ตอกย้ำความสัมพันธ์ นักวิชาการ ชี้ ภาพกอดผู้นำไทย-รัสเซีย สะท้อนมิตรภาพ 130 ปี

ตอกย้ำความสัมพันธ์ นักวิชาการ ชี้ ภาพกอดผู้นำไทย-รัสเซีย สะท้อนมิตรภาพ 130 ปี

ตอกย้ำความสัมพันธ์ นักวิชาการ ชี้ ภาพกอดผู้นำไทย-รัสเซีย สะท้อนมิตรภาพ 130 ปี

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

นักวิชาการชี้ภาพกอดผู้นำไทย-รัสเซีย สะท้อนมิตรภาพ 130 ปี ตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นสองประเทศ

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงผลการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย (ASEAN-Russia Summit) ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน ว่า การเยือนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย และเป็นการตอกย้ำสายสัมพันธ์อันยาวนานที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 130 ในปี 2570

วันวิชิต บุญโปร่ง

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์คู่เจรจาระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย โดยผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมประชุมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคต ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญความผันผวนทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้ใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอวิสัยทัศน์ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และโลจิสติกส์ของภูมิภาค พร้อมเสนอแนวคิด 3Rs ได้แก่ Resilience หรือการสร้างความยืดหยุ่นต่อวิกฤต Responsibility หรือความรับผิดชอบร่วมกัน และ Reform หรือการปฏิรูปเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมอย่างมาก

อนุทิน ชาญวีรกูล

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศไม่น้อยไปกว่าประเด็นการประชุม คือภาพการทักทายและการสวมกอดอย่างเป็นกันเองระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูติน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ จนเกิดคำถามตามมาว่า ความใกล้ชิดดังกล่าวมีที่มาอย่างไร

ผศ.ดร.วันวิชิต อธิบายว่า รัสเซียมีมุมมองเชิงบวกต่อประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่ให้การต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยได้รับการมองว่าเป็นหุ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อรัสเซียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อนุทิน ชาญวีรกูล

ในมิติด้านความมั่นคง รัสเซียมีความสนใจที่จะขยายบทบาทและความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น แต่กรณีของประเทศไทยมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากหลายประเทศ เนื่องจากรัสเซียเข้าใจนโยบายการต่างประเทศแบบสมดุลของไทย ที่รักษาความสัมพันธ์กับทุกมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย โดยไม่ได้พยายามกดดันให้ไทยเลือกข้างทางการเมืองหรือยุทธศาสตร์

ทั้งนี้ รัสเซียต้องการยกระดับความร่วมมือกับไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พลังงาน และความมั่นคงทางทะเล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กองทัพเรือไทยและกองทัพเรือรัสเซียมีความร่วมมือที่ดี ทั้งการฝึกร่วมทางทะเล การเยือนท่าเรือ และการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านยุทธการ ส่งผลให้ฝ่ายรัสเซียมีความพึงพอใจต่อบทบาทของไทยอย่างมาก

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้บริหารระดับสูงของรัสเซียมองประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพ และคาดหวังว่าจะเห็นการยกระดับความร่วมมือด้านการทหารในอนาคต ทั้งระหว่างกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศของทั้งสองประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและผลประโยชน์ร่วมกันในระดับภูมิภาค

“ปี 2570 จะเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 130 ปี ไทย-รัสเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน การเดินทางเยือนรัสเซียของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำมรดกแห่งมิตรภาพที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

พร้อมกันนี้ มองว่า ภาพการสวมกอดระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูติน ไม่ได้เป็นเพียงภาพเชิงสัญลักษณ์ทางการทูต แต่สะท้อนถึงความไว้วางใจ ความอบอุ่น และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน พลังงาน และความมั่นคงในอนาคตต่อไป

ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนโครงการใหญ่ นายกฯ เตรียม กดปุ่มคิกออฟ Thailand FastPass 23 มิ.ย.นี้

ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนโครงการใหญ่ นายกฯ เตรียม กดปุ่มคิกออฟ Thailand FastPass 23 มิ.ย.นี้

ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนโครงการใหญ่ นายกฯ เตรียม กดปุ่มคิกออฟ Thailand FastPass 23 มิ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

