สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

วันนี้ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง ข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่ให้สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้

                   (1) รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินงบประมาณจำนวน 3,788,000 ล้านบาท (วงเงินเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569)

                   (2) เห็นชอบข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และมอบหมาย สงป. จัดพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเอกสารประกอบงบประมาณเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

                   (3) เห็นชอบการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (ครั้งที่ 2) ซึ่งปรับวันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร จากเดิม 1 -3 กรกฎาคม 2569 เป็น 29 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2569

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   สำนักงบประมาณได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 วรรคสอง โดยวิธีการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ผ่านเว็บไซต์สำนักงบประมาณ ระหว่างวันที่ 3 – 9 มิถุนายน 2569 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้าระบบรับฟังความคิดเห็น จำนวน 1,783 ราย และมีผู้แสดงความคิดเห็น จำนวน 236 ความคิดเห็น

                   ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นไปประกอบการวิเคราะห์ผลกระทบและการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และได้จัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   2. ข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   สำนักงบประมาณได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยได้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และได้มีการปรับรูปแบบให้มีความถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้นตามแบบการร่างกฎหมาย ตามที่ได้มีการประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 และตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีโครงสร้างของร่างพระราชบัญญัติฯ จำนวน 8 หมวด 41 มาตรา เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ มีรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   3. การปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (ครั้งที่ 2) เป็นการปรับกำหนดวันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรให้เร็วขึ้น จากเดิมวันพุธที่ 1 ถึง วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 เป็นวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน ถึงวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยขั้นตอนและกิจกรรมอื่นยังคงเดิม ซึ่งการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อกรอบระยะเวลาตามที่บทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้ และไม่ส่งผลต่อช่วงเวลาการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   4. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบและมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับแผนการบริหารการคลังและงบประมาณในระยะปานกลาง ซึ่งรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนรายได้ การปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและการจัดสรรงบชำระหนี้ให้สอดคล้องกับขนาดของมูลหนี้และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลังที่เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและรายจ่ายที่จำเป็น สำหรับการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถรับทราบและให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร

2. เรื่อง การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้

                   (1) เห็นชอบผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 10,328.06 ล้านบาท

                   (2) เห็นชอบการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 (เรื่อง ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณและมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง) เพื่อให้รายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนต่ำกว่าร้อยละ 15 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 (เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562) และเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 (เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความคิดเห็น) เพื่อให้การรับฟังความคิดเห็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 ใช้ระยะเวลา 3 วัน

                   (3) มอบหมายให้ สงป. นำผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ใช้จัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้วไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำงบประมาณดังกล่าวมาส่งคืน

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และปฏิทินการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดให้สำนักงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 นั้น

                   สำนักงบประมาณนำเสนอ ดังนี้

                   1. หน่วยรับงบประมาณ ได้ส่งรายละเอียดการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านความเห็นชอบจากรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแลให้สำนักงบประมาณ เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 และสำนักงบประมาณได้พิจารณาดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยรายการที่นำไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. มีดังนี้

                             1) รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรมการประชาสัมพันธ์ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ (รวมถึงการศึกษาดูงานในต่างประเทศที่อยู่ในหลักสูตรการฝึกอบรม) และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ รวมทั้งรายการและงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาตามมาตรการลดการใช้พลังงานภาครัฐ และ/หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด หรือบางส่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                             2) รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย ได้แก่ รายการปีเดียวที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวน หรือจัดหาผู้รับจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยงบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดสำนักงบประมาณจะพิจารณาเป็นกรณี โดยคำนึงถึงประโยชน์ในการสร้างงาน  สร้างรายได้ของประชาชนในพื้นที่ด้วย รายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ตามมาตรา 41 และ 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และรายการใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวน หรือจัดหาผู้รับจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ซึ่งหน่วยงานพิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็นในการดำเนินการ และต้องการยกเลิกการดำเนินการ หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ ตลอดจนรายการและงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ กรณีรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จะทำให้รายการดังกล่าวได้รับการจัดสรรงบประมาณในปีแรกต่ำกว่าร้อยละ 15 ซึ่งมีผลให้ต้องได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 ที่กำหนดให้รายจ่ายลงทุนที่จะขออนุมัติผูกพันข้ามปีมาทุกรายการต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของวงเงินรายจ่ายส่วนที่เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้นของรายจ่ายลงทุนนั้น ๆ โดยไม่รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด

                             3) หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนและทุนหมุนเวียน ซึ่งยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ที่พิจารณาเห็นว่ารายการที่ได้รับงบประมาณไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ของการตั้งงบประมาณ หรือมีเงินรายได้/เงินรายได้สะสมคงเหลือเพียงพอต่อการดำเนินภารกิจของหน่วยงานทดแทนเงินงบประมาณที่ได้รับ โดยใช้หลักเกณฑ์และแนวทางตามข้อ 1) และ 2) โดยอนุโลม

                   2. สรุปผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท มีสาระสำคัญ ดังนี้

                             2.1 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ (Function) จำนวน 9,039.7949 ล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ จำนวน 632.9942 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน จำนวน 8,406.8007 ล้านบาท โดยกรณีหน่วยงานของรัฐสภา และองค์การมหาชน สำนักงบประมาณได้พิจารณานำงบประมาณมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….. ในจำนวนเท่ากับข้อเสนอของหน่วยงานดังกล่าว

                             2.2 งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) จำนวน 1,288.2702 ล้านบาทประกอบด้วย รายจ่ายประจำ จำนวน 50.1370 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน จำนวน 1,238.1332 ล้านบาท

                             2.3 งบประมาณรายจ่ายที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ ปัญหาความมั่นคงชายแดน ความผันผวนของตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาภัยพิบัติ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ

                   3. กรณีการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. มีผลให้เป้าหมายหรือตัวชี้วัดแผนงาน ผลผลิตหรือโครงการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดลงในสาระสำคัญ ให้หน่วยรับงบประมาณเสนอขอปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไป

                   4. กรณีงบประมาณรายจ่ายตามข้อเสนอวงเงินของหน่วยรับงบประมาณที่นำมาพิจารณา จัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. เป็นงบประมาณรายจ่ายที่สำนักงบประมาณอนุมัติเงินจัดสรรไปยังหน่วยรับงบประมาณแล้ว แต่หน่วยรับงบประมาณยังมิได้เบิกจ่ายเงินจากคลังเพื่อให้การจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณามอบหมายให้สำนักงบประมาณประสานหน่วยรับงบประมาณดำเนินการนำเงินจัดสรรที่ผ่านการพิจารณาตามข้อ 2 มาส่งคืนในระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (New Government Fiscal Management Information System : New GFMIS) ที่หน่วยรับงบประมาณส่วนกลาง โดยสำนักงบประมาณจะประสานกรมบัญชีกลางในการดำเนินการลดยอดเงินจัดสรร ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 เพื่อประมวลข้อมูลการจัดสรรคืนและนำไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ต่อไป

                   5. การยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนี้

                             5.1 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 เรื่อง ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ และมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง กรณีรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนต่ำกว่าร้อยละ 15 ของวงเงินรายจ่ายส่วนที่เป็นเงินงบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้นของรายจ่ายลงทุนนั้นๆ โดยไม่รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด

                             5.2 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ในส่วนของคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความคิดเห็น โดยให้มีการรับฟังความคิดเห็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นระยะเวลา 3 วัน

                   6. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบและมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น การใช้จ่ายวงเงินดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ความจำเป็นและเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์และเงื่อนไขทางการเงินการคลังของประเทศ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถให้ความเห็นชอบและมอบหมายได้ตามที่เห็นสมควร

เศรษฐกิจ-สังคม

3. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา – คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา – คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง (โครงการคลองระบายน้ำฯ) มีกำหนดแผนงานโครงการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2574) กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 4,400 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เนื่องจากสภาพภูมิประเทศในพื้นที่ลุ่มน้ำของอำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองมีความลาดชันค่อนข้างมาก เมื่อเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก น้ำจากพื้นที่ต้นน้ำจะหลากลงสู่ลำห้วยต่างๆ อย่างรวดเร็วทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม ด้านท้ายน้ำ ประกอบกับหากเกิดสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงจะส่งผลต่อการระบายน้ำในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ คลองทับมา ซึ่งเป็นคลองสายหลักมีความสามารถในการระบายน้ำได้ไม่เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน และพื้นที่เขตเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ กษ. โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา – คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง (โครงการคลองระบายน้ำฯ) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยโครงการคลองระบายน้ำฯ เป็นการดำเนินการก่อสร้าง ดังนี้

                             (1) ขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อตัดยอดน้ำและผันน้ำส่วนเกินจากคลองทับมาไปยังคลองกะแมง โดยมีความยาวประมาณ 3.015 กิโลเมตร (3,000 เมตร) มีความสามารถในการระบายน้ำประมาณ 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารบังคับน้ำ และถนนสัญจรข้างคลองตลอดแนวคลอง

                             (2) ปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพคลองกะแมง เพื่อรองรับการระบายน้ำที่เพิ่มขึ้น และระบายลงสู่คลองใหญ่ต่อไป โดยปรับปรุงคลองกะแมงให้เป็นคลองระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กแบบกำแพงตั้ง ความยาวประมาณ 6.118 กิโลเมตร (6,118 เมตร) มีความสามารถในการระบายน้ำตั้งแต่ 40-150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารบังคับน้ำ และถนนสัญจรข้างคลองตลอดแนวคลอง

                             (3) ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำตามแนวคลอง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำหลากและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยเป็นการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ แบบบานตรง ขนาด 6 x 6 เมตร จำนวน 4 ช่อง พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 10 ชุด ความสามารถระบายน้ำสูงสุด 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเร่งสูบระบายน้ำลงสู่คลองใหญ่

                             (4) งานอาคารชลประทานอื่น ๆ ตามความจำเป็น โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2574) และใช้วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 4,400 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 3,300 ล้านบาท และค่าที่ดิน 1,100 ล้านบาท) ซึ่งได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ไม่มีผู้คัดค้านการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวสามารถช่วยบรรเทาอุทกภัยและป้องพื้นที่น้ำท่วมได้ 7,113 ไร่ ในพื้นที่อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง

                   2. คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีมติเห็นชอบโครงการคลองระบายน้ำฯ โดยให้หน่วยงานดำเนินการ เช่น เร่งรัดกระบวนการขออนุญาตใช้พื้นที่ก่อสร้างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเร่งรัดดำเนินการจัดหาที่ดิน โดยดำเนินการเจรจาปรองดองก่อนออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน วางแผนและกำหนดมาตรการบริหารความเสี่ยงรองรับสถานการณ์อุทกภัยล่วงหน้า ในระหว่างที่โครงการยังไม่แล้วเสร็จเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้าง เป็นต้น รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เห็นควรอนุมัติในหลักการ/ไม่ขัดข้อง/เห็นด้วยตามที่ กษ. เสนอโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น

                             2.1 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการคลองระบายน้ำ สงป. ขอให้กรมชลประทานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามความสามารถในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ผูกพันภายในปีงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป

                             2.2 สทนช. ขอให้กรมชลประทานดำเนินการตามมติ กนช. ข้างต้นให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ

                             2.3 สกพอ. เห็นควรให้พิจารณาจัดทำแนวทาง วิธีการหรือมาตรการในการเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้งหรือช่วงที่ขาดแคลนน้ำ

4. เรื่อง ขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน สำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้

                   1. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (เรื่อง รายงานการศึกษาสถานภาพปัจจุบันของป่าไม้ชายเลนและปะการังของประเทศ)

                   2. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน)

                   3. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ครั้งที่ 3/2543 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน) เพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี รวมเนื้อที่ 8-2-17.6 ไร่ สำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) (โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ) ก่อนดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้

                   สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับการดำเนินการดังกล่าว เห็นสมควรให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบทพิจารณาใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับการจัดสรรแล้ว หรือพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณจากโครงการ/รายการ ที่ดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์แล้วและมีงบประมาณเหลือจ่าย และ/หรือรายการ ที่หมดความจำเป็น และ/หรือรายการที่คาดว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในปีงบประมาณ แล้วแต่กรณีมาดำเนินการในโอกาสแรกก่อน หากไม่เพียงพอขอให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กระทรวงคมนาคม (คค.) จะดำเนินการก่อสร้างโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ (โครงการฯ) เพื่อบรรเทาปริมาณการจราจรของถนนทางหลวงและอำนวยความสะดวกในการคมนาคมขนส่งของประชาชนจากเกาะลันตาไปยังจังหวัดกระบี่ โดยกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (รายงาน EIA) พบว่า แนวเส้นทางก่อสร้างของโครงการฯ จะตัดผ่านพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี บริเวณคอสะพานฝั่งเกาะลันตาน้อย จำนวน 8-2-17.6 ไร่ (โครงการฯ มีความยาว 2,527 เมตร คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 47-2-21.25 ไร่) คค. จึงจำเป็นต้องขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนในครั้งนี้ รวม 3 มติ ได้แก่ (1) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (2) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 และ (3) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543

                   2. สำนักงบประมาณเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณายกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวตามที่ คค. เสนอ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับการดำเนินการดังกล่าว เห็นสมควรให้ คค. (ทช.) พิจารณาใช้จ่ายจากงบประมาณ หากไม่เพียงพอขอให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณายกเว้นมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร โดยอาจกำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาป่าชายเลนด้วยก็ได้ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นควรให้ความเห็นชอบการขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีตามที่ คค. เสนอ และเห็นควรมอบหมายให้ ทช. ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ในรายงาน EIA อย่างเคร่งครัด รวมทั้งประสาน ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดให้มีการเผยแพร่รายงานผลการปลูกและบำรุงป่าชายเลนทดแทนต่อสาธารณชน

5. เรื่อง โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1

                    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1 (โครงการ SEZ ระยะที่ 1) ภายในวงเงิน 2,150 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ วงเงิน 96 ล้านบาท (ประมาณ 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและก่อสร้าง วงเงิน 2,054 ล้านบาท ตามที่ กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กระทรวงพลังงานขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 (โครงการ SEZ ระยะที่ 1) ซึ่งเป็นโครงการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระยะยาวเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร และรองรับนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ภายในวงเงิน 2,150 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ จำนวน 96 ล้านบาท และ (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและก่อสร้าง จำนวน 2,054 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 4 ปี และคาดว่าแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2572 โดยขอบเขตการดำเนินโครงการมีรายละเอียด สรุปได้ ดังนี้

                             เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดจาก

                             1.ก่อสร้างสายส่ง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) ตาก 2 – แม่สอด จำนวน 2 วงจร ระยะทางประมาณ 81.90 กิโลเมตร (ใช้เขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าใหม่)

                             2. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ตาก 2

                             3. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) แม่สอด

                             4. จัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อก่อสร้างขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) แม่สอด ในอนาคต
 

                             เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

                             1.ตัดสายส่ง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ธาตุพนม – มุกดาหาร วงจรเดี่ยวลงที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 พร้อมปรับปรุงอุปกรณ์ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงที่เกี่ยวข้อง

