีรายงานนักเดินป่าสูญหายมากถึง 20 คน ในจำนวนนี้ 9 คนเป็นชาวสิงคโปร์

ด้านสื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซียรายงานว่า ผู้เสียชีวิต 2 รายอาจเป็นชาวสิงคโปร์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันสัญชาติอย่างเป็นทางการ

ภูเขาไฟดุโกโน ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดมาลูกูเหนือ ปะทุเมื่อเวลา 07.41 น. ตามเวลาท้องถิ่น พ่นกลุ่มควันและเถ้าถ่านสูงขึ้นไปบนท้องฟ้ากว่า 10 กิโลเมตร พร้อมเสียงระเบิดดังสนั่น

สำนักงานธรณีวิทยาของอินโดนีเซียเตือนว่า กลุ่มควันเถ้าถ่านอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอาจกระทบต่อการเดินทางในพื้นที่ แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเที่ยวบินได้รับผลกระทบ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียระดมกำลังกู้ภัย ตำรวจ และหน่วยค้นหาหลายสิบชีวิต เร่งค้นหาผู้สูญหายท่ามกลางสภาพพื้นที่อันตราย ขณะที่ระดับเตือนภัยของภูเขาไฟอยู่ในระดับ 3 จาก 4 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง

ทางการอินโดนีเซียระบุว่า พื้นที่รอบปล่องภูเขาไฟถูกสั่งปิดห้ามนักท่องเที่ยวเข้าใกล้มาตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน หลังตรวจพบกิจกรรมภูเขาไฟเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีนักเดินป่าลักลอบเข้าไปในพื้นที่

ภูเขาไฟดุโกโนถือเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ปะทุต่อเนื่องยาวนานที่สุดของอินโดนีเซีย โดยเกิดการปะทุอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1933 และมักพ่นเถ้าถ่านกับก๊าซซัลเฟอร์ออกมาเป็นระยะ

เส้นทางเดินป่าไปยังภูเขาไฟแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเข้าถึงยากและอันตราย นักท่องเที่ยวต้องเดินทางทั้งเครื่องบิน เรือ และรถยนต์ ก่อนเดินเท้าผ่านป่าทึบเข้าสู่พื้นที่เถ้าถ่านและกำมะถันรอบปล่องภูเขาไฟ

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ ขณะที่ครอบครัวของผู้สูญหายต่างเฝ้ารอข่าวอย่างมีความหวัง ท่ามกลางภารกิจค้นหาที่ยังดำเนินต่อไปอย่างเร่งด่วน.

ที่มา : channelnewsasia

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

8 พ.ค. 2569 11:53 น.

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

ญี่ปุ่นยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายเป็นรายแรกของปี 2026 ขณะที่ตำรวจเร่งสอบสวนการเสียชีวิตอีก 2 ราย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการโจมตีของหมีเช่นกัน หวั่นปัญหาหมีบุกพื้นที่ชุมชนลุกลาม

กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นหญิงวัย 55 ปี ในจังหวัดอิวาเตะ ทางตอนเหนือของประเทศ โดยเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ตำรวจกำลังตรวจสอบการเสียชีวิตอีก 2 กรณี หนึ่งในนั้นคือการเสียชีวิตของคุมากาอิ ชิโยโกะ วัย 69 ปี ซึ่งหายตัวไปหลังเข้าไปเก็บพืชป่าบนภูเขาในจังหวัดอิวาเตะ ก่อนจะพบศพมีบาดแผลบริเวณใบหน้าและศีรษะ คล้ายถูกสัตว์ป่าตะปบด้วยกรงเล็บ ในพื้นที่อิวาเตะเมื่อวันพฤหัสบดี ส่วนอีกรายพบในป่าจังหวัดยามากาตะเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ทางการท้องถิ่นเตรียมส่งพรานออกลาดตระเวนพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังหมีเพิ่มเติม

ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปีงบประมาณล่าสุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากหมีถึง 216 คน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อนที่มีผู้บาดเจ็บ 82 คน และเสียชีวิต 3 ราย

เฉพาะปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากหมีโจมตีสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 คน

