สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก วันแรก16คน

สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก  วันแรก16คน

สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก วันแรก16คน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก วันแรก16คน ชัชชาติมือเฮงจับเบอร์9 อนุชาได้เลข5/มัลลิกา14

แห่สมัครชิงศึก “ผู้ว่าฯ กทม.” วันแรก “ผู้สมัครอิสระ-พรรคใหญ่” ตบเท้าสมัครคึกคัก ประเดิม 16 คน ภาพรวมเรียบร้อยดี “ชัชชาติ” มือเฮงคว้าเบอร์ 9 บอก “9 หน้า 9 ดี” โวทำกรุงเทพก้าวหน้าต่อไป ‘อนุชา’ปชป.เบอร์ 5 ชู5นโยบายพลิกโฉมกทม.‘หม่อมกร’เบอร์1‘ดร.โจชัยวัฒน์’พรรคส้มได้เบอร์10ขณะที่‘มัลลิกา’มาไม่ทัน ได้เบอร์14 ก่อนทุกคนลงลุยแห่หาเสียงทันที ศึก‘นายกเมืองพัทยา’3 ทีมชิงกันเดือด ด้าน ประธานกกต.ยันพร้อมจัดเลือกตั้งกทม.-พัทยา เข้มมาตรการกันโกง ประทับตราบัตรทุกใบ ยันไม่มีบาร์โค้ด

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(ดินแดง)ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร(กกต.ทถ.กทม.) กำหนดให้เป็นสถานที่รับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นวันแรก ระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย. 69 เวลา 08.30-16.30 น. และ กำหนดการเลือกตั้ง ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569  สำหรับการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครครั้งนี้มีหน่วยเลือกตั้งทั้งสิ้น 6,629 หน่วย มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง4,507,523คน ใช้งบประมาณ 294ล้านบาท

“ชัชชาติ”มาคนแรกปั่นจักรยานสมัคร

เมื่อเวลา05.58น.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่ากทม.ปั่นจักรยาน Bike Sharing มาถึงที่ศาลาว่าการ กทม.2(ดินแดง)เพื่อรับสมัครผู้ว่ากทม.ในเวลา 08.30น.โดยมีอดีตรองผู้ว่าฯและที่ปรึกษาร่วมเดินทางมาด้วย ทันทีที่มาถึงได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่รอทำข่าว

โดยนายชัชชาติ ยืนยันว่าเราจะเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนกรุงเทพฯนี่คืองานยาก ต้องมีนโยบายที่ดีตอบโจทย์ได้จริงๆโดยมีนโยบายที่ต้องการให้กรุงเทพเป็นเมืองทันสมัย เน้น 4 ด้าน ได้แก่ คน ความสุข คุณภาพชีวิต และเมือง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานโดยมีแอคชั่นแพลน250+รวมเมคกะโปรเจค

ยันไม่ได้มีปัญหากับการเมืองใหญ่

พร้อมย้ำว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการเมืองใหญ่ เพราะเราเป็นอิสระไม่ได้มาจากการเมือง เราทำงานให้กับทุกคน เราทำท้องถิ่นให้ดีเชื่อว่าจะช่วยผลักดันไปพร้อมกับรัฐบาลได้ โดยย้ำทีมงานเสมอ อย่าไปเชื่อโพล ที่บอกเรานำมา ต้องทำเหมือนเดิมเราไม่กดดันและจะทำให้เต็มที่ที่สุด ถ้าประชาชนเลือกเราก็ทำ แต่ถ้าไม่เลือกเราก็มีอย่างอื่นที่ต้องทำ เราไม่มีภาระในการแบกพรรค เราก็เป็นตัวของเรา ถ้า“ชัชชาติ”ไม่ได้ก็แค่นั้นเอง

‘หม่อมกร’พร้อมทำงานไร้รอยต่อ

เวลา 07.00น.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ว่าที่ผู้ว่ากทม.ในนามอิสระเดินทางมาถึงศาลาว่าการกทม.2 (ดินแดง)เพื่อสมัครผู้ว่ากทม.ในเวลา08.30น.โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวว่าเรามีความพร้อม ทีมเราใหญ่ยังจะมี นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ,นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์และพล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ที่พร้อมบริหารกรุงเทพฯอย่างไร้รอยต่อ เพราะกรุงเทพฯมีปัญหาหลายด้าน ทั้งอากาศ น้ำ ขยะ รถติด เศรษฐกิจ ค่าครองชีพและการคอรัปชั่น ดังนั้น ผู้ว่าฯ จะต้องชนกับทุกด้าน เราจะไม่ต้องรับให้ปัญหาเกิดแล้วไปไล่จับ เราต้องใช้ระบบสยบทุจริต แก้ตั้งแต่ต้นทาง เป้าหมายคือทำให้กรุงเทพฯปลอดภัยในทุกด้าน โดยการจับเบอร์วันนี้ตนไม่คาดหวัง เป็นไปตามดวงไม่ว่าจะได้เบอร์อะไรก็ตาม

‘มาร์ค’นำทีม‘อนุชา-สก.’รับสมัคร

เวลา 06.39น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม.และคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์สักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผมหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเป็นสิริมงคลก่อนเดินทางไปสมัคร และจับสลากรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม.โดยเดินทางมาถึงอาคารศาลาว่าการกทม.2ดินแดง ในเวลา 07.39 น. โดยนำทีมผู้บริหารพรรคและผู้สมัครส.ก.สักการะพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ก่อนเข้าอาคารไอราวัตพัฒนา เพื่อสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม.และสก.

ชูนโยบายหลัก 5 ด้านยกระดับกทม.

โดยนายอนุชา เปิดเผยก่อนเข้าสมัครรับเลือกตั้งว่า พรรคประชาธิปัตย์และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนตกผลึกเป็นนโยบายหลัก 5 ด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองหลวง ประกอบด้วย 1. การพัฒนาระบบคมนาคมเพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก 2. การรักษาความสะอาดของเมืองอย่างเป็นระบบ 3. การส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่สุขสบายของชาวกรุงเทพฯ 4. การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน และ 5. การบริหารราชการกรุงเทพมหานครด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

ลุยแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

นายอนุชากล่าวย้ำถึงแนวทางการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่นว่ากลไกสำคัญที่สุดคือ“การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส”โดยทางพรรคมีนโยบายที่จะเปิดเผยฐานข้อมูล(Database) ด้านการจัดซื้อจัดจ้างและรายละเอียดสัญญาสัมปทานต่างๆของกทม.ให้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่ายอีกทั้งจะมีการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเช่นแอปพลิเคชัน“ส่องรัฐ”และระบบอื่นๆมาช่วยประมวลผลข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติความไม่โปร่งใสหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการต่างๆ ของรัฐเพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับพี่น้องประชาชนว่า เงินภาษีทุกบาทจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและตรวจสอบได้จริง

ปชป.พร้อมในทุกองคาพยพ

นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในทุกองคาพยพ ทั้งในด้านนโยบายและบุคลากรที่จะเข้ามาอาสาตัวรับใช้และสนับสนุนการทำงานเพื่อพี่น้องชาวกรุงเทพฯ เนื่องจากมองว่าปัญหาของเมืองหลวงมีความผูกพันและเชื่อมโยงกับปัญหาระดับชาติในทุกมิติการจะขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เดินหน้าไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ จำเป็นต้องอาศัยกลไกการทำงานร่วมกันในทุกระดับ

“โจชัยวัฒน์”นำทัพปชน.รับสมัคร

ขณะที่นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากทม. นำทีมบริหารผู้ว่ากทม.อาทิ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นายวรภพ วิริยะโรจน์ น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ นายเดชรัต สุขกำเนิด ศ.อมร พิมานมาศ นายวัลลภ ตรีฤกษ์งามและนพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ร่วมด้วยผู้สมัคร ส.ก.50 เขต เดินทางมายังศาลาว่าการ กทม.2เพื่อรับสมัครเลือกตั้งโดยทั้งหมดเดินทั้งมาด้วยรถเมล์ EV เพื่อประหยัดพลังงานและลดมลภาวะ

นายชัยวัฒน์กล่าวว่าวันนี้ถือเป็นการเข้าสู่การหาเสียงอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนได้เปิดตัว Vision กรุงเทพง่ายๆเพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน เป็นเป้าหมาย หรือ เป็นวาระกรุงเทพที่พรรคนำเสนอต่อประชาชน คือใน 4 ปีนับจากนี้ กรุงเทพจะเป็นเมืองที่มีสวัสดิการโอบอุ้มดูแลทุกคนและเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโต สร้างตัว และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพ

ปลัดกทม.แจงขั้นตอนสมัคร/จับสลาก

เวลา08.30น.นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานครในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครแจ้งขั้นตอนในการรับสมัครผู้ว่ากทม.และการจับสลาก โดยจะมีการจับสลาก 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จะเป็นการจับสลากลำดับที่ต้องการยื่นใบสมัคร ส่วนครั้งที่ 2 จะให้ผู้สมัครตามลำดับที่จับไปครั้งแรก จับหมายเลขประจำตัวเพื่อยื่นสมัคร ซึ่งในขั้นนี้ใครจับได้หมายเลขอะไร จะถือเป็นหมายเลขที่ใช้ในการหาเสียง

เมื่อถึงเวลา08.30น.เจ้าหน้าที่ขีดเส้นแดงใต้รายชื่อสุดท้ายปรากฎว่ามีผู้สมัครมายื่นเอกสารก่อนเวลา 08.30น.เริ่มตั้งแต่ 05.47-08.24 น.จำนวน 13คน จึงถือว่าผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวเดินทางมาถึงพร้อมกัน ทำให้ผอ.กกต.ทถ.กทม.ลงมาสอบถามผู้สมัครผู้ว่ากทม.ตกลงลำดับการจับสลาก“ลำดับในการยื่นใบสมัคร”และ “หมายเลขที่ผู้สมัครจะใช้หาเสียง” เสียงส่วนใหญ่ เห็นด้วยให้จับสลาก

‘หม่อมกร’เบอร์1-เจมส์อนุชาเบอร์5

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการจับหมายเลขเบอร์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม. มีดังนี้ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) จับสลากได้เบอร์1 นายสมัย ละเลิศ จับสลากได้เบอร์2 นายพงศ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) จับสลากได้เบอร์3 นายประทีป วัชรโชคเกษม จับสลากได้เบอร์4 นายอนุชา บูรพชัยศรีอดีต (พรรคประชาธิปัตย์) จับสลากได้ เบอร์5 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ จับสลากได้เบอร์6 นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ (กลุ่มกรุงเทพบินได้) จับสลากได้เบอร์ 7 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (กลุ่มผู้นำกรุงเทพ) จับสลากได้เบอร์ 8

‘ชัชชาติ’เบอร์9–โจชัยวัฒน์เบอร์10

ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. (อิสระ) จับสลากได้เบอร์9 ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรอดีต (พรรคประชาชน) จับสลากได้เบอร์10 นายประยูร ครองยศ (อิสระ) จับสลากได้เบอร์11 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) จับสลากได้เบอร์12 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล (อิสระ) จับได้เบอร์13 และ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (กลุ่มเพื่อนมัลลิกา)ได้เบอร์14

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ยื่นเอกสารไม่ทันก่อนเวลา08.30น.ทำให้ไม่ได้ขึ้นจับสลากหมายเลขจึงได้หมายเลข 14 โดยอัตโนมัติ

กองเชียร์คึกคักติดเบอร์แห่หาเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงายว่าบรรยากาศของกองเชียร์ผู้สนับสนุนผู้สมัครผู้ว่ากทม.ที่ลานด้านนอกอาคาร ไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม 2เป็นไปอย่างคึกคัก หลังทราบจับหมายเลขเบอร์ของผู้สมัครผู้ว่ากทม.เรียบร้อยแล้วทีมกองเชียร์ต่างติดหมายเลขลงในป้ายหาเสียงอย่างรวดเร็วเพื่อเคลื่อนขบวนรถออกไปแห่หาเสียงในพื้นที่กทม.ทันที

“ชัชชาติ”ได้เบอร์9บอก”9หน้า9ดี”

โดยเฉพาะ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จับได้หมายเลขผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์9กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากเดิม สมัครครั้งที่แล้วได้เบอร์8 ส่วนครั้งนี้ ได้หมายเลข 9 ถือว่า “9 หน้า 9 ดี” แล้วก็ทำท่าก้าวไปข้างหน้า ให้ดูพร้อมกับชูมือ 9 นิ้ว พร้อมย้ำประชาชนไม่ได้เลือกผู้สมัครเพราะหมายเลข แต่เลือกจากผลงานและนโยบายมากกว่า

ชูมุ่งทำกรุงเทพก้าวหน้าต่อไป

สำหรับการหาเสียง โดยเน้นมุ่งทำให้กรุงเทพก้าวหน้าต่อไป ขณะเดียวกันจะเดินหน้าทำงานอย่างหนักแน่นและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาทุจริต ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการทางวินัยและไล่ออกเจ้าหน้าที่ไปแล้ว 41 คน พร้อมมีการปรับเปลี่ยนระบบและนำข้อมูลดิจิทัลเข้ามาใช้ในการตรวจสอบ ยืนยันปัญหาทุจริตถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพแต่เป็นปัญหาของทั้งประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพราะหากไม่ช่วยกันก็จะเดินหน้าต่อได้ยาก

ส่วนการลงพื้นที่หาเสียง จะเน้นเข้าถึงประชาชนในชุมชนต่างๆ ควบคู่กับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดมลภาวะจากการติดตั้งป้ายหาเสียงรวมถึงจะใช้ระบบขนส่งสาธารณะเช่นรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดิน ในการเดินทางหาเสียง เพื่อเปิดโอกาสพูดคุยกับประชาชนและรับฟังปัญหาต่างๆ โดยตรง

ขึ้นรถแห่หาเสียงกระหึ่มกทม.ทันที

จากนั้นนายชัชชาติได้ขึ้นรถแห่หาเสียงเป็นรถยนต์อีวีสีขาวและมีขบวนรถตุ๊กๆ ร่วมด้วย โดยเปิดเพลงไปตลอดทางด้วยจังหวะสนุกสนาน ชูป้าย“เอ้ากา 9” “เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง” โดยจุดแรกไปทางแฟลตดินแดง ถนนประชาสงเคราะห์ มุ่งหน้าไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บกมือไหว้ลงจากรถพบปะประชาชน แจกใบโฆษณาและพูดทักทายกัน โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาขอถ่ายรูปร่วมด้วย

ปราศรัยแถลงนโยบายที่สเตเดียมวัน

จากนั้นนั่งBTSจากสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯไปสถานีอโศก เดินเท้าต่อไปตลาดรวมทรัพย์ ตลาดนัดมศว.พบปะพูดคุยผู้ค้านักศึกษา รับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร มศว. และเดินทางจากอโศกไปคลองเตยโดยรถเมล์สาย 236 หรือรถมูฟมี(MUVMi) พูดคุยกับชาวชุมชนคลองเตย และจุดสุดท้าย นายชัชชาติจะนั่งMRTสถานีคลองเตยไปที่สถานีสามย่าน และปั่นจักรยาน bike sharing ไปสเตเดียมวัน บรรทัดทองเพื่อปราศรัยใหญ่ แถลงนโยบายครั้งแรก

โจชัยวัฒน์ ขึ้นรถหาเสียงปลุกกาเบอร์10

ขณะที่ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 10 พรรคประชาชน ได้นำทีม

ทีมผู้สมัคร ส.ก.50เขต โดยมีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, ศ.ดร.อมร พิมานมาศ, น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ, นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม , นายวรภพ วิริยะโรจน์, ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ขึ้นรถแห่หาเสียงตั้งแต่บริเวณถนนดินแดง ผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตรงข้ามราชวิถี กระทรวงการต่างประเทศราชเทวี ยมราช สนามหลวง และสิ้นสุดที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้าเพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพมหานครทันที และขอให้ไปลงคะแนนเสียงเลือกชัยวัฒน์เบอร์ 10 เป็นผู้ว่าฯ กทม.และเลือก สก.ของพรรคประชาชน 50 เขต ในวันที่ 28 มิ.ย.2569 นี้

จากนั้น นายชัยวัฒน์และผู้สมัครส.ก.รวมถึงทีมบริหารพรรคประชาชนรวมตัวถ่ายภาพบริเวณหน้าเสาชิงช้าพร้อมตะโกนแสดงเชิงสัญลักษณ์ จากนั้นเดินทางกลับไปยังอาคารอนาคตใหม่เพื่อแถลงข่าวเปิดวาระรายเขตและBangkok Made Easy Map ในเวลา 14.00 น

“อนุชา”เบอร์5ชู5นโยบายพลิกโฉมกทม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเสร็จสิ้นการสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่ากทม.หมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ นําทีมผู้สมัคร ส.ก.เดินทางสักการะองค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมืองกทม. เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการหาเสียงเลือกตั้งพร้อมเปิดเผยถึงแผนการหาเสียงพื้นที่ 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ

นายอนุชาเปิดเผยว่าจากนี้ไปจะเน้นการนำเสนอ 5 นโยบายหลัก เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯให้เป็นเมืองที่เดินทางสะดวก มีความสะอาด มีความสบาย ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างเศรษฐกิจ-รายได้ที่ดีขึ้น ภายใต้กลไกการบริหารราชการที่โปร่งใส สุจริต และสามารถตรวจสอบได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งตัวเลขหมายเลข 5 ที่จับสลากได้มานั้น ถือว่าประจวบเหมาะและสอดคล้องกับ 5 นโยบายหลักของพรรคพอดี

“คนกรุงเทพฯไม่ได้ต้องการเพียงแค่ตัวแทนมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ต้องการโอกาสและความหวังซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำงานร่วมกันเป็นทีม ทั้งผู้บริหารเมืองและ ส.ก.ทั้ง 50 เขต โดยจะลงพื้นที่ตั้งแต่เช้าจรดมืดเพื่อรับฟังปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งเขตชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก” นายอนุชา กล่าว

กทม.ตั้งเป้าใช้สิทธิ์สูงกว่า60.7%

ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ ท้องถิ่นกรุงเทพมหานครให้สัมภาษณ์ภายหลังการจับสลากเบอร์ผู้สมัครผู้ว่ากทม.ว่าวันนี้ถือเป็นวันแรกของการเปิดรับสมัครผู้สมัครผู้ว่ากทม.และสก.ซึ่งจะดำเนินการไปจนถึงวันที่ 1 มิ.ย.นี้ โดยบรรยากาศในช่วงเช้า เป็นไปอย่างคึกคักและเป็นระเบียบเรียบร้อยการเลือกตั้งครั้งนี้ กทม.ตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิให้สูงกว่าร้อยละ 60.7ในครั้งที่แล้วซึ่งอยากให้ทำให้ได้100เปอร์เซ็นต์ คาดหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อที่จะได้ผู้บริหารที่มีความสามารถมามาพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆในกทม.ตามความต้องการของประชาชน

กกต.ยืนยันบัตรทุกใบไม่มีบาร์โค้ด

ด้านนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ยืนยันการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.และนายกเมืองพัทยาว่ามีความพร้อมเต็มที่และได้สั่งให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ในส่วนของบัตรเลือกตั้งและมาตรการป้องกันการทุจริตบัตรเลือกตั้งนั้น ทางกกต.ได้อนุมัติให้โรงพิมพ์ดำเนินการแล้ว โดยยืนยันว่าจะไม่มี QR code หรือ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างจากบัตรเลือกตั้งใหญ่ นอกจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นทั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ได้กำหนดให้มีการประทับตราบัตรเลือกตั้งทุกใบ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันและดูแลการทุจริต

ยอดสมัครชิงผู้ว่ากทม.วันแรก16คน

เวลา 16.30น.นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.ทถ.กทม.)แถลงว่าภาพรวมการเปิดรับสมัครส.ก.และผู้ว่าฯกทม.วันแรก เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในส่วนของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. รวมทั้งสิ้น 16 คน ดังนี้ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หมายเลข 1 นายสมัย ละเลิศ หมายเลข 2 นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ หมายเลข 3 นายประทีป วัชรโชคเกษม หมายเลข 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ หมายเลข 6 นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้ หมายเลข 7 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล หมายเลข 8 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน หมายเลข 10 นายประยูร ครองยศ หมายเลข 11 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 12 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล หมายเลข 13 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข14 นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล หมายเลข 15 นางสาวศรีรัฏน์ ช่างเพ็ชร หมายเลข 16

สมัครส.ก.50เขตยอดพุ่ง241คน

ส่วนผู้สมัครส.ก. ทั้ง 50 เขต มีจำนวนทั้งสิ้น 241 คน ดังนี้ 1.เขตคลองเตย 2 คน 2.คลองสาน 5 คน 3.คลองสามวา 10 คน 4.คันนายาว 9 คน 5.จตุจักร 4 คน 6.จอมทอง 4 คน 7.ดอนเมือง 5 คน 8.ดินแดง 5 คน 9.ดุสิต 4 คน 10.ตลิ่งชัน 4 คน 11.ทวีวัฒนา 5 คน 12.ทุ่งครุ 5 คน 13.ธนบุรี 5 คน 14.บางกอกน้อย 4 คน 15.บางกอกใหญ่ 3 คน 16.บางกะปิ 5 คน 17.บางขุนเทียน 4 คน 18.บางเขน 4 คน 19.บางคอแหลม 5 คน 20.บางแค 4 คน 21.บางซื่อ 5 คน 22.บางนา 4 คน 23.บางบอน 5 คน 24.บางพลัด 4 คน 25.บางรัก 4 คน 26.บึงกุ่ม 6 คน 27.ปทุมวัน 4 คน 28.ประเวศ 5 คน 29.ป้อมปราบศัตรูพ่าย 3 คน 30.พญาไท 7 คน 31.พระโขนง 5 คน 32.พระนคร 5 คน 33.ภาษีเจริญ 7 คน 34.มีนบุรี 4 คน 35.ยานนาวา 7 คน 36.ราชเทวี 4 คน 37.ราษฎร์บูรณะ 5 คน 38.ลาดกระบัง 6 คน 39.ลาดพร้าว 4 คน 40.วังทองหลาง 5 คน 41.วัฒนา 5 คน 42.สวนหลวง 5 คน 43.สะพานสูง 4 คน 44.สัมพันธวงศ์ 3 คน 45.สาทร 5 คน 46.สายไหม 5 คน 47.หนองแขม 5 คน 48.หนองจอก 4 คน 49.หลักสี่ 5 คน 50.ห้วยขวาง 5 คน

ทั้งนี้ กทม.ยังคงเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ก.และ ผู้ว่าฯกทม. จนถึงวันที่ 1 มิ.ย.69 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องบางกอก ชั้นB2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง

ศึกชิงนายกเมืองพัทยา3ทีมเดือด

วันเดียวกันที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนถึงเวลา08.00น.บรรดาผู้สมัครนายกเมืองพัทยาทยอยเดินทางนำเอกสารและหลักฐานมาลงสมัครอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกองเชียร์ของแต่ละทีมที่แห่มาให้กำลังใจอย่างคึกคัก โดยผู้สมัครทั้ง3คน ประกอบด้วย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ หัวหน้ากลุ่มเรารักพัทยา,นายอิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร จากพรรคประชาชน และนายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ทีมพัทยา 2030 ซึ่งเตรียมลงชิงชัยในการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในวันที่ 28 มิถุนายน 2569

บรรยากาศการเปิดรับสมัครเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้สมัครทั้ง3ทีมต่างนำลูกทีมและผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยามาร่วมสมัครกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จังหวัดชลบุรีโดยมีนายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเมืองพัทยาเป็นประธานเปิดรับสมัครวันแรก พร้อมด้วยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งและนายพงศ์ธสิษฐ์ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีร่วมสังเกตการณ์

ทั้งนี้ มีการจัดพื้นที่รองรับกองเชียร์ของผู้สมัครแต่ละทีมบริเวณด้านหน้าศาลาว่าการเมืองพัทยา เพื่อรอลุ้นหมายเลขผู้สมัคร ท่ามกลางเสียงเชียร์และการแสดงพลังสนับสนุนจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง

‘ปรเมศวร์’เบอร์2’อิทธิวัฒน์’ปชน.เบอร์1

สำหรับขั้นตอนการจับสลากหมายเลขผู้สมัครเนื่องจากผู้สมัครเดินทางมาพร้อมกันก่อนเวลา 08.30 น. และไม่สามารถตกลงลำดับการยื่นใบสมัครได้ จึงต้องมีการจับสลาก2รอบได้แก่การจับสลากลำดับการยื่นใบสมัคร และการจับสลากหมายเลขผู้สมัคร

ผลการจับสลากหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยา ปรากฏว่านายอิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร พรรคประชาชน ได้หมายเลข 1, นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ทีมเรารักพัทยา ได้หมายเลข 2 และนายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ทีมพัทยา 2030 ได้หมายเลข 3

บรรยากาศหลังการจับสลากหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยาเป็นไปอย่างคึกคักกลุ่มผู้สนับสนุนรวมถึงบุคคลใกล้ชิดของผู้สมัครแต่ละทีมต่างเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี พร้อมมอบช่อดอกไม้และให้กำลังใจแก่ผู้สมัคร ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงเชียร์ ก่อนที่แต่ละทีมจะเริ่มเดินหน้าหาเสียงทันทีหลังทราบหมายเลขผู้สมัคร

สภาฯเสียงแตก ปมตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดโหวตพรุ่งนี้

สภาฯเสียงแตก ปมตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดโหวตพรุ่งนี้

สภาฯเสียงแตก ปมตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดโหวตพรุ่งนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภา ได้พิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ซึ่งมี สส. เสนอรวม 5 ญัตติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายพบว่า สส.ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าวโดยไม่ศึกษาผลกระทบอย่างจริงจังให้รอบด้าน พร้อมกับตั้งข้อสังเกตต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนที่ดินที่กว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรจากโครงงกาดังกล่าว อีกทั้งการเตรียมออกกฎหมายSEC ที่มีจุดเสี่ยงให้ต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินของประชาชนระยะยาว พร้อมกับสนับสนุนให้ตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อทำงานคู่ขนานกับคณะทำงานของรัฐบาลที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธาน

ขณะที่สส.ฝั่งรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย สนับสนุนต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นโครงการใหม่ที่จะสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับขอให้ สส.ฝ่ายค้านได้ให้ข้อเสนอแนะและแนวคิดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าวที่จะพัฒนาต่อเนื่องในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ สส.อภิปรายแสดงความเห็นแล้วเสร็จ นายเลิศศักดิ์ พัฒนากุลชัย รองประธานสภาฯ คนที่สอง ได้ปิดประชุม ทั้งนี้ในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) จะมีการประชุมสภาฯ นัดพิเศษ โดยจะให้ผู้เสนอญัตติ กล่าวสรุป และลงมติว่าจะเห็นชอบให้ตั้งกมธ.ฯ หรือไม่ 

ชัชชาติ ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง

ชัชชาติ ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง

ชัชชาติ ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.47 น.

“ชัชชาติ” ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง ประกาศลั่น ไม่มี สก.ไม่สังกัดพรรค พร้อมทำงานกับทุกคนที่ประชาชนเลือก เชื่อ “กรุงเทพฯ ยังมีความหวัง” พร้อมเปิดเว็บไซต์ชวนคนกรุงร่วมติดตาม

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.00 น.  ที่สเตเดียมวัน ถนนบรรทัดทอง  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคน เบอร์ 9 เปิดปราศรัยใหญ่แถลงนโยบายครั้งแรก 250+นโยบาย โดยมีประชาชนมารอฟังเต็มลาน ทันทีที่นายชัชชาติมาถึงได้เดินทักทายประชาชน มีหลายกลุ่มมาขอถ่ายรูปด้วย ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก โดยมีการเปิดเพลงหาเสียง “ชัชชัชชาติ“ ฝืมือของ ตั้ง แบดวอยซ์ และ เอ็ม ยศวัศ ในงานมีทีมชัชชาติมาร่วมฟัง ที่สำคัญ รศ.ดร. ปรีชญา สิทธิพันธุ์ พี่สาวคนโต และ นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ พี่ชายฝาแฝด มาร่วมเชียร์และให้กพลังด้วย

เวลา 18.24 น. นายชัชชาติขึ้นเวที เริ่มปราศรัยโดยแจกแจงผลงานที่ทำไป 4ปี โดยขอเคลียร์ใจเรื่องเส้นเลือดฝอยเส้นใหญ่ก่อนว่า 4 ปีที่ผ่านมา ทีมชัชชาติทำอะไรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่บ้าง มี จ่ายหนี้BTS 72,000 บาท รพ.เพิ่ม4 แห่ง ทราฟฟี่ ฟองดู เป็นแอพพลิเคชั่นที่เปลี่ยนความคิดทำให้ข้าราชการกลับมาทำงานหันหน้าเข้ามาหาประชาชน เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เปลี่ยนโครงสร้างราชการโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ และแก้กฏหมาย  การที่ประชาชนแจ้งเรื่องร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากไม่ใช่ประชาชนเกลียด แต่เป็นความไว้วางใจที่ประชาชนมีให้แก่ข้าราชกาคในการแก้ปัญหา เส้นเลือดฝอยคือลอกท่อ ,อุโมงค์ระบายน้ำ 5 แห่งซึ่งอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว, ห้องปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็ก 115 แห่ง ปรับปรุงห้องคอม 598 ห้อง

“ผมขอเถียงเรื่องมีแต่เส้นเลือดฝอยไม่มีเส้นเลือดใหญ่ ความจริงแล้วเป็นเส้นเลือดฝอยที่ทรงพลังปีนี้เราชนะฝุ่นอย่างชัดเจนปริมาณฝุ่นลดลง 45% มาจากการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีหาจุดเผา ทำให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้วในการแก้ไขปัญหาฝุ่นอีกทั้งเรายังมีโครงการไม่เทรวม ที่ให้ประชาชนร่วมคัดแยกขยะ“

นายชัชชาติ กล่าวในอีก 4 ปีข้างหน้าหากได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. อีกครั้งเรามี 251 โครงการ ที่สามารถทำได้ต่อเนื่องทันที นอกจากนี้เรายังจะมีการสร้างแลนมาร์คแห่งใหม่คือ  สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา , ทำพิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ ซึ่งอันนี้อยู่ในแผน 4 ปีแรก แต่ตอนแรกยังไม่มีข้อมูลว่าพื้นที่ดินแดงไม่พอจึงอยู่ระหว่างการปรับปรุง ,ศูนย์คนเมืองฝั่งธน หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์เด็ก พื้นที่สาธารณะ โดยจะมีพื้นที่ให้ street food ขึ้นไปขายบน roof-top ใต้ มีพื้นที่ริมน้ำสวยงาม

สำหรับ 251 โครงการแบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจและระบบมีประสิทธิภาพ

หมวด  คนอยู่ดี อาทิ สุขภาพ โดยคนกทม.จะได้ตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้า ขยายกิจกรรมเพื่อสุขภาพ  ขยายการรองรับสิทธิบัตรทองปฐมภูมิเป็น 1.3ล้านสิทธิ์ จากเดิม 800,000 คน เพิ่มเตียงในโรงพยาบาลสังกัดกทม. 2000 เตียง และโรงพยาบาลในกทมจะรอหมอไม่เกิน 1 ชั่วโมงเฉพาะคนที่นัดคิวมาก่อน รวมทั้งยังมีด้านคุณภาพชีวิต การศึกษา

หมวด เมืองน่าอยู่ อาทิ การเดินทาง จะเพิ่มสกายวอล์คจากนานาไปอโศก-พร้อมพงษ์ หรือจากคลองสานไปถึงศูนย์คนเมืองฝั่งธน ,ทำทางเท้ามีหลังคา เช่นแยกปทุมวันถึวสะพานหัวช้าง,ถนนอังรีดูนังต์ถึงแยกเฉลิมเผ่าแยกสามย่านถึงแยกศาลาแดง,แยกสุทธิสารถึงแยกห้วยขวางและบริเวณถนนรามคำแหง

เรื่องการจัดการมลภาวะ การจัดการขยะโดยจะทำบางกอก green eco park พัฒนาโมเดลต้นแบบ เศรษฐกิจหมุนเวียนคืนพื้นที่กว่า 200ไร่ให้เป็นสวนป่า

พื้นที่สีเขียว โดยจะมีการเพิ่มไม้ยืนต้นอีก 1ล้านต้นเพิ่มร่มเงาในเมือง ทำสวนป่าล้อมเมือง, ขึ้นทะเบียนต้นไม้มรดกกรุงเทพฯโดยเป็นการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่หากจะตัดต้องได้รับอนุญาต ,ยกระดับคลินิกสัตว์กทมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนกับกทมโดยมีการตรวจสุขภาพฉีดวัคซีนประจำปีตัดพ้นอาบน้ำและปรึกษาสัตวแพทย์ออนไลน์

พื้นที่สาธารณะ ฟื้นอาการเก่าเป็นพื้นที่สาธารณะ 
สาธารณภัยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาคารและซ้อมดับเพลิงประจำปี ใช้เทคโนโลยีสร้างโมเดลจำลองเพื่อบริหารจัดการน้ำ กำหนดมาตรฐานหลังคาสามสี

สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ โดยให้คนมีทักษะแรงงานและเศรษฐกิจ  บริหารจัดการเมือง และสุดท้ายระบบมีประสิทธิภาพ

และส่วนของความปลอดภัยจะมีการเพิ่มกล้อง CCTV อีก 36,000 ตัว รวมเป็น 100,000 ตัว และเชื่อมโยงกล้องจากภาคเอกชนอีก 200,000 ตัว

“ไม่มั่วแน่นอนทุกนโยบายมีตัวชี้วัดและวัดผลได้ ถ้าทีมชาติได้เข้าไปทำงานก็จะติดตามผลได้ วันนี้ก็ได้เพิ่มอีก 1 นโยบายตอนที่ลงพื้นที่หาเสียงที่คลองเตยก็ได้เรื่องของการทำศูนย์กายภาพบำบัดในชุมชนเพื่อให้คนที่ติดเตียงไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์บำบัดที่อยู่ไกล”

“เราต้องการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน คำว่าทุกคนรวมถึงเพื่อนคนพิเศษ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ขาดโอกาส เพื่อให้เป็นเมืองที่โอบรับความหลากหลายอย่างแท้จริง วันนี้ผมขอเสนอ 251 แผนงาน ซึ่งเป็นการต่อยอดจากข้อมูลจริงที่ได้รับรู้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และนโยบายเหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่พร้อมจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของประชาชน อย่างล่าสุดที่ได้เพิ่มศูนย์กายภาพบำบัดในชุมชนเพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียง เป็นนโยบายที่ 252”

ช่วงหนึ่ง นายชัชชาติ กล่าวว่า  “มีคนว่า ‘ชัชชาติ’ เป็นอีแอบหรือเปล่า อยู่พรรคเพื่อไทยหรือเปล่า ผมประกาศเดี๋ยวนี้เลย ผมไม่มี สก.ไม่สังกัดพรรค แต่พร้อมทำงานกับ สก.ทุกคนที่ประชาชนเลือกมา ก็อยากให้สก.ทุกคนพร้อมทำงานกับผู้ว่าฯทุกคนด้วย หัวใจสำคัญคือทำงานร่วมกันโดยเอาประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง“ 

และนายชัชชาติยังได้ทิ้งท้ายด้วยการอ้างถึงผลสำรวจที่ระบุว่า ประชาชน 78% มีความหวังว่ากรุงเทพฯ จะดีขึ้น ซึ่งตนถือเป็นหน้าที่สำคัญในการสร้างความมั่นใจในระบอบประชาธิปไตยว่าสามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาของเมืองได้จริง และยังเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ ยังมีความหวัง “ผมเชื่อว่าวันนี้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่สร้างความหวังให้กับทุกคนได้”

ทั้งนี้ ในส่วน 250+ ACTION PLANS ”ทีมชัชชาติ“ ได้เปิดเว็บไซต์ รวมนโยบาย และผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา ให้ประชาชนสามารถติดตามได้ที่  https://teamchadchart.com

เปิดคำพิพากษา ศาลอาญายกฟ้อง ธนาธร คดี 112 ปมวิจารณ์วัคซีนพระราชทาน

เปิดคำพิพากษา ศาลอาญายกฟ้อง ธนาธร คดี 112 ปมวิจารณ์วัคซีนพระราชทาน

เปิดคำพิพากษา ศาลอาญายกฟ้อง ธนาธร คดี 112 ปมวิจารณ์วัคซีนพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.28 น.

สรุปคำพิพากษายกฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คดีฟ้องความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญา อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.875/2565 ที่พนักงานอัยการ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จำเลย ในความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

พฤติการณ์เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2564 จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กชื่อ Tanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในหัวข้อวัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสียอันเป็นเฟซบุ๊กสาธารณะ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งคำกล่าวของจำเลยทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยต่อองค์พระมหากษัตริย์คือพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า การพิจารณาว่าข้อความใด จะเป็นข้อความที่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต้องพิจารณาจากข้อความทั้งหมดมิใช่ข้อความตอนใดตอนหนึ่ง ซึ่งจากข้อความที่จำเลยนำเสนอนั้นเนื้อหาทั้งหมดมุ่งเน้นเรื่องการกล่าวหารัฐบาลบกพร่องในการจัดหาวัคซีน โดยมีการนำข้อมูลหลากหลายมาสนับสนุน ซึ่งมีการบรรยายถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องหลายบริษัท รวมทั้งการกล่าวถึงผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วย ข้อมูลที่เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นส่วนน้อย ไม่ใช่ประเด็นหลักในการนำเสนอ ดังนั้นข้อความทั้งหมด ไม่ได้มีข้อความที่มีลักษณะเป็นการอาฆาตมาดร้าย ดูหมิ่น หมิ่นประมาทในหลวงรัชกาลที่ 10 แต่อย่างใด รวมทั้งข้อความที่จำเลยกล่าวถึงการถือหุ้นและผลรายงานการประกอบกิจการของบริษัทก็ปรากฏว่าประสบภาวะขาดทุนจริง และคำพูดที่ว่าการแทงม้าตัวเดียว หากมีอะไรผิดพลาดพลเอกประยุทธ์จะรับไหวไหม ก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ว่าพลเอกประยุทธ์จะรับผิดชอบได้หรือไม่ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการวัคซีนให้กับประขาชนแล้วเกิดความเสียหาย

ส่วนคำพูดว่า วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย เมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยเลยไลฟ์สดแล้วจะเห็นได้ว่าจำเลยพูดพาดพิงถึงพลเอกประยุทธ์โดยตรงเกี่ยวกับปัญหาการบริหารจัดการและการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ซึ่งหมายถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี บริหารจัดการวัคซีนโควิดแอสตร้าเซนเนก้าในครั้งนี้เป็นการสร้างความนิยมทางการเมือง ซึ่งกล่าวในเรื่องประโยชน์ทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการพาดพิงไปถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 แต่ประการใด

ส่วนคำว่า “ใครเสีย” ก็น่าจะหมายถึงว่าหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการวัคซีน ผู้ที่ได้รับความเสียหายคือประชาชนนั่นเอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมา จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

ชื่นมื่นตึกสันติไมตรี! นายกฯ เจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนาม ตอกย้ำมิตรภาพไทย-เวียดนาม

ชื่นมื่นตึกสันติไมตรี! นายกฯ เจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนาม ตอกย้ำมิตรภาพไทย-เวียดนาม

ชื่นมื่นตึกสันติไมตรี! นายกฯ เจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนาม ตอกย้ำมิตรภาพไทย-เวียดนาม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.26 น.

นายกฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค้ำ ปธน.เวียดนามและคณะ ตอกย้ำมิตรภาพบนรากฐานความผูกพันด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว

วันนี้ 28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 18.30 น. ที่ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ซึ่งภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนมิตรภาพอันใกล้ชิดระหว่างผู้นำไทยและเวียดนาม รวมทั้งยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงดนตรี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ  

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เชิญแขกผู้มีเกียรติร่วมดื่มอวยพร (toast) เพื่อเฉลิมฉลองมิตรภาพระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมกล่าวถึงความผูกพันทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม โดยประเทศไทยเคยเป็นสถานที่พำนักของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ และปัจจุบันยังมีอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ถึง 3 แห่ง ที่จังหวัดอุดรธานี นครพนม และพิจิตร ซึ่งสะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “อาหาร” “วัฒนธรรม” และ “การท่องเที่ยว” เป็นอีกหนึ่งสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศเข้าหากัน โดยหากมีเวลามากกว่านี้ อยากเชิญไปชิมอาหารไทยแบบง่าย ๆ และถ้ามีโอกาสก็อยากชิมอาหารเวียดนามเช่นกัน โดยอาหารเวียดนามได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ขณะที่ละครและซีรีส์ไทยก็ได้รับความนิยมในเวียดนาม และช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เข้มแข็งและยั่งยืนตลอดไป

ด้านประธานาธิบดีเวียดนามยินดีกับไทยที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยและความมุ่งมั่นของประชาชนชาวไทย 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

การเยือนประเทศไทยครั้งนี้ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม และการเลือกไทยเป็นประเทศแรกในการเยือน ยิ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่เวียดนามให้กับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ พร้อมขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับประธานโฮจิมินห์ รวมถึงการดูแลวัดและชุมชนชาวเวียดนามในไทยเป็นอย่างดี

ทั้งสองประเทศต่างตระหนักถึงความสำคัญของการกระชับความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคี อาเซียน และเวทีโลก โดยไทยและเวียดนามมีความใกล้ชิดทั้งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เห็นได้จากความนิยมอาหารไทยในเวียดนามและอาหารเวียดนามในไทย รวมถึงการท่องเที่ยวและการขยายตัวของชุมชนทั้งสองฝ่าย 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

เวียดนามพร้อมเดินเคียงข้างไทยต่อไปในอนาคต บนพื้นฐานของมิตรภาพ ความไว้วางใจ และวิสัยทัศน์ร่วมของผู้นำทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และอนาคตที่สดใสให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาค

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

เริ่มพรุ่งนี้! ราชกิจจาฯ ประกาศปลดล็อก เวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00-24.00 น. ในบางพื้นที่

เริ่มพรุ่งนี้! ราชกิจจาฯ ประกาศปลดล็อก เวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00-24.00 น. ในบางพื้นที่

เริ่มพรุ่งนี้! ราชกิจจาฯ ประกาศปลดล็อก เวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00-24.00 น. ในบางพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.47 น.

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2569

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 (3) และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568

คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 2. ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลา ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ข้อ 3. ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลในเวลาอื่น นอกจากตั้งแต่เวลา 11.00 นาฬิกา ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ยกเว้นการขายในกรณี ดังต่อไปนี้

(1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ

(2) การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ

(3) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

(4) การขายในบริเวณเฉพาะที่จัดไว้เพื่อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ซึ่งใช้จัดกิจกรรมการประชุม นิทรรศการ งานแสดงสินค้า งานมหรสพ หรือกิจกรรมอื่นใดที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหรือการขายในสถานที่จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่จังหวัดระยอง(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 และอยู่ในเขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออกตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง กำหนดเขตส่งเสริม : เมืองการบินภาคตะวันออก ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 และประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง การเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : เมืองการบินภาคตะวันออก (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2568

ข้อ 4. ผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่ได้รับยกเว้นให้ขายได้ตามข้อ 3. ต้องจัดให้มีการคัดกรองและมาตรการที่จำเป็นเพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยของประชาชนและการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮล์ของเด็กและเยาวชน

ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สภาฯถกเข้ม! ปมร้อนแลนด์บริดจ์ กรณ์ลุกซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน

สภาฯถกเข้ม! ปมร้อนแลนด์บริดจ์ กรณ์ลุกซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน

สภาฯถกเข้ม! ปมร้อนแลนด์บริดจ์ กรณ์ลุกซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

‘สภาฯ’ ถกปมร้อนแลนด์บริดจ์! ‘กรณ์’ ซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน เหตุ มาเลเซีย มีท่าเรือหลายแห่ง เหน็บ ‘นายกฯ’ ลืม -ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ จงใจที่จะปกปิด จึงไม่มีในนโยบาย ชง ‘เซาท์เทิร์น คอนเน็ค’ สร้างมอเตอร์เวย์เชื่อม ‘กรุงเทพฯ-นราธิวาส-มาเลย์’

28พ.ค.2569 เมื่อเวลา15.05น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 เป็นทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(โครงการแลนด์บริดจ์) เสนอโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และมีญัตติที่เกี่ยวเนื่อง รวมเป็น 5 ญัตติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน และลงมติร่วมกัน 
     
โดยนายกรณ์ อภิปรายว่า พวกเราในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนควรที่จะมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการที่จะร่วมศึกษาติดตามโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการแลนด์บริดจ์นี้ เพราะที่ผ่านมาการนำเสนอโครงการโดยรัฐบาลขาดความโปร่งใสขาดแผนที่ชัดเจนและมีการนำเสนอบนสมมุติฐานที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าโครงการนี้เป็นโครงการเล็กๆคงไม่มีใครว่า แต่ด้วยขนาดของโครงการถือว่าเป็นหนึ่งในเมกกะโปรเจคที่อาจจะใหญ่ที่สุดที่ประเทศไทยเคยดำเนินการมา เป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ที่อาจจะทำให้เกิดมหันตภัยกับระบบเศรษฐกิจสถานะทางการคลังของประเทศ ต่อระบบนิเวศน์ ต่อสิ่งแวดล้อมและต่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน เพราะเมื่อเริ่มดำเนินก่อสร้างโครงการนี้แล้วจะเป็นภัยที่มีผลอย่างถาวร กูไม่กลับ และไม่มีวันที่จะแก้ได้
    
นายกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกในที่นายกฯแถลงนโยบายต่อสภาฯ ไม่ได้มีการพูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์เลยแม้แต่คำเดียว เป็นไปได้อย่างไรโครงการมูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งๆที่ในนโยบายที่นายกฯแถลงไม่มีโครงการไหนที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าโครงการนี้ ไม่มีโครงการไหนที่มีผลต่อภูมิศาสตร์ของประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวโยงกับประเทศ และมีผลต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนมากเท่าโครงการนี้ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการเอ่ยถึงในคำแถลงนโยบายแม้แต่คำเดียว ตนก็นั่งคิดว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่พูดถึงโครงการนี้ มี 3 ความเป็นไปได้คือ 1.นายกฯลืม เพราะงานเยอะ 2.ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ หรือ3.จงใจที่จะปกปิด เพราะไม่มีเหตุอื่นที่จะเป็นไปได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมเคลือบแคลงใจและสส.ควรที่จะมีโอกาสเต็มที่ในการติดตามตรวจสอบแนวความคิดและการขับเคลื่อนโครงการนี้
     
“สาเหตุที่อยู่ดีกลายเป็นนโนยายเรือธง เป็นนโยบายที่มีความสำคัญนั้น จะอ้างว่าเป็นนโยบายที่หาเสียงมาก็ไม่ใช่ แม้พรรคภูมิใจไทยเคยพูดเรื่องนี้ในบางเวทีช่วงหาเสียง แต่ไม่เคยบรรจุในนโยบายหาเสียงที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) สังคมจึงมีคำถามว่าเจตนาที่แท้จริงที่มีความพยายามอย่างที่สุดในการที่จะผลักดันขับเคลื่อนโครงการนี้คืออะไร โครงการนี้เป็นโครงการที่สุดท้ายแล้วเราต้องช่วยกันทำให้เป็นที่ยอมรับโดยพี่น้องประชาชนโดยรวมเพราะโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ถ้าไม่เป็นที่ยอมรับก็ขับเคลื่อนได้ยากจะไปยัดเหยียดให้พี่น้องประชาชนยอมรับหรือมัดมือชก เพื่อให้เขาต้องยอมรับยอมรับโครงการนี้นั้นไม่ได้ เหมือนอย่างที่พยายามทำกันมาที่จังหวัดชุมพรเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีการขึ้นป้ายอ้างว่าพี่น้องชาวชุมพรเห็นดีด้วยกับโครงการนี้ สุดท้ายก็ทำให้เกิดความแตกแยกกระแสตีกลับอย่างแรง จนเทศบาลต้องเอาป้ายเหล่านั้นลง จากนี้จะทำให้ชาวชุมพรยอมรับได้ก็คงยากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเค้าขาดความไว้วางใจไปแล้ว”นายกรณ์ กล่าว
    
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า สาระของโครงการแลนด์บิดคือโครงการที่จะสร้างเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อที่จะมาทดแทนการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบมะละกา โดยรัฐบาลอ้างว่าโครงการนี้จะช่วยประหยัดเวลาและประหยัดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ต้นอยากให้เห็นถึงสมมุติฐานหลักของโครงการนี้ว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ โดยปกติเรือที่ผ่านช่องแคบมะละกาจะใช้เวลาประมาณ 9 วัน ค่าเดินเรืออยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาทต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนราคาน้ำมันและค่าเช่าเรือ สำหรับเรือที่บรรทุกตู้คาร์โก้ ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของโครงการแลนด์บิดและเป็นเรือที่วิ่งผ่านช่องแคบมะละกาเป็นหลักคือตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 20,000 ตู้ต่อเรือหรือที่เรียกว่า 20,000 หมื่นTEU คือต้นทุนในการเดินเรือ ณ ปัจุบัน เท่ากับ 90 ล้านบาท
    นายกรณ​ กล่าวต่อว่า การใช้แลนด์บริดจ์ กระทรวงคมนาคมบอกว่าจะทำให้ประหยัดเวลาได้สามถึงสี่วันโดยส่วนใหญ่ถ้าวัดตามเส้นทางจริงๆบริษัทเดินเรือบอกว่ายังเก่งคือ 2 วัง แต่ตนยกให้ 4วันเต็ม ซึ่งจะเหลือระยะเวลาเดินเรือ 5 วัน 5 วันคูณ 10 ล้านบาทต่อวันเท่ากับค่าเดินเรือเหลือ 50 ล้านบาทจาก 90 ล้านบาท แต่สิ่งที่ปรากฏคือค่าใช้จ่ายแซงจะทำที่จะต้องจ่ายให้กับโครงการแลนด์บริดจ์ รวมไปถึงค่าระวังรถไฟ ค่าขนตู้ขึ้นลงจากเรือ ค่าผ่านประตูท่าเรือทางรถไฟ และค่าขนตู้ขึ้นลงจากรถไฟรวมแล้วเท่ากับ220 ล้านบาทสำหรับ 20,000 ตู้คอนเทนเนอร์ ค่าใช้จ่ายโดยรวมในการขนสินค้า 20,000 ตู้คอนเทนเนอร์ผ่านช่องแคบมะละกาคือ 90 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายโดยรวมในการที่จะค้นผ่านแลนด์บริดจ์ของเราคือ 270 ล้านบาท                
         
“ดังนั้นที่สมมุติฐานอ้างว่าบริษัทเดินเรือจะมาใช้โครงการนี้เพราะจะประหยัดเวลาประหยัดเงินมันเป็นไปไม่ได้แซงสุท้ายต้นทุนค่าใช้จ่ายของเขาจะสูงขึ้นถึง 180 ล้านบาท หากเขาเลือกที่จะขนสินค้ามาทางแลนด์บริดจ์ ในเรื่องของระยะเวลาที่เราสมมุติฐานไว้ว่าจะประหยัดเวลาได้สี่วันเอาเข้าจิงผมถามบริษัทเดินเรือทุกเจ้าพูดเสียงเดียวกันว่าสร้างมาก็ไม่ใช้เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ประหยัดเวลาด้วยสามัญสำนึกลองนึกภาพดูเรือต้องมารอคิวเพื่อที่จะเทียบท่า จะนั้นใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วันในการที่จะขนตู้ เป็นเทนเนอร์ 20,000 ตู้ขึ้นไว้บนท่า แล้วต้องขนขึ้นทั้งหมดรถไฟซึ่ง 20,000 ตู้นั้นอาจต้องใช้รถไฟประมาณ 100 ขบวน นี่สมมุติว่าเรือมารอรับตรงเวลาพอดี ท่านเชื่อหรือว่าจะทำให้ประหยัดเวลา ส่วนค่าใช้จ่ายยั๊วะแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ประหยัดแน่นอน
      
นายกรณ์ กล่าาวว่า จริงๆแล้วในการที่เราจะพิจารณาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ระดับนี้เราต้องมองรอบตัวเราด้วยว่ามีผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราเขามีทางเลือกอื่นหรือไม่ซึ่งณปัจจุบันเขามีอยู่แล้วแซงจ์ใช้ช่องแคบมะละกาเก้าวันเขาสามารถที่จะไปผ่านช่องแคบซุนดา 11 วันและช่องแคบลอมบอก รวมทั้งประเทศมาเลเซียเค้าก็มีการดำเนินโครงการเสมือนกับโครงการแลนด์บิดของเราแต่เค้าทำเกือบเสร็จแล้วต้นปี 72 มีแผนที่จะเปิดใช้แล้ว และมี 2 ท่าเรือน้ำลึกที่เปิดใช้อยู่ คือท่าเรือกวนตันอยู่ฝั่งอ่าวไทย และท่าเรือกลังที่อยู่ฝั่งอันดามัน สิ่งที่เขาทำเพิ่มเติมคือเส้นทางรถไฟเชื่อมสองห้าดังกล่าวและเส้นทางรถไฟขึ้นมาเชื่อมต่อเกือบถึงจังหวัดนราธิวาสของประเทศไทย เพราะฉะนั้นทางเลือกให้กับผู้ประกอบการและบริษัทขนส่งบริษัทเดินเรือมีนอกเหนือจากเส้นทางทางทะเลอื่นๆก็ยังมีเส้นทางทางบกในรูปแบบของแรงบิดที่ประเทศเพื่อนบ้านเราได้ลงทุนเสร็จแล้วแซงนะตอนนี้ประมาณ 90 กว่าเปอร์เซนต์ จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องตั้งสติให้ดีว่าสิ่งที่เราคิดจะทำนั้นมีความคุ้มค่าจริงๆหรือไม่และเมื่อเราสรุปว่าแนวโน้มโอกาสที่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจทางด้านอื่นๆก็ไม่ต้องพูดถึง 
        
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ถ้าแลนด์บริดจ์ไม่ตอบโจทย์ในการพัฒนาให้กับพี่น้องประชาชนจับใต้ มีแนวความคิดและข้อเสนออื่นหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เราเรียกแผนที่ว่า เซาท์เทิร์น คอนเน็ค (Southern Connect) เรากำลังบอกว่าการพัฒนาภาคใต้เราเห็นด้วยกับรัฐบาลในประเด็นหนึ่งคือต้องพัฒนาด้วยการสร้างเส้นทางคมนาคม เพื่อที่จะทำให้โอกาสของคนใต้มีมากขึ้นในทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวอุตสาหกรรมหรือการเกษตร หลักๆ เซาท์เทิร์น คอนเน็ค หมายถึงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ที่จะเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯยาวลงไปถึงนราธิวาส พี่น้องชาวใต้ทุกจังหวัดจะได้ประโยชน์จากมอเตอร์เวย์เส้นนี้ นอกเหนือจากนั้นจะมีการสร้างเส้นทางรถไฟทางคู่ ที่เราได้มีการริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีตอนนี้วิ่งไปถึงชุมพรแล้วควรจะต้องเชื่อมต่อไปถึงมาเลเซียและรถไฟทางคู่สายใต้ต้องเป็นรถไฟที่เป็นรางไฟฟ้าทั้งหมดแค่ 2 โครงการหลักนี้ใช้เงินประมาณไม่ถึง 7แสนล้านบาท ในแง่ของความคุ้มค่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ในแง่ความเสี่ยงก็ไม่มีเมื่อเทียบกับแลนด์บริดจ์ ร่วมทั้งในแง่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความมั่นคง ซึ่งควรจะเป็นโครงการที่ได้รับการพิจารณามากกว่าข้อเสนอในเรื่องที่ขาดความชัดเจนและความโปร่งใส อยู่บนสมมุติฐานที่เป็นไปไม่ได้ 
        
“นี่คือสาเหตุที่ตนเสนอญัตติด่วนให้ตั้ง กมธ.ฯ เพื่อให้พวกเราได้พิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะค้นหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้เพิ่มเติมอยู่แล้วจึงขอให้สภาแห่งนี้มีโอกาสทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมการชุดนั้นอย่างไรก็ต้องมีการเรียกหน่วยงานและว่าจ้างที่ปรึกษาเพิ่มเติมเพื่อที่จะหาข้อมูลให้กับรัฐบาลจึงขอให้สส.มีโอกาสได้ร่วมคิดร่วมรับรู้และนำเสนอมุมมองของเราให้กับรัฐบาลเพื่อนำไปพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจในโครงการที่จะเปลี่ยนโฉมประเทศ และหวังว่าจะไม่เปลี่ยนโฉมประเทศในทางที่เป็นภัยต่อบ้านเมือง” นายกรณ์ กล่าว

ยกระดับความสัมพันธ์ ปธ.รัฐสภา ให้การรับรอง ผู้นำเวียดนาม

ยกระดับความสัมพันธ์ ปธ.รัฐสภา ให้การรับรอง ผู้นำเวียดนาม

ยกระดับความสัมพันธ์ ปธ.รัฐสภา ให้การรับรอง ผู้นำเวียดนาม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.01 น.

‘ประธานรัฐสภา’ ให้การรับรองเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 27 – 29 พ.ค.นี

วันนี้ 28 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การรับรอง H.E. Mr. To Lam (นายโต เลิม) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 27 – 29 พ.ค.69 โดยมีบุคคลสำคัญร่วมให้การรับรอง อาทิ นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี (รัฐมนตรีเกียรติยศ) นายสฤษดิ์  บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายศักดิ์  ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายกรวีร์  ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายชลัฐ  รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายศิโรจน์  แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และผู้บริหารสำนักงานฯ 

โสภณ ซารัมย์

ประธานรัฐสภา กล่าวต้อนรับ เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และคณะ ด้วยความยินดียิ่ง ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม และในปีนี้ครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน    ไทยและเวียดนามมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันในทุกระดับ ล่าสุดสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนเวียดนาม เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ทั้งนี้ ในอดีตประธานรัฐสภาเคยเดินทางเยือนเวียดนามเพื่อศึกษาดูงานด้านการศึกษาและวิถีการเกษตรของเวียดนามรู้สึกประทับใจในการพัฒนาประเทศของเวียดนามมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษาที่พัฒนาก้าวหน้าไปมาก อีกทั้งยังได้หารือถึงความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างกัน ซึ่งในช่วงเช้าวันนี้ ณ ทำเนียบรัฐบาล ทั้งสองฝ่ายมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) จำนวน 4 ฉบับ รวมถึงแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569-2574 ด้วย

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ มูลค่าทางการค้าระหว่างไทยและเวียดนามขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  โดยมีนักลงทุนไทยลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก และมีนักธุรกิจเวียดนามมาลงทุนในไทยมากเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนของทั้งสองประเทศ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีกำหนดการจะร่วมหารือกับภาคธุรกิจเอกชนของไทยด้วย

โสภณ ซารัมย์

ความสัมพันธ์ด้านประชาชนและการท่องเที่ยว ที่ผ่านมามีชาวเวียดนามเดินทางมาท่องเที่ยวไทยเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ชาวไทยนิยมเดินทางไปเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ไทยและเวียดนามมีความสัมพันธ์ในระดับประชาชนที่ใกล้ชิด มีชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ความสัมพันธ์ด้านรัฐสภาไทย-เวียดนาม รัฐสภาไทยและสภาแห่งชาติเวียดนามมีความใกล้ชิดกันมาก โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดอดีตประธานสภาแห่งชาติเวียดนามได้เดินทางเยือนไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2566 และได้มีการลงนาม MOU ระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรไทยและสภาแห่งชาติเวียดนาม รวมถึงในระดับสำนักงานเลขาธิการฯ ของทั้งสองฝ่าย และเมื่อปี 2567 กลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เวียดนาม ได้เดินทางเยือนเวียดนามด้วย ทั้งนี้ สองฝ่ายมุ่งหวังให้มีการขยายความร่วมมือในระดับรัฐสภา โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการต่าง ๆ กลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาฯ สมาชิกรัฐสภาสตรี และยุวสมาชิกรัฐสภา เพื่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐสภาของทั้งสองฝ่าย ในการนี้ เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้กล่าวเชิญประธานรัฐสภาเดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งประธานรัฐสภาได้แสดงความยินดีและพร้อมเดินทางเยือนเวียดนาม ในโอกาสอันเหมาะสมต่อไป

โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์

อย่าใช้ จินตนาการ บริหารประเทศ ทวี บี้รัฐตั้ง กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์

อย่าใช้ จินตนาการ บริหารประเทศ ทวี บี้รัฐตั้ง กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์

อย่าใช้ จินตนาการ บริหารประเทศ ทวี บี้รัฐตั้ง กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

‘ทวี’ บี้รัฐตั้ง ‘กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์’ เตือนอย่าใช้ ‘จินตนาการ’ บริหารประเทศ แนะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มทุนกว้านซื้อที่ดินนับล้านไร่ 

วันนี้ 28 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา16.10น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(โครงการแลนด์บริดจ์) เสนอโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และญัตติที่เสนอเกี่ยวเนื่องกันอีก4ญัตติ ได้แก่ของ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน ลงมติพร้อมกัน

ทวี สอดส่อง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งเมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 ให้มีคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ทราบว่ามีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหวังว่าโครงการนี้จะเป็นเสาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและโอกาสของประเทศ ในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติตนมีการส่งเสริมสนับสนุนรวมถึงตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้การบริหารราชการของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดเนื่องจากเงินการก่อสร้างที่เป็นภาษีภาษีอากรแล้ว เรายังต้องเอาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปใช้กับโครงการดังกล่าว ดังนั้นจำเป็นต้องให้เกิดความรอบคอบ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่าอดีตต้องเป็นบทเรียน ปัจจุบันและอนาคตคือความรับผิดชอบ ประวัติศาสตร์เป็นสมบัติของชาวโลก คนที่ฉลาดต้องต้องใช้บทเรียนจากอดีต ชาติที่เจริญจะต้องประยุกต์ใช้ประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์ของประชาชน เราต้องยอมรับว่าการจะเชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทรคือ มหาสมุทรอินเดียหรือฝั่งอันดามัน กับ มหาสมุทรแปซิฟิกหรืออ่าวไทย มีมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่จะเชื่อม 2 ฝั่งทะเลโดยขุดคลอง และแนวคิดนั้นก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ จะเริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาภาคใต้ ต่อมาสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างทางหลวงสายกระบี่-ขนอม ซึ่งเป็นโครงการทางหลวงหมายเลข 44 ที่เรารู้จักกันถนนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ในปี 2542 แล้วเสร็จในปี 2546 วัตถุประสงค์คือต้องการเชื่อมสินค้าและพลังงานฝั่งอันดามันที่กระบี่ และฝั่งอ่าวไทยที่นครศรีธรรมราช เป็นจุดเริ่มต้นของสะพานเศรษฐกิจ อันนี้ถือว่ามีแลนด์บริดจ์แล้ว 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า แต่ตลอด 23 ปี มันไม่มีการต่อเนื่องจะเห็นว่าในเชิงพาณิชย์ก็เป็นบทเรียนราคาแพง และทราบว่าสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็พยายามอยากเชื่อมเช่นกันที่ท่าเรือ 2 แห่งคือ ปากบารากับ สงขลา จนมารัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็หยิบแลนด์บริดจ์ ขึ้นมาอีกครั้ง และมาจนรัฐบาลนี้ ซึ่งการพัฒนาเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจ แต่สิ่งที่ห่วงใยมากคือ อยากให้วิสัยทัศน์ไปสู่ความเป็นจริง ไม่อยากให้เป็นการขายฝัน เงิน 1 ล้านล้านบาท มันเป็นเงินมหาศาล ที่สำคัญพบว่าการศึกษาของรัฐบาลด้านเศรษฐศาสตร์กับของนักวิชาการจุฬาลงกรมณ์หาวิทยาลัย มีความแตกต่างสิ้นเชิงยกตัวอย่างค่าก่อสร้างของโครงการ ทางจุฬาฯ ใช้ประมาณ 5 แสนล้านบาท ส่วน สนข. ใช้กว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผลอัตราต่อเศรษฐกิจของจุฬาฯ คือ 1.24 ของ สนข. 17.43 มันห่างกันอย่างสิ้นเชิง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า อัตราผลประโยชน์ต่อทุน หรือบีอีซี เลโช ของจุฬาฯ 0.22 แต่ของ สนข. 1.35 อัตราตอบแทนทางการเงินของจุฬาฯ ติดลบเกือบ 5% แต่ของ สนข. กำไร 8.63% ส่วนความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการแลนด์บริดจ์ จุฬาฯ บอกไม่มีเลย แต่ของ สนข. บอกว่า 4-5% ความเป็นจริงที่รัฐบาลต้องตรวจสอบ การศึกษาของรัฐบาลโดยเฉพาะจาก สนข. เรามีบทเรียนมากมาย ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่ขณะนี้ยังไปไม่ถึงไหน หรือแม้แต่โครงการ EEC ที่เป็นรถไฟความเร็วสูง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า คณะของนายเอกนิติที่ไปศึกษา 90 วันจะทำอะไร ซึ่งเวลาน้อยไป ตนจึงอยากบอกว่าไม่ควรนำผลบวกเชิงจินตนาการ ต้องอยู่บนหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และควรจะเจรจากับคนใช้งานจริง โดยเฉพาะจากจีนหรือประเทศต่างๆที่จะมาลงทุน ไม่ใช่คิดขึ้นมาลอยๆ ขณะที่โครงการ EEC ยังมีโรงงานต่างๆ รองรับมากมาย แต่ SEC ยังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างเพราะเรายังไม่เตรียมตัวเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของภัยเงียบ คือเรื่องของร่องน้ำ ที่อาจทำลายทรัพยากรที่เป็นคุณค่าของชีวิต เพราะจะต้องมีการเวนคืนที่ดิน ซึ่งรัฐบาลต้องดูว่ามีไอ้โม่งถือครองที่ดินด้วยหรือไม่ ตนไม่อยากพูดให้ใครเสียหายแต่คนที่ถือครองที่ดินมากกว่า 1000 ไร่ มีเพียง 130 คน รวมแล้วมีเนื้อที่เกือบ 3 ล้านไร่

“ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ผิดซ้ำ โครงการรถไฟความเร็วสูงของ EEC ดังนั้นจึงควรรับฟังความเห็นจากนักวิชาการ รวมถึงควรมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญด้วยก็ดี” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026  ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครบวงจรและมีบทบาทสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชีย จัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ หอการค้าไทย (TCC) และ โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ได้มาเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือในระยะยาว กับผู้จัดแสดงสินค้าจากไทยและต่างชาติ รวม 56 ประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 130,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งาน THAIFEX – ANUGA ASIA ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร โดยงานนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าและสร้างเครือข่ายธุรกิจ ร่วมกับผู้ซื้อจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ยกระดับระบบนิเวศการผลิตอาหารของไทย ตลอดจนขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและระดับโลกด้านการค้าและอุตสาหกรรมอาหารระหว่างประเทศ

“อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้เราได้รับการยอมรับในฐานะครัวของโลกเท่านั้น แต่ในวันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวข้ามไปอีกขั้นสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตที่หลอมรวมนวัตกรรม ความยั่งยืน สุขภาพ และความน่าเชื่อถือเข้าไว้ด้วยกัน ประเทศไทยยังเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับตลาดโลก จุดแข็งของเราไม่เพียงมีทรัพยากรทางการเกษตรอันอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนด้วยระบบนิเวศการผลิตที่แข็งแกร่ง มาตรฐานระดับสากล และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยยังส่งเสริมด้านเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และห่วงโซ่คุณค่า (Value Supply Chain) ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายกรัฐมนตรี กล่าว  

สำหรับ THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในปีนี้ได้ขยายพื้นที่จัดงานครอบคลุม 12 อาคาร เต็มพื้นที่จัดแสดงสินค้าของอิมแพ็ค เมืองทองธานี รวมกว่า 140,000 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นการจัดงานครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีผู้ร่วมจัดแสดงสินค้ามากถึง 3,590 บริษัท รวม 6,710 คูหา นำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป ตลอดจนเทคโนโลยีอาหาร และสินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไฮไลต์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้ คือ อาคาร 4 อิมแพ็ค ฟอรั่ม ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการอัปเดตผลิตภัณฑ์ใหม่ แบรนด์เกิดใหม่ และนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายหลัก

“ความยิ่งใหญ่ของงานครั้งนี้ ประกอบกับการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารที่มีมูลค่าการส่งออกกว่า 1,254,000 ล้านบาท ในปี 2568 ล้วนตอกย้ำถึงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจอาหาร มีบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก และสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ยืดหยุ่นท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก นอกจากนี้ ไทยยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก มีเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีบุคลากรที่มีความสามารถ และการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมบริการระดับโลก เรามั่นใจว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในเชิงบวกนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และช่วยให้ความเป็นพันธมิตรทางการค้าของประเทศไทยมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายอนุทิน กล่าว

การจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA ในปีนี้ ผู้จัดงานทั้ง 3 ฝ่าย ได้ร่วมกันยกระดับงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ดีขึ้น โดดเด่นขึ้น ในทุกมิติ ภายในงานนอกจากจะมีการจัดแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครอบคลุมทุกประเภทแล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการ กิจกรรมพิเศษ การสัมมนา ที่จะช่วยอัปเดตเทรนด์อาหาร ความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ร่วมงาน เพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จที่มากขึ้น

THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 เปิดเจรจาธุรกิจในวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2569 เจรจาธุรกิจและจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไปในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ อาคาร 1-3, อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ อาคาร 5-12