พท.โวลงชื่อ189คน หนุนแก้รธน. ยื่นปธ.รัฐสภา4มิ.ย.

พท.โวลงชื่อ189คน  หนุนแก้รธน.  ยื่นปธ.รัฐสภา4มิ.ย.

พท.โวลงชื่อ189คน หนุนแก้รธน. ยื่นปธ.รัฐสภา4มิ.ย.

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พท.โวลงชื่อ189คน หนุนแก้รธน. ยื่นปธ.รัฐสภา4มิ.ย. ภท.ปัดล็อกสเปกสสร. ปชน.บี้สอบพรก.กู้เงิน ‘เสรีพิศุทธ์’บุกบุรีรัมย์ แจ้งความรุกที่ดินรฟท.

แกนนำเพื่อไทย “ชูศักดิ์” เตรียมเสนอร่างแก้ รธน.ฉบับ “เพื่อไทย”ต่อประธานรัฐสภา 4 มิถุนายนนี้มีผู้ร่วมลงชื่อ 189 คน เพื่อบรรจุเข้าวาระต่อไป ภท.ปัดเขียนกติการีโมทเลือก ส.ส.ร. ย้ำทุกพรรคมีส่วนร่วมจัดทำรธน.ใหม่ ขณะที่“เสรีพิศุทธ์” มาตามนัด บุกบุรีรัมย์แวะหน้าบ้าน“เนวิน ชิดชอบ”ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ ร้องทุกข์ แจ้งกล่าวหา‘เนวิน –กรุณา’และบุคคลอื่น รุกครอบครองที่ดินการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดงปมที่ดินเขากระโดง

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. นายสกลธี ภัททิยกุล  รองหัวหน้าพรรค และทีมผู้บริหารพรรค พร้อมด้วยผู้สมัคร สก.พรรค เขตสวนหลวง นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล และเขตประเวศ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ลงพื้นทึ่หาเสียงตลาดเอี่ยมสมบัติ เขตสวนหลวง กทม.

โดย นายอนุชาเปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เป็นเรื่องความสะอาดวันนี้ได้มาลงพื้นที่ที่ตลาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ค้าและผู้ขาย ได้ให้ความสำคัญเรื่องสุขลักษณะ หรือคือการจัดการให้ผู้ที่มาซื้อได้มาจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนข้อกังวลที่รับทราบมาเป็นเรื่องของคนจรจัดที่อาจจะมาสร้างความรำคาญให้ผู้ค้า และผู้ที่มาจับจ่ายใช้สอยอยู่บ้าง รวมไปถึงห้องน้ำที่พยายามเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง แต่กลายเป็นแหล่งมั่วสุม จึงจะมีเทศกิจคอยเข้ามาดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ค้าและผู้ที่มาซื้อ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ได้เป็นเสียงสะท้อนกลับมาให้เรา

‘อนุชา’ ชี้กำจัดขยะต้องมีประสิทธิภาพ

นายอนุชากล่าวอีกว่า เรื่องของกำจัดขยะก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องหลักที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญ ทุกวันนี้ 50 เปอร์เซ็นต์ ของขยะกทม.มีการกำจัดขยะด้วยการฝังกลบในพื้นที่ด้านนอก คือต่างจังหวัด เราก็จะพยายามหาวิธีเพื่อจะทำให้ลดในส่วนตรงนี้ ส่วนพื้นที่ที่มีในกรุงเทพฯ เช่น เขตอ่อนนุช หนองแขม และสายไหม นั้น จะต้องปรับให้เป็นระบบปิด 100 เปอร์เซ็นต์ คือจะไม่ให้มีกลิ่น น้ำเสีย รวมไปถึงลดขยะที่จะเป็นระบบปิดไม่ให้มีน้ำรั่วไหลออกมาตามถนน ฉะนั้นจำเป็นจะต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยและนำขยะมูลฝอยเหล่านี้มาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งอาจจะต้องมีการเพิ่มรถ เส้นทาง และบุคลากรในการจัดเก็บขยะเหล่านี้ด้วย และจะไม่ลืมรณรงค์ให้มีการแยกขยะ

ทำอุโมงค์ยักษ์ป้องกันน้ำท่วมกทม.

นายอนุชายังกล่าวถึงการแก้ปัญหาน้ำการระบายน้ำ ในกรุงเทพฯว่า ตนในฐานะมีความรู้เรื่องวิศวกร จึงให้ความสำคัญเรื่องของโครงสร้าง ดังนั้น บางเรื่องบางอย่างแม้ประชาชนจะยังมองไม่เห็นถึงเรื่องโครงสร้าง แต่ตนให้ความสำคัญว่า การนำน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และการสร้างอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมามีอุโมงค์เหล่านี้แต่ด้วยความที่อยู่ใต้ดิน เข้าใจว่า กทม. ก็มีงบในการสร้างรงนี้แต่สิ่งที่ตนมองการจะแก้ปัญหาให้ยั่งยืนไม่ใช่เพียงการลอกท่อ หรือประตูระบายน้ำที่ไปตรวจสอบกันเฉยๆ จริงๆ แล้วเขามีการใช้ระบบใหม่มานานแล้ว ณ วันนี้เรารู้อยู่แล้วว่ากรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ต่ำตนจะพยายามทำอะไรไม่ฝืนธรรมชาติ เมื่อเราจะสร้างเขื่อนหรือกำแพงไม่ให้น้ำเข้ามาแล้ว เราก็ต้องอย่าลืมการการถ่ายเทน้ำออกไปให้ได้มากที่สุด สิ่งที่ตนให้ความสำคัญคืออุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่นั้นเอง พรรคปชป.โดย นายอภิสิทธิ์ ได้ให้แนวทางมาแล้วว่า การใช้งบประมาณทุกอย่างต้องตรวจสอบได้ทุกเรื่องและโครงการใหญ่ๆแบบนี้ต้องเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้เห็นในการใช้งบประมาณว่าแก้ทั้งระบบได้อย่างไรไม่ใช่แค่ลอกคลอง

จะทำให้คนกทม.กลับมารักปชป.

เมื่อถามว่า ผลโพลล่าสุดคน กทม.
ชอบผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง นายอนุชากล่าวว่า ผลโพลใน กทม.ก็เปลี่ยนไปได้ทุกสัปดาห์ จะเห็นว่า องคาพยพเรามาช่วยกันรณรงค์เพราะปัญหาบางปัญหาไม่ใช่แค่ กทม. เราลงพื้นที่รับทราบปัญหาและสามารถหารืออะไรในสภาได้ เราไม่ได้หายไปไหน แต่เพียงไม่ได้มีตำแหน่งเป็นทางการใน กทม. หรือสภา แต่คนของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีการลงพื้นที่ต่อเนื่องโดยไม่ได้หายไปไหน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เหลืออีก 20 กว่าวัน เราจะทำให้คนที่เคยรักประชาธิปัตย์ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาคราวนี้ พร้อมเป็นตัวแทนของท่านทำหน้าที่สุดความสามารถ

ปชน.หวังตั้งกมธ.ติดตามพรก.กู้เงิน

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเตรียมผลักดันญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็เตรียมที่จะผลักดันเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกันว่า มองว่าการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยเราได้มีการยื่นญัตติดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมาแล้ว แต่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 วินิจฉัยว่าไม่ได้เป็นญัตติด่วน ซึ่งถือว่าผิดพลาดไปมากจากข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