นักวิทยาศาสตร์มองว่า วิกฤตครั้งนี้เกิดจากจำนวนประชากรหมีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่จำนวนประชากรมนุษย์ในชนบทลดลง ทำให้พื้นที่ป่าและชุมชนเริ่มทับซ้อนกันมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลผลิตลูกโอ๊ก ซึ่งเป็นอาหารหลักของหมี ลดลงในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้หมีจำนวนมากออกจากป่าเพื่อหาอาหารใกล้ชุมชน

รัฐบาลญี่ปุ่นต้องส่งกำลังทหารและตำรวจปราบจลาจลเข้าช่วยจับและควบคุมหมี โดยในแต่ละปีมีหมีหลายพันตัวถูกกำจัด

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีหมีสีน้ำตาลอาศัยอยู่เฉพาะบนเกาะฮอกไกโด โดยจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบ 30 ปี เป็นมากกว่า 11,500 ตัว ส่วนหมีดำญี่ปุ่น พบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงเกาะฮอนชู ซึ่งครอบคลุมจังหวัดอิวาเตะและยามากาตะ

เมื่อปี 2024 รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจเพิ่มหมี เข้าไปในรายชื่อสัตว์ที่ต้องควบคุมประชากร ถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ หลังที่ผ่านมาเคยให้การคุ้มครองจนจำนวนหมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก.

ที่มา : channelnewsasia

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

8 พ.ค. 2569 11:26 น.

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

แพทย์ที่มาพักผ่อนบนเรือสำราญ MV Hondius บอกเล่าประสบการณ์ และการควบคุมการระบาดบนเรือ หลังต้องกลายมาเป็นแพทย์จำเป็นดูแลผู้ป่วยแทนแพทย์ประจำเรือที่ล้มป่วย เนื่องจากการระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือ

สตีเฟน คอร์นเฟลด์ แพทย์ที่เดินทางมาพักผ่อนบนเรือสำราญ MV Hondius กลับต้องกลายเป็น “หมอจำเป็น” หลังแพทย์ประจำเรือล้มป่วยระหว่างเกิดการระบาด

คอร์นเฟลด์ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า ช่วงแรกมีผู้ป่วยเพียงไม่กี่คน แต่ภายในเวลา 12 ถึง 24 ชั่วโมง สถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เขาค่อย ๆ กลายเป็นหมอประจำเรือโดยไม่ทันตั้งตัว

แพทย์รายนี้ใช้เวลา 5 สัปดาห์บนเรือ และช่วยดูแลผู้โดยสารท่ามกลางความตึงเครียดจากการกักตัวและความหวาดกลัวเรื่องการติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่แทบไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และหลายคนถูกแยกกักตัวมานานหลายสัปดาห์แล้ว ทำให้เชื่อว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่มีโอกาสปลอดภัยและสามารถลงจากเรือได้ในเร็ว ๆ นี้

ขณะนี้ยังมีผู้โดยสารและลูกเรือ 146 คน จาก 23 ประเทศ อยู่บนเรือภายใต้มาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด โดยเรือมีกำหนดเดินทางถึงหมู่เกาะคานารีของสเปนในวันอาทิตย์นี้

การระบาดบนเรือสำราญครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าบรรยากาศคล้ายกับช่วงแรกของการระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะกรณีที่ผู้โดยสารบางส่วนเดินทางแยกย้ายไปหลายประเทศก่อนจะทราบถึงการติดเชื้อ

WHO ยืนยันว่า แม้สถานการณ์ยังต้องติดตามใกล้ชิด แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าการแพร่ระบาดจะขยายวงกว้างในระดับเดียวกับโควิด พร้อมเดินหน้าประสานหลายประเทศเพื่อติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงต่อไป.

ที่มา : CNN

ส่องมาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อกระจายหลายทวีป

ส่องมาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อกระจายหลายทวีป

8 พ.ค. 2569 11:02 น.

