ราคาน้ำมันโลกร่วง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ดันน้ำมันอิหร่านกลับสู่ตลาดกดดันราคา

ราคาน้ำมันโลกร่วง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ดันน้ำมันอิหร่านกลับสู่ตลาดกดดันราคา

18 มิ.ย. 2569 08:28 น.

ราคาน้ำมันโลกร่วง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ดันน้ำมันอิหร่านกลับสู่ตลาดกดดันราคา

ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงอีกครั้งในการซื้อขายช่วงเช้าวันพฤหัสบดี หลังสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม ซึ่งนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่าน

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ลดลง 89 เซนต์ หรือ 1.12% มาอยู่ที่ 78.66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต หรือ WTI ลดลง 98 เซนต์ หรือ 1.28% มาอยู่ที่ 75.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

การปรับตัวลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันเคยฟื้นตัวเมื่อวันพุธ จากคำเตือนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ระบุว่า สหรัฐฯ อาจกลับมาโจมตีอิหร่านอีก หากผู้นำอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง

โทนี ซีคามอร์ นักวิเคราะห์จาก IG ระบุว่า ตลาดพลังงานกำลังประเมินว่า น้ำมันจากอิหร่านอาจกลับเข้าสู่ตลาดเร็วกว่าคาด หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น

ข้อตกลงดังกล่าวมี 14 ข้อ และกำหนดช่วงเจรจา 60 วัน โดยอิหร่านจะอนุญาตให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญของโลกได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม พร้อมตั้งเป้าให้การเดินเรือกลับมาเต็มศักยภาพภายใน 30 วัน

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงเบื้องต้นยังไม่ได้แก้ไขประเด็นสำคัญหลายเรื่อง เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และยังต้องมีแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่านมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA เตือนว่า หากข้อตกลงเดินหน้าและช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดเต็มรูปแบบ วิกฤตอุปทานน้ำมันในปีนี้อาจพลิกเป็นภาวะน้ำมันล้นตลาดในปี 2027

IEA คาดว่า ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอาจมากกว่าความต้องการถึง 5.05 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีหน้า หลังน้ำมันจากตะวันออกกลางกลับเข้าสู่ตลาด

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Fed) กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งอาจชะลอเศรษฐกิจและลดความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก.

ที่มา : channelnewsasia

อิหร่านยืนยัน MOU เสร็จสมบูรณ์แล้ว หลัง 2 ฝ่ายลงนามแบบดิจิทัล

อิหร่านยืนยัน MOU เสร็จสมบูรณ์แล้ว หลัง 2 ฝ่ายลงนามแบบดิจิทัล

18 มิ.ย. 2569 06:20 น.

อิหร่านยืนยัน MOU เสร็จสมบูรณ์แล้ว หลัง 2 ฝ่ายลงนามแบบดิจิทัล

โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่า MOU ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากทั้งสองฝ่ายลงนามแบบดิจิทัลไปแล้ว และจะไม่มีพิธีลงนามเกิดขึ้นที่สวิตเซอร์แลนด์

เมื่อ 18 มิ.ย. 2569 สถานีวิทยุและโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ได้ “เสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการแล้ว” หลังจากทั้งสองฝ่ายลงนามในรูปแบบดิจิทัล

“มีการตกลงกันว่าบันทึกความเข้าใจระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ จะลงนามในรูปแบบดิจิทัล” นายบากาอีกล่าว พร้อมระบุเสริมว่า แม้จะมีแผนการให้คณะผู้เจรจาเดินทางไปยังกรุงเจนีวา แต่จะไม่มีพิธีลงนามใด ๆ เกิดขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ หลังก่อนหน้านี้มีรายงานว่าพิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันศุกร์ก็ตาม

“ขณะนี้บันทึกความเข้าใจระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการแล้ว เนื่องจากทั้งสองฝ่ายได้ลงนามเป็นที่เรียบร้อย” นายบากาอีกล่าว และเตือนว่า การละเมิดบันทึกความเข้าใจนี้จะ “มีราคาที่ต้องจ่ายสูงขึ้น” เมื่อมันได้รับการลงนามโดยประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศ

นายบากาอีกล่าวอีกว่า ประเด็นต่างๆ ใน MOU ฉบับนี้ ล้วนเป็นเรื่องที่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาหารือกันมาก่อนแล้วไม่มากก็น้อย และบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เน้นย้ำว่า การเจรจาในกรอบเวลา 60 วันข้างหน้า จะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางนิวเคลียร์และการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรเพียงเท่านั้น

“การตัดสินใจที่ชาญฉลาดของสาธารณรัฐอิสลามคือ การไม่เจรจาในประเด็นนิวเคลียร์ในขั้นตอนปัจจุบันนี้” IRIB อ้างคำพูดของบากาอี “เราได้ตัดสินใจร่วมกันว่า ควรจะมุ่งเน้นไปที่การยุติสงครามเป็นอันดับแรก และเราก็ทำสิ่งนั้นสำเร็จลุล่วงแล้ว”

นายบากาอีบอกด้วยว่า MOU ฉบับนี้ได้รับการลงนามทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาฟาร์ซี (ภาษาเปอร์เซีย) ตามความต้องการของฝั่งอิหร่าน เพื่อความโปร่งใส