                             2. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มุกดาหาร 2 สำหรับสายส่ง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มาจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงธาตุพนม จำนวน 1 วงจร และไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร จำนวน 1 วงจร

                             3. งานปรับปรุงระบบควบคุมและป้องกันที่สถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ธาตุพนม และสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มุกดาหาร

                   2. พน. แจ้งว่า การดำเนินโครงการ SEZ ระยะที่ 1 จะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้

                             1) เสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าในระยะยาวด้วยระบบส่ง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) รวมทั้งการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า 115 กิโลโวลต์ (115 kV) เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

                             2) รองรับนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร  

                             3) รองรับการจ่ายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้านบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

                   ทั้งนี้ พน. แจ้งว่า กระทรวงการคลัง (กค.) [สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)] สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดย
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) [ในคราวประชุมครั้งที่ 58/2563 (ครั้งที่ 701) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563] ไม่ขัดข้อง/เห็นชอบให้ กฟผ. ดำเนินการโครงการ SEZ ระยะที่ 1 วงเงินลงทุนรวม 2,150 ล้านบาท

6. เรื่อง ขอความเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ปี 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ปี 2569 เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569 ตามมติ นบขพ. ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบให้ปรับระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 เพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศที่จะเริ่มทยอยออกสู่ตลาด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งต่อมากระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้ออกประกาศ พณ. เรื่อง การนำเข้าข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงภายใต้ AFTA สำหรับปี 2569 พ.ศ. 2568 โดยกำหนดช่วงระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไป ต้องนำเข้าระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 แต่โดยที่ข้อเท็จจริงของฤดูการผลิตปี 2569 ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม คิดเป็นปริมาณ 4.04 ล้านตัน (ร้อยละ 80.69 ของปริมาณผลผลิตทั้งประเทศรวม 5.01 ล้านตัน) ประกอบกับประเทศไทยได้บังคับใช้มาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงและไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ อีกทั้งสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง และสมาคมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์และภาคปศุสัตว์ของประเทศไทยได้ขอให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้ AFTA ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันและการดำเนินการที่ผ่านมา ดังนั้นคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จึงได้มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้ AFTA ปี 2569 เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569 และมอบฝ่ายเลขานุการ นบขพ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อที่กรมการค้าต่างประเทศ (พณ.) จะดำเนินการออกกฎระเบียบในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ต่างประเทศ

7. เรื่อง การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้

                   1. เห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (เมียนมา) ว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย (ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขออนุมัติให้ กต. พิจารณาและดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                   2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าว

                    สาระสำคัญ

                   กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (เมียนมา) ว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย (ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ) โดยมีสาระสำคัญสรุปว่า ตั้งแต่ปี 2491 (ค.ศ.1948) หากรัฐบาลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์จะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ และ/หรือจำหน่ายอาคาร และ/หรือแปลงที่ดิน ซึ่งใช้เป็นที่ทำการหรือที่พำนักของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง รัฐบาลนั้นย่อมมีสิทธิในการซื้อและจำหน่ายอาคาร และ/หรือแปลงที่ดินดังกล่าว โดยตั้งอยู่บนหลักประติบัติต่างตอบแทน และจะได้รับการยกเว้นภาษี อากร ค่าธรรมเนียมทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหรือจำหน่ายอาคารและแปลงที่ดินดังกล่าวจากรัฐบาลอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ หนังสือแลกเปลี่ยนฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายลงนาม

รับมือความท้าทายโลก! นายกฯโชว์วิสัยทัศน์ วางทิศทางใหม่อาเซียน-รัสเซีย

รับมือความท้าทายโลก! นายกฯโชว์วิสัยทัศน์ วางทิศทางใหม่อาเซียน-รัสเซีย

รับมือความท้าทายโลก! นายกฯโชว์วิสัยทัศน์ วางทิศทางใหม่อาเซียน-รัสเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.09 น.

นายกฯ เสนอ 3Rs Regionalism Resilience Relevance ในเวทีอาเซียน-รัสเซีย วางทิศทางความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย รับมือความท้าทายโลก สร้างความมั่นคงและโอกาสแห่งอนาคตเพื่อประชาชน

18 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ ห้อง Plenary Session Hall 1 อาคาร Pavilion A2 ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน (Kazan Expo International Exhibition Center) เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (เต็มคณะ) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียในโอกาสครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยมี นายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เป็นประธานการประชุมร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีปูติน และรัฐบาลสาธารณรัฐตาตาร์สถาน สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมแสดงความซาบซึ้งต่อผู้นำประเทศต่างๆ ที่ได้แสดงความเสียใจต่อประเทศไทยจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนถึงมิตรไมตรีและการสนับสนุนจากทุกฝ่ายในเวลาเช่นนี้

การประชุมฯ ครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการทบทวนและยกระดับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทุกฝ่าย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประชาคมโลก พร้อมแสดงความยินดีต่อความพยายามทางการทูตในการแสวงหาข้อตกลงสันติภาพ และหวังว่าจะช่วยส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิด ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อการค้า ความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ไทยเชื่อว่าความมั่นคงต้องอาศัยการเจรจา ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างกัน ดังนั้น ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง ผ่านการรักษาช่องทางการเจรจา การสร้างความเชื่อมั่น และการขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้ความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย มุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ (3Rs) ได้แก่

1) Regionalism การเสริมสร้างบทบาทของอาเซียน โดยเน้นย้ำว่าอาเซียนควรยังคงเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนอาเซียน-รัสเซีย อาเซียนมีบทบาทในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคมาโดยตลอด ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง กลไกที่อาเซียนเป็นแกนกลางยังคงมีความสำคัญในการเป็นเวทีสำหรับการเจรจา สร้างความเชื่อมั่น ความร่วมมือเชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกันได้ร่วมขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ พร้อมชื่นชมบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของรัสเซียในการมีส่วนร่วมกับกลไกต่างๆ ที่อาเซียนเป็นแกนกลาง และการสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง

2) Resilience การเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือความท้าทาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย โดยปัจจุบันความยืดหยุ่นได้รวมถึงการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนและไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันในการคาดการณ์ความเสี่ยง ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นสาขาที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้

ทั้งนี้ ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญ เห็นศักยภาพในการขยายความร่วมมือกับรัสเซียด้านห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย นวัตกรรมการเกษตร และการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบอาหาร รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

3) Relevance การตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นตัวกำหนดคุณค่าที่แท้จริงของความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายควรมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และร่วมกันรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ การหลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และกระแสเงินผิดกฎหมายข้ามพรมแดน โดยไทยสนับสนุนการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพ การบังคับใช้กฎหมาย และความมั่นคงทางดิจิทัล เพื่อยกระดับการคุ้มครองประชาชนและระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การเตรียมความพร้อมให้สังคมสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสแห่งอนาคตมีความสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต โดยสนับสนุนให้อาเซียนและรัสเซียขยายความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล AI เทคโนโลยีใหม่ๆ และการศึกษา ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ การเสริมพลังเยาวชน และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสใหม่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา อาเซียนและรัสเซียได้ร่วมกันพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความยินดีที่ได้ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนรับรองปฏิญญาคาซานและเอกสารผลลัพธ์การประชุม ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย ในระยะต่อไป โดยยืนยันความพร้อมของไทยในการร่วมสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็ง มีความยืดหยุ่น และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาคและประชาคมโลกสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

หลังจากนั้น ที่ประชุมได้รับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

(1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ.2026 “อาเซียน-รัสเซีย : เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน” ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์

(2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค

(3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม

และ (4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-รัสเซีย ค.ศ.2026-2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

เนรคุณแผ่นดินไทยไม่ได้! มท.2 ลั่นตารางนิ้วเดียวก็ไม่ยอมให้ทุนต่างชาติฮุบ

เนรคุณแผ่นดินไทยไม่ได้! มท.2 ลั่นตารางนิ้วเดียวก็ไม่ยอมให้ทุนต่างชาติฮุบ

เนรคุณแผ่นดินไทยไม่ได้! มท.2 ลั่นตารางนิ้วเดียวก็ไม่ยอมให้ทุนต่างชาติฮุบ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.56 น.

เนรคุณแผ่นดินไทยไม่ได้! “มท.2″ลั่นตารางนิ้วเดียวก็ไม่ยอมให้”ทุนต่างชาติ”ฮุบ ด้าน”มท.4″ยันเปิดรับฟังทุกปัญหา เร่งแก้กฎหมาย-ผังเมือง-โซนนิ่ง ปราบ”นอมินีต่างชาติ”ผิดกฎหมาย ขณะที่”รองอธิบดีปกครอง”เตือนใครยังฝ่าฝืนกฎหมายเข้าสู่ระบบ พ้นช่วงผ่อนผัน 15 วัน บังคับใช้กฎหมายเข้ม

18 มิถุนายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ใน จ.ภูเก็ต ต่อเนื่องจากเมื่อวาน (17 มิ.ย.) เพื่อติดตามการดำเนินงานคลินิกให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาการขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและตั้งสถานบริการ โดยมี นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง และ นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

โดยจุดแรกลงพื้นที่ที่ว่าการอำเภอเมืองภูเก็ต ที่จัดตั้งเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาและรับเรื่องราวร้องทุกข์เพื่อแก้ไขปัญหาการขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและตั้งสถานบริการ ตามนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีผู้ประกอบการกิจการโรงแรม รีสอร์ท ที่พัก เดินทางมาลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ เพื่อที่จะประกอบธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

โดยมีช่วงหนึ่งที่ นายพลพีร์ กล่าวกับผู้ประกอบการ ว่า ขอให้ทุกคนที่เป็นผู้ประกอบการโรงแรมใน จ.ภูเก็ต ช่วยกันบอกต่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการกิจการโรงแรมมาลงทะเบียนเพื่อที่จะขับเคลื่อน ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยจะไปดูเรื่องกฎหมายที่สามารถปรับแก้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงแรมทั้งหมดได้ประกอบธุรกิจได้อย่างดี

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการโรงแรมยังมีการสะท้อนถึงปัญหาในเรื่องของระเบียบขั้นตอนทางราชการ ทำให้หลายอย่างยังไม่สามารถจะขับเคลื่อนได้ ซึ่งประเด็นนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าจะพยายามขับเคลื่อน และแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด

จากนั้น ได้เดินทางลงพื้นที่มาที่โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่วันนี้ได้จัดให้ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ทใน จ.ภูเก็ต ได้มาพูดคุยสะท้อนปัญหากับส่วนราชการ

นายพลพีร์ กล่าวว่า พวกตนเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ก็ทำการบ้านมามากพอสมควร ซึ่งอุปสรรคของผู้ประกอบการโรงแรมหรือธุรกิจทั่วไปใน จ.ภูเก็ต จนเป็นที่มาของคลินิกให้คำปรึกษา ซึ่งก็เป็นความคิดของพวกเรา ซึ่งถึงเวลาที่จะต้องเชิญผู้ประกอบการโรงแรมมาพบ แล้ววันนี้ไม่ใช่วันที่สามารถออกใบอนุญาตประกอบการให้ได้ทันที แต่เราอยากฟังอุปสรรคที่ยังติดขัด สิ่งที่พวกตนอยากจะบอกในฐานะที่ทุกคนเป็นผู้ประกอบการ หากมีปัญหาอะไรก็ขอให้บอกกับเจ้าหน้าที่ ทุกคนไม่ต้องกลัว ข้าราชการทั้งหมดที่นำมาเป็นข้าราชการจากส่วนกลางทั้งหมด ไม่ได้มาจากอำเภอหรือจังหวัด ซึ่งตนจะดูว่ากฎกระทรวงจะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง ย้ำว่า มีปัญหาอะไรขอให้บอกเจ้าที่ให้หมด เพราะเจ้าหน้าที่จะนำปัญหามารายงานให้กับตน และสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมีความสุข เป้าหมายตนมีเพียงเป้าเดียว ซึ่งหากใครทำถูกกฎหมายไม่สามารถมีใครมารีดไถเราได้ ขอให้เข้าใจตนด้วย ซึ่งบางโรงแรมก็เปิดแบบไม่ถูกกฎหมาย แต่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ

“ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเกิดข่าวอะไรใน จ.ภูเก็ต ไม่สนใจ แต่ต้องการว่าเมื่อผมมาแล้ว พรุ่งนี้ภูเก็ตจะต้องดีขึ้นอย่างไร ผู้ประกอบการจะสะดวกขึ้นในการประกอบธุรกิจอย่างไร แล้วเราจะไปฉีดเส้นไม่ให้ข้าราชการมาเอารัดเอาเปรียบกับพวกเขาอย่างไร เราจะรีบเร่งออกใบอนุญาตให้เร็วที่สุด หากใครมีธุรกิจโรงแรมก็ให้มาเข้าระบบของกรมการปกครอง ยังทำไม่ถูกต้องก็ขอให้เข้ามาพวกเราจะจัดสรรให้ แต่สิ่งที่ขอในเรื่องของทุนต่างชาติ ต้องย้ำว่า พวกตนไม่สามารถจะเนรคุณแผ่นดินได้ โดยจะต้องดำเนินการกับบริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นประมาณ 234 แห่ง เพื่อให้จังหวัดจัดการ ขอเลยว่าแผ่นดินนี้เป็นของคนไทย ต้องให้คนไทย ใครมีเจ้าของเป็นต่างชาติขอให้บอก และข้อมูลที่นำมาให้พวกเราเป็นข้อมูลลับอย่างแน่นอน และคืนความเป็นธรรมให้กับชาวภูเก็ต เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะกลับมาสดใสอีกครั้ง” นายพลพีร์ กล่าว

ด้าน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า วันนี้มาดี อยากสนับสนุนให้ผู้ประกอบกิจการทุกคนมีความสบายใจ และทำถูกต้องตามกฎหมายมากที่สุด ก่อนหน้านี้ทุกคนเคยได้เจอกันในวันที่เรามีบางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่ถูกต้อง แต่เดี๋ยวก็มีคนอยากรู้จักทุกคนอย่างแน่นอน และสุดท้ายพวกท่านทุกคนโดนรังแก แต่นี่คือเป้าหมายของนายกรัฐมนตรีที่จริงจังกับเรื่องนี้ กระบวนการง่ายๆ ในวันนี้ด้วยตัวเลขที่เราดูว่า จ.ภูเก็ต มีโรงแรมอยู่ 5,000 แห่ง มีใบอนุญาตจริงประมาณ 800 แห่ง ไม่มีใบอนุญาตประมาณกว่า 4,000 แห่ง จึงอยากรู้ว่าที่ยังไม่มีใบอนุญาตติดปัญหาในเรื่องใด เรื่องบางเรื่องเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เก่ามาก จึงต้องแก้กฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์

“เรื่องของโซนนิ่งสถานบริการบางส่วนยังเป็นที่อยู่อาศัย บางจุดก็ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยแล้ว แต่มีเรื่องของผังเมือง ที่บางจุดก็ยังเป็นพื้นที่สีเขียว แต่ไม่ได้ทำเกษตรแล้ว ก็ต้องมาปรับแก้กฎหมาย ในส่วนของตัวอาคารตรงไหนถึงจะสามารถปรับได้ ซึ่งเราต้องหาหลักเกณฑ์ที่เป็นกลางเพื่อให้เหมาะสม อะไรที่ตึงไปว่าเราจะสามารถดึงกลับมาหาทุกคนได้อย่างไร ในส่วนของเอกชนส่วนไหนสามารถดึงกลับมาหาส่วนราชการได้นั้น ข้าราชการทำวันเดียวไม่มีทางได้ผล แต่เอกชนต้องเดินคู่กันไปด้วย เมื่อวานนี้ได้คุยกับภาคเอกชนในกลุ่มแกนนำและกลุ่มของผู้ประกอบการ ทุกคนก็ยินดี เพราะฉะนั้นเราต้องลบเงื่อนไขเพื่อไม่ให้ถูกรังแก และทำธุรกิจได้อย่างสบายใจไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมารังแก พร้อมยืนยันว่า มาด้วยเจตนาที่ดี และอยากจะจัดการปัญหาเรื่องนี้จริงๆ”

นายวรศิษฎ์ กล่าวด้วยว่า บริษัทที่ถือหุ้นจากต่างชาติ หมายถึงถือหุ้นแบบผิดกฎหมาย มีชาวต่างชาติถือครองอย่างผิดกฎหมาย

ขณะที่ นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาธุรกิจโรงแรมในภูเก็ตตามนโยบายนายกรัฐมนตรี ซึ่งผู้ประกอบการที่ดำเนินการถูกต้องจังหวัดจะเร่งออกใบอนุญาตให้โดยเร็ว ซึ่งยอมรับว่าบางรายรออนุมัตินานเป็นปี ส่วนผู้ที่ยังติดปัญหาด้านกฎหมาย ต้องเร่งปรับปรุงให้ถูกต้อง ขณะที่กรณีผิดกฎหมายจะมีมาตรการบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างจริงจัง และรับฟังรวบรวมปัญหาจากผู้ประกอบการเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขอุปสรรคและสร้างความเป็นระเบียบให้ภาคธุรกิจสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วน นายรณรงค์ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมในภูเก็ตอย่างจริงจัง โดยยกให้ภูเก็ตเป็นจังหวัดต้นแบบก่อนขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรองจากกรุงเทพมหานคร พร้อมย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะติดตามทุกประเด็นอย่างต่อเนื่อง ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ต้องการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย และรับฟังปัญหาเพื่อนำไปวิเคราะห์และผลักดันแนวทางแก้ไขทั้งในระดับจังหวัดและส่วนกลาง พร้อมกันนี้ ยังเตือนผู้ประกอบการที่ยังฝ่าฝืนกฎหมายให้เร่งเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงให้ถูกต้อง เพราะหลังช่วงผ่อนผันจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการสุจริต แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

จากนั้น ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ใน จ.ภูเก็ต สะท้อนปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขอใบประกอบอนุญาต รวมไปถึงขั้นตอนต่างๆ พร้อมสะท้อนการทำงานของเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ

กมธ.การเงินฯเสนอคลัง ปลดล็อกไทยช่วยไทยพลัส เพิ่มโอกาสร้านอาหารขนาดกลางเข้าร่วม

กมธ.การเงินฯเสนอคลัง ปลดล็อกไทยช่วยไทยพลัส เพิ่มโอกาสร้านอาหารขนาดกลางเข้าร่วม

กมธ.การเงินฯเสนอคลัง ปลดล็อกไทยช่วยไทยพลัส เพิ่มโอกาสร้านอาหารขนาดกลางเข้าร่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.19 น.

18 มิถุนายน 2569 นายจุติ ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า (18 มิถุนายน 2569) กมธ.การเงินการคลังฯ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นประธาน ส่งต่อการเรียกร้องของสมาคมภัตตาคารไทย ให้กระทรวงการคลัง ขยายโอกาสให้ร้านอาหารเข้า “ไทยช่วยไทยพลัส” แล้ว

คณะอนุกรรมาธิการกลั่นกรองเรื่องพิจารณาศึกษา ในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ตามข้อร้องเรียนจาก : สมาคมภัตตาคารไทย คุณฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมฯ ได้เชิญหน่วยงานให้ข้อมูลคือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง รับเรื่องร้องเรียนว่า ร้านอาหารที่จดบริษัทหรือนิติบุคคลมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ไม่สามารถเจ้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 ได้ จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาขยายเพดานรายได้ 2 – 5 ล้านบาท สามารถเข้าร่วมได้

ตัวแทน สศค.อธิบายว่า 1.ตามมติ ครม. 7 ต.ค.กำหนด 1.8 ล้านบาท หากต้องการเปลี่ยนแปลง ต้องเสนอไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อนำเสนอตามขั้นตอนต่อที่ประชุม ครม. 2.การขยายเพดานอยู่ที่นโยบายของกระทรวงการคลัง และรัฐบาล 3.ร้านค้าที่เข้าร่วมฯ มี 1 ล้านราย ประมาณ 7 แสนราย เป็นหมวดร้านอาหารและจำหน่ายอาหาร

อนุ กมธ.นำเสนอเหตุผลในการขอปรับเพดาน เพราะร้านขนาดกลางที่ไม่ได้เข้าร่วมประสบปัญหายอดขายตก เนื่องจากช่วงเวลาขณะนี้เป็น low season และวิกฤตปัญหาสงครามและพลังงานที่หนักกว่าปีที่แล้ว

ซี่ง สศค.รับในการนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนถึงการพิจารณาใน ครม.ต่อไป

ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มแต่อย่างใด เพียงขยายจำนวนร้านให้ประชาชนมีโอกาสเลือกใช้เงินจำนวนเดิมเท่านั้น

Forex ตามหลอน? ภาวุธ โดดประชุมสภาฯ-ไม่โผล่ถก กมธ.สอบ TH-AI Passport

Forex ตามหลอน? ภาวุธ โดดประชุมสภาฯ-ไม่โผล่ถก กมธ.สอบ TH-AI Passport

Forex ตามหลอน? ภาวุธ โดดประชุมสภาฯ-ไม่โผล่ถก กมธ.สอบ TH-AI Passport

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.49 น.

Forex ตามหลอน? “ภาวุธ”โดดประชุมสภาฯ-ไม่โผล่ถก กมธ.สอบ TH-AI Passport ทั้งที่เป็นตัวตั้งตัวตี หลังมีชื่อเชื่อมโยงคดี”ชักชวนลงทุนผิดกฎหมาย”

18 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ภายหลังจากกรณีเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบเครือข่ายชักชวนลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 24 จุดทั่วประเทศ พร้อมยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 65 ล้านบาท และอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมบุคคล 57 ราย และนิติบุคคล 20 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเชื่อมโยงเพิ่มเติม ทั้งในส่วนของนักการเมืองและบุคคลในวงการบันเทิง ทั้งนี้ กระแสข่าวที่ถูกจับตาในทางการเมือง คือการปรากฎชื่อของนักการเมือง ภ. ที่เกี่ยวข้องด้วย

ล่าสุด ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และการประชุมคณะกรรมาธิการ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไม่ได้แจ้งลาการประชุมแต่อย่างใด แต่จนถึงช่วงบ่ายยังไม่ปรากฏตัวที่รัฐสภา และเป็นที่น่าสังเกตว่า ในวันนี้ ที่มีการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ฯ ติดตามการบริหารงบประมาณ และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯ ร่วมพิจารณาวาระสำคัญเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport และที่ผ่านมา นายภาวุธ ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ติดตาม ตรวจสอบ และตั้งข้อสังเกตต่อโครงการ TH-AI Passport มาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

สส.ภท.ออกโรงโต้! ปม สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ. รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน

สส.ภท.ออกโรงโต้! ปม สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ. รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน

สส.ภท.ออกโรงโต้! ปม สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ. รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

ไร้ข้อเท็จจริง-ทำเสียเกียรติผู้แทน! “สส.ภูมิใจไทย”ออกโรงโต้ ปม”สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ.”รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน งัดกฎหมายยันเบิกได้ไม่เกิน 2 ครั้ง

18 มิถุนายน 2569 ทึ่รัฐสภา นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ สส.ที่ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการหลายคณะ ถูกตั้งข้อสังเกตมีการเดินเข้าออกห้องประชุมหลายแห่ง เพื่อรับเบี้ยประชุมวันละ 5,000 – 6,000 บาท ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และอาจส่งผลกระทบต่อเกียรติยศและภาพลักษณ์ของ สส.โดยรวม ทั้งนี้ ตามมาตรา 13 วรรคสาม แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น พ.ศ.2555 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า สส.สามารถดำรงตำแหน่งเป็นกรรมาธิการได้หลายคณะ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ คณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือคณะอนุกรรมาธิการก็ตาม แต่ในส่วนของเบี้ยประชุมนั้น กฎหมายกำหนดให้สามารถเบิกได้เพียงวันละ 1 ครั้ง และหากมีการประชุมมากกว่า 2 ครั้งในวันเดียวกัน ก็สามารถรับเบี้ยประชุมได้ไม่เกิน 2 ครั้งเท่านั้น

“การกล่าวอ้างว่า สส.บางรายวิ่งเข้าออกห้องประชุมหลายคณะเพื่อรับเบี้ยประชุมจำนวน 5,000 – 6,000 บาทต่อวัน จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามกฎหมาย เนื่องจากแม้จะเข้าร่วมประชุมหลายคณะ ก็ไม่สามารถเบิกเบี้ยประชุมได้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้” นายฤทธิรงค์ กล่าว

นายฤทธิรงค์ กล่าวต่อว่า การวิพากษ์วิจารณ์หรือให้ข้อมูลต่อสาธารณะควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และควรคำนึงถึงการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน เพราะการกล่าวหาที่คลาดเคลื่อนอาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคม และทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลที่ถูกพาดพิง

เมื่อถามว่า กระแสข่าวดังกล่าวมีมูลความจริงหรือไม่ นายฤทธิรงค์ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่สังคมนำไปวิพากษ์วิจารณ์กัน แต่ในทางปฏิบัติสมาชิกแต่ละคนมีวิธีการทำงานแตกต่างกัน ยกตัวอย่างกรณีของตนเองเมื่อวันที่ผ่านมา ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในคณะกรรมาธิการถึง 4 คณะ แต่ตนเลือกเข้าร่วมประชุมเพียง 2 คณะเท่านั้น เนื่องจากเป็นคณะที่ตนให้ความสนใจและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนอีก 2 คณะ หากมีองค์ประชุมครบถ้วนก็สามารถดำเนินการประชุมต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องมีตนเข้าร่วม ทั้งนี้ แม้ในทางสมมุติว่าตนจะลงชื่อเข้าประชุมครบทั้ง 4 คณะในวันเดียวกัน ก็ยังคงได้รับเบี้ยประชุมได้ไม่เกิน 2 ครั้งตามที่กฎหมายกำหนดอยู่ดี ไม่สามารถเบิกเบี้ยประชุมได้ตามจำนวนคณะกรรมาธิการที่เข้าร่วมประชุม

นายฤทธิรงค์ กล่าวด้วยว่า การทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสมาชิกแต่ละคนว่าจะเลือกทุ่มเทเวลาให้กับคณะใดเป็นพิเศษตามความรู้ ความสามารถ และความถนัดของตน เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และไม่ควรนำจำนวนคณะกรรมาธิการที่สมาชิกสังกัดไปเชื่อมโยงว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์จากเบี้ยประชุม เพราะมีกฎหมายควบคุมและกำหนดเพดานการเบิกจ่ายไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว

สว.สำรอง บุกสภาฯ หอบหลักฐาน ใบสั่งเลือก สว. 138 คน ส่งฝ่ายค้าน

สว.สำรอง บุกสภาฯ หอบหลักฐาน ใบสั่งเลือก สว. 138 คน ส่งฝ่ายค้าน

สว.สำรอง บุกสภาฯ หอบหลักฐาน ใบสั่งเลือก สว. 138 คน ส่งฝ่ายค้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

“สว.สำรอง”หอบหลักฐาน “ใบสั่งเลือก สว. 138 คน”ส่ง”ฝ่ายค้าน” จี้”กกต.”ทำงานโปร่งใส นำสำนวน”คกก.ไต่สวนชุดที่ 26″เร่งส่งศาลฎีกา ด้าน”พริษฐ์”ชวนจับตาจะยื่นฟ้องหรือยกคำร้อง”229 สว.” ทำหนังสือถามตั้งคณะอนุวินิจฉัยคณะที่ 36 ไม่ใช้คณะที่มีอยู่ เผย”7 เสือ กกต.”อยู่ระหว่างถกข้อมูลรายงานคณะฯ ชุดที่ 26-คณะอนุฯ ชุด 36

18 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับมอบหลักฐานจากกลุ่ม สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล , น.ส.ณัฐนันท์ ทองดีวงศ์ และนายมนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการการเลือกตั้ง เพื่อมอบแฟ้มหลักฐาน “ลับ” สำคัญที่สุด คดีฮั้ว สว.

โดย นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการเปิดเผยคลิปบรรยากาศการเลือก สว.ในปี 67 จนทำให้หลายคนตั้งคำถามรวมถึง สว.ที่ทำหน้าที่อยู่ตอนนี้ว่าใครเป็นผู้นำมาเปิด คลิปที่ได้มาใครอนุญาตให้มาเปิด ซึ่งอีกฝ่ายบอกว่าในคลิปไม่สามารถที่จะเหมารวมได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สว.ทั้งหมดกระทำความผิด นี่คือสิ่งที่ สว.สำรอง กำลังขับเคลื่อนต่อสู้เรื่องนี้ แต่ในคลิปที่เกิดขึ้น มีกระบวนการโกง สว.จนประสบผลสำเร็จ 138 คน แต่ที่ผ่านมามีกระบวนการพยายามจะล้มคดีฮั้ว สว.แล้วคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ถูกต้อง สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรมแล้วหรือไม่ วันนี้จึงได้นำหลักฐาน ที่เก็บมาตลอด 2 ปี ไม่ว่าจะจากสถานที่เกิดเหตุ หรือโรงแรมที่พัก รวมถึงจังหวัดต่างๆ ที่ก่อให้เกิดกระบวนการนี้ นอกจากนี้ โพยที่จะนำเข้าสู่คูหาการเลือกตั้งได้นั้น เรียกว่า สว.3 ที่ได้มาในขั้นตอนระดับจังหวัด แต่ กกต.นำมากล่าวอ้างว่าโพยไม่ผิด สามารถนำเข้าไปในคูหาได้ กกต.กำลังสร้างความสับสนให้กับประชาชน ทั้งที่ กกต.พูดเองว่าการเลือกตั้งเป็นของประชาชน กกต.มีหน้าที่จัดให้ประชาชนมาพบกัน ส่วนการตรวจสอบเพื่อความสุจริตเที่ยงธรรมโปร่งใสให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา นี่คือสิ่งที่ตนทำแล้ว เห็นว่ามีการโกง ทุจริตกันจริง

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนนำมาวันนี้คือใบสั่ง ต้องเลือก สว. 138 คน อาจจะมีสมาชิกพรรคการเมืองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ซึ่งคณะกรรมการชุดที่ กกต.ตั้งขึ้นมาก็ได้ออกหมายเรียกหนึ่งในนั้นมีนายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา รวมถึงรัฐมนตรีอีกหลายคน นอกจากนี้ ในโพยนั้นมีชื่อและหมายเลขอย่างชัดเจน เช่น ของ นายมงคล สุระสัจจะ หมายเลข 84 ได้คะแนนมาเป็นลำดับ 1 ในกลุ่มนั้นๆ ได้ 67 คะแนน พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ หมายเลข 7 ได้ 74 คะแนน นั่นหมายความว่าในแต่ละกลุ่มมีการลงคะแนนซ้ำๆ กัน ต้องออกมาชี้แจงให้สังคมรับทราบว่าได้คะแนนเหล่านี้มาอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าสงสัยหรือไม่ พร้อมขอให้ กกต.รีบทำสำนวนเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด และโปร่งใสโดยนำสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ส่งศาลฎีกาโดยเร็วที่สุด

จากนั้น นายพริษฐ์ กล่าวขอบคุณการยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม และในฐานะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระฯ ของสภาฯ ที่ตรวจสอบเรื่องนี้จะนำข้อมูลหลักฐานตรวจสอบเพิ่มเติม พร้อมชี้ว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ กกต.จะมีมติทางใดทางหนึ่ง กับการดำเนินการว่าจะยกคำร้องหรือยื่นฟ้องต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปยังศาลฎีกา ภายใน 90 วัน โดยกรรมาธิการองค์กรอิสระฯ ได้พิจารณาวาระนี้เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.และการเลือกตั้งปี 2569 จากข้อมูลที่ตัวแทน กกต.มาชี้แจงได้เปิดเผยว่าขณะนี้ กกต.อยู่ระหว่างการดำเนินตรวจสอบข้อมูล 2 ชุด คือ 1.รายงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีสรุปรายงานว่าให้ยื่นฟ้อง กับ 2.คณะอนุชุดที่ 36 ซึ่งผลสรุปรายงานให้ยกฟ้อง สวนทางกัน ซึ่งกรรมาธิการพยายามตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะทั้ง 2 ชุด เกี่ยวกับความรอบคอบในการพิจารณา เพื่อพิจารณาว่าข้อมูลของคณะไหนมีความน่าเชื่อถือมากกว่ากัน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ซึ่งคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีการตรวจสอบร่วมกันระหว่าง กกต.และดีเอสไอ ใช้เวลา 120 วันตรวจสอบ มีผลตรวจสอบยาว 90,000 หน้า ยังมีความเห็น ของกรรมการความยาว 1,000 หน้า รวมถึงการสอบพยานบุคคล 100 คน โดย ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ในฐานะประธานคณะสอบสวนชุดที่ 26 ไม่ได้ตอบว่าในสำนวนมีหลักฐานอะไรบ้าง เพียงยืนยันว่ามีประเภทหลักฐานที่หลากหลาย เช่น หลักฐานการนัดหมาย การตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์รวมถึงเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า กรรมาธิการยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าคณะอนุวินิจฉัยที่ 36 มีกรอบเวลาในการพิจารณา จำนวนครั้งในการประชุม และผลสรุปที่ออกมาได้ข้อสรุปอย่างไร และคณะชุดนี้เป็นการตั้งขึ้นพิเศษขึ้นมา ไม่ได้ใช้ 35 คณะที่มีอยู่แล้ว และ 7 คน ที่เป็นอนุกรรมการไม่ได้ใช้คนมาจากคณะอนุที่มีอยู่ 35 ชุด แต่แต่งตั้งคนนอก ทางกรรมาธิการจึงทำหนังสือสอบถามไปยัง กกต.เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมเชิญชวนสังคมตรวจสอบในประเด็นนี้ เพื่อเทียบเคียงมาตรฐานการทำงานของคณะตรวจสอบ 2 ชุด เพื่อที่จะได้สรุปว่าชุดไหนมีพยานหลักฐานหนักแน่นมากกว่ากัน

นายพริษฐ์ กล่าวถึงกรณีที่เลขาธิการ กกต.จะเอาผิดผู้ที่เผยแพร่คลิปวันเลือก สว.ที่ได้นำมาเผยแพร่ว่า หน้าที่ของ กกต.ในตอนนี้คือ การน่าตรวจสอบในทุกเรื่องที่มีความปรากฏหรือเรียกร้องให้ กกต.มีสมาธิในการตรวจสอบ และทำงานอย่างตรงไปตรงมาในคดีฮั้ว สว.

“ตั้งข้อสังเกตในเชิงข้อกฎหมายจริงๆ กกต.มีหน้าที่ในการบันทึกคลิปไว้อยู่แล้วในการเลือก ทั้งระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ หากตรวจสอบว่าคลิปมาจากหน่วยงานไหน รู้ว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่บันทึกคลิปคือ กกต. ไม่นับวันนี้ตัวแทน กกต.ชี้แจงด้วยว่าเคยมีกรณีในอดีต พอมีข้อสงสัยเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนรับความชัดเจน กกต.นำบางส่วนของคลิปมาเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้ จึงต้องถามกลับมากกว่าหาก กกต.มีคลิปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในมือและมีข้อสงสัยจากสังคม ว่าเกิดอะไรการที่ กกต.จะเลือกเอาบางส่วนตอบข้อสงสัยได้มาเผยแพร่โดยไม่ขัดกฎหมายเชื่อว่า กกต.สามารถดำเนินการได้และทำให้เกิดความโปร่งใสทำให้ข้อหาได้รับคำตอบที่ชัดเจน” นายพริษฐ์ กล่าว

เชิญผู้แทนกลับ! กมธ. ย้ำต้องเป็นอธิบดี ปค.เท่านั้น แจงปม ช่วยน้ำเงินด้วย จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก

เชิญผู้แทนกลับ! กมธ. ย้ำต้องเป็นอธิบดี ปค.เท่านั้น แจงปม ช่วยน้ำเงินด้วย จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก

เชิญผู้แทนกลับ! กมธ. ย้ำต้องเป็นอธิบดี ปค.เท่านั้น แจงปม ช่วยน้ำเงินด้วย จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

กมธ.พัฒนาการเมือง เชิญผู้แทนอธิบดีกรมการปกครองกลับ เหตุให้ข้อมูลเชิงลึกปม ช่วยน้ำเงินด้วย ไม่ได้ ลั่นเจ้าตัวต้องมาเอง จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก ส่วน กกต.วันนี้มาเอง ถกความรับผิดชอบทางวินัย หากรู้เรื่องแต่ไม่จัดการ

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล โฆษกกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีอธิบดีกรมการปกครอง ไม่เข้าร่วมชี้แจงในกรณี “ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า ในการประชุม ต่อเนื่องมาจากการประชุมครั้งที่แล้ว ซึ่งมีการเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องโดยตรงคืออธิบดีกรมการปกครอง แต่ส่งผู้แทนเข้ามาร่วม ส่วนในวันนี้ได้มีการเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอธิบดีกรมการปกครองมาอีกครั้ง ซึ่งทางกกต.เดินทางมาด้วยตัวเอง

แต่ในส่วนของอธิบดีกรมการปกครองไม่ได้มา แต่ส่งผู้แทนมาเช่นเดิม ทางประธานกรรมาธิการจึงได้เชิญผู้แทนกลับ เนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวมีผลได้ผลเสียกับประชาชน มีผลกระทบในวงกว้าง ไม่สามารถที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชามารับผิดชอบผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะในกรรมาธิการมีการประชุมจดชวเลข และทุกอย่างที่พูดจะมีผลผูกพันตามกฎหมาย จึงได้เชิญท่านรองวินัยกลับไป พร้อมชี้แจงด้วยว่าครั้งหน้าถึงอย่างไรทางกรรมาธิการก็จะเชิญอธิบดีกรมการปกครองมาให้ข้อมูลต่อที่ประชุมให้ได้ 

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการพูดคุยกับทางกกต. เป็นอย่างไรบ้าง น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันถึงเรื่องของความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง ผู้บังคับบัญชาถ้าทราบเรื่องนี้แล้วไม่มีการจัดการไม่มีการตั้งคณะกรรมการควรจะมีความผิดทางวินัยหรือไม่ รวมถึงกรณีที่อธิบดีกรมการปกครองระบุว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้นั้น แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเลยดังนั้นคิดว่าการตรวจสอบที่คุณจะต้องเร่งมือดำเนินการกลับเกิดขึ้นได้ช้ามาก จริงๆ ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

เมื่อถามว่า เนื่องจาก 2 ครั้งแล้วที่อธิบดีกรมการปกครองไม่ได้มาด้วยตัวเอง ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้มีการชี้แจงที่เป็นลายลักษณ์อักษร น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า ไม่ได้ จริงๆ เราไม่ได้อยากใช้วิธีนี้ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วกรรมาธิการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงแล้วเจ้าตัวไม่ได้มา แต่กลับส่งตัวแทนมาแทน ซึ่งไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกหรือตอบแทนได้ และไม่สามารถที่จะรับผิดรับผิดชอบแทนผู้บังคับบัญชาได้ เราก็จะมีพ.ร.บ.อำนาจเรียกเจ้าตัวมาได้ในที่สุด แต่คำถามคือท่านจะดื้อแพ่งต่อไปจนถึงเมื่อไหร่ ยืนยันว่ากรรมาธิการจะติดตามเรื่องนี้จนถึงที่สุด ถึงอย่างไรเจ้าตัวก็ต้องมา รวมถึงต้องมีการชี้แจงผ่านเอกสารเพิ่มเติมด้วย ทั้ง 2 ส่วนต้องทำคู่กัน

เมื่อถามต่อว่า มีข้อกำหนดหรือไม่ว่าถ้าเชิญกี่ครั้งแล้วยังไม่มาถึงจะมีอำนาจในการเรียกตัวมาให้ข้อมูล น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราเรียกในครั้งที่ 2 แล้วท่านยังไม่มาแต่ว่าเราจะต้องคุยกัน ในที่ประชุมก่อนว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร แต่สุดท้ายแล้วด้วยพ.ร.บ.อำนาจเรียก ท่านต้องมา

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ยันยังเป็นไปตามปฏิทิน

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ยันยังเป็นไปตามปฏิทิน

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ยันยังเป็นไปตามปฏิทิน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เตรียมให้ครม.เห็นชอบครั้งสุดท้ายอังคารหน้า ก่อนเสนอสภาพิจารณาวาระแรก ตามไทม์ไลน์ 1 ก.ค. ยันทุกขั้นตอนยังเป็นไปตามปฏิทิน

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบ นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. ในวันนี้เป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงวาระอื่น ๆ อีก 2-3 เรื่อง

ทั้งนี้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในที่ประชุมครม.วันนี้เป็นการตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ครั้งสุดท้ายในวันอังคารหน้า เพื่อให้ความเห็นชอบ และจากนั้นจะเสนอไปยังสภาเพื่อพิจารณาวาระแรกในวันที่ 1 ก.ค.

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงวาระการประชุมที่มีประมาณ 7 เรื่องในวันนี้ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า เป็นเรื่องต่างๆที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็นำเข้าสู่วาระการประชุมในครั้งนี้ ส่วนร่างกฎหมายงบประมาณปี 2570 เป็นเรื่องที่มีกรอบเวลาตามปฏิทินงบประมาณ จึงต้องมีการจัดเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม และนายกรัฐมนตรีได้อนุญาตให้มีการประชุมในวันนี้

ทั้งนี้ กระบวนการยังคงเป็นไปตามปฏิทินงบประมาณที่กำหนดไว้ โดยมีเป้าหมายให้สามารถนำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกได้ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ตามกำหนด ขณะที่รายละเอียดเชิงลึกของงบประมาณนั้น จะต้องสอบถามจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณโดยตรง

สุรศักดิ์ เชียร์ อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้

สุรศักดิ์ เชียร์ อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้

สุรศักดิ์ เชียร์ อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

สุรศักดิ์ เห็นด้วย อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้ ย้ำ ทุกกระทรวงต้องเร่งทำงาน และชี้แจงปชช.ต่อเนื่องหากมีข้อสงสัย

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรีจะประเมินผลงานรัฐมนตรีของพรรค ภท. ทุก 1 ปี เพื่อให้เร่งทำผลงานว่า ดี นายกฯ ทำถูกต้องแล้ว ที่จะประเมินทุกกระทรวงว่า ใครเหมาะสมในการทำงาน แน่นอนว่า ถ้ารัฐมนตรีคนไหนไม่เหมาะก็เป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้วที่ผู้นำประเทศ หรือผู้ที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลจำเป็นจะต้องพิจารณาในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ถ้ารัฐมนตรีคนไหนไม่มีประสิทธิภาพ ทำงานไม่ได้มัน ก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบของนายกฯ เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องดีที่นายกฯ จะพิจารณาการทำงานของรัฐมนตรีทุกกระทรวง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นการกระตุ้นให้รัฐมนตรีได้เร่งทำงานหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า แน่นอน เมื่อมีการประเมินก็ต้องกระตุ้นอยู่แล้ว ความจริงแล้ว

“ผมเชื่อว่า การที่นายกฯพูดแบบนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ทุกคนจะต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพราะบางครั้งการเมืองถูกมองเป็นเรื่องของโควตามากจนคิดว่า บางคนอาจจะยังอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไร หรือบางคนอาจจะเป็นบุคคลที่สำคัญ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งตรงนี้นายกฯ แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่มีใครที่จะสามารถยึดเก้าอี้เป็นของตัวเองได้นาน ถ้าไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่นายกฯพิจารณาเป็นหลักอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องว่า ใครจะเป็นคนสนิท หรือก๊วนนั้นใหญ่ ก๊วนนี้เล็ก และเวลาประชุมพรรค นายกฯ จะพูดกับ สส.และรัฐมนตรีเสมอว่า ต้องทำงาน เพราะเราเป็นแกนหลักของรัฐบาล ผลงานที่จะเกิดขึ้น นั่นคือ ความมั่นคงของรัฐบาล แต่ถ้าเราทำงานไม่ได้ รัฐบาลก็จะไม่มีความมั่นคง”

เมื่อถามว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ผ่านมารัฐบาลถูกโจมตีหลายเรื่อง แล้วไม่ค่อยมีใครช่วยออกมาชี้แจงกันหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นธรรมชาติของทุกที่ ทุกกระทรวงคงจะต้องมีเรื่องที่นักข่าวให้ความสนใจ หรือเรื่องที่ต้องชี้แจงกับประชาชน ตนถือว่า ทุกเรื่องที่โดนโจมตี เป็นโอกาสที่ดีของรัฐมนตรีของกระทรวงนั้นๆ ที่จะออกมาชี้แจงความจริงให้กับประชาชน และเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่รัฐมนตรีทุกคนต้องสื่อสาร เมื่อทำอะไรแล้วถ้าจะเกิดการโจมตีได้ ก็เพราะเกิดจากการสงสัย อาจจะพูดเรื่องที่สงสัยได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีทุกคน สมควรจะให้ข้อมูลที่ชัดเจนและชี้แจง อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือกระทรวงไหนก็ตามก็ต้องชี้แจง