โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 5 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 5 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 5 ราย

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.40 น.

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเษกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน จำนวน 5 ราย ดังนี้

ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ฝ่ายใน

1.พันโทตำรวจหญิง คุณหญิงเจษรินช์ โชติกลาง
2.คุณหญิงบรรณ์พร แก้วงาม
3.คุณหญิงอัชราภรณ์ ศรีเสน่ห์

จตุตถจุลจอมเกล้า ฝ่ายใน

1.นางสาวธมลวรรณ สะใบบาง
2.นางสาวธารารัตน์ เกษนาวา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

นักเขียนซีไรต์ ย้อนเกล็ด พรรคส้ม ดีแต่ถล่มคนอื่น ทีคนในพรรคตัวเอง อ้างเรื่องส่วนตัว

นักเขียนซีไรต์ ย้อนเกล็ด พรรคส้ม ดีแต่ถล่มคนอื่น ทีคนในพรรคตัวเอง อ้างเรื่องส่วนตัว

นักเขียนซีไรต์ ย้อนเกล็ด พรรคส้ม ดีแต่ถล่มคนอื่น ทีคนในพรรคตัวเอง อ้างเรื่องส่วนตัว

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.06 น.

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 จากกรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมแถลงความคืบหน้าคดี Forex นำโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงยุติธรรม และคณะทำงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานบูร ณาการเกี่ยวข้อง ตั้งโต๊ะแถลงผลการปฏิบัติการและสรุปรายงาน พร้อมกับจะมีการเปิดแผนผังรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองคนดัง และคนในวงการบันเทิง รวมถึงบริษัทนิติบุคคลเอกชน จำนวนมูลค่าความเสียหาย จำนวนผู้เสียหายทั้งหมด และพยานหลักฐานสำคัญที่ได้จากการตรวจค้นเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งมีการพุ่งเป้าไปที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทำให้ส.ส.พรรคประชาชน ออกมาเคลื่อนไหวที่เรื่องนี้

ล่าสุด วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ว่า  ถ้าคนในพรรคอื่นทำผิด หรือ แค่สงสัยว่าทำผิดก็ถล่มอย่างไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด แต่คนในพรรคตัวเองทำผิดหรือถูกสงสัยว่าทำผิด ก็แค่บอกว่าจะตรวจสอบ แล้วก็เอะอะโวยวายเรื่องอื่น ๆของคนอื่น จนสังคมลืมหรือไม่สนใจแล้ว หลายคนแถว่า คนทำผิดเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคล ไม่เกี่ยวกับพรรค พวกลิ่วล้อขี้ข้าก็รีบออกมาปกป้องว่า คนทำผิดก็เรื่องของคน ๆนั้น ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ของพรรค!

ถ้าทำผิดกันทั้งพรรคก็คงบอกอีกว่าไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ของพรรค! เป็นพรรคเทวดาอยู่พรรคเดียวในประเทศไทย แต่กระบวนการยุติธรรมไม่สนพวกเทวดาหรอกนะ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ภาวุธ’ สส.พรรประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง Forex ยังไม่ให้ความเห็น รอดูหมายก่อน

เอี่ยวนักการเมือง-ดารา? ค้น 24 จุด เครือข่าย Forex ยึดเงินสด-รถหรู-ทองคำแท่ง

ชื่นมื่น! อนุทิน เผชิญหน้า ปูติน มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน การเชื่อมโยงประชาชน

ชื่นมื่น! อนุทิน เผชิญหน้า ปูติน มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน การเชื่อมโยงประชาชน

ชื่นมื่น! อนุทิน เผชิญหน้า ปูติน มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน การเชื่อมโยงประชาชน

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.38 น.

ชื่นมื่น ! นายกฯ หารือ ปธน.ปูติน ย้ำมิตรภาพยาวนานกว่า 130 ปี มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน และการเชื่อมโยงประชาชน

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 17.45 น. (เวลาเมืองคาซาน) ณ ห้องหารือทวิภาคี 3 อาคาร Pavilion A2 ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หารือทวิภาคีกับนายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย ในโอกาสเข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Commemorative Summit นายกฯ เน้นย้ำว่ารัสเซียเป็นมิตรประเทศสำคัญที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทยทุกระดับ ด้านประธานาธิบดีรัสเซียยินดีที่ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่ใกล้ชิด และทั้งสองประเทศเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซีย ในปี 2570

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความร่วมมือต่าง ๆ ดังนี้

1. ด้านการเมืองและความมั่นคง
ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยขอบคุณรัสเซียที่จะให้การสนับสนุนพลังงานสะอาด ก๊าซ LNG และสินค้าจำเป็น เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และเห็นพ้องในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมด้านการทหาร ด้านสารสนเทศ ด้านสาธารณสุข รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา

2. ด้านเศรษฐกิจ
เห็นพ้องส่งเสริมการค้าระหว่างกันได้อีกมาก โดยปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่ายังไม่สะท้อนกับโอกาสทางธุรกิจที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ สภาธุรกิจไทย-รัสเซีย สนใจขยายการค้าการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค และแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ สำหรับในส่วนของรัฐบาลจะเดินหน้าการเจรจาจัดทำ FTAไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดระหว่างไทย รัสเซีย และประเทศสมาชิก EAEU อื่น ๆ

นอกจากนี้ นายกฯ ได้กล่าวถึงผลสำเร็จของการประชุม Russian-Thai Investment Forum ที่มีผู้แทนไทยทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจได้เข้าร่วมเมื่อปีที่แล้ว และจะจัดขึ้นที่กรุงเทพ ในเดือนต.ค. ปีนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายได้สร้างเครือข่ายและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

3. ความร่วมมือในเวทีพหุภาคี
ไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับรัสเซียในประเด็นต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล AI ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการต่อต้านสแกมเมอร์ รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย -แปซิฟิกด้วย

4. ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม
เห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย ในปี 2570 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันในทุกมิติ

นายกฯ ยินดีที่ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมายังประเทศไทยเกือบสองล้านคน นับเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปกลุ่มใหญ่ที่สุดของไทย แสดงถึงความประทับใจที่ชาวรัสเซียมีต่อประเทศไทย และเพื่อเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน จะได้มีการเผยแพร่วัฒนธรรมรัสเซีย อาทิ เพลง ภาพยนตร์ และศิลปะการแสดง ในโอกาสต่อๆไปด้วย
 

ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท รัฐ ระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน

ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท  รัฐ ระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน

ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท รัฐ ระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.38 น.

รัฐระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท ย้ำไม่กระทบราคาตลาด ช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ชาวสวนยาง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เร่งระบายยางพาราค้างสต็อกในช่วงที่ราคายางอยู่ในระดับสูงและปริมาณยางในตลาดมีจำกัด ล่าสุด กยท. สามารถจำหน่ายยางจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ได้ครบทั้ง 18,481.93 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 1,232.2 ล้านบาท สูงกว่าราคาเปิดประมูลที่ 913.95 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 318.25 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34.82

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยว่า การระบายยางในครั้งนี้เป็นการดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยยางที่นำออกจำหน่ายคิดเป็นเพียงร้อยละ 4.3 ของผลผลิตยางพาราคาดการณ์ในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งอยู่ที่ 418,478 ตัน จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดและไม่ส่งผลกระทบต่อกลไกราคายางในประเทศ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

ทั้งนี้ การขายทอดตลาดได้รับความสนใจจากภาคเอกชนเป็นอย่างมาก โดย กยท. ได้เปิดประมูลแบบแยกตามสถานที่จัดเก็บ จำนวน 4 โกดัง ได้แก่ โกดังทุ่งสงสี่สวัสดิ์ จังหวัดสงขลา โกดังวันชัยสตาร์ 1 จังหวัดสงขลา โกดังวันชัยสตาร์ 5 จังหวัดสงขลา และโกดังซี แอนด์ ที โมดูลาร์ จังหวัดชลบุรี ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างกว้างขวางและทำให้รัฐได้รับผลตอบแทนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนทำให้ผลผลิตยางออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ช่วงปลายปีมีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลให้อุปทานยางลดลงอีก การนำยางในสต็อกของรัฐออกจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าวจึงช่วยบรรเทาความตึงตัวของอุปทาน รักษาสมดุลของตลาด และสนับสนุนเสถียรภาพราคายาง อันเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยางที่กำลังทยอยจำหน่ายผลผลิต

