ศึกวรรณะอินเดียยุคใหม่ ยอมลดชั้นเพื่อให้อยู่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583152

โดย บวร โทศรีแก้ว 28 ก.พ. 2559 05:01

 

ปิดถนน-ชาวชาฏตะโกนคำขวัญปลุกใจ ขณะชุมนุมปิดกั้นถนนหลวงแห่งชาติระหว่างรัฐหรยาณาและรัฐเดลี เพื่อกดดันให้รัฐบาลอินเดียจัดสรรโควตางานราชการและที่นั่งในสถานศึกษาให้พวกตนมากขึ้น เช่นเดียวกับพวกวรรณะต่ำกว่าอื่นๆ (รอยเตอร์)

ปัญหาสืบเนื่องจากการแบ่งชนชั้นวรรณะในอินเดียปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อชาว “ชาฏ” (Jat) ในรัฐหรยาณา ทางภาคเหนือ ใกล้กรุงนิวเดลี ก่อจลาจลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีผู้เสียชีวิต 19 คน บาดเจ็บหลายร้อยคน

นอกจากปิดกั้นถนนและรางรถไฟ ผู้ประท้วงยังทำลายคลอง “มูนัค” ที่ใช้ผลิตน้ำประปาป้อนเมืองหลวงกว่า 60% ทำให้ประชาชนกว่า 10 ล้านคน หรือราว 3 ใน 4 ของประชากรกรุงนิวเดลีไม่มีน้ำใช้

ระบบวรรณะเกิดจากพวก “อริยะ” หรือ “อารยัน” เข้าไปรุกราน และทำสงครามกับชนพื้นเมืองเจ้าของถิ่นเดิมในอินเดีย ซึ่งเรียกว่าพวก “มิลักขะ” (หรือทัสสยุ หรือทราวิฑ) ในยุคโบราณ เมื่อพวกอริยะชนะสงคราม จึงใช้ศาสนาพราหมณ์เป็นเครื่องมือในการแบ่งวรรณะเป็น 4 วรรณะ เพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง โดยถือว่าแต่ละวรรณะเกิดจากอวัยวะของพระพรหมที่แตกต่างกันและมีหน้าที่ต่างกัน คือ

1. วรรณะพราหมณ์ เกิดจากพระโอษฐ์ของพระพรหม มีเครื่องแต่งกายสีขาว หมายถึงความบริสุทธิ์ มีหน้าที่สวดมนต์ ให้คำปรึกษากับกษัตริย์ พวกที่เป็นนักบวชก็ทำหน้าที่สอนไตรเพทและประกอบพิธีทางศาสนา

2. วรรณะกษัตริย์ เกิดจากพระอุระของพระพรหม ถือว่าสืบเชื้อสายมาจากพระอาทิตย์ มีเครื่องแต่งกายสีแดง หมายถึงนักรบ ทำหน้าที่สู้รบ ป้องกันหรือขยายอาณาจักร ปกครองบ้าน เมือง และเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

3. วรรณะแพศย์ เกิดจากพระเพลาของพระพรหม มีเครื่องแต่งกายสีเหลือง เป็นพวกแสวงหาทรัพย์สมบัติ ได้แก่ พวกพ่อค้า คหบดี เศรษฐี และเกษตรกร

4. วรรณะศูทร เกิดจากพระบาทของพระพรหม มีเครื่องแต่งกายสีดำหรือสีอื่นๆที่ไม่ สดใส มีหน้าที่เป็นกรรมกร ลูกจ้างผู้ใช้แรงงาน

ต่อมามี “วรรณะที่ 5” เกิดขึ้น คือ “จัณฑาล” หรือ “ดาลิต” ถือเป็นวรรณะต่ำสุด เป็น พวกลูกที่เกิดจากพ่อแม่ต่างวรรณะสมสู่กัน ถูกรังเกียจเหยียดหยาม คนวรรณะอื่นไม่คบค้าสมาคมด้วย

แม้อินเดียจะยกเลิกระบบวรรณะอย่างเป็นทางการนานแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ การแบ่งแยกวรรณะยังมีอยู่แพร่หลาย โดยเฉพาะในชนบทด้อยความเจริญ คนวรรณะต่ำยังถูกรังเกียจกีดกัน เช่น ห้ามเข้าวัด ห้ามใช้บ่อน้ำหรือถนนร่วมกับคนวรรณะสูงกว่า

ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเศรษฐกิจอินเดียพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่ประชากรนับร้อยล้านคน โดย เฉพาะในเขตชนบทด้อยพัฒนา ซึ่งส่วนใหญ่เป็น คนวรรณะต่ำ ยังมีรายได้ไม่ถึงวันละ 1.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ (45 บาท)

คุมเข้ม-ทหารและกองกำลังรักษาความมั่นคงอินเดียลาดตระเวนในเมืองโรห์ทัค รัฐหรยาณา และได้รับคำสั่งให้ยิงผู้ก่อความรุนแรงได้ ทันที หลังชาวชาฏประท้วงก่อจลาจล มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก (เอเอฟพี)

รัฐบาลจึงพยายามช่วยพวกคนชายขอบและผู้ยากจนที่สุดเหล่านี้ด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งจัดสรร “โควตา” ตำแหน่งงานราชการและที่นั่งในมหาวิทยาลัยให้พวกจัณฑาล และกลุ่มที่เรียกว่า “วรรณะล้าหลังอื่นๆ” (Other Backward Castes) หรือ “โอบีซี” เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแบ่งชนชั้นวรรณะมาหลายร้อยปี

นั่นเป็นมูลเหตุที่นำไปสู่การก่อจลาจลของชาว “ชาฏ” ในครั้งนี้!

เดิมทีชาวชาฏเป็นพวกเกษตรกรและเจ้าของที่ดิน ฐานะค่อนข้างร่ำรวย ได้ชื่อว่าเป็นพวกวรรณะสูง ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐหรยาณาและรัฐอื่นๆ อีก 7 รัฐทางภาคเหนืออินเดีย รวมทั้งรัฐปันจาบ เดลี ราชาสถาน อุตระประเทศ ไปจนถึงรัฐสินธุและปันจาบในปากีสถาน

เฉพาะภาคเหนืออินเดียมีชาวชาฏกว่า 80 ล้านคน มีทั้งที่นับถือศาสนาฮินดู ซิกข์ และอิสลาม โดยรัฐหรยาณามีชาวชาฏเป็นชนส่วนใหญ่เกือบ 8 ล้านคน หรือกว่า 25% ของประชากรทั้งหมด ชาวชาฏยังครองที่นั่งถึง 1 ใน 3 ในรัฐสภาหรยาณา มีรัฐมนตรีถึง 7 คนในทั้งหมด 10 คนในสภาท้องถิ่น

อดีตนายกรัฐมนตรีชอดารี ชารัญ ซิงห์ ซึ่ง กุมอำนาจช่วง 28 ก.ค. 2522-14 ม.ค. 2523 ก็เป็นนายกฯที่เป็นชาวชาฏคนแรกของอินเดียชาวชาฏจึงมีอำนาจอิทธิพลไม่ธรรมดา

แต่ช่วงหลังๆ ชีวิตของชาวชาฏแย่ลงๆ เพราะรายได้จากเกษตรกรรมตกต่ำและเกิดภัยแล้งต่อเนื่อง ชาวชาฏมากมายต้องขายที่ดินหรือแบ่งให้ลูกหลานไปขายกิน และละทิ้งอาชีพเกษตรกร หันไปหางานทำในเมือง แต่งานภาค เอกชนก็หายากยิ่ง ชาวชาฏจึงรู้สึกว่าอนาคตของพวกตนและลูกหลานมืดมน

เมื่อเดือน มี.ค. 2557 รัฐบาลกลางอินเดียซึ่งมีพรรคคองเกรสเป็นแกนนำจึงประกาศจะจัดให้ชาวชาฏอยู่ในกลุ่ม “โอบีซี” ซึ่งจะทำให้ได้รับ โควตางานราชการและที่นั่งในมหาวิทยาลัยด้วย แต่แล้วในปี 2558 ศาลสูงอินเดียกลับตัดสินว่าชาวชาฏไม่เข้าข่ายอยู่ในกลุ่ม “โอบีซี” ชาวชาฏ จึงไม่พอใจ เพราะเห็นว่าทำให้พวกตนเสียเปรียบ จึงเรียกร้องขอให้บรรจุพวกตนอยู่ในกลุ่มโอบีซีอีก แต่รัฐบาลไม่ยอม อ้างว่าศาลสูงตัดสินแล้ว การประท้วงจึงบานปลาย!

เหตุรุนแรงคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยชาว “ปาเตล” (Patel) ซึ่งเป็นพวกพ่อค้าและเกษตรกร ที่เป็นคนวรรณะสูงฐานะดี ก่อจลาจลที่รัฐคุชราต เรียกร้องขอให้บรรจุพวกตนอยู่ในกลุ่ม “โอบีซี” บ้าง เพื่อจะได้รับโควตาพิเศษนี้ด้วย และต่อมาชาว “คาปู” ในรัฐอานธรประเทศก็ก่อหวอดประท้วงขออยู่ใน “โอบีซี” เช่นกัน

การจลาจลที่รัฐหรยาณายุติลงได้ หลังรัฐบาลสัญญาว่าจะทำตามข้อเรียกร้องของชาวชาฏ แต่จะทำได้หรือไม่ยังน่าสงสัย เพราะศาลสูงให้โควตางานราชการและที่นั่งในมหาวิทยาลัยแก่พวก “โอบีซี” แค่ 50% ขณะที่พวกโอบีซีมีจำนวนมากถึง 41-52% ของประชากรอินเดียทั้งหมด ดังนั้นการแย่งชิงจึงดุเดือดมาก

เป็นศึกชนชั้นวรรณะยุคใหม่ ที่ยอมทำทุกอย่าง แม้แต่ขอลดชั้นตัวเอง…เพื่อความอยู่รอด!

บวร โทศรีแก้ว

สยบ “โสมแดง” ไม่ง่าย ถ้าจีนพี่ใหญ่ไม่เลิกอุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579987

โดย บวร โทศรีแก้ว 21 ก.พ. 2559 05:01

 

ต้านคิมแดง–กลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านเกาหลีเหนือ เผาแผ่นป้ายรูปนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระหว่างการชุมนุมที่กรุงโซล เพื่อประท้วงที่เกาหลีเหนือทดสอบระเบิดนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกล (เอเอฟพี)

ตั้งแต่เกาหลีเหนือทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 4 อ้างว่าเป็น “ระเบิด ไฮโดรเจน” เมื่อ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นก็ทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลอีกเมื่อ 7 ก.พ. ทั้งสหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และพันธมิตรต่างเต้นเร่าๆ งัดมาตรการต่างๆมาลงโทษ “โสมแดง” หนักยิ่งขึ้น

สหรัฐฯ และญี่ปุ่นสั่งคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเพิ่มเติม ส่วนเกาหลีใต้ระงับการทำธุรกิจที่ “นิคมอุตสาหกรรมร่วมแกซอง” ในเกาหลีเหนือ เพื่อตัดแหล่งรายได้สำคัญ แต่จะ “สยบ” โสมแดง หนึ่งในชาติที่ยากจนที่สุดและพึ่งพาการค้าน้อยที่สุดในโลกได้หรือไม่ ยังน่าสงสัย เพราะโสมแดงยังใช้ช่องทางหายใจอื่นๆอีกหลายทาง!

เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือลึกลับมาตลอด เพราะเจ้าตัวแทบไม่เผยสถิติด้านการค้าการคลังของตน แต่จากข้อมูลของ “ธนาคารกลางเกาหลีใต้” ซึ่งรวบรวมจากหลายภาคส่วน พอจะทำให้มองเห็นภาพได้รางๆ

แบงก์ชาติโสมขาวเริ่มเผยแพร่การประเมินเศรษฐกิจโสมแดงตั้งแต่ พ.ศ.2544 รายงานล่าสุดในปี 2557 เชื่อว่าเศรษฐกิจเกาหลีเหนือเติบโตราว 1% มีมูลค่า 28,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแค่ 2% ของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ โดยมูลค่ารวมการนำเข้าและส่งออกของเกาหลีเหนืออยู่ที่ราว 9,900 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งการค้ากับเกาหลีใต้ราว 2,400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากนิคมร่วมแกซองนั่นเอง

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ระบุว่า ตั้งแต่ก่อตั้งใน พ.ศ.2547 เกาหลีเหนือมีรายได้เป็น เงินสดจากนิคมแกซองราว 560 ล้านดอลลาร์ เฉพาะ ปีที่แล้วราว 120 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัทเกาหลีใต้กว่า 120 บริษัทที่ไปตั้งโรงงานที่แกซองจ้างคนงานชาวเกาหลีเหนือถึง 54,000 คน ให้เงินเดือนเฉลี่ย 150 ดอลลาร์ (5,250 บาท) ต่อคน ส่วนสินค้าที่ผลิตรวมทั้งเสื้อผ้า นาฬิกาข้อมือ เครื่องสำอาง ชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์

เกาหลีใต้กล่าวหาว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือชักเงินรายได้ของคนงานในนิคมแกซองถึง 70% ไปใช้ในโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยให้คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด เพราะบริษัทเกาหลีใต้ไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้คนงานโดยตรง แต่จ่ายให้รัฐบาลเกาหลีเหนือเป็นเงินสกุลดอลลาร์ จากนั้นรัฐบาลถึงจะจ่ายค่าจ้างให้คนงานเป็นเงินสกุลวอนเกาหลีเหนือที่กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นมาเอง จึงชักส่วนแบ่งส่วนต่างได้มหาศาล

เกาหลีเหนือยังมีรายได้หลักอีกทางจากการ “ส่งออกแรงงาน” โดยผู้เชี่ยวชาญต่างชาติระบุว่าตั้งแต่กลางคริสต์ทศวรรษ 2000 เกาหลีเหนือส่งคนไปทำงานต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการค้าการลงทุนของเกาหลีใต้ประเมินว่า มีแรงงานโสมแดงราว 60,000-100,000 คน ทำงานอยู่ใน 40 ประเทศทั่วโลก

ตัดเส้นเลือด–แฟ้มภาพนิคมอุตสาหกรรมร่วมแกซองในปี 2556 ถ่ายจากหอสังเกตการณ์โดรา ใกล้หมู่บ้านปันมุนจอม ริมพรมแดนเกาหลีเหนือ-ใต้ ก่อนที่เกาหลีใต้จะสั่งปิดโรงงานของตนที่นั่น เพื่อตัดแหล่งรายได้สำคัญของเกาหลีเหนือ (เอพี)

ส่วนรายงานของมาร์ซูกิ ดารุสมาน ทูตพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นปีที่แล้วระบุว่า มีคนงานโสมแดงทำงานในต่างประเทศกว่า 50,000 คน ส่วน ใหญ่ไปทำงานในร้านอาหารในจีนและชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานก่อสร้างในรัสเซีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ ทำรายได้เข้าประเทศ 1,200-2,300 ล้านดอลลาร์ต่อปี

รัฐบาลเกาหลีเหนือยังพยายามหารายได้จากการท่องเที่ยว ด้วยการตั้งเขตท่องเที่ยวพิเศษและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง โดยเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือเผยว่า ในปี 2557 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติไป เกาหลีเหนือราว 100,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมคือ “ภูเขากุมกัง” หรือ “ภูเขาเพชร” ซึ่งเดิมทีชาวเกาหลีใต้ก็นิยมไปเที่ยว ก่อนถูกระงับในปี 2551 หลัง รปภ.เกาหลีเหนือยิงสตรีเกาหลีใต้เสียชีวิต

ส่วนสหรัฐฯเตือนมาตลอดไม่ให้คนไปเที่ยวเกาหลีเหนือ ยิ่งหลังการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ล่าสุด สหรัฐฯ ยังผลักดันให้มีการคว่ำบาตรการท่องเที่ยวในเกาหลีเหนือ รวมทั้งพยายามห้ามสายการบินแห่งชาติ “คอร์โย” ซึ่งเป็นสายการบินบุโรทั่งหนึ่งเดียวของ โสมแดงบินเข้าออกประเทศต่างๆ

แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การคว่ำบาตรไม่อาจต้อนโสมแดงให้จนตรอกได้ ตราบใดที่ “จีน” พันธมิตรเก่าแก่และคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของโสมแดงไม่ร่วมมือด้วยอย่างเต็มที่ เพราะการค้ากับจีนมีอัตราสูงกว่า 74% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของเกาหลีเหนือในปี 2557 และถ้าไม่นับการค้าที่เกี่ยวข้องกับนิคมแกซอง จะมีมูลค่ากว่า 90% ทีเดียว

