นายกฯ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจแผนบริหารจัดการน้ำ แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

นายกฯ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจแผนบริหารจัดการน้ำ แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

นายกฯ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจแผนบริหารจัดการน้ำ แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.47 น.

นายกฯ ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำประตูระบายน้ำสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี รับฟังแผนการสูบน้ำและบริหารจัดการน้ำลงทุ่งโพธิ์พระยา เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.69 เวลา 16.00 น. ที่ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ตำบลบางเลน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เข้าร่วม

 นายกรัฐมนตรีรับฟังบรรยายจากนายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เกี่ยวกับแผนการสูบน้ำช่วยเหลือและการบริหารจัดการน้ำลงทุ่งโพธิ์พระยา ซึ่งมีพื้นที่ 211,653 ไร่ รับน้ำเข้าทุ่ง 203 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ แผนงานประกอบด้วย อาทิ 1) แผนงานปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก เพื่อระบายน้ำในแนวเหนือ-ใต้ ตั้งแต่คลองเจ้าเจ็ดต่อเนื่องไปสู่ทะเลอ่าวไทยให้มากที่สุด เพื่อลดภาระการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีนและเจ้าพระยา 2) แผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายแม่น้ำท่าจีน และ 3) แผนงานพื้นที่รับน้ำนอง เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำรวม 1.2 ล้านไร่ เพื่อให้ได้พื้นที่ชะลอน้ำปริมาณ 1,700 ล้าน ลบ.ม. แก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้รับฟังรายงานการกำจัดผักตบชวา ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเอ่อล้นตลิ่งริมคลองสองพี่น้อง โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดและกรมชลประทานได้บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมวางแผนขุดลอกคลองและกำจัดผักตบชวาตลอดทั้งปี ส่งผลให้การผลักดันและระบายน้ำในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ภายหลังรับฟังการบรรยาย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประชาชนที่มาต้อนรับในการลงพื้นที่ติดตามสภาพปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจมาโดยตลอด และยิ่งเข้าใจปัญหานี้ว่าอยู่ที่การตัดสินใจและการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ เมื่อได้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

“หากบ้านเรือนของประชาชนน้ำท่วมเกิน 7 วัน รัฐบาลต้องจ่ายเงินเยียวยาในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งค่าเยียวยาใช้งบประมาณมากกว่าค่าใช้จ่ายในการขยายประตูระบายน้ำ การขุดลอกทางน้ำ ค่าซ่อมแซมถนน หรือการกำจัดผักตบชวา จึงไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน รัฐบาลไม่สามารถเลี่ยงการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ และต้องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาว ไม่ต้องทุกข์กับภัยธรรมชาติในทุกปี” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ไม่หวั่น!คะแนนตาม’ปชน.’ ‘ยศชนัน’บอกมีโพลลับ’เพื่อไทย’นำโด่ง

ไม่หวั่น!คะแนนตาม'ปชน.' 'ยศชนัน'บอกมีโพลลับ'เพื่อไทย'นำโด่ง

ไม่หวั่น!คะแนนตาม’ปชน.’ ‘ยศชนัน’บอกมีโพลลับ’เพื่อไทย’นำโด่ง

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.33 น.

“ยศชนัน”ไม่หวั่นหลังคะแนนนิด้าโพลตามหลัง”ปชน.” บอกมีโพลลับ”เพื่อไทย”นำโด่ง เตรียมปล่อยนโยบายหมัดเด็ดโค้งสุดท้าย ดึงคะแนนคนยังไม่ตัดสินใจ ลั่นพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งnรบ. เมิน”ไชยชนก”ประกาศไม่จับมือ ถามกลับใครพูดจริงหลัง”อนุทิน”แย้งแค่ความเห็นส่วนตัว

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 ที่โรงเรียนไทรโยคมณีกาญจน์วิทยา จ.กาญจนบุรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงผลของนิด้าโพลที่ระบุว่าประชาชนชาวเชียงใหม่เลือกพรรคและตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน (ปชน.) โดยคะแนนนำพรรคเพื่อไทย ว่า เรื่องนี้ยังไม่มีความกังวลอะไร เนื่องจากเราลงพื้นที่มาก่อน และเรามองเห็นหลายส่วน สำหรับเรื่องโพลเรามีหลายโพลอยู่พอสมควร ซึ่งวันนี้เขายังไม่ได้เปิดเผยออกมา เป็นโพลที่พรรคเพื่อไทยนำอยู่เยอะพอสมควร ตรงนี้ทำให้เรามั่นใจและเป็นหนึ่งในความคิดเห็นต่างๆ ที่ทำให้จำเป็นต้องทำงานหนักขึ้น ขณะเดียวกันขวัญกำลังใจยังดีอยู่ เพราะมีอีกหลายโพลที่เราทราบมา

เมื่อถามว่า จะมีคณะใหญ่ลงพื้นที่หาเสียงย้ำใน จ.เชียงใหม่ อีกหรือไม่ เพื่อให้ความมั่นใจว่าสามารถยึดพื้นที่คืนได้ นายยศชนัน กล่าวว่า ตอนนี้ทีมงานวางแผนในการย้ำพื้นที่อยู่ การย้ำต้องย้ำพื้นที่ พยายามลงในทุกพื้นที่ ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ทั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ก็พยายามกระจายตัวกันลงพื้นที่ ที่สำคัญที่สุดการทำงานอย่างหนักของ สส.เขตของเรา พิสูจน์มาแล้วว่าไม่ได้เพิ่งลงพื้นที่ในช่วงเลือกตั้ง แต่ทุกคนลงพื้นที่ก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อถามว่า โพลของสื่อมวลชนยังมีความนิยมเป็นอันดับ 1 และมีความแตกต่างจากหลายสำนักโพลที่ยังมีคะแนนเป็นรองนั้น นายยศชนัน กล่าวว่า แน่นอนว่าตอนนี้ยังไม่จบ เรายังเหลือเวลาอีก 2 สัปดาห์ ความเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ ในจุดนี้ถ้ามอง สส.ทุกคนของเราต้องทำงานเพิ่มเติมอย่างหนัก เพื่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ตนเชื่อว่าครั้งนี้คือการเลือกตั้งแห่งความเปลี่ยนแปลง และเป็นความหวังให้พี่น้องประชาชนทุกคน และในสัปดาห์สุดท้ายจะเป็นสัปดาห์ที่เราสื่อสารนโยบายจริงๆ แล้วทุกคนจะนำนโยบายตรงนี้มาเปรียบเทียบ หลายคนยังไม่ได้ตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะฉะนั้นโอกาสของเรายังมีอยู่ มั่นใจว่าวันนี้เราพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกมาประกาศว่าจะไม่จับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย นั้น นายยศชนัน กล่าวว่า อีกวันหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ออกมาบอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ตรงนี้ตนเลยไม่แน่ใจว่าอันไหนเป็นความจริง เลยยังไม่ให้ข้อมูลตรงนี้เพิ่มเติม เมื่อถามย้ำว่า มองว่าเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของนายไชยชนก ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ถ้าได้พบเจอกัน อาจได้สอบถามเป็นการส่วนตัวดูว่าเป็นอย่างไร

‘ซาบีดา’ลุยช่วย 3 ผู้สมัครพัทลุงเข้าสภาฯ ชี้นาทีนี้’ภูมิใจไทย’คำตอบสุดท้าย

'ซาบีดา'ลุยช่วย 3 ผู้สมัครพัทลุงเข้าสภาฯ ชี้นาทีนี้'ภูมิใจไทย'คำตอบสุดท้าย

‘ซาบีดา’ลุยช่วย 3 ผู้สมัครพัทลุงเข้าสภาฯ ชี้นาทีนี้’ภูมิใจไทย’คำตอบสุดท้าย

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

“ซาบีดา” ลุยช่วย 3 ผู้สมัครพัทลุง  เข้าสภาฯ ชี้ นาทีนี้ “ภูมิใจไทย” คำตอบสุดท้าย ย้ำ “เมืองลุง” กำลังไปได้ดี ต้องใช้การเมืองให้เป็น เลือกยกจังหวัด 8 ก.พ. บัตรชมพู กา 37 เน้น ๆ รอบนี้แบ่งใครไม่ได้ ขายคนละครึ่งพลัส กลับมาแน่ สรุปนโยบาย ภารกิจสำคัญสร้างศักดิ์ศรีไทยในเวทีโลก ไม่ให้ใครแย่งอธิปไตย ดูแลมั่นคง-สังคมเศรษฐกิจปากท้อง-รับมือภัยพิบัติ

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อและแกนนำพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ จังหวัดพัทลุงช่วยผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงประกอบด้วย นาวาอากาศเอก ดร.อธิคุณ คงมี (ผู้การจุน) ผู้สมัคร สส. พัทลุง เขต 1  เบอร์ 4 นายวรท เทอดวีระพงศ์ (ปลัดเม่น) ผู้สมัคร สส. พัทลุง เขต 2 เบอร์ 1 และ นายเขมพล อุ้ยตยะกุล (มุนินทร์) ผู้สมัคร สส. พัทลุง เขต 3 เบอร์ 3 หาเสียง 

โดยช่วงเช้านางสาวซาบีดา ได้ไปเดินตลาดสดเทศบาลเมืองพัทลุงและพบปะผู้นำศาสนา ที่มัสยิดตัวเมืองพัทลุง จากนั้นช่วงสายเดินทางไปต่อที่ตลาดใต้โหนด อำเภอควนขนุน ส่วนช่วงบ่ายได้ไปที่เทศบาลควนเสาธง อ.ตะโหมด ก่อนจะปิดท้ายที่ตลาดเย็นแม่ขรี 

นางสาวซาบีดา ได้ขอคะแนนให้กับผู้สมัครของพรรคทุกเขต และย้ำว่าพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับพี่น้องชาวไทยเชื้อสายมุสลิม ขับเคลื่อนเรื่องกิจการฮัจญ์ ที่ราคาสูงเข้าไม่ถึง ผลักดันจนทำให้วันนี้ราคาถูกลง ตั้งแต่พรรคภูมิใจไทย เข้าไปทำงานในกระทรวงมหาดไทย ใช้เวลาเกือบ 3 ปี สามารถลดราคา ให้ผู้ที่จะไปประกอบพิธีฮัจญ์ ได้เกือบ 300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีการขึ้นเงินค่าตอบแทนครูโรงเรียนตาดีกาอีกด้วย 

นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ ก็ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด และวันนี้พัทลุงกำลังจะไปได้ด้วยดี ขอให้ประชาชนใช้การเมืองให้เป็น เลือกคนให้เป็น อย่าเลือกเขตเดียว ต้องเลือกทั้งจังหวัด ไปเป็นองคาพยพ ให้เห็นศักดิ์ศรีชาวพัทลุงว่าไปเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพื่อให้ครอบคลุม สิ่งสำคัญอยากให้พี่น้องใช้การเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาวพัทลุง

นางสาวซาบีดา ยังกล่าวถึงเรื่องนโยบาย ของพรรคภูมิใจไทยว่า ทุกท่านให้การตอบรับ โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นอย่างดี และสอบถามว่าจะกลับมาอีกหรือไม่ซึ่งยืนยันว่ากลับมาแน่นอนหากเลือกภูมิใจไทย ส่วนเรื่องนโยบายพรรคอื่นๆ มีครอบคลุมเรื่องการศึกษาทั้งระบบทุกเพศทุกวัย เข้าไปพัฒนาทักษะสร้างงาน สร้างรายได้สร้างอาชีพ รวมถึงให้ความสำคัญเรื่องปัญหายาเสพติดที่มีศูนย์บำบัดยาเสพติดและสิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สร้างศักดิ์ศรีทำให้ไทยเป็นไทยในเวทีโลก มีศักดิ์ศรีไม่มีใครสามารถลบหลู่ดูหมิ่นหรือเข้ามาแย่งอธิปไตยของเราได้ถือเป็นภารกิจหลักของพรรคภูมิใจไทยที่จะต้องดูแลทั้งเรื่องความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจปากท้อง และวางมาตรการรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นระบบมากที่สุด 

“ขอฝากว่า กาอย่างเดียวไม่พอต้องบอกต่อด้วย วันที่ 8 กุมภาพันธ์ขอกาเน้นๆ  เลือกภูมิใจไทยทั้ง 2 ใบ ระบบเขต และเบอร์ 37 บัตรสีชมพู ทำไมวันนี้ถึงต้องเป็นพรรคภูมิใจไทยทุกท่านเห็นแล้วว่าพรรคที่มีแนวโน้มเติบโตมากที่สุดและได้รับกระแสความนิยมสูงสุดตอนนี้น่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคกำลังเติบโตแต่มีทิศทางที่ดี มีขนาดใหญ่ขึ้น มีจิ๊กซอว์ที่จะเติมเต็ม เป็นส่วนผสมที่ลงตัว มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทำงานร่วมกัน ดังนั้นภูมิใจไทยเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับพี่น้องประชาชน ใครมาขอแบ่งคะแนน ขอโทษนะคะไม่ได้จริงๆ นาทีนี้ต้องภูมิใจไทยเท่านั้นที่จะทำให้พี่น้องประชาชนภูมิใจ”นางสาวซาบีดา กล่าว

‘อนุชา’ลุยหาเสียงอยุธยา ยัน พท.ทำได้จริง ขอโอกาสผู้สมัครทำงานผลักดันนโยบาย

'อนุชา'ลุยหาเสียงอยุธยา ยัน พท.ทำได้จริง ขอโอกาสผู้สมัครทำงานผลักดันนโยบาย

‘อนุชา’ลุยหาเสียงอยุธยา ยัน พท.ทำได้จริง ขอโอกาสผู้สมัครทำงานผลักดันนโยบาย

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

“อนุชา นาคาศัย”ลงพื้นที่อยุธยา ช่วย”จิรทัศ ไกรเดชา”ผู้สมัคร สส.หาเสียง ชูนโยบายพักชำระหนี้ ประกันกำไรพืชผลการเกษตร ยันที่ผ่านมาเพื่อไทยทำได้จริง ขอโอกาสผู้สมัครเข้าไปทำงานผลักดันนโยบายพรรค

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายอนุชา นาคาศัย ผู้สมัคร สส.ชัยนาท เขต 1 เบอร์ 3 พรรคเพื่อไทย (พท.) ลงพื้นที่ ต.พระยาบันลือ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ช่วย นายจิรทัศ ไกรเดชา ผู้สมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 5 เบอร์ 6 หาเสียง โดยชูนโยบาย ประกันกำไรพืชผลการเกษตรให้ 30% ป้องกันไม่ให้ขาดทุน และมีเป้าหมายดันราคาข้าวให้เพิ่มขึ้นคือ ข้าวขาว 10,000 บาท/ตัน ข้าวหอมมะลิ 15,000 บาท/ตัน เน้นให้พี่น้องเกษตรกรมีเงิน

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายปลดหนี้ ใครมีหนี้ 200,000 บาท จ่ายแค่ 10% ปิดจบล้างหนี้ คนวัยเกษียณหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ล้างหนี้ให้เลย ใครเป็นหนี้นอกระบบให้กู้ 50,000 บาท เพื่อปิดหนี้นอกระบบ ซึ่งเรื่องปากท้องของพี่น้องคนไทยเป็นวาระสำคัญของพรรคเพื่อไทย และนโยบายพักหนี้เกษตรกร พักต้นและดอก 3 ปี วงเงิน 500,000 บาท ระหว่างพัก ดอกเบี้ยหยุดนิ่ง รัฐจ่ายดอกเบี้ยในช่วงที่พักหนี้แทนเกษตรกร ช่วยเกษตรกรได้ราว 3.5 ล้านบัญชี มูลหนี้กว่า 500,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันมีนโยบายหวยเกษียณ ซื้อหวยแล้วเงินไม่หาย พอถึงอายุ 60 เงินเป็นของเรา / นโยบายบ้านเพื่อคนไทย คนไทยเข้าถึงบ้าน ผ่อนบ้านแบบไม่มีเงินดาวน์เดือนละ 4,000 บาท รัฐจัดให้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนที่มีรายได้น้อย ได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตนเอง และอีกหนึ่งนโยบาย คือรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และรถเมล์ติดแอร์ 10 บาท ซึ่งแม้จะถูกตั้งคำถามว่าไม่ใช่นโยบายของคนต่างจังหวัด แต่นโยบายนี้สามารถตอบโจทย์ให้คนต่างจังหวัดที่เข้าไปเรียนและทำงานใน กทม.ได้ และยังสามารถมีเงินเหลือเก็บเพื่อนำไปสร้างอนาคตของตัวเอง หรือผ่อนบ้าน คอนโด

ทั้งนี้ ระหว่างการปราศรัยมีพี่น้องประชาชนได้สอบถามหาแนวทางให้ผู้มีรายได้น้อย มีโอกาสลืมตาอ้าปาก เช่น เรื่องคนละครึ่ง สำหรับคนที่ไม่มีมือถือ ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้รับตรงนี้ไป / การแก้ปัญหาน้ำท่วม ให้มีศักยภาพมากกว่านี้ ลดผลกระทบที่ชาวบ้านในพื้นที่รับน้ำอย่างเราได้รับ นายอนุชา ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายหลายอย่างที่พร้อมขับเคลื่อนและผลักดัน เพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยได้พ้นจากความลำบาก รวมถึงเป็นนโยบายที่ทำเพื่อคนฐานราก ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

“ที่ผ่านมามีรัฐบาลใดได้ให้อะไรแก่พวกเราบ้าง มีอะไรที่พวกเราได้บ้างตลอด 20 กว่าปีมานี้ ไม่มีใครที่จะคิดให้คนจนจริงๆ เหมือนกับพรรคเพื่อไทย โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค พวกเราได้ใช้กันทุกคน ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็สามรถใช้ 30 บาทรักษาได้ ทั้งโรคหัวใจ โรคมะเร็งและโรคอื่นๆ และยังมีนโยบายกองทุนหมู่บ้าน ที่เข้าถึงชาวบ้านจริงๆ ทั่วทั้งประเทศ และนโยบายอื่นๆ อีกมากมาย” ดังนั้น จึงอยากขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนจ.พระนครศรีอยุธยา เขต 5 ให้เลือกทั้งคน ทั้งพรรคให้ถล่มทลาย เลือกคนให้เลือกเบอร์ 6 เลือกพรรคให้เลือกเบอร์ 9 เข้าไปผลักดันนโยบายเพื่อไทย เพื่อให้เราได้พ้นจากความลำบาก มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

– 006

พิธา–กุลธิดา พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS–สปสช.

พิธา–กุลธิดา พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS–สปสช.

พิธา–กุลธิดา พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS–สปสช.

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

“พิธา–กุลธิดา” พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS–สปสช. ชี้การมองภาพรวมทั้งระบบ-สหภาพแรงงาน-เพดานชั่วโมงทำงาน คือกุญแจลดภาวะหมดไฟแพทย์–พยาบาล

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมพบปะและแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ชาวไทยในสหราชอาณาจักร ที่ University of London โดยกิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการเปรียบเทียบระบบสาธารณสุขระหว่าง National Health Service (NHS) ของสหราชอาณาจักรกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ภายใต้การกำกับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมร่วมกันระดมแนวคิดเชิงนโยบายเพื่อลดภาวะหมดไฟ (burnout) ของแพทย์และพยาบาล

นายพิธา กล่าวว่า การดูแลสุขภาพประชาชนจะยั่งยืนไม่ได้ หากละเลยสุขภาวะของบุคลากรด่านหน้า การพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ช่วยสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า “กติกาแรงงานที่เป็นธรรม” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณสุข ประเด็นเปรียบเทียบสำคัญที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน เช่น งบสาธารณสุขต่อ GDP สหราชอาณาจักรใช้งบด้านสุขภาพประมาณ 10–11% ของ GDP ขณะที่ประเทศไทยใช้อยู่ราว 3–4% ของ GDP ภาระงานแพทย์ต่อประชากร สหราชอาณาจักรมีแพทย์ประมาณ 1 คนต่อประชากร 350–400 คน ประเทศไทยเฉลี่ยราว 1 คนต่อ 1,200–1,300 คน และบางจังหวัดสูงกว่านี้มาก 

สิทธิการรวมตัวของบุคลากรสาธารณสุขในสหราชอาณาจักร แพทย์และพยาบาลสามารถรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานได้ตามกฎหมาย ทำหน้าที่เจรจาค่าจ้าง สภาพการทำงาน และปกป้องสิทธิของผู้ปฏิบัติงานในระบบ NHS ส่วนเพดานชั่วโมงทำงานตามกฎหมาย กฎหมายแรงงานของสหราชอาณาจักรกำหนด ชั่วโมงทำงานไม่เกินเฉลี่ย 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (คำนวณเฉลี่ยในรอบ 17 สัปดาห์) พร้อมสิทธิการพักผ่อนขั้นต่ำ เพื่อป้องกันความล้าเรื้อรังและความเสี่ยงต่อคุณภาพการรักษา

ส่วนแนวคิดเชิงนโยบายเพื่อลดภาวะหมดไฟ เช่น ลดภาระงานที่ไม่ใช่งานรักษาด้วยระบบดิจิทัลและการแบ่งงานในทีมสหสาขา กำหนดเพดานชั่วโมงทำงานที่ชัดเจนและตรวจสอบได้โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของบุคลากรด่านหน้าในการออกแบบนโยบาย ผ่านองค์กรตัวแทนหรือสหภาพ ดูแลสุขภาพกาย–ใจของแพทย์และพยาบาลเชิงป้องกัน ไม่ใช่แก้ไขเมื่อเกิดวิกฤตแล้ว

แพทย์ไทยในอังกฤษ ทิ้งท้ายว่า บทเรียนจากสหราชอาณาจักรชี้ชัดว่า การลงทุนด้านสาธารณสุขไม่ใช่เพียงเรื่องงบประมาณหรือสิทธิผู้ป่วย แต่ต้องรวมถึงศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตของผู้รักษา ซึ่งเป็นหัวใจของระบบสุขภาพที่ยั่งยืน และเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยควรกล้าหยิบมาพูดอย่างจริงจัง

ผบ.ทบ.นำสวนสนามวันกองทัพบก เปร่งสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล

ผบ.ทบ.นำสวนสนามวันกองทัพบก เปร่งสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล

ผบ.ทบ.นำสวนสนามวันกองทัพบก เปร่งสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

ผบ.ทบ. นำสวนสนาม วันกองทัพบก เปร่งคําสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล ย้ำความสําเร็จทุกภารกิจ ขึ้นอยู่กับทหารทุกนาย ล้วนขับเคลื่อน ปกป้อง ชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ และประชาชน

18 มกราคม 2569 ลานเอนกประสงค์ ศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี  พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานใน พิธีสวนสนาม กระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องใน วันกองทัพบก 2569

ซึ่งการจัดกำลังสวนสนามในปีนี้ประกอบด้วย 12 กองพันสวนสนาม 4 กองบังคับการกรม จากกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์, กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์, กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 และกรมทหารปืนใหญ่ที่ 71 โดยมี พลตรี กิตติ ประพิตรไพศาล ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เป็นผู้บังคับกองผสม

พล.อ.พนา ได้กล่าวนำคำปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล ว่า ข้าพเจ้าจะยอมตายเพื่ออิสรภาพและความสงบแห่งประเทศชาติ ข้าพเจ้า จะอยู่ในศีลธรรมของศาสนา ข้าพเจ้า จะเทิดทูนและรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า ข้าพเจ้าจะรักษาไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้าพเจ้าจะเชื่อถือผู้บังคับบัญชาและปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด พร้อมจะปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา ด้วยความยุติธรรม ข้าพเจ้า จะไม่แพร่งพลายความลับ ของทางราชการทหารเป็นอันขาด

จากนั้น พล.อ พนา กล่าวหาให้โอวาทในตอนหนึ่งว่า เพื่อนทหารที่รักทุกท่าน วันกองทัพไทย และวันกองทัพบก ถือเป็นวันแห่งเกียรติยศ อันน่าภาคภูมิใจ และมีความหมายยิ่งของเหล่าทหารทั้งหลาย รวมถึงประชาชนชาวไทยทั้งชาติที่ได้ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสดุดีวีรกรรมอดีตนักรบกล้าหาญที่เสียสละเลือดเนื้อ เพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของราชอาณาจักรให้มีความมั่นคงจนถึงปัจจุบัน 

นอกจากนี้ยังเป็นวันที่กำลังพลบรรจุใหม่ทุกนาย ได้กระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล อันศักดิ์สิทธิ์ อันแสดงถึงการเป็นทหารของชาติอย่างสมบูรณ์ จึงขอให้ทุกท่านยึดมั่นในสัจจะวาจาที่ได้ให้ไว้อย่างเคร่งครัด ร่วมแรง ร่วมใจกัน ปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยอุดมการณ์ของการเป็นทหารอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี มีความแข็งแกร่ง ทั้งร่างกายและจิตใจ มีจิตสาธารณะ 

โดยตระหนักเสมอว่า ความสำเร็จของทุกภารกิจขึ้นอยู่กับเพื่อนทหารทุกท่านที่ล้วนมีหน้าที่อันสำคัญในการขับเคลื่อนกองทัพบกให้พร้อมเผชิญกับทุกภารกิจทุกรูปแบบ รวมทั้งภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบันธำรงไว้ ซึ่งอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนความผาสุกของประชาชนสืบไป 

นอกจากนี้ พล.อ.พนา ได้อ่านสาส์นของ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบุว่า วันที่ 18 มกราคม นับเป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นวันที่น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาลัยและวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษทหารกล้า ผู้ได้เสียสละชีวิตเพื่อธำรงไว้ ซึ่งเอกราชของชาติไทย ซึ่งคนไทยทั้งชาติร่วมระลึกถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความรักชาติอันแน่วแน่ ของเหล่าบรรพชน ผู้ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อย่างร่มเย็นสืบมา ถือได้ว่า เป็นภารกิจหน้าที่อันสำคัญยิ่งที่ทหารทุกนายจะต้องตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ สืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษในทุกยุคทุกสมัย 

กองทัพไทย ได้ยืนยันปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ปกป้องประชาชนและรักษาไว้ ซึ่งอธิปไตยของชาติตลอดจนบรรเทาความเดือดร้อน เพื่อให้ประชาชนอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาปัจจุบันที่กองทัพไทยได้ผนึกกำลังปกป้องอธิปไตยรักษาผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน โดยได้เสียสละชีวิตและเลือดเนื้อ ดังเช่น บรรพบุรุษของเราที่ได้ปฏิบัติมา

‘ธนาธร’ลั่น!เป้าหมาย’ปชน.’ ไม่ใช่แค่พรรคอันดับ 1 แต่คือการตั้งรัฐบาลประชาชนให้สำเร็จ

'ธนาธร'ลั่น!เป้าหมาย'ปชน.' ไม่ใช่แค่พรรคอันดับ 1 แต่คือการตั้งรัฐบาลประชาชนให้สำเร็จ

‘ธนาธร’ลั่น!เป้าหมาย’ปชน.’ ไม่ใช่แค่พรรคอันดับ 1 แต่คือการตั้งรัฐบาลประชาชนให้สำเร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

“ธนาธร”เยือนสารคาม ขอเลือกพรรคประชาชนสองใบให้ถล่มทลาย เป้าหมายไม่ใช่แค่พรรคอันดับ 1 แต่คือการตั้งรัฐบาลประชาชนให้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 ที่ จ.มหาสารคาม นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) ร่วมกิจกรรมหาเสียงกับผู้สมัคร สส.มหาสารคาม ในหลายพื้นที่ โดยกิจกรรมหาเสียงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองมหาสารคาม ร่วมกับ นายธีระวัฒน์ พรรณะ ผู้สมัคร สส.มหาสารคาม เขต 1 เบอร์ 1 พรรคประชาชน โดยมีการเปิดเวทีปราศรัยบนรถแห่หาเสียง พบปะทักทายกับประชาชนที่สัญจรไปมาและมาจับจ่ายใช้สอย ก่อนที่จะมีการขึ้นรถแห่ประชาสัมพันธ์ผู้สมัครไปตามถนนสายหลักในเมืองมหาสารคามพร้อมกับเปิดการปราศรัยตามจุดต่างๆ

จากนั้นในช่วงสาย นายธนาธร ได้ร่วมกิจกรรมหาเสียงกับ นายวันชนะ ชัยรุ่งเรือง ผู้สมัคร สส.มหาสารคาม เขต 4 เบอร์ 2 พรรคประชาชน โดยมีการเปิดเวทีปราศรัยที่บ้านหนองแวง ต.บรบือ อ.บรบือ โดยตลอดกิจกรรมหาเสียงในวันนี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนทั้งที่สัญจรไปมาและที่มาร่วมรับฟังการปราศรัย โดยมีการแวะเวียนเข้ามาร่วมพูดคุย ถามไถ่ ให้กำลังใจ และขอถ่ายรูปร่วมกันตลอดเส้นทาง

โดยช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายธนาธร ระบุว่า หลังการเลือกตั้งปี 2566 หลายคนเสียใจที่พรรคก้าวไกลในวันนั้นไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล พิธาไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เลือกตั้งรอบที่แล้วพรรคก้าวไกลสามารถรวมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้เกิน 250 เสียงแต่ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะมี สว. มาขัดขวาง แต่เลือกตั้งรอบนี้ไม่มีสมาชิกวุฒิสภามาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว ดังนั้นตนขอความสนับสนุนพรรคประชาชนให้ล้นหลามทั้งสองใบเพื่อให้เป็นรัฐบาลในรอบนี้

วันนี้โพลทุกสำนักบ่งชี้ไปทิศทางเดียวกันว่าพรรคประชาชนกำลังเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนสูงที่สุด แต่นั่นยังไม่พอ รอบนี้ปันใจไม่ได้ เพราะเราต้องการให้ชัยชนะของพรรคประชาชนครั้งนี้ชนะอย่างมีนัยสำคัญ พรรคประชาชนต้องการการสนับสนุนจากประชาชนให้มากพอ เพื่อให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้

หลายคนถามว่าเลือกพรรคประชาชนไปแล้วเป็นไปได้หรือว่าจะได้เป็นรัฐบาล ตอนที่เป็นอดีตพรรคอนาคตใหม่ มีคนสบประมาทว่าพรรคที่ไม่ซื้อเสียง ไม่รวมเครือข่ายอุปถัมภ์ในพื้นที่แบบนี้ มี สส. 5 คนก็เก่งแล้ว แต่เราทำให้เห็นว่าพรรคแบบนี้เป็นไปได้จริงในประเทศไทย วันนั้นได้ สส. 81 คน เป็นพรรคการเมืองอันดับสาม มาปี 2566 ก็มีคนบอกอีกว่าเป็นไม่ได้ที่เราจะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่เราก็ทำให้เห็นแล้วว่าพรรคแบบนี้ไม่ใช่พรรคทางเลือกแต่เป็นพรรคทางหลัก อดีตพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งปี 2566 เป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เลือกตั้งรอบนี้ก็มีคนบอกอีกว่าพรรคประชาชนตั้งรัฐบาลไม่ได้หรอก แต่เราจะทำให้ดูอีกรอบ มาร่วมกันทำสิ่งที่เป็นไปได้ให้เป็นไปได้อีกรอบหนึ่งในการเลือกตั้งปี 2569 เลือกตั้งรอบนี้เป้าหมายไม่ใช่เป็นพรรคอันดับหนึ่งอย่างเดียว แต่คือการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้

นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า ทุกคนน่าจะได้เห็นทีมรัฐบาลประชาชนและบุคลากรที่พรรคประชาชนเปิดตัวมาแล้ว ถ้าเลือกพรรคการเมืองอื่นหน้าตาของคณะรัฐมนตรีก็จะได้รัฐมนตรีแบบเดิมๆ แต่ถ้าเลือกพรรคประชาชน เราเป็นพรรคแรกที่ฉีกมิติใหม่ให้การเมืองไทย เปิดโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีให้ประชาชนเห็นก่อนการเลือกตั้ง เสียงของประชาชนจะทำให้เราตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากมุ้ง บ้าน หรือนามสกุลได้ แต่มาจากความเหมาะสมและความรู้ความสามารถที่ตรงกับตำแหน่ง ถ้าไม่เลือกพรรคประชาชนสุดท้ายคณะรัฐมนตรีก็จะได้คนหน้าตาเดิมๆ จะได้คนเดิมๆ มาบริหารประเทศทั้งชุด ถ้าอยากเห็นประเทศไทยเจริญก้าวไปข้างหน้า ถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เอาคนเดิมมาขับเคลื่อนไม่ได้ จำเป็นต้องใช้พลังและความคิดสร้างสรรค์ใหม่เท่านั้น

“หลายคนหมดกำลังใจไปแล้ว คิดว่าเลือกตั้งกี่ครั้งไม่ว่าจะเลือกพรรคไหนหรือใครเป็น สส.ชีวิตก็มาได้เท่านี้ แต่เราไม่ได้เชื่อแบบนั้น ใช้บัตรเลือกตั้งของท่านขีดเขียนอนาคตของลูกหลานของท่าน ใช้บัตรเลือกตั้งของท่านเลือกอนาคตให้ลูกหลานของท่าน” นายธนาธร กล่าว

– 006

‘อรรถวิชช์’โชว์วิสัยทัศน์จุดเปลี่ยนประเทศไทย รื้อโครงสร้างทั้งระบบ

‘อรรถวิชช์’โชว์วิสัยทัศน์จุดเปลี่ยนประเทศไทย รื้อโครงสร้างทั้งระบบ

‘อรรถวิชช์’โชว์วิสัยทัศน์จุดเปลี่ยนประเทศไทย รื้อโครงสร้างทั้งระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

‘อรรถวิชช์’โชว์วิสัยทัศน์จุดเปลี่ยนประเทศไทย รื้อโครงสร้างทั้งระบบ ยกเลิก ‘ MOU 43-44 -ปราบโกงโทษประหาร -ล้างบูโร’ ชูจุดยืน ‘รทสช.’ไม่โกหก‘

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 2 แสดงวิสัยทัศน์จุดเปลี่ยนประเทศไทย ถึงการแก้ปัญหาวิกฤตประเทศที่นักการเมืองในอดีตพูดกันมานาน แต่ไม่กล้าตัดสินใจลงมือทำอย่างจริงจังโดยนายอรรถวิชช์  กล่าวถึงประเด็นอธิปไตยย้ำว่าความมั่นคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากกฎหมายยังคลุมเครือ จึงต้องยกเลิก MOU 43 ทางบก และ MOU 44 ทางทะเลทันที เพราะหากไม่ยกเลิก ก็ไม่สามารถดำเนินมาตรการอย่างการสร้างรั้วหรือจัดการพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนได้อย่างแท้จริง พร้อมยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะเลือกความชัดเจนเพื่อปกป้องดินแดนและศักดิ์ศรีของประเทศ พร้อมเสนอค่าตอบแทนทหารออกรบ 200,000 บาทต่อครั้ง ส่วนทหารเกณฑ์ ต้องปรับเป็นระบบสมัครใจ พร้อมค่าตอบแทน 30,000 บาท ซึ่งใช้งบประมาณไม่สูง แต่ช่วยสร้างกำลังใจให้ผู้รับใช้ชาติอย่างเป็นรูปธรรม

นายอรรถวิชช์ ระบุถึงปัญหาต่างภายในประเทศเกิดจากการทุจริตคอ์รัปชัน โดยย้ำว่าหากปล่อยให้ฝังราก รัฐจะไม่มีวันเข้มแข็ง จึงต้องกำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต สำหรับนักการเมือง ข้าราชการ และเครือข่ายทุจริต เพื่อส่งสัญญาณชัดว่าประเทศไทยเอาจริง   ส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 85% ของจีดีพีไม่สามารถแก้ได้ด้วยการอัดเงินเพียงอย่างเดียว หากประชาชนยังติดเครดิตบูโร ดังนั้น ต้องลบประวัติทันทีเมื่อจ่ายจบ และเปลี่ยนมาใช้ระบบคะแนนเครดิต เพื่อให้คนทำงานกลับมาเข้าถึงแหล่งทุน และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบการเงินขณะที่ในประเด็นการเมืองเชิงโครงสร้าง เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายหมวด แต่ไม่เห็นด้วยกับการฉีกทั้งฉบับ เพราะเป็นการ ตีเช็คเปล่า โดยย้ำว่าหมวด 1 และหมวด 2 ต้องได้รับการปกป้องอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงจุดยืนด้านต่างประเทศว่า ไทยจะไม่แลกอธิปไตยกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พร้อมเน้นว่าการรับมือภัยพิบัติและโรคอุบัติใหม่ต้องสื่อสารตรงไปตรงมาและมีการซ้อมรับมือจริง ขณะเดียวกัน การปฏิรูประบบราชการต้องลดขั้นตอน ด้วยแนวคิด ราชการหนึ่งคำขอเพื่อปิดช่องคอร์รัปชัน พร้อมย้ำว่าพรรครวมไทยสร้างชาติยืนหยัดสู้กับทุนผูกขาด พลังงานแพง และคอร์รัปชัน โดยไม่แบ่งซ้ายหรือขวา พร้อมขอแรงสนับสนุนประชาชนเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 6 เพื่อผลักดันการเมืองที่คิดจริง ทำจริง และไม่โกหก

ไขกระจ่าง 10 คำตอบ! เคลียร์ชัดๆปมชายแดนไทย-กัมพูชา

ไขกระจ่าง 10 คำตอบ! เคลียร์ชัดๆปมชายแดนไทย-กัมพูชา

ไขกระจ่าง 10 คำตอบ! เคลียร์ชัดๆปมชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.28 น.

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา เผยแพร่ข้อมูลคำถามและคำตอบ (Q&A) ประเด็นการสื่อสารรายวัน (18 ม.ค.69) จำนวน 10 ข้อ ดังนี้

Q1 : กรณีพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน ไทยจะชี้แจงอย่างไร

A : ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดน การตรวจพบทุ่นระเบิดเป็นผลจากการปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ไทยยืนยันว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองชีวิตพลเรือน และลดความเสี่ยงในพื้นที่ ไม่ใช่การกระทำเชิงรุกหรือยั่วยุทางทหาร และพร้อมให้มีการตรวจสอบร่วมในกรอบกลไกที่เหมาะสม

Q2 : มีความกังวลว่าทหารไทยเสี่ยงอันตรายจากทุ่นระเบิดจำนวนมาก ไทยมีมาตรการอย่างไร

A : กองทัพไทยได้เพิ่มมาตรการป้องกันความเสี่ยง ทั้งด้านยุทธวิธี อุปกรณ์ และการฝึกเฉพาะทาง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างรอบคอบที่สุด ขอย้ำว่า ภารกิจหลักคือการป้องกันอธิปไตยควบคู่กับการคุ้มครองชีวิต โดยยึดหลักมนุษยธรรมและความรับผิดชอบสูงสุด

Q3 : กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับโดรนพลีชีพของกัมพูชา ไทยมองอย่างไร

A : ไทยรับทราบข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ตามหลักการ ไทยขอหลีกเลี่ยงการขยายความจากข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และขอให้สื่อและสาธารณชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือบานปลายโดยไม่จำเป็น

Q4 : กรณีชาวบ้านและผู้พำนักอาศัยบริเวณตลาดชายแดนร้องเรียนเรื่องการตรวจของเจ้าหน้าที่ ไทยจะชี้แจงอย่างไร

A : การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงสถานการณ์อ่อนไหว ไทยรับฟังข้อกังวลของประชาชน และพร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชนโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความมั่นคงและความปลอดภัยโดยรวมเป็นสำคัญ

Q5 : ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าไทย “รุกราน” และยึดที่ดินชาวกัมพูชา ไทยจะชี้แจงอย่างไร

A : ประเทศไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ไทยยึดหลักการปกป้องอธิปไตยของตนเองมาโดยตลอด โดยไม่รุกล้ำดินแดนของประเทศอื่น ส่วนการคงกำลังตามแนววางกำลังเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ และลดระดับความตึงเครียดตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วมที่สองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาใดๆ ควรได้รับการพิสูจน์ผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ไม่ใช่ผ่านการกล่าวหาในสื่อหรือโซเชียลมีเดียฝ่ายเดียว

Q6 : กัมพูชาอ้างว่าการกระทำของไทยขัดกับข้อตกลงให้พลเรือนกลับพื้นที่ (ข้อ 4) จริงหรือไม่

A : ไทยเคารพถ้อยแถลงร่วมและหลักมนุษยธรรม อย่างเคร่งครัด การดำเนินการใดๆ ในพื้นที่มีเป้าหมาย เพื่อความปลอดภัยของพลเรือนเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงจากอาวุธหรือทุ่นระเบิด ไทยพร้อมหารือในกรอบกลไกร่วมเพื่อให้การกลับเข้าพื้นที่ของพลเรือนเป็นไปอย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และยั่งยืน

Q7 : สื่อกัมพูชาขอให้ใช้คำว่า “ประเทศไทยรุกรานกัมพูชา” ไทยมีท่าทีอย่างไร

A : ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ ไม่ยั่วยุ และไม่ตัดสิน การใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและบั่นทอนความพยายามในการลดความตึงเครียด ไทยสนับสนุนการใช้ภาษาที่สะท้อนข้อเท็จจริงและการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา

Q8 : กรณีการสร้างภาพยนตร์ Ghost Mountain: Second Killing Field ที่กล่าวหาไทยรุนแรง ไทยจะตอบโต้หรือไม่

A : ประเทศไทยรับทราบข้อมูลดังกล่าว และขอเน้นย้ำว่า งานสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือบิดเบือนประวัติศาสตร์หรือปลุกเร้าอารมณ์ความเกลียดชัง ไทยเชื่อว่าการนำเสนอเรื่องราวความขัดแย้งควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

Q9 : กรณีกัมพูชาให้สัตยาบันอนุสัญญา UNCLOS มีนัยต่อสถานการณ์ชายแดนหรือไม่

A : การให้สัตยาบัน United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS) เป็นสิทธิของรัฐภาคีและเกี่ยวข้องกับกรอบกฎหมายทางทะเล ไทยมองว่าเรื่องดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องและไม่ควรถูกนำมาเชื่อมโยงหรือใช้เป็นเหตุผลขยายความขัดแย้งทางบก และขอให้แต่ละประเด็นได้รับการพิจารณาในกรอบที่เหมาะสม

Q10 : สารหลักที่ไทยต้องการสื่อสารต่อประชาคมโลกคืออะไร

A : ประเทศไทยยึดมั่นในการปกป้องอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ การใช้กำลังอย่างจำกัด และรับผิดชอบ การคุ้มครองพลเรือนและหลักมนุษยธรรม และการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและกลไก ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน   
ไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันลดความตึงเครียด และมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

– 006

‘เจษฎ์-ชัยวุฒิ’ลุยเมืองจันท์ โชว์รำดาบ กราบพระเจ้าตาก ปราบคนชั่ว

'เจษฎ์-ชัยวุฒิ'ลุยเมืองจันท์ โชว์รำดาบ กราบพระเจ้าตาก ปราบคนชั่ว

‘เจษฎ์-ชัยวุฒิ’ลุยเมืองจันท์ โชว์รำดาบ กราบพระเจ้าตาก ปราบคนชั่ว

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 18 มกราคม 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายชาตรี ทิพยเจือจุน บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 13, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนายอดุลย์ ศรีภูมิสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.จันทบุรี เขต 3 เบอร์ 9 ได้เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองจันทบุรี ณ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อความเป็นสิริมงคลและเอาฤกษ์เอาชัยในการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

โดยเริ่มการลงพื้นที่เอาฤกษ์เอาชัย รศ.ดร.เจษฎ์ ได้กราบสักการะ ด้วยการรำดาบไทยคู่ ที่เรียกว่า “รำดาบคู่กระบวนต่อสู้ ถวายสมเด็จพระเจ้าตากสิน” อย่างทะมัดทะแมง ดุดัน และเข้มแข็ง เพื่อถวายหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจำลองภายในศาลฯ ก่อนการแสดง รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ตั้งจิตมั่น และระลึกถึงวิญญาณนักสู้คนไทยที่เสียสละชีวิต เพื่อบ้านเมือง

พร้อมกันนั้นยังได้นำสมาชิกคนรุ่นใหม่ของพรรครักชาติ ตั้งจิตปฏิญาณตนต่อหน้าองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ว่า “ขอให้องค์พระเจ้าตากสินได้รับทราบถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ ของลูกหลานคนไทย ที่อยากเข้ามาเปลี่ยนแปลงชาติบ้านเมือง เป็นพลังของคนรุ่นใหม่ ที่ตั้งใจเสียสละ เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน ไม่โกงกิน ไม่ขายชาติ”

​ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ เปิดเผยถึงนัยยะของการรำดาบถวายในครั้งนี้ว่า นอกจากจะเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมการกอบกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ ดินแดนเมืองจันทบูรแห่งนี้แล้ว ยังเป็นการตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรให้อริราชศัตรู หรือผู้ที่คิดร้าย จงพ่ายแพ้ภัยตนเอง และขอพลังให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคทางการเมือง นำพาประเทศชาติไปสู่ความสงบสุขร่มเย็นเช่นเดียวกับในอดีต

ในขณะเดียวกันมีรายงานว่า ระหว่างนั้นได้มีประชาชนเข้ามาให้กำลังใจ ขอให้พรรครักชาติ ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ เพราะเห็นว่ามีแต่คนรุ่นใหม่ และเชื่อว่าองค์พ่อตากสินจะให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ได้ทำเพื่อชาติ ซึ่งหลังจากนั้น อยู่ๆ ฝนก็ตกลงมา ชาวบ้านต่างพากันตกใจ และต่างพูดว่า ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูฝน เมื่อมีฝนตกลงมาในขณะที่ไหว้สักการะสมเด็จพระเจ้าตากสิน เป็นสัญญานบ่งบอกว่าท่านรับรู้และให้พร

หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติ ได้เดินทางไปกราบอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี (เดิมคือวิทยาลัยครูจันทบุรี) จังหวัดจันทบุรี ณ วังสวนบ้านแก้ว เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม เย็นนี้พรรครักชาติเตรียมเปิดเวทีรักชาติ เริ่มต้นที่การฟัง ที่บริเวณสนามสามเหลี่ยมทุ่งนางเชย สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อ.เมือง จ.จันทบุรี เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนใน จ.จันทบุรี

– 006