ยางพารา

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รายได้จากการขายทอดตลาดยางในครั้งนี้จะนำไปใช้ชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และชำระค่าเช่าโกดังจัดเก็บยาง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาล สะท้อนถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐอย่างคุ้มค่า ภายใต้หลักความถูกต้อง เปิดเผย และโปร่งใส พร้อมทั้งรักษาสมดุลตลาดยางและดูแลเสถียรภาพรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางไทยควบคู่กันไป

แก้วตาขุดยับ ‘อาจารย์ป๊อก’ ล๊อบบี้ สส.ส้ม โหวตอนุทิน ยกเหตุผล ‘ภท.นักเลงกว่า พท.’ (คลิป)

แก้วตาขุดยับ 'อาจารย์ป๊อก' ล๊อบบี้ สส.ส้ม โหวตอนุทิน ยกเหตุผล 'ภท.นักเลงกว่า พท.' (คลิป)

แก้วตาขุดยับ ‘อาจารย์ป๊อก’ ล๊อบบี้ สส.ส้ม โหวตอนุทิน ยกเหตุผล ‘ภท.นักเลงกว่า พท.’ (คลิป)

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.23 น.

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน  ได้ออกมาพูดในรายการยูทูป ช่อง  Sit beautiful with KamPhaka ซึ่งในช่วงหนึ่ง ได้กล่าวถึงนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า กรณีโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี  ซึ่งตอนนั้น พรรคประชาชน ได้มีมติเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

แก้วตา เปิดผยว่า ตอนที่โหวตต้องให้ ส.ส. เป็นคนโหวต เรื่องการตัดสินใจใหญ่ๆ เช่นการโหวตนายก พวกโปลิตบูโร จะไม่อำนาจอยู่แล้ว แต่จะมีอำนาจในการล็อบบี้มากกว่า ส.ส. หมายความว่า เขาก็จะเรียกมาคุยทีหลัง อย่างตอนที่จะโหวต อนุทิน ชาญวีรกูล นายปิยบุตร แสงกนกกุล ก็เรียกมากินอาหาร พยายามล็อบบี้เรา แล้วก็บอกความคิดของแก ว่าชี้นำไปทางไหน

แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าคุณต้องโหวตแบบนี้ แต่เขาจะมาพูดเกี่ยวกับความคิดเห็นของเขา อย่างงี้เขาเรียกว่าพูดปั่นไหม มาปั่นให้เลือกใคร

แก้วตา ยังพูดอีกว่า ถ้าถามว่าปิยบุตรมีอำนาจ ชี้นิ้วเลยไหมว่า โหวตต้องเป็นแบบนี้ๆ บอกเลยว่าไม่มี แต่เขาก็ทำได้ดี ในการปั่น เพราะหลายคนก็เชื่อเขา เขาโหวตชนะ

สวนตนไม่ยอม ตอนที่นายปิยบุตรพูดเรื่องนี้ ตนก็อยู่ด้วยที่ร้านอาหารญี่ปุ่น แล้วตนก็ลุกขึ้นพูดเลยว่า “อาจารย์คิดจริงๆหรือว่าคนอย่างอนุทินเขาจะทำตามสัญญา เขายอมที่สละอำนาจตัวเอง เพราะว่ารัฐธรรนูมญ60 ถ้าเทียบกับสมัยทักษิณที่เชียวชาญรัฐธรรมนูญ40 อนุทินแก่เชี่ยวชาญ รัฐธรรมนูญ60 มากที่สุด แก่คุมอำนาจ สว. ได้ คือเกือบจะคุมองค์กรอิสระได้ทั้งอยู่แล้ว”

ซึ่งทางปิยบุตรบอกว่า “อนุทินหรือพรรคภูมิใจไทย มีความเป็นนักเลงมากกว่าพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นนักเลง พูดคำไหนคำนั้น เขาพูดจะทำเขาก็จะทำ”

ชัชชาติ ยังยืนหนึ่ง นิด้าโพล เผยผลสำรวจ ‘โค้งสอง’ ผู้ว่าฯ กทม. 69

ชัชชาติ ยังยืนหนึ่ง นิด้าโพล เผยผลสำรวจ 'โค้งสอง' ผู้ว่าฯ กทม. 69

ชัชชาติ ยังยืนหนึ่ง นิด้าโพล เผยผลสำรวจ ‘โค้งสอง’ ผู้ว่าฯ กทม. 69

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.18 น.

วันนี้ 19 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “โค้งสอง สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-17 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)  การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

นิด้าโพล

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 72.35 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)

อันดับ 2 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)

อันดับ 3 ร้อยละ 8.80 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน)

อันดับ 4 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

อันดับ 5 ร้อยละ 2.70 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ

อันดับ 6 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)

และร้อยละ 2.10 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสมัย ละเลิศ (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) นายประยูร ครองยศ (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) นายคมสัน พันธุ์ชาติกุล (อิสระ) กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

นิด้าโพล

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 32.85 ระบุว่า อิสระ

อันดับ 2 ร้อยละ 27.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

อันดับ 3 ร้อยละ 12.30 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

อันดับ 4 ร้อยละ 8.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ

อันดับ 5 ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน

อันดับ 6 ร้อยละ 6.85 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

อันดับ 7 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น ทีม Better Bangkok

อันดับ 8 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)”

และร้อยละ 1.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเศรษฐกิจ กลุ่มพัฒนาหนองแขม และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร โดยตัวอย่าง ร้อยละ 45.50 เป็นเพศชาย และร้อยละ 54.50 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.70 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 16.90 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.55 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.60 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 29.25 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 93.75 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.80 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.45 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 43.15 สถานภาพโสด ร้อยละ 54.05 สมรส และร้อยละ 2.80 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.35 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 10.25 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 25.95 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.40 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 46.15 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 9.90 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 7.85 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 26.00 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 28.25 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 0.25 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 8.30 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 24.05 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.30 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ตัวอย่าง ร้อยละ 23.50 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 0.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 4.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 29.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 15.80 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 8.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 5.10 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.85 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 1.65 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.80 ไม่ระบุรายได้

นิด้าโพล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก นิด้าโพล

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก เตรียมถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก เตรียมถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

เอกนิติ เผยเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก เตรียมถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. นี้

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.09 น.

“เอกนิติ” เตรียมต่อยอดความเชื่อมั่นประเทศไทย หลังเศรษฐกิจไทยรับสัญญาณบวก 2 เด้งในวันเดียวกัน สถาบัน S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือ BBB+ ขณะที่ IMD ขยับอันดับขีดความสามารถการแข่งขันไทยพุ่งขึ้น 4 ขั้น มาอยู่ที่ 26 ของโลก เตรียมงัดกลไก กรอ. ภายใต้การนำของนายกฯ “อนุทิน” ประชุมนัดแรก 22 มิ.ย. นี้ ทันที เพื่อชูจุดแข็ง และนำจุดอ่อนมาแก้ไข ลุยรื้อโครงสร้าง 4 ด้าน “โครงสร้างพื้นฐาน-การค้า-กฎระเบียบ-แรงงาน” พร้อมจ่อเปิดตัว “Thailand Fast Pass” โมเดลแก้กฎหมายดึงการลงทุนแบบไม่ต้องพึ่งงบประมาณ

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2569 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ว่าการคงอันดับครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยและเสถียรภาพด้านการคลัง พร้อมประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 2% ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย และเอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรวมถึงการลงทุนตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน(18 มิ.ย. 2569) สถาบัน IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยมีอันดับดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 จากกว่า 70 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งผลการจัดอันดับล่าสุดนี้ มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่รัฐบาลจะนำมาพิจารณาและหาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นจากการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันจันทร์ ที่ 22 มิ.ย. 2569 นี้