สินค้าส่งออกหลักของเกาหลีเหนือไปจีนคือถ่านหิน สินแร่ เสื้อผ้า สิ่งทอ ทำรายได้สูงกว่าที่ได้จากแกซองกว่า 20 เท่า ส่วนสินค้านำเข้าจากจีน รวมทั้งก๊าซปิโตรเลียม เหล็ก เครื่องจักร รถยนต์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์

จนถึงบัดนี้ก็ยังมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จีนจะร่วมคว่ำบาตรทางการค้าต่อเกาหลีเหนืออย่างรุนแรง เพราะกลัวว่าจะทำให้เศรษฐกิจเกาหลีเหนือล่มสลาย เกิดกลียุค ผู้ลี้ภัยหลายล้านคนทะลักเข้าสู่จีน ดังนั้น แม้จะไม่สบอารมณ์ในความก้าวร้าว จีนจะอุ้มกระเตงโสมแดงต่อไป

ส่วนพวก “ฮาร์ดคอร์” ที่เชียร์ให้สหรัฐฯ และพันธมิตรชิงโจมตีแหล่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของโสมแดง เหมือน “อิสราเอล” ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดถล่มเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ “โอซิรัค” ของอิรัก ใน พ.ศ.2524 นั้น ก็ยากที่จะเกิดขึ้น เพราะมีความ เสี่ยงสูงที่โสมแดงจะบ้าเลือด โจมตีเกาหลีใต้ตอบโต้

ประชากรเกาหลีใต้เกือบครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 49 ล้านคน อาศัยอยู่ในหรือรอบๆกรุงโซล ซึ่งห่างจากชายแดนเกาหลีเหนือ-ใต้ แค่ 50 กม. อยู่ ในพิสัยปืนใหญ่หรือจรวดของโสมแดง ถ้าระดมยิงต้องตายกันเป็นเบือ

แม้ชาวเกาหลีเหนือจะทุกข์ยากแสนสาหัสจากการคว่ำบาตร แต่ผู้นำโสมแดงดูไม่ยี่หระและยังคิดว่าตนถือไพ่เหนือกว่า โดยใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือข่มขู่ ถึงขั้นเรียกร้องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรยอมรับว่าตนเป็นหนึ่งใน “มหาอำนาจนิวเคลียร์” แล้ว และต้องเจรจากันโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานดังกล่าว

ดูๆแล้วถ้าจีนไม่ตัดหางปล่อยวัด โสมแดงจะยังแสบซ่า…ท้าทายประชาคมโลกต่อไปไม่จบสิ้น!
บวร โทศรีแก้ว

เทคโนโลยีสู้ธรณีพิโรธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576878

โดย บวร โทศรีแก้ว 14 ก.พ. 2559 05:01

 

วินาศ–ภาพมุมสูงของอพาร์ตเมนต์ “เหว่ยกวน จิงหลง” (มังกรทอง) ตึกสูง 17 ชั้น ในเมืองไถ่หนาน ทางภาคใต้ของไต้หวัน ซึ่งพังถล่มเกือบ100% เพราะฤทธิ์แผ่นดินไหว 6.4 แมกนิจูด เมื่อ 6 ก.พ. ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน สูญหายกว่า 30 คน (เอเอฟพี)

เหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 6.4 แมกนิจูด ที่เมืองไถ่หนาน เมืองเก่าแก่ที่สุดของไต้หวันทางภาคใต้ เมื่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 94 คน บาดเจ็บหลายร้อยคน อาคารบ้านเรือนพัง เสียหายจำนวนมาก จุดกระแสตื่นตัวเรื่อง “มาตรฐานการก่อสร้างอาคารเพื่อต้านทานแผ่นดินไหว” ขึ้นมาอีกครั้ง

ภาพข่าวตึก 11 หลังที่พังถล่ม รวมทั้งอพาร์ตเมนต์ “เหว่ยกวน จิงหลง” หรือ “มังกรทอง” สูง 17 ชั้น มีห้องพัก 96 ยูนิต มีผู้อยู่อาศัยกว่า 256 คน ที่พังถล่มราบคาบเกือบ 100% แถมยังมีภาพถังหรือปี๊บบรรจุสีหรืออาหาร (Tin cans) ถูกใช้ก่อสร้างกำแพงตึกบางส่วน ซึ่งสื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก ยิ่งทำให้คำถามเรื่องนี้ดังกระหึ่ม

เมื่อใดที่อาคารสูงพังถล่มจากแผ่นดินไหว มักมีการเปรียบเทียบ กับ “ญี่ปุ่น” ซึ่งเทคโนโลยีการก่อสร้างอาคารต้านทานแผ่นดินไหวก้าวไกลมาก ยุคหลังๆ แม้เจอธรณีพิโรธรุนแรง แต่ความเสียหายน้อย จนน่าทึ่ง

ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในแนวเหลื่อมซ้อนของเปลือกโลกเช่นเดียวกับไต้หวัน ทำให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โดยแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในโลกประมาณ 1 ใน 5 หรือ 20% เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นต้องรับมือและพัฒนาวิธีการสู้แผ่นดินไหวเป็นศาสตร์เฉพาะถ่ายทอดกันมาหลายศตวรรษแล้ว

ยิ่งหลังจากเกิด “แผ่นดินไหวใหญ่ฮัน-ชิน” 6.8 แมกนิจูดที่เมืองโกเบ จ.เฮียวโงะ เมื่อ 17 ม.ค. 2538 มีผู้เสียชีวิตถึง 6,434 คน ญี่ปุ่นยิ่งเรียนรู้ พัฒนา และยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างอาคารจนก้าวไปไกลมาก

จะเห็นได้ว่า เมื่อเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 9.0 แมกนิจูด และสึนามิที่ชายฝั่งตะวันออกญี่ปุ่น เมื่อ 11 มี.ค. 2554 มีผู้เสียชีวิตและสูญหายกว่า 20,000 คน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จ.ฟูกูชิมะ เสียหายหนัก ส่วนกรุงโตเกียวก็ถูกเขย่าอย่างรุนแรง แต่อาคารบ้านเรือน รวมทั้งตึกระฟ้า เช่น ตึก “โตเกียว สกายทรี” แทบไม่เป็นอะไรเลย!

นั่นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพเทคโนโลยีในการต่อสู้แผ่นดินไหวของญี่ปุ่น ซึ่งมีตั้งแต่วิธีการขั้นพื้นฐานที่ใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณ เช่น การเสริมความแข็งแรงให้ผนังและเสารับน้ำหนักของอาคาร วิธีหนึ่งที่ใช้กันมากก็คือการเพิ่มความแข็งแรงให้ตัวเชื่อมในอาคารด้วยการหุ้ม “เสารับน้ำหนัก” ด้วยโครงเหล็ก

หลังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อ 11 มี.ค.2554 หลายโรงเรียนในญี่ปุ่นยังเพิ่มความแข็งแรงให้ อาคารด้วยการเพิ่ม “คานรับน้ำหนัก” เข้าไปที่โครงหน้าต่างด้วย ทำให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ดียิ่งขึ้น

ปลอบขวัญ–ประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว แห่งไต้หวัน ไปเยี่ยมนางหลิว อี้–เฉิน ผู้รอด ชีวิตจากแผ่นดินไหวในโรงพยาบาลเมืองไถ่หนาน นางหลิวถูกช่วยออกมาจากใต้ซากตึกเหว่ยกวน จิงหลง แต่สามีและลูกน้อยวัย 10 วัน ซึ่งเธอกำลัง ให้นมอยู่ขณะเกิดแผ่นดินไหวเสียชีวิต (เอเอฟพี)

สถาปนิกญี่ปุ่นยังพัฒนา “กลไกพิเศษ” ต่างๆ เพื่อปกป้องตึกระฟ้า โดยตึกสูงๆจะถูกสร้างให้ดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ในระดับสูง โดยใช้หลักการให้อาคารควบคุมแรง สั่นสะเทือนได้ เทคโนโลยีหลักคือการติดตั้ง “โช้กน้ำมัน” หรือกระบอกบรรจุน้ำมันขนาดใหญ่ ให้ทำ หน้าที่เป็นเครื่องดูดซับแรงสั่นสะเทือนขนาดยักษ์

