‘พล.อ.บุญสิน’ปัดข่าวเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา ชี้ข้อมูลเท็จหวังปั่นแตกแยก

'พล.อ.บุญสิน'ปัดข่าวเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา ชี้ข้อมูลเท็จหวังปั่นแตกแยก

‘พล.อ.บุญสิน’ปัดข่าวเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา ชี้ข้อมูลเท็จหวังปั่นแตกแยก

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

‘พล.อ.บุญสิน’ปัดข่าวเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา ชี้ข้อมูลเท็จหวังปั่นแตกแยก วอนประชาชนใช้วิจารณญาณในการดูข้อมูลข่าวสาร

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในลักษณะการกล่าวอ้างว่าได้มีการพูดเตือนอดีตผู้บังคับบัญชา โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นข้อมูลเท็จที่มีลักษณะสร้างความแตกแยกในสังคม

พล.อ.บุญสิน ระบุว่า ตนไม่เคยไปบรรยายหรือให้สัมภาษณ์ในลักษณะตามที่มีการเผยแพร่ในที่ใดมาก่อน พร้อมเน้นย้ำว่าปัจจุบันประเทศชาติกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดความรัก ความสามัคคี และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างพลังให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

“ความรักและความสามัคคีของคนในชาติ จะเป็นพลังสำคัญที่นำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง” พล.อ.บุญสิน กล่าว

ทั้งนี้ พล.อ.บุญสิน ยังขอความร่วมมือไปยังพี่น้องประชาชนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และขอให้หลีกเลี่ยงการส่งต่อหรือแชร์ข้อความดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดการขยายผลของข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

กัมพูชาไม่หยุดป่วนหลังเลือกตั้ง ‘ดุลยภาค’ชี้ไทยต้องการผู้นำเน้นมั่นคง ยก’อนุทิน’รัฐแข็งแรง

กัมพูชาไม่หยุดป่วนหลังเลือกตั้ง 'ดุลยภาค'ชี้ไทยต้องการผู้นำเน้นมั่นคง ยก'อนุทิน'รัฐแข็งแรง

กัมพูชาไม่หยุดป่วนหลังเลือกตั้ง ‘ดุลยภาค’ชี้ไทยต้องการผู้นำเน้นมั่นคง ยก’อนุทิน’รัฐแข็งแรง

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“ดุลยภาค” ชี้กัมพูชา ไม่หยุดป่วน หลังเลือกตั้ง ไทยต้องการผู้นำเน้นมั่นคง ยก “อนุทิน” รัฐบาลแข็งแรง ปกป้องอธิปไตยครบมิติ ชม “สีหศักดิ์” การทูตเชิงรุก โต้เขมรได้ทันเกม ลุ้นความต่อเนื่องหากเปลี่ยนรัฐบาล

18 มกราคม 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาภายหลังการเลือกตั้งว่า 

โจทย์สำคัญของประเทศอยู่ที่โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับกองทัพ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดเสถียรภาพด้านความมั่นคงในระยะต่อไป หากเป็นรัฐบาลที่มีความชัดเจนด้านความมั่นคงอย่างสีน้ำเงิน จะสามารถสนับสนุนการทำงานของกองทัพได้อย่างเป็นเอกภาพ ทำให้การตัดสินใจด้านยุทธศาสตร์เดินหน้าได้จริง โดยไม่ต้องเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน หากเป็นรัฐบาลที่ความสัมพันธ์กับกองทัพมีรอยต่อ หรือมีแนวคิดปฏิรูปเชิงเผชิญหน้า อาจนำไปสู่ความตึงเครียด ความติดขัดเชิงโครงสร้าง และเปิดช่องให้แรงกดดันจากภายนอกเข้ามาแทรกแซงได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการผู้นี้ชี้ว่า สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามของไทยหวั่นเกรงมากที่สุด คือรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากถูกมองว่าเป็นรัฐบาลที่มีความแข็งแรงด้านความมั่นคง มีทิศทางชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และไม่อ่อนข้อในประเด็นอธิปไตย จึงทำให้เกิดความพยายามกดดันหรือแทรกแซงจากภายนอกเท่าที่จะทำได้