ส่องมาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อกระจายหลายทวีป

หลายประเทศทั่วโลกเร่งติดตามและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา หลังองค์การอนามัยโลกยืนยันพบผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 5 ราย ที่เชื่อมโยงกับเรือสำราญ MV Hondius 

สถานการณ์ล่าสุดของการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาจนถึงขณะนี้ ยอดผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 3 ราย ได้แก่ คู่สามีภรรยาชาวดัตช์ และชาวเยอรมัน 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตรายแรกคือชายชาวดัตช์วัย 70 ปี ที่เริ่มมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดท้อง และท้องเสีย ก่อนเสียชีวิตบนเรือเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา

ปัจจุบันยังมีผู้โดยสารและลูกเรืออีก 146 คน จาก 23 ประเทศ รวมถึงชาวอเมริกัน 17 คน อยู่บนเรือภายใต้มาตรการควบคุมเข้มงวด โดยเรือมีกำหนดเทียบท่าที่หมู่เกาะคานารีของสเปนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ก่อนส่งผู้โดยสารกลับประเทศของตน

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลในระดับนานาชาติ เพราะมีผู้โดยสารบางส่วนลงจากเรือและเดินทางต่อไปหลายประเทศก่อนจะทราบถึงการระบาด ทำให้หลายฝ่ายเปรียบเทียบกับช่วงเริ่มต้นของการระบาดโควิด-19

ด้าน องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า เชื้อที่พบเกี่ยวข้องกับ ไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดีส ซึ่งเป็นไวรัสหายากที่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ในบางกรณีผ่านการสัมผัสใกล้ชิด แม้คาดว่าอาจพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดการระบาดใหญ่แบบโควิด

ล่าสุด มีรายงานว่าหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงและเฝ้าระวังอาการอย่างเข้มงวดแล้ว โดยมีการดำเนินการดังนี้ 

ที่เนเธอร์แลนด์ ผู้โดยสาร 3 คนที่ถูกอพยพออกจากเรือเดินทางถึงประเทศแล้วเพื่อเข้ารับการรักษา ประกอบด้วยชาวอังกฤษ 1 คน ชายชาวเยอรมันวัย 65 ปี และลูกเรือชาวดัตช์วัย 41 ปี โดย 2 คนมีอาการหนัก ขณะเดียวกัน สถาบันสาธารณสุขของเนเธอร์แลนด์กำลังตรวจผู้ที่มีอาการหลังสัมผัสผู้ติดเชื้อบนเครื่องบิน รวมถึงลูกเรือสายการบิน KLM รายหนึ่งที่ใกล้ชิดกับหญิงชาวดัตช์วัย 69 ปี ซึ่งเสียชีวิตในแอฟริกาใต้เมื่อเดือนก่อน

ในแอฟริกาใต้ ชายชาวอังกฤษที่ล้มป่วยบนเรือเมื่อวันที่ 27 เมษายน ถูกส่งตัวเข้ารักษาในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเอกชนในนครโจฮันเนสเบิร์ก โดย WHO ระบุว่าอาการเริ่มดีขึ้นแล้ว

ด้านสวิตเซอร์แลนด์ WHO เปิดเผยว่ามีผู้โดยสารรายหนึ่งเดินทางกลับประเทศหลังลงจากเรือ และผลตรวจยืนยันติดเชื้อไวรัสฮันตา ขณะนี้อยู่ระหว่างการรักษาในนครซูริก

สหราชอาณาจักรประกาศให้ชาวอังกฤษ 2 คนที่ลงจากเรือบนเกาะเซนต์เฮเลนาเมื่อวันที่ 24 เมษายน กักตัวที่บ้านเพื่อเฝ้าระวังอาการ หลังอาจสัมผัสเชื้อ ขณะเดียวกัน ทางการยังติดตามชาวอังกฤษอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวเรือลำนี้

ในสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังเฝ้าติดตามผู้โดยสารหลายรายที่เดินทางกลับประเทศแล้ว รวมถึงชาวรัฐเวอร์จิเนีย 1 คน และผู้โดยสารในรัฐเท็กซัส จอร์เจีย แอริโซนา และแคลิฟอร์เนีย ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่แสดงอาการป่วย

สิงคโปร์เปิดเผยว่า ชายชาวสิงคโปร์ 2 คน วัยประมาณ 60 ปี กำลังกักตัวและเข้ารับการตรวจหาเชื้อ โดยหนึ่งในนั้นมีอาการน้ำมูกไหลเล็กน้อย ส่วนอีกรายยังไม่แสดงอาการ

ทางการแคนาดาระบุว่า มีผู้กักตัวเฝ้าระวังแล้ว 3 คน ในรัฐออนแทรีโอและควิเบก หนึ่งในนั้นไม่ได้อยู่บนเรือ แต่โดยสารเที่ยวบินเดียวกับผู้โดยสารที่เกี่ยวข้องกับการระบาด