ตึกสูงๆเหล่านี้ยังถูกออกแบบให้แกว่งไปมาได้คล้ายลูกตุ้ม เมื่อเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ทำให้ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ตึกระฟ้า “โมริ ทาวเวอร์” ในย่านรปปงหงิ ฮิลส์ ในกรุงโตเกียว ก็ใช้เทคโนโลยีนี้ ทำให้เมื่อเกิดแผ่นดินไหว 11 มี.ค. 2554 ไม่มีกระจกในภัตตาคารบนชั้นที่ 50 แตกเลยแม้แต่บานเดียว

ชาวญี่ปุ่นยังคิดค้นวิธีการใหม่ๆสู้แผ่นดินไหว ไม่หยุดยั้ง ไอเดียล่าสุดคือการ “แยก” (Isolate) แรงสั่นสะเทือนจากตัวอาคาร หรือแยกอาคาร ออกจากพื้นดินด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งฝังแผ่น ยางดูดซับแรงสั่นสะเทือนที่ฐานตึก เทคโนโลยีนี้มักใช้กับตึกขนาดสูงปานกลางและต่ำซึ่งโครงสร้างไม่ยืดหยุ่น เช่น คอนโดมิเนียม ช่วยให้ลดแรงสั่นสะเทือนที่โครงสร้างส่วนบนของตึกได้อย่างมาก

นายเคนจิ ซาวาดะ กรรมการบริหารของสมาคมแยกแผ่นดินไหวแห่งญี่ปุ่น (Japan Society of Seismic Isolation) กล่าวว่า แม้จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าวิธีการเก่าๆ เช่น การเพิ่มความแข็งแรงให้โครงสร้างอาคารด้วยขื่อคานรับน้ำหนักและโครงเหล็ก จะล้าสมัย ยังใช้ได้ดีอยู่ โดยควรจะตรวจสอบ ลักษณะโครงสร้างเฉพาะของอาคารแต่ละหลัง และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทั้ง 3 แบบนี้ตามความเหมาะสม

อีกตัวอย่างหนึ่งของ “ภูมิปัญญาดั้งเดิม” ของคนญี่ปุ่นในการสู้กับแผ่นดินไหวก็คือ “วัดโฮริวจิ” วัดพุทธโบราณในเมืองนารา เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น ซึ่งสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 และ ยังอยู่ยั้งยืนยง บางส่วนของวัด รวมทั้งเจดีย์สูง 5 ชั้น ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วยไม้ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ก็ใช้เทคโนโลยีโบราณที่ว่านี้

เสากลางหรือเสาหลัก (Central Pillar) ของเจดีย์วัดโฮริวจิ ถูกออกแบบให้ยึดติดกับชั้นบนสุดเท่านั้น แยกจาก 4 ชั้นล่าง ทำให้โครงสร้างมีความยืดหยุ่นยามเผชิญแรงสั่นสะเทือน เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เสากลางยังกระจายแรงสั่นสะเทือนไปยังชั้นอื่นๆเท่าๆกัน ไม่ให้ไปรวมศูนย์ที่จุดหนึ่งจุดใด ซึ่งจะทำให้เจดีย์พังถล่มได้

นี่เป็นแค่ตัวอย่างของเทคโนโลยีต่อสู้แผ่นดินไหวของแดนอาทิตย์อุทัยที่เรียนรู้พัฒนาสั่งสมกันมายาวนาน เทคโนโลยียุคนี้หลากหลายสลับซับซ้อนกว่านี้มาก และคงพัฒนาต่อไปไม่หยุดยั้งเพื่อความอยู่รอด

ตราบใดที่มนุษย์ยังเอาชนะ “ธรรมชาติ” ไม่ได้!

บวร โทศรีแก้ว

“สตรีเหล็ก” กับบ่าที่หนักอึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573571

โดย บวร โทศรีแก้ว 7 ก.พ. 2559 05:01

 

ศักราชใหม่–ส.ส.เมียนมาเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก ที่กรุงเนปิดอว์ เมื่อ 1 ก.พ. หลังนางออง ซาน ซูจี นำพรรคเอ็นแอลดีชนะการเลือกตั้งเมื่อ 8 พ.ย.2558 ถล่มทลาย คว้าที่นั่งในสภาเกือบ 80% (เอเอฟพี)

“เมียนมา” พัฒนาไปอีกก้าวใหญ่ เมื่อพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางออง ซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายเมื่อ 8 พ.ย.2558 ได้จัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี แทนรัฐบาลทหารกึ่งพลเรือน ซึ่งมีประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เป็นผู้นำ

เมียนมาเพิ่งเปิดประชุมรัฐสภา (ลูตตอ) ชุดใหม่เป็นครั้งแรก ที่กรุงเนปิดอว์ ทั้งการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ปีตูลูตตอ) เมื่อ 1 ก.พ. และวุฒิสภา (อะเมียวตาลูตตอ) เมื่อ 3 ก.พ. ทั้ง 2 สภามีสมาชิกรวมกัน 664 ที่นั่ง

แต่ใน 664 ที่นั่งนี้ มาจากการเลือกตั้งแค่ 498 ที่นั่ง ที่เหลือเป็นโควตาทหาร 25% และใน 498 ที่นั่งนี้เป็นของพรรคเอ็นแอลดีถึง 390 ที่นั่ง หรือเกือบ 80% นับเป็นศักราชใหม่ของเมียนมาซึ่งเพิ่งรู้จัก “ประชาธิปไตย” ใน 14 ปีหลัง หลังจากถูกปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ถูกอังกฤษยึดครอง และอยู่ใต้ท็อปบูตรัฐบาลทหารมานับพันปี

ในช่วงนี้ พรรคเอ็นแอลดีกำลังเร่งจัดตั้งรัฐบาล ก่อนขึ้นกุมอำนาจ ใน 1 เม.ย.นี้ ก่อนหน้านั้นมีการเลือกประธานสภาผู้แทนฯ และประธานวุฒิสภา ก่อนจะเลือกประธานาธิบดี ซึ่งคงยังไม่ใช่นางซูจี เพราะรัฐธรรมนูญฉบับทหารปี 2551 ห้ามผู้ที่มีคู่สมรสและลูกเป็นชาวต่างชาติเป็นประธานาธิบดี

ซูจี วัย 70 ปี ประกาศชัดว่าเธอจะ “อยู่เหนือประธานาธิบดี” แต่ชาวโลกก็ยังลุ้นว่าเธอจะชูใครขึ้นมาเป็นหุ่นเชิด ซึ่งผู้ที่ถูกจับตา รวมทั้ง นายถิ่น อู อดีต ผบ.สส.สมัยรัฐบาลเน วิน ผู้ร่วม ก่อตั้งพรรคเอ็นแอลดีหลังประชาชนลุกฮือประท้วงรัฐบาลทหารแบบนองเลือดในปี 2531 แต่ถิ่น อู ก็อายุเกือบ 90 ปีแล้ว

อีกคนคือ นายถิ่น เมียว วิน วัย 64 ปี คนสนิทและแพทย์ประจำตัวของซูจี ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่คนที่เข้าพบซูจีได้ในช่วงถูกกักบริเวณในบ้านพักนาน 15 ปี แต่เขาไม่มีปูมหลังด้านการทหาร อาจทำงานกับกองทัพได้ยาก

ผู้ที่อาจเป็น “ม้ามืด” รวมทั้งนางซู ซู ลวิน ส.ส.พรรคเอ็นแอลดี ลูกสาวของอู ลวิน อดีต เลขาธิการพรรคเอ็นแอลดี หรือนายฮติน คยอว์ สามีของเธอ ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับซูจี และนายวิน เต็ง โฆษกพรรคเอ็นแอลดี ไปจนถึงสุระ ฉ่วย มาน ประธานสภาผู้แทนฯคนปัจจุบัน ซึ่ง เพิ่งปีนเกลียวกับฝ่ายทหารหลังมาใกล้ชิดกับซูจี

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่จะให้ใครเป็นประธานาธิบดี กองทัพและพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย อดีตผู้นำสูงสุด ซึ่งยังมีอิทธิพลสูงต้องเห็นชอบด้วย ดังนั้น ซูจีจึงต้องประนีประนอมกับกองทัพ เพื่อให้การถ่ายโอนอำนาจราบรื่น