นายเอกนิติ กล่าวว่า กรอ. จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ส่วนตนเองเป็นรองประธาน ซึ่งล่าสุดให้มอบให้ฝ่ายเลขานุการ กรอ. จัดเตรียมวาระการประชุมให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Moody’s และ สถาบัน IMD ให้ความสนใจ คือทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว

สำหรับแนวทางการทำงานของ กรอ. ชุดนี้ จะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานในหลายด้าน ทั้งด้านพลังงานซึ่งประเทศไทยยังพึ่งพาอยู่มาก ด้านเทคโนโลยี ด้านกำลังคนและแรงงาน และด้านการแก้ไขกฎระเบียบ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ Thailand Fast Pass ที่พิสูจน์แล้วว่าการแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบสามารถช่วยส่งเสริมการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในวันอังคาร ที่ 23 มิ.ย. 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย

“ทั้ง Moody’s และ S&P ที่คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย ต่างให้ความสำคัญกับการลงทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการแก้ไขปัญหากฎระเบียบ ซึ่ง Thailand Fast Pass เป็นเพียงต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ เพียงปลดล็อกกฎระเบียบก็สามารถขับเคลื่อนการลงทุนได้ คือบางเรื่องเราไม่ต้องใช้เงินเลย เราปลดล็อกก็ขับเคลื่อนไปได้” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศภายใต้ กรอ. ในระยะต่อไป จะมีการจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อขับเคลื่อนใน 4 ด้านหลักๆ ประกอบด้วยคณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการค้าและความสามารถในการแข่งขัน ด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ และด้านแรงงาน โดยเชื่อว่าหากดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นภายในระยะเวลา 3-4 ปี ทั้งนี้แนวทางการทำงานจะอิงรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเช่นเดียวกับยุครัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. คลัง กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ออกมามีทั้งส่วนที่ปรับตัวดีขึ้นและลดลงนั้น สถาบัน IMD ได้แบ่งการประเมินออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคเอกชน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในด้านประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจนั้นพบว่าตัวชี้วัดด้านการค้าระหว่างประเทศปรับลดลงจากอันดับ 4 มาอยู่อันดับ 9 เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าค่อนข้างมาก ทำให้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการลงทุนระหว่างประเทศปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่อันดับ 24 ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงอยู่ที่อันดับ 38 เท่าเดิม

ในขณะที่ด้านประสิทธิภาพภาครัฐอันดับโดยรวมอยู่ที่ 32 เท่าเดิม แต่ตัวชี้วัดด้านการคลังปรับดีขึ้นจากอันดับ 31 มาอยู่อันดับ 29 โดยเฉพาะความง่ายของระบบภาษีที่ดีขึ้นจากอันดับ 8 มาอยู่อันดับ 7 ซึ่งเป็นผลจากการนำระบบดิจิทัลมาใช้มากขึ้น อาทิ ระบบ e-Tax Invoice ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ส่วนตัวชี้วัดด้านกฎหมายธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตต่าง ๆ ยังคงทรงตัว และเป็นเรื่องที่นายปกรณ์ต้องเข้ามาดูแลปรับปรุงต่อไป

ทางด้านประสิทธิภาพภาคเอกชนประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น โดยตัวชี้วัดด้านศักยภาพของภาคเอกชนปรับขึ้นจากอันดับ 39 มาอยู่อันดับ 37 ส่วนตัวชี้วัดด้านเสถียรภาพภาคการเงินอยู่ที่อันดับ 36 ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นด้านที่มีอันดับยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ในอันดับ 56 และด้านการศึกษาซึ่งอยู่ในอันดับ 52

“ตัวชี้วัดที่น่าเป็นห่วงที่สุดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน คือความเข้มข้นในการพึ่งพาพลังงาน หรือ Energy Intensity ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 67 สะท้อนการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำเข้าในระดับสูง โดยมูลค่าการนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของจีดีพีจึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงของประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามในประเด็นที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับจากสถาบัน IMD เป็นปีแรกและอยู่ในอันดับ 27 ใกล้เคียงกับไทยมาก นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยต้องมองเวียดนามในฐานะพันธมิตรและคู่ค้ามากกว่ามองเป็นคู่แข่ง ซึ่งจากการพบปะกับประธานาธิบดีเวียดนามทั้ง 2 ประเทศมองตรงกันว่าควรมีการพัฒนาร่วมกัน โดยเวียดนามมีความเข้มแข็งด้านเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และกำลังแรงงานด้านวิศวกรรมจำนวนมาก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านการแปรรูปอาหารและวัตถุดิบ จึงควรร่วมมือกันเพื่อเติบโตไปด้วยกัน
นายเอกนิติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่วิกฤตด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤตด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ประชาชนยังสัมผัสได้ โดยต้นเหตุของราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาจากต้นทุนพลังงานที่แพง ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

ในส่วนของสถานการณ์ตลาดเงินและตลาดทุน ขณะนี้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนจากอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพและวิกฤตทางการคลัง ขณะที่การที่ประเทศไทยยังคงยืนยันในเรื่องวินัยทางการคลังและความพยายามในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสะท้อนออกมาในภาพของตลาดทุนไทยที่ปรับตัวดีขึ้นในวันนี้

ชัดเจน สถานะ ไทย ใน UNESCO ซาบีดา แจง เป็นบอร์ดบริหารชุดใหญ่มีอำนาจกำหนดทิศทางองค์กร

ชัดเจน สถานะ ไทย ใน UNESCO ซาบีดา แจง เป็นบอร์ดบริหารชุดใหญ่มีอำนาจกำหนดทิศทางองค์กร

ชัดเจน สถานะ ไทย ใน UNESCO ซาบีดา แจง เป็นบอร์ดบริหารชุดใหญ่มีอำนาจกำหนดทิศทางองค์กร

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.42 น.

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้บนโลกสังคมออนไลน์มีการพูดคุยถกเถียงดรามากับเรื่องราวของประเทศกัมพูชาที่ได้รับเลือกจากองค์การยูเนสโกให้ดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ขององค์การยูเนสโก จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ต่อไปกัมพูชาอาจจะอาศัยตำแหน่งในคณะกรรมการดังกล่าว ในการผลักดัน หรืออ้าง วัฒนธรรมของตนเองให้เป็นมรดกโลก รวมถึงอาจจะกีดกันประเทศไทย ในการเสนอวัฒนธรรมต่างๆเข้าสู่การพิจารณารดกโลกหรือไม่

จนล่าสุดวานนี้ 19 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ โพสต์ข้อมูลชี้แจงประเด็นร้อนกับสถานะของประเทศไทยในองค์การยูเนสโก หรือ UNESCO เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนให้กับประชาชน โดยระบุว่าประเทศไทยนั้นได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารมาตั้งแต่ปี 2025 และจะดำรงตำแหน่งไปจนถึงปี 2029 ครบวาระ 4 ปี ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ เป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ กำหนดทิศทางองค์กร และดูแลทุกภารกิจของ UNESCO ในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหาร UNESCO อยู่แล้วตั้งแต่ปี 2025 และจะดำรงตำแหน่งต่อไปถึง ปี 2029 (วาระ 4 ปี) ซึ่งเรียกว่า UNESCO Executive Board โดยคณะกรรมการชุดนี้ ถือเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางองค์กร และดูแลทุกภารกิจของ UNESCO ซึ่งในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก มีประเทศที่เป็นคณะกรรมการ คือ เวียดนาม อินเดีย เกาหลีใต้ จีน ปากีสถาน มาเลเซียรวมทั้งประเทศไทย #กระทรวงวัฒนธรรม #UNESCO #ซาบีดาไทยเศรษฐ์”

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

หลังจากโพสต์ของ เพจเฟซบุ๊ก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เผยแพร่ออกไปบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“มันต้องแบบนี้ครับ สนับสนุนเต็มที่ครับ””

“เห็นมั้ย ถ้าออกมาแสดงความเห็นบ้าง ประชาชนสนับสนุน เทิดทูนการทำงาน ขอบคุณที่ดูแลผลประโยชน์ของชาติ”

“เริ่ดดดด”

“สวยเก่งที่สุดค่ะ”

“ไทยเป็นหนึ่งใน คณะกรรมการบริหารยูเนสโก (UNESCO Executive Board) “ มีอำนาจหน้าที่และตำแหน่งใหญ่กว่าคณะกรรมการเฉพาะกิจอื่นๆ ของยูเนสโก ” เนื่องจากทำหน้าที่เป็น “บอร์ดบริหาร” คอยกำกับดูแลนโยบายและติดตามการดำเนินงานภาพรวมทั้งหมดของยูเนสโก”

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

ซึ่ง องค์การยูเนสโก หรือ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ เป็นองค์การชำนาญพิเศษของสหประชาชาติ ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ผ่านความร่วมมือทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม เพื่อยกระดับความเคารพต่อความยุติธรรม หลักนิติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดยยูเนสโกมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์มรดกโลกทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม ตลอดจนการส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการสื่อสารเสรี นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาที่ทั่วถึงและเท่าเทียม รวมถึงการสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลก ทั้งนี้ ยูเนสโกทำหน้าที่เป็นเวทีกลางให้ประเทศสมาชิกจากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้และกำหนดนโยบายเพื่อสร้างความก้าวหน้าและการพัฒนาที่ยั่งยืนให้แก่สังคมมนุษย์ในระดับสากล

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“บางครั้งการเมืองถูกมองเป็นเรื่องของโควตามากจนคิดว่า บางคนอาจจะยังอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไร หรือบางคนอาจจะเป็นบุคคลที่สำคัญ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งตรงนี้นายกฯแสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่มีใครที่จะสามารถยึดเก้าอี้เป็นของตัวเองได้นาน ถ้าไม่ทำงาน”

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

ภูมิใจไทยวอล์กเอาท์ กมธ.ถกเดือด ปชน.จับพิรุธTH-AI

ภูมิใจไทยวอล์กเอาท์ กมธ.ถกเดือด ปชน.จับพิรุธTH-AI

ภูมิใจไทยวอล์กเอาท์ กมธ.ถกเดือด ปชน.จับพิรุธTH-AI

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภูมิใจไทยวอล์กเอาท์ กมธ.ถกเดือด ปชน.จับพิรุธTH-AI ‘ศุภชัย’โวยลั่นไร้อำนาจ ไอซ์-โรมไม่สนลุยขยี้ต่อ ปลัดดีอียันโปร่งใสไร้ฮั้ว ปัดเอื้อประโยชน์เอกชน

“พรรคส้ม” ผนึกกำลังไล่บี้เค้นพิรุธโครงการฉาว “TH-AI Passport” ถกเดือด 2 กมธ.สภาฯ “โรม” ส่อเค้าทุจริต “ศุภชัย” ซัด “ไอซ์” กลางห้องประชุม ชงเองกินเอง ยัดวาระตรวจสอบตามใจชอบ“ซ้ำซ้อน-ไร้อำนาจ” แนะให้ปธ.สภาฯชี้ขาด กรรมาธิการฯไหน มีอำนาจกันแน่ ก่อนวอล์กเอาท์ไม่ร่วมสังฆกรรมฉะ‘ไอซ์-โรม’ใช้กมธ.เป็นเครื่องมือบดขยี้อัดปชน.เซ็ตอัพรุมกล่ม‘ปลัดดีอี’แจงกมธ.ยิบยันกระบวนการทำงานเกือบปี ไม่ใช่31วัน เคลียร์ปมใช้เงินนอกงบประมาณโปร่งใสผ่านบอร์ดกลาง ปัดเอื้อประโยชน์เอกชน-ไร้ฮั้วประมูล ย้อนจะให้ยกเลิกด้วยเหตุอะไร ย้ำทำถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง ‘ณัฐพงษ์’ โผล่ซัดยันไม่ได้เซ็ทอัพมา ขณะ ‘ชาดา’ท้าถ้ามั่นใจให้ยื่น ป.ป.ช.เลย

เมื่อเวลา09.30น. ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประขาชน ในฐานะประธานกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการ TH-AI Passport หลังมีการทำประชาพิจารเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

‘ไอซ์’แซะ’นายกฯดูข้อมูลให้ครบก่อน

น.ส.รักชนก ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมถึงท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งแสดงท่าทีว่าจะดำเนินโครงการนี้ว่า ตนตั้งคำถามว่านายกฯไม่เคยติดตามข่าวสารในเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะไม่มีใครรายงาน ตนเข้าใจว่านายกฯงานเยอะ แต่ก่อนนายกฯจะให้สัมภาษณ์เรื่องอะไร อยากให้ท่านมีความมั่นใจกับข้อมูล เหมือนก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการไทยช่วยไทยและหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งตนมั่นใจว่านายกไม่ทราบรายละเอียด โดยเชื่อว่าโครงการนี้นายกฯก็ไม่ทราบรายละเอียดเช่นกัน จึงอยากให้คนที่อยู่ใกล้ชิดให้ข้อมูลรายละเอียดก่อนที่จะตอบออกมาเหมือน คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ทางคณะกรรมาธิการต้องสอบถาม ในการทำประชาพิจารณ์นี้ มีการใช้งบประมาณเดียวกันกับงบประมาณที่จะใช้ในการเปิดตัวหรือไม่ เพราะว่าตาม TOR ระบุไว้ว่า ต้องจัดงานเปิดตัวโครงการที่มีผู้ร่วมรับฟังไม่ต่ำกว่า 200 คน ตนจะสอบถามเรื่องนี้ในที่ประชุมวันนี้

ย้ำยังเดินหน้าลุยไฟ-มีราคาที่ต้องจ่าย

เมื่อถามถึงขั้นตอนหลังจากการประชุมในวันนี้ น.ส.รักชนก กล่าวว่า วันนี้มีหน่วยงานตรวจสอบเข้าร่วมประชุมเช่นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง. )สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)คิดว่าหลังการประชุมวันนี้จะได้รวบรวมหลักฐานข้อมูลที่มีอยู่ยื่นตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตนในฐานะพรรคประชาชนได้ชี้ให้เห็นถึงความน่าสงสัยในโครงการนี้มาโดยตลอด ความคาดหวังคือ อยากให้ยกเลิกโครงการ ถ้าหากอยากจะทำจริงๆจะต้องไปตั้งโครงการเพื่อใช้งบประมาณในปีถัดไปเพื่อทำให้โครงการทุกอย่างถูกต้องไร้ข้อครหานี่คือธงหลักเป็นเป้าหมายของพรรค

“แต่ถ้านายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเดินหน้าลุยไฟ ก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ดิฉันคิดว่ามีราคาที่ต้องจ่าย”น.ส.รักชนก กล่าว

‘โรม’ส่อทุจริตปูดอาจเชื่อมโยง‘น้ำมันเถื่อน’

ด้าน นายรังสิมันต์ กล่าวว่าวันนี้เป็นการประชุมร่วมกันระหว่างกมธ.ติดตามงบฯและกมธ.กฎหมายฯที่เปิดให้มีการถ่ายทอดสดเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนรับได้ฟังตลอดจะได้เห็นท่าทีของแต่ละหน่วยงานต่อโครงการTH-AI Passport ต้องยอมรับว่าโครงการนี้มีปัญหาไม่ใช่สิ่งที่พวกเราคิดไปเองโดยมีภาคประชาชนและกลุ่มคนหลายฝ่ายออกมาคัดค้านเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าโครงการนี้มีปัญหาแต่สิ่งหนึ่งที่เน้นย้ำคือนี่ไม่ใช่เพียงแค่โครงการอย่างเดียว แต่มีปัญหาเรื่องการทุจริต