ส่วนฝรั่งเศส กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่า พบผู้สัมผัสเสี่ยง 8 คน ซึ่งไม่ได้อยู่บนเรือ แต่เดินทางบนเที่ยวบินเดียวกับผู้ติดเชื้อระหว่างเกาะเซนต์เฮเลนาและนครโจฮันเนสเบิร์ก โดยมี 1 คนเริ่มแสดงอาการเล็กน้อยและอยู่ระหว่างตรวจหาเชื้อ

ขณะเดียวกัน อาร์เจนตินากำลังเร่งสอบสวนต้นตอการติดเชื้อ โดยตรวจสอบเส้นทางเดินทางของคู่สามีภรรยาชาวดัตช์ก่อนขึ้นเรือสำราญ รวมถึงเตรียมส่งทีมลงพื้นที่ดักจับหนูในจุดเสี่ยง เนื่องจากสัตว์ชนิดนี้เป็นพาหะสำคัญของไวรัสฮันตา

ด้าน WHO ระบุว่า ขณะนี้กำลังประสานงานกับหลายประเทศเพื่อเร่งติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงและจำกัดการแพร่กระจายของโรคให้ได้มากที่สุด ขณะที่ทั่วโลกยังจับตาสถานการณ์บนเรือสำราญลำนี้อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดการแพร่ระบาดข้ามพรมแดนเพิ่มเติมหรือไม่.

ที่มา : CNN

อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

8 พ.ค. 2569 09:19 น.

อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

อดีตรมต.ต่างประเทศ-อดีตผู้เชี่ยวชาญยูเอ็น ออกแถลงการณ์เรียกร้องอาเซียนยกเลิกฉันทามติ 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา หลังจากเมียนมาใช้ความอดทนของอาเซียนเป็นช่องเดินหน้าปราบประชาชน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวอิรวดี รายงานว่า สภาที่ปรึกษาพิเศษเพื่อเมียนมา (Special Advisory Council for Myanmar) หรือ SAC-M ที่ประกอบด้วยกลุ่มอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและอดีตผู้เชี่ยวชาญแห่งองค์การสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องต่ออาเซียน ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยขอให้อาเซียนยุติการใช้ “ฉันทามติ 5 ข้อ” (Five-Point Consensus) หรือ ต่อสถานการณ์ในเมียนมา พร้อมผลักดันมาตรการที่เข้มงวดขึ้นต่อรัฐบาลทหารของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย 

แถลงการณ์ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทหารเมียนมาได้อาศัยท่าทีอดกลั้นของอาเซียนเป็นช่องทางสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ขณะเดียวกันก็เพิ่มระดับความรุนแรงต่อพลเรือนอย่างต่อเนื่อง  โดยเมียนมาทำให้อาเซียนอับอายมาหลายปี อาเซียนควรยอมรับว่ารัฐบาลทหารไม่มีวันเปลี่ยนพฤติกรรม พร้อมชี้ว่า มิน อ่อง หล่าย ละเมิดฉันทามติ 5 ข้อที่อาเซียนรับรองเมื่อเดือนเมษายน 2564 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ลงนามในแถลงการณ์ประกอบด้วย นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศไทย นายไซฟุดดิน อับดุลลาห์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย นางเลลา เด ลิมา อดีตวุฒิสมาชิกฟิลิปปินส์ รวมถึงอดีตผู้เชี่ยวชาญยูเอ็นด้านเมียนมาอีก 3 คน

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังมีเนื้อหาที่ระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทหาร เช่น การเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก และรายงานว่า นางออง ซาน ซูจี ถูกย้ายจากห้องขังเดี่ยวไปอยู่ในสถานที่กักตัวแห่งใหม่ เป็นเพียงมาตรการครึ่งๆ กลางๆ ที่หวังสร้างความชอบธรรมในสายตานานาชาติ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

แถลงการณ์เรียกร้องให้อาเซียน ภายใต้การเป็นประธานของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ขยายมาตรการห้ามตัวแทนรัฐบาลทหารเข้าร่วมประชุมอาเซียน จากระดับผู้นำไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ เพื่อปิดกั้นแหล่งสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐบาลทหาร.  