“นี่แสดงให้เห็นถึงระดับความโปร่งใสขั้นสูงสุดในการสื่อสารต่อสาธารณะของเรา” IRIB อ้างคำพูดของเขา “หากเนื้อความมีอยู่เพียงแค่ภาษาอังกฤษ ก็อาจจะเกิดการแปลความหมายตามอัตวิสัย หรือเกิดการแปลที่คลาดเคลื่อนแตกต่างกันออกไปได้”

เนื้อความในภาษาฟาร์ซีมีความถูกต้องตรงกันกับฉบับภาษาอังกฤษ และทางอิหร่านถือว่าเอกสารฉบับนี้ “มีผลผูกพันและมีความถูกต้องสมบูรณ์อย่างเต็มที่” นายบากาอีกล่าว

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี ต่างได้ลงนาม MOU ฉบับนี้ผ่านระบบดิจิทัลไปแล้วในสัปดาห์นี้ ขณะที่นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ก็ได้ลงนามในเอกสารดังกล่าวผ่านระบบดิจิทัลในนามของฝั่งอิหร่านไปแล้วเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย

สว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย

18 มิ.ย. 2569 04:57 น.

สว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย

สว.จากพรรคเดโมแครตหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ บันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลทรัมป์ทำร่วมกับอิหร่าน โดยมองว่า ข้อตกลงนี้ดีกับอิหร่านแต่ไม่เป็นผลดีกับสหรัฐฯ

เมื่อ 17 มิ.ย. 2569 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลายคนจากพรรคเดโมแครต ออกมาวิพากษ์วิจารณ์บันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุร่วมกันเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า นี่เป็นข้อตกลงที่ดีสำหรับอิหร่าน แต่ไม่ใช่สำหรับสหรัฐฯ

ในวันพุธ สหรัฐฯ เปิดเผยเนื้อหาใน MOU อย่างเป็นทางการ โดยบันทึกความเข้าใจนี้มีกำหนดจะลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ ซึ่งจะถือเป็นการเริ่มต้นกรอบเวลา 60 วันในการเจรจาเงื่อนไขขั้นสุดท้ายของข้อตกลง

***อ่านร่าง MOU ฉบับเต็มที่นี่***

“ฉันเข้าใจดีว่าฝ่ายอิหร่านได้ประโยชน์อย่างไรจาก MOU ฉบับนี้ แต่ฉันไม่เห็นเลยจริง ๆ ว่ามันจะช่วยครอบครัวชาวอเมริกันได้แม้แต่ครอบครัวเดียว” สว. เอลิซาเบธ วอร์เรน บอกกับผู้สื่อข่าวที่อาคารรัฐสภา “ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เคยอธิบายได้เลยว่าทำไมเราถึงก้าวเข้าสู่สงครามครั้งนี้ แต่โถ่เอ๋ย ตอนนี้ความสูญเสียมันชัดเจนแล้ว”

ด้านนาย อดัม ชิฟฟ์ สว.ประจำรัฐแคลิฟอร์เนียจากพรรคเดโมแครตกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ข้อตกลงนี้ไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ เลย

“นี่ดูเหมือนจะเป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมสำหรับอิหร่าน และเป็นข้อตกลงที่ย่ำแย่มากสำหรับสหรัฐอเมริกา มันเป็นเพียงข้อตกลงที่จะไปทำข้อตกลงกันต่อในประเด็นต่าง ๆ ในอนาคต แต่แทบไม่มีแรงจูงใจอะไรให้อิหร่านยอมตกลงตามเงื่อนไขเหล่านั้นจริง ๆ เลย” เขากล่าว

ขณะที่ สว. มาร์ก วอร์เนอร์ จากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นผู้นำพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภากล่าวว่า “ผมดีใจที่ประธานาธิบดีกำลังจะประกาศชัยชนะ เพราะสงครามครั้งนี้ถือเป็นความหายนะในแง่ของต้นทุนที่ชาวอเมริกันต้องจ่าย”

“ผมคิดว่าผู้คนจะมองย้อนกลับมาและพูดว่า สงครามที่เราเลือกก่อขึ้นเองครั้งนี้คือความหายนะ และในวันนี้อเมริกาก็อ่อนแอลงกว่าช่วงก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น”

ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว สหรัฐฯ จะอนุญาตให้อิหร่านขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีได้ และรัฐบาลเตหะรานอาจสามารถเข้าถึงกองทุนเพื่อการพัฒนาจำนวน 300,000 ล้านดอลลาร์ หากอิหร่านปฏิบัติตามข้อผูกพันเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ในการเจรจาขั้นต่อไป นอกจากนั้น สหรัฐฯ จะยกเลิกการคว่ำบาตรและปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น ไม่มีแผนลงโทษผู้รับผิดชอบเหตุสหรัฐฯ โจมตีโรงเรียนอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น ไม่มีแผนลงโทษผู้รับผิดชอบเหตุสหรัฐฯ โจมตีโรงเรียนอิหร่าน

18 มิ.ย. 2569 03:29 น.

ทรัมป์ลั่น ไม่มีแผนลงโทษผู้รับผิดชอบเหตุสหรัฐฯ โจมตีโรงเรียนอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาไม่มีแผนที่จะลงโทษผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุ กองทัพสหรัฐฯ โจมตีโดนโรงเรียนประถมในอิหร่าน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 160 ศพ ชี้ความผิดพลาดเกิดขึ้นกันได้

เมื่อ 17 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า เขาไม่มีแผนที่จะลงโทษผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่ กองทัพสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธไปโดนโรงเรียนแห่งหนึ่งของอิหร่าน ในวันแรกของการทำสงคราม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 168 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน

นายทรัมป์กล่าวยอมรับว่า “ความผิดพลาดเกิดขึ้นกันได้” หลังถูกนักข่าวถามเรื่องเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ย้ำด้วยว่า เขาไม่มีแผนที่จะเอาผิดหรือลงโทษบุคคลใดในรัฐบาลสำหรับเหตุโจมตีนี้

“ไม่ ถ้ามันเป็นความผิดพลาด ซึ่งอย่างที่คุณก็รู้ว่าเรื่องนั้นกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน มันเป็นคำถามที่แปลกมากที่จะมาถามกันในสถานการณ์แบบนี้ที่กำลังพูดถึงเรื่องราวเมื่อนานมาแล้ว ไม่มีใครตั้งใจทำแบบนั้นหรอก… แล้วทหารเป็นพัน ๆ นายที่พวกเขา (อิหร่าน) ระเบิดทิ้งตอนเปิดประตูรถล่ะ? แล้วประชาชนเป็นพัน ๆ คนที่ถูกอิหร่านฆ่าล่ะ? ไม่หรอก ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นกันได้”

ทรัมป์กล่าวเสริมว่า “สงครามมันเป็นเรื่องสกปรก” และระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวนโดยกระทรวงกลาโหม ก่อนจะแนะนักข่าวให้ไปถามคำถามเพิ่มเติมกับนาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแทน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ กองทัพสหรัฐฯ โจมตีโดนโรงเรียนประถม ชาจาเรห์ ตัยยิบา (Shajareh Tayyiba) ในเมืองมินาบ (Minab) โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งสื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่าส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตอย่างน้อย 168 รายและครู 14 ราย โดยคาดว่าสาเหตุเกิดจากข้อมูลที่ล้าสมัยเกี่ยวกับฐานทัพเรือที่อยู่ใกล้เคียง จนทำให้กองทัพสหรัฐฯ เล็งเป้าหมายพลาด

จากการสอบสวนเบื้องต้นของกองทัพพบว่า เหตุโจมตีโรงเรียนแห่งนี้ เกิดขึ้นในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังปฏิบัติการโจมตีค่ายทหารของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่อยู่ติดกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ เผยแล้ว เนื้อหา 14 ข้อใน MOU อิหร่าน มุ่งยุติสงคราม-เปิดช่องแคบ

สหรัฐฯ เผยแล้ว เนื้อหา 14 ข้อใน MOU อิหร่าน มุ่งยุติสงคราม-เปิดช่องแคบ

18 มิ.ย. 2569 02:20 น.

สหรัฐฯ เผยแล้ว เนื้อหา 14 ข้อใน MOU อิหร่าน มุ่งยุติสงคราม-เปิดช่องแคบ

สหรัฐฯ เปิดเผยเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจที่พวกเขาบรรลุร่วมกับอิหร่านเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว โดยมีข้อกำหนด 14 ข้อที่มุ่งเน้นเรื่องการยุติสงคราม, การเปิดช่องแคบ, การคลายคว่ำบาตร และอื่นๆ

เมื่อวันพุธที่ 17 มิ.ย. 2569 สหรัฐอเมริกาเปิดเผยเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่พวกเขาร่างร่วมกับอิหร่านและจะมีการลงนามในวันศุกร์นี้ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยประกอบด้วยข้อกำหนด 14 ข้อ ซึ่งรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การผ่อนปรนข้อจำกัดทางการเงินบางประการต่ออิหร่าน และการกำหนดแนวการเจรจาขั้นสุดท้าย

เอกสารดังกล่าวมีชื่อหัวข้อว่า “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” และได้รับการเผยแพร่ออกมาหลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเนื่องจากไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาต่อสาธารณะในตอนแรก

ข้อกำหนดทั้ง 14 ข้อในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้แก่

1 – สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน พร้อมด้วยพันธมิตรของตนในสงครามครั้งปัจจุบัน ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ เพื่อประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบในทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย และให้คำมั่นว่านับจากนี้เป็นต้นไปจะไม่เปิดฉากสงครามหรือปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ต่อกัน ตลอดจนละเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อกัน พร้อมทั้งรับรองบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของเลบานอน ข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะยืนยันการยุติสงครามเป็นการถาวรในทุกแนวรบ ซึ่งรวมถึงในเลบานอนและข้อบัญญัติอื่น ๆ ในย่อหน้านี้

2 – สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านให้คำมั่นที่จะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน

3 – สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านผูกพันตนที่จะเจรจาและบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาออกไปได้ตามความยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

4 – ทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สหรัฐอเมริกาจะเริ่มดำเนินการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล รวมถึงการก่อความรบกวนหรืออุปสรรคใด ๆ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และจะสิ้นสุดการปิดล้อมทางทะเลโดยสมบูรณ์ภายใน 30 วัน ในระหว่างช่วงเวลานี้ การสัญจรของเรือจะได้รับการฟื้นฟูโดยมีสัดส่วนที่สอดคล้องกับจำนวนการสัญจรของฝั่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในช่วงก่อนเกิดสงคราม นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังให้คำมั่นเพิ่มเติมที่จะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียงกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านภายใน 30 วันหลังจากบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

5 – เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะดำเนินการโดยใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อจัดเตรียมการให้เรือพาณิชย์สามารถผ่านทางได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นระยะเวลา 60 วันเท่านั้น จากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลโอมานและในทางกลับกัน การสัญจรของเรือพาณิชย์จะเริ่มต้นขึ้นในทันที และเมื่อคำนึงถึงความจำเป็นในการขจัดอุปสรรคทางเทคนิคและทางทหารแล้ว การเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะถูกกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะร่วมหารือกับรัฐสุลต่านโอมานเพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการและการบริการทางทะเลในอนาคตบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะหารือร่วมกับประเทศชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่บังคับใช้และสิทธิอธิปไตยของประเทศชายฝั่งช่องแคบฮอร์มุซ

6 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อจัดทำแผนการที่ชัดเจนและเป็นที่ตกลงร่วมกัน โดยมีวงเงินอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการฟื้นฟูและการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน กลไกสำหรับการดำเนินงานตามแผนการนี้จะได้รับการสรุปให้เสร็จสิ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายใน 60 วัน ทั้งนี้ ใบอนุญาต ข้อยกเว้น และการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง จะได้รับการอนุมัติโดยสหรัฐอเมริกา

7 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งรวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ, มติของคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวทั้งหมดของสหรัฐฯ ทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ ตามกำหนดเวลาที่ตกลงร่วมกันโดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้าย

ทั้งนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของประเด็นการยุติมาตรการคว่ำบาตรที่กล่าวไปข้างต้น และแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะจัดการกับประเด็นเหล่านี้ในการเจรจาทันที เพื่อให้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน

8 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอยืนยันอีกครั้งว่าตนจะไม่จัดหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ตกลงร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหาการจัดการคลังวัสดุเสริมสมรรถนะที่เก็บสะสมไว้ ตามกลไกที่จะตกลงร่วมกันให้สอดคล้องกับกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในย่อหน้าที่เจ็ด โดยกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นต่ำ ให้ดำเนินการลดระดับความเข้มข้นลง ณ สถานที่จัดเก็บ ภายใต้การกำกับดูแลของ IAEA

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะหารือเกี่ยวกับประเด็นการเสริมสมรรถนะและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการทางนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตามที่ตกลงร่วมกัน โดยอิงตามกรอบการทำงานที่เห็นพ้องต้องกันซึ่งจะตกลงกันในข้อตกลงขั้นสุดท้าย และข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะยืนยันข้อบัญญัติในย่อหน้านี้

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของประเด็นทางนิวเคลียร์ที่กล่าวไปข้างต้น และแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะจัดการกับประเด็นเหล่านี้ในการเจรจาทันที เพื่อให้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน

9 – ในระหว่างที่รอข้อตกลงขั้นสุดท้าย สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงร่วมกันที่จะคงสถานะเดิมไว้ โดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะคงสถานะปัจจุบันของโครงการนิวเคลียร์ของตน และสหรัฐอเมริกาจะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ใด ๆ รวมถึงจะไม่วางกำลังทหารเพิ่มเติมในภูมิภาค

10 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าในทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ และจนกว่าจะถึงเวลาที่มาตรการคว่ำบาตรสิ้นสุดลง กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จะออกข้อยกเว้นสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบ, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และสารอนุพันธ์ของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการทำธุรกรรมทางธนาคาร การประกันภัย การขนส่ง และอื่น ๆ

11 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะปลดปล่อยเงินทุนและสินทรัพย์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่ถูกอายัดหรือถูกจำกัดไว้ ให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่เมื่อมีการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะตกลงร่วมกันเรื่องขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเงินทุนเหล่านี้ในระหว่างการเจรจา โดยเงินทุนดังกล่าวไม่ว่าจะถูกเก็บไว้ในบัญชีเดิมหรือถูกโอนย้ายไปแล้ว จะต้องสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่สำหรับการชำระเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ขั้นสุดท้ายรายใด ๆ ตามที่ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำหนด ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะออกใบอนุญาตและการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดตามแนวทางนี้

12 – สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงร่วมกันว่า จะมีการจัดตั้งกลไกฝ่ายบริหารเพื่อกำกับดูแลความสำเร็จในการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และการปฏิบัติตามข้อตกลงขั้นสุดท้ายในอนาคต

13 – หลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ และโดยขึ้นอยู่กับการเริ่มดำเนินการตามย่อหน้าที่ 1, 4, 5, 10 และ 11 ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ รวมถึงการดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงขั้นสุดท้าย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับย่อหน้าที่เหลืออยู่เท่านั้น

14 – ข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการรับรองผ่านมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

บันทึกความเข้าใจนี้มีกำหนดจะลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ (19 มิ.ย.) ซึ่งจะถือเป็นการเริ่มต้นกรอบเวลา 60 วันในการเจรจาเงื่อนไขขั้นสุดท้ายของข้อตกลง โดยก่อนหน้านี้สำนักข่าว CNN ได้รายงานเกี่ยวกับร่างข้อตกลงที่ระบุถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ไปแล้ว ซึ่งข้อความอย่างเป็นทางการที่สหรัฐฯ เปิดเผยออกมานั้นมีความคล้ายคลึงกัน แต่มีข้อแตกต่างทางด้านถ้อยคำอยู่บ้างบางส่วน

“โดยพื้นฐานแล้ว นี่คือข้อตกลงที่ช่วยให้เราสามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ในทันที ทำให้อิหร่านถูกผูกพันให้ทำลายฝุ่นผงนิวเคลียร์ (Nuclear Dust) และทำให้เรามีปุ่มปรับสถานการณ์ ซึ่งหากอิหร่านปรับพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น เราก็จะตอบรับด้วยการปรับเพิ่มการผ่อนปรนทางเศรษฐกิจและมาตรการคว่ำบาตรในแบบที่จะช่วยให้พวกเขาเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นได้” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เล็งปลดอายัดเงินอิหร่าน ชี้ “ไม่ใช่เงินของเรา”

ทรัมป์เล็งปลดอายัดเงินอิหร่าน ชี้ “ไม่ใช่เงินของเรา”

18 มิ.ย. 2569 00:49 น.

ทรัมป์เล็งปลดอายัดเงินอิหร่าน ชี้ “ไม่ใช่เงินของเรา”

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเรื่องการปลดล็อกเงินของอิหร่านที่ถูกอายัดเอาไว้ โดยระบุว่านั่นไม่ใช่เงินของสหรัฐฯ ขณะที่ยืนยันด้วยว่า สหรัฐฯ จะไม่มีกองทุนฟื้นฟูให้อิหร่าน หากอิหร่านไม่ทำตามข้อตกลง

เมื่อ 17 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวที่ประเทศฝรั่งเศส หลังเสร็จสิ้นการประชุม G7 โดยช่วงหนึ่งเขาพยายามชี้แจงให้ผู้สื่อข่าวเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง การให้เงินดอลลาร์สหรัฐแก่อิหร่าน ซึ่งเขายืนยันว่าจะไม่ทำเด็ดขาด กับการปลดอายัดทรัพย์สิน ซึ่งทรัมป์บอกว่า เป็นเงินที่ชอบด้วยกฎหมายของอิหร่านเอง

“เราได้ยึดเงินของพวกเขาไว้เป็นจำนวนมาก เรายึดเงินของพวกเขาไว้ แต่มันไม่ใช่เงินของเรา มันเป็นเงินของพวกเขาเอง และเราได้อายัดมันไว้ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ผมคิดว่าเราก็คงจะต้องคืนมันให้พวกเขาไป”

ในส่วนของมาตรการคว่ำบาตร ทรัมป์แสดงท่าทีว่าจะผ่อนปรนให้อิหร่านบ้าง โดยมีเงื่อนไขว่าอิหร่านต้องตกลงที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อตกลง “ตราบใดที่ยังเป็นเรื่องของมาตรการคว่ำบาตร ณ จุดหนึ่ง คุณก็รู้ เรามีมาตรการคว่ำบาตรซึ่งจะไม่มีวันปล่อยให้พวกเขาฟื้นตัวได้เลย พวกเขาจะไม่มีเงิน และจะต้องตกอยู่ในความยากจน”

ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่ลงเงินใด ๆ ให้กับอิหร่าน รวมถึงในกองทุนเพื่อการฟื้นฟูมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ เว้นแต่ว่าอิหร่านจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องนิวเคลียร์

“เราจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น เราจะไม่ลงเงิน ยกเว้นแต่ว่าพวกเขาจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง หากพวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องและมีคนต้องการเข้าไปลงทุน พวกเขาก็สามารถลงทุนได้ แต่พวกเขามีกองทุนมูลค่า 300 ล้านนี้ มันเป็นเพียงกองทุนมูลค่า 300 ล้าน และมันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น” ทรัมป์กล่าวโดยพูดผิดเรื่องจำนวนเงิน

ทั้งนี้ สื่อหลายสำนักรายงานว่า ในบันทึกความเข้าใจที่สหรัฐฯ ทำไว้กับอิหร่าน และจะมีการลงนามในวันศุกร์นี้ มีข้อกำหนดเอาไว้ว่า สหรัฐฯ จะจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่อิหร่าน และจะปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่สหรัฐฯ อายัดเอาไว้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลูกชายอดีตผู้นำศรีลังกาถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชัน

ลูกชายอดีตผู้นำศรีลังกาถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชัน

18 มิ.ย. 2569 00:02 น.

ลูกชายอดีตผู้นำศรีลังกาถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชัน

หน่วยงานปราบคอร์รัปชันของศรีลังกา จับกุมลูกชายของอดีตประธานาธิบดีราชปักษา ในข้อหาทุจริตอีกกระทง หลังจากก่อนหน้านี้เขาเคยถูกตั้งข้อหาฟอกเงินไปแล้ว 2 คดีและเพิ่งได้ประกันตัวออกมา

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของศรีลังกาเปิดเผยว่า ลูกชายของ มหินทา ราชปักษา อดีตประธานาธิบดีศรีลังกา ถูกจับกุมตัวแล้ว ในวันพุธที่ 17 มิ.ย. 2569 ในข้อหาทุจริต นับเป็นคดีล่าสุดที่มุ่งเป้าไปที่ตระกูลราชปักษา หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองที่สุดของประเทศ

คณะกรรมการฯ ระบุอีกว่า โยชิธา ราชปักษา วัย 38 ปี ถูกจับกุมในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนและสมรู้ร่วมคิด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารับราชการโดยไม่มีคุณสมบัติขั้นต่ำ และต่อมาได้ใช้เงินทุนของรัฐในการฝึกอบรมในต่างประเทศ ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารเรือ

ทั้งนี้ โยชิธา ราชปักษา ได้เข้าร่วมหลักสูตรที่มีชื่อเสียงที่ดาร์ตมัธ (Dartmouth) ซึ่งเป็นวิทยาลัยราชนาวีของสหราชอาณาจักร แต่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การเข้าเรียนของเขาเป็นการแย่งสิทธิ์ของนักเรียนนายเรือคนอื่น ที่ควรได้รับสิทธิ์นั้นด้วยความสามารถของตนเอง

ก่อนหน้านี้เขาตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน 2 คดี และถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ โดยเขาได้รับการประกันตัวจนกระทั่งมาถูกควบคุมตัวอีกครั้งในคดีนี้

อนึ่ง คดีความต่างๆ ของตระกูลราชปักษาถูกนำกลับมาเคลื่อนไหวใหม่อีกครั้ง นับตั้งแต่ประธานาธิบดี อนุรา กุมารา ดิสซานายาเก ชนะการเลือกตั้งในปี 2567 ด้วยนโยบายที่ให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการทุจริตให้สิ้นซาก

สมาชิกในตระกูลราชปักษาและคนสนิทหลายคนถูกตั้งข้อหาในความผิดหลายกระทงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงข้อหาทุจริตคอร์รัปชันและแม้กระทั่งข้อหาฆาตกรรม โดยคดีทั้งหมดนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล

นายโยชิธา ราชปักษา ยังต้องเผชิญกับคดีอาญา หลังจากไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่เขานำไปใช้ซื้อบ้าน ในช่วงที่พ่อของเขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศระหว่างปี 2548-2558 ด้วย โดยเขาอ้างว่าเป็นเงินที่ได้จากการขายอัญมณีที่ได้รับมาจากคุณยายทวด ทว่าคุณยายทวดของเขากลับจำไม่ได้ว่าเธอได้พลอยล้ำค่าเหล่านั้นมาได้อย่างไร

นอกจากนี้เขายังเผชิญกับอีกคดีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่อีก อาจกลับไปโจมตีอิหร่าน หากไม่ทำตามสัญญา

ทรัมป์ขู่อีก อาจกลับไปโจมตีอิหร่าน หากไม่ทำตามสัญญา

17 มิ.ย. 2569 22:41 น.

ทรัมป์ขู่อีก อาจกลับไปโจมตีอิหร่าน หากไม่ทำตามสัญญา

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่อิหร่านอีก โดยบอกเป็นนัยว่าสหรัฐฯ พร้อมกลับไปโจมตีอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ทำตามข้อตกลง ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะลงนามบันทึกความเข้าใจในวันศุกร์นี้แล้ว

เมื่อวันพุธที่ 17 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเป็นนัยว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะกลับมาเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งหากจำเป็น ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังเตรียมการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการ เพื่อเริ่มต้นกรอบเวลา 60 วันในการเจรจาเงื่อนไขทางเทคนิคของข้อตกลงขั้นสุดท้าย

“นี่คือบันทึกความเข้าใจที่ยาวและค่อนข้างมีรายละเอียด ซึ่งจะนำไปสู่สัญญาฉบับปกติ ผมคิดว่าพวกเขาคงจะทำตามนั้น แต่ถ้าพวกเขาไม่ทำ มันก็—คุณก็รู้ ไม่เป็นไร เราก็แค่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่อีกครั้ง และเราไม่มีทางแพ้” ทรัมป์กล่าวเตือนระหว่างการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมสุดยอด G7 ร่วมกับนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ ทรัมป์ได้เตือนไว้ว่าหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง สหรัฐฯ จะ “กลับไปทิ้งระเบิดใส่กลางหัวพวกเขาทันที”

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มหมดความอดทนกับความขัดแย้งนี้ และต้องการให้สงครามยุติลงเนื่องจากการเลือกตั้งกลางเทอมกำลังใกล้เข้ามา ประกอบกับราคาน้ำมันในประเทศที่ยังคงพุ่งสูงเกินกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

เมื่อถูกนักข่าวถามว่าเขามั่นใจหรือไม่ว่าข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเขาบอกว่ายังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย จะได้รับการลงนามในวันศุกร์นี้ในท้ายที่สุด นายทรัมป์ตอบว่า “คุณไม่มีทางรู้หรอกสำหรับเรื่องข้อตกลง ใช่ไหมล่ะ? แต่คุณจะได้รู้กันในอีกไม่ช้า ผมคิดว่ามันจะสำเร็จ พวกเขาต้องการลงนาม พวกเขาต้องการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

CNN เปิดร่าง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ วางเงื่อนไขหยุดยิง-เปิดช่องแคบ

CNN เปิดร่าง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ วางเงื่อนไขหยุดยิง-เปิดช่องแคบ

17 มิ.ย. 2569 21:53 น.

CNN เปิดร่าง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ วางเงื่อนไขหยุดยิง-เปิดช่องแคบ

CNN สื่อของสหรัฐฯ เผยว่าพวกเขาได้รับร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมาแล้ว โดยภายในกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและเปิดช่องแคบ

สำนักข่าว CNN ของสหรัฐฯ รายงานว่า พวกเขาได้รับสำเนาร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มาแล้ว โดยในนั้นกำหนดเงื่อนไขการหยุดยิงระหว่างสองประเทศคู่ปรับตลอดกาล, การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง, การบรรเทามาตรการคว่ำบาตรทางการเงินบางส่วนให้แก่อิหร่าน และการย้ำเจตนารมณ์จากรัฐบาลเตหะรานว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด

บันทึกความเข้าใจ (MoU) จำนวน 14 ข้อนี้ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่ CNN ได้รับสำเนามาจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่ง นอกจากนี้ นักการทูตผู้เห็นเอกสารดังกล่าวในการประชุมสุดยอด G7 ที่ฝรั่งเศสในสัปดาห์นี้ รวมถึงแหล่งข่าวทางการทูตอีกสองรายที่มีความรู้เรื่องการเจรจา ต่างยืนยันเนื้อหาในเอกสารนี้

ข้อกำหนดทั้ง 14 ข้อที่ปรากฏในเอกสารที่ CNN ได้รับมาได้แก่

1 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยพันธมิตรของตนในสงครามครั้งปัจจุบัน ขอประกาศยุติสงครามในทุกแนวรบในทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และให้คำมั่นว่านับจากนี้เป็นต้นไปจะไม่เปิดฉากการดำเนินการที่เป็นปรปักษ์ใด ๆ ต่อกัน และจะละเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อกัน ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะยืนยันข้อบัญญัติในมาตรานี้รวมถึงมาตราอื่น ๆ ที่เหลือ

2 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน

3 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะเจรจาและบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาออกไปได้ตามความยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

4 – ทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สหรัฐอเมริกาจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงหรือการขัดขวางใด ๆ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รวมถึงฟื้นฟูการสัญจรทางเรือให้กลับคืนสู่ศักยภาพสูงสุดภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน โดยการสัญจรของเรือจะต้องเป็นสัดส่วนที่สอดคล้องกับปริมาณการสัญจรของฝั่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในช่วงก่อนเกิดสงคราม นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังให้คำมั่นที่จะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่โดยรอบภายใน 30 วันหลังจากบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

5 – เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะดำเนินการในทันทีเพื่อรับรองว่า การเดินเรือของเรือสินค้าจากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลโอมานและในทางกลับกัน จะกลับมาดำเนินการได้อีกครั้งภายใน 30 วันในปริมาณที่เท่ากับช่วงก่อนเกิดสงคราม โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการขจัดอุปสรรคทางเทคนิคและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยอิหร่าน

6 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อจัดทำแผนการที่ครอบคลุมและเป็นที่ตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่าย สำหรับการฟื้นฟูและการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน พร้อมทั้งรับประกันการจัดหาเงินทุนจำนวนอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ โดยกลไกการดำเนินงานของแผนการนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้าย จะถูกกำหนดขึ้นภายใน 60 วัน

7 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ตามกำหนดเวลาที่จะตกลงร่วมกันในข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งรวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวทั้งหมดของสหรัฐฯ ทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ

8 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอย้ำเจตนารมณ์ว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด โดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้ตกลงร่วมกันว่า การจัดการกับวัสดุเสริมสมรรถนะ รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ตามที่ตกลงร่วมกัน ซึ่งรวมถึงความต้องการทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน จะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมในข้อตกลงขั้นสุดท้าย โดยข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะยืนยันข้อบัญญัติในมาตรานี้

9 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตกลงร่วมกันว่า ในระหว่างที่รอข้อตกลงขั้นสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายจะคงสถานะเดิมไว้ โดยอิหร่านจะคงสถานะเดิมเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของตน และสหรัฐอเมริกาจะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ๆ ต่ออิหร่าน หรือเสริมกำลังทหารของตนในภูมิภาค

10 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่า ในทันทีหลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และจนกว่าจะถึงวันที่มาตรการคว่ำบาตรถูกยกเลิก กระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาจะออกข้อยกเว้นสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบ, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และสารอนุพันธ์ของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการธนาคาร, การประกันภัย, การขนส่ง, และบริการอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน

11 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่า เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อมุ่งสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย เงินทุนและสินทรัพย์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่ถูกอายัดหรือถูกจำกัดไว้ จะได้รับการปลดปล่อยและเปิดให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ โดยเงินทุนเหล่านี้ ไม่ว่าจะถูกเก็บไว้ในบัญชีหลักหรือถูกโอนย้ายไปแล้วก็ตาม จะถูกนำไปใช้สำหรับการชำระเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ขั้นสุดท้ายรายใด ๆ ตามที่ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำหนด และจะพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะออกใบอนุญาตและการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดตามแนวทางนี้

12 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตกลงร่วมกันว่า จะมีการจัดตั้งกลไกการดำเนินงานเพื่อกำกับดูแลความสำเร็จในการปฏิบัติตามข้อตกลง และข้อผูกพันในอนาคตต่อข้อตกลงขั้นสุดท้าย

13 – หลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และเมื่อได้รับหลักประกันเกี่ยวกับการเริ่มดำเนินการตามมาตรา 4, 5, 10 และ 11 ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ รวมถึงการดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงขั้นสุดท้าย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตราที่เหลืออยู่เท่านั้น

14 – ข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการอนุมัติผ่านมติที่มีผลผูกพันของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่านต่างปิดบังข้อมูลเกี่ยวกับถ้อยคำในข้อตกลง จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าร่างข้อความที่ CNN ได้มานั้น จะสะท้อนถึงถ้อยคำที่ถูกต้องตรงกับเอกสารฉบับสุดท้ายที่จะมีการลงนามร่วมกันในวันศุกร์นี้ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์หรือไม่

โดยขณะนี้รายละเอียดทางเทคนิคกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้นถ้อยคำจึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และโฆษกทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวว่า ข้อความดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงบันทึกความเข้าใจที่แท้จริง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หลายรายที่ได้พูดคุยกับ CNN ยังพยายามลดระดับความสำคัญของบันทึกความเข้าใจลงฉบับนี้ลง โดยเรียกมันว่าเป็นเพียง “เอกสารทางการเมือง” ที่ไม่ได้สะท้อนถึง “ข้อผูกพันลับหลังที่สำคัญ” ที่อิหร่านได้ให้ไว้กับสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอนาคตของโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน

ขณะที่สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน ระบุว่าเวอร์ชันของร่างที่หลุดออกมานั้นไม่ถูกต้อง ส่วนสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ได้เผยแพร่ร่างข้อตกลงเวอร์ชันหนึ่งไปก่อนหน้านี้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กกต.แจงปมคลิปวันเลือก สว. ยันพกโพยเข้าคูหา ไม่ผิดกฎหมาย

กกต.แจงปมคลิปวันเลือก สว. ยันพกโพยเข้าคูหา ไม่ผิดกฎหมาย

กกต.แจงปมคลิปวันเลือก สว. ยันพกโพยเข้าคูหา ไม่ผิดกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.16 น.

“กกต.”ร่อนเอกสารชี้แจงปมคลิปวันเลือก สว.ระดับประเทศ อ้างคำพิพากษาศาลฯ ยัน”พกโพยเข้าคูหา”ไม่ผิดกฎหมาย ส่วนกรณี”ฐิติเชฎธ์”เดินเก็บโพย เป็นการทำตามมติบอร์ดสั่งระงับยับยั้งเพื่อความเรียบร้อย

18 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการปฏิบัติงานในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 หลังมีการเผยแพร่ภาพและเสียงของกรรมการ กกต.และเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติหน้าที่จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

โดยชี้แจงรายละเอียดใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ ประเด็นแรก กรณีการนำเอกสารหรือโพยรายชื่อเข้าไปในสถานที่เลือก สว. กกต.ระบุว่าไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อท 13/2568 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ห้ามเพียงการนำเข้าหรือใช้เครื่องมือสื่อสาร อุปกรณ์บันทึกภาพและเสียง หรืออุปกรณ์อื่นตามที่ กกต.กำหนดเท่านั้น แต่ไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องการนำเอกสารหรือโพยที่จดหมายเลขผู้สมัครอื่นเข้าไปด้วย ดังนั้น เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามไว้ ผู้สมัครย่อมมีสิทธินำเอกสารใดๆ เข้าไปในเขตเลือกตั้งได้ และ กกต.ก็ไม่สามารถสั่งห้ามเด็ดขาดได้เช่นกัน

ประเด็นที่สอง กรณีข้อกล่าวอ้างที่ว่า พ.ต.อ.มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ได้แจ้งต่อเลขาธิการ กกต.ในวันเลือก สว.เวลา 08.29 น.ว่ามีกลุ่มบุคคลจัดทำโพยรายชื่อนั้น สำนักงาน กกต.ได้ทำการตรวจสอบเอกสาร บันทึกปฏิบัติงาน และภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการแจ้งเหตุดังกล่าวต่อเลขาธิการ กกต.ในเวลาดังกล่าวตามที่มีการอ้างอิง แต่พบว่า พ.ต.อ.มนัส ได้รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวตามแบบราชการ (ผตล.จว. 2/1) ในวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นการรายงานหลังจากวันเลือก สว.ระดับประเทศผ่านไปแล้ว 2 วัน การพิจารณาเรื่องนี้ กกต.จึงต้องยึดตามพยานหลักฐานทางราชการที่ตรวจสอบได้เป็นหลัก

ประเด็นที่สาม มาตรการระงับยับยั้งในวันเลือก สว.ระดับประเทศ กกต.ชี้แจงว่า ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 59 ให้อำนาจ กกต.สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข หรือยกเลิกการเลือกได้หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม ดังนั้น ในวันเลือก สว.ที่ประชุม กกต.จึงมีมติห้ามมิให้ผู้สมัครนำเอกสารใดๆ เข้าไปในบริเวณพื้นที่ลงคะแนนเลือกผู้สมัครกลุ่มอื่นในสายเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ด้วยเหตุนี้ การที่ ดร.ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง ได้เข้าไปเก็บโพยหรือกระดาษที่ผู้สมัครพกติดตัวในวันดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามมติของ กกต.เพื่อยับยั้งการฝ่าฝืนแนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่การกระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษารองรับจนเป็นที่ยุติแล้ว

สำนักงาน กกต.ระบุทิ้งท้ายว่า สำหรับการตรวจสอบข้อร้องเรียนและการกระทำความผิดของผู้สมัคร สว.ในกรณีอื่นๆ นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งหากได้ข้อสรุปที่เสร็จสิ้นแล้ว จะดำเนินการเผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบต่อไป

– 006