แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ปัญหาใหญ่ของประเทศคือความซ้ำซ้อนในระบบราชการที่ทำให้งบประมาณรั่วไหล โดยพรรคมีนโยบายปรับลดความซ้ำซ้อนแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” เพื่อไม่ให้เกิดแรงต้านจากบุคลากรภาครัฐ แต่จะนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปเพิ่มประสิทธิภาพในสิ่งที่จำเป็นทันที”

รศ.ดร.โสภณ เอส.บิวโดอิน

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรวมไทย

เพลงชาติดังก้อง‘บ้านสามหลัง’ สังตรึงกำลังเข้ม1ปี ‘บิ๊กเล็ก’งัดแผนเหล็ก กำราบเขมรอันธพาล

เพลงชาติดังก้อง‘บ้านสามหลัง’ สังตรึงกำลังเข้ม1ปี 'บิ๊กเล็ก’งัดแผนเหล็ก กำราบเขมรอันธพาล

เพลงชาติดังก้อง‘บ้านสามหลัง’ สังตรึงกำลังเข้ม1ปี ‘บิ๊กเล็ก’งัดแผนเหล็ก กำราบเขมรอันธพาล

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพลงชาติดังก้อง‘บ้านสามหลัง’ สังตรึงกำลังเข้ม1ปี ‘บิ๊กเล็ก’งัดแผนเหล็ก กำราบเขมรอันธพาล

สมรภูมิบ้านสามหลังเดือดด้วยพลังศรัทธา ชาวตราดกว่า 500 คน แห่เดินเท้าขึ้นเขาชูธงชาติไทยบุกฐานปฏิบัติการตากสินพิชิตไพรี ร้องเพลงชาติไทยดังก้อง “บ้านสามหลัง” หลังทหารยึดคืนจากกัมพูชาได้สำเร็จในรอบ 40 ปี “บิ๊กเล็ก”สั่งตรึงกำลังเข้ม 1 ปี กางแผน 5 มาตรการกันรุกรานถาวร ชาวบ้านลั่น “ห้ามเปิดด่าน-ไม่ต้องง้อเขมร” จี้รัฐเด็ดขาดรักษาศักดิ์ศรีประเทศ

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาที่ฐานปฏิบัติการตากสินพิชิตไพรี (บ้านสามหลัง) ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ (บิ๊กเล็ก) รมว.กลาโหม พร้อมคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมทหารนาวิกโยธินตราด ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก ผบ.กปช.จต. และผู้ว่าราชการจังหวัดตราด

บรรยากาศเป็นไปอย่างสุดซึ้ง มีพี่น้องประชาชนชาวตราดมากกว่า 500 คน ยอมจอดรถไว้ไกลกว่าครึ่งกิโลเมตรแล้วเดินเท้าฝ่าเส้นทางลาดชันขึ้นมาบนเขาบ้านสามหลัง พร้อมชูธงชาติไทยและโห่ร้องด้วยความดีใจ เมื่อถึงเวลาเคารพธงชาติทุกคนต่างร่วมร้องเพลงชาติไทยเสียงดังสนั่นป่า เพื่อแสดงออกถึงความภูมิใจที่ได้แผ่นดินไทยส่วนนี้คืนมาจากการยึดครองของกัมพูชาที่ยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ

กางแผนเหล็ก 5 มาตรการ

พล.อ.ณัฐพล ได้รับฟังบรรยายสรุปสภาพพื้นที่ซึ่งการเดินทางของกำลังพลยังเป็นไปด้วยความลำบาก พร้อมเผยนโยบายคุมชายแดน 700 กิโลเมตร โดยจะปรับจากใช้คนอย่างเดียว มาเป็น 5 มาตรการผสมผสาน คือ 1. วางกำลังจุดยุทธศาสตร์ 2. ใช้รั้วอิเล็กทรอนิกส์และกล้องตรวจการณ์ 3. สร้างรั้วถาวรจุดวิกฤต 4. จัดสรรที่ดินให้ทหารผ่านศึกช่วยดูแล และ 5. พัฒนาฐานเก่าเป็นแหล่งท่องเที่ยว

“เราจะตรึงกำลังเข้มแบบนี้ไปก่อน 1 ปี เพื่อความมั่นคง ก่อนจะเริ่มปรับลดตามแผนเมื่อทุกอย่างเข้าที่” พล.อ.ณัฐพล กล่าวอย่างมั่นใจ

“อย่าเปิดด่าน-ไม่ต้องพึ่งเขมร”

หลังจบกิจกรรม ชาวบ้านได้เข้ามารุมล้อมขอความชัดเจนจากบิ๊กเล็ก โดยนางปาริฉัตร ชไนเดอร์ ตัวแทนชาวบ้านฝากสารไปถึงรัฐบาลและ “นายกหนู” ว่าขอให้เด็ดขาดในการตัดสินใจรักษาเกียรติธงชาติไทย อย่ารอจนเสียการใหญ่ โดยเฉพาะเรื่อง “การเปิดด่าน” ชาวบ้านย้ำชัดว่าไม่ต้องเปิด ไม่ต้องพึ่งพา และไม่ต้องให้เขามาเรียนที่เมืองไทย ส่วนคำถามที่ว่าจะมีรบกันรอบ 3 หรือไม่ บิ๊กเล็กยืนยันว่ายังไม่มี อยากให้ประชาชนทำมาหากินตามปกติ

ด้าน น.ส.วิภา สุเนตร ประธานหอการค้าจังหวัดตราด เผยว่าที่เดินทางมาวันนี้เพื่อพิสูจน์ให้คนนอกเห็นว่าพื้นที่บ้านสามหลังปลอดภัยแล้ว และขอขอบคุณทหารกล้าที่เสียสละทวงคืนพื้นที่มาได้ ซึ่งถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดอย่างมาก

เขมรโบ้ยไทยถล่มพระวิหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้สำนักข่าว ขแมร์ ไทมส์ ได้รายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชา ประกาศว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) จะเดินทางมาตรวจสอบปราสาทพระวิหารอย่างเป็นทางการเพื่อประเมินความเสียหายทางโครงสร้างที่เกิดขึ้นกับปราสาทพระวิหาร หลังจากการปฏิบัติการทางทหารตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเร็ว ๆ นี้

โดยนายซัม มับ โฆษกกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชา ได้ยืนยันว่า การตรวจสอบโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญขององค์การยูเนสโกเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่วันที่ที่ทีมผู้เชี่ยวชาญจากองค์การยูเนสโกจะลงพื้นที่นั้นยังไม่ได้รับการยืนยันแน่นอน แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยการประเมินความเสียหายจะช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถดำเนินการอนุรักษ์และซ่อมแซม รวมถึงมาตรการป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชากำลังดำเนินการอยู่

ก่อนหน้านี้ กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับความเสียหายต่อโครงสร้างปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบที่เกิดจากการปฏิบัติการทางทหาร โดยระบุว่า สถานที่ดังกล่าวถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่และปืนกลจากฝ่ายไทยในช่วงการปะทะ 2 ครั้งในปี 2568 ได้แก่ระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม และระหว่างวันที่ 7-27 ธันวาคม

‘อนุทิน’โต้ปมสั่งฟันอิตาเลียนไทย อย่าโยงการเมือง บี้จนท.รัฐเร่งสางเครนถล่ม พระราม2วุ่น-เกิดเหตุรายวัน

'อนุทิน'โต้ปมสั่งฟันอิตาเลียนไทย อย่าโยงการเมือง บี้จนท.รัฐเร่งสางเครนถล่ม พระราม2วุ่น-เกิดเหตุรายวัน

‘อนุทิน’โต้ปมสั่งฟันอิตาเลียนไทย อย่าโยงการเมือง บี้จนท.รัฐเร่งสางเครนถล่ม พระราม2วุ่น-เกิดเหตุรายวัน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’โต้ปมสั่งฟันอิตาเลียนไทย อย่าโยงการเมือง บี้จนท.รัฐเร่งสางเครนถล่ม พระราม2วุ่น-เกิดเหตุรายวัน หลุมยุบกระบะพลาดหัวทิ่ม

อีกแล้ว!ถนนพระราม 2 ดินทรุดตัว กระบะพลาดหัวทิ่มจมดิน “พิพัฒน์”กุมขมับสั่งแก้ไขด่วน ด้าน บิ๊กอิตาเลียนไทย รับผิดพลาด ขอโอกาสสร้างต่อ อนุทินบี้ขรก.รีบเชือดเครนอิตาเลียนไทยถล่ม วอนอย่าโยงเป็นเรื่องการเมือง 

นายวิเชียร รุ่งรุจิรัตน์ ผู้บริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่กำกับดูแลโครงการก่อสร้าง เส้นทาง รถไฟความเร็วสูง จากอิตาเลียนไทย ให้สัมภาษณ์ ชี้แจงเป็นครั้งเเรก

กรณีการรื้อถอนโครงเหล็กว่า การรื้อถอนถูกกำหนดไว้อย่างดีแล้ว มีการรถไฟ เป็นที่ปรึกษาในการพิจารณา และ เครื่องจักรที่อยู่ในหน้างานตอนนี้เป็นเครื่องจักรที่มีความเหมาะสมแล้ว จะทำตามไทม์ไลน์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่กำหนดไว้ให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน คาดว่าจะเเล้วเสร็จในวันที่ 17 ม.ค.69

โดยการทำงานเน้นไปที่ความปลอดภัยเป็นหลัก ได้นำเครนหลักทั้งหมด 4 ตัว 300 ตัน 2 ตัว 400 ร้อยตัน 1 ตัว 5,000 ตัน 1 ตัว และเครนสนับสนุนอีก 4 ตัว ในการนำสลิงขึ้นไปอุ้มโครงเหล็กและจะทำการตัด และ ยกโครงเหล็ก ขณะเดียวกัน ได้มีการส่งคนงานขึ้นไปด้านบนเพื่อถอดน็อตทีละชิ้น โดยจะไม่ใช้ไฟในการตัดเหล็ก อาจต้องใช้เวลาเพราะน็อตอาจจะเสื่อมหรือขึ้นสนิมที่อาจจะนำออกยาก แต่หากไม่มีข้อผิดพลาดอะไร ก็จะเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้

ส่วนเรื่องการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากนี้ ต้องหยุดดำเนินการทั้งหมด เนื่องจากทางรัฐบาลให้ระงับการใช้งานโครงเหล็กที่ใช้ยกเคลื่อน และ ติดตั้งคาน หรือ ชิ้นส่วนโครงสร้างทางยกระดับเป็นการชั่วคราวทั้งประเทศ หรือ จนกว่าจะมีคำสั่งใหม่ ขณะเดียวกันตอนนี้ตนได้รับหนังสือสั่งห้ามการทำงานจากเทศบาลตำบลสีคิ้ว เพราะเป็นคำสั่งมาจากจังหวัด และ ต้องดำเนินการรื้อถอนให้แล้วเสร็จ จึงจะทำการขออนุญาตดำเนินโครงการก่อสร้างใหม่อีกครั้ง

ขอโอกาสได้ทำงานต่อ

นายวิเชียร ยอมรับว่า การยกเลิกสัญญามีผลกระทบกับทางบริษัท เพราะเป็นบริษัทก่อสร้างทำธุรกิจ ต้องมีงานมีเงิน การไม่มีงานไม่มีเงินไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน เพราะจะกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท และความเป็นอยู่ของลูกจ้าง และครอบครัวของลูกจ้างอีกหลายหมื่นชีวิต ไม่อยากให้รัฐบาลพิจารณาไปถึงขั้นการยกเลิกสัญญา

สำหรับความเชื่อมั่นการก่อสร้างของบริษัทหลังจากนี้ ยอมรับว่า ทางบริษัทเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยอมรับว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น การสร้างความมั่นใจหลังจากนี้ จะต้องทำด้วยกระบวนการในการตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องจักรและการฝึกฝนบุคคล

ในประเด็นเรื่องการแจ้งกำหนดการก่อสร้างกับการรถไฟแห่งประเทศไทย มีข้อมูลว่าทางบริษัทผู้รับเหมาแจ้งดำเนินการก่อสร้างในวันที่ 16 มกราคม 2569 แต่วันเกิดเหตุคือวันที่ 14 มกราคม 2569 เป็นวันที่ไม่ได้แจ้งกับ รฟท. ก่อนหน้า 2 วัน นั้น นายวิเชียร บอกว่า ไม่ทราบเรื่องนี้เนื่องจากกไม่ได้อยู่หน้างาน แต่ปกติจะใช้วิทยุสื่อสารแจ้งการเดินรถไฟจากต้นทางมายังจุดก่อสร้างอยู่แล้ว แต่รายละเอียดว่ามีการแจ้งในวันดังกล่าวหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะตอนนั้นประชุมอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ในวันเกิดเหตุมีคนงานอยู่ด้านบนจำนวน 10 คน และด้านล่างมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานช่วยดูแลด้วย

ยอมรับเป็นความผิดพลาด

ส่วนสาเหตุที่เกิดเหตุอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ยอมรับว่าเกิดจากความผิดพลาดจากทั้งตัวบุคคล และ ระบบ ตั้งแต่วันแรก ตนได้มีการยอมรับกับทางนายกรัฐมนตรีแล้ว เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการ สอบสวนของตำรวจ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการเรียกตัวพนักงาน 3 คน ไปสอบปากคำแล้ว กลัวว่าถ้าตนพูดข้อมูลเกรงว่าจะไม่ตรงกับที่พนักงานให้ข้อมูลกับตำรวจ

สำหรับการเยียวยาญาติผู้เสียชีวิตได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา เพื่อมอบเงินเยียวยาขั้นต้น ได้มอบให้กับญาติผู้เสียชีวิตไปแล้ว 7 ราย รายละ 150,000 บาท ฝ่ายรัฐเป็นสักขีพยาน อยู่ระหว่างการพิจารณาเงินเยียวยาหลังจากที่นายกฯ เสนอแนะให้เยียวยารายละ 1 ล้านบาท แต่ตอนนี้ อยู่ระหว่างรอฝ่ายบริหารพิจารณา ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเงินเยียวยาในภายหลังหรือไม่

ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีอุบัติเหตุสะเทือนขวัญ เครนขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงพังถล่ม ทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษดีเซลราง (สปรินเตอร์) ขบวนที่ 21 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความเศร้าสลดให้กับประชาชนที่ทราบข่าว โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิต เป็น น.ส.เปรมประภาพร ศรีสุธรรม อายุ 46 ปี ชาวบ้านหม้อ ต.เตาไห อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี

โดยบรรยากาศที่ศาลาพักศพที่วัดประจำหมู่บ้าน ตั้งแต่ช่วงเช้า ชาวบ้านจำนวนมากต่างร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสถานที่ ทั้งกางเต็นท์ จัดโต๊ะ เก้าอี้ และอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ เพื่อรอรับร่างผู้เสียชีวิต ท่ามกลางความเศร้าเสียใจของญาติสนิทและคนในชุมชนที่ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียอย่างกะทันหัน

ต่อมาเมื่อเวลา 21.00 น. รถนำร่างผู้เสียชีวิตเดินทางมาถึงศาลาพักศพ เสียงร้องไห้ระงมไปทั่ววัดทั้งชาวบ้าน ญาติพี่น้อง สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนางผ่อน คุณแม่ฯ ร้องไห้แทบขาดใจจนญาติต้องคอยประคองและปลอบใจ

แม่ชีบังอร พังพี อายุ 68 ปี ป้าของผู้เสียชีวิต เปิดเผยถึงกำหนดการประกอบพิธีทางศาสนาว่า ในวันนี้ 17 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 09.30 น. จะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดและประกอบพิธี เพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตเข้าเบ้า หรือที่บรรจุศพ จากนั้นในช่วงเย็นเวลาประมาณ 15.00-16.00 น. จะนิมนต์พระไปสวดที่บ้านอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ครอบครัวยังจะจัดการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่องตลอด 3 วัน เพื่อส่งดวงวิญญาณให้สงบและเป็นไปตามความเชื่อทางศาสนา

กระบะหัวทิ่มตกหลุมขนาดใหญ่

เมื่อช่วงเช้าของวันที่17มกราคม พ.ศ.2569 เกิดเหตุไม่คาดคิดบนถนนพระราม2 ฝั่งขาเข้ากรุงเทพมหานคร หน้าบิ๊กซ้ง จังหวัดสมุทรสาครอีกแล้ว เมื่อนายสัมพันธ์ คนขับรถกระบะ ทะเบียน 2ฒช.5885 กรุงเทพมหานคร ได้ขับรถกลับจาก หัวหินเพื่อจะกลัยบ้านที่กรุงเทพมหานคร ขณะที่ขับมาอยู่ดีๆ บนถนนพระราม2ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร ถนนได้ทรุดตัวลง รถที่ตนเองขับมาหน้าทิ่มลงไปในหลุมขนาดใหญ่ มีน้ำพุ่งขึ้นมาจากพื้นท่วมเต็มพื้นถนน ตนเองตกใจมาก ได้รีบเปิดประตูขี้นมาจากรถกลัวว่ารถจะตกลงไปลึกมากกว่านี้ โชคดีที่ตัวเองขับมาช้าๆและมาคนเดียว ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องได้รีบไปยังที่เกิดเหตุเพื่อควบคุมสถานการณ์และคอยอำนวยความสะดวกในด้านการจราจร ซึ่งหลังเกิดเหตุรถติดหนักเป็นระยะทางยาวส่วนสาเหตุที่แน่ชัดคงจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดก่อน

ทางหลวงชี้แจงถนนทรุด

กรมทางหลวงขอชี้แจงกรณีเกิดเหตุถนนทรุดตัว เนื่องจากท่อประปาแตก ส่งผลให้ผิวจราจรหยุบตัวเป็นหลุม บริเวณทางคู่ขนานถนนพระราม 2 ฝั่งขาเข้ากรุงเทพมหานคร โดยเหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 06.30 น. ของวันที่ 17 มกราคม 2569 ณ บริเวณกิโลเมตรที่ 29+350 ทิศทางคู่ขนาน ขาเข้ากรุงเทพมหานคร ส่งผลให้รถกระบะของประชาชนได้รับความเสียหาย จำนวน 1 คัน ทั้งนี้ เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

จากการตรวจสอบ พบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่กองการประปา เทศบาลนครสมุทรสาครได้ดำเนินการขุดเปิดผิวจราจร เพื่อดำเนินงานเชื่อมท่อส่งน้ำประปา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,000 มิลลิเมตร และได้ทำการบดอัดคืนสภาพผิวจราจรแล้ว ต่อมาเกิดเหตุท่อประปาแตก ส่งผลให้เกิดการทรุดตัวของผิวจราจรบริเวณดังกล่าว

ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่เพื่ออำนวยการจราจรและดูแลความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทางในเบื้องต้น พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ของเทศบาลนครสมุทรสาคร ซึ่งขณะนี้ได้เข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขสถานการณ์แล้ว

กรมทางหลวงขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางบริเวณดังกล่าวชั่วคราว โดยรถจากทางคู่ขนานสามารถใช้ทางเบี่ยงเพื่อเข้าสู่ช่องทางหลักได้ที่บริเวณ กม.ที่ 29+600 สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรี 24 ชั่วโมง

พิพัฒน์รับรายงานแล้ว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นจาก นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง กรณีเกิดเหตุถนนทรุดตัวบริเวณทางคู่ขนานถนนพระราม 2 ฝั่งขาเข้า กรุงเทพมหานคร

นายพิพัฒน์ ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 06.30 น. วันที่ 17 มกราคม 2569 บริเวณ กม.29+350 ทิศทางคู่ขนานขาเข้ากรุงเทพฯ ในพื้นที่หมวดทางหลวงมหาชัย แขวงทางหลวงสมุทรสาคร

อธิบดีกรมทางหลวงรายงานว่า สาเหตุเบื้องต้นเกิดจาก ท่อส่งน้ำประปาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,000 มิลลิเมตร ของกองการประปา เทศบาลนครสมุทรสาครแตก ระหว่างการขุดเปิดงานเชื่อมท่อและบดอัดคืนสภาพผิวจราจร ส่งผลให้ผิวทางทรุดตัวเป็นหลุม

ในเบื้องต้น กรมทางหลวงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่ทันที เพื่ออำนวยการจราจรและดูแลความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้ทาง พร้อมประสานงานกับเทศบาลนครสมุทรสาคร ซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการแก้ไขในพื้นที่แล้ว

สำหรับความเสียหายเบื้องต้น ทราบว่ามีรถกระบะประสบเหตุ 1 คัน แต่ขณะนี้ ยังไม่พบรายงานผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตนายพิพัฒน์ ได้กำชับให้กรมทางหลวงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งแก้ไขจุดชำรุดโดยเร็ว และขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

‘หนู’ลั่นสั่งแล้วต้องทำ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บริเวณตลาดสดเทศบาลตำบลท่าแซะ อำเภอท่าแซะ จ.ชุมพร นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่เมื่อช่วงเช้า ถนนพระราม 2 ฝั่งขาเข้ากทม. เกิดการยุบตัวเป็นหลุม ส่งผลให้รถกระบะตกหลุมลงไป 1 คัน ว่า ทราบว่าเกิดตรงบริเวณเขตเทศบาล มีเรื่องของจำนวนปริมาณน้ำจากท่อน้ำที่แตกทางเทศบาลก็ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข มันไม่เกี่ยวกับแบบ หรือวิธีการก่อสร้างที่ผิดพลาด แต่เป็นความประมาทของคนทำงาน ความเสียหายทั้งหลายก็ต้องชดใช้

เมื่อถามว่าเกิดคำถามจากประชาชนว่าถนนพระราม 2 อีกแล้ว ความมั่นใจในการใช้เส้นทาง อาจจะน้อยลงเรื่อยๆ นายกฯกล่าวว่า สิ่งที่น่ากลัวคือเรื่องโครงสร้าง อย่าที่ตนเคยอธิบายไป มันไม่ได้เกิดจากโครงสร้างของคอนกรีต แต่เกิดจากการยกโดยใช้วิธีการที่สามารถป้องกันได้ แต่เขาไม่ได้ทำ คือเหตุที่ตนต้องบอกว่าเมื่อเกิดเหตุซ้ำซาก ถ้าไปไล่ตามสัญญาทางแพ่งพูดจริงๆ ว่าทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลถึงบอกว่าต้องใช้คำสั่งทางปกครอง ในการให้หยุดก่อสร้าง หรือให้ยกเลิกสัญญามันเป็นเรื่องทางกฎหมาย

“ไม่งั้นก็กลายเป็นว่า ถ้าผมไปบอกว่าแล้วแต่ทางหน่วยงาน ก็มาว่าทำไมไม่ไปกดดันหน่วยงาน พอกดดันก็บอกว่าไปกดดันเขาทำไม เขาไม่ผิด พอใช้กำลังทางปกครอง ก็บอกว่าทำไมไม่ใช้มาตรการตามสัญญา เอาใจทุกฝ่ายไม่ได้ฝ่ายที่ต้องการทำเรื่องนี้ให้เป็นการเมืองก็มี ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องการเมืองมันเป็นเรื่องทางวิศวกรรม ไม่เป็นไร รัฐบาลก็สั่งการไปแล้วว่า ให้ใช้อำนาจทางปกครอง คนที่รับข้อสั่งการไปก็ต้องปฏิบัติ นายกฯไม่มีสิทธิ์ไปเซ็นยกเลิกสัญญาเองนายกฯในฐานะรัฐบาลสั่งไปแล้วคนที่ไม่ปฏิบัติ ถ้าเป็นข้าราชการก็โดนมาตรา 157” นายกฯ กล่าว

เพื่อไทยเตือนอย่า 2 มาตรฐาน

นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีรัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย มีคำสั่งให้บอกเลิกสัญญา บริษัท อิตาเลียนไทย ใน 2 โครงการใหญ่ที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ทั้งที่กรณีสีคิ้วและถนนพระราม 2 ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าการกระทำดังกล่าวสะท้อนถึงมาตรฐานที่ลักลั่นและเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เนื่องจากในกรณีเหตุการณ์ถนนทรุดตัวขนาดใหญ่บริเวณถนนสามเสน หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2568 ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างที่บริษัทซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินการแต่กลับไม่มีการ บังคับใช้มาตรการที่เด็ดขาดเหมือนกัน อีกทั้งท่าทีของนายอนุทิน ที่ตอบคำถามสื่อมวลชนก็แตกต่างกันเช่นกัน กรณีหลุมยุบ เมื่อถูกถามถึงนายอนุทิน กลับยิ้มแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ แต่กรณีหลังกลับมีท่าทีแข็งกร้าว ทั้งที่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อประชาชนเช่นกัน

ยกทัพ’ภูมิใจไทย’ตีเมืองชุมพร ‘หนู’รับประกัน โครงการ’คนละครึ่งพลัส’มาแน่

ยกทัพ'ภูมิใจไทย'ตีเมืองชุมพร 'หนู'รับประทัน โครงการ'คนละครึ่งพลัส'มาแน่

ยกทัพ’ภูมิใจไทย’ตีเมืองชุมพร ‘หนู’รับประทัน โครงการ’คนละครึ่งพลัส’มาแน่

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยกทัพ’ภูมิใจไทย’ตีเมืองชุมพร ‘หนู’รับประทัน โครงการ’คนละครึ่งพลัส’มาแน่ ‘ชัยวุฒิ’แฉดีลลับตั้งรัฐบาล’ ‘ยศชนัน’จอง10สส.พท.ชลบุรี

“อนุทิน” ยกทัพภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้งชุมพร การันตี ถ้าได้เป็นรัฐบาล “คนละครึ่งพลัส” มาแน่ ทั้งโปรยยาหอม“อสม.-คนชรา” ยันไม่ทิ้งกัน ขอดูแลเต็มที่ ด้าน”ศุภจี”เดินตลาดย่านบึงกุ่ม แฟนคลับแน่น เดินหน้าปักธง สส.กทม.สีน้ำเงิน ในขณะที่”ยศชนัน”นำทัพเพื่อไทยลุยชลบุรี ประกาศกวาดเก้าอี้สส.ทั้งหมด 10 ที่นั่ง

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่ กทม.ของพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่หาเสียงศึกเลือกตั้งในกทม.ว่าจากการลงพื้นที่จะเห็นว่า การเลือกตั้งหลายครั้งคนกรุงเทพฯตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกพรรคไหน

ครั้งนี้40-50%คนกรุงเทพฯยังไม่ตัดสินใจ ทำให้เป็นข่าวดีเพราะพรรคภูมิใจไทย เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คนกรุงเทพฯกำลังพิจารณาอยู่ สำหรับบุคลิกส่วนตัวของตนและพรรคภูมิใจไทย คือ ความจริงใจ เราไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่ทุกเรื่องที่พูดเราจะทำ และจะพยายามทำให้สำเร็จ”นายเอกนัฏ ย้ำ

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ในส่วนของแนวทางและนโยบายต่างๆ จากการทำงานที่ผ่านมาช่วง 2-3 เดือน แม้ประเทศไทยประสบกับวิกฤตทั้งเรื่องชายแดน เรื่องเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็สามารถรวบรวมเอามืออาชีพนอกวงการการเมือง เป็นคนที่มีความสามารถนอกเหนือความคาดหมายของประชาชนมาอยู่ในทีมของรัฐบาล ไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ที่จะมีพรรคการเมืองประกาศชัดเจน ว่าถ้าเข้ามาเป็นรัฐบาลฟอร์มรัฐบาลจะมอบตำแหน่งสำคัญให้กับมืออาชีพมาทำ

ชู3มือโปร‘ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์’

“กระทรวงต่างประเทศ จะเป็น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กระทรวงพาณิชย์ ต้องนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ส่วนกระทรวงการคลัง คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ซึ่งเป็น 3 คน ที่ทำงานเห็นผลงานแล้วคนพอใจ เชื่อมือว่ากู้ประเทศออกจากวิกฤตมาได้ ดันโครงการคนละครึ่งพลัสออกมาภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเวลาสั้นๆ จากเดิมที่มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะตก จีดีพีก็ขยับขึ้นเป็น1เปอร์เซ็นต์กว่า”นายเอกนัฏย้ำ

‘ศุภจี’ลุยช่วยผู้สมัครหาเสียงคลองจั่น

ช่วงเช้านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย นำทีมแกนนำพรรคภูมิใจไทย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี พร้อมด้วยนายอนุชา บูรพชัยศรี,นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ตลาดเช้าบริเวณหน้าสวนพฤกษชาติ คลองจั่น ช่วย นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ผู้สมัคร เขตบางกะปิ – วังทองหลาง หาเสียง

โดยนายศุภจีได้พบปะประชาชน พ่อค้าแม่ค้า บรรยากาศเป็นไปอย่างความคึกคักซึ่งมีแม่ค้าร้านน้ำมะปี๊ด เรียกให้นางศุภจีชิม “น้ำมะปี๊ดน้ำผึ้งมะนาว”พร้อมบอกว่าเป็นสินค้าที่ปลูกเองจากจังหวัดจันทบุรีนางศุภจีกล่าวว่าบ้านแม่ตนก็อยู่จันทบุรีเช่นเดียวกันซึ่งแม่ค้าก็ได้สะท้อนปัญหาว่าอยากให้มีพื้นที่ตลาดมากกว่านี้ เพราะจังหวัดจันทบุรี กำลังมีโครงการปลูกส้มมะปี๊ดมาแปรรูปเป็นน้ำและตอนนี้ที่เวียดนามดังมาก

ปชช.แห่ถ่ายรูปให้กำลังใจตลอดทาง

นอกจากนี้ยังมีประชาชนมอบดอกกุหลาบเพื่อให้กำลังใจและเข้ามาขอถ่ายภาพตลอดทางอย่างเป็นกันเอง พร้อมชมว่านางศุภจีเป็นคนเก่งและสวยเหมือนดารา ด้าน นางศุภจี ได้ขอบคุณประชาชน พร้อมระบุว่า พรรคภูมิใจไทย มีนโยบายในการดูแลผู้สูงอายุด้วย ยังมีประชาชนบอกด้วยว่าดีใจที่นางสาวฐิติภัสร์ ย้ายมาอยู่พรรคที่ถูกใจ และมีประชาชนกล่าวกับนางศุภจีอีกว่า ชอบคนที่ปฎิบัติงาน ขณะที่นางศุภจี ตอบกลับว่า เราทำงานกันทุกวัน

แวะซ๊อปกระเป๋าผ้าลายกุหลาบ

นางศุภจียังได้อุดหนุนกระเป๋าผ้าลายดอกกุหลาบ สีขาวดำราคา 100 บาทจากแม่ค้าโดยบอกว่าตนได้กระเป๋าใส่ โทรศัพท์แล้วโดยบางช่วงก็มีพ่อค้าแม่ค้า สะท้อนถึงปัญหาพื้นที่การค้าขาย ซึ่งนางสาวศุภจี และนางสาวฐิติพัฒน์บอกว่าตรงนี้เป็นพื้นที่ของกรุงเทพมหานครแต่จะรับเรื่องไว้

นางศุภจียังได้สอบถามถึงการค้าขายว่าได้ร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสหรือไม่เเม่ค้าบอกว่าได้เข้าร่วมแต่หมดเวลาไปแล้วนางศุภจีจึงกล่าวตอบเเม่ค้าว่า“หากเลือก โอ๋ ฐิติภัสร์ ก็จะได้โครงการคนละครึ่งพลัสอีกครั้ง”

จากนั้นคณะได้รับประทานก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารเช้าที่ร้านเปลว ก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ จากนั้นเดินเท้าไปยังคาเฟ่ Shot 33ซอยนวมินทร์12เพื่อพบปะสมาชิกประชาคมคลองจั่นและพูดคุยลูกบ้านและผู้ประกอบการชุมชน

พรรครักชาติหาเสียงสวนเบญจกิติ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเจษฏ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้นำ นายสรยุทธ ลิขิตอาภากุล ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 4 เบอร์ 11 และผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขตอื่น ๆ ลงพื้นที่สวนเบญจกิติ เพื่อออกกำลังกายวิ่งช่วงเช้า พร้อมพบปะทักทายพี่น้องประชาชนที่มาใช้บริการสวนสาธารณะ

นายชัยวุฒิ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้าย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงบรรยากาศการดีเบตของพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรคว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากเนื้อหาในการแสดงวิสัยทัศน์เน้นไปที่นโยบายขายฝันทั่วไป ขาดการถกเถียง ตรวจสอบ หรือวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกันอย่างจริงจัง ทำให้บรรยากาศดูราบเรียบผิดวิสัยการแข่งขันทางการเมือง

“ผมตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนมีดีลลับเกิดขึ้นทราบมาว่ามีการพูดคุยตกลงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการแบ่งกระทรวงกันเรียบร้อยแล้วทำให้เวทีดีเบต กลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ขาดสีสัน ขาดการตรวจสอบ หากเป็นเช่นนั้นจริง เท่ากับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ได้สะท้อนความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง”นายชัยวุฒิ ระบุ

ส่อเค้า‘ดีลลับ’จัดตั้งรบ.ดันแก้รธน.

หัวหน้าพรรครักชาติ ยังกล่าวแสดงความกังวลถึงผลพวงจาก”ดีลลับ”ดังกล่าวโดยเฉพาะประเด็นที่ทุกพรรคเห็นพ้องต้องกันในเรื่องการ”ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”ทั้งที่บางพรรคเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในสมัยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา(ลุงตู่)และทำงานภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาอย่างราบรื่น โดยไม่เคยมีปัญหาแต่เมื่อมีดีลทางการเมืองเกิดขึ้น กลับเปลี่ยนท่าทีจะมารื้อกฎหมายหลักของประเทศซึ่งการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงในสังคมได้ เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างการปกครองและกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาประเทศ แต่อาจซ้ำเติมให้เกิดทางตันทางการเมือง

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า อยากฝากไปถึงพรรคการเมืองใหญ่ โดยเฉพาะพรรคที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ให้หยุดดีลลับ หยุดฮั้วกันทางการเมือง และหันมาเร่งคิดหาทางออกในการแก้ปัญหาปากท้อง เพราะชาวบ้านกำลังลำบากมาก การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนเท่าความอยู่รอดของประชาชน ขอให้ประชาชนเลือกพรรคที่มีอุดมการณ์ชัดเจน เข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของท่านในสภาอย่างแท้จริง

รทสช.ปล่อยหมัดเด็ดโค้งสุดท้าย

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงภัยคุกคามจากกลุ่มทุนที่อันตรายยิ่งกว่า‘ทุนเทา’และ‘ทุนผูกขาด’หลายเท่า โดยกลุ่มทุนนี้ทำงานอยู่ในเงามืดมายาวนานและกอบโกยกำไรมหาศาลบนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เปรียบเหมือน “ทุนปีศาจ” ที่สูบเลือดสูบเนื้อคนไทยและเป็นต้นเหตุที่ฉุดรั้งให้ศักยภาพของประเทศดิ่งเหว

“ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็น “ทุนปีศาจ” ที่ควบคุมโครงสร้างประเทศทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า แก๊ส การสื่อสาร การเงิน การเกษตร รวมถึงสาธารณูปโภคพื้นฐานทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง กลุ่มทุนดังกล่าว ‘สูบเลือดคนไทย’ ทำกำไรมหาศาลมูลค่ารวมกว่าล้านล้านบาท ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังแทรกแซงอำนาจรัฐ ครอบงำการเมือง และกุมสื่อสาธารณะไว้ในมือ”หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำ

ท้าชน ‘ทุนปีศาจ’ ต้นตอวิกฤตชาติ

นายพีระพันธุ์ระบุอีกว่า จากประสบการณ์ตลอด 2 ปีในตำแหน่ง รมว.พลังงาน ทำให้มองเห็นโครงสร้างส่วนลึกและการเชื่อมโยงอำนาจทุนที่ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมยืนยันว่า ตนไม่อาจยอมให้กลุ่มทุนดังกล่าวทำร้ายประเทศได้อีกต่อไป

“ถ้าประชาชนรู้ว่า’ทุนปีศาจ’ทำอะไรไว้กับประเทศ ประชาชนจะเข้าใจว่าทำไมต้องเลือกผมและพรรครวมไทยสร้างชาติ การเลือกตั้งครั้งนี้คือเดิมพันว่า ประเทศไทยจะอยู่หรือตาย และไม่ว่าผมจะต้องต่อสู้เพียงลำพังหรือไม่ ผมก็จะกำจัดมันให้ได้ สุดท้ายก็อยู่ที่การตัดสินใจของประชาชนว่า จะลุกขึ้นสู้ไปกับผมหรือไม่ การเลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ และเป็นโอกาสที่จะทำลายอิทธิพล ‘ทุนปีศาจ’ ที่ฝังรากลึกมายาวนาน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ปล่อยแคมเปญคลิปวิดีโอสั้น

พร้อมกันนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังได้ปล่อยแคมเปญ“#พาประเทศพ้นโคม่าล่าทุนปีศาจ” ในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้นซึ่งจะเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุกให้สังคมตระหนักถึงหายนะอันเกิดจาก “ทุนปีศาจ” ที่คอยชักใยบงการอำนาจรัฐ ครอบงำอำนาจการเมือง ควบคุมสื่อ ไปพร้อมๆ กับขยายแขนขา แผ่กิ่งก้านอำนาจของตัวเอง อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด โดยไม่มีใครกล้าแตะต้อง ไม่มีใครกล้าพูดถึง แต่ “ความจริง” ที่นายพีระพันธุ์ได้รับรู้ตลอด 2 ปีของดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน ทำให้เขาให้สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ “ทุนปีศาจ“ ทำลายประเทศและทำร้ายคนไทยอีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว!

‘องอาจ-พงศ์พล’ลงลุยหาเสียง

วันเดียวกัน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ช่วย นายพงศ์พล เตมีย์ ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 7 (บางซื่อ–ดุสิต เฉพาะแขวงถนนนครไชยศรี) เบอร์ 1 พรรคประชาธิปัตย์ พบปะประชาชนในชุมชนสะพานขวาเพื่อรับฟังปัญหาความเป็นอยู่ ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมของชุมชน โดยประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคักเป็นกันเอง นายพงศ์พลและนายองอาจได้เดินทักทายพูดคุยกับประชาชนในชุมชนอย่างใกล้ชิด รับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาต่างๆจากประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งเรื่องปากท้อง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายในชุมชน โดยมีประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผย สะท้อนความต้องการให้ผู้แทนเข้ามาทำงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ปชช.ปลื้มนโยบายให้กำลังใจ

ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ต่างแสดงความสนใจสอบถามแนวทางการทำงานและนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมให้กำลังใจผู้สมัคร ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น สะท้อนความผูกพันระหว่างผู้สมัครกับชุมชน และความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในพื้นที่เขต 7

ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง นายพงศ์พลยังได้รับกำลังใจเล็ก ๆ จากพ่อค้าแม่ค้าในชุมชน โดยมีแม่ค้ารายหนึ่งทำแพนเค้กรูปหมายเลข 1 มามอบให้ สร้างรอยยิ้มและบรรยากาศเป็นกันเอง ท่ามกลางความอบอุ่นและความใกล้ชิดระหว่างผู้สมัครกับประชาชนในพื้นที่ สะท้อนความผูกพันและการต้อนรับอย่างจริงใจจากคนในชุมชนสะพานขวา

ไทยก้าวใหม่ลุยหัวหิน

ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาวมิ่งขวัญ น่วมทอง ผู้สมัคร สส.เขต 2 ประจวบคีรีขันธ์เบอร์ 5 พรรคไทยก้าวใหม่ โดยเดินเท้าพบปะพ่อค้า แม่ค้าและพี่น้องประชาชนภายในตลาดอ.หัวหินและชุมชนในอ.หัวหิน เพื่อแนะนำตัวและชี้แจงนโยบายของพรรค ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด

โดยน.ส.จิตภัสร์ กล่าวถึงนโยบายกองทุนกู้ยืม 20,000 บาท ของพรรคไทยก้าวใหม่ ว่า เป็นนโยบายเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดการพึ่งพาสร้างหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ในหลายพื้นที่ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการสร้างอาชีพ ลดการก่อหนี้นอกระบบ โดยมีพ่อค้า แม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยให้การต้อนรับเข้ามาทักทายพูดคุยสอบถามแนวนโยบาย และขอถ่ายรูปตลอดสองข้างทางเดิน พร้อมให้กำลังใจทีมงานพรรคไทยก้าวใหม่อย่างต่อเนื่อง

“พรรคไทยก้าวใหม่ยืนยันว่า เราอาสามาเพื่อทำงานจริง แม้เวลาเหลือเพียง 3 สัปดาห์ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ตนพร้อมทีมงานยังมุ่งมั่นรณรงค์หาเสียงลงพื้นที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังเสียงของประชาชนถึงปัญหา อุปสรรคต่างๆ และผลักดันนโยบายสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพและหนี้สินของพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”น.ส.จิตภัสร์ กล่าว

ย้ำคนละครึ่งพลัสมาแน่

เมื่อเวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และแกนนำพรรคไปหาเสียงที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ช่วยนายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ ผู้สมัครชุมพร เขต 2 ทันทีที่ลงจากรถ มีพี่น้อง ประชาชน พ่อค้าแม่ค้า ในตลาดออกมาส่งเสียงเชียร์ ดังสนั่น เลือกเบอร์ 37 หลายคนเข้ามาสวมกอด พร้อมกับมอบดอกไม้ ขอถ่ายรูปตลอดทาง มีบางคน ชมว่า “ตัวจริงหล่อ” พร้อมกับชื่นชมโครงการคนละครึ่ง นายอนุทิน จึงได้ทำท่า สัญลักษณ์พลัส ตอบกลับ มีหลายคนเข้ามามอบพระเครื่องให้กับนายอนุทินด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็ได้เก็บใส่กระเป๋า

จากนั้นนายอนุทิน ได้ขึ้นรถปราศรัย กล่าวว่า เมื่อสักครู่ ได้ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่า ฝ่ากำลังใจกว่าจะมาถึงรถคันนี้ ด้วยความอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีวาสนาได้มาถึงอำเภอท่าแซะ มาแล้วรู้สึกอบอุ่นใจมากๆ ต้องขอกราบขอบพระคุณจริงๆ ในการต้อนรับ และวันที่ 8 ก.พ.นี้อยากให้พี่น้องได้ใช้สิทธิ์ในการเลือกผู้แทน เข้าไปทำงานให้กับพ่อแม่พี่น้องซึ่งตนเองหวังว่า จะไม่มามาเก้อ และเมื่อดูผู้สมัครชาวจังหวัดชุมพร มีผู้แทน3 คน จับได้เบอร์ 4 หมด แสดงว่า ท่าทีของชาวชุมพร จะให้ภูมิใจไทยยกจังหวัด และข้อเท็จจริงคือ 3 คนนี้เป็นลูกพี่ของอนุทิน ดังนั้น อย่าเลือกเพียงแค่เบอร์ 4 ต้องเลือกเบอร์ 37 พรรคภูมิใจไทยด้วยมิเช่นนั้นนายอนุทินจะตามเข้ามาไม่ทัน จากนั้นเรื่องอื่นก็ไม่ต้องห่วงคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่นอน และก็มีเรื่องสวัสดิการต่างๆ เมื่อกี้โดนทวงเรื่อง อสม. เรื่องผู้สูงอายุ ทั้งหลายทั้งปวงให้เป็นหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทยและอะไรที่ได้ให้สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ ตนเองจะทำตามทั้งหมด

“บรรยากาศที่มาต้อนรับอย่างอบอุ่นนึกว่ามาขอลูกสาวชาวชุมพรแต่งงาน แต่ไม่ใช่ เพราะขอลูกสาวชาวระนองไปแล้ว แต่ชุมพร-ระนองใช่อื่นไกล เมืองติดกัน ผมได้เมียอยู่ระนอง แต่หัวใจอยู่ที่ชุมพรด้วย วันนี้ ถ้าบอกว่าพ่อแม่พี่น้องจะไม่ลืมนอกจาก สส.ลูกหมี ลูกช้าง นายกโต้ง ที่ชวนให้ ผมมาอยู่ชุมพรแล้ว คนที่ลากผมมา จากเตียง เมื่อเช้าคือรัฐมนตรีเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นคนแนะนำกลุ่มนี้ให้รู้จักท่านนายก ก็ดี สส.ลูกช้าง สส.ลูกหมี ผมก็ไม่รู้ว่าคนที่พวกนี้เกรงใจคือเอกนัฏ น้องชายผม ลูกหนูไปคุยกับลูกหมีไม่ไหวครับ ลูกหมีตะปบตาย ลูกหนูไปคุยกับลูกช้าง ลูกช้างเอางวงฟาดตายเพราะฉะนั้นลูกหนูไปกินน้ำขิงดีกว่ามีแรงมีพลัง บอกพี่ขิงช่วยชวน สส.คุณภาพดีของคนชุมพร มาด้วย ยอมรับว่าวันนี้ชุมพรแข็งแรง และเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ และพรรคภูมิใจไทยแข็งแรงได้เพราะ 3 คนนี้ ดังนั้น วันนี้จึงมาฝากเนื้อฝากตัว แล้วหวังว่าจะได้มาอีกบ่อยๆ” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่าหากได้ สส.ยกจังหวัดชุมพร คนชุมพรจะเอาอะไรก็“ปัดโธ่”แค่นี้ ไม่ต้องพูดแล้วทำทำแล้ว ค่อยไปพูดทีหลัง ยังได้เลย กำลังหัดพูดภาษาใต้อยู่ อยู่มา 3-4 ปีแล้ว“ยังแหรงบ่ฉับ”

‘ยศชนัน’ขอเหมา10สส.ชลบุรี

เวลา 10.00 น. ที่หอประชุมเทศบาลเมืองพนัสนิคม (โรงไม้ขีดเก่า)นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.ชลบุรี พรรคเพื่อไทยทั้ง 10 เขต ประกอบด้วยนายรัฐรุจน์ ปิยะพงศ์ภัทร์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 นายคงพัชร ไขรัศมี ผู้สมัคร สส.เขต 2 นายพายุ เนื่องจำนงค์ ผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 3 นายลิขิต อัศวจารุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 4 นายประมวล เอมเปีย ผู้สมัคร สส.เขต 5 นายศรกฤต ผลลูกอินทร์ ผู้สมัคร สส.เขต 6นายนฤพล นิยมทรัพย์ ผู้สมัคร สส. เขต 7 นายชาญยุทธ เฮงตระกูล ผู้สมัคร สส.เขต 8 นายรัฐกิจ เฮงตระกูล ผู้สมัคร สส.เขต 9 และนายอัครเศรษฐ รักษ์สกุลสงสัย ผู้สมัคร สส.เขต 10 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมารอฟังการปราศรัยเต็มพื้นที่ ทันทีที่นายยศชนันมาถึง ได้เดินทักทาย ประชาชน ซึ่งประชาชนได้มอบดอกกุหลาบและพวงมาลัยให้นายยศชนัน พร้อมทั้งเข้ามาขอถ่ายรูป

โดยนายยศชนัน กล่าวว่า ความกตัญญูเป็นคุณสมบัติของผู้นำที่ดี วันนี้จึงต้องมาที่ชลบุรี ตนเคยเรียนอนุบาลชลบุรี เพราะหากไม่มีชลบุรี ไม่มียศชนันวันนี้ พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้ว สส. ทั้ง 10 เขต พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าไปพร้อมกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน มองปัญหาในสายตาเดียวกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนและขออย่างเดียวขอให้เลือกเข้าไปทั้งหมด 10 เขต วันที่ 8 ก.พ. เป็นวันเริ่มต้นแห่งความหวังของชาวชลบุรี เลือกยศชนันเข้าไป เลือกเพื่อไทยเข้าไปเลือกทั้ง 10 เขตเข้าไป ประเทศไทยเปลี่ยนทันที เปลี่ยนความหวังเป็นความจริง ตนพร้อมมากที่จะเข้าสู่วงการการเมืองเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตนถามตัวเองว่า วันนี้อนาคตชาวชลบุรีจะเป็นอย่างไร ข้าวมื้อต่อไปเป็นสิ่งที่ทุกคนถามถึง เราพร้อมประกาศเดินหน้า 8 ก.พ. คนไทยต้องไร้จน ชาวชลบุรีต้องไร้จน

ผู้สมัคร สส.ภูมิใจ กทม. เปิดเวทีปราศรัย ชูธง พูดแล้วทำ ตามนโยบาย พรรค

ผู้สมัคร สส.ภูมิใจ กทม. เปิดเวทีปราศรัย ชูธง พูดแล้วทำ ตามนโยบาย พรรค

ผู้สมัคร สส.ภูมิใจ กทม. เปิดเวทีปราศรัย ชูธง พูดแล้วทำ ตามนโยบาย พรรค

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.56 น.

โซนตะวันออกผนึกกำลัง! ผู้สมัคร สส.จากพรรคภูมิใจ กทม.เขต 19 “กาญจนา ภวัครานนท์” เบอร์ 9 และ ผู้สมัคร สส. กทม.เขต 17 “สุขสันต์ แสงศรี” เบอร์ 4 ผู้สมัคร สส.“รณชัย สังฆมิตกล” เขต 18 เบอร์ 5 เปิดเวทีปราศรัย ชูธง “พูดแล้วทำ” ตามนโยบาย พรรคภูมิใจไทย

ที่อาคาร อเนกประสงค์ เคหะรามคำแหง สนามเลือกตั้ง กทม. เขต 19 (สะพานสูง) เขต 17(หนองจอก) เขต 18 (เฉพาะแขวงโคกแฝด แขวงลำผักชี และแขวงลำต้อยติ่ง) เขตลาดกระบัง (เฉพาะแขวงลำปลาทิว) เขตมึนบุรี (เฉพาะแขวงแสนแสบ) พรรคภูมิใจไทย เดินหน้าจัดเวทีปราศรัย เพื่อนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ ภายใต้สโลแกนหลัก “พูดแล้วทำ” โดย นายทินกร ปลอดภัย(เอก) นายสมเกียรติ ขุนบุญจันทร์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง แนะนำตัว นางสาวกาญจนา ภวัครานนท์ ผู้สมัคร สส. หญิง หมายเลข 9 ที่พร้อมอาสาเข้ามาพลิกโฉมคุณภาพชีวิตชาวสะพานสูงและชาวหนองจอกให้ดียิ่งขึ้น

งานนี้ไม่ใช่แค่การปราศรัย แต่คือการ “เปิดใจ รับฟัง และลงมือแก้” โดยทีมงานคุณภาพจากพรรคภูมิใจไทย พร้อมผนึกกำลังคนทำงานตัวจริง นำโดย นายทินกร ปลอดภัย (เอก) และ นายสมเกียรติ ขุนบุญจันทร์ ผู้ช่วยหาเสียง ที่จะมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ สนับสนุนนโยบายพัฒนาพื้นที่แบบเจาะลึก ตรงจุด

เปิดตัวตนคนอาสา ทำความรู้จัก “กาญจนา ภวัครานนท์” เบอร์ 9 ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ถึงเส้นทาง ประสบการณ์ และความตั้งใจจริงที่จะเข้ามาเป็นกระบอกเสียงให้พี่น้องชาวเขต 19 ตามนโยบายพรรค “พูดแล้วทำ” กับนโยบายเร่งด่วนเพื่อคนสะพานสูง ที่เน้นทำได้จริง ไม่ขายฝัน

ทั้งพลังของคนตัวเล็ก ผู้สมัคร สส. กทม.เขต 17 “สุขสันต์ แสงศรี ” เบอร์ 4 ที่อาสาเข้ามาพัฒนาเขตพื้นที่หนองจอก ให้ดีกว่าเดิม

ผู้สมัคร สส. นายรณชัย สังฆมิตกล
เขต 18 เบอร์ 5 เขตหนองจอก ผู้ที่อาสาเข้ามาพัฒนาเขต 18 ให้ดียิ่งขึ้นไป พัฒนาพื้นที่  “พูดแล้วทำ” ตามนโยบายพรรคแบบตรงจุด 

ช่วงท้ายของการปราศรัยเปิดไมค์ให้ตัวแทนประชาชนได้ซักถามและสะท้อนปัญหาในพื้นที่โดยตรง เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมทันที ภายใต้สโลแกน #พูดแล้วทำ

อนุทิน ยันไร้นโยบายประชานิยม พร้อมสานต่อ ‘คนละครึ่งพลัส’ เฟส 2 ลั่นดันแลนด์บริดจ์’เต็มสูบ

อนุทิน ยันไร้นโยบายประชานิยม พร้อมสานต่อ ‘คนละครึ่งพลัส’ เฟส 2 ลั่นดันแลนด์บริดจ์’เต็มสูบ

อนุทิน ยันไร้นโยบายประชานิยม พร้อมสานต่อ ‘คนละครึ่งพลัส’ เฟส 2 ลั่นดันแลนด์บริดจ์’เต็มสูบ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.51 น.

‘อนุทิน’ ยันหาก ‘ภูมิใจไทย’ ได้กลับมาบริหารประเทศ ไม่มีนโยบายประชานิยม พร้อมลุยคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เชื่อประชาชนพอใจ 50:50 อยู่แล้ว​ ไร้​ 70:30 ชี้ผลโพลดูไว้เป็นกำลังใจ เน้นทำงานใกล้ชิดชาวบ้านมากกว่า แจง ‘แลนด์บริดจ์’ ต้องเดินหน้า เหตุสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ มั่นใจทำพรรคเดียวได้ ลั่นพร้อมดีเบต แต่ไม่มีเวลาไปขัดแย้งบนเวทีกับใคร ปัดตอบคัดพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล

วันที่ 17 มกราคม 2569 เมื่อเวลา​ 19.00 น. ที่ถนนคนเดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์​ ​นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายของพรรคภูมิใจไทยว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายประชานิยม ซึ่งในส่วนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้กลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง จะผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ให้พี่น้องประชาชน และจะไม่เป็น 70 : 30 เหมือนบางพรรค เพราะเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอยู่แล้วในโครงการคนละครึ่ง และงบประมาณก็มีอยู่แล้ว เพราะการทำโครงการพวกนี้จะต้องมีงบประมาณจึงทำได้
     
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงผลสำรวจความเห็นต่อคะแนนนิยมพรรคการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ ว่า​ ดูไว้เป็นกำลังใจ แต่ในการทำงานจริงๆ เชื่อมั่นเรื่องการลงพื้นที่อย่างทุ่มเท สม่ำเสมอ และใกล้ชิดประชาชนให้มากที่สุด ไม่ได้เอาผลโพลมาเป็นตัวนำในการลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้าน
     
เมื่อถามถึงโครงการแลนด์บริดจ์ในพื้นที่จังหวัดระนอง จะยังเดินหน้าโครงการต่อไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าโครงการแลนด์บริดจ์ ตนเป็นคนเริ่มมาตั้งแต่สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรีคุมกระทรวงคมนาคม คงจะต้องทำต่อไปเพราะมีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจ และการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงสุด
     
เมื่อถามว่า มีพรรคการเมืองอื่นสนับสนุนการทำโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร​ ทำคนเดียวได้แน่นอน
      
เมื่อถามถึงความรู้สึกในการหาเสียงในวันนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เน้นอยู่สองจังหวัดคือ ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นเกินคาด ขอกราบขอบพระคุณพี่น้องจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดชุมพร ด้วยความทราบซึ้งจริงๆ ส่วนมั่นใจว่าจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องมั่นใจสิครับ ก่อนจะหัวเราะใส่ผู้สื่อข่าว

เมื่อถามว่าเมกะโปรเจกใหญ่ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และภาคใต้ตอนบนจะมีอะไรบ้างนั้น นายอนุทิน กล่าวว่าไม่ได้พูดระดับจังหวัด เพราะการเป็นรัฐบาลต้องทำภาพรวมทั้งประเทศ ต้องเน้นการพัฒนายกระดับการคมนาคมขนส่ง เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ประชาชนและผู้ผลิตมีโอกาสในการเสริมสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น ผลักดันให้มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 3 4 ต่อไปให้มากที่สุด สิ่งสำคัญคือการบริหารงบประมาณในแต่ละปี

เมื่อถามถึงการขึ้นเวทีดีเบตจะไปเองหรือมอบใครแทนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หากเป็นดีเบตจะไป แต่หากเป็นการเถียงกัน ต่างคนต่างคิดว่าจะกำจัดคู่แข่ง หรือสร้างข้อขัดแย้งอย่างไร ตนไม่ไป เพราะไม่มีเวลาไปขัดแย้งกับใคร ขอนำเวลาไปหาพี่น้องประชาชน ใช้เวลาราชการทำประโยชน์ให้บ้านเมือง และคิดว่าทำแบบนี้ถือว่าดีแล้ว 

เมื่อถามทิ้งท้ายว่า หากเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งมีความเห็นกับการคัดเลือกพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไร นายอนุทินหัวเราะ และไม่ได้ตอบคำถาม

‘สมศักดิ์เจียม’ทนไม่ไหว! ฟาด’โรม’เอียงข้างอเมริกามากไป

'สมศักดิ์เจียม'ทนไม่ไหว! ฟาด'โรม'เอียงข้างอเมริกามากไป

‘สมศักดิ์เจียม’ทนไม่ไหว! ฟาด’โรม’เอียงข้างอเมริกามากไป

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.12 น.

วันที่ 17 มกราคม 2569 นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ปัจจุบันลี้ภัยที่ประเทศฝรั่งเศส โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ตรงนี้คุณสีหศักดิ์พูดถูกนะ อเมริกาไม่ใช่พ่อ วิจารณ์ได้ ตรงไหนพูดไม่ถูกก็ควรวิจารณ์ (ไม่เกี่ยวกับเรื่อง “แกว่งปากหาเสี้ยน” เป็น”พ่อ”ยังวิจารณ์ได้เลย) โรมนี่เอียงข้างอเมริกามากเกินไป น่าเศร้ามาก

ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้แชร์ภาพที่มีโค้ดคำพูด ของ รังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย

โดยคำพูดรังสิมันต์ โรม “ท่านทูตคิดยังไงกับการที่คุณอนุทินออกมาวิจารณ์สหรัฐเอมริกา ผมเห็นด้วยกับการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศแต่การแกว่งปากหาเสี้ยนทำไปทำไม?”

ขณะที่ คำพูดสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว “แล้วเราจะปล่อยให้เขาเล่นงานเราตลอดเวลาหรือครับ เราเป็นประเทศที่มีศักดิ์ศรี เขามาเล่นงานเรา เราไม่ออกไปบอกเขา หรือว่านี่มันไม่ถูกต้อง เรายอมไม่ได้ครับ แต่เราต้องมีหลักการเราไม่ได้ไปใส่ร้ายเขาอย่างไม่มีเหตุผล”

อนุทิน​ ลุยหาเสียงถนนคนเดินประจวบ​ฯ แวะร่วมร้องเพลง เราสู้ ชาวบ้านชมแก้ปัญหาชายแดน

อนุทิน​ ลุยหาเสียงถนนคนเดินประจวบ​ฯ แวะร่วมร้องเพลง เราสู้ ชาวบ้านชมแก้ปัญหาชายแดน

อนุทิน​ ลุยหาเสียงถนนคนเดินประจวบ​ฯ แวะร่วมร้องเพลง เราสู้ ชาวบ้านชมแก้ปัญหาชายแดน

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.48 น.

‘อนุทิน​‘ ลุยหาเสียงถนนคนเดินประจวบ​ฯช่วยผู้สมัครฯรักษาแชมป์เก่า ฝากเลือก ‘ภูมิใจ​ไทย’ แวะร่วมร้องเพลง ‘เราสู้’ ชาวบ้านชมแก้ปัญหาชายแดน​ ขอยกเสียงให้ทั้งครอบครัว​ 

วันที่ 17 มกรคา 2569 เวลา ​18.00 น.​ นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย​ พร้อมคณะลงพื้นที่ถนนคนเดินเมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วย​นายสังคม แดงโชติ ผู้สมัคร สส.​ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1​ รักษาแชมป์เก่า​ โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนางมนัญญา​ ไทย​เศรษฐ์​  แกนนำพรรค​ ลงพื้นด้วย​ โดยทันทีที่มาถึงมีกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม​ พื้นที่ภาคใต้​ เข้ามายื่นหนังสือ​ พร้อมมอบหมวกให้นายอนุทิน​ ​สวมใส่​ 

จากนั้น​ นายอนุทิน​ ได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้ารวมไปถึงประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ​ ที่ถนนคนเดิน หลายคนเข้ามาทวงถามเรื่องของโครงการคนละครึ่ง​ เนื่องจากว่า​ ยังไม่ได้ในเฟตแรก​ ซึ่งนายกรัฐมนตรี​ ก็สัญญาว่า​ หากกลับมาเป็นรัฐบาล​ เดินหน้าโครงการต่อ 100%  นอกจากนี้​ ยังมีบางส่วนเข้ามาให้กำลังใจต่อการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา​ และจะขอยกคะแนนทั้งครอบครัว​ เลือกพรรคภูมิใจไทย​ และตลอดเส้นทางก็มีคนเข้ามาห้อมล้อมขอถ่ายรูปจำนวนมาก​ ใช้เวลาเดินเกือบ​ 2 ชั่วโมง​

นายอนุทิน​ ยังเดินขอคะแนนเสียง​ นอกจากเลือก​ สส.เขตแล้ว ขอเลือกเบอร์ 37 พรรคภูมิใจไทยด้วย​ และจะกลับมาทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้​  ขณะเดียวนอกจากเดินหาเสียงแล้ว​  ยังได้แวะอุดหนุนของกินหลายร้าน​ 

ทั้งนี้​ ระหว่างนายอนุทิน​ เดินหาเสียงอยู่​ มีวงดนตรีของชาวบ้าน​ได้เล่น​ เพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้​” ทำให้นายอนุทิน​ เดินปรี่เข้าไป​ ก่อนที่จะยืนร้องเพลงนี้ด้วย​ ก่อนจะปิดท้ายด้วย”ประเทศไทยจงเจริญ” และชูกำปั้นขึ้นแสดงสัญลักษณ์สู้​  

อัษฎางค์ ชี้เป้า Soft Power สายการเมือง! ยก ศุภจี ใช้ธรรมนำทาง เปลี่ยนสนามรบเป็นมิตรภาพ

อัษฎางค์ ชี้เป้า Soft Power สายการเมือง! ยก ศุภจี ใช้ธรรมนำทาง เปลี่ยนสนามรบเป็นมิตรภาพ

อัษฎางค์ ชี้เป้า Soft Power สายการเมือง! ยก ศุภจี ใช้ธรรมนำทาง เปลี่ยนสนามรบเป็นมิตรภาพ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

วันที่ 17 มกราคม 2568 เอ็ดดี้ อัษฎางค์ คือ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า  จะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไรดี “Soft Power ในสนามการเมือง”
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

บางท่านอาจไม่ทราบว่า ก่อนมารับตำแหน่งรัฐมนตรี คุณศุภจีกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอกทางด้านพุทธศาสนา สิ่งนี้คงบอกอะไรกับเราได้บ้างเมื่อนำการศึกษาและอุปนิสัยของเธอมาวิเคราะห์ก็คงเห็นไม่ยากว่า เธอมีธรรมนำทาง แน่นอน

การจะต่อสู้กับศัตรูหรือคู่แข่ง คนเราคงมีวิธีต่างกันไป ซึ่งเราจะเห็นได้จากการแข่งขันหาเสียงเลือกตั้งและการดีเบต

บางคนใช้วิธีตีงู คือต้องตีให้ตาย

บางคนใช้วิธีสาดโคลน (ต่อให้คนอื่นไม่เทาก็ต้องทำให้เทา แต่พวกตนเองมองยังไงก็ไม่เทา)

บางคนบิดเบือนข้อเท็จจริง

แต่คนอย่างคุณแต๋ม เธอเอารักนำทาง ไม่มองคู่แข่งเป็นศัตรู

นี่ไม่ใช่เธอเพิ่งเป็นหรือเพิ่งเริ่มใช้กลยุทธ์แบบนี้

แต่เธอทำแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นทำงานหลังจากจบการศึกษา

แต่การใช้ความรัก ความเมตตาและความเข้าใจเข้ารับมือหรือจัดการกับลูกน้อง ศัตรูหรือคู่แข่ง หรือคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอก็มี ”ลิมิต“ เธอบอกว่า ถ้าเขาไม่รับไมตรีหรือไม่เข้าใจกัน  ก็ต้องปล่อยไป

ผมว่าน้องไหม ถูกพี่แต๋มตกไปเรียบร้อย แต่น้องไหมก็คงเป็นคนที่ยังมีบุญเพราะไม่ได้เป็นคนประเภท “นอกลิมิต” ที่พี่แต๋มต้องปล่อยไป แต่น้องไหมก็รับไมตรีจากพี่แต๋ม

Soft Power คือความสามารถในการทำให้ผู้อื่น “ต้องการ” สิ่งเดียวกับเราด้วยการดึงดูด ไม่ใช่การบังคับ คุณศุภจีใช้บุคลิกภาพที่อบอุ่น ลดกำแพงของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ “ศัตรู” กลายเป็น “คู่

สนทนา” หรือ “มิตร” ได้ชั่วคราว ลดสภาวะความขัดแย้ง

หรือทฤษฎีเกม แบบที่ไม่มองคู่แข่งเป็นศัตรูที่ต้องฆ่าให้ตาย (ตีงู)

ในโลกการเมืองที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บและการเชือดเฉือน คุณศุภจีพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘อาวุธ’ ที่ทรงพลังที่สุดอาจไม่ใช่โวหารที่แหลมคม แต่คือ ‘หัวใจ’ ที่เปี่ยมด้วยเมตตา ซึ่งสามารถเปลี่ยนสนามรบ

ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งมิตรภาพได้ แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ยามก็ตาม

มันจึงมีภาพแบบนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดีเบต ‘ศุภจี’ VS ‘ศิริกัญญา’ มืออาชีพแท้ กับเด็กฝึกงาน

ปกป้องออกนอกหน้า เอ็ดดี้ ซัด เทวดาข่าว ทำตัวไม่เป็นกลาง

อนุชา ตระเวนชัยนาท ชูนโยบายเพื่อไทย สร้างความเข้าใจรถไฟฟ้า 20 บาท

อนุชา ตระเวนชัยนาท ชูนโยบายเพื่อไทย สร้างความเข้าใจรถไฟฟ้า 20 บาท

อนุชา ตระเวนชัยนาท ชูนโยบายเพื่อไทย สร้างความเข้าใจรถไฟฟ้า 20 บาท

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

“อนุชา นาคาศัย” ผู้สมัคร สส.ชัยนาท เขต1 พรรคเพื่อไทย เบอร์ 3 ลุยหาเสียง เน้นย้ำกาเพื่อไทย2ใบ ให้ชนะขาด เพื่อสานต่อนโยบายช่วยให้คนไทยหายจน ทั้งรถไฟฟ้า20บาท ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ล้างหนี้ประชาชนและการสานต่อ 30บาท AI รักษาทุกโรคและโครงการอื่นๆ

วันที่ 17 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายอนุชา  นาคาศัย  ผู้สมัคร สส.เขต 1 จ.ชัยนาท พรรคเพื่อไทย เบอร์3 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องหลายจุด ใน อ.เมือง อ.สรรพยา และ อ.มโนรมย์ เพื่อทำความเข้าใจกับพี่น้องในพื้นที่ เกี่ยวกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จับต้องได้ และมีผลงานเป็นประจักษ์ตลอดมา อีกทั้งเป็นนโยบายที่พี่น้องประชาชนได้ใช้จริง   

โดยระหว่างการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี เนื่องจากนายอนุชา ได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องประชาชน ไม่ว่าการ ช่วยเรื่องน้ำท่วม และการพาทีมฟุตบอล อบจ.ชัยนาท สู่ความเป็นแชมป์ทำให้พี่น้องชาวชัยนาทมีความสุขเป็นอย่างมาก

นายอนุชา ยังได้ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เรื่องโครงการรถไฟฟ้า20บาทตลอดสายซึ่งคนต่างจังหวัดที่ได้ประโยชน์มาก เพราะส่วนใหญ่ลูกหลานไปเรียนและทำงานในกรุงเทพ ต้องจ่ายค่ารถไปกลับวันละหลายร้อย แต่ถ้ารถไฟฟ้า20บาทตลอดสายไปกลับจะจ่ายเพียงวันละ 40บาท หากคิดทั้งเดือนก็จะจ่ายค่ารถไฟฟ้าเพียงเดือนละ800-1000บาท จากเดิมถ้าหากจ่ายวันละ200ทั้งเดือนก็จะจ่ายประมาณ4,000-5,000ทำให้มีเงินเหลือ 3,000-4,000บาท สามารถนำไปผ่อนคอนโด ที่อยู่อาศัยซึ่งจะกลายเป็นทรัพย์สินของตนในอนาคตได้ ทำให้ลูกหลานมีอนาคตที่ดีขึ้นได้ และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“สำหรับการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนชาวชัยนาทในวันนี้ ตนเองในฐานะคนชัยนาท ก็อยากจะเห็น จ.ชัยนาทมีความเจริญรุ่งเรือง เนื่องจากจังหวัดชัยนาท เป็นจังหวัดที่ประชาชนส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม สอดคล้องกับหนึ่งนโยบายของพรรคเพื่อไทยก็คือการผลักดันราคาผลผลิตทางการเกษตรอย่างเช่นข้าว ให้มีราคาเพิ่มมากขึ้นจากเดิม จึงอยากเห็นพี่น้องชาวชัยนาท ไม่ว่าเด็กรุ่นใหม่ หรือ คนรุ่นเก่า มาร่วมกันระดมความคิดในการพัฒนา จ.ชัยนาท ให้เป็นชัยนาทโมเดล สามารถทำให้คนในพื้นที่สามารถเจริญเติบโต ดูแลครอบครัวได้ และมีฐานะที่ดีขึ้นได้” นายอนุชากล่าว

สำหรับนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่จะเน้นให้กับคนชัยนาท จะเป็นเรื่องของการพยุงราคาผลผลิตทางการเกษตร ให้มีราคาที่ดีขึ้น ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ทำได้จริงและประสบผลสำเร็จมาแล้ว 

พร้อมกับย้ำว่า ดร.เชน ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯพรรค เป็นคนเก่งและสามารถทำนโยบายต่างๆให้สำเร็จได้แน่นอน จึงขอให้พี่น้องกาพรรคเบอร์9 และเขตของตน เบอร์3 ให้ชนะขาดเพื่อให้เพื่อไทยได้เข้าไปบริหารประเทศอีกครั้ง