ที่มา Irrawaddy

อนามัยโลก ยืนยัน “ไวรัสฮันตา” ที่ระบาดบนเรือสำราญ ไม่เสี่ยงระบาดใหญ่แบบโควิด-19

อนามัยโลก ยืนยัน "ไวรัสฮันตา" ที่ระบาดบนเรือสำราญ ไม่เสี่ยงระบาดใหญ่แบบโควิด-19

8 พ.ค. 2569 08:01 น.

อนามัยโลก ยืนยัน “ไวรัสฮันตา” ที่ระบาดบนเรือสำราญ ไม่เสี่ยงระบาดใหญ่แบบโควิด-19

อนามัยโลก ชี้ “ไวรัสฮันตา” ที่ระบาดบนเรือสำราญใกล้ชายฝั่งเคปเวิร์ด ไม่มีความเสี่ยงเป็นการระบาดใหญ่ครั้งใหม่เหมือน “โควิด-19” เนื่องจากแพร่จากคนสู่คนได้ยาก แต่ย้ำยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ดร.มาเรีย ฟาน เคอร์โคฟ ผู้อำนวยการด้านการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาดขององค์การอนามัยโลก กล่าวระหว่างแถลงข่าวที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ ว่าการระบาดของฮันตาไวรัสบนเรือสำราญใกล้ชายฝั่งเคปเวิร์ด ไม่ได้เป็นการระบาดแบบ “โควิด-19″ ครั้งใหม่  แต่เป็นโรคติดเชื้อร้ายแรง พร้อมย้ำว่า การแพร่เชื้อระหว่างคนยังถือว่าเกิดขึ้นได้ยาก และขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังใช้มาตรการป้องกันสูงสุดเพื่อควบคุมสถานการณ์

อนามัยโลกเปิดเผยว่า จนถึงตอนนี้มีการอพยพผู้ป่วยฮันตาไวรัส 2 ราย และผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 1 ราย จากเรือสำราญไปยังเนเธอร์แลนด์ เพื่อเข้ารับการรักษา ขณะที่เรือยังคงลอยลำอยู่นอกชายฝั่งประเทศเคปเวิร์ด พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือเกือบ 150 คน ระหว่างรอเดินทางต่อไปยังหมู่เกาะคานารีของสเปน ขณะที่ยังมีร่างผู้เสียชีวิต 1 รายอยู่บนเรือ โดยระบุว่า ยังไม่เคยพบการระบาดของฮันตาไวรัสบนเรือสำราญมาก่อน ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลก.

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

8 พ.ค. 2569 06:40 น.

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผลอยู่ แม้กองกำลังของทั้งสองฝ่ายจะเพิ่งปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันกับสื่อในประเทศว่า ข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ทำไว้กับอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ แม้ว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะเกิดการยิงปะทะกันระหว่างกองกำลังของสหรัฐฯ กับอิหร่าน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม

“การหยุดยิงยังดำเนินต่อไป มันยังมีผลอยู่” ทรัมป์บอกกับ เรเชล สกอตต์ จากสำนักข่าว ABC News ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ พร้อมทั้งบอกว่าการโจมตีตอบโต้ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียง “การสะกิดทักทายเบา ๆ” เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่านเมื่อวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยอ้างว่า เพื่อตอบโต้หลังอิหร่านโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่ไม่มีการยั่วยุก่อน

ขณะที่โฆษกกองทัพอิหร่านได้ออกมาอ้างก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังมุ่งหน้าไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

8 พ.ค. 2569 06:17 น.

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงเตือนอิหร่าน ว่าสหรัฐฯ จะโจมตีพวกเขาให้หนักหน่วงกว่าเดิม หากไม่ลงนามข้อตกลงโดยเร็ว หลังเกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังของทั้งสองฝ่ายบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายล้างกลุ่มผู้โจมตีชาวอิหร่านที่มุ่งเป้าหมายไปยังเรือพิฆาตของกองทัพเรือสหรัฐฯ 3 ลำ ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนว่า “เราจะซัดกลับให้หนักกว่า และรุนแรงกว่าเดิมมาก” หากอิหร่านไม่ยอมลงนามในข้อตกลงเร็ว ๆ นี้

