ยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน คมนาคมเร่งแก้ปัญหา Pay to Fly เดินหน้าศึกษาแนวทางคุ้มครองนักบินไทย

ยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน คมนาคมเร่งแก้ปัญหา Pay to Fly เดินหน้าศึกษาแนวทางคุ้มครองนักบินไทย

ยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน คมนาคมเร่งแก้ปัญหา Pay to Fly เดินหน้าศึกษาแนวทางคุ้มครองนักบินไทย

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.19 น.

คมนาคมเร่งแก้ปัญหา “Pay to Fly” เดินหน้าศึกษาแนวทางคุ้มครองนักบินไทย ยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน สร้างความเป็นธรรมในอุตสาหกรรมการบิน

วันนี้ 20 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยและการสร้างความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการบินซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ล่าสุด กระทรวงคมนาคมได้เร่งดำเนินการติดตามและหาแนวทางแก้ไขกรณีข้อกังวลเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อแลกกับโอกาสในการทำงานบิน หรือ “Pay to Fly” ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากสังคมในขณะนี้

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้หารือร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับโอกาสในการประกอบอาชีพของนักบินไทย ตลอดจนส่งผลต่อภาพลักษณ์และมาตรฐานของอุตสาหกรรมการบินของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาข้อเท็จจริง รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เหมาะสม สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

Pay to fly

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมระบบการจ้างงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยสามารถเข้าสู่อาชีพนักบินได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพและความสามารถ พร้อมทั้งช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบินไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองโอกาสในการทำงานของคนไทย ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมการบินของประเทศ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยอาศัยข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการจ้างงาน ความเป็นธรรมในวิชาชีพ และการรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมและสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจะติดตามการดำเนินงานของคณะกรรมการอย่างใกล้ชิด และเมื่อได้ข้อสรุปหรือมีความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าว จะรายงานผลให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินไทยต่อไป.

อภิสิทธิ์ มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัย ชี้คำอธิบายศาล รธน. คลายทุกข้อกังวล

อภิสิทธิ์ มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัย  ชี้คำอธิบายศาล รธน. คลายทุกข้อกังวล

อภิสิทธิ์ มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัย ชี้คำอธิบายศาล รธน. คลายทุกข้อกังวล

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

‘อภิสิทธิ์’ ยกคำอธิบาย ‘ตุลาการศาล รธน.’ ชัดเจน ช่วยคลายกังวลแก้รัฐธรรมนูญ มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัย ยันเร่งดันร่างฯเข้าสภาฯก่อนปิดสมัยประชุม

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่สะพานสาทร กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้มีความกังวลจากทั้ง ส.ส.และ ส.ว. ที่ต้องการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 250 และกังวลว่าจะถูกตีความว่าขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประธานศาลและคณะได้เข้าพบและอธิบายอย่างชัดเจนว่า คำที่ระบุว่าสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรงนั้น หมายถึง “ตัวผู้ร่าง” หรือบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่ยกร่างโดยตรง

ในส่วนของกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ประธานศาลฯยืนยันว่าไม่ได้ห้ามหรือปิดกั้นสิทธิในการออกแบบกระบวนการให้ประชาชนเข้าคูหาแสดงความเห็น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอให้มีการหยั่งเสียงแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะเห็นว่าเป็นวิธีที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างทั่วถึง ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และไม่ใช้ทรัพยากรมากเกินความจำเป็น ทั้งนี้ มองว่าในสัปดาห์หน้ายังมีกฎหมายอีกหลายร่างที่สามารถเสนอต่อสภาได้

เมื่อถามถึงกรณีการถอนชื่อออกจากบางร่างออกไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เดิมมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะเมื่อมีการถอนชื่อจากบางร่าง ก็ทำให้ สส.หลายคนเกิดความกังวลและยังไม่อยากร่วมลงชื่อ เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาขัดต่อกฎหมายหรือไม่

“ขณะนี้ยืนยันได้ว่า การหารือระหว่างคณะกรรมาธิการกับประธานศาลได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจนแล้วว่า พวกเราไม่มีใครฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น หากทุกพรรคร่วมมือกัน ก็จะทำให้ทุกร่างสามารถเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ก่อนปิดสมัยประชุม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ร่างของพรรคประชาธิปัตย์เสร็จสมบูรณ์แล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในภาคปฏิบัติร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อ ซึ่งเดิมเกือบครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อเกิดประเด็นดังกล่าวขึ้น ทำให้กระบวนการชะงักไป คาดว่าจะสามารถเสนอเข้าสภาได้ภายในสัปดาห์หน้า

เท้ง ปลุกพลังส้มโค้งสุดท้าย นำทีมพรรคประชาชนแห่รอบ กทม. ลั่นขอ ส.ก. ครบ 50 เขต

เท้ง ปลุกพลังส้มโค้งสุดท้าย นำทีมพรรคประชาชนแห่รอบ กทม. ลั่นขอ ส.ก. ครบ 50 เขต

เท้ง ปลุกพลังส้มโค้งสุดท้าย นำทีมพรรคประชาชนแห่รอบ กทม. ลั่นขอ ส.ก. ครบ 50 เขต

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.03 น.

‘เท้ง’ นำทัพผู้สมัคร ส.ก. แห่รอบ กทม. ชั้นในช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง เจอประชาชนมอบส้ม 10 ขวด ลั่นขอเปลี่ยนเป็น ส.ก.ประชาชน 50 คน.

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.กรุงเทพฯ และผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชน ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ร่วมกิจกรรมคาราวาน กทม.ชั้นใน เพื่อเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ ส.ก. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ซึ่งพรรคประชาชนส่ง ‘ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ เป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ หมายเลข 1 พร้อมผู้สมัคร ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต .           สำหรับเส้นทางคาราวานในวันนี้ เริ่มต้นด้วยการปราศรัยที่ตลาดวัดแขก (ซอยสีลม 20) เขตบางรัก ก่อนจะเคลื่อนขบวนผ่านพื้นที่เขตปทุมวัน ราชเทวี และพญาไท มุ่งหน้าสู่การปราศรัยจุดที่สองที่ตลาดราชวัตร เขตดุสิต จากนั้นคาราวานได้เดินทางต่อไปยังเขตพระนครเพื่อปราศรัยที่ตลาดตรอกหม้อ ต่อไปยังเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายและเขตสัมพันธวงศ์ ปิดท้ายการปราศรัยที่ย่านเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนสนใจรับฟังและให้กำลังใจตลอดเส้นทาง.

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ตอนนี้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย เหลืออีกเพียง 8 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ขอเชิญชวนชาวกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิ์ให้มากๆ ให้โอกาส ‘โจ ชัยวัฒน์’ และพรรคประชาชนเข้าไปบริหารกรุงเทพมหานคร ด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ มีทีมบริหารที่มีความพร้อม และนโยบายของพรรคที่ออกแบบมาอย่างรอบด้าน จะเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน ทั้งนี้ระหว่างการปราศรัยมีประชาชนนำน้ำส้ม 10 ขวดมามอบให้เป็นกำลังใจ  หัวหน้าพรรคประชาชนจึงกล่าวว่า “ขอให้ส้ม 10 ขวดนี้เปลี่ยนเป็น ส.ก. 50 คน”

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ทนายเขากระโดง ชี้ เอกสาร รฟท. ฟ้องขับไล่ ‘ที่ดิน4แปลง-เรียกค่าเสียหาย’ เป็นแค่คำฟ้องไม่ใช่คำตัดสิน

ทนายเขากระโดง ชี้ เอกสาร รฟท. ฟ้องขับไล่  'ที่ดิน4แปลง-เรียกค่าเสียหาย' เป็นแค่คำฟ้องไม่ใช่คำตัดสิน

ทนายเขากระโดง ชี้ เอกสาร รฟท. ฟ้องขับไล่ ‘ที่ดิน4แปลง-เรียกค่าเสียหาย’ เป็นแค่คำฟ้องไม่ใช่คำตัดสิน

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.54 น.

‘ทนายเขากระโดง’ ชี้ ‘เอกสาร รฟท.’ ฟ้องขับไล่  ‘ที่ดิน4แปลง – เรียกค่าเสียหาย’ เป็นแค่ ‘คำฟ้อง’ ไม่ใช่ ‘คำตัดสิน’ กระตุก ‘อินฟลูฯ’ นำเสนอข่าวตามความจริง หากคำพิพากษาคดีเก่าบังคับครอบจักรวาล ‘การรถไฟฯ’ ไม่ต้องมานั่งฟ้องเป็นคดีใหม่รายแปลง

20 มิ.ย.2569 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวว่า อินฟลูเอ็นเซอร์ หลายท่าน น่าจะหมดมุกหันมานำคำฟ้อง ไม่ไปโหมข่าว ทั้งที่ยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างของโจทก์ในคดีแพ่ง ไม่ใช่คำพิพากษา และคำขอท้ายฟ้องก็ยังขอให้ศาลเพิกถอนโฉนด 4 แปลง ขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย ไม่ใช่ศาลตัดสินแล้ว ช่างสรรหาเสียจริง

จะให้เชิงความรู้ว่า คำฟ้อง คือข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังแล้ว และยังไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล ประเด็นในคำฟ้องนี้ก็เป็นรูปแบบเดิม คือ รฟท. อ้างฐานสิทธิในที่ดินเขากระโดง อ้างคำพิพากษาคดีเดิม ใช้ยันสิทธิแนวเขตที่ตนอ้างว่าครอบคลุมที่ดินพิพาท แล้วขอให้ศาลเพิกถอนโฉนด ขับไล่ และเรียกค่าเสียหาย ซึ่งทั้งหมดนี้ยังต้องพิสูจน์กันในศาลตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย

สิ่งที่น่าสนใจคือการตอกย้ำว่า แม้ศาลฎีกาเคยตัดสินแล้ว แล้วเหตุใด รฟท. ยังต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ ขอให้ศาลเพิกถอนโฉนดเป็นรายแปลง และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย หรือบุคคลภายนอกอีก ไม่ย้อนแย้งกับนักวิชาการ นักกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นเหรอ

ชี้ให้เห็นว่า หากคำพิพากษาคดีเดิมมีผลบังคับกับบุคคลภายนอกทั้งหมดจริง รฟท. คงไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีใหม่ และศาลก็คงไม่ต้องเปิดกระบวนการให้คู่ความยื่นคำให้การ สืบพยาน และพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันอีกให้มากความ  การที่ยังมีคำฟ้องคดีใหม่ จึงสะท้อนในตัวว่า คำพิพากษาเดิมอย่างมากเป็นฐานที่ รฟท. นำมา “ใช้ยัน” แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะตัดสิทธิของจำเลยในคดีใหม่โดยไม่ต้องพิจารณาพยานหลักฐาน

ดังนั้น ใครจะนำคำฟ้องมาเปิดเผยต่อสาธารณะย่อมทำได้ตามขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต แต่ควรบอกประชาชนให้ตรงว่า “นี่คือคำฟ้อง” ไม่ใช่ “คำพิพากษา” และควรแยกให้ชัดว่า ข้อกล่าวอ้างในคำฟ้องยังต้องผ่านการโต้แย้ง พิสูจน์ และชั่งน้ำหนักโดยศาลก่อน

คดีนี้จึงไม่ได้มีอะไรให้หนักใจในเชิงข้อต่อสู้ เพราะประเด็นหลักยังเป็นประเด็นเดิม คือ รฟท. ต้องพิสูจน์ฐานสิทธิ แนวเขต และเหตุเพิกถอนโฉนด ส่วนจำเลยก็มีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้าง และพิสูจน์สิทธิของตนตามกระบวนการ

พูดให้ตรงที่สุดคือ นอกจาก รฟท. ในฐานะโจทก์ และฝ่ายจำเลยกับทนายความที่อยู่ในสำนวนแล้ว คนที่อยู่วงนอกจำนวนมากยังห่างไกลจากข้อเท็จจริงในคดีจริงมากพอสมควร การนำคำฟ้องมาเล่าเหมือนคำพิพากษา จึงไม่ได้ทำให้สังคมเข้าใจคดีมากขึ้น แต่กลับทำให้เห็นชัดว่า หลายคนยังแยกไม่ออกระหว่าง “ข้อกล่าวอ้างในคำฟ้อง” กับ “ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยแล้ว”

อภิสิทธิ์ บี้ รัฐบาล แจงเหตุ พ.ร.บ.โอนงบฯน้อย ข้องใจทำเสมือนเรื่องปกติ ทั้งที่เคยอ้างเป็น ‘วิกฤต’ ต้องกู้ 4 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ บี้ รัฐบาล แจงเหตุ พ.ร.บ.โอนงบฯน้อย ข้องใจทำเสมือนเรื่องปกติ ทั้งที่เคยอ้างเป็น ‘วิกฤต’ ต้องกู้ 4 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ บี้ รัฐบาล แจงเหตุ พ.ร.บ.โอนงบฯน้อย ข้องใจทำเสมือนเรื่องปกติ ทั้งที่เคยอ้างเป็น ‘วิกฤต’ ต้องกู้ 4 แสนล้าน

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.52 น.

‘หัวหน้าปชป.’ บี้ ’รัฐบาล‘ แจงเหตุโอนงบฯน้อย -ล่าช้า ข้องใจทำเสมือนเรื่องปกติ ทั้งที่เคยอ้างเป็น ‘วิกฤต’ ต้องกู้ 4 แสนล้าน ยันเกาะติดภาพรวมศก. ตรวจสอบจัดสรรงบฯละเอียด เผยเตรียมสส.อภิปราย ’ร่างพ.ร.บ.ฯ‘ พุ่งเป้า ’สถานะหนี้ฯประเทศ‘

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่สะพานสาทร กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาในช่วงปลายเดือนนี้ว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ปัญหาสำคัญในเวลานี้คือ พรรคฝ่ายค้านยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดของร่างกฎหมาย โดยทราบเพียงว่า ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารนี้ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันพฤหัสบดีที่25มิ.ย.นี้

“เราเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วน แต่คำถามเบื้องต้นคือ เหตุใดรัฐบาลจึงดำเนินการล่าช้า และเหตุใดจึงโอนงบประมาณในวงเงินที่น้อย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดวิกฤต รัฐบาลเคยอ้างความจำเป็นในการกู้เงินเพิ่มเติมถึง 400,000 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการงบประมาณและโครงการต่างๆ แต่การดำเนินการครั้งนี้กลับเป็นไปในลักษณะเสมือนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ยังมีข่าวปัญหาของหลายโครงการปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า เดิมฝ่ายค้านเคยประเมินว่า หากรัฐบาลสามารถโอนงบประมาณได้ราว 100,000 ล้านบาท ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม แต่ล่าสุดได้รับข้อมูลว่าจะมีการโอนงบประมาณเพียง 10,000 ล้านบาทเท่านั้น

“เราติดตามภาพรวมเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินความเหมาะสมของการจัดสรรงบประมาณ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณรายกระทรวงและรายโครงการ หากได้รับข้อมูลดังกล่าวแล้ว จะนำมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามถึงแนวทางการอภิปรายร่างกฎหมายดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จำเป็นต้องรอพิจารณารายละเอียดของร่างกฎหมายก่อน อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นจะมีสส.ของพรรคหลายคนร่วมอภิปรายในภาพรวม โดยเฉพาะประเด็นสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ

“ขณะนี้รัฐบาลกำลังผลักภาระหนี้สาธารณะเข้าใกล้กรอบเพดานหนี้ที่กำหนดไว้มากขึ้น ดังนั้น การขาดดุลงบประมาณจึงจำเป็นต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

พท. มั่นใจยื่นทันวันพิจารณาแก้รธน. จ่อปรับแนวทางเลือก สสร.หลังศาล รธน.บอกปชช.เลือกได้

พท. มั่นใจยื่นทันวันพิจารณาแก้รธน. จ่อปรับแนวทางเลือก สสร.หลังศาล รธน.บอกปชช.เลือกได้

พท. มั่นใจยื่นทันวันพิจารณาแก้รธน. จ่อปรับแนวทางเลือก สสร.หลังศาล รธน.บอกปชช.เลือกได้

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

พท.จ่อปรับแนวทางเลือก สสร.หลังศาล รธน.บอกปชช.เลือกได้ มั่นใจยื่นทันวันพิจารณาแก้รธน. 

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นายกฤช เอื้อวงศ์ กรรมการบริหารพรรคและฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา และฝ่ายค้าน เข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญ และได้ข้อสรุปว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.จากประชาชนโดยตรงสามารถทำได้ 100% ทางพรรคเพื่อไทยจะปรับแก้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้โมเดลเลือกตั้งสสร. 100% หรือไม่ว่า ทางผู้บริหารของพรรคจะนัดกันหารือในวันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยตามเจตนาแรกนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด โดยให้ สสร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่เมื่อเราไปดูคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ และตีความว่าการตั้ง สสร.โดยตรงไม่สามารถทำได้ แล้วไปออกแบบให้มีการเลือกตั้งทางอ้อม แต่ทำให้บางพรรคถอนชื่อออก ก็ทำให้เกิดความกังวล เราก็มาคุยกันและทำการปรับรูปแบบ แต่พอทางกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ได้เข้าไปพบกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และได้ข้อสรุปออกมาว่าการเลือกตั้งสสร.จากประชาชนสามารถทำได้นั้น ทางผู้บริหารพรรคก็จะต้องเอาทั้งหมดมาคุยกันอีกครั้ง ว่าตกลงเราจะปรับเปลี่ยนในสัดส่วนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญของเราอย่างไร

แก้รธน.

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

เมื่อถามว่าแนวทางจะปรับให้มี สสร.จากประชาชนเต็มรูปแบบเลยหรือไม่ นายกฤช กล่าวว่า เราก็เดินหน้าแต่ด้วยเสียงของพรรคเพื่อไทย ยื่นโดยลำพังไม่ได้ เราก็ต้องไปขอเสียงจากพรรคอื่น เพราะเรามีเพียง 74 เสียง ขาดอีก 26 เสียง แต่เรื่องจำนวนของเสียงตนมองว่าไม่ใช่ประเด็น แต่อยู่ที่หลักการสำคัญของตัวร่างมากกว่า ว่าจะไปในแนวทางใด ซึ่งจะปรับแก้อย่างไรนั้นก็อยู่ที่มติของกรรมการบริหารพรรค และมองว่าหากได้ข้อยุติเร็ว ก็จะสามารถบรรจุร่างแก้ไขเข้าไปทันตามที่วิป 3 ฝ่ายประเมินว่าจะประชุมร่วมรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณารับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 ในวันที่ 7 และ 8 ก.ค. เพราะการปรับเปลี่ยนร่างไม่ได้ใช้เวลามาก

‘พีรวัส’จี้พาณิชย์สร้างกำแพงกั้นของแพง เตือนคลื่นเงินเฟ้อลูกใหญ่จ่อถล่ม

'พีรวัส'จี้พาณิชย์สร้างกำแพงกั้นของแพง เตือนคลื่นเงินเฟ้อลูกใหญ่จ่อถล่ม

‘พีรวัส’จี้พาณิชย์สร้างกำแพงกั้นของแพง เตือนคลื่นเงินเฟ้อลูกใหญ่จ่อถล่ม

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยว่า วันนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจกำลังส่งสัญญาณอันตรายอย่างชัดเจน แต่กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กลับยังไม่สามารถแสดงให้ประชาชนเห็นถึงมาตรการควบคุมราคาสินค้าที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้

นายพีรวัสกล่าวว่า เงินเฟ้อทั่วไปของไทยพลิกจากติดลบร้อยละ 0.88 ในเดือนกุมภาพันธ์ ขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.79 ในเดือนพฤษภาคม หรือเพิ่มขึ้นถึง 3.67 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงสามเดือน ขณะที่เดือนเมษายนเคยพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 2.89 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงกราฟบนโต๊ะแถลงข่าว แต่หมายถึงราคาน้ำมัน ค่าโดยสาร อาหารสำเร็จรูป ผักสด และของใช้ประจำวัน ซึ่งกำลังกัดกินรายได้ของประชาชนทุกครัวเรือน

“ประชาชนไม่ได้อิ่มท้องด้วยถ้อยคำว่า ‘กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด’ ทุกวันที่กระทรวงพาณิชย์นั่งติดตาม ราคาสินค้ากลับเดินขึ้นทุกวัน แต่รายได้ของประชาชนไม่ได้เดินตามไปด้วย หากสิ่งที่กระทรวงทำมีเพียงประชุม ตั้งคณะทำงาน ลงพื้นที่ถ่ายภาพ และจัดมหกรรมลดราคาเป็นครั้งคราว ก็ต้องถามตรง ๆ ว่านี่คือการแก้ปัญหา หรือเป็นเพียงละครค่าครองชีพที่จัดแสดงให้ประชาชนดู” นายพีรวัสกล่าว

นายพีรวัสระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ยอมรับเองว่า เงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ค่าโดยสารสาธารณะ และการที่ผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาอาหารสำเร็จรูป นั่นหมายความว่า กระทรวงรู้ทั้งต้นเหตุ รู้เส้นทางการส่งผ่านต้นทุน และรู้ว่าสินค้ากลุ่มใดกำลังจะได้รับผลกระทบ แต่คำถามคือ เมื่อรู้แล้วได้ลงมือป้องกันอะไรอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง

“น้ำมันแพงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ กระทรวงรู้ล่วงหน้าว่าต้นทุนจะไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันเข้าสู่รถขนส่ง จากรถขนส่งเข้าสู่โรงงาน จากโรงงานเข้าสู่ร้านค้า และสุดท้ายจะไปจบที่กระเป๋าของประชาชน แต่แทนที่จะสร้างกำแพงป้องกัน กลับปล่อยให้ต้นทุนเดินทางมาถึงจานข้าว แล้วจึงออกมาแสดงบทห่วงใย”

รองโฆษกพรรคกล้าธรรมกล่าวว่า ประเทศไทยต้องไม่ทำตัวเป็น “กบอยู่ในกะลา” เพราะวิกฤตเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย สหรัฐอเมริกามีเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมสูงถึงร้อยละ 4.2 มากที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ขณะที่ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.5 จากปีก่อน และราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 40

ยิ่งไปกว่านั้น ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6.5 สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 โดยราคาพลังงานในภาคการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.7 และค่าขนส่งกับคลังสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 สะท้อนว่าต้นทุนจากต้นน้ำกำลังสะสมและรอส่งผ่านไปยังราคาสินค้าปลายทาง

ด้านไต้หวัน แม้ธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2 แต่ประกาศใช้นโยบายในทิศทางเข้มงวดขึ้น หลังเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมทะลุระดับเฝ้าระวังร้อยละ 2 พร้อมเตรียมรับมือความเสี่ยงจากราคาพลังงานอย่างจริงจัง

“ประเทศอื่นกำลังมองไปข้างหน้าและวางแผนรับมือก่อนที่ไฟเงินเฟ้อจะลามทั้งระบบ แต่รัฐมนตรีพาณิชย์ไทยดูเหมือนกำลังมองกระจก เช็กภาพลักษณ์ และท่องบทเดิมว่าเอาอยู่ ทั้งที่ตัวเลขกำลังเดินสวนทางกับคำพูด”

นายพีรวัสกล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ กระทรวงพาณิชย์ยังคงประเมินเงินเฟ้อทั้งปี 2569 อยู่ในกรอบร้อยละ 1.5–2.5 โดยมีค่ากลางร้อยละ 2 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 2.9 และอาจทะลุกรอบบนร้อยละ 3 เป็นระยะ

ธนาคารแห่งประเทศไทยยังเตือนว่า การส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าอาจต้องใช้เวลา 6–8 เดือนจึงจะปรากฏอย่างเต็มที่ โดยกลุ่มเสี่ยงประกอบด้วยอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุง ของใช้ส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ปิโตรเคมี และพลาสติก

“นั่นหมายความว่า สิ่งที่ประชาชนกำลังเจอในวันนี้อาจยังไม่ใช่คลื่นลูกใหญ่ที่สุด เพราะต้นทุนอีกส่วนหนึ่งยังค้างอยู่ในโรงงาน ในสต๊อกสินค้า และในระบบขนส่ง หากรัฐมนตรีพาณิชย์ยังประเมินโลกต่ำกว่าความเป็นจริง เมื่อคลื่นต้นทุนลูกใหญ่ซัดเข้ามา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ หรือสุดท้ายก็จะปล่อยให้ประชาชนรับกรรมเหมือนเดิม”

นายพีรวัสเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยผลการดำเนินงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า ที่ผ่านมาได้รับคำขอปรับขึ้นราคาสินค้ากี่รายการ อนุมัติและไม่อนุมัติกี่รายการ ดำเนินคดีกับผู้ฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุนสินค้ากี่ราย ราคาสินค้าจำเป็นรายการใดลดลงจากมาตรการของกระทรวงจริง รวมถึงปริมาณสต๊อกปุ๋ย อาหารสัตว์ เม็ดพลาสติก และวัตถุดิบสำคัญมีเพียงพอรองรับสถานการณ์อีกกี่เดือน

นอกจากนี้ ต้องเปิดเผยว่าโครงการลดค่าครองชีพต่าง ๆ ใช้งบประมาณเท่าใด เข้าถึงประชาชนจำนวนกี่ครัวเรือน และสามารถลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยได้จริงครัวเรือนละกี่บาท ไม่ใช่นำเพียงจำนวนจุดจำหน่ายหรือจำนวนครั้งที่รัฐมนตรีลงพื้นที่มาอ้างเป็นผลงาน

“รัฐมนตรีพาณิชย์อาจไม่ใช่ผู้จุดไฟสงคราม และไม่ใช่ผู้กำหนดราคาน้ำมันโลก แต่มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ไฟจากต่างประเทศลามมาเผากระเป๋าคนไทย วันนี้ประชาชนไม่ได้ถามว่าท่านประชุมไปกี่ครั้ง แต่อยากรู้ว่าราคาสินค้าลดลงกี่บาท”

“ประเทศไทยไม่มีเวลารอดูละครฉากต่อไป กระทรวงพาณิชย์ต้องเลิกสวมบทผู้สังเกตการณ์ แล้วกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ค่าครองชีพอย่างจริงจัง เพราะหากยังปล่อยให้ประชาชนต่อสู้กับของแพงตามลำพัง วันหนึ่งตัวเลขเงินเฟ้ออาจลดลง แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอาจไม่มีวันกลับมา” นายพีรวัสกล่าว

ช่วยน้ำเงินด้วย ไม่จบง่าย ‘อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต’ สู้กลับ เดินเกมยื่นฟ้อง ‘อธิบดีปกครอง’ ผิด ม.157

ช่วยน้ำเงินด้วย ไม่จบง่าย ‘อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต’ สู้กลับ เดินเกมยื่นฟ้อง ‘อธิบดีปกครอง’ ผิด ม.157

ช่วยน้ำเงินด้วย ไม่จบง่าย ‘อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต’ สู้กลับ เดินเกมยื่นฟ้อง ‘อธิบดีปกครอง’ ผิด ม.157

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.49 น.

ช่วยน้ำเงินด้วยไม่จบง่าย! ‘อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต’ สู้กลับ เดินเกมยื่นฟ้อง ‘อธิบดีปกครอง’ ผิดม.157

20มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่ถูกสั่งย้ายได้ยื่นฟ้องนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง อดีตผู้บังคับบัญชา ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อช่วงต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

รุ่งเรือง ธิมาบุตร

แฟ้มภาพ

โดยเนื้อความในคำฟ้องระบุว่า นายนฤชา เป็นอธิบดีกรมการปกครอง เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ขณะที่พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพบเรือน กำหนดให้ต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และมีระเบียบห้ามสำคัญไว้ในระยะเวลาที่มีการรับสมัครเลือกตั้ง ต้องไม่แสดงออกโดยตรง หรือโดยปริยายช่วยเหลือผู้สมัครเลือกตั้งใด และวางตัวเป็นกลางตามรัฐธรรมนูญ แต่หลังการประกาศกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โจทก์ได้รับคำสั่งจากจำเลยให้รายการสถานการณ์ความเคลื่อนไหวและข้อมูลการเลือกตั้งในจ.ภูเก็ต

ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 20.46 น. โจทก์ได้รายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา และเพิ่มเพื่อนในไลน์บัญชี อธิบดีนฤชา ที่ผูกกับหมายเลขโทรศัพท์ 092-xxx-xxxx และได้รายงานข้อมูลติดต่อสื่อสารกันมาตลอด และได้ส่งสำเนารายงานสถานการณ์เลือกตั้ง ในวันที่ 9 มกราคม 2569 ต่อมาวันเดียกัน เวลา 08.05 น. นายนฤชา ส่งข้อความผ่านไลน์ ระบุคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งรู้กันดีว่าน้ำเงินหมายถึงพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และไม่ได้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง

แชต

แฟ้มภาพ

ถือเป็นการสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชา เพื่อให้ฝ่ายปกครองใช้อำนาจหน้าที่หรือกลไกราชการเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมือง อันขัดกับหลักการความเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยมิชอบ

การกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อระเบียบราชการ และทำลายความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ซึ่งโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ซึ่งแม้พรรคการเมืองที่ขอให้ช่วยจะแพ้เลือกตั้ง แต่ความเสียหายเกิดขึ้นต่อระบบราชการแล้ว และหลังเลือกตั้ง จำเลยมีพฤติการณ์ตอบโต้ กลั่นแกล้ง ใช้อำนาจโดยมิชอบ สั่งย้ายไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และระหว่างปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ทำหน้าที่ยึดผืนป่าริมหาด 65 ไร่ ดำเนินคดี 23 คดี แต่กลับถูกกลั่นแกล้ง สร้างข้อกล่าวหาเรื่องการร้องเรียนของสถานบันเทิง การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ไม่มีคำสั่งแทรกแซง โฆษกรัฐบาล แจง ไร้การเฝ้าระวังสื่อ วิจารณ์ได้ พร้อมฟัง

ไม่มีคำสั่งแทรกแซง โฆษกรัฐบาล แจง ไร้การเฝ้าระวังสื่อ วิจารณ์ได้ พร้อมฟัง

ไม่มีคำสั่งแทรกแซง โฆษกรัฐบาล แจง ไร้การเฝ้าระวังสื่อ วิจารณ์ได้ พร้อมฟัง

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

โฆษกรัฐบาลแจง ไร้การเฝ้าระวังสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง ชี้สื่อวิจารณ์ได้ พร้อมฟัง

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีมีรายงานข่าวเกี่ยวกับประเด็นเสรีภาพสื่อ และมีการอ้างว่ารัฐบาลมอนิเตอร์ จับตา หรือเฝ้าระวังสื่อมวลชนบางสำนักเป็นพิเศษ ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง รัฐบาลไม่มีนโยบายปิดกั้นสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง และไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการกดดันการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

รัชดา ธนาดิเรก

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันหลักการชัดเจนว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลเคารพการทำหน้าที่ของสื่อทุกแขนง ทั้งสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ และผู้ผลิตเนื้อหาสาธารณะ โดยเฉพาะการรายงานที่อยู่บนฐานข้อเท็จจริง ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

“รัฐบาลไม่มีการแทรกแซงสื่อ ไม่มีการสั่งจับตา ไม่มีการเฝ้าระวังสำนักข่าวใดเป็นพิเศษ และไม่มีการใช้อำนาจรัฐไปกดดันการทำหน้าที่ของสื่อ” น.ส.รัชดากล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ประชาชนเห็นได้ทุกวัน คือสื่อมวลชนยังคงนำเสนอข่าว ตรวจสอบ แสดงความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง หากรัฐบาลมีนโยบายปิดกั้นสื่อจริง ภาพการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ย่อมไม่ปรากฏอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างที่เป็นอยู่

สำหรับกรณีรายการเจาะลึกทั่วไทย ซึ่งมีการประกาศยุติการออกอากาศกับทาง อ.ส.ม.ท. นั้น น.ส.รัชดากล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งการหรือการแทรกแซงจากรัฐบาล และไม่ได้หมายความว่าสื่อหรือผู้ดำเนินรายการจะไม่สามารถตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับรัฐบาลได้อีก สื่อทุกแขนงยังทำหน้าที่ได้ตามปกติ ภายใต้ข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม

น.ส.รัชดา ยังกล่าวว่าด้วยว่า ในการทำงานของภาครัฐมีความจำเป็นที่ต้องติดตามข่าวหรือมอนิเตอร์ข่าว เป็นภารกิจปกติของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลรับรู้เสียงสะท้อน ปัญหา ข้อร้องเรียน และข้อวิจารณ์จากประชาชน ในกรณีพบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลคลาดเคลื่อน รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะโดยเร็ว ไม่ใช่การจำกัดสิทธิหรือคุกคามสื่อใดเป็นการเฉพาะ และถ้าจะไม่ให้มีการติดตามข่าวสารเลย รัฐบาลจะรับรู้เสียงสังคมได้อย่างไร

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้การเมืองไทยเดินไปในทางสร้างสรรค์ ไม่มองผู้ตรวจสอบเป็นคู่ขัดแย้ง สื่อ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และฝ่ายการเมืองควรทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมา เพราะผลประโยชน์สุดท้ายตกอยู่กับประชาชนและประเทศโดยรวม 

รัฐบาลพร้อมรับฟังและเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบการทำงานอย่างต่อเนื่อง และย้ำว่าไม่มีนโยบายแทรกแซงสื่อ ยึดหลักเสรีภาพการทำงานของสื่อมวลชนตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยโดยเคร่งครัด

หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ประธานกมธ.พาณิชย์ แจงปม ครม.ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเพื่อนบ้าน

หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ประธานกมธ.พาณิชย์ แจงปม ครม.ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเพื่อนบ้าน

หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ประธานกมธ.พาณิชย์ แจงปม ครม.ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเพื่อนบ้าน

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

‘ประธานกมธ.พาณิชย์’ หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปม ครม.ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเพื่อนบ้านไปถึง 31 ส.ค. ชี้ หาก 1-2 เดือนข้างหน้า เปลี่ยนใจไปปลูกชนิดอื่น อาจทำผลผลิตล้นตลาด-กระทบราคา 

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน จากวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็น 31 สิงหาคม 2569 ว่า ตนขอพูดข้อเท็จจริงเพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คลายความกังวลใจ ตั้งแต่ปี 2554 ประเทศไทยมีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี อาเซียน (AFTA) เพื่อมาใช้ทดแทนผลผลิตภายในประเทศที่เราผลิตได้ประมาณ 5 ล้านตัน/ปี แต่โรงงานอาหารสัตว์ต้องการใช้ประมาณ 9 ล้านตัน/ปี โดยรัฐบาลกำหนดให้เอกชนนำเข้าได้ในช่วงเวลาที่ไม่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตภายในประเทศ คือ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม ของทุกปี แต่จะต้องซื้อข้าวโพดภายในประเทศจากเกษตรกรให้หมดก่อน ซึ่งได้ปฏิบัติกันมามากกว่า 10 ปี  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะนำเข้ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับราคา และความต้องการของโรงงานอาหารสัตว์ 

สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์
 
นายสัมฤทธิ์ กล่าวว่า แต่ในช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมาแนวโน้มราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตกต่ำ เพราะมีการคาดการณ์ผลผลิตน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ตนเป็นหนึ่งคนที่ห่วงใยเรื่องนี้ ได้เสนอต่อที่ประชุมหลายคณะ และเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หลายครั้ง เสนอให้รัฐบาลในมาตรการต่างๆ มาช่วยเหลือเกษตรกร 1 ในนั้นตนได้เสนอให้ลดเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านให้สิ้นสุดเพียง 30 มิถุนายน 69 เพื่อกดดันให้โรงงานอาหารสัตว์ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาที่สูงขึ้น มีคำถามในที่ประชุมว่า หากลดเวลานำเข้าแล้วข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้จะแก้ปัญหาอย่างไร ที่ประชุมสรุปว่า หากปีใดไม่พอใช้จริงๆ ก็ขยายเวลาให้นำเข้าได้แต่ต้องไม่เกิน 31 สิงหาคม ซึ่งเป็นกรอบเวลาเดิม และจะต้องไม่กระทบกับผลผลิตใหม่ที่จะเก็บเกี่ยว

ประธาน กมธ.การพาณิชย์ฯ  กล่าวว่า ปีนี้คาดว่า ผลผลิตภายในประเทศจะเริ่มเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกันยายน หรือตุลาคม เพราะการเพาะปลูกล่าช้า เนื่องจากสภาพภูมิอากาศและต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น ดังนั้น การอนุญาตให้นำเข้าถึง 31 สิงหาคม 2569 จึงเป็นไปตามกรอบเวลาเดิมที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่ปี 2554 ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ไม่ได้ขยายเวลาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด หากปีใดมีการเพาะปลูกเร็วขึ้น มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตเร็วขึ้น ตนในฐานะประธาน กมธ.การพาณิชย์ฯ จะต่อสู้ และเสนอให้รัฐบาลลดเวลาการนำเข้า เพื่อรักษาประโยชน์ให้กับเกษตรกรอย่างแน่นอน 

สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์

“ยืนยันว่า ผมไม่ได้แก้ต่างหรือเข้าข้างใคร แต่อยากให้เกษตรกรได้รับทราบข้อเท็จจริง เพราะหากมีการเข้าใจผิด อาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกรว่า ใน 1-2 เดือนข้างหน้า พวกเขาจะเลือกเพาะปลูกอะไร หากหันไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น อ้อย และผลผลิตเพิ่มขึ้นสัก 10% จะทำให้ล้นโรงงานและมีผลต่อราคา ซึ่งปัจจุบันการเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆ มีความสมดุลอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนตัวผมคิดว่า ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดี เพราะดูจากข้าวสาลีในตลาดโลกหากเอกชนสั่งซื้อวันนี้ราคาสูง ประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม” นายสัมฤทธิ์ ระบุ