พักหลังๆ ซูจีประชุมกับเหล่าผู้นำทหารบ่อยๆ จนหลายคนห่วงว่าเธอจะพึ่งพิงกองทัพมากเกินไปหรือไม่ ถ้าอ่อนข้อให้ทหารมากไป เช่น ให้ทหาร เข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี รัฐบาลเอ็นแอลดีอาจถูกครอบงำ ซึ่งนั่นอาจทำให้ฝ่ายที่เกลียดชังทหารหวาดระแวง โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย ที่เคยถูกทหารกดขี่เข่นฆ่ามายาวนาน

คงต้องรอดูฝีมือซูจีว่าจะโน้มน้าวให้ทหารคายอำนาจและสนับสนุนรัฐบาลใหม่ได้แค่ไหน โดยเฉพาะจะทำให้ทหารซึ่งยังคุมกระทรวงหลักตามรัฐธรรมนูญ ทั้งกลาโหม มหาดไทย และความมั่นคงชายแดน ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ รวมทั้งมาตราที่ห้ามซูจีเป็นประธานาธิบดี

ส่วนภารกิจของซูจีและรัฐบาลใหม่ในยุคฟื้นฟูเศรษฐกิจและการเมืองก็เต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะถึงแม้นานาชาติยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรแล้ว ทำให้การลงทุนไหลทะลักเข้าไป แต่เมียนมายังเป็นหนึ่งในชาติยากจนที่สุดในโลก ยังพึ่งการเกษตรเป็นหลัก ระบบการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐานยังย่ำแย่รอการพัฒนาอีกมาก

ความหวัง–นางออง ซาน ซูจี พร้อมส.ส.ลูกพรรคเอ็นแอลดี เดินออกจากสภาฯ หลังการประชุมสภาผู้แทนฯ นัดแรก ที่กรุงเนปิดอว์ เมื่อ 1 ก.พ. ก่อนเอ็นแอลดีตั้งรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางความคาดหวังที่สูงมาก (เอพี)

เรื่องการ “คอร์รัปชัน” ในเมียนมาก็ยังแพร่หลาย โดยองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (ทีไอ) จัดอันดับดัชนีคอร์รัปชันโลกล่าสุด เมียนมาติดอันดับ 147 จากทั้งหมด 168 ประเทศ

อีกปัญหาใหญ่ที่น่าหนักใจแทนซูจีก็คือ บุคลากรของพรรคเอ็นแอลดีที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลส่วนใหญ่ไร้ประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหาร ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมา 28 ปี มีเพียงถิ่น อู อดีต ผบ.สส. ที่มีชื่อชั้นถึงขั้นเป็น ผู้นำระดับชาติได้ แต่เขาก็แก่เหลาเหย่แล้ว

ซูจีเองก็ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นผู้นำ บางคนชี้ว่าเอ็นแอลดีหาใช่พรรคประชาธิปไตยไม่ เพราะมีซูจีชี้นำแต่ผู้เดียวมายาวนาน เสมือน “ผู้นำเผด็จการในรูปประชาธิปไตย” สมาชิกพรรคมักจะเออออตามเธอตลอด

นอกจากนี้ พวกผู้นำทหารและบริวารยังกุมอำนาจทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศอยู่อย่างเหนียวแน่น การพัฒนาเศรษฐกิจถ้าพวกทหารไม่ร่วมด้วยช่วยกันก็รุดหน้าไปได้ยาก

ส่วนปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ก็ยังเป็นเรื่องใหญ่ แม้หลายกลุ่มลงนามข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่อีกหลายกลุ่มยังเดินหน้าสะสมอาวุธพร้อมสู้รบ เพราะยังหวาดระแวงรัฐบาลใหม่ซึ่งชนกลุ่มน้อยเห็นว่าทหารยังมีอำนาจอยู่

ในนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลใหม่ของซูจีต้องปรับความสัมพันธ์กับ “จีน” และ “มหาอำนาจตะวันตก” ให้สมดุล ถ้าเอียงไปทางสหรัฐฯและยุโรปมากเกินไป อาจผิดพ้อง–หมองใจกับจีนชาติเพื่อนบ้านที่สนับสนุนรัฐบาลทหารมายาวนาน และเข้าไปลงทุนในเมียนมาเยอะมาก

ภารกิจของซูจีจึงหนักอึ้งยิ่งกว่าสมัยเป็นฝ่ายค้านหลายเท่า ขณะที่ถูกคาดหวังสูงมาก…

ยังไงๆ ก็ขอเป็นหนึ่งกำลังใจให้ “วีรสตรีประชาธิปไตย” ประสบความสำเร็จ!

บวร โทศรีแก้ว

อิหร่านยุคเปิดประเทศ โอกาสบนความท้าทาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570372

โดย บวร โทศรีแก้ว 31 ม.ค. 2559 05:01

 

ศักราชใหม่–อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน (ขวา) และประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี แห่งอิหร่าน (ซ้าย) พบปะเจรจากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน ในกรุงเตหะราน และประกาศว่าความสัมพันธ์จีน–อิหร่าน เข้าสู่ศักราชใหม่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การเมือง ความมั่นคง (เอพี)

“อิหร่าน” กำลังเนื้อหอมฟุ้ง หลังบรรลุข้อตกลงควบคุมโครงการนิวเคลียร์กับมหาอำนาจ 6 ชาติ (พี 5+1) แลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับแล้วเมื่อต้นเดือน ม.ค.นี้

พักหลังๆ มีข่าวเกี่ยวกับการ “เปิดประเทศ” ของอิหร่านเยอะมาก ควบคู่กับข่าวงัดข้อกับ “ซาอุดีอาระเบีย” ศัตรูต่างนิกาย ที่แย่งชิงอำนาจอิทธิพลในตะวันออกกลางกันมายาวนาน

สัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็เป็นผู้นำจีนคนแรกในรอบ 14 ปี ที่ไปเยือนอิหร่าน มีการลงนามข้อตกลงถึง 17 ฉบับ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง นิวเคลียร์ ฯลฯ ทั้ง 2 ฝ่ายยังตั้งเป้าขยายมูลค่าเศรษฐกิจการค้า ทวิภาคีให้ถึง 600,000 ล้านดอลลาร์ใน 10 ปี โดยจีนเห็นว่าภูมิภาคตะวันออกกลางรวมทั้งอิหร่านสำคัญยิ่งต่ออภิมหาโครงการ “One Belt, One Road” (เส้นทางสายไหม เส้นทางสายไหมทางทะเล) ซึ่งจีนผลักดันอยู่

ส่วนอิหร่านเองก็เดินเกมรุกเข้มข้น ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี เดินสายเยือนยุโรป 5 วัน ประเดิมด้วยอิตาลี นครรัฐวาติกัน และฝรั่งเศส มีการลงนามข้อตกลงด้านเศรษฐกิจการค้ากันเพียบ รวมทั้งอิหร่านสั่งซื้อเครื่องบินโดยสาร “แอร์บัส” ของยุโรป 118 ลำ มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์ ข้อตกลงให้บริษัทน้ำมัน “โทเทล” (Total) ของฝรั่งเศสเข้าไปลงทุนในอิหร่านมูลค่า 15,000 ล้านยูโร และให้บริษัท “พีเอสเอ เปอโยต์ ซีตรอง” ไปร่วมทุนผลิตรถยนต์กับ บ.โคโดร ของอิหร่านมูลค่า 436 ล้านดอลลาร์

อิหร่านยังมีแผนซื้อเครื่องบิน “โบอิ้ง” ของสหรัฐฯ อีกอย่างน้อย 100 ลำไปฟื้นฟูพัฒนาภาคการบินพานิชย์ที่ย่ำแย่ตั้งแต่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งคาดว่าอิหร่านต้องการเครื่องบินใหม่อย่างน้อย 600 ลำ

แม้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) และสหภาพยุโรป (อียู) จะยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่านแล้ว แต่มาตรการคว่ำบาตรบางส่วนของสหรัฐอเมริกา ศัตรูคู่อาฆาตของอิหร่านยังไม่ยกเลิก ทำให้บริษัทสหรัฐฯเสียเปรียบ ยังไม่สามารถเข้าไปลงทุนทำธุรกิจกับอิหร่านได้ ต่างจากบริษัทจากอียูและเอเชีย ที่รีบรุกเจาะตลาดอิหร่านได้ก่อน

