ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 โดยระบุว่า

เนื่องจากศาลเป็นองค์กรสำคัญในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค การใช้สิทธิทางศาลจึงต้องเป็นไปด้วยความสุจริตอันเป็นรากฐานสำคัญของหลักนิติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม และเพื่อเป็นประกันว่ากระบวนพิจารณาของศาลจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐานดังกล่าว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 กำหนดให้ศาลมีอำนาจตรวจจสอบกล้นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้อยู่ในกรอบแห่งความสุจริต ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งกัน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วยความรอบคอบ ถูกต้อง และเหมาะสม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาจึงออกคำแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 ให้หมายความรวมถึง

(๑) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรมหรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร
(๒) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการกดดันให้จำเลยต้องกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ หรือต่อรองผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
(๓) การฟ้องคดีโดยจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงนั้น

ข้อ 2 พฤติการณ์ในการฟ้องคดีดังต่อไปนี้ พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1

(๑) กรณีมีการกล่าวอ้างว่ามูลคดีเกิดหลายท้องที่ และยื่นฟ้องคดีต่อศาลในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำการงานอันเป็นปกติของจำเลย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความสะดวกในการสืบพยานหลักฐานหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี
(๒) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีส่วนในการรณรงค์ เรียกร้อง หรือแสดงความเห็นเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้บริโภค สิทธิแรงงานหรือประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
(๓) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติที่มิชอบด้วยกฎหมาย
(๔) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาความผิดของโจทก์ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งชี้ขาด
(๕) การฟ้องคดีที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกันเป็นหลายคดีโดยไม่มีเหตุสมควรและมีลักษณะเป็นการสร้างความยุ่งยากและไม่เป็นธรรมให้แก่จำเลยในการต่อสู้คดี
(๖) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยใช้สิทธิหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตหรือประพฤติมิชอบโดยชัดแจ้ง

ข้อ 3 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการฟ้องคดีใดฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 ศาลพึงสั่งให้โจทก์ชี้แจงรวมถึงแสดงพยานหลักฐาน และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นใดมาเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัยได้ตามที่จำเป็นและสมควร เพื่อการนี้ ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนก็ได้ในกรณีที่ความปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่งศาลจะยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องก็ได้

ข้อ 4 ถ้าคดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาจดำเนินการตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง ไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกฟ้องหรือประทับฟ้องตามแต่ศาลจะเห็นสมควรไปในคราวเดียวกันก็ได้

ข้อ 5 การใช้ดุลพินิจตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่ง ศาลพึงคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำตามฟ้อง ประโยชน์สาธารณะที่จะได้รับ รวมถึงความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมจากการดำเนินคดีต่อไปประกอบด้วย

ข้อ 6 กรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 หากเห็นได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในทางประวิงคดี ศาลพึงสั่งงดหรือยุติการดำเนินการตามข้ออ้างของจำเลยและดำเนินคดีต่อไปโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ศาลจะออกข้อกำหนดหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อห้ามการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือประวิงคดีด้วยก็ได้

ข้อ 7 การดำเนินการทางอาญาในส่วนอื่นนอกจากที่ระบุในคำแนะนำนี้ ศาลพึงยึดหลักการดำเนินคดีโดยสุจริตและหลักความได้สัดส่วนเป็นพื้นฐานในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.23 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุบเกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้แก่ ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา จำนวน 1,684 ราย ดังนี้

เช็กรายชื่อทั้งหมด : คลิก 

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง ชื่นชมบทบาทไทยปราบอาชญากรรมข้ามชาติ–ยาเสพติด หนุนธรรมาภิบาล เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.69 เวลา 16.30 น. ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแอนเจลา แม็กดอนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสอำลาตำแหน่งก่อนพ้นหน้าที่

ทั้งสองฝ่ายหารือกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ สำหรับบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมชื่นชมความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา ความมั่นคง และการพัฒนาประชาชน

ในด้านความมั่นคง เอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ ชื่นชมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและออสเตรเลียที่ดำเนินมาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฝึกร่วมทางทหาร ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านการฝึกรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงในอนาคต

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ ยังกล่าวชื่นชมผลการดำเนินงานของไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ และยาเสพติด ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายจากอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้าน และส่งตัวกลับประเทศต้นทางได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเด็นการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ฝ่ายออสเตรเลียแสดงความยินดีต่อความมุ่งมั่นและความก้าวหน้าของไทย ทั้งในด้านการปฏิรูปกฎหมายภายในประเทศ การปราบปรามการทุจริต และการส่งเสริมธรรมาภิบาล ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ยกระดับมาตรฐานการบริหารประเทศ และเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนออสเตรเลียในไทยด้วย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศในอนาคต

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับออสเตรเลียอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ 

ขณะที่ฝ่ายออสเตรเลียยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนความร่วมมือกับไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิด และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้อวยพรให้นางสาวแอนเจลา แม็กดอนัลด์ ประสบความสำเร็จในหน้าที่ใหม่ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามิตรภาพและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับออสเตรเลียจะได้รับการสานต่อและพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป

เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?

เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?

เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่–ก้าวไกล–พรรคประชาชน มีพัฒนาการทางวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ “รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ”ไปถึง “องค์กรอิสระ” จนถึง “ระบอบสีน้ำเงิน”?

วาทกรรมหลักคือการทำให้รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าไม่ใช่กติกากลางของประเทศ แต่เป็น “เครื่องมือสืบทอดอำนาจ” ของ คสช. และระบอบประยุทธ์ เริ่มมาตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่

ต่อมาพรรคก้าวไกลยังรับกรอบนี้ไว้โดยตรง โดยในนโยบายเลือกตั้ง 2566 ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีที่มา กระบวนการ และเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ออกแบบมาเพื่อ “สืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารและระบอบประยุทธ์” และขยายอำนาจของสถาบันทางการเมืองที่ “ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน”  

นี่คือจุดตั้งต้นสำคัญ เพราะวาทกรรมไม่ได้โจมตีแค่รัฐบาลประยุทธ์ แต่โจมตี “กติกาที่ให้กำเนิดอำนาจ” ด้วย

พูดง่าย ๆ คือ อนาคตใหม่ไม่ได้บอกแค่ว่า “รัฐบาลไม่ดี” แต่บอกว่า “สนามแข่งขันถูกออกแบบมาให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบตั้งแต่ต้น”

หลังอนาคตใหม่ถูกยุบในปี 2563 จากคดีเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นกรณีเข้าข่ายรับบริจาคหรือประโยชน์อื่นใดเกินเพดานและเป็นเหตุให้ยุบพรรค   วาทกรรมของฝ่ายนี้ยิ่งเปลี่ยนจาก “ต่อต้านรัฐประหาร” ไปสู่ “ต่อต้านโครงข่ายอำนาจที่รัฐประหารทิ้งไว้”

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะศัตรูทางวาทกรรมไม่ได้เป็นแค่ คสช. หรือ พล.อ.ประยุทธ์ อีกต่อไป แต่ขยายไปเป็น ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. และองค์กรอิสระอื่น ๆ

เมื่อเข้าสู่ยุคพรรคประชาชน วาทกรรม “รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ” เพียงอย่างเดียวเริ่มไม่พอ เพราะ คสช. ไม่ได้อยู่ในอำนาจโดยตรงแบบเดิมแล้ว และพรรคภูมิใจไทย/เครือข่าย ส.ว./องค์กรอิสระ กลายเป็นเป้าทางการเมืองใหม่

จึงเกิดคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”

คำนี้ทำหน้าที่เป็น “กล่องรวมศัตรู” ทางวาทกรรม คือรวมรัฐธรรมนูญ 2560, ส.ว., องค์กรอิสระ, ศาลรัฐธรรมนูญ, กลไกตรวจสอบ, พรรคภูมิใจไทย และอำนาจที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ยึดโยงประชาชน เข้าไว้ในคำเดียว

ในปี 2569 พรรคประชาชนและภาคประชาชนยังผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ ส.ว.   

พริษฐ์ วัชรสินธุ สรุปว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นช่องทางรวบอำนาจ และถ้าฝ่ายการเมืองคุมเสียงวุฒิสภา ก็อาจคุมองค์กรอิสระได้ด้วย ก่อนเชื่อมไปสู่ข้อกล่าวหาว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็น “ปุ๋ยชั้นดี” ให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” เติบโต  

ความสำคัญของคำว่า “สีน้ำเงิน”

คำว่า “สีน้ำเงิน” มีพลังทางวาทกรรมสูง เพราะมันกำกวมได้หลายชั้น

ชั้นแรก มันพุ่งไปที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งรีแบรนด์ด้วยสีน้ำเงิน

ชั้นที่สอง มันพุ่งไปที่ ส.ว. กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สว. สีน้ำเงิน”

ชั้นที่สาม อันนี้อ่อนไหวที่สุด คือคำว่า “สีน้ำเงิน” ในบริบทการเมืองไทยเคยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย โดย iLaw อธิบายว่า “สีน้ำเงิน” เดิมหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อนจะถูกใช้กับพรรคภูมิใจไทยหลังการรีแบรนด์  นี่ทำให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นวาทกรรมที่อันตรายทางการเมือง เพราะมันสามารถพูดเหมือนโจมตีภูมิใจไทย แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังบางส่วนเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างรัฐและพระมหากษัตริย์ได้พร้อมกัน

ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.35 น.

อัพเดทยอดผู้สมัครฯ วันที่2 ผู้ว่าฯกทม. 16 คนเท่าวันแรก ส.ก. 50 เขต รวม 246 คน 

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 กรงเทพมหานครรายงานยอดผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. 

ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร 50 เขต จำนวน 246 คน โดยมี 5 อันดับเขตที่ผู้สมัครมากที่สุด ดังนี้ คลองสามวา จำนวน 10 คน , คันนายาว จำนวน 9 คน , ภาษีเจริญ จำนวน 9 คน , ยานนาวา จำนวน 8 คน และ พญาไท จำนวน 7 คน

ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังคงมีจำนวน 16 คน เท่ากับวันแรก

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ “A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations” พร้อมเผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ  ซึ่งออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

สถาบันพระปกเกล้า โดย พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสำนักงานเลขาธิการ จัดงานเทิดพระเกียรติครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อ  “A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations” เพื่อเปิดตัวผ้าพันคอและเนคไทของสถาบันพระปกเกล้า เนื่องในวาระพิเศษแห่งการน้อมรำลึกและเฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูงานหัตถกรรมพื้นถิ่น และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงยกระดับงานศิลปาชีพไทยให้มีคุณค่าและร่วมสมัย 
โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลวดลายจากแรงบันดาลใจเกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI

A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations เป็นส่วนหนึ่งของโครงการกิจกรรมเทิดพระเกียรติ ‘สิริรำไพพรรณ พัสตราภรณ์’  ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศ ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ในโอกาสมหามงคล 120 ปี แห่งวันพระราชสมภพ และโอกาส 100 ปี แห่งวันสถาปนาพระบรมราชินี 

อีกทั้งยังเป็นวาระสำคัญที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีมติรับรองการประกาศยกย่องให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ประจำปี 2569 – 2570 พร้อมกันนี้ ยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการส่งเสริมหัตถศิลป์และผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล  

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และคุณรติรส จุลชาติ ผู้บริหาร แบรนด์ SIRIVANNAVARI พร้อมด้วย คณะผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมงาน 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงสืบสานและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยผ่านงานออกแบบและแฟชั่นร่วมสมัย โดยมี “บุรพราชินี” ทั้งสองพระองค์เป็นปฐมบทแห่งแรงบันดาลใจอันสูงสุดในการศึกษาศิลปะและการออกแบบ ได้ทรงรังสรรค์อัตลักษณ์ของสถาบันพระปกเกล้าผ่านการตีความใหม่ด้วยศิลปะแฟชั่นชั้นสูง ในผลิตภัณฑ์ 3 รูปแบบ
• เนคไทสำหรับนักศึกษาชาย: ออกแบบบนพื้นผ้าสีเขียวอันเป็นสีประจำสถาบันพระปกเกล้า โดดเด่นด้วยลวดลาย “ดอกไอริส” สีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI พร้อมประดับตราสัญลักษณ์สถาบันฯ ตรงกึ่งกลางของลวดลาย ซึ่งรังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์  อันวิจิตรที่ผสานตัวตนของสองสถาบันไว้อย่างกลมกลืน เปี่ยมด้วยความหมาย  

• เนคไทสำหรับผู้บริหาร:รังสรรค์ด้วยสีดำที่สื่อถึงความสง่างามและความน่าเชื่อถือ ตกแต่งด้วยลวดลายโลโก้ของสถาบันพระปกเกล้า ถือเป็นเนคไทรุ่นพิเศษสำหรับผู้บริหารของสถาบันฯ

• ผ้าพันคอสำหรับนักศึกษาหญิง: ลายพิมพ์ภาพวาด ‘ต้นประดู่’ พรรณไม้ประจำรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะสถาบันที่จัดตั้งขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมตีกรอบด้วยสีเขียวและประดับตราสัญลักษณ์สถาบันฯ ทั้ง 4 มุม สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของสถาบัน


 
ภายในงานยังจัดแบ่งพื้นที่นิทรรศการออกเป็น 3 โซน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระเกียรติคุณ การสืบสานรสนิยมความงาม และการพัฒนางานหัตถศิลป์ไทยของทั้ง 3 พระองค์ เริ่มจาก โซนเฉลิมพระเกียรติ นำเสนอพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และความเชื่อมโยงของทั้ง 3 พระองค์ในฐานะผู้ทรงส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้ารําไพพรรณี ผู้ทรงมีพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ  ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎร ฟื้นฟูงานหัตถกรรมพื้นถิ่นของจันทบุรี และพัฒนาเป็นกิจการ S.B.K. อุตสาหกรรมชาวบ้าน ต่อด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพและยกระดับงานหัตถกรรมไทยให้ดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามในโลกปัจจุบัน และสมเด็จพระเจ้า    ลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยผ่านงานออกแบบและแฟชั่นร่วมสมัยภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI

นิทรรศการเทิดพระเกียรติ เปิดให้ผู้ที่สนใจและประชาชนทั่วไปเข้าชม ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2569 วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 นาฬิกา ณ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (หลานหลวง กรุงเทพฯ) 

สามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  02 142 7703

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.50 น.

Zara (ซาร่า) เปิดร้านสาขาใหม่ล่าสุด ณ เซ็นทรัล พาร์ค ที่มาพร้อมกับคอนเซปต์การออกแบบร้านใหม่ของแบรนด์ในระดับสากล ตอกย้ำการขยายการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ร้านแห่งใหม่นี้ ปักหมุดใจกลางย่านธุรกิจการค้าของกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ครอบคลุมถึง 2 ชั้น โดยนำเสนอคอลเลคชันสำหรับผู้หญิงและผู้ชายอย่างหลากหลาย รวมถึงโซนสำหรับน้ำหอม รองเท้าและกระเป๋าโดยเฉพาะ

ซึ่งสาขานี้ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Zara ในด้านนวัตกรรมการค้าปลีก เพื่อให้แบรนด์ได้กลายเป็นจุดหมายแห่งใหม่ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ผสานแฟชั่น สถาปัตยกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

คอนเซปต์ร้านถูกออกแบบโดยทีม Zara Architecture Studio ภายใต้แนวคิดการสร้างพื้นที่แห่งการค้นพบ ที่ค่อยๆ พาเหล่าผู้มาเยือนเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา แนวคิดด้านสถาปัตยกรรมได้นำองค์ประกอบคลาสสิคอย่างซุ้มเสาและคานเหนือประตูมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย จนเกิดเป็นบรรยากาศของร้านที่ทั้งเหนือกาลเวลาและเปี่ยมไปด้วยความหรูหรา

ร้านตั้งอยู่บริเวณพลาซ่าหลักของ เซ็นทรัล พาร์ค โดดเด่นด้วยเพดานสูงสองชั้นด้านหน้าร้านที่เปิดมุมมองสู่ลานกลางของร้าน ภายในถูกออกแบบให้มีบรรยากาศที่เสมือนเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งอย่างเป็นมิตร พร้อมพื้นที่เฉพาะสำหรับคอลเลคชันผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงโซน รองเท้า กระเป๋า และน้ำหอมโดยเฉพาะ วัสดุตกแต่งภายในผสานพื้นผิวลักษณะคล้ายหิน พื้นไม้โอ๊ค ตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ด้วยสแตนเลส เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและร่วมสมัยในทุกโซนของร้าน

โดยการออกแบบสะท้อนให้เห็นถึงคอนเซปต์ใหม่ล่าสุดของ Zara สำหรับแฟลกชิพสโตร์ทั่วโลก ผ่านภาพลักษณ์ใหม่และพื้นที่จัดแสดงสินค้ารูปแบบใหม่ ที่ช่วยส่งเสริมคอลเลคชันของแบรนด์ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างลูกค้าและสินค้าอีกด้วย

นวัตกรรมด้านการบริการลูกค้า

สำหรับร้านค้าคอนเซปต์ใหม่แห่งนี้ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อแบบ Omnichannel เชื่อมโยงระหว่างร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์ของแบรนด์ ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้ทั้งภายในร้าน ผ่านเว็บไซต์ zara.com และแอปพลิเคชัน Zara ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์ ค้นหาสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และรับสินค้าออนไลน์ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง โดยบริการสำคัญที่นำมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง ได้แก่

จุดรับคืนสินค้าแบบมีผู้ช่วยบริการ เพื่อความรวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการคืนสินค้า
พื้นที่ชำระเงินแบบมีผู้ช่วยบริการในทุกโซน โดยติดตั้งเครื่องชำระเงินที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย

นอกจากนี้ ภายในร้านยังมีจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ จากการสั่งซื้อออนไลน์สำหรับรีไซเคิล เพื่อเชิญชวนลูกค้าให้มีส่วนร่วมด้านความยั่งยืน อีกทั้งยังมีจุดรับบริจาคเสื้อผ้ามือสอง เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าผ่านความร่วมมือกับองค์กรการกุศลอีกด้วย

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ด้วยการมอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมของ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569 จำนวนเงิน 500,000 บาท โดยมี พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีรับมอบ พร้อมด้วย นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล ผู้แทนจากบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมพิธี ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารซี

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษากิติมศักดิ์ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะลไทย เปิดเผยว่า บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะระบบนิเวศใต้ท้องทะเลซึ่งเป็นหัวใจของความสมดุลทางธรรมชาติ และฐานรากของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีพระดำริในการส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการฟื้นฟูแนวปะการังและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ตลอดจนกระตุ้นปลูกจิตสำนึกของประชาชนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์แนวปะการัง รวมทั้งเผยแพร่ให้สาธารณชนทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้ทราบถึงประโยชน์และการให้ความร่วมมือและตระหนักรู้ในการดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืนสืบไป 

สำหรับกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่ร่วมมอบเงินสนับสนุนในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 11 ราย ประกอบด้วย บริษัท เดอะทับแขก รีสอร์ท จำกัด บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโทบา (Toba Aquarium) บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

เปิดบ้านแห่งสติ จากเรื่องไกลตัวสู่ทักษะสำคัญของชีวิตยุคปัจจุบัน

เปิดบ้านแห่งสติ จากเรื่องไกลตัวสู่ทักษะสำคัญของชีวิตยุคปัจจุบัน

เปิดบ้านแห่งสติ จากเรื่องไกลตัวสู่ทักษะสำคัญของชีวิตยุคปัจจุบัน

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ความเครียด ความกดดัน และสิ่งที่เข้ามากระทบใจอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คำว่า “ตั้งสติ” จึงไม่ใช่เพียงคำเตือนให้ใจเย็นลงชั่วขณะ แต่เป็นทักษะสำคัญของชีวิตที่มนุษย์ สามารถฝึกฝนและนำไปใช้ได้จริง

ด้วยความเชื่อว่า “สติ” คือ ทักษะที่ฝึกได้ มด–ดุษฎี ตันเจริญ และ หลิน–อุบลวรรณ ขอถาวรวงศ์ จึงนำองค์ความรู้ด้านการฝึกสติในแนวทาง MRP หรือ Mind Retreat Program ซึ่งทั้ง 2 ท่าน ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้นี้จาก พระอาจารย์ธนดิตถ์ ธัมมนันโท หรือ Master T. แห่งมูลนิธิปิยโปฎก มาพัฒนาต่อยอดสู่ House of MRP พื้นที่แห่งการเรียนรู้และฝึกสติสำหรับคนยุคปัจจุบันที่ถึงแม้จะมีรากฐานมาจากสติปัฏฐานสูตร แต่ได้ผ่านการถอดรหัสออกมาเป็นโปรแกรมการฝึกที่ไม่ได้มีการยึดโยงกับศาสนา มีความเป็นกลาง เป็นทักษะที่มีการวางหลักสูตรเป็นขั้นเป็นตอน

House of MRP จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการเรียนรู้เรื่องสติ แต่เป็นพื้นที่ที่ออกแบบขึ้นเพื่อทำให้การฝึกสติเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งในมิติของการทำงาน ความสัมพันธ์ การรับมือกับความเครียด และการค้นหาความสุขที่ยั่งยืนจากภายใน

MRP เป็นโปรแกรมการฝึกสติที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจนเป็นระบบการฝึกที่มีโครงสร้างชัดเจน โดยเชื่อมโยงหลักการเจริญสติเข้ากับภาษาที่คนยุคใหม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น หนึ่งในหัวใจสำคัญของ MRP คือสมการ O + B = PP โดย O หมายถึง Observer Base หรือ ฐานของจิตผู้สังเกตการณ์ , B หมายถึง Breath หรือลมหายใจและชีพจร และ PP หมายถึง Problem Point หรือจุดปัญหาที่เข้ามากระทบใจในชีวิตประจำวัน

หลักการนี้สะท้อนว่า เมื่อผู้ฝึกสามารถวางจิตให้อยู่ในฐานะ “ผู้สังเกต” กลับมาอยู่กับลมหายใจ และรับรู้สภาวะภายในได้ทัน สิ่งที่เข้ามากระทบใจจะไม่จำเป็นต้องกลายเป็นแรงเหวี่ยงทางอารมณ์เสมอไป แต่สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นตัวเองอย่างชัดเจนขึ้น

อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญของ MRP คือ ประโยคที่ว่า “Mental clarity is not a trait. It is a system.” หรือ แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “จิตใจที่มีความกระจ่างชัดเจน ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นระบบที่เราสามารถฝึกฝนและออกแบบได้”

แนวคิดนี้เป็นแกนสำคัญของ House of MRP เพราะการมีสติไม่ใช่พรสวรรค์ของคนบางกลุ่ม และไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นระบบการฝึกที่ค่อยๆ พัฒนาผ่านประสบการณ์ตรง การรู้ลมหายใจ การเห็นความคิด การรับรู้อารมณ์ และการกลับมาอยู่กับปัจจุบันอย่างเป็นกลาง

ในการเปิดบ้าน House of MRP ครั้งนี้ นอกจากการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ มูลนิธิปิยโปฎก แล้ว ยังมีการเสวนาและแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ที่ได้นำการฝึกสติไปใช้จริงในชีวิต โดยผู้ร่วมพูดคุย ได้แก่ เฟื่องลดา–สรานี สงวนเรือง, แม่ชีจุ๊ย–ชื่นชีวัน วงษ์เสรี และ หวาน–ชัญญา อุดมพร

เฟื่องลดา–สรานี สงวนเรือง เจ้าของ Flourish Digital หรือ รู้จักในฐานะ “นางฟ้าไอที” แบ่งปันมุมมองจากชีวิตของคนทำงานยุคดิจิทัล ที่คุ้นเคยกับความเร็วและความสำเร็จ เธอเล่าว่า ในช่วงหนึ่งของชีวิต เธอเคยวิ่งไล่ตามความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าความสำเร็จ คือ เป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งกลับพบว่าภายในยังมีความว่างเปล่า การได้ฝึกสติกับ MRP ทำให้เริ่มกลับมาฟังเสียงภายในของตัวเองมากขึ้น และตั้งคำถามว่า “Voice” ที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร สำหรับเธอ การฝึกสติจึงไม่ใช่การหยุดใช้ชีวิตหรือถอยออกจากโลก แต่คือการกลับมาเข้าใจตัวเองให้ชัดขึ้น ท่ามกลางโลกที่ยังต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เธอยังสะท้อนประเด็นที่น่าสนใจในยุค AI ว่า แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และ AI สามารถช่วยมนุษย์ได้หลายด้าน แต่สิ่งที่มนุษย์ยังต้องพัฒนาด้วยตัวเอง คือ “Wisdom” หรือปัญญาภายใน ซึ่งเกิดจากการรู้เท่าทันตัวเองและการมีสติในการใช้ชีวิต

ด้าน แม่ชีจุ๊ย–ชื่นชีวัน วงษ์เสรี ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ Globish ถ่ายทอดประสบการณ์จากโลกสตาร์ทอัป ซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขัน ความเร็ว และแรงกดดัน เธอเล่าว่า เคยมีช่วงที่ความเครียดจากงานมาก จนส่งผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างชัดเจน ซึ่งกลายจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า แท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร สำหรับแม่ชีจุ๊ย การฝึกสติไม่ใช่การหนีโลก แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับทุกอย่างอย่างเข้าใจและวางใจมากขึ้น สำหรับแม่ชีจุ๊ยแล้ว สติ คือ การลงรายละเอียดในชีวิต เป็นพื้นฐานของการรู้จักตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น และเธอยังเชื่อมโยงการฝึกสติกับโลก AI ได้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลขึ้น มนุษย์ยิ่งต้องกลับมาถามตัวเองให้ชัดว่า เราจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร และจะใช้ปัญญาภายในของตัวเองอย่างไรในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ หวาน–ชัญญา อุดมพร เจ้าของเพจ Vegan Calendar และหนึ่งในผู้ร่วมริเริ่ม MRP ถ่ายทอดมุมมองของคนที่เคยใช้ชีวิตด้วยความเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว และทันเหตุการณ์ตลอดเวลา เธอเล่าว่า จุดเริ่มต้นของการฝึกสติเกิดขึ้นในช่วงที่เริ่มอยากใช้ชีวิตให้ช้าลง และกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น เธอกล่าวว่า MRP เป็นโปรแกรมที่ทำให้เธอเข้าใจคำว่า “สติ” ผ่านประสบการณ์ตรง จากเดิมที่ไม่เคยศึกษาด้านจิตใจอย่างจริงจัง การฝึกสติทำให้เธอรู้ทันอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น กลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ดีขึ้น และตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้นในชีวิตประจำวัน

สำหรับ หลิน–อุบลวรรณ ขอถาวรวงศ์ ในฐานะมาสเตอร์ของ MRP นั้น เธอกล่าวว่า สติเปรียบเหมือน “เบรกมือ” ของชีวิต เพราะคนเราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเดินหน้า เมื่อไหร่ควรหยุด และเมื่อไหร่ควรวางใจให้อยู่กับปัจจุบัน เธออธิบายว่า การฝึกสติทำให้มองเห็นธรรมชาติของชีวิตตามความเป็นจริง เห็นว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีอะไรที่ควบคุมได้ทั้งหมด และไม่มีอะไรอยู่กับเราไปตลอดกาล

หลิน ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า MRP ไม่ได้มองการฝึกสติเป็นเพียงการแสวงหาความสงบหรือการพักใจชั่วคราว แต่เป็นทักษะที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เปรียบเหมือนระบบความปลอดภัยภายในใจ เมื่อเราฝึกจนเกิดความมั่นคง เราจะสามารถรับมือกับปัญหาหรือแรงกระทบต่างๆ ได้ดีขึ้น เหมือนนักกีฬาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถรับลูกที่เข้ามาได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าลูกนั้นจะเร็วหรือแรงเพียงใด

House of MRP จึงต้องการส่งต่อการฝึกสติไปยังคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Young Entrepreneur และ New Leader ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ขณะเดียวกันก็อยู่ท่ามกลางความเครียดและแรงกดดันสูง เพราะก่อนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมหรือโลกภายนอกได้อย่างมั่นคง การเปลี่ยนแปลงภายในคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

สำหรับ House of MRP ความสุขที่ยั่งยืน หรือ Lasting Happiness ไม่ได้หมายถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทุกอย่างตามต้องการ แต่คือความสามารถในการวางใจอยู่กับปัจจุบันอย่างเป็นกลาง แม้ชีวิตจะยังมีความไม่แน่นอน ความเปลี่ยนแปลง และปัญหาเข้ามากระทบ เพราะในท้ายที่สุด การฝึกสติอาจไม่ใช่การทำให้ชีวิตไม่มีปัญหา แต่คือการทำให้เรามีพื้นที่ภายในมากพอที่จะมองเห็นปัญหา เห็นตัวเอง และกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

ติดตามเรื่องราวของ House of MRP หรือ บ้านแห่งสติ ได้ที่ www.HouseofMPR.com หรือ FB/IG : House of MRP

คุณแหน: วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569

คุณแหน: วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569

คุณแหน: วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

II ขอแสดงความยินดีกับ รุ่งเรือง กิจผาติ ในโอกาสที่ มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ดำรงตำแหน่ง ” เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ” เมื่อ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา…

II ดีใจด้วยกับ ผู้บริหาร โรงแรมศิวาเทล ถ.เพลินจิต ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในGreen Hotel จาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม…

II ข้าราชการเกษียณ พรทิพย์ สาริกบุตร บายโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60-40 เพราะไม่อยากเปลี่ยนโทรศัพท์ที่ตกรุ่น ซึ่งเป็นเครื่องที่เพื่อนรักมอบไว้ให้ก่อนจากไป…เหตุผลใช้ได้ แต่หากเก่ามาก คงต้องทำใจ เพราะต่อไปก็ต้องเปลี่ยนให้ทันสมัยอยู่ดี…

II ขอเป็นกำลังใจให้ ฟองสนาน จามรจันทร์ ที่ต้องดูแลคู่ชีวิต คุณหนุ่ย ที่ป่วยไข้ไม่สบาย โดยได้รับความช่วยเหลือจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนได้พาไปแอดมิดที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นที่เรียบร้อย…

II หมอศัลยกรรมชื่อดัง หมอสอง – นพ.นพรัตน์ รัตนวราห พา มาดาม ออน-สมฤทัย ภรรยาไปเที่ยวสหรัฐฯ ระหว่างนี้ โดยมอบหน้าที่ดูแล goddess of love -เทพีแห่งความรัก “น้องเฟรญานา” ลูกสาววัย 6 เดือนให้ญาติผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ดูแลแทนที่เมืองไทยชั่วคราว…

II ไม่มีรูปหวานมานาน จนกองเชียร์ข้างๆ คิดว่าคู่คนรักที่โลกอิจฉาเลิกรากันไปแล้ว ปรากฏความจริงที่ว่า ผศ.นพ.สิระ กอไพศาล หรือ หมอปิแอร์ กับ ผู้ประกาศข่าวหนุ่มช่อง 3 ไก่-ภาษิต อภิญญาวาท ยังคงยืนกราน รักหวานเหมือนเดิม…เพื่อนๆไม่ต้องแอบเป็นห่วง…

II ใจหายและเสียใจด้วยกับญาติมิตร ในการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ศัลยแพทย์กระดูกคนดี นพ.ณพล สินธุวนิช แห่ง โรงพยาบาล ข้อดีมีสุข (kdms) พิธีสวดพระอภิธรรม จัดในวันที่ 28-31 พ.ค. 18.30 น.ที่ศาลา 9 วัดสุทธิวราราม และกำหนดพิธีฌาปนกิจ 1 มิ.ย. 14.00 น…

II พิธีสวดพระอภิธรรมศพ ศุภชัย ยุวบูรณ์ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย วันที่ 29 พ.ค.-1 มิ.ย.18.00 น.(วันที่ 31 พ.ค.งดสวด) ณ ศาลา 5 วัดโสมนัสราชวรวิหาร และพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 2 มิ.ย.14.00 น…

II ชีวิตดี๊ดี น่าดีใจด้วย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ บอกว่า ตอนนี้มีความสุขกับการอยู่บ้านเล็กๆ ตื่นเช้ามาไม่ต้องหาเงิน ไม่ต้องมีโปรแกรม อยากไปไหนก็ไป…ความสุขอยู่ไม่ไกล อยู่ที่ใจของตัวเราเอง…

II กำหนดเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม.คนใหม่ คือ วันที่ 28 มิ.ย.69 โดยปีนี้ มีผู้สมัครที่มีสีสันโดดเด่นให้เลือกหลายคน อาทิ ดร.โจ – ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ,อนุชา บูรพชัยศรี , ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ,ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี , พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช และเจ้าเก่า คนดี-คนเดิม ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ฯลฯ…ซึ่งคนหลัง ผลโพลหลายสำนักว่า โดดเด่นที่สุด หรือที่เรียกว่า”นอนมา” แต่เจ้าตัวตอบ”ไม่ได้นอนมา แต่ขี่จักรยานมา” และเมื่อถูกถามว่า “หากได้เป็น ผู้ว่า กทม.จะทำอะไรก่อน” อดีตผู้ว่า กทม. ตอบว่า”ก็จะเป็นผู้ว่าฯติดดินเหมือนเดิม”…ได้ยินแล้ว ปลื้มแทนคน กทม.จริงๆ !!

บารอนเนส