“รัฐบาล” ปลดล็อกอุปสรรคลงทุนโครงการใหญ่เต็มสูบ “นายกฯ”เตรียม กดปุ่มคิกออฟ ‘Thailand FastPass’ 23 มิ.ย.นี้ ดันคำขอส่งเสริมลงทุนแสนล้านสู่การลงทุนจริง ด้าน“เอกนิติ” ชี้ปรับกลไกการอนุมัติภาครัฐ หนุนเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนเพิ่ม ปลื้ม IMD ให้คะแนนส่งเสริมลงทุนระหว่างประเทศไทยพุ่งขึ้น 6 อันดับ  

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่าในวันที่ 23 มิ.ย.2569 เวลา 13.30 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุน” ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ 8 หน่วยงาน และมีบริษัทเอกชนที่ได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้วได้รับการคัดเลือกให้เข้าสู่โครงการ “Thailand FastPass” เข้าร่วมงานด้วย

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่าในวันอังคารที่จะถึงนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ “Thailand Fast Pass” ซึ่งโครงการนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายและการลงทุนของรัฐบาล โดยต่อยอดมาจากความสำเร็จของโครงการ “BOI Fast Pass”

ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการปรับปรุงกระบวนการภาครัฐในการอนุมัติ อนุญาตภาคเอกชน โดยบูรณาการทำงานของหน่วยงานรัฐร่วมกันสามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจริงได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ สะท้อนผ่านตัวเลขการลงทุนทางตรง (FDI) จากต่างประเทศที่เข้ามายังประเทศไทยได้มากขึ้น 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

“การดำเนินนโยบายในลักษณะที่เป็น Fast ในการขับเคลื่อนการลงทุนนี้ ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับผลการจัดอันดับของสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจชั้นนำระดับโลก (IMD)  ในด้านการส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) ของไทยขยับดีขึ้นจากอันดับที่ 30 มาอยู่ที่อันดับ 24 ขยับดีขึ้น 6 อันดับ โดยในระยะต่อไปโครงการลักษณะนี้จะเป็นหนึ่งในแนวทางการทำงานร่วมกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กรอ.) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐและเอกชนในระยะยาว” นายเอกนิติ กล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานก่อนหน้านี้นายเอกนิติในฐานะประธานบอร์ดบีโอไอได้ประชุมติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อน การลงทุน โดยเฉพาะการเร่งรัดการลงทุนผ่านระบบและขั้นตอนในโครงการ Thailand FastPass เพื่อการปลดล็อกอุปสรรคหลัก ที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด รวมถึงการจัดหาพื้นที่ลงทุนโดยในการประชุมบอร์ดบีโอไอ และเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ประชุมได้เห็นชอบการคัดเลือกโดรงการลงทุนในโครงการสำคัญให้ข้าสู่ระบบเร่งรัดการลงทุน Thailand FastPass ในล็อตที่ 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ เงินลงทุนรวม 52,104 ล้านบาท ต่อเนื่องจากโครงการล็อตแรกที่อนุมัติไปในการประชุมเดือน มี.ค.2569 จำนวน 16 โครงการ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่เข้าสู่ระบบ Thailand FastPass แล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ เงินลงทุนรวม 223,216 ล้านบาท โดยทุกโครงการที่เข้าสู่ระบบ Thalland FastPass จะได้รับสิทธิในการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ และอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บีโอไอ กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ส่านักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมฯ (สผ.) กรมศุลกากร และหน่วยงานการไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นเร็วขึ้น

สำหรับภาพรวมโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2566-2568 มีจำนวน 78 โครงการ มูลค่ารวม 4.8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มี 35 โครงการ มูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท สามารถเริ่มลงทุนได้แล้ว และมี 30 โครงการ มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท มีแผนเริ่มลงทุนชัดเจนในปี 2569-2570 ขณะที่อีก 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ทั้งเรื่องไฟฟ้า ที่ดิน และใบอนุญาตต่าง ๆ โดยคาดว่าหากแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ จะทำให้เกิดการลงทุนจริงของโครงการในกลุ่มนี้อีกประมาณ 3.5 แสนล้านบาทภายในปี 2570 

พร้อมพงศ์ ฟาด ณัฐพงษ์ กวาดบ้านตัวเองก่อน อย่าใช้เกมการเมืองดิสเครดิตปมตรวจสอบ

พร้อมพงศ์ ฟาด ณัฐพงษ์ กวาดบ้านตัวเองก่อน อย่าใช้เกมการเมืองดิสเครดิตปมตรวจสอบ

พร้อมพงศ์ ฟาด ณัฐพงษ์ กวาดบ้านตัวเองก่อน อย่าใช้เกมการเมืองดิสเครดิตปมตรวจสอบ

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.36 น.

“พร้อมพงศ์” สะกิด “ณัฐพงษ์-ประชาชน” กวาดบ้านตัวเองก่อน ตรวจสอบรัฐบาลได้ ต้องพร้อมรับการตรวจสอบ บนหลักกฎหมายเดียวกันด้วย ขอ อย่าเพิ่งด่วนสรุป ทำสังคมสับสน เป็นเกมการเมือง ย้ำ ทองแท้ไม่กลัวไฟ คนโปร่งใสต้องไม่กลัวความจริง

20 มิ.ย.69 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ติดตามการให้สัมภาษณ์นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้แจงและปกป้องสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนบางคน ที่ถูกเชื่อมโยงกับคดีเครือข่าย Forex และประกาศจะใช้สิทธิตามกฎหมาย หากเห็นว่า หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งนี้ทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับความเป็นธรรม และมีสิทธิใช้ช่องทางตามกฎหมายปกป้องสิทธิของตนเองได้

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

กรณีที่เป็นข่าว ข้อเท็จจริงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ไม่ควรรีบสรุป ทำสังคมสับสนว่า เป็นเกมการเมือง การใช้สิทธิตามกฎหมายเป็นสิทธิของทุกฝ่าย ไม่ควรใช้ข้อกล่าวหาทางการเมืองมาหยุดการตรวจสอบของสังคมหรือรีบสรุปแทน ทั้งที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ ดีเอสไอ ยังไม่ได้ออกหมายเรียก หมายจับ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยแสดงเอกสาร หลักฐานเพิ่มเติมได้ ยังไม่ได้มีข้อสรุปออกมา การตรวจสอบรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ ประเด็นที่สังคมสงสัย เป็นสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตย ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้กับบ้านเมือง

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ในอดีต นักการเมืองทุกพรรคต่างเคยถูกตั้งข้อสังเกตและเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบมาแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย การถูกตรวจสอบไม่ได้หมายความว่ามีความผิด แต่หมายความว่า ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบบนหลักกฎหมายเดียวกัน ทุกฝ่ายต้องพร้อมให้ข้อเท็จจริง หากคนของตนเองถูกสังคมตั้งข้อสังเกต ต้องพร้อมได้รับการตรวจสอบ ต้องกล้ายืนอยู่บนหลักการเดียวกันกับทุกฝ่าย

“ขอเรียกร้องไปยังนายณัฐพงษ์ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ก่อนจะถือไฟไปส่องคนอื่น ควรกวาดบ้านตัวเองก่อน ความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้กับพรรคการเมือง ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะกำบังให้ใครอยู่เหนือการตรวจสอบ ผู้ที่เมื่อไปตรวจสอบคนอื่น บอกเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เมื่อโดนตรวจสอบทั้งที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุดหรือมีคำพิพากษา กลับกล่าวอ้างเป็นเกมการเมือง ดิสเครดิต พรรคที่มักเรียกร้องให้บ้านเมืองโปร่งใส ต้องพร้อมถูกตรวจสอบเหมือนกัน ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ ดั่งคำว่า ทองแท้ไม่กลัวไฟ คนโปร่งใส ต้องไม่กลัวความจริง” นายพร้อมพงศ์กล่าว 

แค่แนวทางไม่ใช่คำวินิจฉัย นิกร ชี้ ผลหารือ 2 กมธ. กับศาล รธน. ไร้ผลผูกพันกับองค์กร

แค่แนวทางไม่ใช่คำวินิจฉัย นิกร ชี้ ผลหารือ 2 กมธ. กับศาล รธน. ไร้ผลผูกพันกับองค์กร

แค่แนวทางไม่ใช่คำวินิจฉัย นิกร ชี้ ผลหารือ 2 กมธ. กับศาล รธน. ไร้ผลผูกพันกับองค์กร

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.23 น.

แค่แนวทางไม่ใช่คำวินิจฉัย! ‘นิกร’ ชี้ผลหารือ ‘2กมธ.ร่วม’ กับ ‘ศาลรธน.’ ปมมีคูหาให้ปชช.เลือก ’สสร.‘ ไร้ผลผูกผันกับองค์กร ยัน ‘ภท.’ เดินหน้ามี ’สภาร่างฯ‘ จาก ‘รัฐสภา’ เลือก เปิดกว้างประชาชนมีส่วนร่วมแท้จริง มองสสร.เลือกตั้ง แต่ยกร่างรธน.ไม่ได้ ไร้ความหมาย

20 มิ.ย. 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ 2 กรรมาธิการสามัญ ของสภาฯ และ วุฒิสภา เข้าหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. และมีข้อสรุปจากการสัมภาษณ์ของนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. สามารถมีคูหาให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้ว่า การหารือดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางดำเนินการ ไม่ใช่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร ทั้งนี้ตนมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ต้องเป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ 2560 และตามบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้  คือ คำวินิจฉัยที่ 18/2568 ที่ะบุว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง โดยมีเหตุผลสำคัญที่อธิบายไว้ในวารสารของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า รัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติมตามกระบวนการและขอบเขตที่รัฐธรรมนูญ 2560กำหนดไว้เท่านั้น หากรัฐสภา กำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง เท่ากับรัฐสภาไปสร้างองค์กรอื่นให้ใช้อำนาจสถาปนาแทนตน ซึ่งรัฐสภาไม่อาจส่งมอบอำนาจในลักษณะดังกล่าวได้

นิกร จำนง

นายนิกร กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ต้องพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วย คือคำวินิจฉัย ที่ 18-22/2555 ที่วางหลักการว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ รัฐสภาจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับโดยไม่ถามประชาชนก่อนไม่ได้  และ คำวินิจฉัยที่ 4/2564 ที่ยืนยันว่าอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านการทำประชามติเพื่อขออาณัติมหาชนก่อน  ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้  ต่อแนวทางการทำประชามติที่ต้องทำ รวม 3 ครั้ง

“ผมจะนำประเด็นนี้เข้าหารือกับคณะกรรมการกฏหมายของพรรคภูมิใจไทยที่ตั้งขึ้นใหม่หบังการเลือกตั้งและจะมีการนัดประชุมกันครั้งแรกในวันที่23 มิ.ย.นี้ แต่เบื้องต้นผมขอยืนยันว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเนื้อหา ซึ่งในร่างแก้ไขที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ กำหนดให้ ประชาชนมีส่วนร่วมสมัครเข้ามาเป็น สสร. ที่รัฐสภาคัดเลือก และกำหนดให้มีสภารับฟังความคิดเห็น ที่มาจาก สสร. ส่วนหนึ่งไปรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นระยะเวลานานถึง 1 ปี ถือว่ามีความเหมาะสม แต่กรณีที่จะให้ประชาชนเลือก สสร.เข้ามา แต่ สสร. ไม่มีส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะอาจขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าไม่เปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” นายนิกร กล่าว

นิกร จำนง

นายนิกร กล่าวด้วยว่า การหารือระหว่าง 2 กมธ. กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีผูกพันกับคำวินิจฉัยและไม่ผูกพันองค์กรใด เช่นเดียวกับเมื่อไม่นานนี้มีการหารือกันแล้วพากันสรุปว่าสามารถทำประชามติเหลือเพียงแค่สองครั้ง แต่คำวินิจฉัยสุดท้ายก็ออกมาสุดท้ายว่าต้องทำประชามติสามครั้งอยู่ดี

ดันส่งออกโคเนื้อไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี รัฐบาลจับมือจีน ปักหมุด บางสะพาน ฮับส่งออกแห่งใหม่

ดันส่งออกโคเนื้อไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี รัฐบาลจับมือจีน ปักหมุด บางสะพาน ฮับส่งออกแห่งใหม่

ดันส่งออกโคเนื้อไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี รัฐบาลจับมือจีน ปักหมุด บางสะพาน ฮับส่งออกแห่งใหม่

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.11 น.

รัฐบาลจับมือบิ๊กธุรกิจจีน ดันส่งออกโคเนื้อ 1.2 ล้านตัวต่อปี ปักหมุดบางสะพานสู่ฮับส่งออกแห่งใหม่

รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าขยายตลาดปศุสัตว์ไทย จับมือกลุ่มวิสาหกิจชั้นนำของจีน เร่งเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิต 1.2 ล้านตัวต่อปี พร้อมปักหมุดบางสะพานเป็นศูนย์กักโรคมาตรฐานสากล รองรับการส่งออกสู่ตลาดจีน มูลค่านำเข้าเนื้อโคสูงกว่า 6.7 แสนล้านบาทต่อปี

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยและการยกระดับรายได้เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งผลักดันความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากประเทศไทยสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคเนื้อโคที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ล่าสุด นายชัย วัชรงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับกรมปศุสัตว์ ผู้แทนภาคเอกชนไทย และบริษัทชั้นนำจากประเทศจีนในเครือ China Merchants Group เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตของไทยไปยังจีนอย่างเป็นรูปธรรม

ส่งออก

ภาพประกอบำไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวตั้งเป้ารวบรวมโคเนื้อจากเกษตรกรไทยเพื่อส่งออกทางเรือเดือนละ 100,000 ตัว หรือประมาณ 1.2 ล้านตัวต่อปี ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดและยกระดับรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคทั่วประเทศ ขณะเดียวกันยังมีแผนลงทุนพัฒนาโรงเชือดมาตรฐานสูงเพิ่มเติมในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโคเนื้อในอนาคต

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังติดตามความคืบหน้าการเจรจากับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) อย่างใกล้ชิด โดยสามารถลดประเด็นข้อซักถามด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยทางสัตวแพทย์จากกว่า 40 ประเด็น เหลือเพียง 4 ประเด็นหลัก สะท้อนถึงความคืบหน้าสำคัญในการเตรียมเปิดตลาดส่งออกอย่างเป็นทางการ

พร้อมกันนี้ ได้เตรียมสำรวจพื้นที่ท่าเรือบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กักกันโรคสัตว์ขนาดใหญ่ (Quarantine Station) สำหรับตรวจคัดกรองโรคตามมาตรฐานสากลก่อนการส่งออก ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าปศุสัตว์ของภูมิภาค

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศจีนมีการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 675,000-810,000 ล้านบาท และต้องใช้โคมีชีวิตเทียบเท่ากว่า 13.5 ล้านตัวต่อปี จึงถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้เลี้ยงโคไทยในการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตล็อตแรกของไทยไปยังประเทศจีนภายใน 1 ปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ปธ.กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ‘ภาวุธ’ แจงปมเงิน 28 ล้าน เชื่อมโยงเครือข่าย Forex

ปธ.กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ 'ภาวุธ' แจงปมเงิน 28 ล้าน เชื่อมโยงเครือข่าย Forex

ปธ.กมธ.ตำรวจ จ่อเชิญ ‘ภาวุธ’ แจงปมเงิน 28 ล้าน เชื่อมโยงเครือข่าย Forex

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.59 น.

เอาแล้ว! ‘ปธ.กมธ.ตำรวจ’ จ่อเชิญ ‘ภาวุธ’ แจงปมเงิน 28 ล้าน โยง ‘คดี Forex’ ให้โอกาสใช้กลไกกรรมาธิการพิสูจน์ความบริสุทธิ์

20มิ.ย.2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมออกหมายเรียก นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) หลังดีเอสไอ พบหลักฐานเส้นทางการเงินโอนเข้าข่ายเชื่อมโยงกับโบรกเกอร์เครือข่ายฟอเร็กซ์ (Forex) มูลค่าสูงถึง 28 ล้านบาทว่า ตนเตรียมนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม กมธ.ตำรวจฯ เพื่อพิจารณาเชิญนายภาวุธ เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ กมธ.ตำรวจฯ เพื่อเปิดโอกาสให้นายภาวุธได้ใช้กลไกของกมธ.ฯ ในการชี้แจงรายละเอียดต่างๆ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส ซึ่งสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ทางดีเอสไอได้มีการแถลงข่าวถึงความเชื่อมโยงของนายภาวุธ กับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย จนนำไปสู่การพบหลักฐานการโอนเงินจำนวน 28 ล้านบาทดังกล่าว

วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนจะเชิญตัวนายภาวุธเข้ามาชี้แจงในวันเวลาใด รวมถึงจะมีการพิจารณาเชิญบุคคล หรือตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาร่วมให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยหรือไม่นั้น จะนำเรื่องนี้เข้าหารือใน กมธ.ตำรวจฯ เพื่อกำหนดความชัดเจนทั้งหมดอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

สยบข่าวลือการเมือง ‘พลรักษ์’ เผย ภาพ ‘ทักษิณ’ บินพบ ‘ยิ่งลักษณ์’ เป็นของปลอมสร้างจาก AI

สยบข่าวลือการเมือง ‘พลรักษ์’ เผย ภาพ ‘ทักษิณ’ บินพบ ‘ยิ่งลักษณ์’ เป็นของปลอมสร้างจาก AI

สยบข่าวลือการเมือง ‘พลรักษ์’ เผย ภาพ ‘ทักษิณ’ บินพบ ‘ยิ่งลักษณ์’ เป็นของปลอมสร้างจาก AI

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.37 น.

สยบข่าวลือ! “พลรักษ์” ทีมงานประธาน กมธ.อว. ออกโรงเตือนอย่าส่งต่อ”ข่าวปลอม” ลือ อดีตนายกฯทักษิณ ออกนอกประเทศไปพบอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่สหรัฐฯ

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายพลรักษ์ รักษาพล เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ เตือนอย่าส่งต่อ “ข่าวปลอม” ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางออกไปจากประเทศไทยไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อไปพบนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าภาพดังกล่าว เป็นภาพที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย ถูกสร้างขึ้นจาก Ai ซึ่งเป็นข่าวปลอม ที่มุ่งสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม

พลรักษ์ รักษาพล

“ตามที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ และสอบถามกันมาเป็นจำนวนมากนั้น พบว่า ข้อมูลดังกล่าว เป็นการสร้างจาก Ai บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม ขอยืนยันว่าภาพและข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริงครับ” พลรักษ์ รักษาพล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางสถานการณ์เฟกนิวส์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในทุกแพลตฟอร์มดิจิทัล แม้ข่าวที่แชร์กันจะเป็นข่าวปลอม แต่ประเด็นเรื่องทางการเมือง โดยเฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ประชาชนและสังคมได้รับความสนใจอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายพลรักษ์ รักษาพล ปัจจุบันเป็นคณะทำงานประธานกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) เคยดำรงตำแหน่ง คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 2 สมัยในยุครัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน และ รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่าย Social Media ให้กับสถานีโทรทัศน์ด้านการเมือง และสำนักข่าวออนไลน์ด้านการเมืองมาตั้งแต่ยุครัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงเคยเป็นผู้ดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์ด้านการเมือง มาก่อนด้วย 

ข่าวปลอม
ข่าวปลอม

มัลลิกา ลุยตลาดเช้า ริมบึงแจ้งวัฒนะ 14 ดันโครงการ Food Street และ Art Street

มัลลิกา ลุยตลาดเช้า ริมบึงแจ้งวัฒนะ 14  ดันโครงการ Food Street และ Art Street

มัลลิกา ลุยตลาดเช้า ริมบึงแจ้งวัฒนะ 14 ดันโครงการ Food Street และ Art Street

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.16 น.

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่ตลาดเช้า ริมบึง ซอยแจ้งวัฒนะ 14 พร้อมประกาศวิสัยทัศน์พลิกฟื้นพื้นที่ริมบึงให้กลับมาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และแหล่งสร้างรายได้ของประชาชน โดยเตรียมผลักดันโครงการ Food Street และ Art Street  เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ศิลปิน ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ค้าชุมชน สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ปชป. จัดหนัก อภิสิทธิ์-อนุชา ลงพื้นที่ ลุยโค้งสุดท้าย ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย.นี้

ปชป. จัดหนัก อภิสิทธิ์-อนุชา ลงพื้นที่ ลุยโค้งสุดท้าย ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย.นี้

ปชป. จัดหนัก อภิสิทธิ์-อนุชา ลงพื้นที่ ลุยโค้งสุดท้าย ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.03 น.

“อนุชา เบอร์ 5” แพ็คคู่ “อภิสิทธิ์” ลงพื้นที่ สาทร -ยานนาวา-บางแค แต่เช้า มั่นใจนโยบายตรงใจ ประกาศยกเครื่องระบบขยะ ชูยุทธศาสตร์องคาพยบ ปชป. กระจายตัวทั่ว กทม. ลุยโค้งสุดท้าย ชวนคนกรุงเลือกตั้ง 28 มิ.ย.

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. หมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค  นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายมนตรี เปรมบุญ ผู้สมัคร ส.ก.เขตสาทร หมายเลข 1 ลงพื้นที่พบปะประชาชนที่มาออกกำลังกายที่สวนสุขภาพแต้จิ๋วตั้งแต่ช่วงเช้า ต่อด้วยการลงพื้นที่ตลาดเช้าเซนต์หลุยส์ หรือตลาดเช้ากิตติ จากนั้นลงพื้นที่คู่กับนายสมเกียรติ ปัญญะธารา ผู้สมัคร ส.ก.เขตยานนาวา หมายเลข 3 ที่ตลาดรุ่งเจริญ ก่อนจะไปที่ตลาดบางแค โดยการล่องเรือผ่านชุมชนริมคลองราชมนตรี กับนายกวิน ชาตะวนิช ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางแค หมายเลข 3 โดยทุกพื้นที่ประชาชนต่างทักทายให้การต้อนรับ และแลกเปลี่ยนถึงปัญหาในพื้นที่ต่อนายอนุชาและคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง

อนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา เปิดเผยถึงภาพรวมการลงพื้นที่ว่า ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากพี่น้องประชาชน หลายคนแสดงความดีใจที่ได้พบปะพูดคุยกับผู้สมัครโดยตรง พร้อมทั้งสะท้อนว่านโยบายทั้ง 5 ด้านที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนั้นมีความตรงใจ และอยากให้เร่งนำไปขับเคลื่อนจริงหากได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่ในศาลาว่าการ กทม. และสภากรุงเทพมหานคร

สำหรับปัญหาเร่งด่วนในพื้นที่เขตสาทร นายอนุชา ระบุว่า จากการรับฟังความเห็นของประชาชน พบว่ามี 2 เรื่องหลักที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ เรื่องการบริหารจัดการขยะ ที่ประชาชนสะท้อนว่า แม้จะพยายามคัดแยกขยะจากครัวเรือนแล้ว แต่สุดท้ายรถเก็บขยะของ กทม. ก็ยังนำมารวมกันในรถคันเดียว ซึ่งปัญหานี้จะต้องได้รับการยกเครื่องใหม่ทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ส่วนอีกเรื่องคือ ปัญหาน้ำท่วมขัง เวลาฝนตกหนัก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ประชาชนฝากความหวังไว้สูง

อนุชา บูรพชัยศรี

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ล่าสุด นายอนุชา กล่าวอย่างมั่นใจว่า ตนเองและพรรคยังคงเดินหน้าหาเสียงตามแนวทางและนโยบายที่ตั้งไว้ต่อไป อีกทั้งในขบวนการลงพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากได้เข้ามาให้กำลังใจ และยืนยันว่าไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ หรือผลโพลจะอยู่อันดับที่เท่าไหร่ ตนก็คือที่หนึ่งในใจของพวกเขา และพร้อมจะออกไปสิทธิ์เลือกตั้งให้พรรคประชาธิปัตย์ทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. แน่นอน

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังได้กล่าวเชิญชวนชาวกรุงเทพมหานครให้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต ซึ่งทุกคนเป็นบุคลากรที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี มีประสบการณ์การทำงานในพื้นที่มาเป็นสิบ ๆ ปี แม้ในช่วงที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ก็ยังคงทำหน้าที่รับฟังและช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

อนุชา บูรพชัยศรี

“ยุทธศาสตร์ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ พรรคประชาธิปัตย์ใช้การทำงานเป็นทีม (องคาพยพ) โดยมีผู้บริหารพรรคในทุกระดับชั้นกระจายกำลังลงพื้นที่ทั้ง 50 เขต เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนกรุงเทพฯ ว่าผู้ว่าฯ และ ส.ก. ของเรา มีพรรคคอยสนับสนุนและดูแลอย่างใกล้ชิด ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้สิทธิ์กันให้มาก ๆ ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ครับ” นายอนุชา กล่าว

อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี

ธนกร ซัด ศิริกัญญา อย่าสาดโคลน ปมงบ 70 ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นไทยผ่านฉลุย

ธนกร ซัด ศิริกัญญา อย่าสาดโคลน ปมงบ 70 ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นไทยผ่านฉลุย

ธนกร ซัด ศิริกัญญา อย่าสาดโคลน ปมงบ 70 ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นไทยผ่านฉลุย

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.29 น.

“ธนกร” แนะ “ศิริกัญญา” ระดม 30 ส.ส.ถกงบ 70 ถ้าอภิปรายด้วยหลักเหตุผลไม่มีใครว่า แต่ถ้าหาหลักฐานไม่ได้ อย่าสาดโคลนรัฐบาลแล้วลอยตัวหนีความรับผิดชอบ ชี้ IMD ปรับอันดับความสามารถการแข่งขันของไทยขึ้น 4 อันดับ และ S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทย พิสูจน์ชัดนานาประเทศเชื่อมั่นประเทศไทย 

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เตรียมผู้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และ พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ไว้ประมาณ 30 คนว่า หากฝ่ายค้านอภิปรายด้วยหลักเหตุผลถือว่าเป็นเรื่องดีที่มีคนช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาลให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่ากับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด แต่ถ้าหาข้อผิดพลาดไม่ได้ก็ควรสนับสนุนเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่อยากให้เอะอะอะไรก็อ้างลูกเดียวว่ามีความพยายามดิสเครดิตความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้าน หรือตีกินแบบกว้างๆ ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะถ้าหากมีหลักฐานชัดเจนว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตจริงๆ ก็ควรนำมาเปิดเผยให้ชัดเจน หรือใช้ช่องทางกฎหมายดำเนินการได้ ไม่ใช่พูดลอยๆ สาดโคลนใส่รัฐบาลเอามันแล้วก็เงียบหายไป

ธนกร วังบุญคงชนะ

ส่วนกรณีที่นางสาวศิริกัญญาระบุว่า รัฐบาลมีปัญหางบประมาณหนักมาก ฝีแตก ไม่สามารถปิดบังแผลที่เรื้อรังมานานของงบประมาณไทยได้ โดยเฉพาะรายจ่ายประจำพุ่ง งบลงทุนต่ำลงนั้น นายธนกร กล่าวว่า การพูดแบบไม่รับผิดชอบนั้นง่าย ทั้งๆ ที่ฝ่ายค้านเองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า รายจ่ายประจำพุ่ง งบลงทุนต่ำนั้นไม่ได้มาเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ ควรจะให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลด้วย ไม่ใช่หวังแต่จะหาเสียงเพียงด้วยการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือพูดไปแล้วประชาชนจะสับสนอย่างไรก็ช่างมัน แบบนั้นมีแต่จะยิ่งด้อยค่าตัวของพรรคฝ่ายค้านเองเปล่าๆ อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายค้านบอกว่ารัฐบาลฝีแตก หรือปิดบังแผลที่เรื้อรังมานานของงบประมาณไทยไม่ได้นั้น ฝ่ายค้านน่าจะกำลังเข้าใจผิด เพราะรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยต้องปิดบังอะไรประชาชน แต่วันนี้รัฐบาลกำลังทำหน้าที่หมอเพื่อรักษาฝีหรือแผลให้หายโดยเร็วที่สุดต่างหาก ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาบ้างกับปัญหาที่สะสมมานาน แต่สุดท้ายแล้วประชาชนจะพบว่า ทุกปัญหาจะค่อยๆ ดีขึ้นแน่นอน

“วันนี้ IMD (International Institute for Management Development) ปรับอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยขึ้น 4 อันดับ ขณะที่ S&P (S&P Global Ratings) ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทย สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย จากนี้ไปนักลงทุนคงจะทยอยเข้ามาลงทุน นักท่องเที่ยวก็มาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่เชื่อมั่นในรัฐบาล และร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อเป็นเจ้าบ้านที่ดีเสมอมา หวังว่าพี่น้องประชาชนจะร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อประเทศไทยของเราต่อไป” นายธนกร กล่าว