ตลาดอิหร่านเวลานี้อนาคตสดใสมาก เพราะมีประชากรเกือบ 80 ล้านคน โดย 60% เป็นคนหนุ่มสาวอายุต่ำกว่า 30 ปี อีกทั้งประชากรมีการศึกษาดีเรื่องแรงงานจึงไม่ต้องห่วง อิหร่านยังมีทรัพยากรธรรมชาติและภูมิทัศน์สวยงามมากมายรอการลงทุน ทั้งในภาคพลังงาน การท่องเที่ยว การบิน ยานยนต์

ในภาคพลังงาน อิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม “โอเปก” มีน้ำมันดิบสำรองมากเป็นอันดับ 4 ของโลก บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ รวมทั้ง “Total” ของฝรั่งเศส “Eni” ของอิตาลี “Statoil” ของนอร์เวย์ และ “Shell” สัญชาติอังกฤษกับเนเธอร์แลนด์ เตรียมกลับ เข้าไปลงทุนในอิหร่าน แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกกำลังตกต่ำก็ตาม

ชื่นมื่น–ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์ แห่งฝรั่งเศส (ซ้าย) ต้อนรับประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี แห่งอิหร่าน ที่พระราชวังเอลิเซ หรือทำเนียบประธานาธิบดี ในกรุงปารีส โดยทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกระชับความสัมพันธ์ด้านการทูต เศรษฐกิจ การค้า รวมทั้งร่วมทุนผลิตรถยนต์ และอิหร่านจะซื้อเครื่องบินแอร์บัสกว่า 100 ลำ (เอพี)

ในปี 2553 อิหร่านผลิตน้ำมันดิบได้ถึง 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่เพราะถูกคว่ำบาตรและขาดการลงทุน ในปี 2558 ที่ผ่านมาจึงผลิตได้เพียง 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปีนี้อิหร่านจึงตั้งเป้าจะผลิตเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอิหร่านจะผงาดเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ได้อีกครั้ง ต้องการเงินลงทุนถึง 150,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 4-5 ปีข้างหน้า และต้องแก้ไขกฎหมายเอื้อนักลงทุนต่างชาติให้ดีด้วย

นอกจากน้ำมัน อิหร่านยังมีก๊าซธรรมชาติเยอะ โดยพื้นที่ “เซาท์ พาร์ส” บ่อก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลกส่วนใหญ่ก็อยู่ในอิหร่าน ก่อนถูกคว่ำบาตรอิหร่านเคยทำสัญญากับ บ. Shell, Total และ Repsol ของสเปนเพื่อสร้างโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดยักษ์ 3 แห่ง และมีแผนสร้าง ท่อส่งก๊าซไปยุโรป อินเดีย ตุรกี ซีเรีย แต่ถูกล้มเลิกไป แต่ขณะนี้ อิหร่านกับบริษัทยุโรปและเอเชียกำลังหาทางรื้อฟื้นโครงการขึ้นมาอีกครั้ง

อิหร่านยังมีแร่สังกะสี ทองแดง เหล็ก เงิน แมงกานีส เหลือเฟือ แม้ตอนนี้ราคาตกต่ำแต่ก็ยังมีลู่ทางทำกำไรได้เยอะ ซึ่งบริษัทนานาชาติก็สนใจเช่นกัน โดย บ. Nalco ของอินเดีย กำลังเตรียมเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานหลอมอลูมิเนียมมูลค่าถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ในอิหร่าน ส่วนภาคอื่นๆ ที่นักลงทุนต่างชาติจ้องอิหร่านตาเขม็งก็มีอุต– สาหกรรมรถยนต์ รถบรรทุก รถบัส ไปจนถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ยังรอการพัฒนาอีกมาก

เรื่องแหล่งท่องเที่ยว อิหร่านก็มีดีไม่แพ้ใคร อาทิ เมืองเปอร์เซโพลิส, ชิราซ, อิสฟาฮาน ฯลฯ ในปี 2557 มีนักท่องเที่ยวเข้าอิหร่านถึง 5 ล้านคน สร้างรายได้ราว 7,500 ล้านดอลลาร์ฯ รองประธานาธิบดีมาซูด โซลตานิฟาห์ แห่งอิหร่าน คุยว่าหลังการคว่ำบาตรถูกยกเลิก จะมีนักท่องเที่ยวไหลทะลักเข้าอิหร่านปาน “สึนามิ” อิหร่านจึงตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวให้ได้ถึงปีละ 20 ล้านคนต่อปีภายใน 10 ปี ซึ่งจะทำรายได้ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

โทนี วีลเลอร์ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร “โลนลี่ แพลนเน็ต” ชี้ว่ายอดนักท่องเที่ยว 20 ล้านคนต่อปีไม่ใช่น้อยๆ เท่าๆ กับ “ไทยแลนด์” ของเราที่ได้ชื่อว่ามีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวล้ำหน้า แต่อิหร่านก็อาจทำได้ตามเป้า คล้าย “เมียนมา” ซึ่งหลังเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติ ยอดนักท่องเที่ยวพุ่งกระฉูดขึ้นหลายเท่า

แต่อิหร่านก็มีจุดอ่อนด้านการท่องเที่ยวคล้ายชาติตะวันออกกลางอื่นๆ ที่มักถูกมองว่าไม่ปลอดภัย อีกทั้งเป็นชาติอิสลามเคร่งศาสนา ห้ามสุราเมรัยและแหล่งโลกีย์ ซึ่งนักท่องเที่ยวจากโลกทุนนิยมเสรีอาจไม่ชอบ

ส่วนการเข้าไปลงทุนในอิหร่านก็มีความท้าทายไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่อง “คอร์รัปชัน” ที่เป็นปัญหาใหญ่ เรื่องความล่าช้าของระบบศาลยุติธรรม เรื่องกฎหมายแรงงานและพานิชย์ที่ล้าสมัยต้องแก้ไขอีกมาก

อิหร่านขณะนี้จึงอยู่ในยุค “หัวเลี้ยวหัวต่อ” มีทั้งโอกาสและความท้าทายใหญ่หลวงรออยู่!

บวร โทศรีแก้ว

ปมลึกแต่ไม่ลับ–น้ำมันดิ่งเหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566895

โดย บวร โทศรีแก้ว 24 ม.ค. 2559 05:01

 

ต้านแฟร็กกิ้ง–ฝูงชนชุมนุมประท้วงการทดลองขุดเจาะน้ำมันแบบ “Fracking” ของบริษัท IGAS ที่เขตอัพตัน ใกล้เมืองเชสเตอร์ ในอังกฤษ จนตำรวจต้องบังคับให้สลายตัว ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำหนัก (รอยเตอร์)

ราคา “น้ำมัน” ในตลาดโลกยังตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ใช้รถยนต์จะตีปีกดีใจได้ใช้น้ำมันถูก ลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันและบริษัทจำหน่ายน้ำมันกำลังอ่วมอรทัย

ตั้งแต่กลางปี 2557 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงแล้วอย่างน้อย 75% และเมื่อ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ราคาลดลงต่ำกว่า 28 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 12 ปี และยังมีแนวโน้มลดลงอีก

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ชี้ว่าน้ำมันจะยังท่วม ตลาดในปีนี้หรืออาจลากยาวไปถึงปีต่อไป เมื่อพิจารณาจากปัจจัยที่มาตรการคว่ำบาตร “อิหร่าน” ถูกยกเลิก หลังบรรลุข้อตกลงด้านโครงการนิวเคลียร์กับมหาอำนาจ 6 ชาติ (พี 5+1) ซึ่งจะทำให้อิหร่านผลิตน้ำมันดิบสู่ตลาดเพิ่มอย่างน้อย 500,000 บาร์เรลต่อวัน

อีกปัจจัยสำคัญก็คือ เศรษฐกิจ “จีน” ผู้ใช้น้ำมันมากอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ก็ชะลอตัวลงเรื่อยๆ โดยปี 2558 เศรษฐกิจจีนโตแค่ 6.9% ต่ำสุดในรอบ 25 ปี และปีนี้มีแนวโน้มลดลงอีก ส่วนเศรษฐกิจยุโรป กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนา ก็ยังอ่อนแอ ความต้องการใช้น้ำมันจึงลดลงด้วย

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งขึ้น ส่งผลให้การนำเข้าน้ำมันของหลายประเทศมีราคาแพงขึ้น ยิ่งไปซ้ำเติมให้ “อุปสงค์” น้ำมันลดลง

ไออีเอคาดว่า ในปี 2559 นี้ “อุปสงค์” หรือความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะอยู่ที่ 95.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 แค่ 1.3% ซึ่งน้อยกว่าปี 2558 ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 1.8% อย่างมาก และคาดว่าน้ำมันที่ผลิตออกสู่ตลาด หรือ “อุปทาน” จะสูงกว่าอุปสงค์ถึง 1 ล้าน หรือ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันทีเดียว!

นักวิเคราะห์ของบริษัท “มอร์แกน สแตนลีย์” ยิ่งคาดการณ์น่ากลัวว่า ถ้าจีนลดค่าเงินหยวนมากกว่านี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันอาจลดลงเหลือ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนนัก เศรษฐศาสตร์ของ “รอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์” ชี้ว่าอาจลดลงเหลือแค่ 16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ “สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์” ชี้ว่าอาจลดลงเหลือแค่ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลด้วยซ้ำ!

ส่วนต้นตอที่ทำให้ราคาน้ำมันทรุดฮวบในรอบนี้ มีอะไรสลับซับซ้อนอยู่ไม่น้อย!

เดิมที “องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ดิบ” หรือ “โอเปก” ซึ่งก่อตั้งในปี 2503 ปัจจุบันมีสมาชิก 12 ประเทศ โดยมี “ซาอุดีอาระเบีย” เป็นผู้ผลิตรายใหญ่สุดถึง 1 ใน 3 ของโอเปกนั้น เป็น “ขาใหญ่” ที่ควบคุมราคาน้ำมันโลกมาตลอด แม้จะมีผู้ผลิตรายใหญ่นอกโอเปกในภูมิภาคอื่นๆ เช่น รัสเซีย อเมริกาเหนือ และทะเลเหนือ

แต่ช่วงปี 2554 ถึงกลางปี 2557 ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกือบ ตลอดเวลา ทำให้มีความพยายามหาแหล่งน้ำมันใหม่และคิดค้นนวัตกรรมการผลิตน้ำมันใหม่ๆ เพราะเงินมันล่อใจ

โอเปกเครียด–ซูฮาอิล บิน โมฮัมเหม็ด อัล–มาซรูอี รมว.พลังงานยูเออี หนึ่งในชาติสมาชิกโอเปก (ขวา) ในที่ประชุมด้านพลังงานของยูเออี ที่นครอาบู ดาบี กลุ่มโอเปกยืนยันไม่ลดปริมาณการผลิตน้ำมันแม้ราคาดิ่งเหว (เอเอฟพี)

นวัตกรรมที่เป็น “การปฏิวัติอุตสาหกรรมน้ำมัน” ก็คือกรรมวิธี “แฟร็กกิ้ง” (Fracking) ขุดเจาะสกัดน้ำมันดิบจากชั้นหินน้ำมัน หรือ “Oil Shale” โดยใช้กระบวนการทางเคมีเข้าช่วย เพื่อให้ได้น้ำมันเหลวที่เรียกว่า “Shale Oil” จากนั้น บริษัทขุดเจาะน้ำมันแบบนี้ก็โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่มี Oil Shale มากมาย

สหรัฐฯแก้กฎหมายให้ขุดเจาะแบบ Fracking ได้ แม้ถูกต่อต้านเพราะทำลายสิ่งแวดล้อมรุนแรง จนกระทั่ง 4-5 ปีหลัง สหรัฐฯผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลกได้มากกว่าชาติสมาชิกโอเปกรายใดๆ ยกเว้นซาอุฯ ทำให้การนำเข้าน้ำมันลดลงและน้ำมันในสต๊อกของสหรัฐฯสูงที่สุดในรอบ 80 ปี จนต้องรีบระบายออกขายในตลาดโลกด้วย

นั่นเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำมันล้นตลาดในทุกวันนี้ นอกจากปัจจัยอื่นๆที่ว่ามาแล้ว ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันรายย่อยเริ่มสู้ไม่ไหว ชะลอหรือหยุด การผลิตไปจำนวนมาก ส่วนบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ๆของโลก เช่น บีพี, โทเทล, เชลล์, เอ็กซอน โมบิล ก็ได้รับผลกระทบหนัก ต้องปรับยุทธศาสตร์โกลาหล เช่น ลดการลงทุนมูลค่ามหาศาล ปลดพนักงานหลายพันคน และอาจตัดเงินปันผลผู้ถือหุ้นในที่สุด

ผลกำไรของบริษัทน้ำมันที่ลดลง ยังทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ซึ่งมีมูลค่ารวมกันมหาศาลลดฮวบลง ฉุดให้ตลาดหุ้นโดยรวมทั่วโลกดิ่งเหวไปด้วย

ห้วงเพลานี้ “โอเปก” จึงถูกจ้องเขม็งว่า จะกระดิกพลิกตัวอย่างไรเพื่อช่วยแก้วิกฤติครั้งนี้ แต่สมาชิกโอเปกก็แตกเป็น 2 ขั้ว ฝ่ายหนึ่งคืออิหร่าน เวเนซุเอลา เอกวาดอร์ แอลจีเรีย กดดัน ให้โอเปกลดปริมาณการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อดันราคาให้สูงขึ้น แต่อีกฝ่าย คือซาอุฯ ยูเออี และพันธมิตรอื่นๆ ยืนกรานว่ายังไงก็ไม่ลด

ซาอุฯกลัวว่าถ้าลดการผลิตและราคาน้ำมันสูงขึ้น จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่ง โดยเฉพาะ “อิหร่าน” ศัตรูต่างนิกายที่แย่งชิงอิทธิพลกันในตะวันออกกลางมายาวนาน และเมื่อเร็วๆนี้ มีกรณีพิพาทรุนแรงจนตัดความสัมพันธ์กัน ยิ่งอิหร่านถูกยกเลิกการคว่ำบาตรและจ้องส่งออกน้ำมันเพิ่ม ซาอุฯยิ่งยอมไม่ได้ แม้จะสูญเสียรายได้มหาศาลเพราะราคาน้ำมันตกต่ำก็ยอม

นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า ซาอุฯปล่อยราคาน้ำมันให้ต่ำลงจนถึงที่สุดเพื่อ “ทุบ” ผู้ผลิตน้ำมันแบบ “Fracking” ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า ให้ตายเรียบวุธด้วย จากนั้นอุปทานจะลดลง ราคาจะกลับมาสูงขึ้นเอง
แต่ตัวเองจะ “อึด” พอหรือไม่ หรือพากันตายหมู่ ต้องรอดูถึงยกสุดท้าย!

บวร โทศรีแก้ว

แง่มุมชีวิต “เอล ชาโป” ราชายาเสพติดเบอร์ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563526

โดย บวร โทศรีแก้ว 17 ม.ค. 2559 05:01

 

จนมุม–ทหารนาวิกโยธินคุมตัว ฮัวคิน “เอล ชาโป” กุซมาน ราชายาเสพติดชาวเม็กซิกันไปแถลงข่าวในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมื่อ 8 ม.ค. หลัง จับกุมเขาได้ที่รัฐซินาลัว หลังแหกคุกหนีไปได้ถึง 2 ครั้ง (เอพี)

ข่าวนาย ฮัวคิน “เอล ชาโป” กุซมาน ฉายา “ไอ้เตี้ย” หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติด “ซินาลัว” ผู้อื้อฉาวแห่งเม็กซิโก วัย 58 ปี ราชายาเสพติดเบอร์ 1 ของโลกยุคนี้ ถูกจับเป็นครั้งที่ 3 ที่เมืองลอส โมชิส รัฐซินาลัวบ้านเกิด เมื่อ 8 ม.ค. เป็นข่าวใหญ่ระดับโลก และมีควันหลงสีสันเร้าใจเยอะครับ

รวมทั้งกรณีที่ “ฌอน เพนน์” นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดัง เจ้าของรางวัลออสการ์ ดอดไปสัมภาษณ์เอล ชาโป ก่อนถูกจับ 3 เดือน และตีพิมพ์ในนิตยสาร “โรลลิง สโตน” ในสหรัฐฯ หลังเขาถูกจับ 1 วัน

เอล ชาโป ถูกจับครั้งแรกที่กัวเตมาลาในปี 2536 แต่ติดคุกได้

8 ปี ก็แหกคุกหนี โดยซ่อนตัวในรถเข็นใส่ตะกร้าเสื้อผ้านักโทษไปซักรีด แต่ลอยนวลได้ 13 ปี ก็ถูกจับครั้งที่ 2 ที่เมืองมาซัตลันในรัฐซินาลัว เมื่อ 22 ก.พ.2557

เขาถูกส่งไปขังในเรือนจำ “อัลติปลาโน” ที่มีมาตรการรักษา

ความปลอดภัยสุดเข้มงวด ห่างกรุงเม็กซิโก ซิตี้ 90 กม. แต่แค่ 17 เดือนก็แหกคุกหนีอีกเมื่อ 11 ก.ค. ปีที่แล้ว โดยขุดรูจากห้องอาบน้ำฝักบัวในห้องขังแล้วขับมอเตอร์ไซค์บนรางหนีออกมาทางอุโมงค์ยาว 1.5 กม. ที่มีผู้แอบขุดไว้ให้

ขณะหลบหนี เอล ชาโป ยังซ่าไม่เลิก ลอบติดต่อกับนาง “กาเต เดล กาสติลโญ” นักแสดงละครโทรทัศน์ชื่อดัง ชาวเม็กซิกัน ผู้เคยรับบทหัวหน้าแก๊งค้ายาฯ เพื่อให้นำชีวประวัติของตน ไปสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูด ซึ่งกาสติลโญก็ติดต่อฌอน เพนน์ ให้ไปสัมภาษณ์เอล ชาโป ที่ ป่าลึกในรัฐดูรังโกในเม็กซิโก เมื่อ 2 ต.ค.2558

ในบทสัมภาษณ์ ฌอน เพนน์ เผยว่า วันแรก ได้คุยกับเอล ชาโป ถึง 7 ชม. โดยจิบเหล้าเตกีลาไปคุยกันไป แต่ตนยังขยักคำถามเด็ดๆไว้ ตั้งใจจะถามในอีก 8 วันหลัง แต่แค่วันเดียวเอล ชาโป ก็หายจ้อย เพราะได้กลิ่นว่าถูกแกะรอย จึงให้สัมภาษณ์ต่อทางโทรศัพท์แบบใช้แล้วทิ้งและวีดิโอเท่านั้น

เอล ชาโป เผยว่า เติบโตมาในไร่ปศุสัตว์ชื่อ “ลา ตูนา” ในรัฐซินาลัว ซึ่งยุคนั้นถึงยุคนี้หางานทำยากมาก หนทางเดียวที่จะหาเงินมาซื้ออาหารยาไส้ให้อยู่รอด ก็คือปลูกฝิ่นและกัญชาขาย ซึ่งตนก็ทำตั้งแต่อายุ 15 ปี เขายังคุยโม้ว่าขายเฮโรอีน ยาบ้า โคเคน กัญชา มากกว่าใครในโลกนี้ โดยมีฝูงเรือดำน้ำ เครื่องบิน รถบรรทุก และเรือ เพื่อลำเลียงยา ขณะที่อัยการสหรัฐฯระบุว่า เขาช่วย ส่งโคเคนเข้าสหรัฐฯกว่า 500 ตัน!

เอล ชาโป เผยว่า รักเคารพแม่ที่สุด ชีวิตครอบครัวพี่น้องลูกหลานก็ดีมาก ตนอยากอยู่กับพวกเขาไปจนวันตาย เมื่อถูกถามว่า กลัวพบจุดจบเหมือน “ปาโบล เอสโกบาร์” อดีตราชายาเสพติดชาวโคลอมเบีย ที่ถูกตำรวจยิงตายอนาถเมื่อ 2 ธ.ค. 2536 หรือไม่ เอล ชาโป ตอบว่า รู้ว่าวันหนึ่งต้องตาย แต่หวังจะได้ “ตายตามธรรมชาติ” ตนไม่ชอบใช้ความรุนแรง แค่ป้องกันตัวเท่านั้น

“ไอ้เตี้ย” ยังอ้างว่าไม่ได้ติดยา แค่เคยลอง แต่ใน 20 ปีหลังไม่ได้แตะอีกเลย ส่วนเรื่องธุรกิจ ค้ายาฯ ในช่วงติดคุกในปี 2557/2558 นั้น ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีอะไรเพิ่มหรือลด แต่ธุรกิจค้ายาฯในอดีตและปัจจุบันแตกต่างกันมาก ทุกวันนี้ยาเสพติดมีมากมายหลายชนิด ต่างจากอดีตที่มีแค่ฝิ่นและกัญชา

สิ่งหนึ่งที่เอล ชาโป พูดน่าคิดก็คือ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด การค้ายาเสพติดไม่มีวันหมดไป เพราะแก๊งค้ายาฯมีกำลังพลมากขึ้น ขณะที่ผู้เสพหรือตลาดก็ยังเฟื่องฟูเติบโต

อัตชีวประวัติของเอล ชาโป จะถูกนำมาสร้างภาพยนตร์หรือไม่ ยังต้องรอดูกัน แต่ที่น่าติดตามก็คือ “ฌอน เพนน์” และ “กาสติลโญ” จะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่?

นักกฎหมายส่วนใหญ่ชี้ว่า แม้การติดต่อหรือไปสัมภาษณ์นักค้ายาเสพติดที่หลบหนีคดีจะ “ผิดศีลธรรม” แต่ไม่น่าเข้าข่ายผิดกฎหมายทั้งของสหรัฐฯ และเม็กซิโก ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิ์นักข่าวสูงมาก

พบดารา–นิตยสาร “โรลลิง สโตน” แพร่ภาพเอล ชาโป จับมือฌอน เพนน์ ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง ที่ไปสัมภาษณ์เขาในป่า เมื่อ 2 ต.ค.2558 ภาพเล็กคือ กาเต เดล กาสติลโญ ดาราสาวชาวเม็กซิกัน ผู้เป็นตัวกลางติดต่อ (โรลลิง สโตน/เอพี)

ยกเว้นมีหลักฐานว่า ฌอน เพนน์ และกาสติลโญ มีส่วนช่วยเหลือเอล ชาโป หลบหนี การจับกุม หรือแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้ไล่ล่าตัวเขา แต่กรณีนี้ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น!

ในอดีต เจ้าหน้าที่สหรัฐฯไม่เอาผิดกับนักข่าวหรืออดีตเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปสัมภาษณ์ผู้ต้องหาคนสำคัญที่หลบหนีคดี รวมทั้งกรณีนักข่าวชื่อ “โรเบิร์ต ฟิสค์” และ “จอห์น มิลเลอร์” อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แอบไปสัมภาษณ์ “โอซามา บิน ลาดิน” อดีต หัวหน้าเครือข่ายผู้ก่อการร้าย “อัล เคดา” ให้รายการโทรทัศน์ “เอบีซี นิวส์” หลายครั้งในปี 2541 ทั้งคู่ก็ไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ

แต่คำถามที่ยังคาใจผู้คนก็คือ ในเมื่อดาราอย่างฌอน เพนน์ ก็ยังรู้ว่าเอล ชาโป อยู่ที่ไหนตั้งนานแล้ว แล้วเหตุใดเจ้าหน้าที่สหรัฐฯและเม็กซิโกไม่รู้ แม้จะอ้างภายหลังว่าการติดต่อระหว่างฌอน เพนน์ และกาสติลโญ กับเอล ชาโป ทำให้เจ้าหน้าที่แกะรอยจนตามจับ “ไอ้เตี้ย” ได้

ส่วนประธานาธิบดีเอนริเก เปนญา นีเอโต แห่งเม็กซิโก มีท่าทีจะยอมส่งตัวเอล ชาโป ไปให้สหรัฐฯ ดำเนินคดี หลังปฏิเสธมาตลอด แต่เอาไปเอามาคงกลัวเขาแหกคุกอีก เพราะมีเงินอิทธิพลบารมีสูงมาก

เอล ชาโป ถูกฟ้องในอย่างน้อย 6 รัฐในสหรัฐฯ ทั้งข้อหาค้ายาเสพติดและฆาตกรรม มีหวังติดคุกหัวโต แต่ถ้าแหกคุกมะกันได้อีก รับรองดังสนั่นกว่านี้หลายเท่า!

บวร โทศรีแก้ว