คาดเสนอญัตติเข้าสภา4มิถุนายนนี้

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ฉะนั้นต้องมีการประสานงานกับทางคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ว่า จะทำอย่างไรให้ญัตตินี้ถูกเลื่อนขึ้นมาพิจารณาโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่นายโสภณได้แนะนำด้วย เพราะเห็นว่าควรที่จะเป็นญัตติด่วน จึงได้วันที่จะพิจารณาญัตติดังกล่าวคือวันที่ 4 มิถุนายนนี้ แต่ยังไม่ได้มีการตกลงกับทางวิปรัฐบาลอย่างแน่ชัดว่าตกลงจะได้เวลาเท่าไหร่กันแน่ เพราะเป็นวันที่ปกติจะต้องมีการปรึกษาหารือ มีการถามกระทู้ ฉะนั้นเวลาที่เหลือก็จะค่อนข้างน้อย

“เราคิดว่าปัญหาเร่งด่วนคือทางรัฐบาลมีการอนุมัติโครงการต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จากคณะกรรมการกลั่นกรอง โดยยังอยู่ในรูปแบบของการที่กระทรวงการคลังเป็นคนชงเรื่อง และเป็นคนอนุมัติโครงการหรือเป็นเจ้าของโครงการเอง ซึ่งไม่ได้มีการตรวจสอบถ่วงดุลอะไรเลย ทำให้ทางฝั่งสภาฯ ต้องตั้ง กมธ.วิสามัญชุดนี้ให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะได้เป็นอีกหูตาหนึ่งที่จะคัดกรอง แต่ต้องบอกว่ารอบนี้ไม่ทันแล้ว เพราะเงินกู้ได้ถึงมือประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงได้มีการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเรียบร้อยแล้ว เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

สมัยโควิดยังตั้งกมธ.ติดตามงบ

เมื่อถามว่า มองว่าจะได้รับความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาการที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอให้สภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญติดตามโครงการแลนด์บริดจ์ ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาล น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือ เพราะหากเรามองย้อนกลับไปตอนสมัยเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ของโควิด หรือเงินกู้ 5 แสนล้านบาท ของโควิด สส.พรรคภูมิใจไทยในขณะนั้นที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็เสนอญัตติด่วนประเภทเดียวกันและเข้าไปนั่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญกัน

“ไม่ว่าจะเป็น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรือนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรว่าเมื่อถึงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาลแล้ว จะไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

เมื่อถามว่า จะต้องมีการพูดคุยกับฝั่งรัฐบาลเพื่อทำความเข้าใจนอกรอบหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ให้เป็นหน้าที่ของประธานวิปฝ่ายค้าน

พท.โว189คนหนุนร่างแก้ไขรธน.

นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภาเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะยื่นร่างรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 4 มิถุนายน นี้ สาระร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมีผู้ร่วมลงชื่อญัตติจำนวน 189 คน ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 72 คน พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านที่ได้ร่วมลงชื่อด้วย โดยมีรายละเอียดว่า พรรคภูมิใจไทยร่วมลงชื่อจำนวน 30 คน พรรคประชาชนจำนวน 36 คน พรรคกล้าธรรมจำนวน 26 คน พรรคประชาธิปัตย์ 18 คน พรรคประชาชาติ 5 คน และพรรคไทยรวมพลัง 2 คน ทั้งหมดเกินจำนวนขั้นต่ำที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวน สส.ที่มีอยู่ในสภา ญัตติดังกล่าวจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย

นายชูศักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม คือการกำหนดให้มี ส.ส.ร. 100 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เบื้องต้นในจังหวัดจำนวน 300 คน และรัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน อีกส่วนหนึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นตัวแทนขององค์กรต่างๆ เช่น องค์กรสภา องค์กรรัฐบาล องค์กรศาล องค์กรและสภาท้องถิ่น องค์กรมหาวิทยาลัย ภาคประชาชนและ
ภาคธุรกิจ สภาวิชาชีพ องค์กรด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน และอื่นๆ จำนวน 52 คน

สส.รบ-ฝ่ายค้านหนุนลงชื่อร่างพท.

นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนมและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคเมีความพร้อมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว เพราะมี สส.จากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งจากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ รวมถึงพรรคการเมืองต่างๆแทบทุกพรรค ร่วมลงชื่อเสนอร่างของพรรคเพื่อไทยกว่า 180 รายชื่อ จากนี้จะนัดหมายกับพรรคต่างๆ เพื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาภายในสัปดาห์นี้ ขั้นตอนจากนั้นจะเป็นการตรวจสอบรายชื่อของประธานสภาฯ แล้วบรรจุเป็นระเบียบวาระต่อไป เมื่อถามว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคภูมิใจไทย และเพื่อไทยจะรวมกันได้หรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า ต้องดูแต่ละมาตราว่า ไปด้วยกันได้หรือไม่ ที่สุดแล้วต้องขึ้น
กับที่ประชุมรัฐสภาว่า จะดำเนินการอย่างไร โดยเป้าหมายพรรคเพื่อไทยคือ ตั้งใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากที่สุด โดยไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สำเร็จไปให้ได้

ภท.แจงทุกพรรคมุ่งร่างรธน.ใหม่

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในที่ประชุมรัฐสภา วันที่ 7-8 ก.ค. โดยเชื่อว่าเวลา 2 วัน ที่ให้พิจารณาจะเพียงพอ เนื่องจากเป็นการรวมพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีหลักการและสาระเดียวกัน คือ การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อย่างไรก็ดี ทราบว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่แต่ละพรรคเสนอนั้นมีหลักการเดียวกัน แต่มีความแตกต่างในรายละเอียด เช่น ของพรรคภูมิใจไทยให้ ส.ส.ร. 100 คน มาจากการสมัครจากแต่ละจังหวัด และให้รัฐสภาเลือก 77 คน อีก 23 คน มาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ด้านการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่สมัครมาตามกลุ่ม มีกระบวนการกลั่นกรองและให้รัฐสภาเลือก ทั้งนี้ การกำหนดให้รัฐสภาเลือกตั้ง จะใช้วิธีการกำหนดสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา 700 คน เพื่อเลือก ส.ส.ร.เข้าไปทำหน้าที่

ปัดเขียนกติกาเพื่อรีโมทเลือกสสร.

“มีคนมองว่าการกำหนดแบบนั้น พรรคภูมิใจไทย อาจรีโมท ส.ส.ร.ได้ หากพรรคภูมิใจไทยมี สส.500 คน จะทำแบบนั้นได้ แต่เรามี 200 คน ขณะที่สส.ในสภาฯ ยังประกอบด้วยฝ่ายค้านและอื่นๆ ดังนั้นทุกเสียงมีความหมาย ทุกคน ทุกพรรคมีสิทธิเลือกตามสัดส่วนของตัวเอง ดังนั้นที่บอกว่า ภูมิใจไทยเสนอแบบนี้ต้องการกินรวบ คือไม่จริง แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลภูมิใจไทยจะครองเสียงข้างมากและมีสว.บางส่วนสนับสนุน แต่วิธีการที่เสนอนั้น เคารพในทุกเสียง พรรคทุกขนาดให้มีโอกาสเลือกตัวแทนเข้าไปเป็น ส.ส.ร.ซึ่งเจตจำนงไม่ต่างจากวิธีรวมกลุ่ม 20 คน เพื่อเลือก ส.ส.ร.1 คน เหมือนกับที่ออกแบบรอบที่แล้ว นอกจากนั้น ผมมองว่าหากกระบวนการเลือก ส.ส.ร.ไม่ถูกยอมรับตั้งแต่ต้น รัฐธรรมนูญที่ร่างมาจะไม่ถูกยอมรับเช่นกัน เรื่องจะรับหลักการฉบับใดหรือไม่ ยังเร็วไปที่จะพูด เพราะยังไม่ได้คุยกันในรายละเอียด ทั้งนี้ การเสนอให้มี ส.ส.ร.ซึ่งวิธีการต่างกัน เร็วไปที่บอกว่า จะรับหรือไม่ สุดท้ายอาจจะรับทุกฉบับ หรือรับบางฉบับก็ได้”นายกรวีร์ กล่าว