นายรังสิมันต์ระบุว่าสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปหลังจากนี้หากโครงการมีการทุจริตเกิดขึ้นจริงสิ่งที่ตามมาคือการฟอกเงิน เงินจะถูกทำให้ขาวสะอาดและไหลเข้าสู่วงการเมือง รูปแบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่การต่อสู้ต่อการทุจริต แต่เป็นการต่อสู้กับปัญหาอาชญากรรมที่อาจจะมีนักการเมืองหรือนักธุรกิจเข้าไปเกี่ยวข้องนอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับโครงการ TH-AI Passport คือการมีผู้ร้อง ร้องมาว่าอาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมันเถื่อนซึ่งจะต้องดูข้อมูลของผู้ร้องอีกครั้ง แต่ตนจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งพวกเราจะติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง

กมธ.แท๊กทีมไล่ทุบTH-AIเดือด

เวลา09.45น.ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร โดยมี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ(กมธ.)พร้อมด้วย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานร่วมการประชุม 2 กรรมาธิการฯเพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องร้องเรียนกรณีการดำเนินการตามกฎหมายในการจัดทำโครงการส่งเสริมการเข้าถึงบริการปัญญาประดิษฐ์ หรือ TH-AI Passport ของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แจก AI ใช้ฟรี 5 ล้านสิทธิ วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ที่ยังมีข้อสงสัยหลายประการ ทั้งเรื่องความคุ้มค่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและเงื่อนไขในร่างขอบเขตงาน

โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงอาทิรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,ปลัดกระทรวงฯ, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเลขาธิการ ป.ป.ช.ทั้งนี้ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาให้ข้อมูลด้วยแต่นายไชยชนกได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯมาให้ข้อมูลแทน

‘ศุภชัย’ซัดไม่มีอำนาจพิจารณาซ้ำซ้อน

โดยน.ส.รักชนกชี้แจงต่อที่ประชุมว่าได้มีการส่งหนังสือไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้วในการประชุมแต่ละครั้งก็จะให้มีการบันทึกการประชุมอย่างละเอียดเพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา

ภายหลังน.ส.รักชนกชี้แจงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ลุกขึ้นทักท้วงกลางที่ประชุมว่ากรรมาธิการทั้งหมดนั้นยังไม่ได้มีมติที่ชัดเจนว่าจะมีการพิจารณาในเรื่องใดและเห็นว่ากรรมาธิการในชุดนี้ไม่น่าที่จะมีอำนาจในการพิจารณา มีการพิจารณาซ้ำซ้อนกับกรรมาธิการอื่นก็จะทำให้ผู้ชี้แจงมีความสับสน

ภท.อัดประชุมไม่เป็นไปตามข้อบังคับ

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกมธ.กล่าวว่าได้มีความสงสัยว่าในการประชุมครั้งนี้เป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่เพราะตามข้อบังคับการประชุมร่วมกันนั้นไม่ว่าจะกี่วาระก็ตามจะต้องมีการยื่นไปที่ประธานคณะกรรมาธิการในชุดนั้นๆเพื่อให้พิจารณาว่าจะให้มีการประชุมร่วมกันหลายๆคณะหรือไม่ โดยส่วนตัวได้พยายามสอบถามเจ้าหน้าที่ของคณะกฎหมายซึ่งปรากฏว่าไม่มีความชัดเจนว่ามีการยื่นเรื่องไปหรือไม่

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่าประการต่อมาคือหากมีการประชุมร่วมกันในลักษณะนี้โดยเฉพาะวาระในวันนี้คาดว่าน่าจะเป็นกมธ.ชุดที่รับผิดชอบมากกว่าซึ่งจะเป็นกมธ.วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ตนสงสัยว่าได้ยื่นเรื่องไปยังกมธ.ชุดนี้หรือไม่ ส่วนตัวก็ได้รับคำยืนยันว่ามีการยื่นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า เมื่อมีการประชุมในสัปดาห์หน้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมประชุม เนื่องจากจะเป็นการเสียเวลาในการชี้แจง

ฉะ‘ไอซ์’ชงเองกินเองยัดวาระตรวจสอบ

นายศุภชัยชี้แจงต่อว่าแม้กมธ.จะมีการบรรจุเข้าที่ประชุมแล้ว แต่ส่วนตัวเห็นว่า เป็นการดำเนินการโดยความเห็นของประธานฯเท่านั้น ในความเป็นจริงกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ไม่ได้พิจารณาในเรื่องนี้ และไม่ควรเอาความเห็นประธานฯเพียงคนเดียวมาบรรจุเป็นวาระ ทุกอย่างมีขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาอยู่ หากมีข้อสงสัย ก็จะต้องให้มีชี้ขาดโดยสส.ว่าโครงการ TH AI Passport อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของกมธ.ชุดใดจึงไม่อยากทำเรื่องนี้ให้ผิดกระบวนการ

‘ศุกชัย’วอร์กเอ้าท์ไม่ร่วมสังฆกรรม

อย่างไรก็ตามในที่ประชุมยังไม่สามารถตกลงในเรื่องนี้ได้ชัดเจน ทำให้นายศุภชัยรวมถึงกมธ.บางส่วนได้ออกจากห้องประชุมและไม่ร่วมสังฆกรรมในตรงนี้ โดยให้เหตุผลว่าการพิจารณาในวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนจึงควรให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ชี้ขาดว่ากมธ.ชุดใดมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ

ซัด‘ไอซ์-โรม’ใช้กมธ.เป็นเครื่องมือบดขยี้

ต่อมา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเดินออกจากห้องประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณและกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร หลังประท้วงน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ติดตามงบฯและนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯว่าเหตุผลที่ตนตัดสินใจออกมาจากห้องประชุมตนเข้าใจประธานทั้ง2คนของพรรคประชาชนที่ต้องการบดขยี้เรื่องโครงการTH-AI Passport ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)ก็พร้อมที่จะชี้แจงไม่มีปัญหา แต่วันนี้ที่ตนได้แสดงจุดยืนคือกมธ.กฎหมายฯไม่มีอำนาจและหน้าที่ใดๆในการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากเรื่องนี้อยู่ในเรื่องของกมธ.ติดตามงบฯหรือกมธ.การศึกษาฯก็ว่าไป แต่การให้กมธ.การกฎหมาย มาพิจารณาร่วมตนคิดว่าประธาน กมธ.การกฎหมายฯอาจจะได้รับเรื่องที่ยังคลุมเครืออยู่ซึ่งยังไม่มีมติเห็นด้วยออกมา เป็นการดำเนินการเพียงลำพัง

นอกจากนี้การประชุมร่วมกันในลักษณะนี้ต้องมีขั้นตอนตามกฎหมาย ตามข้อบังคับซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และยังมีขั้นตอนมากมาย และตนมองว่าทุกอย่างยังดูคลุมเครือการคลุมเครือแบบนี้ ผมต้องการให้กมธ.กฎหมายฯซึ่งเป็นกมธ.อันดับหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรอย่าทำเป็นเล่นโดยผมได้พูดว่า I deal process หลักยุติธรรม ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ผมไม่ว่านายรังสิมันต์ หรือ น.ส.รักชนก หรอกแต่ถ้าหากอยากจะมาเล่นเรื่องนี้ ผมก็ไม่ว่าแต่วิธีการเล่นเอาแบบเด็กๆ เอาหัวสองหัวมาชนกัน ไอ้เนี่ย เด็ก และอย่ามาใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือ

เหน็บ‘ปธ.กมธ.’ไม่ใช่‘ปธ.บริษัท’

“การเป็นประธาน กมธ. ไม่ใช่เจ้าของประธานบริษัท มันมีพรรคการเมืองหลายพรรคเข้ามาร่วม มันต้องเป็นมติร่วมกัน ผมจึงได้แสดงจุดยืนถ้าผิดข้อบังคับ ก็อาจจะผิดจริยธรรม หากผิดจริยธรรมก็ถูกพ้นการเป็นสส.ผมขอไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย และไม่เห็นด้วยที่จะให้ กมธ.การกฎหมายประชุมเรื่องนี้ แต่ผมจะเข้าไปฟังเล่นๆ จิบน้ำชา จิบกาแฟ ก็ไม่เป็นไร ผมไปนั่งดูประธาน 2 ประธาน กมธ. ดำเนินการประชุมแบบข้ามหัว ซึ่งมั่วกันแบบนี้ ประเทศไทยจึงติดกับเล่นๆอยู่แบบนี้” นายศุภชัย กล่าว

เมื่อถามว่าจะมีการหารือกับประธานสภาฯเรื่องนี้หรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ตามหลักการประชุมจะต้องมีการหารือก่อน แต่นี่เป็นการใช้วิธีซิกแซกเอาเรื่องเข้าไปที่กมธ.นี้และผูกโยงเรื่องไปยังกมธ.ติดตามงบฯและกมธ.กฎหมายบางทีความหมายของคำว่าสิทธิมนุษยชนก็ไปดูคนที่อยู่ในคุกแต่วันนี้เรื่องAIก็กลายเป็นสิทธิมนุษยชนขึ้นมา แล้วเอาเข้าเป็นวาระการประชุม แบบนี้เรียกว่าตะแบง แต่ตนจะไม่ส่งเรื่องนี้ไปยังประธานสภาฯเพียงแค่อยากให้ยึดหลักกฎหมาย

ปลัดดีอีแจงกมธ.ยิบโครงการTH-AI

ผู้สื่อข่ารายงานว่า นายพชรอนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมร่วม2คณะกรรมาธิการฯเกี่ยวกับข้อสงสัยต่อความเร่งรีบในการดำเนินโครงการ TH-AI Passport โดยได้นำเสนอรายละเอียดไทม์ไลน์เชิงลึกของกระบวนการทำงานเพื่อตอบคำถามสังคมที่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการดังกล่าวมีการดำเนินการที่รวดเร็วผิดปกติ โดยระบุว่าเป้าหมายของจำนวนประชาชนที่ต้องการให้รู้จักและเข้าถึงการใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)นั้นไม่ได้เพิ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างเร่งรีบในรัฐบาลปัจจุบัน แต่เป็นแผนงานที่มีการหารือและจัดทำมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2565ในสมัยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

โดยได้มีการดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2567 โดยทั้งสองช่วงเวลาดังกล่าวมีการกำหนดแผนงาน แผนปฏิบัติการแม่บท และแผนปฏิบัติการต่างๆ ในส่วนของกรอบเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ในสมัยของ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการกำหนดเป้าหมายเชิงรุกให้มีผู้ใช้งานหรือรู้จัก AI จำนวน 20 ล้านคนภายในปี พ.ศ. 2570 แต่เนื่องจากคณะกรรมการขับเคลื่อนชุดเดิมแต่งตั้งขึ้นโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจึงส่งผลให้เกิดการขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงานทางกระทรวงดีอีจึงได้นำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างจัดตั้งคณะกรรมการ AI ให้เป็นคณะกรรมการระดับชาติในรูปแบบคณะกรรมการถาวรโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นสำเร็จในปี พ.ศ. 2569 โดยยังคงยึดกรอบเป้าหมายเดิมคือการขับเคลื่อนให้มีผู้เข้าถึง AI จำนวน 20 ล้านคนเช่นเดิมหลังจากนั้นในช่วงปลายเดือนกันยายนที่มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอีกครั้ง ได้มีการกำหนดแนวนโยบายเร่งด่วนประกอบด้วย 5 เสาหลัก เพื่อผลักดันการพัฒนาทักษะและการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยมีกรอบเป้าหมายขั้นต่ำในการขับเคลื่อนเฟสแรกอยู่ที่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของกรอบเป้าหมายหลักที่ตั้งไว้

ยันทำตามขั้นตอนโปร่งใสผ่านบอร์ด

ในส่วนของแหล่งเงินทุนที่นำมาสนับสนุนโครงการ นายพชรระบุว่า เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาเริ่มปฏิบัติงานจริงในวันที่ 1 ตุลาคม ทรัพยากรจากงบประมาณปกติประจำปีของกระทรวงมีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ทางกระทรวงจึงได้พิจารณาแหล่งทุนสนับสนุนอื่นที่มีศักยภาพและสามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายได้ทันที ซึ่งก็คือกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกองทุนดีอี ซึ่งในขณะนั้นมีเงินทุนหมุนเวียนหน้าตักพร้อมใช้งานอยู่เกือบ 2,000 ล้านบาท ทางกระทรวงจึงได้นำวงเงินดังกล่าวมาพิจารณาออกแบบโครงการ โดยดำเนินการสืบราคาและจัดทำราคากลางตามแนวปฏิบัติปกติของทางราชการทุกประการ

สำหรับข้อสงสัยและข้อครหาของสังคมที่ระบุว่าการใช้เงินนอกงบประมาณจากกองทุนดีอีส่อถึงความไม่โปร่งใส เนื่องจากไม่ได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรนั้น ปลัดกระทรวงดีอีชี้แจงว่ากระบวนการใช้เงินนอกงบประมาณของกองทุน ไม่ได้มีความง่ายอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการคัดสรรและกลั่นกรองอย่างเข้มงวดเป็นลำดับชั้น โดยคณะกรรมการผู้พิจารณาอนุมัติไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงดีอี แต่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานกลางและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ร่วมเป็นกรรมการคณะกรรมการกลางชุดนี้จะเป็นผู้ตรวจสอบและกลั่นกรองจนนำไปสู่ขั้นตอนการยกร่างข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายอย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน

ยันกระบวนทำงานเกือบปีไม่ใช่31วัน

ปลัดดีอียังยืนยันว่า กระบวนการจัดทำโครงการ TH-AI Passport ได้ผ่านขั้นตอนการเตรียมการและดำเนินงานฝังตัวมาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม กันยายน และตุลาคม ซึ่งเป็นโครงการที่มีฐานงานเดิมรองรับอยู่แล้ว จนกระทั่งสามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามในสัญญาจ้างได้เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569

พร้อมย้ำว่ากระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นศึกษา ยกร่าง จนถึงวันลงนามในสัญญานั้นใช้เวลารวมกันเกือบ 1 ปีเต็ม ไม่ใช่การเร่งรัดดำเนินการภายในระยะเวลา 31 วันตามที่มีกระแสข่าวทำให้เกิดความสับสนในสื่อต่างๆ แต่อย่างใด

นายธีระชาติ ก่อตระกูล ทีมงานของผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สอบถามปลัดดีอี ถึงการแก้ทีโออาร์ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 10 พ.ย.ในการเข้าครม.เศรษฐกิจ เพื่อแก้กรอบเวลาจาก 90วัน เหลือ 30วันเมื่อเอกสารออกมาวันที่ 15ธ.ค.ตอนทําประชาพิจารณ์ ท่านทราบหรือไม่ว่า มีการแก้ไข และได้รับทราบหรือไม่ว่า นอกเหนือจากการแก้มีการเพิ่มจอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อเข้าไปหลังจากนั้น ในเวลาห่างกันนิดเดียวจากการยุบสภาฯ และท่านทราบหรือไม่ว่า ใครเป็นคนแก้ไขข้อมูลตรงนี้ นอกจากนี้ ยังมีคนค้นพบแอปพลิเคชันที่ชื่อเดียวกัน 100% เป็นความบังเอิญหรือว่าท่านคิดเองในทีโออาร์ชุดนี้

ปลัดดีอีระบุว่าการนําเสนอครม คือการนําเสนอโครงการ ไม่ใช่ทีโออาร์ เพื่อเป็นกรอบการทํางาน ซึ่งมีกรอบเวลา รวมถึงวิธีการดําเนินงานแล้วจึงนําไปสู่ทีโออาร์ขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สมมุติว่าโครงการนี้จะสร้างถนน 10 กิโลเมตร ภายใน 90 หรือ 120 วัน แต่เมื่อทําจริง เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลนั้นเร่งด่วน เรามั่นใจว่ามีการเทสตลาด และมีคนสนใจในระดับหนึ่ง จึงร่นระยะเวลาลง เพื่อให้ถนนเส้นนี้เสร็จได้ภายในระยะเวลา 60 วัน ไม่ใช่ 90 วัน

ปัดเอื้อประโยชน์เอกชน-ไร้ฮั้วประมูล

ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ถามถึงเรื่องกฎหมายที่มีการแจ้งว่าอาจมีการฉ้อฉลในโครงการดังกล่าว จึงอยากขอดูสัญญา เนื่องจากจะขัดกับทีโออาร์ไม่ได้ เพื่อมาดูว่า จะผิดตามพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้าง หรือการฮั้วประมูลหรือไม่ปลัดดีอีระบุว่าต้องขออนุญาตทางบริษัทด้วย เนื่องจากเป็นกันเซ็นสัญญาร่วมกัน ขณะที่นายรังสิมันต์ย้ำว่าต่อให้ตัวสัญญาเกี่ยวพัน แต่คงไม่มีอะไรใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ จึงขอใช้อํานาจกรรมาธิการในการขอ ซึ่งหากไม่ให้ ท่านก็ต้องให้เหตุผล ไม่ใช่พูดถึงบริษัทเอกชนและหากกระทบต่อความมั่นคง ก็สามารถตีลับได้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเปิดเผยต่อกรรมาธิการไม่ได้ พร้อมมองว่า หนังสือที่กรรมาธิการขอไป สามารถใช้ในการส่งเอกสารมาได้เลย ไม่จําเป็นต้องทําเอกสารซ้ำ จริงๆสามารถเปิดเผย ณ ตอนนี้ได้เลย

ขอแจ้งเอกชนพร้อมส่งTORให้สอบ

ปลัดดีอียืนยันว่าไม่ใช่ความลับ อย่างน้อยต้องแจ้งให้กับบริษัททราบ เนื่องจากเป็นสัญญาซื้อจ้างมาตรฐาน คิดว่าผู้รับจ้างคงไม่ติดขัด แต่ด้วยความเป็นราชการขอเวลา จะรีบส่งให้ ต้องมีการลงนามด้วยกัน ไม่เช่นนั้นความเสี่ยงจะตกอยู่ที่เจ้าหน้าที่ อาจจะส่งได้ในช่วงบ่ายวันนี้

ปลัดดีอี ชี้แจงว่า แนวคิดนี้มีมาก่อนที่ตัวเองเข้ามาอยู่ภายใต้กรอบเป้าหมาย ตั้งแต่พฤษภาคม 68 แล้วจึงนํามาจัดทําเป็นโครงการ ส่วนการแก้ไขสัญญานั้น โดยธรรมชาติราชการเอาเปรียบเอกชน 100% อยู่แล้ว มีการสงวนสิทธิ์เป็นสัญญามาตรฐาน ในขณะที่ราคามาตรฐาน เนื่องจากเป็นโครงการที่มีหลายสิ่งรวมกัน จึงใช้ราคาตลาดเป็นตัวอ้างอิง ย้ำว่า ใช้ตามมาตรฐานทั้งหมด

ไอซ์ตามบี้กระทุ้งถามTORก๊อปปี้

น.ส.รักชนกยังสอบถามถึงไทม์ไลน์โครงการ เนื่องจากนายไชยชนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีที่เสนอเข้ามาในรัฐบาลก่อน พร้อมถามไปยัง สตง.และกรมบัญชีกลางด้วย ยังถามอีกว่าทําไมต้องมีการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง พร้อมนําไปเปรียบเทียบกับโครงการ national credit bank ของกระทรวง อว. จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการก๊อปวางหรือไม่ และอยากทราบว่า คนที่ร่างทีโออาร์ได้มีการนํา ของเดิมมาหรือไม่

“หากบอกว่าไม่ได้ก๊อปดิฉันจะตกใจ เพราะว่ามีการซ้ํากัน 7-8 บรรทัด ที่มีตัวหนังสือเป๊ะ99.99% ต่างแค่คําว่าจอและจุด นี่คือการหลักการทั่วไปของการเขียน 2 ทีโออาร์โครงการที่คนละวัตถุประสงค์หรือไม่” นางสาวรักชนก กล่าว

สวนปมTORยังมีรายละเอียดอีกมาก

น.ส.รักชนกได้สอบถามถึงการแถลงข่าวที่ระบุเป็นการรับฟังความคิดเห็น สอดคล้องกับทีโออาร์หรือไม่ ที่จะต้องจัดให้มีการเปิดตัว และมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ํากว่า 200 คน มีการใช้งบประมาณในส่วนไหนมาจัดงาน โดยเฉพาะคําพูดของตัวแทนบริษัท ที่อาจมีความสัมพันธ์ หรือเคยทํางานในบริษัท Plan x มาก่อน ซึ่งตนเองก็พยายามจะเชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ที่เคยทําโครงการชื่อคล้ายกันมาก่อน และเป็นหนึ่งในบริษัทเป็นผู้ก่อตั้ง และมีความสัมพันธ์กับบริษัทที่ได้รับโครงการนี้ เป็นที่ผู้รับประโยชน์คนสุดท้ายเป็นคนเดียวกัน และการลบแอปพลิเคชันที่ชื่อเหมือนกันออกไป รวมถึงทําไทม์ไลน์ที่มีการเทสต์แอปพลิเคชันที่ดูมีความปกติ

ปลัดดีอี ชี้แจงว่าจริงๆแล้วท่านประธานรักชนกไม่ได้ถามคําถาม แต่ท่านเล่าเรื่องเองทั้งหมด ตนเองพูดไปหลายครั้งแล้ว เรื่องความแตกต่างของการทําโครงการและทีโออาร์สําหรับเรื่องการก๊อปปี้นั้น ถ้าดูทีโออาร์ทั้งหมด 40 หน้า ยังมีรายละเอียดอีกมาก จุดนี้คือเพียงไม่กี่ข้อในนั้น และไม่ใช่คุณสมบัติมาตรฐาน

ปลัดดีอีแจงTORจอประชาสันพันธ์

ปลัดดีอีชี้แจงถึงการประชาสัมพันธ์อีกว่าหากคนที่เข้ามาบิดแข่งกัน เสนอมาแล้วไม่เป็นตามนั้น คุณก็โดนตัดคะแนนเท่านั้นเอง คุณไม่ได้ ตก เราเปิดกว้าง ถ้าเสนอเท่าที่ทําได้ เราก็ตัดราคา ส่วนข้อมูลเอกชนนั้น ตนเองคงไม่อาจทราบได้ ย้ําว่า เป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่สาระสําคัญของคนที่จะได้หรือไม่ได้สําหรับเรื่องจอของร้านสะดวกซื้อมีคนพบเห็นวันละ 20 ล้านคน ขณะเดียวกันเราก็มีช่องทางสื่อสารในทางอื่นๆ อีก แต่เรื่องกระบวนการนั้น ตนเองไม่ทราบ เข้าใจว่าในธุรกิจ ก็อาจจะรู้แนวทางกับโครงการลักษณะนี้ ส่วนที่นางสาวรักชนกถามเป็นมองว่า เป็นเรื่องปกติหรือไม่นั้น ตนเองไม่สามารถตอบได้ ขอตอบเพียงข้อเท็จจริงอย่างเดียว

คณะร่างทีโออาร์ชี้แจงต่อถึงการระบุใช้จอในการประชันสัมพันธ์ว่า เรามีการใช้ข้อมูล ทั้งคนที่เคยจัดซื้อจัดจ้างหรือมาตรฐานราคากลาง เพื่อประกอบกัน เรื่องจอเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งในทีโออาร์ส่วนของออฟไลน์ ซึ่งเราเห็นจากการที่กระทรวง อว.ระบุไว้ในเว็บไซต์ การประกาศประกวดราคาและได้ผู้ชนะ เราจึงนำมาใช้เฉพาะส่วนที่จําเป็นกับโครงการนี้ ซึ่งมองว่าเหมาะกับการสื่อสารกับประชาชนทุกกลุ่มที่เข้าร้านสะดวกซื้อ ยืนยันว่ามีหลายรายที่สามารถเข้ามาประกวดราคาได้

ซัดปชน.เซ็ตอัพจ้องถล่ม-วอร์เอ้าท์รอบ2

เมื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ได้เข้าร่วมประชุมในภายหลัง

ทําให้นายศุภชัยกล่าวว่า”วันนี้ผมเองไม่ได้มีคําถามกับผู้ที่มาชี้แจง แต่ได้ข้อสรุปอยู่หนึ่งอย่างคือวันนี้ท่านเซ็ตอัพกันมา และยังเชิญผู้นําฝ่ายค้านฯ เข้ามาซัดเรื่องนี้ จึงขอไม่เข้าร่วมสังฆกรรมด้วย”และขอเดินออกจากที่ประชุม

เท้งโต้ไม่ได้เซ็ตอัพ-ยันมีข้อพิรุธ

นายณัฐพงษ์ ลุกขึ้นขอชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นการเซ็ตอัพ แต่ตนได้ติดตามไลฟ์สดผ่านสื่อมวลชน และมีข้อสงสัยที่อยากจะถาม โดยตนพึ่งได้ส่งข้อความมายังประธาน เพื่อขออนุญาตเข้าห้องประชุมเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นสำคัญในวันนี้ถ้าหากถามปลัดกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีตอบเป็นคำตอบในทิศทางเดียวกันคือ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบแต่อย่าลืมว่าเรามีหน่วยงาน ป.ป.ช. ขึ้นมาทำการตรวจสอบการคอรัปชั่น เพื่อให้การดำเนินโครงการถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งเรารู้ดีว่าอาจจะเป็นเรื่องของการให้ผลประโยชน์ทับซ้อน

ฝากปมมีผลประโยชน์ทับซ้อน

นายณัฐพงษ์ได้ขอตั้งคำถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในห้องประชุมนี้อย่างเช่น ป.ป.ช. ขอถามผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ว่า ถ้าพิจารณาตามข้อเท็จจริงด้วยสามัญสำนึก จากไทม์ไลน์ที่สังคมได้เห็นร่วมกัน พบว่าเคยมีแอพพลิเคชั่นจากเอกชน ใน App Store ซึ่งเนื้อหามีลักษณะเหมือนกันกับโครงการ TH-AI Passport โดยขณะนี้แอพพลิเคชั่นนั้นได้ถูกลบไปแล้ว อีกทั้งพบว่าทีโออาร์มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าทีโออาร์มีการล็อกสเปกขึ้น หรือมีความพยายามที่จะเขียนให้มีรายละเอียดที่มีความหมายคล้ายกันกับอีกหนึ่งกระทรวง รวมถึงภาพที่ปรากฎต่อสาธารณะว่าคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจอาจจะมีความเกี่ยวข้องโดยทางอ้อม มีความสัมพันธ์หรือมีอำนาจในโครงการนี้ หรือไม่ อยากสอบถามตัวแทนจาก ป.ป.ช. ว่าหากพิจารณาจากสามัญสำนึกในกรณีแบบนี้สามารถสงสัยได้หรือไม่ว่า มีการคุยกันเบื้องหลังหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน

ชาดา ท้าปชน.ยื่นปปช.สอบเลย

จากนั้นนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.จังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทยได้ยกมือและขอออกจากห้องประชุมเพราะมีความจำเป็นทีจะต้องไปหาหมอ ก่อนพูดในที่ประชุมว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ตนโง่ในเรื่องนี้ และไม่อยากจะฉลาดในเรื่องนี้ ตนไม่รู้ว่าโครงการ TH-AI Passport มีประโยชน์อะไรกันแน่ แต่ทุกคนก็ได้วิจารณ์กันไป เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ ก็ยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของโครงการนี้คืออะไร

“ตอนนี้เหมือนกับว่าพรรคประชาชน กำลังด้อยค่าโครงการของรัฐบาล ถ้าโครงการนี้มีเงื่อนงำจริง และมีการทำผิดหรือทุจริตจริง ไม่ต้องเรียกมาประชุม ไม่ต้องตั้งคำถาม ให้รวบรวมไปยื่น ป.ป.ช. และก่อนยื่นขอให้แถลงต่อสังคม”นายชาดา ระบุและย้ำว่าหากถ้าโครงการนี้มีการกระทำที่ทุจริตจริง ตนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ยืนยันว่าตนคงไม่เอาอนาคตทางการเมืองมาเสี่ยง จะไม่ร่วมทำลายประเทศอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องของหน้าจอ ของบริษัทแพลนบี เรื่องนี้ยอมรับว่าผู้บริหารแพลนบีนั้น มีความเกี่ยวข้องกับทางพรรคภูมิใจไทยจริง แต่ในกรณีที่มีการล็อกสเปกหรือไม่นั้น อยากให้พรรคประชาชนเก็บข้อมูลต่างๆ แล้วยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการ ไม่ต้องมาประชุมฟันตามนั้นได้เลยทำให้เต็มที่

ก่อนออกจากห้องประชุมนายชาดาได้เดินมาหาน.ส.รักชนกเพื่อลาออกไปจากห้องประชุม โดยน.ส.รักชนกได้พูดกับนายชาดาว่า”วันนี้คนของพรรคภูมิใจไทย ขัดขวางการประชุมทำให้ไม่ราบรื่น ฝากเอาเรื่องนี้ไปบอกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ด้วย”

ยันทำตามกระบวนการทุกอย่าง

น.ส.รักชนกกล่าวว่าเราเข้าใจว่า AI มีประโยชน์ แต่ท่านเข้าใจหรือยังว่าโครงการนี้มีปัญหา หากท่านยืนยันว่าโครงการนี้มีประโยชน์ก็ทำต่อ แต่ขอให้ยกเลิกโครงการรอบนี้1,600ล้านบาท แล้วเสนอโครงการนี้เข้ามาใหม่ในงบประมาณปกติ หรือจะใช้เงินกองทุนแบบเดิมก็ได้ แต่สิ่งที่เป็นข้อสังเกตของกรรมาธิการและสาธารณชนที่มองว่าทุจริต คอรัปชั่น ล็อกสเป็ก ฮั้วประมูล ท่านต้องเคลียร์สิ่งเหล่านี้ ทำไมท่านถึงเลือกที่จะลุยไฟ ปิดตา มองไม่เห็น ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้งหมด นี่เป็นสิ่งที่พวกเราไม่เข้าใจ

ด้านปลัดกระทรวงดีอีกล่าวว่าก็รับฟังทุกอย่างและดำเนินการอยู่ แล้วงบประมาณก็ไม่ได้บอกว่า ทำครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วจะเลิก

“เราก็นำโครงการนี้เข้ามาขอในงบประมาณปี70 ด้วย เพราะฉะนั้นการกล่าวหาว่าทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรืออะไรก็ตาม แต่เรายืนยันว่าทำตามกระบวนการทุกอย่าง แล้วจะให้ทำอย่างไรอีก แล้วอยู่ๆจะให้เรายกเลิกด้วยเหตุอะไร แล้วบริษัทก็จะมาฟ้องกระทรวง จะให้พวกผมทำอย่างไร ทั้งนี้ท่านต้องเข้าใจบริบทความเป็นราชการด้วย และถามย้ำว่าวันนี้ ให้ผมบอกยกเลิกด้วยเหตุอะไร เหตุที่ถูกกล่าวหาว่าไม่โปร่งใสก็ยังเดินตามขั้นตอนทุกอย่าง แล้วจะให้เราทำอย่างไร”ปลัดดีอี กล่าว

ในช่วงท้ายปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงค่อนข้างมีอารมณ์ทำให้นายรังสีมันต์ กล่าวว่า ตนเข้าใจในความรู้สึกของท่าน แต่เราทุกคนมีหน้าที่แตกต่างกัน พวกตนคือฝ่ายตรวจสอบอยู่ในสภาก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่