สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.17 น.

สวมบทเซลล์แมน! นายกฯ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก มั่นใจศักยภาพและความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

17 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ พร้อมเป็น “เซลล์แมน” ทำการตลาดให้ EEC

นายกฯ กล่าวถึงศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาดให้กับเขต EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จนพร้อมแล้ว จังหวะต่อไปนื้คีอการตลาดเพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ซึ่งผมจะขอสวมบทบาทนักการตลาดให้กับประเทศ เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาาสพบปะเจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ และนักลงทุนและภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้งหลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน – มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นนจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มาก

เอกอัครราชทูตรัสเซีย พบ ‘วราวุธ’ หารือความร่วมมือเศรษฐกิจไทย เตรียมลุยงาน INNOPROM 2026

เอกอัครราชทูตรัสเซีย พบ 'วราวุธ' หารือความร่วมมือเศรษฐกิจไทย เตรียมลุยงาน INNOPROM 2026

เอกอัครราชทูตรัสเซีย พบ ‘วราวุธ’ หารือความร่วมมือเศรษฐกิจไทย เตรียมลุยงาน INNOPROM 2026

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

เอกอัครราชทูตรัสเซีย พบ ‘วราวุธ’ หารือความร่วมมือเศรษฐกิจไทย เตรียมลุยงาน INNOPROM 2026

ความเคลื่อนไหวล่าสุดในวงการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เข้าหารือร่วมกับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อปูทางสู่ความร่วมมือครั้งใหม่ที่เน้นการเติบโตเชิงปฏิบัติในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

การหารือในครั้งนี้ครอบคลุมแนวโน้มความร่วมมือทั้งในด้านการค้า เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม โดยมีประเด็นสำคัญคือการสนับสนุนกิจกรรมการแสดงสินค้าอุตสาหกรรมนานาชาติ INNOPROM 2026 ซึ่งเตรียมจัดขึ้นที่เมืองเยคาเตรินเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนักธุรกิจและอุตสาหกรรมจากทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

นอกเหนือจากเรื่องการส่งเสริมงานจัดแสดงสินค้า ทั้งสองฝ่ายยังได้ลงลึกถึงการกำหนดมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทจากรัสเซียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการจัดแสดงสินค้าต่าง ๆ ในประเทศไทยได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ยังได้หยิบยกประเด็นการพัฒนาความร่วมมือด้านการเงินและเทคโนโลยีขึ้นมาหารือ เพื่อเป็นตัวเร่งสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันร่วมกัน

ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อการทำงานในเชิงปฏิบัติให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมุ่งผลักดันให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระหว่างรัสเซียและไทยมีความก้าวหน้าและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในอนาคต

นายเยฟกินี โทมิคิน หารือ นายวราวุธ ศิลปอาชา
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทยและรัสเซีย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกับทูตรัสเซีย
ความร่วมมืออุตสาหกรรมไทย–รัสเซีย

พริษฐ์ไม่ขัดภูมิใจไทย เตรียมชงแก้ รธน.รายมาตรา แต่ขอดูเนื้อหาก่อน

พริษฐ์ไม่ขัดภูมิใจไทย เตรียมชงแก้ รธน.รายมาตรา แต่ขอดูเนื้อหาก่อน

พริษฐ์ไม่ขัดภูมิใจไทย เตรียมชงแก้ รธน.รายมาตรา แต่ขอดูเนื้อหาก่อน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

“พริษฐ์”ไม่ขัด”ภูมิใจไทย” เตรียมชงแก้ รธน.รายมาตรา”กระจายอำนาจท้องถิ่น-ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ” แต่ขอดูเนื้อหาก่อน บอก”พรรคส้ม”ก็เคยเสนอแบบนี้แต่ ครม.ไม่สนอง

17 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีมติจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา จะทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทับซ้อนกันหรือไม่ ว่า เราสามารถทำคู่ขนานกันได้ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเดินหน้าเพราะมีผลการทำประชามติ จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่เดินหน้า แต่หากมีบางประเด็นที่เราต้องแก้ไขรายมาตรา ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนได้ก็สามารถทำคู่ขนานกันได้ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่นำเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลในการชะลอการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งนี้ ตั้งแต่สภาฯ ชุดที่แล้ว พรรคประชาชนได้มีการยื่นแก้ไขรายมาตราคู่ขนานกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 10 กว่าฉบับ ก็ไม่เห็นว่า ครม.จะยืนยันให้ฉบับไหนไปต่อ และตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสภาฯ ชุดปัจจุบัน เราก็ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปอีก 2 ฉบับ

เมื่อถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่พรรคภูมิใจไทยจะเสนอแก้ไขเรื่องการเพิ่มอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พรรคประชาชนสนับสนุนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดของร่างก่อน แต่จากเนื้อหาที่พรรคภูมิใจไทยแถลงมี 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 2.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งโดยหลักการแล้วพรรคประชาชนเคยเสนอเรื่องนี้เข้าสู่สภาฯ ตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนองจากพรรคภูมิใจไทยก่อนหน้านี้ และ ครม.ก็ไม่ได้มีมติยืนยันให้ร่างกฎหมายดังกล่าวไปต่อ

เมื่อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตราในลักษณะนี้ จะเป็นการเอื้อกับระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ภาพใหญ่ของระบอบสีน้ำเงินคือ การเห็นกลุ่มการเมืองหนึ่ง สามารถฉวยโอกาสจากช่องโหว่ในรัฐธรรมนูญ 60 เพื่อควบคุมการเมือง และเกิดปรากฏการณ์ฮั้วทั้งกระดาน เพราะรัฐธรรมนูญ 60 ออกแบบ สว.มาจากการเลือกกันเอง จนเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองเข้ามาแทรกแซงกระบวนการ และกุมสภาพเสียงของ สว.ได้

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ 60 ยังกำหนดให้ สว.มีอำนาจชี้ขาดบุคคลที่จะไปนั่งในองค์กรอิสระ ซึ่งหากรัฐบาลและองค์กรอิสระสามารถฮั้วกันได้ กลไกในการตรวจสอบจะอ่อนแอลง นี่คือข้อกังวลที่เราย้ำมาตลอด ดังนั้น เป้าหมายของระบอบสีน้ำเงินมี 2 อย่าง คือ 1.ทำอย่างไรก็ได้ให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะดุดหยุดลง เพื่อให้ประเทศยังอยู่ในรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน แต่หากจำเป็นต้องเดินหน้า เชื่อว่าเขาจะพยายามทำให้อยู่ภายใต้เงื่อนไข และกติกาในการเลือกผู้ร่าง เพื่อชี้ขาดเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างที่ตนเคยวิจารณ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ของพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่ได้ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และยังมีกฎเกณฑ์ที่คลุมเครือ รวมถึงเพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.ด้วย

ปลดล็อกกุ้งไทย สุริยะ เตรียมยกระดับเจรจาผู้นำมาเลเซีย มุ่งเน้นผลประโยชน์เกษตรกรสองประเทศ

ปลดล็อกกุ้งไทย สุริยะ เตรียมยกระดับเจรจาผู้นำมาเลเซีย มุ่งเน้นผลประโยชน์เกษตรกรสองประเทศ

ปลดล็อกกุ้งไทย สุริยะ เตรียมยกระดับเจรจาผู้นำมาเลเซีย มุ่งเน้นผลประโยชน์เกษตรกรสองประเทศ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

สุริยะ เผยไทยเร่งจัดทำข้อมูลเสนอข้อสรุปต่อนายกรัฐมนตรี ก่อนการเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า หาข้อยุติปัญหาส่งออกกุ้ง ย้ำยึดหลักผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม

17 มิถุนายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีภายหลังที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำหนังสือด่วนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มาเลเซีย เพื่อแก้ปัญหาการควบคุมการส่งออกกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ไปยังมาเลเซีย และหาทางออกในการลดขั้นตอนการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซีย แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารนั้น ว่า ทางการมาเลเซียได้ตอบกลับหนังสือของฝ่ายไทยมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มาเลเซีย ยังคงติดภารกิจอยู่ในต่างประเทศขณะนี้ จึงยังไม่สามารถกำหนดวันสำหรับการหารือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ของทั้ง2 ประเทศอย่างเป็นทางการได้ 

โดยได้รับการยืนยันว่า หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรมาเลเซียเสร็จสิ้นภารกิจต่างประเทศแล้วการ กำหนดวันหารืออย่างเป็นทางการอีกครั้ง ยืนยันว่าไทยจะยึดหลักผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งหากไทยคอนเฟิร์มมาตรการการนำเข้าปลากระพงให้กับมาเลเซีย ทางมาเลเซียก็ควรจะต้องเปิดทางให้กุ้งไทยส่งออกได้เพื่อให้เกษตรกรทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมและไม่เกิดอุปสรรคทางการค้าเกินความจำเป็น

สำหรับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในขณะนี้รัฐบาลได้เตรียมใช้กลไกความร่วมมือและระดับผู้นำ โดยล่าสุดได้หารือกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อจัดทำข้อมูลนำเสนอให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำไปประกอบการหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อีกทั้งทราบว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซียก็ได้แสดงท่าทีที่อยากเห็น มาตรการที่ผ่อนปรนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งหากประเทศไทยมีมาตรการในการผ่อนปรนแล้ว ไม่ได้รับการตอบรับ การค้าก็จะดำเนินต่อไปไม่ได้ 

 ทั้งนี้เชื่อว่า จะเห็นทางออกแก้ไขปัญหานี้เร็วๆนี้ เนื่องจากในเดือนหน้านายกรัฐมนตรีไทยมีกำหนดการจะเดินทางเยือนมาเลเซีย และคาดว่าจะมีการหารือ ในประเด็นดังกล่าวระหว่างผู้นำไทยและมาเลเซีย ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งเป้าหมายในการหาเร่งหาข้อสรุปในประเด็นดังกล่าวร่วมกับฝ่ายมาเลเซียให้แล้วเสร็จก่อนการเดินทางเยือนมาเลเซียของนายกรัฐมนตรีเดือนหน้า

ไอซ์ รักชนก เล่าคำต่อคำ คุยอะไร ไชยชนก หลังปรี่เดินหาถึงถิ่น ปชน.

ไอซ์ รักชนก เล่าคำต่อคำ คุยอะไร ไชยชนก หลังปรี่เดินหาถึงถิ่น ปชน.

ไอซ์ รักชนก เล่าคำต่อคำ คุยอะไร ไชยชนก หลังปรี่เดินหาถึงถิ่น ปชน.

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.55 น.

ไอซ์ รักชนก เล่าคำต่อคำ คุยอะไร ไชยชนก หลังปรี่เดินหาถึงถิ่น ปชน. ระหว่างประชุมสภาฯ 

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 จากกรณีการประชุมร่วมรัฐสภาท เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ประกฎภาพช่วงหนึ่ง นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินเข้าไปพูดคุยกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถึงที่นั่งของพรรคประชาชน ก่อนที่ น.ส.รักชนก ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้นายไชยชนกดู จากนั้น นางนันทนา สงฆ์ประชา ได้เดินเข้ามาร่วมวงด้วย ซึ่งใช้เวลาพูดคุยกันไม่นาน โดยนายไชยชนกได้เดินโอบไหล่ พานางนันทนากลับไปนั้น

ล่าสุด น.ส.รักชนก ได้โพสต์ภาพดังกล่าว พร้อมข้อความอธิบายบทสนทนาในช่วงนั้ันว่า “ได้เจอกันในห้องประชุม ดิฉันเลยถามคุณไชยชนก

1) พรุ่งนี้ที่ กมธ.ติดตามงบฯ เชิญร่วมประชุมมาไหม ?
: ตอบว่าไม่มา ให้ปลัดมา

2) ไม่คิดทบทวนเรื่องยกเลิกโครงการหรอ ?
: ไม่ตอบ

3) เห็นหลักฐานล่าสุด ที่เราเปิดแล้วหรือยัง หลักฐานที่ว่าโครงการเริ่มทำตั้งแต่เดือนตุลาคม ?
: ยังไม่เห็นครับ

ถึงแม้ว่าดิฉันจะไม่เชื่อว่ายังไม่เห็น แต่ก็เลยเปิดมือถือให้ดูว่ามีหลักฐานที่ยืนยันว่าโครงการนี้เริ่มทำก่อนจะมี TOR ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ นี่คือพฤติกรรมส่อไปในทางคอรัปชั่น

และ สส.อีกท่านที่เดินมาคุยกัน แล้วมีรูปจับมือกัน ดิฉันก็ถามว่าแค่ชวนคุณไชยชนกคุยเอง ถึงกับไม่ไว้ใจเป็นห่วงกันต้องเดินมาคุมเลยหรอ ไม่ทำอะไรหรอกหน่า เรื่องก็มีแค่นี้

สำหรับใครที่เห็นรูปแล้ว คิดไปไกลว่ามันจะมีการดีลอะไรกันหรือเปล่า ดิฉันก็ต้องยืนยันว่าโอกาสที่จะได้เจอรัฐมนตรีมันไม่ง่าย ตั้งกระทู้ถามก็ไม่ค่อยจะมาตอบกัน เชิญมาชี้แจงในกรรมาธิการก็ไม่มา ดังนั้นก็มีโอกาสแบบนี้แหละที่ได้คุยกัน

สำหรับใครที่แซวแล้วส่อไปในเชิงชู้สาว ถ้าคิดว่าแซวกันเล่นๆ อย่าคิดมาก ลองคิดว่าถ้าเป็นน้องสาว เป็นพี่สาว เป็นแม่ เป็นแฟนสาว หรือเป็นใครในชีวิตที่คุณรัก โดนแซวแบบนี้คุณจะชอบไหม หรือคุณจะร่วมผสมโรงด้วยไหม”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดภาพ ไชยชนก เดินไปคุยกับ รักชนก ระหว่างประชุมสภา

จับพิรุธ ปล่อยผ่าน ซิน เคอ หยวน ไม่ได้ตรวจทุกเตา ยันเปิดได้ก็ปิดได้ อรรถวิชช์ รับปากลุยสุ่มตรวจทั่วประเทศ

จับพิรุธ ปล่อยผ่าน ซิน เคอ หยวน ไม่ได้ตรวจทุกเตา ยันเปิดได้ก็ปิดได้ อรรถวิชช์ รับปากลุยสุ่มตรวจทั่วประเทศ

จับพิรุธ ปล่อยผ่าน ซิน เคอ หยวน ไม่ได้ตรวจทุกเตา ยันเปิดได้ก็ปิดได้ อรรถวิชช์ รับปากลุยสุ่มตรวจทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

’อรรถวิชช์‘ แนะเร่งตามตรวจสอบพิรุธเหล็กเส้นซิน เคอ หยวนฯกว่า40,000เส้นไปสู่ ’ร้านค้าปลายทาง‘ ได้มาตรฐานหรือไม่ เผย ’กรมโรงงานฯ‘ ยันกลับมาเปิดโรงงานแล้วก็ปิดได้ หากพบน่าสงสัย รับปากลุยลงสุ่มตรวจทุกเตาหลอมทั่วประเทศ ชวนจับตาถก ‘กมอ.’ เข้มเปลี่ยนมาตรฐานเหล็ก ลั่นคนเราเจ็บต้องจำ เหล็กข้ออ้อยไร้มาตรฐาน ส่งผล ’ตึกถล่ม‘ ได้

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 11.40 น. ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร กรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัดว่า เรื่องที่ไม่ผิดปกติของบริษัท ซิน เคอ หยวนฯ คือได้แก้ไขมาตรฐานความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว ในการทำให้โรงงานปลอดภัยผลิตสินค้าได้ แต่สิ่งที่ผิดปกติมีพิรุธคือมาตรฐานสินค้าที่เขาผลิต การตรวจเหล็กต้องตรวจทุกเตา แต่การตรวจคราวนี้ไม่ได้ตรวจทุกเตา มันเกิดการสุ่มตรวจเฉพาะบางเตาเท่านั้น และผ่านกระบวนการตรวจทดสอบออกมาได้ จึงมีความกังวลใจว่าเหล็กหลอมด้วยเตาแบบ IF (Induction Furnance) โดยธรรมชาติของมันมันสำหรับการหลอมเหล็กที่มีสารเจือปนน้อย เช่น หลอมสแตนเลส ก็ออกมาเป็นสแตนเลส แต่ถ้านำเศษเหล็กเขรอะๆเข้าไปหลอมเลยคุณภาพออกมาจะต่ำลง ดังนั้น ต้องเข้าใจว่าคำว่ามาตรฐาน 100เปอร์เซ็นต์คือ100 ไม่ใช่ตรวจผ่าน95เปอร์เซ็นต์ อีก5เปอร์เซ็นต์หลุด แบบนี้ไม่ใช่มาตรฐาน

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีเหล็กที่ทางเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) ชี้แจงต่อกมธ.ฯ เป็นเหล็กที่ทางบริษัทซิน เคอ หยวนฯ เตรียมเอาไว้แล้วนำไปตรวจ โดยเป็นการตรวจจาก2สถาบันคือ สถาบันยานยนต์ กับสถาบันไทย-เยอรมัน ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของซิน เคอ หยวนที่จะต้องการตรวจที่นี่ ตอนขออนุญาตขอกับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ก็ควรต้องกลับไปตรวจกับสถาบันเหล็กฯ ที่เกิดจากสุ่มตรวจ ถือว่าไม่ใช่การตรวจทดสอบจริง แต่ก็ผ่านไปแล้ว ตนจึงได้ฝากไปว่า ขอให้ใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะเหล็กเส้นที่บริษัท ซิน เคอ หยวนฯ มีการตรวจปล่อยออกมาแล้วจำนวนกว่า 40,000 เส้น ในช่วงรอยต่อที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ออกจากตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรม แล้วนายธนกร วังบุญคงชนะ เข้ามาเป็นรมว.อุตสาหกรรม ยังไม่มีใครมาติดตาม ก็ขอให้มีการดำเนินการติดตามเหล็กเส้นทั้ง40,000กว่าเส้นนี้ตามร้านค้าปลายทาง โดยการสุ่มตรวจว่าได้มาตรฐานหรือไม่ ถ้าไม่ได้มาตรฐานต้องดำเนินการให้ถูกต้อง แล้วต้องไม่ใช่ทำเฉพาะกับซิน เคอ หยวน แต่ต้องทำกับทุกบริษัททั่วประเทศแบบไม่บอกล่วงหน้า ซึ่งทางอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม รับปากแล้วว่าจะทำการสุ่มตรวจทุกเตาในทุกโรงเหล็ก ตนก็จะรอดูผล

“เกณฑ์ที่บอกว่าต้องสุ่มตรวจทุกเตา เกิดในช่วงรอยต่อที่นายธนกร เข้าไปเป็นรมว.อุตสาหกรรม แต่เหล็กมันถูกปล่อยออกมาแล้ว40,000กว่าเส้น นายธนกร ก็ตั้งคณะกรรมการสอบ แล้วบอกว่าต่อจากนี้ต้องสุ่มตรวจทุกเตา แต่พอไปเปิดของซิน เคอ หยวน ตรวจเรื่องความปลอดภัยผ่าน แต่มาตรฐานเหล็กไม่ได้ตรวจทุกเตาตามที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบ เลยต้องตามไปตรวจว่าเหล็ก40,000กว่าเส้น มันไปสู่ร้านค้าใดที่ปลายทางผมคิดว่าวันนี้กมธ.ฯได้รับรู้แล้วว่ามันมีความปกติในการสุ่มตรวจ ซึ่งทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่มาชี้แจงต่อกมธ.ฯวันนี้ก็ยืนยันว่าถึงเปิดโรงงานแล้วก็ปิดได้หากพบพิรุธ” นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายอรรถวิชช์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่าสนใจคือสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(กมอ.) ต้องติดตามว่าจะมีการเปลี่ยนมาตรฐานเหล็กหรือไม่ เช่น 1.ต่อไปนี้ต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็กที่ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะถ้ามีเตาปรุงน้ำเหล็กคุณภาพเหล็กจะดีขึ้น 2.ต่อไปควรจะห้ามเหล็กหลอมแบบIFในเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ทำคาน หรือเสาในตึกสูงหรือไม่ ต้องวัดใจกันว่า กมอ. จะทำตามมาตรฐานดังกล่าวหรือไม่ ยืนยันว่าเรื่องนี้ตนติดตามตลอด ตนเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ออกมาครั้งนี้ไม่ได้ออกมาค้าน แต่ตนออกมาปกป้องว่าคนเราเจ็บต้องจำ เหล็กข้ออ้อยที่มันไม่ได้มาตรฐาน มันจะส่งผลทำให้อาคารมันถล่มได้เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

สว.นพดล โวลั่น ไทย เหนือชั้นกว่า เขมร ได้ 2 มือดีระดับโลกด้านศาลกฎหมายทะเลช่วยสู้ ยกเคสเคยชนะคดี ติมอร์เลสเต-ออสเตรเลีย มาแล้ว ประสบการณ์-ต้นทุนสังคมสูง โต้เป็นไปได้ยาก แบ่งเค้กก่อนลากเส้นเขตแดน ยันไม่ยอมแล้ว สภาสูง ปรับหมากลุยเชิงรุก หาก ฮุนเซน โพล่งอะไรอีก พร้อมโต้ทันที

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต เป็นรองหัวหน้าคณะ เพื่อเข้าร่วมกระบวนกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ในกรณีข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาว่า มีความเหมาะสมมากที่นายสีหศักดิ์เป็นหัวหน้าคณะ และเอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต ซึ่งเคยเป็นอดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เพราะฉะนั้น น่าจะมีข้อมูลครบถ้วนที่จะไปสนับสนุนนายสีหศักดิ์ คงจะทำงานเป็นทีมกันได้ด้วยดี ส่วนทางฝั่งกัมพูชาก็ได้ตั้งนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เป็นหัวหน้าคณะเหมือนกัน และมีรัฐมนตรีกิจการชายแดนเข้ามาเป็นรองหัวหน้าคณะ ซึ่งตนมองว่าฝ่ายไทยดำเนินการตามขั้นตอนได้ดี 

นายนพดล กล่าวต่อว่า ในส่วนกรรมาธิการทั้ง 2 คน ที่ฝ่ายไทยเสนอ ได้แก่ Judge Albert Hoffmann ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากแอฟริกาใต้ และ Judge Rudiger Wolfrum นักกฎหมายชาวเยอรมัน ต้องยอมรับว่ามีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์และอาวุโสทั้งคู่  เพราะทั้งคู่เป็นประธานศาลกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ 

 “นานๆจะเสนอประธานทั้งคู่ ซึ่งก็จะมีความเชี่ยวชาญทางทะเลเป็นอย่างมาก ท่านหนึ่งเคยเป็นผู้ประนอมภาคบังคับของติมอร์เลสเตและออสเตรเลียเช่นเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าทางติมอร์เลสเตในอดีตเคยเสนอท่านนี้เป็นผู้ประนอม แสดงว่าท่านนี้ต้องมีความโดดเด่นมากทีเดียว และอย่าลืมว่ากรณีติมอร์เลสเตและออสเตรเลีย ติมอร์เลสเตได้เปรียบในเรื่องนี้” นายนพดล กล่าว 
   
นายนพดล กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าฝั่งไทยจะไม่เสียเปรียบ เผลอๆจะมีความเหนือชั้นกว่าด้วยซ้ำไป แต่อย่างที่ตนเรียนมาโดยตลอด คณะกรรมาธิการทั้งหมดก็มีหน้าที่เสนอแนะ และรับฟังข้อคิดเห็นจากทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ทั้งหมดนี้อยากให้มั่นใจได้ว่าบุคคลที่ถูกเสนอมาทั้งหมดเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีต้นทุนทางสังคมระดับโลกสูง คงไม่ทำอะไรที่ผิดกติกาของ UNCLOS โดยต้องลากเส้นตามหลักคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ชัดเจนมาก จะไปทำอะไรนอกเหนือจากนี้คงไม่ได้ และตนคิดว่าท่านเหล่านั้นคงไม่ไปทำเพราะต้นทุนสูง และประสบการณ์ที่ท่านสะสมมา จนมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่ง่าย ดังนั้น จึงไม่น่าวิตกมากนัก

เมื่อถามว่ามองว่าต่อไปแผนของประเทศกัมพูชาจะมีการคุยเรื่องผลประโยชน์ก่อนที่จะมีการแบ่งเขตแดน และต้องเจรจาอย่างไรให้เหนือกว่าประเทศกัมพูชา นายนพดล กล่าวว่า ตนคิดว่ากระทรวงการต่างประเทศของเรารับทราบข่าวเบื้องต้นแล้ว และพยายามที่จะแย้งเรื่องนี้ ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะกรรมาธิการทั้ง 5 คน เขามีแค่ข้อเสนอแนะเท่านั้นเอง ที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งการที่จะไปดำเนินการตามฝั่งกัมพูชาเสนอว่าหากขีดเส้น ลากเส้น หรือแบ่งเขตทางทะเลไม่สำเร็จ ก็ให้ทำเรื่องผลประโยชน์ไปพลางก่อน ซึ่งคงจะทำยาก เพราะเราไม่รู้ว่าหากไม่ลากเส้น ก็จะไม่รู้ว่ามีเขตที่ทับซ้อนอยู่ตรงไหน ฉะนั้น คิดว่าฝ่ายไทยคงแย้งเรื่องนี้ไป เป็นไปตามหลักกติกาสากล

เมื่อถามถึงกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาตอบโต้เมื่อมีประเด็นเหล่านี้ ทางฝั่งวุฒิสภาของประเทศไทยในฐานะสภาสูงเช่นกันจะมีการตอบโต้อย่างไร นายนพดล กล่าวว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาของไทย ได้ลงนามแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของวุฒิสภาขึ้นมา โดยได้มอบหมายให้ตนเป็นประธาน หากมีกรณีใดที่ต่างประเทศโดยเฉพาะกัมพูชา หรือในอนาคตอาจมีประเทศอื่นซึ่งเรายังไม่ทราบ ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะวุฒิสภา ของประเทศไทยในภาพรวมเสียหาย จากการปล่อยข่าวปลอม เราก็จะขอตอบโต้ ในทุกประเด็น เพื่อให้สังคมไทยและสังคมโลกได้เข้าใจ ซึ่งเราได้เชิญทูตอาเซียนบวกสาม จำนวน 12 ประเทศ มาทำความเข้าใจเรื่องการยกเลิก MOU 43 44 ที่ผ่านมาทูตจำนวนทั้ง 12 ประเทศนั้น เข้าใจดี โดยจะนำไปขยายความให้กับประเทศที่ไม่ได้มาร่วมประชุมด้วย ซึ่งจะเป็นนโยบายหนึ่งของวุฒิสภาในการทำทูตเชิงรุก

เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินว่าจะได้ข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมา MOU 44 ไม่ได้มีการขยับไปไหน และไม่ได้มีความก้าวหน้าเลย แต่กรรมาธิการฯ ของเราได้มีมติเอกฉันท์ที่จะยกเลิก ดังนั้น นี่จะเป็นกติกาสากลช่องทางหนึ่งที่จะทำให้สามารถหาข้อยุติโดยใช้กติกาสากล และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ เพราะส่วนหนึ่งที่ MOU 44 ไม่ประสบความสำเร็จเพราะการลากเส้นของกัมพูชา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เมื่อเทียบกับประเทศไทย ดังนั้นเมื่อเราดึงทุกอย่างเข้าสู่กติกาสากล คิดว่าหลายเรื่องน่าจะสามารถหาข้อยุติได้

‘เลขาฯพระปกเกล้า’ร่วมเวทีสิทธิมนุษยชนโลก ณ กรุงปักกิ่ง ชูบทบาท’ธรรมาภิบาลเพื่อสิทธิมนุษยชน’

'เลขาฯพระปกเกล้า'ร่วมเวทีสิทธิมนุษยชนโลก ณ กรุงปักกิ่ง ชูบทบาท'ธรรมาภิบาลเพื่อสิทธิมนุษยชน'

‘เลขาฯพระปกเกล้า’ร่วมเวทีสิทธิมนุษยชนโลก ณ กรุงปักกิ่ง ชูบทบาท’ธรรมาภิบาลเพื่อสิทธิมนุษยชน’

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้รับเชิญจากคณะกรรมการจัดงาน 2026 Forum on Global Human Rights Governance ให้เข้าร่วมการประชุมพร้อมกล่าวสุนทรพจน์ ในหัวข้อ “The Human Rights Implications of the Global Governance Initiative” ณ Beijing Hotel กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน สะท้อนบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในฐานะองค์กรคลังสมองด้านนิติบัญญัติและธรรมาภิบาลของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดย State Council Information Office (SCIO) และ Ministry of Foreign Affairs of the People’s Republic of China ภายใต้หัวข้อ “Joint Development, Shared Human Rights: The 40th Anniversary of the Adoption of the Declaration on the Right to Development and a New Vision for Global Human Rights Governance” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสิทธิในการพัฒนา การกำกับดูแลระดับโลก และแนวทางการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในบริบทของความท้าทายร่วมสมัย

ในการกล่าวสุนทรพจน์ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ได้นำเสนอแนวคิดและบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในการขับเคลื่อนหลักธรรมาภิบาลเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสำคัญ 5 ประการของ Global Governance Initiative (GGI) ได้แก่

– ความเสมอภาคแห่งอธิปไตย (Sovereign Equality) ผ่านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการสะท้อนเสียงของประชาชนและชุมชน

– หลักนิติธรรมระหว่างประเทศ (International Rule of Law) ผ่านการสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำข้อเสนอด้านกฎหมาย

– พหุภาคีนิยม (Multilateralism) ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือด้านธรรมาภิบาลระหว่างประเทศ รวมถึงการสนับสนุนประเทศไทยในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

– การพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centered Approach) ผ่านการสร้างพื้นที่การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองและ KPI Poll

– การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม (Real Actions) ผ่านการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาชนสู่กระบวนการนิติบัญญัติ อาทิ การผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจัดการขยะอย่างยั่งยืนภาคประชาชน

ซึ่งการเข้าร่วมประชุมและการได้รับเชิญให้กล่าวสุนทรพจน์ในเวทีระดับนานาชาติครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสถาบันพระปกเกล้าในการขยายบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลกด้านธรรมาภิบาลและสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำเสนอประสบการณ์การพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของไทยสู่ประชาคมนานาชาติ อันเป็นการตอกย้ำบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในฐานะ “คลังสมองของชาติด้านนิติบัญญัติ” ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับสากล

กมธ.อุตสาหกรรม แจงยิบ! เหตุ ซินเคอหยวน คัมแบ็คเปิดโรงงาน

กมธ.อุตสาหกรรม แจงยิบ! เหตุ ซินเคอหยวน คัมแบ็คเปิดโรงงาน

กมธ.อุตสาหกรรม แจงยิบ! เหตุ ซินเคอหยวน คัมแบ็คเปิดโรงงาน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

“กมธ.อุตสาหกรรม”แจงยิบ! เหตุ”ซินเคอหยวน”คัมแบ็คเปิดโรงงาน ส่งเหล็กกว่า 4 หมื่นเส้นตรวจสอบ-เช็กคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด เตรียมถกดัน”ร่าง มอก.ฉบับใหม่”สัปดาห์หน้า อุดช่องโหว่ของเก่า เข้มกำหนดทุกโรงงานต้องมี”เตาปรุงน้ำเหล็ก”สร้างความเชื่อมั่นให้ ปชช. ขณะที่”ซินเคอหยวน”ส่งแค่เอกสารมาแจงในกรรมาธิการฯ เล็งยกคณะลงพื้นที่ดูกระบวนการผลิตของโรงงานฯ ช่วงปิดสมัยประชุม

17 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ฯ กรณีการกลับมาดำเนินกิจการของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สมาคมเหล็ก เป็นต้น ขณะที่บริษัท ซิน เคอ หยวน ไม่ได้มีการส่งตัวแทนมาชี้แจงใน กมธ. เพียงแต่ส่งเอกสารมาชี้แจงว่า กมธ.ซักถามกรมโรงงานฯ ถึงสาเหตุที่บริษัท ซิน เคอ หยวนฯ ที่เคยถูกสั่งปิดไป 1 ครั้ง แล้วกลับมาเปิดอีกครั้ง จนเป็นประเด็นทางสังคมถามไปยัง นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งนายวราวุธ ได้ชี้แจงผ่านกระทู้สภาฯ ว่า การที่บริษัท ซิน เคอ หยวนฯ กลับมาเปิดโรงงาน ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือ รมว.อุตสาหกรรม เนื่องจากตามคำสั่งมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน ปี 2535 กำหนดไว้ หากโรงงานไม่สามารถทำตามมาตรฐานที่ทางกรมโรงงานฯ และ สมอ.กำหนดไว้ กรมโรงงานฯ มีอำนาจหน้าที่สั่งปิดเพื่อหยุดกระบวนการผลิตทั้งหมด

นายศุภโชค กล่าวต่อว่า กรมโรงงานฯ ชี้แจง กมธ.ฯ ว่า กระบวนการผลิตของบริษัทซิน เคอ หยวนฯ ได้มาตรฐานตามที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม มาตรฐานอุตสาหกรรม มีการสุ่มตรวจเหล็ก จำนวน 41,635 เส้น ส่งสถาบันทดสอบคุณภาพเหล็กถึง 2 สถาบันที่เป็นที่ยอมรับ ผลทดสอบออกมาคือได้มาตรฐานตามที่ มอก.กำหนด ส่วนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการผลิตเหล็กแบบ IF (Induction Furnance) นั้น ในการประชุม กมธ.ฯ สัปดาห์หน้า จะมีการพิจารณาร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นก่อสร้าง ฉบับใหม่ ที่จะยกระดับมาตรฐานคุณภาพเหล็กทั้งแบบ IF และ EF โดยเฉพาะเหล็กแบบ IF ที่คุณภาพในการหลอมสู้แบบ EF ไม่ได้ ทาง รมว.อุตสาหกรรม ได้สั่งการ สมอ.กำหนดให้ต่อจากนี้โรงเหล็ก IF ทุกโรงจะต้องมีโรงเตาปรุงน้ำเหล็ก เพื่อให้การผลิตได้มาตรฐานของร่างฯ มอก.ฉบับใหม่ที่จะมีการบรรจุ โดยจะมีการเชิญสมาคมเหล็กทั้งในแบบเตาหลอม IF และ แบบ EF เข้ามาหารือให้ตกผลึกว่ามาตรฐานใหม่ที่เราจะใช้จะเป็นแบบใด

เมื่อถามว่า บริษัท ซิน เคอ หยวนฯ ที่ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก จะยังดำเนินการต่อไปได้หรือไม่ ประธาน กมธ.การอุตสาหกรรม กล่าวว่า สมอ.ได้ยืนยันกับทาง กมธ.ว่าจะมีการสั่งตรวจ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ต้นตอที่นำมาผลิต ไปจนถึงเมื่อผลิตเสร็จแล้วไปสู่ร้านค้าปลายทาง จะมีการดำเนินการสุ่มตรวจอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ตรวจเฉพาะบริษัท ซิน เคอ หยวนฯ แต่ตรวจสอบโรงเหล็กทั่วประเทศทั้ง 40 กว่าโรงที่หลอมแบบ IF ยอมรับว่า ระเบียบ มอก.ฉบับเดิม ยังมีช่องโหว่อยู่ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น กมธ.ฯ จะเร่งผลักดันร่าง มอก.ฯ ฉบับใหม่ออกมาให้เร็วที่สุด ให้ได้มาตรฐาน ให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นเหล็กไทยอีกครั้ง

เมื่อถามว่า กมธ.ฯ จะลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานหรือไม่ นายศุภโชค กล่าวว่า การเข้าไปตรวจสอบโรงงานที่เป็นบริษัทเอกชนต้องทำหนังสือไปก่อน กมธ.ฯ ไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบริษัทเอกชน แต่ได้มีการประสานกับอุตสาหกรรมจังหวัด และกรมโรงงานฯ เพื่อขอเข้าไปดูกระบวนการผลิตของบริษัทซิน เคอ หยวนฯ คาดว่าจะดำเนินการในอีกประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ ช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ

อนุชา บุกตลาดนางเลิ้ง โชว์กึ๋นใช้แอปฯ รวม ของดีเขตชั้นใน เผยบ่าย 2 พร้อมฟาดปม ซื้อจ้างเจาะจง พุ่ง 90%

อนุชา บุกตลาดนางเลิ้ง โชว์กึ๋นใช้แอปฯ รวม ของดีเขตชั้นใน เผยบ่าย 2 พร้อมฟาดปม ซื้อจ้างเจาะจง พุ่ง 90%

อนุชา บุกตลาดนางเลิ้ง โชว์กึ๋นใช้แอปฯ รวม ของดีเขตชั้นใน เผยบ่าย 2 พร้อมฟาดปม ซื้อจ้างเจาะจง พุ่ง 90%

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

“อนุชา” ผนึกทีม ปชป. บุกตลาดนางเลิ้ง  โชว์กึ๋นใช้แอปฯ รวม “ของดีเขตชั้นใน” – เผยบ่าย 2 พร้อมฟาดปม “ซื้อจ้างเจาะจง” พุ่ง 90% 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 นำทีมลงพื้นที่หาเสียงย่านประวัติศาสตร์ “ตลาดนางเลิ้ง” เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ฐานเสียงเดิมที่เหนียวแน่นของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และ น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 ร่วมเดินสายพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนอย่างใกล้ชิดในช่วงเที่ยงวัน โดยนายอนุชาได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับชาวบ้านเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจในพื้นที่ พร้อมชูแนวคิดการพัฒนาตลาดนางเลิ้งและย่านใกล้เคียง เช่น โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมธานี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง

โดยนายอนุชา ระบุว่า ตลาดนางเลิ้งและพื้นที่ใกล้เคียงมีศักยภาพสูง ทั้งแหล่งอาหารระดับตำนานและสถานที่สำคัญ เช่น โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมธานี (โรงหนังนางเลิ้ง) ที่มีความสวยงามและทรงคุณค่า แต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ตนจึงตั้งเป้าสร้างแพลตฟอร์มรวมศูนย์ (One-Stop Platform) ให้คนกรุงสแกนปุ๊บรู้ปั๊บว่าเขตนั้นมีของดีอะไร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคัก ไม่ใช่แค่พึ่งพาคนในพื้นที่ แต่ต้องดึงนักท่องเที่ยวจากเขตอื่นและปริมณฑลให้เข้ามาร่วมสร้างรายได้ ไม่เพียงแต่เขตพื้นที่ป้อมปราบศัตรูพ่าย แต่มีเป้าหมายนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยรวบรวมข้อมูลของดีในแต่ละเขตพื้นที่ให้เข้าถึงง่าย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถวางแผนการท่องเที่ยวและการรับประทานอาหารได้ในแอปพลิเคชันเดียว

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอนุชาย้ำถึงความตั้งใจในการนำพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพมหานครอีกครั้ง โดยชูจุดเด่นเรื่องการเมืองที่สุจริตและยึดมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมเปิดเผยข้อมูลจากการประมวลผลผ่านระบบ “ส่องรัฐ” ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โครงการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นการใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคา รวมถึงพบพิรุธในโครงการขนาดใหญ่ที่ระดับ 4,000 ล้านบาท ที่ผู้ประมูลสองรายเสนอราคาต่างกันเพียงหลักล้านบาท ซึ่งเป็นการประมูลและเสนอราคาใกล้เคียงกันผิดปกติ 

นายอนุชา ยืนยันว่า หากได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. จะปราบปรามปัญหาการทุจริตให้หมดสิ้นไปอย่างเด็ดขาด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนกรุงเทพฯ โดยจะมีเวทีนำเสนอนโยบายเพิ่มเติมในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่ย่านสีลม และจะมีการปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้

“ผมจะไม่ทนให้เกิดการทุจริตใน กทม. อีกต่อไป พฤติกรรมแบบนี้ตรวจสอบได้ และหากผมได้รับเลือกตั้ง จะจัดการเรื่องนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด กทม. ต้องเลิกเป็นเมืองที่สงสัยกันว่ามีการโกงกิน แต่ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้จริง” นายอนุชา กล่าว

สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย นายอนุชาเน้นย้ำเรื่องการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยเพื่อป้องกันกลุ่มอิทธิพลและการเข้ามาสวมสิทธิ์ของแรงงานต่างด้าวที่แย่งอาชีพคนไทย โดยจะใช้ระบบลงทะเบียนผ่านเทคโนโลยี QR Code เข้ามาควบคุมและตรวจสอบให้ชัดเจน

นอกจากนี้ นายอนุชายังได้แสดงความเห็นถึงกรณีเหตุการณ์ถนนทรุดตัวในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งว่า เกิดจากความบกพร่องในการกำกับดูแลผู้รับเหมา โดยเสนอว่า กทม. จะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดเลือกบริษัทรับเหมาที่มีคุณภาพและประวัติการทำงานที่ดี แทนที่จะคำนึงถึงเพียงราคาที่ถูกที่สุด พร้อมกำชับวิศวกรประจำโครงการให้ตรวจสอบความปลอดภัยตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน 

นายอนุชา กล่าวทิ้งท้ายเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมฟังการนำเสนอนโยบายเพิ่มเติมในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. ณ ปาร์ค สีลม และจะมีการปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายนนี้ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์เปลี่ยน กทม. ให้เป็นเมืองแห่งความหวัง ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาไปวัน ๆ และก่อนเดินทางกลับ นายอนุชาและทีมงานได้แวะกราบสักการะศาลเสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯ ย่านนางเลิ้ง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเจ้าตัวยอมอุบคำขอไว้เป็นความลับว่า “ขอพรให้คนกรุงเทพฯ ได้พบกับสิ่งที่ดีที่สุด” ก่อนจะออกเดินสายหาเสียงต่อด้วยความมั่นใจ