“เรือพิฆาตระดับโลกของอเมริกา 3 ลำ เพิ่งจะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกมาได้สำเร็จท่ามกลางการถูกระดมยิง ไม่มีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นกับเรือทั้ง 3 ลำ แต่ความเสียหายอย่างหนักหน่วงได้เกิดขึ้นกับผู้โจมตีชาวอิหร่าน” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

“พวกมันถูกทำลายจนสิ้นซากพร้อมกับเรือเล็กจำนวนมาก ซึ่งถูกนำมาใช้แทนที่กองทัพเรือของพวกเขาที่ถูกบดขยี้จนหมดสภาพไปแล้ว” ทรัมป์เสริม “มีการยิงขีปนาวุธใส่เรือพิฆาตของเรา แต่ก็ถูกสอยร่วงได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับโดรนที่ส่งมา ก็ถูกเผาวอดกลางอากาศ”

ทรัมป์ยังเตือนอิหร่านไม่ให้ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดบานปลายไปมากกว่านี้ โดยระบุว่า “ถ้าพวกเขามีโอกาสใช้อาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาทำแน่โดยไม่มีคำว่าลังเล—แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้รับโอกาสนั้น และเหมือนกับที่เราซัดพวกเขาหมอบอีกครั้งในวันนี้ เราจะซัดพวกเขาให้หนักกว่าเดิม และรุนแรงกว่าเดิมมากในอนาคต หากพวกเขาไม่ยอมลงนามในข้อตกลง โดยด่วน!”

โพสต์ของทรัมป์มีขึ้นหลังจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่านที่เป็นจุดปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเล็ก โดยกล่าวหาอิหร่านว่า ยิงอาวุธดังกล่าวเข้าใส่เรือรบของพวกเขาโดย “ไม่มีการยั่วยุก่อน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สื่ออิหร่านเผย สถานการณ์เมืองชายฝั่ง กลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการปะทะ

สื่ออิหร่านเผย สถานการณ์เมืองชายฝั่ง กลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการปะทะ

8 พ.ค. 2569 05:56 น.

สื่ออิหร่านเผย สถานการณ์เมืองชายฝั่ง กลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการปะทะ

(ภาพจาก AFP PHOTO / SATELLITE IMAGE ©2020 MAXAR TECHNOLOGIES)

สื่อของอิหร่านรายงานว่า สถานการณ์บริเวณชายฝั่งและเกาะต่างๆ ของอิหร่านเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการยิงปะทะกับฝ่ายสหรัฐฯ โดยไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า สถานการณ์บริเวณชายฝั่งและเกาะต่างๆ เริ่มสงบลงแล้ว หลังจากกองทัพสหรัฐฯ และอิหร่านมีการยิงปะทะกันในบริเวณและตลอดแนวช่องแคบฮอร์มุซในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ภายหลังการยิงปะทะกันในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา สถานการณ์บนเกาะต่าง ๆ ของอิหร่าน รวมถึงเมืองชายฝั่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วในขณะนี้” สถานีโทรทัศน์ Press TV ระบุ

ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อ้างรายงานจากผู้สื่อข่าวของสื่อรัฐบาลในจังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan) ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพื้นที่ชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ ของอิหร่านตลอดแนวช่องแคบ โดยระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานพลเรือนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ “เซ็นต์คอม” (CENTCOM) แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังมุ่งเป้าโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ในการปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเล็ก เพื่อโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่ “ไม่มีการยั่วยุก่อน”

“กองกำลังสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการยั่วยุ และได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ในขณะที่เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีของกองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่อ่าวโอมาน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม” CENTCOM ระบุโดยยืนยันว่า ไม่มีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายจากการโจมตี

ตามรายงานของ CENTCOM สิ่งอำนวยความสะดวกของอิหร่านที่ตกเป็นเป้าหมายของกองกำลังสหรัฐฯ ประกอบด้วย ฐานปล่อยขีปนาวุธและโดรน, ศูนย์บัญชาการและควบคุม รวมถึงหน่วยข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการลาดตระเวน

ก่อนหน้านี้ สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า สิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์บริเวณท่าเรือ “บาห์มัน” (Bahman Pier) บนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ตกเป็นเป้าหมายจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังความมั่นคงของอิหร่านและ “ฝ่ายศัตรู”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn