ประธานรัฐสภา ลุยเปิดค่าย รวมพลังรักศรัทธา รุ่น10 ดึง ชุมชน-วัด-ครอบครัว ร่วมแก้ยาเสพติด

ประธานรัฐสภา ลุยเปิดค่าย รวมพลังรักศรัทธา รุ่น10 ดึง ชุมชน-วัด-ครอบครัว ร่วมแก้ยาเสพติด

ประธานรัฐสภา ลุยเปิดค่าย รวมพลังรักศรัทธา รุ่น10 ดึง ชุมชน-วัด-ครอบครัว ร่วมแก้ยาเสพติด

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

ประธานรัฐสภา ลุยเปิดค่าย รวมพลังรักศรัทธา รุ่น10 ดึง ชุมชน-วัด-ครอบครัว ร่วมแก้ปัญหายาเสพติดยั่งยืน ชี้ต้องทำต่อเนื่อง หวังดันสานต่อนโยบาย ทุกอำเภอ ต้องมี ศูนย์บำบัด-ฟื้นฟู

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดค่ายฟื้นฟู “รวมพลังรักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” รุ่นที่ 10 ณ วัดจันทราวาส บ้านผักกาดหญ้า ต.ลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โดยมีผู้ที่เข้าบำบัดฟื้นฟู จำนวน 52 ราย

ประธานรัฐสภา กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการมา 3 ปี ใช้วัดจันทราวาสเป็นศูนย์ในการฟื้นฟู เพราะเล็งเห็นว่าวัดเป็นศูนย์รวมของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งการ ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการในพื้นที่และประชาชนอย่างเข้มแข็งจนสามารถลดจำนวนผู้เสพยา โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนได้เกินครึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ

“เรื่องยาเสพติดต้องดําเนินการต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นจะไม่ประสบความสําเร็จ เมื่อครั้งผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้นําโครงการนี้เสนอต่อรัฐบาล จนรัฐบาลนําไปเป็นต้นแบบ และบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลให้ทุกอําเภอต้องมีศูนย์บําบัดฟื้นฟูยาเสพติด การบำบัดเพื่อเลิกยาเสพติดได้ มีอยู่จริง แต่ต้องทำอย่างจริงจัง เราจึงใช้คำว่า ศรัทธา เพราะการศรัทธาในการทำงาน ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้” นายโสภณ กล่าว

ด้านนายจำลอง ใยไธสง นายกองค์การบริหารส่วนตําบลตลาดโพธิ์ กล่าวว่า  วันนี้หน่วยงานราชการแทบไม่ต้องลงพื้นที่เพื่อหาผู้ติดยาเสพติดเพราะคนในพื้นที่ช่วยกันสอดส่องดูแล  ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ไม่มีคนเชื่อว่าลูกหลานจะสามารถเลิกยาเสพติดได้ แต่พอโครงการนี้ดำเนินการไประยะหนึ่ง พบว่าในพื้นที่จำนวนผู้ติดยาลดลง จึงเป็นบทพิสูจน์และได้รับความร่วมมือจากคนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ขณะที่นางประนอม หาญประโคน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านว่านพัฒนาระบุว่า การทำงานของประธานรัฐสภาไม่ใช่การพูดอย่างเดียว แต่ลงพื้นที่ปฏิบัติให้คนในพื้นที่ได้เห็นจริง คนในพื้นที่จึงเกิดความเชื่อถือและร่วมมือ ขณะที่การดําเนินงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบลนั้น ภายหลังผู้บำบัดฟื้นฟูยาเสพติดจบค่ายบำบัดรักษาแล้ว หน่วยงานจะมีการดูแลผู้บำบัดเป็นระยะเวลา 1 ปี และมีการติดตามประเมินผล โดยกระบวนการติดตามนั้นจะใช้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ ชุมชนจึงมีส่วนสำคัญทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ

ส่วนนายกิตติพงษ์ ชะร่วงรัมย์ กำนันตำบลทะเมนชัย กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการมาหลายรุ่น ประสบความสำเร็จมากกว่า 50% ผู้ปกครองที่มีลูกหลานเข้าร่วมโครงการรู้สึกขอบคุณ จนเกิดปรากฏการณ์อยากนำลูกหลานที่ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาในค่ายฟื้นฟู รวมพลังรักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ

วุฒิสภา ผนึก อว. เร่งยกเครื่องงานวิจัยไทย ดันใช้ AI ช่วยวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วุฒิสภา ผนึก อว. เร่งยกเครื่องงานวิจัยไทย ดันใช้ AI ช่วยวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วุฒิสภา ผนึก อว. เร่งยกเครื่องงานวิจัยไทย ดันใช้ AI ช่วยวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

“วุฒิสภา”ผนึก”อว.” เร่งยกเครื่อง”งานวิจัยไทย” ดันใช้ AI ช่วยวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เน้นใช้ได้จริง เดินหน้าทำกฎหมายรองรับ”เอไอ-ไซเบอร์-อวกาศ”เป็นระบบ เพิ่มศักยภาพ”ไทยสู่เวทีโลก

24 พฤษภาคม 2569 นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมา กมธ.การเทคโนโลยีฯ สว.ได้เข้าหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญที่จะกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยวุฒิสภาพร้อมสนับสนุนกระทรวง อว.อย่างเต็มที่ในการผลักดันระบบนิเวศ AI ของไทย โดยเฉพาะการพัฒนา AI ภาษาไทยที่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมไทย ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมใหม่ๆ

“ความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการสร้างบุคลากรด้าน Network Security เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างปลอดภัย และมีระบบคุ้มครองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ” นายนิเวศ กล่าว

ด้าน นายชิบ จิตนิยม สว.ในฐานะโฆษกกมธ.ฯ และประธานคณะอนุกรรมการเสริมสร้าง ขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ภายใต้คณะกรรมการวิจัยและพัฒนา วุฒิสภา กล่าวว่า ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม โดยฝ่ายนิติบัญญัติมองเห็นความสำคัญของการผลักดันงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง ขณะที่นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่2 ในฐานะประธานคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา ได้มีดำริให้จัดงานนิทรรศการและเวทีเผยแพร่ผลงานวิจัยร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษากว่า 30 แห่ง ในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยและหน่วยงานวิชาการนำเสนอผลงานต่อผู้กำหนดนโยบายโดยตรง และผลักดันให้เกิดการบูรณาการงานวิจัยสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นายชิบ กล่าวด้วยว่า สำหรับการหารือครั้งนี้ คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ได้ติดตามและแลกเปลี่ยนข้อเสนอใน 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การติดตามโครงการ Hackathon สืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจสังคม แนวทางส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและกฎหมายรองรับนวัตกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมขั้นสูง อาทิ เทคโนโลยีโทรคมนาคม เทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์และชีวกลศาสตร์ การพัฒนาเครือข่ายดิจิทัลของสถาบันอุดมศึกษาควบคู่ความปลอดภัยไซเบอร์ และการสร้างบุคลากรด้าน Network Security

ธนกร อัด ปิยบุตร เลิกปลุกปั่นทำสังคมสับสนความเป็นกลางขององคมนตรี

ธนกร อัด ปิยบุตร เลิกปลุกปั่นทำสังคมสับสนความเป็นกลางขององคมนตรี

ธนกร อัด ปิยบุตร เลิกปลุกปั่นทำสังคมสับสนความเป็นกลางขององคมนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

“ธนกร”อัด”ปิยบุตร” เลิกปลุกปั่นให้สังคมสับสนความเป็นกลางขององคมนตรี จวกตั้งใจมองข้ามข้อเท็จจริง ปล่อยให้อคติบังตา​ เหน็บอย่าทำตัวเป็นคนใจแคบ​ หัดมองคนอื่นในแง่ดีบ้าง​ ติงไม่คุ้มหรอก ทำลายความเชื่อมั่นของคนทั้งประเทศ เพื่อหวังผลทางการเมืองของคนเพียงไม่กี่คน

24 พฤษภาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ระบุถึงข้อเสนอเรื่องการยกเลิกคณะองคมนตรี โดยอ้างว่าคนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรี จนอาจกระทบกระเทือนถึงสถาบันกษัตริย์ได้ ว่า คนจำนวนมากที่นายปิยบุตรอ้างถึงน่าจะหมายถึงด้อมส้มทั้งหลายที่เฮไหนเฮด้วยไปกับนายปิยบุตร แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแน่นอน ทั้งนี้ นายปิยบุตรเองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า คณะองคมนตรีไม่ได้มีอำนาจบริหารประเทศ ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณหรือแต่งตั้งโยกย้ายอะไรได้เลย แต่นายปิยบุตรตั้งใจมองข้ามข้อเท็จจริงเหล่านี้ไป แล้วหันไปสร้างภาพหวาดระแวงต่างๆ ทางการเมืองขึ้นมาปลุกปั่นด้อมส้มแทน ทั้งๆ ที่ตั้งแต่อดีตมาองคมนตรีก็เคยเข้าร่วมประชุมกับรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว แต่นายปิยบุตรเลือกที่จะไม่พูดความจริง

นายปิยบุตรไม่ควรเลือกมองเฉพาะมุมใดมุมหนึ่งเพียงด้านเดียวที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้วไม่มีหลักฐานอะไรเลยด้วยซ้ำว่า คณะองคมนตรีจะเข้ามาสั่งการรัฐบาลตามที่นายปิยบุตรพยายามสร้างภาพ นายปิยบุตรควรจะพูดถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการประชุมภัยแล้งครั้งนี้ด้วย อย่าให้อคติมาบังตา​ อย่าทำตัวเป็นคนใจแคบ​ หัดมองคนอื่นในแง่ดีบ้าง​ ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจจะส่งผลกระทบกับประชาชนในหลายพื้นที่ ซึ่งวันนี้รัฐบาลพยายามวางมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่วันนี้เรากลับต้องมาเสียเวลาไปกับการอธิบายข้อกล่าวหาทางการเมืองที่ไม่มีมูลความจริงอะไรเลยจากคนเพียงไม่กี่คน

วันนี้ประเทศไทยบอบช้ำมาพอแล้ว อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนทั้งประเทศ เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนอีกเลย มันไม่คุ้มหรอก

นิกร กางละเอียดยิบ ไทม์ไลน์จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นิกร กางละเอียดยิบ ไทม์ไลน์จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นิกร กางละเอียดยิบ ไทม์ไลน์จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

“นิกร”กางละเอียดยิบ ไทม์ไลน์”จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” คาดประกาศใช้ช่วง เม.ย.-พ.ค.ปี 72 / เข้าพิจารณาในรัฐสภาวาระแรก มิ.ย.69 โหวตวาระ 2-3 เดือน ต.ค.69 ทำประชามติครั้งที่ 2 ม.ค.-ก.พ.70 ครั้งที่สาม ก.พ.72

24 พฤษภาคม 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้ร่วมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า คาดว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บังคับใช้ช่วงกลางปี 2572 โดยไล่เรียงตามปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากรัฐสภานัดพิจารณาในช่วงเดือนมิ.ย.นี้ และรับหลักการในวาระ 1 ส่วนวาระ 2 และ 3 ช่วงเดือน ต.ค.69 จากนั้นรัฐสภาจะส่งร่างแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐบาล และคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดทำประชามติครั้งที่ 2 อาจเป็นช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ.2570 หากผลประชามติประชาชนเห็นชอบ จะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อประกาศบังคับใช้ต่อไป

นายนิกร กล่าวต่อว่า สำหรับในช่วงเดือน ส.ค.70 – ส.ค.71 คาดว่าจะเป็นช่วงการสรรหาสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่จะใช้ในขั้นตอนนี้ 1 – 2 เดือน เมื่อได้ สสร.แล้วจะตั้งกรรมาธิการจำนวน 45 คน มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นที่มาจาก สสร.ตัวจริง 15 คน และมาจาก สสร.สำรองอีก 15 คน ให้สรรหาจากกลุ่มบุคคลอีก 15 คน ออกไปรับฟังความเห็นและจัดทำรัฐธรรมนูญอีกเป็น 1 ปี

“คาดว่าในเดือน ก.ย.2571 จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดำเนินการเสร็จสิ้น จากนั้นในช่วงเดือน ก.พ.2572 จะทำประชามติครั้งที่ 3 เมื่อผ่านความเห็นชอบจะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ และเป็นไปได้ว่าจะประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในช่วงเดือน เม.ย.ถึง พ.ค.2572” นายนิกร กล่าว

ณัฐวุฒิกระทุ้งรัฐบาล เร่งแก้กฎหมายให้สอดรับสมรสเท่าเทียม

ณัฐวุฒิกระทุ้งรัฐบาล เร่งแก้กฎหมายให้สอดรับสมรสเท่าเทียม

ณัฐวุฒิกระทุ้งรัฐบาล เร่งแก้กฎหมายให้สอดรับสมรสเท่าเทียม

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

“ณัฐวุฒิ”กระทุ้งรัฐบาล เร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ”สมรสเท่าเทียม” หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ ย้ำต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส ไม่ทำเดือนไพรด์เป็นเพียงอีเวนต์รายปี

24 พฤษภาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลให้เร่งติดตามการทบทวนและแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดรับกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ 23 มกราคม 2568 โดยระบุว่า ในกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาตรา 68 ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์และดำเนินการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอร่างแก้ไขต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 180 วันนับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ ซึ่งได้ครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2568 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 480 วัน การแก้ไขกฎหมายเหล่านั้นก็ยังไม่แล้วเสร็จ

โดยเราสามารถจำแนกกฎหมายที่ต้องแก้ไขปรับปรุงได้เป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มที่ 1 ประมาณ 70 – 80 ฉบับ เป็นกฎหมายที่แม้ยังไม่ได้มีการแก้ถ้อยคำให้ตรงกับความหมายของคู่สมรสตามกฎหมายใหม่ แต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้เปิดช่องรับรองสิทธิของคู่สมรสเพศหลากหลายไว้โดยอัตโนมัติ เช่น สิทธิในการรับมรดก สิทธิในการรักษาพยาบาล แต่กลุ่มที่ 2 มีกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ที่หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไข จะกระทบอย่างมากต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสผู้มีความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย (1) ประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และสิทธิทางภาษีต่อบุตรหรือบุตรบุญธรรม

(2) พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ 2558 หรือ พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ ซึ่งปัจจุบันจำกัดสิทธิไว้เฉพาะคู่สมรสชาย-หญิงที่หญิงนั้นไม่อาจตั้งครรภ์เองได้เท่านั้น หากไม่แก้ไข คู่สมรสชาย-ชาย หรือหญิง-หญิง จะไม่สามารถใช้สิทธิในการอุ้มบุญอย่างถูกกฎหมายได้ (3) พ.ร.บ.สัญชาติ 2508 ที่ปัจจุบันกำหนดเงื่อนไขการขอสัญชาติไทยไว้ต่างกัน โดยเปิดให้กรณี “หญิงต่างชาติที่สมรสกับผู้มีสัญชาติไทย” ยื่นขอสัญชาติได้ง่ายกว่า แต่กรณีนี้คิดเป็นเพียง 1 ใน 5 ของรูปแบบการสมรสของผู้มีสัญชาติไทยกับบุคคลต่างชาติทั้งหมด ส่งผลให้รูปแบบการสมรสอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการสมรสของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ต้องใช้เกณฑ์การแปลงสัญชาติที่ยากกว่าอย่างไม่เป็นธรรม

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับกฎหมายอุ้มบุญนั้น ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบคือกระทรวงสาธารณสุข มีข้อกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงและช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การค้ามนุษย์ ขณะที่ พ.ร.บ.สัญชาติ ทางกระทรวงมหาดไทยก็กังวลว่าอาจกลายเป็นช่องทางให้บุคคลบางกลุ่มใช้การสมรสบังหน้าเพื่อแปลงสัญชาติ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าประเด็นเหล่านี้สามารถออกแบบกลไกและแนวทางป้องกันได้ และยังคงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองไม่ให้บุคคลใดต้องเสียสิทธิ

นอกจากนี้ ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ตนอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ได้เชิญกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงความคืบหน้าการทบทวนและแก้ไขกฎหมาย แต่ทั้งสองหน่วยงานบอกเพียงว่าอยู่ในขั้นตอนยกร่างและเปิดรับฟังความคิดเห็น แล้วหลังจากนั้นก็เงียบหายไป

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ประกาศว่าจะเดินหน้าแก้ไขกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างถี่ถ้วนรอบด้าน โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ตนได้อภิปรายเพื่อย้ำเตือนว่า Pride Month ที่กำลังจะมาถึงในเดือนมิถุนายน ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงอีเวนต์ประจำปีของรัฐบาล แต่รัฐบาลต้องใส่ใจในเนื้อหาสาระและการรับรองสิทธิทางกฎหมายของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพราะเรื่องนี้ต่างหากที่จะสะท้อนเจตจำนงของรัฐบาลว่ามีความจริงจังต่อการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในสังคมมากน้อยแค่ไหน

ในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ตนในฐานะกรรมาธิการของ กมธ.กิจการเด็กฯ ได้มีการหารือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อจะได้เชิญหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาชี้แจงและเร่งรัดความคืบหน้าของการทบทวนและแก้ไขกฎหมายต่อไป โดยไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อจากนี้ พรรคประชาชนจะเดินหน้ายกร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศและทุกคนได้เข้าถึงสิทธิที่เท่าเทียมกันอย่างแทัจริง

เลิกเน้นปริมาณ! เตือนท่องเที่ยวไทย ปรับตัวสู่ ‘ความยั่งยืน’ ก่อนสู้ประเทศอื่นไม่ได้

เลิกเน้นปริมาณ! เตือนท่องเที่ยวไทย ปรับตัวสู่ 'ความยั่งยืน' ก่อนสู้ประเทศอื่นไม่ได้

เลิกเน้นปริมาณ! เตือนท่องเที่ยวไทย ปรับตัวสู่ ‘ความยั่งยืน’ ก่อนสู้ประเทศอื่นไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.50 น.

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็น “ต้นทุนสะสม” ที่ย้อนกลับมาทำลายทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ล่าสุด นักวิชาการออกโรงเตือน การเติบโตแบบเน้น “ปริมาณ” กำลังมาถึงทางตัน แนะรัฐเร่งเครื่องสู่การท่องเที่ยวยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ชี้มาตรฐานสีเขียวปัจจุบันยังกระจัดกระจาย ทำรายย่อยตกขบวน และแก้ปัญหาคาร์บอนไม่ตรงจุด

บทความวิเคราะห์เชิงลึกโดย ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ และ วิริน ขาวรัตน์ ในหัวข้อ จากปริมาณสู่คุณภาพ โจทย์ท้าทายท่องเที่ยวไทย เปิดเผยว่า ปัญหาทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่รับภาระหนักจากการท่องเที่ยว เริ่มสะท้อนให้เห็นผ่านแนวคิดของรัฐบาลที่เตรียมพิจารณาลดระยะเวลา “ฟรีวีซ่า” เหลือ 30 วัน สิ่งนี้ตอกย้ำว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “คุณภาพ” โดยมีเงื่อนไขเรื่อง “การท่องเที่ยวยั่งยืน” (Sustainable Tourism) เป็นตัวชี้วัดการอยู่รอด

มาตรฐานกระจัดกระจาย – รายย่อยตกขบวน

แม้ประเทศไทยจะเริ่มตื่นตัวด้านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ผ่านมาตรฐานต่างๆ เช่น Green Hotel Plus หรือ Green Destination Standards แต่งานวิจัยชี้ว่า นโยบายเหล่านี้ยังอยู่ในรูปแบบภาคสมัครใจและมีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนจากภาครัฐ

ที่น่ากังวลคือ ความเหลื่อมล้ำในการปรับตัว ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุนสามารถยกระดับตัวเองให้ผ่านเกณฑ์ได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) กลับต้องเผชิญอุปสรรคด้านทรัพยากรและความรู้ ส่งผลให้ความยั่งยืนกลายเป็นเพียงเครื่องมือของรายใหญ่ และอาจยิ่งถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำในอุตสาหกรรมให้กว้างขึ้น

แก้ปัญหาคาร์บอนผิดจุด-ละเลยรากเหง้า

นอกจากนี้ นโยบายปัจจุบันยังถูกตั้งคำถามว่า “แก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่” เนื่องจากมาตรการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับการจัดการที่พักและการชดเชยคาร์บอน ทั้งที่ข้อมูลเชิงประจักษ์ระบุชัดเจนว่า แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงที่สุดในภาคการท่องเที่ยวคือ “การเดินทางและการใช้พลังงานในห่วงโซ่อุปทาน” หากไม่มีการจัดการที่ต้นตอ การมุ่งสู่คาร์บอนต่ำของไทยก็จะเป็นเพียงการปรับตัวระดับผิวหน้าเท่านั้น

ความยั่งยืนไม่ใช่แค่สีเขียว แต่คือเศรษฐกิจและสังคม

งานวิจัยยังย้ำว่า ความยั่งยืนไม่ได้มีแค่มิติสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมองรวมถึงมิติเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่จังหวัด ขณะที่เมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง “ภูเก็ต” กำลังเผชิญขีดจำกัดในการรองรับ ทั้งปัญหาขยะ น้ำเสีย และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงปัญหาเรื้อรังด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่บั่นทอนความเชื่อมั่น

ยิ่งไปกว่านั้น ภาคท่องเที่ยวยังเป็นแนวหน้าที่จะได้รับผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือการเสื่อมโทรมของปะการัง ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนรับมือแบบเจาะจงในแต่ละพื้นที่ (Local Adaptation)

“ความยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทยจะไม่เกิดขึ้นจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการเปลี่ยนวิธีคิดเชิงนโยบายทั้งระบบ หากไม่มีการเชื่อมโยงมาตรฐาน โครงสร้างพื้นฐาน การกระจายรายได้ และความปลอดภัยเข้าด้วยกัน การท่องเที่ยวไทยอาจเติบโตได้เพียงปริมาณบนฐานที่เปราะบาง และท้ายที่สุดจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศเอง” บทความระบุทิ้งท้าย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก TDRI
https://tdri.or.th/2026/05/sustainable-thai-tourism-growth/#%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0

สว.รวมตัวแสดงจุดยืน! นัดแถลงโต้ เท้ง ยัดครหาระบอบสีน้ำเงิน

สว.รวมตัวแสดงจุดยืน! นัดแถลงโต้ เท้ง ยัดครหาระบอบสีน้ำเงิน

สว.รวมตัวแสดงจุดยืน! นัดแถลงโต้ เท้ง ยัดครหาระบอบสีน้ำเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.05 น.

24 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา แจ้งหมายผ่านสื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีรายละเอียดว่า สว.รวมตัวแสดงจุดยืนตอบโต้หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ค.) เวลา 09.45 น. คณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กว่า 50 คน ร่วมกันแถลงข่าวตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กรณีโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาวุฒิสภา ทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองระบอบสีน้ำเงิน ที่บริเวณโถงชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่ง สว.)

เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น ‘แลนด์บริดจ์’ หวังเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่กลัวมลพิษและปัญหาเวนคืน

เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น 'แลนด์บริดจ์' หวังเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่กลัวมลพิษและปัญหาเวนคืน

เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น ‘แลนด์บริดจ์’ หวังเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่กลัวมลพิษและปัญหาเวนคืน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

โครงการยุทธศาสตร์ “แลนด์บริดจ์” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน กำลังสร้างความรู้สึกที่หลากหลายให้กับคนในพื้นที่ โดยมีทั้งความคาดหวังที่จะเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับวิถีชีวิตในอนาคต

23 พฤษภาคม 2569 นายวณัฐพงศ์ ทิพย์รัตน์ เจ้าของร้านอาหารแหลมหญ้า ซีฟู้ด อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้สะท้อนมุมมองที่มีแต่โครงการ  “แลนด์บริดจ์” แบ่งออกเป็น 2 ด้านอย่างชัดเจน

  • ความหวัง มองว่าโครงการระดับเมกะโปรเจกต์นี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนรุ่นหลัง และทำให้การค้าขายมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น โดยยกตัวอย่างจังหวัดระยองที่มีรายได้สูงจากการมีท่าเรืออุตสาหกรรม
  • ความกังวล แม้จะหวังเรื่องรายได้ แต่ก็กังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษแบบที่จังหวัดระยองต้องเผชิญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนในชุมชน

ความกังวลเรื่องความชัดเจนของพื้นที่

แม้ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จะเคยชี้แจงว่าแนวเขตโครงการอยู่ห่างจากพื้นที่ร้านของตนไปราว 1.3 กิโลเมตร แต่ชาวบ้านยังคงมีความหวาดระแวงว่า ในอนาคตอาจมีการขยายอาณาเขตและนำไปสู่การเวนคืนที่ดิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อลูกหลานหากไม่มีข้อตกลงที่แน่นอน

ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล

ในตอนท้าย ตัวแทนผู้ประกอบการได้ฝากถึงรัฐบาลว่า หากจะเดินหน้าโครงการนี้อย่างจริงจัง ควรประกาศขอบเขตพื้นที่ดำเนินงานให้ชัดเจน ว่าจุดใดจะถูกพัฒนาหรือเวนคืน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถทำมาหากินและวางแผนชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องอยู่บนความไม่แน่นอนและความหวาดระแวง

มท.สั่ง ผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก หนุนจัดตั้ง อาสาสมัครฝนหลวง

มท.สั่ง ผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก หนุนจัดตั้ง อาสาสมัครฝนหลวง

มท.สั่ง ผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก หนุนจัดตั้ง อาสาสมัครฝนหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

‘มท.’ สั่ง ‘ผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก’ หนุนจัดตั้ง ‘อาสาสมัครฝนหลวง’ ร่วมประสานขอรับสนับสนุนฝนหลวง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนในช่วง ‘ฤดูแล้ง’

24 พฤษภาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยน้อมนำพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’ ว่า เป็นแนวทางการขับเคลื่อนในพื้นที่จังหวัด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในสภาวะอากาศที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวะอากาศที่ส่งผลกระทบให้เกิดภาวะแห้งแล้งในจังหวัดภาคกลาง โดยล่าสุด กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคกลาง เมื่อวันที่ 22เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้รับการขอความร่วมมือส่งเสริมการจัดตั้งอาสาสมัครฝนหลวงในแต่ละจังหวัด และประสานติดตามเร่งรัดและบูรณาการการขับเคลื่อนโครงการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานในพื้นที่

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคกลางเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน บรรเทาความเดือดร้อนและผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะจากสภาวะภัยแล้ง จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 25 จังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออก ดำเนินการส่งเสริมการจัดตั้ง “อาสาสมัครฝนหลวงในแต่ละจังหวัด” เพื่อประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการขอรับสนับสนุนฝนหลวงสำหรับเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและพื้นที่เกษตรเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงฤดูแล้ง และประสานติดตามเร่งรัดและบูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนโครงการฯ ในพื้นที่ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนโดยเร็ว

ทั้งนี้ สำหรับรายชื่อ 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตราด นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และจังหวัดอ่างทอง.

สมชาย แหก ปิยบุตร มุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

สมชาย แหก ปิยบุตร มุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

สมชาย แหก ปิยบุตร มุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

24 พฤษภาคม 2569 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครยังสงสัยว่า นาย ปิยะบุตร แสงกนกกุล

แกนนำจิตวิญญาณพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกยุบพรรคมาแล้ว2ครั้ง

ยังคงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลง ภายใต้ข้ออ้างปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

จึงต้องตรวจสอบข้อมูล ย้อนดูแนวคิด

และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขาเสนอ เมื่อ10 สิงหาคม 2564 อีกครั้ง

จะรู้ตื้นลึกชัดเจนว่าเขาคิดจะอย่างไร

ต่อสถาบันกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ควบคู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอ้นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ของประเทศไทยในเวลานี้

ขอให้ทุกท่านพิจารณาดู ครับ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ของนาย ปิยะบุตร10 ประเด็น โดยผมมีความส่วนตัวที่ไม่เห็นด้วยมีดังนี้

1) กำหนดพระราชสถานะประมุขของรัฐ ศูนย์รวมจิตใจ และความเป็นกลางทางการเมือง ในประเด็นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุที่เป็นข้อเท็จจริงรับรู้ในสังคมไทยตามประวัติศาสตร์ชาติและจารีตประเพณีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย อยู่แล้ว

ซึ่งในเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองนั้น ก็มิใช่แค่พระมหากษัตริย์ที่จะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการไม่เข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้บังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปัจจุบันอยู่แล้วในลักษณะจารีตประเพณีในทางรัฐธรรมนูญ

ไม่มีความจำเป็นต้องเขียนไว้เป็นตัวอักษรแต่ประการใด

การนำประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอเป็นเรื่องแรก ดูจะเป็นความพยายามกลบเกลื่อนเจตนาที่แฝงเร้นบางประการ

2)จะกำหนดพระราชอำนาจ ขอบเขตของเอกสิทธิ์และความคุ้มกันพระมหากษัตริย์ให้ชัดเจน คือ “กำหนดขอบเขตของพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐได้เท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

“พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีพระราชอำนาจเหนือสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอื่นของรัฐ ”

“การกระทำของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ ต้องได้รับคำแนะนำและความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้เสียก่อน

และต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ หากการกระทำใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ถือเป็นโมฆะ ”

“การกระทำอื่นใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์หรือในฐานะประมุขของรัฐย่อมไม่อยู่ภายใต้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน”

“ยกเลิกพระราชอำนาจในการยับยั้งการลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้กฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภา”

3) เปลี่ยนกฎมณเฑียรบาล เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ สภาฯ แก้ไขได้

“ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยนำกฎมณเฑียรบาลฯ ที่ใช้อยู่ มาพิจารณาประกอบด้วย ทำให้การสืบทอดตำแหน่งพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามหลักการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยมีกระบวนการพิจารณาและการประกาศใช้เช่นเดียวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ

โดยอ้างเหตุที่ต้องกำหนดให้เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็เพราะว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เฉกเช่นเดียวกันกับคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และศาล”

4)เปลี่ยนแปลงกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งพระมหากษัตริย์การเสนอพระนามองค์รัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ

การกำหนดเช่นนี้ย่อมขัดแย้งต่อหลักการขึ้นครองราชย์ที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญไทยที่ชอบแล้วและขัดแย้งต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งพระรัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป

5) กำหนดให้พระมหากษัตริย์และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ได้เสนอเกี่ยวกับกระบวนการเข้ารับตำแหน่งของพระมหากษัตริย์ โดยกำหนดให้ก่อนเข้ารับหน้าที่ พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณตนต่อสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน

ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย

***โดยกำหนให้พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณต่อสภาผู้แทนราษฎร ด้วยถ้อยคำว่า “ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศด้วยความซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายที่ตราขึ้นโดยสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ”

6)เสนอให้ “ยกเลิกองคมนตรี” โดยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวกับองคมนตรีซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด 2 ได้แก่ มาตรา 10 ถึงมาตรา 14 และแก้ไขบทบัญญัติอื่นๆ ที่องคมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ตัดคำว่า “องคมนตรี” ออกจากมาตรา 183 ซึ่งกำหนดเรื่องเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมีตำแหน่งองคมนตรีอยู่ด้วย

7)กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หากจะปฏิบัติพระราชภาระไม่ได้/ไม่อยู่ในประเทศ

“ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่สามารถจะทรงแต่งตั้งได้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เสนอให้ส.ส. ที่มีอายุสูงสุดสามคนเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว”

เปิดทางให้แก้กฎหมายเกี่ยวกับ “ส่วนราชการในพระองค์”

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ กำหนดว่ามีการกระทำใดบ้างที่พระมหากษัตริย์กระทำโดยมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแล้วพระมหากษัตริย์ไม่ต้องรับผิด ซึ่งไม่ได้รวมถึงพระราชอำนาจในการจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ด้วย จึงหมายหมายความว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 15 แล้ว พระมหากษัตริย์ก็ยังคงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งหรือปลดข้าราชการในพระองค์โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ผู้ที่เสียหายก็สามารถฟ้องร้องต่อพระมหากษัตริย์ได้ ”

9) สภาฯ กำหนดวงเงิน และอนุมัติ “เงินรายปี” ให้พระมหากษัตริย์ องค์กรอื่นตรวจสอบการใช้จ่ายได้

“สภาผู้แทนราษฎร จะมีหน้าที่และอำนาจกำหนดวงเงินและอนุมัติเงินรายปีในทุกสี่ปีอย่างสมพระเกียรติและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ตามสมควร โดยกำหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินรายปีของพระมหากษัตริย์และรายงานให้สภาผู้แทนราษฎรทราบทุกปี”

10) ยกเลิกการลงพระปรมาภิไธยในพระบรมราชโองการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตําแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า ให้คงไว้เพียงการลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยและอำนาจตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น อันได้แก่ รัฐมนตรี ตุลาการศาลยุติธรรม ผู้พิพากษา ตุลาการศาลปกครอง และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ข้อเสนอนี้นับว่าเป็นการทำลายสายสัมพันธ์ในความเชื่อมโยงผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับข้าราชการระดับสูงที่มีอยู่ในระบบราชการไทยนับตั้งแต่อดีตที่มีการสร้างระบบราชการมาในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน

พสกนิกรผู้จงรักภักดีและประชาชนไทยในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ลองพิจารณาดูนะครับว่า เขาเสนอแนวคิดแบบนี้เพื่ออะไร ใช่การปฏิรูปที่ดีงามตามที่เขาพูดจริงๆ

หรือเป็นการบั่นทอนสถานะของพระมหากษัตริย์ไทยกันแน่???

การนำบทความแนวคิดของปิยะบุตร มา

ตีแผ่อีกครั้งในวันนี้ เพราะ เขายังคงหวนกลับมาย้ำเสนอแนวคิด ยกเลิกองคมนตรี 1ในข้อเสนอปฏิรูปกษัตริย์ที่เขาเคยเสนอไว้ เมื่อ10 สค 2564 อีกครั้ง

สมชาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภา
24 พค 2569

Cr. รายละเอียดจากสื่อดังนี้

1. เปิดชุดข้อเสนอสำเร็จรูป #แก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
https://www.ilaw.or.th/articles/4865?shem=rimspwouoe,

2. ปิยบุตร’ เสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญ หมวด 2 พระมหากษัตริย์ 10 ประเด็นสำคัญ
ประชาไท /
https://prachatai.com/journal/2021/08/94407?shem=rimspwouoe,

1. 10 ข้อเสนอแก้ไข รธน.ของ ’ปิยบุตร’ไม่ใช่การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เขียนโดย ผศ.กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์
https://isranews.org/…/isranews…/101475-king.html…,#