ทรัมป์เผย อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้น

ทรัมป์เผย อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้น

24 พ.ค. 2569 01:26 น.

ทรัมป์เผย อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้น

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า อิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มากขึ้นแล้ว ขณะที่ฝ่ายเตหะรานก็บอกว่ามีความคืบหน้าเช่นกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นทำข้อตกลงในเร็วๆ นี้

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิหร่านกำลังขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการยุติสงครามกับสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น ขณะที่ทางฝั่งเตหะรานก็ส่งสัญญาณเช่นกันว่ามีความคืบหน้าเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายต่างยังคงสงวนท่าที โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า ประเด็นสำคัญเรื่องอาวุธนิวเคลียร์จะไม่ถูกรวมอยู่ในข้อเสนอขั้นต้นใดๆ

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS News เขาได้เห็นร่างข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว และเมื่อถูกถามว่าร่างดังกล่าวดีพอหรือไม่ เขาตอบว่า “ผมไม่รู้ ผมยังบอกคุณไม่ได้” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างข้อตกลงดังกล่าว แต่ยืนยันหนักแน่นว่า ข้อตกลงใดๆ ก็ตามจะต้องขัดขวางไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่าง “เด็ดขาด”

“ผมจะลงนามในข้อตกลงที่เราได้ทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ต้องการเท่านั้น” ทรัมป์กล่าว “เราจะมีข้อตกลงร่วมกัน ไม่อย่างนั้นเราก็จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีประเทศใดเคยโดนโจมตีอย่างหนักหน่วงเท่ากับที่พวกเขากำลังจะโดน”

ด้านนายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐเมื่อวันเสาร์ว่า จุดยืนของสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มขยับเข้าหากันมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็เตือนว่านั่นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญๆ ได้ พร้อมทั้งกล่าวหาฝ่ายอเมริกันว่ามี “ถ้อยแถลงที่ขัดแย้งกันเอง”

“แผนการของเราคือการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) หรือข้อตกลงในรูปแบบของกรอบการทำงานเบื้องต้นก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยข้อกำหนด 14 ข้อ” สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างคำกล่าวของนายบากาอี

นายบากาอีระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้พวกเขากำลังอยู่ในกระบวนการขั้นสุดท้ายของการจัดทำบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อที่จะสามารถเปิดฉากเจรจารอบต่อๆ ไปได้ภายใน 30 ถึง 60 วัน “และในท้ายที่สุดก็จะสามารถบรรลุข้อตกลงขั้นสูงสุดได้”

ในขณะเดียวกัน นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ แสดงความหวังอย่างระมัดระวังในระหว่างการเยือนประเทศอินเดียเมื่อวันเสาร์ โดยระบุว่าอาจมีการอัปเดตความคืบหน้าภายในสุดสัปดาห์นี้

รูบิโอยังคงเน้นย้ำถึงจุดยืนของสหรัฐฯ ที่ว่า จะต้องไม่อนุญาตให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด และได้พูดถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งโดยที่อิหร่านจะต้องไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทาง

นอกจากนี้ เขากล่าวว่าอิหร่านจำเป็นต้องส่งมอบยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นสูงทั้งหมดคืนอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

23 พ.ค. 2569 23:25 น.

ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

ฝรั่งเศสสั่งห้าม เบน กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล ไม่ให้เดินทางเข้าประเทศ หลังมีคลิปแสดงให้เห็นว่าชายคนนี้พูดเยาะเย้ยกลุ่มนักเคลื่อนไหวยุโรปที่ถูกจับกุม

เมื่อ 23 พ.ค. 2569 ฝรั่งเศสประกาศห้าม นายอิตามาร์ เบน กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ หลังจากเขาโพสต์วิดีโอล้อเลียนกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ถูกทหารอิสราเอลจับกุมและมัดมือไว้ บนเรือขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่มุ่งหน้าไปยังฉนวนกาซา

นายฌ็อง-โนแอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ จะถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสู่ดินแดนของฝรั่งเศส” หลังจากมี “การกระทำอันน่ารังเกียจต่อพลเมืองฝรั่งเศสและยุโรป” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือขนส่งสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

เขากล่าวเสริมว่า ฝรั่งเศสและอิตาลีจะร่วมกันเรียกร้องให้มีมาตรการคว่ำบาตรระดับสหภาพยุโรป (EU) ต่อรัฐมนตรีฝ่ายขวาจัดของอิสราเอลรายนี้ด้วย

การสั่งแบนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนายเบน-กวีร์ เผยแพร่วิดีโอเมื่อวันพุธที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติอย่างรุนแรงต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวต่างชาติจากกองเรือดังกล่าว โดยพวกเขาถูกอิสราเอลควบคุมตัวในน่านน้ำสากล และกำลังอยู่ระหว่างการรอส่งตัวกลับประเทศที่ท่าเรืออัชดอดทางตอนใต้

ในคลิปวิดีโอปรากฏภาพนักเคลื่อนไหวหลายสิบคนถูกบังคับให้นั่งคุกเข่า ก้มหน้าผากจรดพื้น และถูกมัดมือไว้ด้านหลัง โดยมีนายเบน กวีร์ พูดล้อเลียนอยู่ใกล้ๆ เช่น “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล” เขายังพูดจาเยาะเย้ยถากถางนักเคลื่อนไหวเหล่านั้นพร้อมกับโบกธงชาติอิสราเอลไปมาด้วย

คลิปดังกล่าวเรียกเสียงประณามเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป โดยก่อนหน้านี้ สเปนเรียกร้องให้สหภาพยุโรปออกมาตรการคว่ำบาตรนายเบน-กวีร์ ขณะที่สหราชอาณาจักรได้เรียกตัวทูตระดับสูงสุดของอิสราเอลประจำอังกฤษเข้าพบ หลังจากมี “วิดีโอที่สร้างความขัดแย้งและยั่วยุ” ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป

ส่วนทางด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ก็ออกมากล่าวเช่นกันว่า การปฏิบัติต่อนักเคลื่อนไหวของนายเบน-กวีร์ นั้น “ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและบรรทัดฐานของประเทศอิสราเอล”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โรคหัดระบาดคร่าชีวิตเด็กมากกว่า 500 รายในบังกลาเทศ

โรคหัดระบาดคร่าชีวิตเด็กมากกว่า 500 รายในบังกลาเทศ

23 พ.ค. 2569 22:15 น.

โรคหัดระบาดคร่าชีวิตเด็กมากกว่า 500 รายในบังกลาเทศ

การระบาดของโรคหัดระลอกปัจจุบันในบังกลาเทศทำให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วกว่า 500 ราย ในขณะที่ทางการกำลังเร่งแคมเปญฉีดวัคซีนให้เด็กๆ เพื่อป้องกันการติดต่อของเชื้อ

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พ.ค. 2569 รัฐบาลบังกลาเทศระบุว่า สถานการณ์โรคหัดระบาดในประเทศส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วมากกว่า 500 ราย นับเป็นการระบาดของโรคหัดครั้งรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษของบังกลาเทศ

โรงพยาบาลต่างๆ ในกรุงธากา เมืองหลวงของประเทศ ตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดอย่างหนัก เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่ล้นทะลัก และต้องจัดตั้งวอร์ดเฉพาะกิจเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ แต่ยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากจากการขาดแคลนเตียงผู้ป่วยหนัก (ICU)

ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเด็กเสียชีวิตเพิ่มอีก 13 รายภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมจากการระบาดครั้งนี้พุ่งสูงถึง 512 รายแล้ว ตามตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขที่เริ่มรายงานนับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมเป็นต้นมา

บังกลาเทศได้เริ่มโครงการระดมฉีดวัคซีนครั้งใหญ่เพื่อต่อสู้กับการระบาด โดย รานา ฟลาวเวอร์ส (Rana Flowers) หัวหน้าองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประจำบังกลาเทศ เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า แคมเปญดังกล่าวสามารถเข้าถึงเด็กๆ ได้แล้วถึง 18 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า กว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่เต็มประสิทธิภาพจากการระดมฉีดวัคซีนนี้ อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

ด้านองค์การยูนิเซฟแถลงเมื่อวันพุธ (20 พ.ค.) ช่องโหว่ในการสร้างภูมิคุ้มกันทวีความรุนแรงขึ้นในระหว่างและหลังเหตุการณ์ความไม่สงบจากการลุกฮือของประชาชนในปี 2567 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการของประเทศ ส่งผลให้เด็กจำนวนมากไม่ได้รับการปกป้องจากวัคซีน

ทั้งนี้ โรคหัดเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยแพร่กระจายผ่านทางไอและจาม และยังไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจงเมื่อติดเชื้อแล้ว โดยภาวะแทรกซ้อนของโรคอาจรวมถึงอาการสมองบวมและปัญหาทางเดินหายใจรุนแรง แม้ว่าโรคนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหาร

ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากกระทรวงสาธารณสุขนี้ มีรายงานออกมาหลังจากที่รัฐบาลเคยอ้างว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว โดยสังเกตจากจำนวนผู้ป่วยที่ลดลงในหลายพื้นที่ที่เคยเผชิญกับการระบาดอย่างหนักก่อนหน้านี้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีการบันทึกสถิติในบังกลาเทศระหว่างการระบาดระลอกปัจจุบัน คือกลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี

ด้าน ไอซุล อิสลาม ข่าน กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลและวิทยาลัยแพทยศาสตร์ชาฮีด ซูห์ราวาดี (Shaheed Suhrawardy) ในกรุงธากา เผยกับสำนักข่าว AFP ว่า “แม้ว่าโรคหัดจะติดต่อกันได้ง่ายมาก แต่เด็กที่มีร่างกายแข็งแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถหายดีได้โดยใช้ยารักษาเพียงเล็กน้อย”

“แต่สำหรับที่นี่ เด็กส่วนใหญ่มาถึงโรงพยาบาลด้วยอาการทางเดินหายใจติดขัด รวมถึงมีการติดเชื้อที่ดวงตา ลำคอ และปอด” ซึ่ง ดร.อิสลาม ข่าน ระบุว่า เป็นอาการที่อยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 90 ศพ เหตุเหมืองถ่านหินจีนระเบิด รัฐบาลสั่งสอบสวนเข้ม

ดับแล้ว 90 ศพ เหตุเหมืองถ่านหินจีนระเบิด รัฐบาลสั่งสอบสวนเข้ม

23 พ.ค. 2569 21:39 น.

ดับแล้ว 90 ศพ เหตุเหมืองถ่านหินจีนระเบิด รัฐบาลสั่งสอบสวนเข้ม

เหตุระเบิดที่เหมืองถ่านหินทางเหนือของจีนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 90 ศพ ขณะที่รัฐบาลจีนสั่งให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้อย่างเข้มข้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 พ.ค. 2569 ว่า เหตุแก๊สระเบิดที่เหมืองถ่านหิน “หลิวเสินยวี่” (Liushenyu) ในมณฑลซานซี ทางตอนเหนือของประเทศจีน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 ศพแล้ว ขณะที่รัฐบาลจีน สั่งให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้อย่างเข้มข้น เพื่อหาตัวคนผิดมาลงโทษ

รายงานระบุว่า มีคนงานปฏิบัติหน้าที่อยู่ 247 คนในขณะที่เกิดเหตุระเบิดเมื่อเวลา 19:29 น. ของวันศุกร์ที่ 22 พ.ค.ตามเวลาท้องถิ่น โดยล่าสุดสามารถช่วยชีวิตผู้คนขึ้นมาได้อย่างปลอดภัยมากกว่า 100 คน และมีการส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยจำนวน 345 นายจากทีมกู้ภัย 6 ทีมไปยังพื้นที่เกิดเหตุแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกู้ภัยต้องเผชิญกับความยากลำบาก เนื่องจากมีน้ำสะสมอยู่ใกล้กับจุดที่เกิดการระเบิด ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่บางส่วนได้ นอกจากนี้ พิมพ์เขียวที่ทางเหมืองจัดหามาให้นั้นยังไม่ตรงกับสภาพพื้นที่จริงอีกด้วย

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวว่า ต้องทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาผู้บาดเจ็บและค้นหาผู้รอดชีวิต หลังจากนั้นคณะรัฐมนตรีของจีนแถลงว่า จะมีการดำเนินการสอบสวนอย่าง “เข้มงวด” และผู้ที่ต้องรับผิดชอบจะถูก “ลงโทษอย่างรุนแรง”

สื่อรัฐบาลระบุว่า ขณะนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 27 คนที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลท้องถิ่น โดยมี 1 คนที่อยู่ในอาการสาหัส ส่วนที่เหลือได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมแก๊สพิษ ทว่ายังไม่แน่ชัดว่าเป็นแก๊สชนิดใด

มีรายงานด้วยว่า สมาชิกทีมผู้บริหารของเหมืองบางส่วนถูกควบคุมตัวแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่ทำให้แก๊สระเบิด แต่สื่อรัฐบาลระบุว่า พบระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นแก๊สพิษร้ายแรงและไม่มีกลิ่น ภายในเหมือง “สูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด”

ทั้งนี้ ในปี 2567 เหมือง “หลิวเสินยวี่” เคยถูกสำนักงานความปลอดภัยเหมืองแร่แห่งชาติของจีน จัดให้อยู่ในรายชื่อหนึ่งในสถานที่ที่มี “อันตรายร้ายแรงด้านความปลอดภัย” และ ถงโจว กรุ๊ป (Tongzhou Group) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการเหมืองแห่งนี้ เคยถูกลงโทษมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2568 จากปัญหาด้านความปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นพดล ก.ต.ช. วิเคราะห์บทเรียนกราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ไทยต้องปฏิรูป

นพดล ก.ต.ช. วิเคราะห์บทเรียนกราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ไทยต้องปฏิรูป

นพดล ก.ต.ช. วิเคราะห์บทเรียนกราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ไทยต้องปฏิรูป

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

นพดล ก.ต.ช. วิเคราะห์บทเรียนกราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ไทยต้องปฏิรูป ยกคำสั่ง อนุทิน ขับระบบราชการทันภัยยุคใหม่

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิผู้แทนภาคประชาชน อาจารย์วิชานวัตกรรมในกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความเรื่อง บทเรียน กราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ภัยคุกคามยุคใหม่ โดยมีเนื้อหา ระบุว่า “เมื่อคืน…เสียงปืนใกล้ทำเนียบขาว ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่สามารถทำให้ “ศูนย์กลางอำนาจของโลก” เข้าสู่ภาวะตึงเครียดได้ทันที นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้อันตรายเพราะ “สงครามใหญ่” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อันตรายจาก “คนเพียงคนเดียว” ก็สามารถสั่นสะเทือนทั้งประเทศได้เช่นกัน

ในฐานะศิษย์เก่าด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และยุทธศาสตร์หลักสูตรเพื่อนร่วมรุ่นเป็นคณะนายทหารระดับสูงเสนาธิการทหารร่วม (JCS) เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผมมองว่า เหตุการณ์ยิงใกล้ทำเนียบขาวครั้งนี้ สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ภัยคุกคามต่อผู้นำประเทศยุคใหม่ไม่ได้มาจากกองกำลังขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “บุคคลเดี่ยว” (Lone Actor) ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ความเกลียดชัง ความโดดเดี่ยว หรือได้รับอิทธิพลจากความรุนแรงบนโลกออนไลน์

ที่น่ากังวลมาก คือ ปัจจุบัน “โซเชียลมีเดีย” กำลังกลายเป็นพื้นที่สะสมความรุนแรง การโชว์อาวุธ การสร้างชื่อเสียงจากพฤติกรรมสุดโต่ง และการปลุกเร้าอารมณ์มวลชนอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิด “พฤติกรรมเลียนแบบ” จะกระจายไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย

โลกยุคนี้ หลายฝ่ายเรียกว่า “BANI World” คือโลกที่ภายนอกดูเหมือนแข็งแรงแต่ภายในเปราะบาง (Brittle) เต็มไปด้วยคนที่วิตกกังวล (Anxious) เปลี่ยนแปลงคาดเดายาก (Nonlinear) และซับซ้อนเกินเข้าใจง่าย (Incomprehensible)

ดังนั้น “ความเร็วในการป้องกัน” จึงสำคัญพอ ๆ กับ “กำลังในการตอบโต้” เพราะบางครั้ง เหตุการณ์ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ความเสียหายอาจกระทบทั้งความมั่นคง ความเชื่อมั่น เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวว่า “ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน” หากมองเพียงผิวเผิน อาจเหมือนเป็นคำพูดเชิงอารมณ์ หรือการเร่งงานทั่วไป

แต่ในมุมของ “การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Communication) นี่คือการส่งสัญญาณทางความคิดของผู้นำไปยัง “ทั้งระบบ” พร้อมกัน

สาระสำคัญของประโยคนี้ ไม่ได้อยู่ที่คำว่า “เมื่อวาน” แต่อยู่ที่การเปลี่ยน “Mindset การทำงานของรัฐ” จากระบบที่รอขั้นตอน ไปสู่ระบบที่ “คิดล่วงหน้า ทำล่วงหน้า และเร็วกว่าเหตุการณ์”

กล่าวอีกแบบคือ ผู้นำกำลังสื่อว่า “หัวหน้าหน่วยทุกระดับ ต้องรู้เป้าหมาย รู้ทิศทาง และเตรียมการไว้ก่อนที่คำสั่งจะมาถึง” นี่คือหัวใจของการบริหารประเทศยุคใหม่ในโลก BANI ที่ภัยคุกคาม วิกฤต เศรษฐกิจ Cyber Scam ข่าวปลอม หรือความเดือดร้อนของประชาชน เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าระบบราชการแบบเดิมจะตามทัน

ดังนั้น “ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน” จึงมีนัยสำคัญหลายระดับ ได้แก่

1.สื่อสารเรื่อง “Sense of Urgency” คือ ทำให้ทั้งระบบรับรู้ว่า เวลาคือปัจจัยด้านความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประชาชน 

2.บังคับให้ระบบต้องคิดเชิงรุก
ไม่รอหนังสือ ไม่รอประชุม ไม่รอวิกฤตลุกลาม แล้วค่อยแก้ 

3.เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร
จาก “ทำตามคำสั่ง” ไปสู่ “คิดล่วงหน้าและเตรียมพร้อม” 

4.ทำให้หัวหน้าหน่วยต้องเข้าใจยุทธศาสตร์ผู้นำ
เพราะถ้าไม่เข้าใจเป้าหมายใหญ่ ก็จะไม่สามารถทำงานให้ “เร็วกว่าคำสั่ง” ได้ 

5.สร้างแรงกดดันเชิงบวกต่อระบบราชการ
ให้ขยับเร็วขึ้น ทันโลก ทันเหตุการณ์ และทันความคาดหวังของประชาชน 

ในทางยุทธศาสตร์ คำพูดลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียง “สำนวน” แต่เป็นการกำหนด “จังหวะการทำงานของประเทศ” (National Operating Tempo) 

เพราะโลกวันนี้…ประเทศไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องทรัพยากร งบประมาณ หรือกำลังคนอีกต่อไป

แต่แข่งขันกันที่ 

“ใครเห็นปัญหาเร็วกว่า”

“ใครตัดสินใจเร็วกว่า”

และ “ใครลงมือก่อนวิกฤตจะลุกลาม” ได้มากกว่ากัน

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งทำ ไม่ใช่เพียงเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัย แต่ต้องยกระดับสู่ “ระบบป้องกันเชิงรุกแบบบูรณาการ” ได้แก่ 

– การประเมินภัยคุกคามแบบ Real-Time

– การติดตามสัญญาณอันตรายจากโลกออนไลน์

– การเชื่อมข้อมูลบุคคลเสี่ยง สุขภาพจิต อาวุธ และพฤติกรรมผิดปกติ

– การฝึกซ้อมรับมือ Active Shooter อย่างต่อเนื่อง

– การดูแลพื้นที่ที่เป็น เป้าหมายอ่อน (Soft Target) เช่น ห้าง โรงเรียน งานเทศกาล โรงแรม สนามบิน และพื้นที่ที่มีประชาชนจำนวนมาก

– การใช้แอป Police Care ที่โหลดลงมือถือทุกคน AI ข่าวกรอง และภาคประชาชน ร่วมกันเฝ้าระวังเชิงรุก

และต้องเน้นย้ำให้เข้าใจคำกล่าวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ว่า “ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน” นี่เป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำบริหารประเทศยุคใหม่ เพราะในโลกที่มีความเปราะบางสูง “ประชาชน” ไม่ใช่เพียงผู้รอรับความปลอดภัยจากรัฐแต่คือ “หุ้นส่วนความมั่นคง” ที่สำคัญที่สุดของประเทศ

หากเราอยากเห็นประเทศไทยปลอดภัยขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ต้องเห็นสัญญาณอันตรายก่อนเกิดเหตุ”
ไม่ใช่รอให้เกิดโศกนาฏกรรม แล้วค่อยย้อนกลับมาถามว่า “ทำไมไม่มีใครเห็นมาก่อน” เพราะโลกวันนี้ ภัยคุกคาอาจไม่ได้เดินมาในรูปที่มองเห็นด้วยตาแต่อาจซ่อนอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ความเกลียดชัง และความเงียบที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนทั้งรัฐ ตำรวจ ทหาร โรงเรียน สื่อ แพลตฟอร์มออนไลน์ และภาคประชาชนจากชุมชน กลุ่มอาสาองค์กร มูลนิธิต่าง ๆ อาสาตำรวจบ้าน กต.ตร.ทุกระดับจะต้องร่วมกันสร้าง “สังคมเฝ้าระวังเชิงสร้างสรรค์” ที่ไม่ปล่อยให้ความรุนแรง ความเกลียดชัง และสัญญาณอันตราย เติบโตเงียบ ๆ อยู่ในสังคม จึงต้องปฏิรูปกฎหมายมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการสร้างความเกลียดชังในสังคมโลกออนไลน์ และการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเสริมความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

เพราะในโลก BANI วันนี้ ประเทศที่อยู่รอด อาจไม่ใช่ประเทศที่มีอาวุธมากที่สุด แต่คือประเทศที่เสริมสร้างความร่วมมือจากภาคประชาชนที่แข็งแกร่ง มีกฎหมายและใช้เทคโนโลยีทันยุค พัฒนาขีดความสามารถของประชาชนให้ “ปรับตัว เห็นภัยเร็ว และป้องกันความสูญเสียได้เร็วที่สุด”

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา แอดไลน์ id: @police.policy

รัฐบาล เตือนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี

รัฐบาล เตือนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี

รัฐบาล เตือนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.02 น.

รัฐบาล เตือนคนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี ฐานนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แนะกด report ไม่สนับสนุนคอนเทนต์ขยะ

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมึแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการลงข้อมูลลามกอนาจารลงในโซเชียลมีเดียจนกลายเป็นไวรัล มีประชาชนจำนวนมากเข้าไปชมกดไลค์กดแชร์  รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เพิกเฉยต่อการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบนำตัวผู้กระทำความผิดและผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาล่อแหลม ลามกอนาจารลงในโลกออนไลน์ มาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดถึงที่สุด 

รัฐบาลขอย้ำเตือนว่า การกระทำดังกล่าว มีความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้งเรื่องของการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ม.14 (1) และการนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ม.14 (4) ซึ่งมีอัตราโทษที่สูง โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับบุคคลที่กดไลค์ กดแชร์ คลิปอนาจาร จะมีความผิดเสมือนผู้กระทำความผิดเสียเอง ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14 (5) ที่วางหลักไว้ว่า บุคคลที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ (ม.14 (1)) หรือเป็นข้อมูลลามกอนาจาร (ม.14 (5)) ก็จะมีความผิดด้วยเช่นเดียวกัน (จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) 

“หากประชาชนพบเห็นคลิปล่อแหลม ลามกอนาจาร ขอให้กดรายงานและแจ้งเบาะแสมาที่ตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที รัฐบาลขอความร่วมมือช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย ไม่สนับสนุนคอนเทนต์ขยะ มุ่งหวังแต่ยอดไลค์ยอดแชร์ เพราะคอนเทนต์ขยะต่าง ๆ เหล่านี้ อาจสุ่มสิ่งที่ทำให้เกิดการลอกเลียนแบบได้ โดยเฉพาะในหมู่เด็กและเยาวชน” น.ส.พลอยทะเล กล่าว

ไชยันต์ ข้องใจ ปิยยุตร ตั้งคำถาม 2 ข้อ ปมหนุนเลิกองคมนตรี

ไชยันต์ ข้องใจ ปิยยุตร ตั้งคำถาม 2 ข้อ ปมหนุนเลิกองคมนตรี

ไชยันต์ ข้องใจ ปิยยุตร ตั้งคำถาม 2 ข้อ ปมหนุนเลิกองคมนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

ไชยันต์ ข้องใจ ปิยยุตร ตั้งคำถาม 2 ข้อ ปมหนุนเลิกองคมนตรี 

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ใน FB ของอาจารย์ปิยบุตร เรื่อง “ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี”

ผมมีข้อสังเกตและข้อสงสัยที่อยากให้อาจารย์ปิยบุตรช่วยตอบหน่อยครับ

ครั้งนี้ ขอสองข้อก่อนนะครับ

ในข้อเขียนของอาจารย์ อาจารย์โพสต์ไว้ว่า

“3. หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์และผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้นำองคมนตรีกลับมา อธิบายไว้ว่า

‘รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว (2490) ไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว (2490) ประสงค์จะให้มีคณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น…’”

1. อาจารย์ทราบไหมครับว่า ทำไมรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว ถึงไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี ?

2. อาจารย์พอจะตอบได้ไหมครับว่า คำว่า คณะเผด็จการในข้อความ “คณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกขั้นหนึ่ง” หมายถึง คณะบุคคลหรือองค์กร ใด ?

ขอแลกเปลี่ยน สองข้อก่อนนะครับ แล้วค่อยข้อต่อ ๆ ไป

ขอบคุณล่วงหน้านะครับ”

ขอมีส่วนร่วม-โปร่งใส ชาวบ้านหาดบางเบน ระนอง ฝากถึงรัฐก่อนดันแลนด์บริดจ์

ขอมีส่วนร่วม-โปร่งใส ชาวบ้านหาดบางเบน ระนอง ฝากถึงรัฐก่อนดันแลนด์บริดจ์

ขอมีส่วนร่วม-โปร่งใส ชาวบ้านหาดบางเบน ระนอง ฝากถึงรัฐก่อนดันแลนด์บริดจ์

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

24 พฤษภาคม 2569 ความคืบหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์อย่าง “แลนด์บริดจ์” ล่าสุด กลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ที่หาดบางเบน จ.ระนอง เปิดเผยว่า กังวลว่าการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำ และวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยวันนี้ทีมข่าวลงพื้นที่ไปยังท่าเรือหาดบางเบน เพื่อตรวจสอบความอุดมสมบูรณ์ของชายหาด ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสำคัญของ จ.ระนอง โดยลักษณะพื้นที่มีทั้งป่าชายเลนผืนใหญ่ พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือ แรมซาไซร์ พ้นจากท่าเรือไป จะเป็นทะเลผืนใหญ่ สามารถเห็นทัศนียภาพของแหลมอ่าวอ่าง เกาะพยาม เกาะอื่นๆ ใน จ.ระนอง และเกาะในประเทศเมียนมาได้อย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญคือพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน ทำให้ในอนาคตจุดนี้กำลังกลายเป็นความกังวลของชาวบ้าน หลังจากโครงการแลนด์บริดจ์ มีแผนที่จะปรับพื้นที่ให้กลายเป็นท่าเรือน้ำลึก

จากผลการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ระบุว่า โครงการในเฟสที่ 1 บริเวณแหลมสอ่าวอ่าง จะมีการถมทะเลขนาดใหญ่รวมกว่า 6,975 ไร่ รวมถึงการขุดลอกร่องน้ำลึกยาวประมาณ 11.5 กิโลเมตร และสร้างเขื่อนกันคลื่นยาวหลายกิโลเมตร ซึ่งแนวการสร้างท่าเรือนี้จะพาดผ่านหน้าอ่าวเชื่อมโยงไปใกล้กับเกาะพยาม

ข้อมูลจากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวประมงพื้นบ้านจำนวนหนึ่ง แสดงความกังวลว่า การก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์จะเข้ามาขวางกั้นทางน้ำบริเวณหน้าอ่าวบางเบนโดยตรง และอาจทำให้ร่องน้ำรวมถึงสันดอนทรายตามธรรมชาติเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์น้ำชายฝั่ง เช่น ปูม้า และปลาต่างๆ ซึ่งเป็นรายได้หลักของชุมชนชาวไทยมุสลิมและชาวบ้านในพื้นที่ ถ้าท่าเรือมา วิถีชีวิตเปลี่ยนแน่นอน อาชีพประมงที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าคงอยู่ยากขึ้น ชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาประเทศ แต่อยากให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มาชี้แจงข้อมูลตรงๆ มาฟังเสียงสะท้อนของชาวบ้านให้ครบทุกมิติ ขอความชัดเจนและความจริงใจ

ทั้งนี้ นอกจากเรื่องปากท้องของชาวบ้านแล้ว พื้นที่โครงการบางส่วนที่คาดว่าจะทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติที่สำคัญของ จ.ระนอง ทำให้เวลานี้ภาคประชาชน และชาวประมงพื้นบ้าน เรียกร้องให้หน่วยงานส่วนกลางเปิดเผยข้อมูลการศึกษาผลกระทบอย่างโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของบ้านเกิดตนเองอย่างแท้จริง

หมอวรงค์ ซัด ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี อคติต่อสถาบันฯ มากไปเปล่า!?

หมอวรงค์ ซัด ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี อคติต่อสถาบันฯ มากไปเปล่า!?

หมอวรงค์ ซัด ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี อคติต่อสถาบันฯ มากไปเปล่า!?

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

หมอวรงค์ ซัด ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี อคติต่อสถาบันฯ มากไปเปล่า!?   

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “แลกเปลี่ยนกับนายปิยบุตร

อยู่ๆนายปิยบุตรก็เสนอให้ยกเลิกองคมนตรี หลังจากที่นายเท้ง ได้ออกมาวิจารณ์ การประชุมร่วมกัน ของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.)

นายปิยบุตรน่าจะเข้าใจว่า เป้าหมายของประชาธิปไตยคืออะไร นั่นคือความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชน ผมจึงอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับนายปิยบุตรบ้าง

เราต้องยอมรับความจริง ที่ผ่านมา ประชาชน มีการยื่นถวายฎีกาความเดือดร้อน ไปยังสำนักพระราชวัง เพราะรัฐบาลและส่วนราชการ ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ครบถ้วน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

การที่องคมนตรี จะมาร่วมประชุม ในปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชน กับหน่วยราชการผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะเรื่องภัยน้ำท่วม น้ำแล้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพื่อนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไปสู่การแก้ไข

ผมคิดว่านี่คือวิถีของสังคมไทย ที่ปฏิบัติต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ถ้านายปิยบุตรไม่มีอคติต่อสถาบัน มากจนเกินไป น่าจะยอมรับได้ ในแนวทางที่เป็นวิถีนี้ ยกเว้นนายปิยบุตร จะห้ามประชาชนถวายฎีกา ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย สำหรับประชาชนที่เดือดร้อน

ส่วนข้อคิดเห็นที่นายปิยบุตร จะยกเลิกองคมนตรี ด้วยเหตุผลว่าจะประหยัดงบประมาณ ยิ่งฟังไม่ขึ้น เพราะการใช้จ่ายงบประมาณแบบฟุ่มเฟือย รวมทั้งทุจริตคอรัปชั่น ถ้าแก้กันจริงๆ จะประหยัดงบได้จำนวนมาก มากกว่าที่จะมายกเลิกองคมนตรี

ถ้าต้องการประหยัดงบประมาณ เพื่อประโยชน์ประชาชน เรามาร่วมมือกันได้ ขอให้นายปิยบุตรตั้งหลัก เอาประโยชน์ประชาชนเป็นตัวตั้ง การเสนอเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ขอให้คิดจริงทำจริง

ผมมีความเชื่อว่า ปัญหาประเทศเกิดจากทุจริตคอรัปชั่น และโยงไปถึงการมีสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไปของนักการเมือง ที่เอาเปรียบประชาชน ถ้านายปิยบุตร ต้องการแก้ปัญหาของประชาชนจริงๆ มันควรมาช่วยกันแก้เรื่องเหล่านี้จึงจะถูก

ผมสังเกตความคิดนายปิยบุตร มีอะไรก็พุ่งเป้าไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเดียว จนผมต้องตั้งคำถามว่า แน่ใจหรือว่า สิ่งที่นายปิยบุตรเสนอ จะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของประชาชน ลองถามตนเองว่า อคติต่อสถาบันฯมากไปหรือไม่”

ลิซ่า มาเอง! ลุยคุ้ยปม อาม่า กว้านซื้อที่ดิน ชุมพร-ระนอง จ่อแฉจุดเอ๊ะเพียบ

ลิซ่า มาเอง! ลุยคุ้ยปม อาม่า กว้านซื้อที่ดิน ชุมพร-ระนอง จ่อแฉจุดเอ๊ะเพียบ

ลิซ่า มาเอง! ลุยคุ้ยปม อาม่า กว้านซื้อที่ดิน ชุมพร-ระนอง จ่อแฉจุดเอ๊ะเพียบ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

ลิซ่า มาเอง! ลุยคุ้ยปม อาม่า กว้านซื้อที่ดิน ชุมพร-ระนอง จ่อแฉจุดเอ๊ะเพียบ

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ในเมื่อท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ไม่มาก็มาซะเอง

ตามที่เคยให้ข้อมูลว่ามี ”อาม่า“ กว้านซื้อที่ดิน ในอ.หลังสวน จ.ชุมพร – ระนอง

ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อาม่าเลือกซื้อจะอยู่ในเขตนิคมอุตสากรรมแน่นอน หากพรบ.SEC ผ่าน

เพราะชาวบ้านบอกว่า เขาเน้นซื้อที่ดินห่างแนวเวนคืน 200 เมตร ซื้อภูเขาได้ทั้งลูก หน้าเขาติดทะเล ท้ายเขาติดถนน

อาม่าครอบครองที่ดินในพื้นที่จนชาวบ้านบอกว่าจะเปลี่ยนชื่อ ต.บางน้ำจืด (พื้นที่แหลมริ่ว ที่อาจเป็นท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร) เป็น ต.อาม่า แล้วค่ะ

และพบจุดน่าสนใจเยอะมากเดี๋ยวมาเล่าเป็นคลิปให้ฟัง พบกันหล่าวท่านพิพัฒน์”