ในประเด็นท่าทีของกัมพูชา รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า คำพูดและท่าทีจากฝ่ายการเมืองระดับสูงของกัมพูชาเป็น สัญญาณทางการเมือง ที่สะท้อนความพยายามสร้างอำนาจต่อรองผ่านช่องทางการทูตและสื่อ มากกว่าการใช้กำลังทางทหาร ซึ่งปัจจุบันมีศักยภาพลดลงอย่างชัดเจน โดยต้องใช้เวลาฟื้นฟูซักระยะกว่ากัมพูชาจะกลับมาเปิดศึกกับไทยได้เต็มรูปแบบ

“ตอนนี้ กัมพูชาไม่สามารถใช้กำลังทหารได้เหมือนเดิม จึงหันมาใช้กลไกอื่น เช่น การเคลื่อนไหวในเวทียูเนสโก และการสื่อสารผ่านสื่อ เพื่อโจมตีภาพลักษณ์ของไทย แต่เกมลักษณะนี้ ไทยสามารถรับมือได้ เพราะประชาคมโลกย่อมมองออกว่า การตั้งฐานทหารในโบราณสถานและการนำโบราณสถานมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

พร้อมยังเน้นว่า หากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ทีมการทูตโดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้สร้างมาตรฐาน ในเชิงยุทธศาสตร์ไว้แล้ว ตรงนี้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง อาจมีการสะดุดหยุดลง เพราะขั้วการเมือง ก็ใช้ว่าจะนิยมแนวการทูตเชิงรุกเสมอไป

“ท่านสีหศักดิ์เป็นนักการทูตเชิงรุกที่มีความสามารถสูง โต้ตอบได้รวดเร็ว ตรงประเด็น เขียนสปีชและสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างมีพลัง เราเห็นผลงานชัดเจนว่าไทยสามารถรักษาจุดยืนและศักดิ์ศรีของประเทศได้อย่างสง่างาม” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

สำหรับรัฐบาลอนุทิน รศ.ดร.ดุลยภาค ประเมินว่า ตามหลักแล้ว ผลประโยชน์แห่งชาติประกอบด้วย 4 แกนหลัก ได้แก่
การปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง-ความปลอดภัยของประเทศ ความมั่นคั่งของรัฐ;เกียรติภูมิของประเทศ

“รัฐบาลอนุทินทำให้หลักการเหล่านี้ปรากฏชัด เราเห็นการรักษาพื้นที่อธิปไตย การลดความสูญเสียของประชาชนในภาวะตึงเครียด แม้ต้องปิดด่านบางช่วงเพื่อความมั่นคง แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่จำเป็นต่อผลประโยชน์ของชาติ ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของประเทศทั้งในการตอบโต้กัมพูชาและในเวทีโลกก็ได้รับการยกระดับอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากบทบาทของท่านสีหศักดิ์”

รศ.ดร.ดุลยภาค ทิ้งท้ายว่า หากมีการเปลี่ยนรัฐบาล ความเข้มแข็งในเชิงนโยบายต่อกัมพูชาอาจลดลง โดยเฉพาะแนวทางที่รัฐบาลอนุทินยึดหลักตามเส้นปฏิบัติการแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 อย่างเคร่งครัด ไม่อ่อนข้อในประเด็นอธิปไตย ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงชายแดนที่อิงอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติ หากความแข็งแรงในจุดนี้อ่อนตัวลง ก็อาจเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามฮึกเหิมมากขึ้นได้

‘สมชัย’ชี้ประชามติรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

'สมชัย'ชี้ประชามติรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

‘สมชัย’ชี้ประชามติรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

‘สมชัย’ชี้ประชามติรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตีเช็คเปล่า 

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประชามติรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตีเช็คเปล่า ก็ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีเนื้อหาที่ว่าจะจัดทำใหม่ทั้งฉบับอย่างไร ดังนั้นหากจะจัดทำใหม่ ก็ให้ไปถามประชาชนก่อนว่าเห็นชอบหรือไม่

แถมจาระไนขั้นตอนว่า ต้องถาม 3 ครั้ง คือ ครั้งแรก เห็นชอบไหมที่จะให้จัดทำใหม่ ครั้งที่ 2 ถามวิธีการและสาระสำคัญที่จะแก้ และครั้งที่ 3 ค่อยเอาที่จัดทำใหม่ทั้งฉบับมาผ่านประชามติอีกที

ดังนั้น ครั้งที่ 1 จึงเป็นแค่เปิดประตูไปสู่ วิธีการและสาระสำคัญในครั้งที่ 2

“วิธีการ” คือ ใครจะเป็นคนแก้ จะมี สสร. หรือ ไม่มี สสร. สสร. หรือ กรรมาธิการยกร่างจะมาจากไหน แล้วร่างเสร็จจะมาจบที่ สภา อีกรอบอย่างไร เพราะศาล อีชี้ว่า ประชาชนร่างเองโดยตรงไม่ได้

ส่วน “สาระสำคัญ” คือ จะแก้เรื่องอะไร จะไม่แก้เรื่องเรื่องอะไร หมวดไหนแก้ หมวดไหนไม่แก้ ที่กลัวว่าจะไปแก้หมวด 1 หมวด 2 ถ้าไม่ระบุในสาระสำคัญของสิ่งที่จะแก้ ก็แปลว่า ไม่แก้เรื่องดังกล่าว

วิธีการและสาระสำคัญดังกล่าว ต้องเป็นข้อสรุปของสภาชุดใหม่ ในรูป การผ่าน 3 วาระจากรัฐสภา ในประเด็นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ส่งมาให้ ครม. เพื่อมีมติให้มีการทำประชามติครั้งที่ 2

ประชามติ ครั้งที่ 1 จึงเป็นเพียงแค่พยักหน้า ให้มีการเขียนเช็คที่ระบุตัวเลขที่ชัดเจน ไม่ได้ตีเช็คเปล่าแต่อย่างใดครับ สบายใจได้”

‘อ.วีระ’คอมเมนต์ขออภัย’อนุทิน’ หลังผิดพลาดข้อมูล’เอกนิติ-ศุภจี’ ไม่เป็นสมาชิกภูมิใจไทย

'อ.วีระ'คอมเมนต์ขออภัย'อนุทิน' หลังผิดพลาดข้อมูล'เอกนิติ-ศุภจี' ไม่เป็นสมาชิกภูมิใจไทย

‘อ.วีระ’คอมเมนต์ขออภัย’อนุทิน’ หลังผิดพลาดข้อมูล’เอกนิติ-ศุภจี’ ไม่เป็นสมาชิกภูมิใจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.30 น.

18 มกราคม 2569 นายวีระ ธีระภัทรานนท์ โพสต์คอมเมนต์ ผ่านโพสต์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่า ขออภัยในความผิดพลาดครับ เรียนตามตรงว่าผมไม่ทราบว่า คุณเอกนิติและคุณศุภจีเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ทราบแต่เพียงทางพรรคสอบถามไปทางกกต.เรื่องการเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ผุู้สมัครว่าไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรคก็ได้ เลยทำให้เข้าใจว่าสองท่านไม่ได้เป็นสมาชิก

ขออภัยคุณอนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและคุณเอกนิติกับคุณศุภจีสมาชิกพรรคภูมิใจไทยมา ณ ที่นี้ด้วย

ข่าวเพิ่มเติม : สวนมวย’หยุ่น-วีระ’ !! ‘อนุทิน’จี้หาข้อมูลก่อนจ้อ ยัน’เอกนิติ-ศุภจี’สมาชิกภท.

เขมรอย่าบิดเบือน! ‘ทบ.’โต้กลับหลังสื่อนอกอ้างคำกล่าวกัมพูชากล่าวหาไทยบุกรุกพื้นที่พลเรือน

เขมรอย่าบิดเบือน! 'ทบ.'โต้กลับหลังสื่อนอกอ้างคำกล่าวกัมพูชากล่าวหาไทยบุกรุกพื้นที่พลเรือน

เขมรอย่าบิดเบือน! ‘ทบ.’โต้กลับหลังสื่อนอกอ้างคำกล่าวกัมพูชากล่าวหาไทยบุกรุกพื้นที่พลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.13 น.

‘กองทัพบก’แจงปมสื่อนอกอ้างคำกล่าวกัมพูชากล่าวหาไทยบุกรุกพื้นที่พลเรือน ยืนยันเป็นพื้นที่อธิปไตยไทยที่ถูกบุกรุกนานกว่า 40 ปี ย้ำปฏิบัติตามหลักสากล ขอกัมพูชาอย่าบิดเบือนข้อมูล

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชาให้สัมภาษณ์ ซึ่งต่อมาสื่อต่างประเทศได้นำบทสัมภาษณ์ดังกล่าวไปเผยแพร่ โดยมีการกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยยึดครองพื้นที่พลเรือน และยังคงควบคุมพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็นของตนเอง แม้มีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ส่งผลให้ประชาชนกัมพูชาไม่สามารถกลับเข้าพื้นที่ได้ว่า ฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยพื้นที่ที่ถูกกล่าวอ้างเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยมาโดยตลอด และเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาการบุกรุกเข้ามาอยู่อาศัยโดยผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 ปี มิใช่สถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นจากเหตุปะทะในปัจจุบัน

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักสากล ไม่ได้มุ่งรุกล้ำหรือกระทบต่อประชาชนพลเรือน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาฝ่ายไทยได้ดำเนินการผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ในการแจ้งและประท้วงตามช่องทางที่เหมาะสม ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศตามขั้นตอนที่กำหนด อาทิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง กฎหมายป่าไม้ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น ตำรวจ และกรมป่าไม้ เข้าดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งการสร้างความเข้าใจ การแจ้งเตือนล่วงหน้า การปักป้ายประกาศ และการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

“กองทัพบกขอให้ฝ่ายกัมพูชานำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายไทย รวมถึงบรรยากาศของความร่วมมือ” พล.ต.วินธัย กล่าว

ขอบคุณเนื้อหาจาก : ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

กองทัพไทย วางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณ42นักรบ เนื่องในวันกองทัพไทย

กองทัพไทย วางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณ42นักรบ เนื่องในวันกองทัพไทย

กองทัพไทย วางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณ42นักรบ เนื่องในวันกองทัพไทย

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.02 น.

กองทัพไทย วางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณนักรบ เนื่องในวันกองทัพไทย และจัดพิธีสดุดี 42 วีรชน ที่สละชีพปกป้องอธิปไตยเหตุปะทะไทย-กัมพูชา 

18 มกราคม 2569  อนุสรณ์สถานแห่งชาติดอนเมือง พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำผู้แทนเหล่าทัพวางพวงมาลา เนื่องในวันกองทัพไทยประจำปี 2569 โดยมีผู้ช่วยทูตทหาร ผู้แทนกรมการปกครอง องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก สมาคมทหารผ่านศึกพิการแห่งประเทศไทย รวมถึงครอบครัววีรชนจากกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ร่วมพิธี 

โดยปีนี้กองบัญชาการกองทัพไทย ได้จัดพิธีสดุดีทหารกล้าที่สละชีพปกป้องอธิปไตย ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งในช่วงเดือนกรกฎาคมและเดือนธันวาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 42 นาย 

นอกจากนี้กองทัพไทยยังได้จารึกรายชื่อทหารกล้าทั้ง 42 นาย ในนาม “วีรชนของกองทัพไทย ผู้พิทักษ์ราชอาณาจักรไทย” ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และเพิ่มดินสมรภูมิแห่งที่ 11 จากเหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยใช้ชื่อว่า “ดินสมรภูมิพิทักษ์ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2568” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ และความเสียสละ 

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้มอบของที่ระลึก และพูดคุยให้กำลังใจครอบครัววีรชนทั้ง 42 ครอบครัว เริ่มตั้งแต่ครอบครัว ‘ร้อยตรีวรัญชิต ยวงสุวรรณ’ ซึ่งเป็นทหารคนแรกที่สละชีพจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

รวมไปถึงครอบครัวจ่าสิบเอก ศตวรรษ สุจริต ซึ่งเป็นทหารคนแรกที่สละชีพในเหตุปะทะรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 และเป็นที่มาของชื่อ”ยุทธการศตวรรษ” ที่กองทัพบกตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงความกล้าหาญ ปัจจุบันจ่าสิบเอก ศตวรรษ ได้รับพระราชทานยศพลตรี เป็นกรณีพิเศษ 

ทั้งนี้กองทัพได้กำหนดให้วันที่ 18 มกราคม ของทุกปี เป็นวันกองทัพไทย เนื่องจากตรงกับวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ทรงกระทำยุทธหัตถี มีชัยเหนืออริราชศัตรู 

พร้อมกันนี้ทุกเหล่ายังจัดให้มีพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล ณ หน่วยทหารต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารทั้งการปกป้องอธิปไตยของชาติ และช่วยเหลือประชาชน

สอนมวย’หยุ่น-วีระ’ !! ‘อนุทิน’จี้หาข้อมูลก่อนจ้อ ยัน’เอกนิติ-ศุภจี’สมาชิกภท.

สอนมวย'หยุ่น-วีระ' !! 'อนุทิน'จี้หาข้อมูลก่อนจ้อ ยัน'เอกนิติ-ศุภจี'สมาชิกภท.

สอนมวย’หยุ่น-วีระ’ !! ‘อนุทิน’จี้หาข้อมูลก่อนจ้อ ยัน’เอกนิติ-ศุภจี’สมาชิกภท.

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.02 น.

สอนมวย’หยุ่น-วีระ’ !! ‘อนุทิน’จี้หาข้อมูลก่อนจ้อ ยัน’เอกนิติ-ศุภจี’สมาชิกภท.

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์คลิปวิดีโอช่วงหนึ่งของรายการข่าว “คุยให้คิด” ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีนายวีระ ธีรภัทร นายสุทธิชัย หยุ่น และนายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ เป็นพิธีกรรายการ ซึ่งคลิปวิดีโอดังกล่าว เป็นช่วงที่ 3 พี่ธีกรวิเคราะห์ข่าว โดยอ้างว่าพรรคภูมิใจมีปัญหา เนื่องจากไม่มีตัวแทนพรรคในการเข้าร่วมเวทีดีเบตต่างๆ อย่างด้านเศรษฐกิจ มีเพียงแค่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรค ถึงขนาดมีการสอบถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าสามารถติดภาพนายเอกนิติ และนางศุภจี บนป้ายหาเสียงได้หรือไม่ ซึ่งไม่สามารถทำได้ และมีการอ้างว่าทั้งนายเอกนิติ และนางศุภจี คงคิดหนักเพราะถูกใช้เป็นแบรนด์ให้กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งพอเปิดออกมาเนื้อในคนละเนื้อกัน 

โดยนายอนุทิน โพสต์พร้อมระบุข้อความว่า “นี่คืออีกครั้งหนึ่งที่คุณสุทธิชัยและอาจารย์วีระในบทบาทของผู้ดำเนินรายการเชิงวิเคราะห์การเมือง ไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ ไม่ติดตามข้อเท็จจริง แล้วก็ออกมาสื่อสารให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนโดยการเสนอข่าวสารที่ตนเองรู้สึกในลักษณะที่เชื่อมั่นว่าตนเองมีความเก๋าเกมส์การเมืองซึ่งได้ทำให้เกิดความผิดพลาดของเนื้อหาที่นำเสนอหลายครั้ง

ทั้งคุณเอกนิติและคุณศุภจีเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยในด้านการเงิน การคลังและการค้าขาย เป็นผู้คิด ผู้นำเสนอและผู้กำหนดนโยบายในงานที่ตนเองกำกับดูแลเพื่อให้สมาชิกของพรรคภูมิใจไทยนำไปแจ้งต่อพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ คุณสีหศักดิ์ก็เป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ประกาศต่อประชาชนด้วยความชัดเจนว่าทั้งสามท่านเป็นคณะะรัฐมนตรีอย่างแน่นอนหากพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรครัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

ดังนั้นบุคคลคุณภาพเหล่านี้ไม่ใช่คนนอกพรรคตามที่คุณทั้งสองพยายามสื่อสารในรายการนี้ ต่อไปขอความกรุณาคุณติดตามข่าวสารให้ใกล้ชิดกว่านี้ด้วยเพื่อการนำเสนอข่าวที่แม่นยำต่อสาธารณชน ทั้งสามท่านออกเดินหาเสียง ไปออกรายการ ไปร่วมถกแถลงและชี้แจงนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ทั้งด้านการงานและการเมืองหลายรอบแล้วและรูปภาพของทั้งสามท่านก็ติดในนามพรรคได้ครับ ไปหาดูกันนะครับ ด้วยความเคารพและปรารถนาดีเสมอ จากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยผู้ที่ไปเชิญทั้งสามท่านนี้มาร่วมงานด้วยตัวเองครับ ผมขอยืนยันว่าไม่มีปัญหา เราทำงานเป็นเนื้อเดียวกันและมีความเป็นเอกภาพในการทำงานรับใช้บ้านเมืองและประชาชนครับ ขอบคุณ”

อยากให้’เท้ง’เป็นนายกฯ สวนดุสิตโพลเผย’พรรคประชาชน’เรตติ้งพุ่ง นำห่าง’เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’

อยากให้'เท้ง'เป็นนายกฯ สวนดุสิตโพลเผย'พรรคประชาชน'เรตติ้งพุ่ง นำห่าง'เพื่อไทย-ภูมิใจไทย'

อยากให้’เท้ง’เป็นนายกฯ สวนดุสิตโพลเผย’พรรคประชาชน’เรตติ้งพุ่ง นำห่าง’เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.53 น.

18 มกราคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“นโยบายกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,586 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม)ระหว่างวันที่ 13-16 มกราคม 2569 พบว่า พรรคประชาชนถือเป็นพรรคที่มีความได้เปรียบมากที่สุดถึง 4 นโยบาย คือด้านการเมืองและความมั่นคง ร้อยละ 38.14 ด้านการศึกษา ร้อยละ 43.93 ด้านการเกษตร ร้อยละ 35.82 และด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 39.89 ส่วนพรรคเพื่อไทยมีความได้เปรียบ 1 นโยบาย คือด้านปากท้อง/ค่าครองชีพ ร้อยละ 35.63 ทั้งนี้ถ้ามีการเลือกตั้ง กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 34.11รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 18.37 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.14 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ19.49 โดยบุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ (ปชน.) ร้อยละ 34.34 ยศชนัน (พท.) ร้อยละ 19.91และอนุทิน (ภท.) ร้อยละ 16.13

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า เมื่อพิจารณาตามนโยบาย พบว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีนโยบายโดดเด่นถึง 4 จาก 5 นโยบายหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตรและการแก้ปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน ขณะเดียวกันพรรคประชาชนยังคงเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องโดยต้องจับตาว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะงัดกลยุทธ์หาเสียงใดออกมาเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงต่อจากนี้และจะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงนโยบายให้กลายเป็นชัยชนะในวันเลือกตั้งได้อย่างไร

ผศ.ภาวินี รอดประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิตอธิบายว่า สำหรับการเลือกตั้ง 69 ประชาชนคาดหวังกับแนวนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศและประชาชนในหลากหลายมิติ ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ประชาชนพร้อมที่จะให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่หรือพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบที่ยังไม่มีโอกาสในการทำหน้าที่บริหารประเทศ ให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศทั้งในเรื่องของการเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร และการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเห็นได้จากผลสำรวจที่มีมากกว่า ร้อยละ 35 ส่วนในการเลือกพรรคการเมือง หรือตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็น สส.และความคาดหวังในบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีทิศทางเดียวกับการเลือกนโยบายของพรรคการเมืองน่าสนใจตรงแนวคิดของประชาชนที่ยังต้องการของใหม่ทั้งตัวบุคคลและพรรคการเมืองที่ยังไม่เคยทำหน้าที่บริหารประเทศให้ลองเข้ามาทำหน้าที่หากครั้งนี้พรรคการเมืองใหม่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ การเลือกตั้งสมัยหน้าคงต้องวัดกันอีกครั้งว่าการทำหน้าที่เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ และประชาชนได้จริงหรือไม่

เพจดังบอกเสียดายเวทีดีเบตสื่อใหญ่ไร้เงา’อนุทิน-ธรรมนัส’ ชี้สะท้อนอะไรได้หลายอย่าง

เพจดังบอกเสียดายเวทีดีเบตสื่อใหญ่ไร้เงา'อนุทิน-ธรรมนัส' ชี้สะท้อนอะไรได้หลายอย่าง

เพจดังบอกเสียดายเวทีดีเบตสื่อใหญ่ไร้เงา’อนุทิน-ธรรมนัส’ ชี้สะท้อนอะไรได้หลายอย่าง

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.26 น.

‘เพจประชาคมแพทย์’บอกเสียดายเวทีดีเบตสื่อใหญ่ไร้เงา’อนุทิน-ธรรมนัส’ ชี้สะท้อนอะไรได้หลายอย่าง

เมื่อวันที่ 1 8 ม.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “ประชาคมแพทย์” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ความกล้าหาญทางการเมือง ก็คือการพิสูจน์ตนเอง ในสถานการณ์ที่ มีวิกฤตมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแผลสด หรือแผลเรื้อรัง
เราไม่วิจารณ์เวทีดีเบต แต่เราขอวิจารณ์คนที่ไม่มาออกเวทีดีเบตทางการเมือง ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม อย่างน้อยมี 2 พรรคที่สูญเสียโอกาสแสดงความกล้าหาญทางการเมืองไปแล้ว

แม้ว่าระยะหลัง เราเห็นว่าเนชั่น เป็นสื่อที่สูญเสียความเป็นกลางไปพอสมควร แต่ต้อง ขอขอบคุณและถือว่า เวทีดีเบตนี้ทำได้ดีมาก และขอชมพิธีกรครับ ที่เป็นมืออาชีพ

แต่ขอแสดงความเสียใจกับพรรคการเมือง ที่สูญเสียโอกาสแสดงความกล้าหาญ และภาวะผู้นำ ทางการเมือง อย่างนี้แล้ว ประชาชนทั้งประเทศจะฝากความหวังไว้กับท่านได้อย่างไร

ท่านหนึ่งมีแผลสด จาก อุบัติภัยที่เกิดขึ้นหมาดๆ

ท่านหนึ่งมีแผลเรื้อรัง จากเรื่องเดิมๆ และนี่คือเวทีที่ดีที่สุด ในการพิสูจน์ตนเอง ถ้ายังให้เกียรติประชาชน แต่ท่านได้สูญเสียโอกาส นั้นไปแล้ว

ทั้ง 2 พรรค ล้วนมีมือรองอันดับ 2 นะครับ คุณนฤมล ซึ่งเป็นหัวหน้า ของพรรคกล้าธรรม ไปไหน คุณสีหศักดิ์ ซึ่งเป็น แคนดิเดตนายก อันดับ 2 ของภูมิใจไทย ไปไหน เวทีนี้ถือว่าหาเสียงได้คุ้มค่ามากที่สุดก็ยังไม่มานะครับ

ขอบคุณภาพจากเนชั่น เพียงแค่การมาดีเบต หรือไม่มาดีเบต ก็สะท้อนอะไรได้หลายอย่างแล้วครับ

เราหวังว่าจะเห็นตัวแทนจาก ทั้ง 2 พรรค ที่ ไม่มาดีเบตในเครือเนชั่น แต่ จะดีเบตในวงเล็กๆ ในสื่ออื่นๆใด ในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะทำให้แสดงภาวะผู้นำของท่านได้มากขึ้นนะครับ ด้วยความหวังดี”

‘นิด้าโพล’เผยคนเชียงใหม่ หนุน’เท้ง’นั่งนายกฯ ตามด้วย’ยศชนัน-อนุทิน’อันดับ 2-3

'นิด้าโพล'เผยคนเชียงใหม่ หนุน'เท้ง'นั่งนายกฯ ตามด้วย'ยศชนัน-อนุทิน'อันดับ 2-3

‘นิด้าโพล’เผยคนเชียงใหม่ หนุน’เท้ง’นั่งนายกฯ ตามด้วย’ยศชนัน-อนุทิน’อันดับ 2-3

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.48 น.

‘นิด้าโพล’เผยคนเชียงใหม่ หนุน’เท้ง’นั่งนายกฯ ตามด้วย’ยศชนัน-อนุทิน’อันดับ 2-3

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนเชียงใหม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 9-14 ม.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเชียงใหม่ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี 69 ของคนจังหวัดสงขลา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนเชียงใหม่จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 31.40 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

อันดับ 2 ร้อยละ 19.40 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)

อันดับ 3 ร้อยละ 15.65 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

อันดับ 4 ร้อยละ 12.09 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

อันดับ 5 ร้อยละ 4.12 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

อันดับ 6 ร้อยละ 3.66 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

อันดับ 7 ร้อยละ 3.19 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)

อันดับ 8 ร้อยละ 2.53 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

อันดับ 9 ร้อยละ 1.78 ระบุว่าเป็น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน)

อันดับ 10 ร้อยละ 1.03 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)

และร้อยละ 5.15 ระบุอื่นๆ ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย), ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน), น.ส.กชพร เวโรจน์ (พรรคก้าวอิสระ), นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่), นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี), นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์), นายกัณวีร์ สืบแสง (พรรคพลวัต), นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย), นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์), นพ.ไกร ดาบธรรม (พรรคเพื่อไทย), นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

สำหรับพรรคการเมืองที่คนเชียงใหม่มีแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 37.39 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 2 ร้อยละ 31.68 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
อันดับ 3 ร้อยละ 13.50 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
อันดับ 4 ร้อยละ 5.15 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
อันดับ 5 ร้อยละ 4.03 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 6 ร้อยละ 2.81 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
อันดับ 7 ร้อยละ 1.69 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

และร้อยละ 3.75 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคไทยก้าวใหม่, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคโอกาสใหม่, พรรคก้าวอิสระ, พรรคไทยภักดี, พรรคพลวัต และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนเชียงใหม่มีแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 37.39 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 2 ร้อยละ 30.08 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
อันดับ 3 ร้อยละ 14.06 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
อันดับ 4 ร้อยละ 5.25 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
อันดับ 5 ร้อยละ 3.85 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 6 ร้อยละ 3.09 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
อันดับ 7 ร้อยละ 1.69 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
อันดับ 8 ร้อยละ 1.31 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
อันดับ 9 ร้อยละ 1.03 ระบุว่าเป็น พรรคไทยก้าวใหม่

ร้อยละ 1.88 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคก้าวอิสระ, พรรคโอกาสใหม่, พรรคไทยภักดี, พรรคปวงชนไทย, พรรคพลวัต, พรรคพลังประชารัฐ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่จังหวัดเชียงใหม่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 46.95 เป็นเพศชาย และร้อยละ 53.05 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.03 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.71 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.62 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 23.15 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 31.49 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 97.28 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 0.09 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 2.63 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 35.33 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.23 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 1.69 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 24.74 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 28.40 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.08 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 30.37 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.72 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 8.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.12 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.21 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.97 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 18.84 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.40 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.31 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 19.97 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 4.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 18.93 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 30.18 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.12 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.72 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.19 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.28 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.12 ไม่ระบุรายได้