‘เสรีพิศุทธ์’บุกบุรีรัมย์ถึงหน้าบ้านเนวิน

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อม ทีมงานและนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนาย อั๋น บุรีรัมย์ได้เดินทางไปที่บริเวณด้านหน้าปากทาง
เข้าบ้านพักของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ริมถนนสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย ในหมู่ 4 ตำบลอิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สอบถาม รปภ.เจ้าของบ้านอยู่หรือไม่ ซึ่งบอกว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่ จากนั้นได้เดินดูบริเวณปากทางเข้าบ้านที่มี รปภ.จำนวนหนึ่งนำแผงเหล็กมาตั้งวางปิดทางเข้า-ออกไว้ โดยไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกผ่านเข้า-ออก โดยคณะของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ใช้เวลาอยู่ เพียงบริเวณด้านหน้าทางเข้าประมาณ 20 นาที จึงเดินทางออกไป

จากนั้นเวลา 10.24 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พร้อมคณะได้เดินทางออกจากบริเวณหน้าบ้านพักมุ่งหน้าไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อยื่นเรื่องร้องทุกข์และข้อมูลประกอบการดำเนินคดีต่อปมที่ดินเขากระโดง พนักงานสอบสวน โดยมี นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น เดินทางมาสมทบร่วมติดตามการดำเนินการในครั้งนี้ด้วย

ขึ้นภ.จว.แจ้งเอาผิด‘เนวิน–กรุณา’

เมื่อเดินทางมาถึงได้ใช้ห้องประชุมของตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์เป็นสถานที่หารือและยื่นข้อมูลประกอบคำร้องทุกข์ โดยมี พ.ต.อ.รักเกียรติ แย้มบางยาง ผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน
ภ.จว.บุรีรัมย์ ต้อนรับและรับเรื่องตามขั้นตอนของกฎหมาย ในการแจ้งความเรื่องกล่าวหา นายเนวิน นางกรุณา ชิดชอบ และบุคคลอื่นที่บุกรุกครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง ต.อิสาณ และ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย /สิ่งที่ส่งมาด้วย เอกสารพยานหลักฐานประกอบคำร้อง 10 รายการ เอกสารรวม 188 แผ่น และแผ่นซีดี 1 แผ่น

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า หากคิดว่าตนเองมีสิทธิ์ที่ดีกว่าก็สามารถฟ้องได้มีหลักฐานใดก็มาแสดงได้ ศาลพิพากษาว่าคุณมีสิทธิ์ดีกว่าก็เป็นของคุณดีกว่ารอให้การรถไฟมาฟ้องเพราะฉะนั้น คุณเนวินควรฟ้องการรถไฟจะได้ไม่มีปัญหา แต่คุณอนุทินมาอยู่แบบนี้ จะบอกไม่รู้เรื่องได้อย่างไร ศาลพิพากษาเป็นอย่างไรก็ต้องรู้ กี่ปีมาแล้วตั้งแต่ รัฐบาลคุณประยุทธ์ จะหาว่า ผมปั้นน้ำ
เป็นตัวไม่ได้ คุณมาอยู่คุณไม่รู้เหรอ คุณอนุทิน

หลังจากนี้จะไปแจ้งความดำเนินคดีบุกรุกที่การรถไฟ ใครก็แจ้งได้คดีนี้ง่ายมาก ง่ายกว่าราษฎรบุกรุกที่ดิน ตำรวจก็ทำคดีง่าย ง่ายกว่าการค้ายาเสพติด การฆ่าคนเสียอีก สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้เยอะแยะเลย ถ้าไม่ให้ก็ขอให้ศาลเอาใบเรียกมา

“หากคุณเนวินมั่นใจว่าที่ดินได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย คุณเนวินก็ต้องฟ้องการรถไฟ หลังจากนี้ผมจะไปแจ้งความดำเนินคดีกับคุณเนวินในข้อหาบุกรุกที่การรถไฟซึ่งบุคคลใดก็สามารถแจ้งความได้ การที่คุณเนวิน ไม่อยู่พบผมนั้นก็เป็นสิทธิ์ของเขา ในคำพิพากษามีการตัดสินไว้ชัดเจนว่าที่ดิน 5,083 ไร่เป็นของการรถไฟ”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวอีกว่า ให้การรถไฟมายืนยันว่าบริเวณนี้เป็นที่ดินของใคร คุณเนวินและผู้บุกรุกต่างๆรับฟัง หากไม่มารับฟัง ก็ให้อัยการสรุปส่งฟ้องศาลง่ายมาก ส่วนของตนจะมอบให้ทนายอั๋นดำเนินการฟ้องร้องติดตามทนายอั๋นก็เป็นคนบุรีรัมย์ หากไม่คืบหน้าก็จะมาติดตามอีกครั้ง คดีนี้ง่ายมากเอาเท้าเขี่ยก็จบ

‘ทนายอั๋น’ขู่ยื่นร้องดีเอสไอ

ด้าน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนาย อั๋น บุรีรัมย์ ให้สัมภาษณ์ว่าที่ดินสนามแข่งรถ ที่ดินของการรถไฟและมีการถมที่ทางสาธารณะซึ่งกระทำได้อย่างไร ทั้งหมด 20 กระทง 20 คดี ตนจะไปร้องที่ดีเอสไอว่าบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งรุกที่ที่ดินการรถไฟ ครั้งนี้ จะยังไม่ขอพูดถึงคุณเนวินแต่หากมีการคืนที่ดินความผิดก็สำเร็จแล้วผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะดำเนินการอย่างไร ประมาณ 90%
ซึ่งสามารถจะยื่นฟ้องได้ทนาย อั๋น ยังบอกว่า ตนเองไม่ได้พูดเฉยๆ มีหลักฐานระวังจากกรมที่ดิน เมื่อเทียบแล้วทุกจุดตรงกับพื้นที่ที่ทั้งหมดที่มีปัญหาอยู่ ตนเองจะแจ้งความกับดีเอสไอในสัปดาห์นี้ ตอนนี้ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดไว้แล้ว

สำหรับกรณีที่ดินเขากระโดงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ประมาณ 5,083 ไร่ ครอบคลุมเอกสารสิทธิและการถือครองมากกว่า 900 แปลง ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าเป็นที่ดินของรัฐ ขณะที่ผู้ถือครองที่ดินจำนวนมาก ยังคงยืนยันสิทธิตามเอกสารสิทธิที่ได้รับ ทำให้เกิดข้อพิพาทและการดำเนินคดี ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน การลงพื้นที่ของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการติดตามให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทซึ่งหลายฝ่ายกำลังรอดูว่าหลังจากการยื่นร้องทุกข์ในวันนี้จะมีความคืบหน้าทางคดีและการบังคับใช้กฎหมายอย่างไรต่อไป

ล่าสุด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะที่ยังอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “จากนี้จะไปหาคุณอนุทินที่ทำเนียบให้รับผิดชอบ ไม่ทำก็ละเว้น มาดูสถานที่จริงแล้ว “ใหญ่กว่าดิสนีย์แลนด์” เสียอีก”
โดยในคลิปวิดีโอ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า หลังจากนี้ ตนจะไปหา นายอนุทิน ที่ทำเนียบฯ คิดว่าจะเป็นวันอังคาร ที่มีการประชุม ครม.เพื่อแจ้งให้ทราบว่าตนได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว ในฐานะที่
นายอนุทิน กำกับดูแลตำรวจ ต้องไปติดตาม หากไม่ติดตามถือว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ทบ.ย้ำความพร้อม! เสริมฐานที่มั่น-พัฒนาเส้นทางช่องสะงำ

ทบ.ย้ำความพร้อม! เสริมฐานที่มั่น-พัฒนาเส้นทางช่องสะงำ

ทบ.ย้ำความพร้อม! เสริมฐานที่มั่น-พัฒนาเส้นทางช่องสะงำ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.23 น.

ทบ.ย้ำความพร้อมด้านความมั่นคง เสริมฐานที่มั่น-พัฒนาเส้นทางบริเวณช่องสะงำ พร้อมเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ชายแดนต่อเนื่อง

1 มิถุนายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่สื่อออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ รวมถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยยืนยันว่า กองทัพบกได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน ขณะที่หน่วยงานด้านการข่าวและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ได้ติดตาม เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบริเวณช่องสะงำ โฆษกกองทัพบกระบุว่า ช่วงมีสถานการณ์ เคยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยได้มีการใช้อาวุธเข้าปฏิบัติต่อที่หมายดังกล่าว เนื่องจากพบว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นฐานสนับสนุนสำหรับการปฏิบัติการทางทหาร ที่ส่งผลต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชนและกำลังทหารฝ่ายไทย ส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่บางส่วนได้ถูกทำลายไป

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำเงินทุนสีเทามาสนับสนุนการจัดหายุทโธปกรณ์หรือเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชานั้น ในทางการข่าวสามารถเป็นไปได้ทุกกรณี แม้ว่ายังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน

แต่ขอให้มั่นใจว่าในทุกๆ ความเคลื่อนไหวที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณพื้นที่ชายแดนนั้น จะอยู่ในการเฝ้าติดตาม และเฝ้าระวังของฝ่ายไทยโดยตลอด ถึงแม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์ในภาพรวมส่วนใหญ่อาจดูเรียบร้อย และเพื่อความไม่ประมาท ทุกหน่วยจึงต้องทำการเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา รวมถึงมีการเสริมสร้างฐานที่มั่น และพัฒนาเส้นทางเพื่อการลาดตระเวน และส่งกำลังบำรุงในพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจทางทหารตามแนวชายแดนตามนโยบาย ผบ.ทบ.

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแม้จะพบความเคลื่อนไหวบางอย่างของฝ่ายกัมพูชาในบางพื้นที่ ผลจากการประเมินสถานการณ์ในภาพปัจจุบันยังไม่พบสิ่งบ่งชี้ที่น่ากังวล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงร่วมกันติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ภารกิจการรักษาความมั่นคง และการดูแลพี่น้องประชาชนในบริเวณพื้นที่ชายแดนมีความเรียบร้อยสมบูรณ์มากที่สุด

ศุภชัย เตือน เสรีพิศุทธ์ บุกเขากระโดง ระวังเจอบิดเบือน-ก้าวล่วงศาล

ศุภชัย เตือน เสรีพิศุทธ์ บุกเขากระโดง ระวังเจอบิดเบือน-ก้าวล่วงศาล

ศุภชัย เตือน เสรีพิศุทธ์ บุกเขากระโดง ระวังเจอบิดเบือน-ก้าวล่วงศาล

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.10 น.

“ศุภชัย”เตือน”เสรีพิศุทธ์” บุก”เขากระโดง”ระวังเจอ”บิดเบือน-ก้าวล่วงศาล” อัดพฤติกรรมชวนท้าตีท้าต่อย ไม่สมฐานะ”อดีต ผบ.ตร.” ย้อนเกล็ดแสบเคยโดนคดีบุกรุกที่หลวงเหมือนกัน

1 มิถุนายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาติดตามทวงถามเรื่องข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอยู่ในขณะนี้ ว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอันไม่ควรที่จะกระทำในฐานะ สส.เพราะเรื่องนี้สังคมโดยทั่วไปทราบแล้วว่า ที่ดินเขากระโดงพี่น้องประชาชนมีเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน และ น.ส.3 ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกรณีดังกล่าวมีเหตุผล 2 ประการ คือ ไม่เข้าใจกฎหมาย หรือมิฉะนั้นก็คือการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อที่จะประสงค์ที่จะใส่ร้ายป้ายสีบุคคลซึ่งเป็นผู้สุจริต ขณะเดียวกัน วานนี้ (31 พ.ค.) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็ได้เดินทางไป จ.บุรีรัมย์ บริเวณหน้าบ้านของผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้เป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน ไปท้าตีท้าต่อย ท้าทายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ จ.บุรีรัมย์ พฤติการณ์อย่างนี้เป็นพฤติการณ์ที่คนเป็น สส.ไม่พึงกระทำ

“คุณเสรีพิศุทธ์เคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มียศถึง พล.ต.อ. เพราะฉะนั้นควรจะต้องมีสำนึก มีความคิดว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดหน้าที่ และก้าวล่วงไปยังอำนาจของศาล การพูดเหมารวมว่าทุกคนที่นั่นบุกรุกที่ดินของรัฐ ทั้งๆ ที่โฉนดที่ดินยังไม่ถูกเพิกถอน และหลายคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล เป็นการพูดที่ข้ามขั้นตอน เป็นการกระทำการที่ก้าวล่วงเข้าไปในกระบวนการยุติธรรม และก็ละเลยหลักนิติรัฐอย่างชัดเจน” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ถ้าทุกอย่างจบเด็ดขาดตามที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้มีการกล่าวอ้างจริง ตนขอตั้งคำถามต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่า ทำไมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังต้องฟ้องประชาชนเป็นคดีแพ่งอีกหลายคดี และทำไมศาลยังรับฟ้องไปพิจารณา คำตอบคือ ศาลทราบดีว่า ในหลักกฎหมายนั้น คำพิพากษาเดิมมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความที่มีการฟ้องร้องคดีกันไปแล้ว ส่วนเรื่องของบุคคลภายนอกที่มีโฉนด มีเอกสารสิทธิ์ก็ย่อมที่จะมีสิทธิ์ต่อสู้ และพิสูจน์สิทธิ์ของตนได้ ตามหลักกฎหมายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามมาตรา 145 (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 145) นอกจากนี้ ในอดีตของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เองก็เคยถูกกล่าวหาในลักษณะเดียวกัน ทั้งกรณีรีสอร์ทหรูริมแม่น้ำแควน้อย จ.กาญจนบุรี ที่อ้างสิทธิ์ในที่งอกริมตลิ่งเพื่อทำสวนหย่อมโดยไม่มีโฉนด จนในที่สุดก็แพ้คดีและต้องรื้อถอน รวมถึงกรณีท่าเทียบเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านบางกระบือ ที่ถูกกรมป่าไม้กล่าวหาว่าบุกรุก ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องใช้กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลเพื่อสู้คดี ไม่ต่างจากที่พี่น้องประชาชนชาวบุรีรัมย์กำลังทำอยู่ตอนนี้

“การกล่าวหาว่าบ้านที่บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีชื่ออยู่ด้วย แล้วไปตีความว่า นายอนุทินก็บุกรุกที่ด้วย อันนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักกฎหมายใดรองรับ ฉะนั้นขอเตือนว่า อย่ากระทำการอะไรที่บิดเบือนให้ประชาชนเกิดความสับสน” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า ขอเรียกร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งพิจารณาคำร้องที่พรรคภูมิใจไทยเคยมีการไปร้องเรียน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในข้อหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า หากมีผลถึงที่สุดแล้ว และพบว่ามีการกระทำความผิด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และต้องพ้นจากการเป็น สส.ทันที

ทบ.สวนข้อครหา! ยันส่งปืนใหญ่-รถถัง-อากาศยาน ถล่มกาสิโนช่องสะงำ

ทบ.สวนข้อครหา! ยันส่งปืนใหญ่-รถถัง-อากาศยาน ถล่มกาสิโนช่องสะงำ

ทบ.สวนข้อครหา! ยันส่งปืนใหญ่-รถถัง-อากาศยาน ถล่มกาสิโนช่องสะงำ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.18 น.

ทบ.สวนข้อครหา! โจมตีกาสิโนช่องสะงำบางเบา เผยระดมปืนใหญ่กว่า 50 นัด รถถัง-อากาศยาน ถล่มซ้ำ ชี้ภายนอกอาคารดูไม่สะเทือน เหตุโครงสร้างตึกแข็งแรง แต่ข้างในพังยับ ย้ำปฏิบัติการยึดตามแผนยุทธวิธี

1 มิถุนายน 2569 รายงานข่าวจากกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตต่อปฏิบัติการปราบปรามฐานแก๊งสแกมเมอร์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บริเวณด่านช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งถูกมองว่ามีความเข้มข้นน้อยกว่าพื้นที่ชายแดนจุดอื่นๆ โดยยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักยุทธวิธีทางทหาร และการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย มิได้ละเลยหรือปล่อยผ่านพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ในห้วงเวลาที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนมีความตึงเครียด กองกำลังในพื้นที่จำเป็นต้องประเมินระดับภัยคุกคามและผลลัพธ์ที่ต้องการ เพื่อจัดสรรอำนาจกำลังรบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการเข้าตีเพื่อทำลายเป้าหมายหลักที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยให้ได้ก่อน เมื่อสามารถควบคุมสถานการณ์ในจุดวิกฤตได้แล้ว จึงขยายผลสู่เป้าหมายลำดับถัดไปตามแผนยุทธการ เพื่อผลลัพธ์สุดท้ายในการป้องกันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นให้สิ้นซาก

แหล่งข่าวกองทัพบก ย้ำอีกว่า สำหรับพื้นที่ช่องสะงำ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของปฏิบัติการนั้น ยืนยันว่า แม้จะเป็นพื้นที่ที่เข้าดำเนินการในช่วงท้ายของไทม์ไลน์ก่อนการหยุดยิง แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน โดยกองกำลังที่รับผิดชอบภารกิจการทำลายที่ช่องสะงำ ได้ใช้อาวุธยิงสนับสนุนโจมตีเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้รถถัง และปืนใหญ่กว่า 50 นัด รวมทั้งอากาศยาน เพื่อทำลายฐานปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม

ทั้งนี้ ยืนยันว่า การปฏิบัติการในพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้อาวุธทุกชนิดอย่างเข้มข้น ตามแผนที่กำหนด ไม่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เพียงแต่ความเสียหายภายในอาคารและสิ่งปลูกสร้างอาจไม่สามารถประเมินได้จากการสังเกตภายนอก เนื่องจากพื้นที่อยู่ในเขตของอีกฝ่าย และไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้โดยตรง

แหล่งข่าวกองทัพบก ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า อาคารเป้าหมายหลายแห่ง โดยเฉพาะอาคารกาสิโน และสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ มีโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่แข็งแรง แม้ภายนอกยังคงสภาพอยู่ แต่ภายในได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงระเบิด และการโจมตีทางอากาศ โดยเฉพาะอาคารสูงหลายชั้นในพื้นที่ช่องสะงำ ที่ถูกโจมตีจากด้านบน ควบคู่กับการยิงสนับสนุนจากภาคพื้นดิน

“พื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม และภายหลังการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวโจมตีต่อฝ่ายเราได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม ก่อนที่จะมีการหยุดยิงตามข้อตกลงในเวลาต่อมา พร้อมย้ำว่า ทุกปฏิบัติการเป็นไปตามแผนยุทธวิธีที่วางไว้ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพทางทหารและความมั่นคงของประเทศเป็นสำคัญ”

– 006

‘ไวรัสอีโบลา’ โรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง

'ไวรัสอีโบลา' โรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง

‘ไวรัสอีโบลา’ โรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

จากการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาที่ดิอาร์คองโก – ยูกันดา  การระบาดยังรุนแรงขึ้น โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค เผยรายงานจากองค์การอนามัยโลก  สงสัยผู้ติดเชื้อ จำนวนมากกว่า 900 ราย และเสียชีวิตแล้ว 220 ราย โดยการระบาดครั้งนี้ เกิดจากสายพันธุ์ Bundibugyo (บุนดิบูโย) ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 บอร์ดโรคติดต่อ ฯ แห่งประเทศไทย ได้ยกระดับสกัด “อีโบลา” จากผู้เดินทางจาก 2 ประเทศ “ดิอาร์คองโก-ยูกันดา” โดยเมื่อเข้าไทยจำเป็นต้องกักกันตัว 21 วัน

พญ. พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายหลักการแพร่เชื้อ อาการ การรักษา และการป้องกัน ใช้สำหรับดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

พญ. พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล 

เชื้อไวรัสอีโบลา (Ebolavirus) ก่อให้เกิดโรคอีโบลา (Ebola disease) โลกรู้จักเชื้อนี้ครั้งแรก ในปี 1976  โดยพบไวรัสนี้ที่ริมแม่น้ำอีโบลา ในสาธารณรัฐคองโก และพบการระบาดเป็นครั้งคราวมาตลอด พบอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 50% แต่อัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึง 90% ของผู้ติดเชื้อ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) เชื้อไวรัสอีโบลา มี 6 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่พบการแพร่ระบาดรุนแรง มี 3 สายพันธุ์ คือ  1.Ebola virus (EBOV) ทำให้เกิดโรค Ebola virus disease (EVD) 2.Sudan virus (SUDV) ทำให้เกิดโรค Sudan virus disease (SVD) 3.Bundibugyo virus (BDBV) ทำให้เกิดโรค Bundibugyo virus disease (BVD) โดยเชื้ออีโบลา อาศัยอยู่ในค้างคาวผลไม้และแพร่สู่คนผ่านสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เช่น ลิง

การแพร่เชื้อจากคนสู่คน เกิดโดยการติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง บริเวณผิวหนังที่มีแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง โดยสัมผัสเลือดสารคัดหลั่ง หรือของเหลวจากร่างกาย เช่น น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำอสุจิ ของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต การติดจากการสัมผัสสิ่งของ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อประเภทเลือด หรือของเหลวจากร่างกาย เช่น อาเจียน อุจจาระ ของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต

ระยะฟักตัวและการแพร่เชื้อ

ระยะฟักตัว 2-21 วัน  ผู้ป่วยจะเริ่มแพร่เชื้อได้ เมื่อเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้ว จะยังแพร่เชื้อได้ จากการสัมผัสศพโดยตรง

อาการของโรคอีโบลา

อาการเริ่มแรก จะมี ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต่อมาจะมีอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ผื่น ในรายที่รุนแรงอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ สับสน พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง และพบอวัยวะล้มเหลวร่วม เช่น ตับ ไต เนื่องจากอาการแสดงของโรค มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มอาการโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย ไข้ไทฟอยด์   ดังนั้น การวินิจฉัยต้องอาศัยประวัติความเสี่ยง คือ เดินทางกลับมาจากประเทศที่มีการระบาดของเชื้อดังกล่าว อาการแสดงที่เข้าได้ร่วมกับการตรวจยืนยันโดยห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น ตรวจหาสารพันธุกรรม (PCR) ของไวรัส ตรวจทางภูมิคุ้มกัน การเพาะเชื้อไวรัส

การรักษาโรคอีโบลา

การรักษาเฉพาะ  โดยการให้ยาต้านไวรัส กลุ่ม monoclonal antibodies mAb114 (ansuvimabTM) or REGN-EB3 (InmazebTM) แนะนำให้เฉพาะการติดเชื้อจาก  Ebola virus disease เท่านั้น ส่วนการติดเชื้ออื่น ๆ ยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะ

การรักษาแบบประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำ การแก้ไขภาวะเกลือแร่ที่ผิดปกติ รักษาภาวะน้ำตาลต่ำ ภาวะช็อก (Shock) และใช้ยาต้านเชื้อโรค กรณีพบการติดเชื้อซ้ำซ้อนและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน

การป้องกันโรคอีโบลา

หลีกเลี่ยงการไปประเทศที่มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสอีโบลา หลีกเลี่ยงการสัมผัสบุคคลที่ป่วย หรือศพของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคอีโบลา วัคซีนปัจจุบันรับรองเฉพาะสายพันธุ์ Ebola (Ebola virus) แต่สายพันธุ์อิ่น ๆ รวมถึง ไวรัสบุนดิบูโย ยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน

แม้ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศไทย  แต่กรณีที่ท่านเดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยง แนะนำให้ปฎิบัติตามคำแนะนำของทางรัฐบาล เพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการอย่างเหมาะสม โดยกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศ เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายกรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) พ.ศ. 2569 ลงนาม ณ วันที่ 20 พ.ค.2569 เพื่อระบุเขตติดโรคติดต่ออันตราย มี 2 ประเทศ คือ 1. สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และ 2. สาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) โดยการแพร่ระบาดอาจมาจากการนำเข้าสัตว์ที่เป็นพาหะ เช่น ลิงชิมแปนซี และสัตว์ป่าอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเกิดได้จากนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อ โดยอยู่ในระยะที่เป็นพาหะได้นำเชื้อเข้ามา

เนื่องจากอีโบลา เป็นโรคที่อุบัติการการเสียชีวิตสูง ยิ่งวินิจฉัยได้เร็ว จะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิด กรณีหากพบว่ามีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ  ควรรีบพบแพทย์ และให้ประวัติการเดินทางในระหว่าง 21 วัน ก่อนเกิดอาการดังกล่าว หรือประวัติความเสี่ยงอื่นๆ เพียงเท่านี้ เชื้อไวรัสอีโบลา ก็จะห่างไกลคุณและคนที่คุณรัก กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โทร.1507 Line: @navavej

งานแน่นแค่ไหนก็สวยเป๊ะ! 5 ไอเทม ตัวช่วยสาวออฟฟิศ ลุยงาน เดต ปาร์ตี้ ครบจบในกระเป๋าเดียว

งานแน่นแค่ไหนก็สวยเป๊ะ! 5 ไอเทม ตัวช่วยสาวออฟฟิศ  ลุยงาน เดต ปาร์ตี้ ครบจบในกระเป๋าเดียว

งานแน่นแค่ไหนก็สวยเป๊ะ! 5 ไอเทม ตัวช่วยสาวออฟฟิศ ลุยงาน เดต ปาร์ตี้ ครบจบในกระเป๋าเดียว

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.28 น.

เพราะวันยุ่ง ๆ ไม่ควรปล่อยให้ความโทรมมาดับออร่า found & found ชวนอัปเกรดลุคสวยฉ่ำแบบเร่งด่วน เพราะชีวิตสาววัยทำงานต้องพร้อมลุยทุกโมเมนต์ หน้าไม่ดรอป ผมไม่พัง ไม่ว่าจะประชุมเช้ายันเย็น งานด่วนเข้าแบบไม่มีพัก นัดเดตหลังออกจากออฟฟิศ หรือปาร์ตี้ต่อแบบไม่ต้องมีเวลารีเซ็ตลุค สาว ๆ ยุคนี้ต้องมี “ไอเทมกู้ชีพความสวย” ที่หยิบเติมได้ทันที พกง่าย ครบ จบในกระเป๋าเดียว พร้อมเสิร์ฟลุคสวยโกลว์ฉบับ J/K Beauty ที่เน้นผิวดูอิ่มฟู เมคอัพบางเบา แต่ให้ออร่าพุ่งเหมือนนอนครบ 8 ชั่วโมงตลอดวัน

งานนี้ขอแนะนำ 5 ไอเทมบิวตี้ตัวเด็ดที่ช่วยรีเฟรชลุคให้กลับมาดูเฟรช หน้าไม่ล้า ผิวไม่ดรอป พร้อมเติมความมั่นใจให้สวยเป๊ะได้ทุกสถานการณ์

1. Dasique Blending Mood Cheek #08 Blueberry Sorbet

บลัชออนโทนละมุนที่ช่วยปลุกผิวให้ดูสดใสขึ้นทันที กับพาเลทบลัชออนเนื้อเจลสูตรซอฟต์ฟิต สีชัด เนื้อสัมผัสนุ่มละลายเหมือนไอศกรีม เกลี่ยง่าย ให้ฟินิชลุคแก้มใสฟีลสาวเกาหลี พร้อมกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ    ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นระหว่างวัน เหมาะสำหรับเติมแก้มก่อนเข้ามีตติ้ง หรือเพิ่มลุคน่ารักแบบแก้มละมุนก่อนออกเดต

2. Wakemake Healthy Glow Balm Stick 07 Berry Flush

ลิปบาล์มสติกสีสวยฉ่ำวาว ที่ช่วยคืนความสดใสให้ใบหน้าได้ในปาดเดียว ด้วยสีเบอร์รี่ที่ช่วยขับผิวให้ดูมีเลือดฝาด พร้อมเนื้อสัมผัสชุ่มชื้น ให้ริมฝีปากดูอิ่มฟู สุขภาพดี ติดทนแบบไม่ต้องเติมบ่อย ตอบโจทย์ลุค Makeup No Makeup ตามสไตล์ K-Beauty ที่กำลังมาแรง

3. MIMIII Fragrance Repair Oil Sweet Floral

เพราะผมสวยมีชัยไปกว่าครึ่ง กู้หน้าโทรมแล้ว ผมก็ต้องเป๊ะไม่แพ้กัน ในวันที่ต้องเจอทั้งความร้อน มลภาวะ และแสงแดด ออยล์บำรุงผมเนื้อบางเบาที่ให้ทั้งการฟื้นบำรุงและกลิ่นหอมฟลอรัลในขวดเดียว ช่วยให้เส้นผมดูเงางาม นุ่มลื่น ลดชี้ฟู จัดทรงง่ายแบบไม่เหนียวเหนอะหนะ เติมแล้วผมดูสวยแพง พร้อมเพิ่มเสน่ห์ให้ลุคดูน่ามองขึ้นอีกระดับ

4. Wakemake Stay Fixer Multi Color Powder 02 Light Skin

แป้งเซ็ตผิวตัวช่วยรีทัชหน้าหมองระหว่างวัน ด้วยเนื้อแป้งละเอียดที่ช่วยเบลอผิวและปรับผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้นทันที คุมมันได้แบบพอดี พร้อมล็อกเมคอัพให้ติดทน ช่วยให้ผิวดูเนียนใสแบบสาวเกาหลี เติมเมื่อไหร่ก็เหมือนได้ผิวเฟรชใหม่อีกครั้ง

5. Avance Shake Mist Mini Freshly Type

สเปรย์ผิวตัวดังสไตล์ J-Beauty ที่รวมละอองน้ำมัน 2 ชั้นและเซรั่มน้ำไว้ในขวดเดียว เพียงเขย่าก่อนใช้ ก็ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูโกลว์ เล่นแสง และอิ่มฟูขึ้นทันทีระหว่างวัน พร้อมช่วยให้ผิวดูแน่นกระชับ เหมาะสำหรับฉีดเติมออร่าก่อนประชุม ก่อนถ่ายรูป หรือก่อนออกไปสนุกต่อในค่ำคืนพิเศษ

แค่มี 5 ไอเทมบิวตี้คู่ใจ ก็พร้อมเปลี่ยนลุคโทรมให้กลับมาสดใส หน้าเป๊ะ ผมปัง ออร่าพุ่งได้ทุกสถานการณ์ ตอบโจทย์สาวยุคใหม่ที่ต้องสวยครบทั้งงาน เดต และปาร์ตี้แบบไม่มีดรอป โดยเลือกช้อปได้แล้ววันนี้ที่ร้าน found & found ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ง่าย ๆ ผ่าน GrabMart, LINE MAN MART, Shopee, Lazada และ TikTok Shop ได้เพียงปลายนิ้วกด

ชวนสัมผัสประสบการณ์บิวตี้รูปแบบใหม่สไตล์ J/K Beauty เจอครบจบที่ found & found พร้อมติดตามสินค้าใหม่และกิจกรรมอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: foundnfound.official, IG: found.n.found  LINE Official Account: @foundnfound หรือคลิก https://bit.ly/foundnfound-line

#JKBeautyเจอครบจบที่นี่ #foundnfound #SimpleEasyEverySkin

1. Dasique Blending Mood Cheek #08 Blueberry Sorbet

1. Dasique Blending Mood Cheek #08 Blueberry Sorbet

2. Wakemake Healthy Glow Balm Stick 07 Berry Flush

2. Wakemake Healthy Glow Balm Stick 07 Berry Flush

3. MIMIII Fragrance Repair Oil Sweet Floral

3. MIMIII Fragrance Repair Oil Sweet Floral

4. Wakemake Stay Fixer Multi Color Powder 02 Light Skin

4. Wakemake Stay Fixer Multi Color Powder 02 Light Skin

5. Avance Shake Mist Mini Freshly Type

5. Avance Shake Mist Mini Freshly Type

เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ร่วมเสวนาออนไลน์ เตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569 กับ สสน.

เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ร่วมเสวนาออนไลน์ เตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569 กับ สสน.

เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ร่วมเสวนาออนไลน์ เตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569 กับ สสน.

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.24 น.

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  ร่วมเป็นวิทยากรเสวนาทางออนไลน์ในกิจกรรมของ สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ หรือ สสน. จัดงาน “รู้น้ำ รู้อากาศ : คาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569” ผ่านระบบออนไลน์  เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคาดการณ์สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ ตลอดจนสร้างความพร้อมในการรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเปิดงาน

จากนั้นมีการการนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ปี 2569 โดยฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. และ ชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดี ปภ. ขณะที่สสน. ได้นำเสนอการวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ โดย ดร.วรวิทย์ มีสุข และ ดร.ฐกลพัชร์ ขำพึ่งสน ฝ่ายนวัตกรรมสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สสน. ที่แสดงให้เห็นการให้ข้อมูลน้ำและความเสี่ยงของพื้นที่บนแผนที่ประเทศไทยทั้งในโซนที่เสี่ยงน้ำท่วม โซนที่เสี่ยงภัยแล้ง และโซนที่เสี่ยงจะโดนภัยทั้ง 2 ทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน

นอกจากนี้ มีการเสวนาเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคประชาชน โดยมี วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย วิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผสสน. ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ การใช้ข่อมูลจากสถานีโทรมาตร การอ่านค่าดาวเทียม และการอ่านค่าประสบการณ์จากทีมกู้ภัยในสนาม ตลอดจนการเชื่อมข้อมูลที่อยู่ของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่ต้องเร่งความช่วยเหลือในการช่วยอพยพส่งออกสู่ที่ปลอดภัย

ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวเครื่องมือเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ “ThaiWater New Version”  เพื่อยกระดับการเข้าถึงข้อมูลน้ำและสภาพอากาศให้สะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น โดยมี ปิยะพงษ์ โรจน์นภาลัย ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล สสน. พร้อมด้วย ดร.วรวิทย์ มีสุข ร่วมนำเสนอการใช้งานและฟังก์ชันใหม่ของระบบ ซึ่งได้รับความสนใจ มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 200 คนจากทั่วประเทศ

เฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์วถวายพระราชกุศล

เฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์วถวายพระราชกุศล

เฉลิมพระเกียรติ 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์วถวายพระราชกุศล

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานผ้าไตร จำนวน 1 ไตร และพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย จัดผ้าไตรจำนวน 48 ไตร ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล เพื่อถวายพระสงฆ์ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569

ในการนี้มี พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโน) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย คณะสงฆ์จำนวน 48 รูป และ ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และเครือข่ายมูลนิธิฯ อาทิ มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนฯ ไทยอาสาป้องกันชาติ ผู้บริหารและศิลปินสถานีวิทยุและโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3  เข้าร่วมพิธี ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นประธานประเคนผ้าไตร แด่ประธานสงฆ์และพระสงฆ์ ตามลำดับ 49 รูป โดยผู้เข้าร่วมพิธีร่วมกันเจริญจิตภาวนาโดยพร้อมเพรียง เพื่อถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2569

‘Genomics Thailand’ ผงาดเวทีโลก ชูนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ พลิกโฉมการแพทย์ระดับภูมิภาค

'Genomics Thailand' ผงาดเวทีโลก ชูนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ พลิกโฉมการแพทย์ระดับภูมิภาค

‘Genomics Thailand’ ผงาดเวทีโลก ชูนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำ พลิกโฉมการแพทย์ระดับภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

ประเทศไทยประกาศศักยภาพความก้าวหน้าด้านการแพทย์จีโนมิกส์ (Genomics) บนเวทีระดับโลกอย่างยิ่งใหญ่ ในงานประชุมนานาชาติ PacBio Prism 2026 : Color the future of genomics ณ เมืองฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้รับเกียรติร่วมบรรยายพิเศษเพื่อถ่ายทอดความสำเร็จของโครงการ “Genomics Thailand” ได้เน้นย้ำบนเวทีโลกตอนหนึ่งว่า “ความสำเร็จที่แท้จริงของสาธารณสุขไทย คือการไม่หยุดเทคโนโลยีขั้นสูงไว้แค่ในห้องปฏิบัติการ แต่เราสามารถขับเคลื่อนการถอดรหัสพันธุกรรมมาสร้างเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “สิทธิบัตรทอง” ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการแพทย์ที่เท่าเทียม” ส่งผลให้ปัจจุบันคนไทยสามารถเข้าถึงการตรวจยีนเสี่ยงมะเร็งเต้านมและรังไข่ (BRCA1/2) เพื่อการป้องกันล่วงหน้า การตรวจยีนเพื่อป้องกันการแพ้ยารุนแรง ตลอดจนการยกระดับความรวดเร็วและแม่นยำในการวินิจฉัยโรคหายากและโรคมะเร็งเพื่อเป้าหมายสำคัญในการพลิกโฉมระบบสาธารณสุขไทยให้สามารถ “รู้ก่อน ป้องกันได้ และรักษาตรงจุด”

ต่อยอดจากความสำเร็จในระยะแรก ปัจจุบัน สวรส. กำลังเร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทยระยะที่ 2 เพื่อรับมือกับความท้าทายของ “สังคมผู้สูงอายุยิ่งยวด” โดยมุ่งเน้นการนำข้อมูลพันธุกรรมมาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงเฉพาะบุคคล (Personalized Risk Prediction) ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง ซึ่งการตรวจพบความเสี่ยงและการวางแผนดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค  จะช่วยลดงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลของประเทศได้ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพ.จักรกฤษณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาจีโนมิกส์ สวรส. เข้าร่วมระดมสมองและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากสิงคโปร์ (PRECISE), จีน (มหาวิทยาลัยฟูตัน), ญี่ปุ่น (มหาวิทยาลัยโทโฮคุ) รวมถึงนักวิชาการจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป เพื่อร่วมกันผลักดันและตอกย้ำถึงความสำคัญของการจัดทำ “ฐานข้อมูลจีโนมประชากรของแต่ละประเทศ”

โดยการหารือบนเวทีโลกครั้งนี้สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ว่า ปัจจุบันฐานข้อมูลจีโนมโลกมีสัดส่วนข้อมูลของคนเอเชียเพียง 5.3% เท่านั้น ส่งผลให้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงจากฝั่งตะวันตกอาจไม่แม่นยำเพียงพอสำหรับคนในภูมิภาค ความร่วมมือระหว่างประเทศในเอเชียจึงเป็นหัวใจสำคัญในการร่วมกันสร้าง ‘แผนที่จีโนมของตนเอง’ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างมัลติโอมิกส์ (Multi-omics) และอีพิจีโนมิกส์ (Epigenomics) เพื่อสร้างฐานข้อมูลชีวภาพที่หลากหลายและแม่นยำสูงสุดสำหรับประชากรชาวเอเชีย โดย นพ.ศุภกิจ ได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “เทคโนโลยีจีโนมิกส์จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คืออาวุธสำคัญที่จะพลิกโฉมการแพทย์ของภูมิภาคเอเชีย จากการรักษาตามอาการ สู่การป้องกันเชิงรุก ซึ่งความก้าวหน้านี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คนไทยและประชากรในเอเชียมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “รู้ก่อน ป้องกันได้ รักษาตรงจุด” พร้อมทั้งขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกันในอนาคต”

พม. ผนึกพลังเครือข่ายลงนาม MOU ขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่าง

พม. ผนึกพลังเครือข่ายลงนาม MOU ขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่าง

พม. ผนึกพลังเครือข่ายลงนาม MOU ขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่าง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ (Pride City Network) เพื่อการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพระดับโลก World Pride 2030 ของประเทศไทย โอกาสนี้ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ขับเคลื่อนนโยบายท้องถิ่นสู่หมุดหมายระดับโลก” อีกทั้ง Mr. Jean-Luc Romero-Michel รองนายกเทศมนตรีเมืองปารีส ร่วมกล่าวสารแสดงความยินดีสากล ซึ่งมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว คณะผู้บริหารกระทรวง พม.  รวมทั้ง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) และผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ NEX Hall ชั้น 5 สยามพารากอน

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า เดือนมิถุนายน ถือเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Pride Month) เพื่อร่วมสดุดีและระลึกถึงเหตุการณ์การจลาจลสโตนวอลล์ ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ โอกาส และเสรีภาพการใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมในสังคมตามหลักการสิทธิมนุษยชน ต่อมาได้ขยายประเด็นการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมให้บุคคลทุกเพศภาคภูมิใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง รวมทั้งสร้างการยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกเพศ ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างสังคมที่มีความมั่นคงปลอดภัย พร้อมยอมรับทุกความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งกระทรวง พม. ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเฉลิมฉลองเดือน Pride Month และพร้อมสนับสนุนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมระหว่างเพศ

ขณะนี้ ประเทศไทย โดยองค์กรภาคประชาสังคม ได้เตรียมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดเทศกาล World Pride 2030 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานธรรมการ และปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นกรรมการ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ซึ่งกระทรวง พม. พร้อมสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน World Pride 2030

“การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือเพื่อยกระดับจังหวัดให้เป็นพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ปลอดภัย และมีความพร้อมในทุกมิติสู่มาตรฐานสากล สำหรับการสนับสนุนประเทศไทยในการได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 โดยการดำเนินงานขับเคลื่อนภายใต้หลักการสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการมีส่วนร่วม โดยกำหนดทิศทาง และร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัยอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน 2) หลักความพร้อมเชิงโครงสร้างและนโยบาย โดยปรับปรุงกฎระเบียบ ข้อบังคับ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และ 3) หลักมาตรฐานสากลและความเป็นมืออาชีพ โดยเชื่อมโยงและนำเกณฑ์การคัดเลือกขององค์กรอินเตอร์ไพรด์ ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่มาประยุกต์ใช้เพื่อส่งผลให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ อีกทั้งบูรณาการทรัพยากรและความเชี่ยวชาญร่วมกัน สำหรับการสร้างเมืองต้นแบบที่ยอมรับความหลากหลายและมีความยั่งยืน ภายใต้พันธกิจ 5 ด้าน ตั้งแต่การบริหารนโยบาย, การพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยว, การจัดสวัสดิการพื้นที่ปลอดภัย, การเชื่อมโยงสากล และการสนับสนุนองค์ความรู้” รมว. พม. กล่าว

สำหรับเดือน Pride Month นอกจากมีการจัดพิธีลงนาม MOU ทาง กระทรวง พม. ได้มีแผนการจัดกิจกรรมสำคัญร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างกลไกในการคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ภายใต้ MOU เดินขบวนพาเหรดรณรงค์ Pride Month “พม. x Pride City Network Parade 2026” และ วันที่ 2 มิ.ย. 69 ติดเข็มกลัด Road to Bangkok WorldPride 2030 แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี