‘กรมการข้าว’จัดอบรมเกษตรกรระดับ Model Smart Farmer ปี 2568 หลักสูตร ‘การพัฒนาเกษตรกร Model Smart Farmer สู่ผู้ประกอบการมืออาชีพ’

https://www.naewna.com/local/848080

'กรมการข้าว'จัดอบรมเกษตรกรระดับ Model Smart Farmer ปี 2568 หลักสูตร 'การพัฒนาเกษตรกร Model Smart Farmer สู่ผู้ประกอบการมืออาชีพ'

‘กรมการข้าว’จัดอบรมเกษตรกรระดับ Model Smart Farmer ปี 2568 หลักสูตร ‘การพัฒนาเกษตรกร Model Smart Farmer สู่ผู้ประกอบการมืออาชีพ’

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.32 น.

วันที่ 17 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิด โครงการฝึกอบรมเกษตรกรระดับ Model Smart Farmer ปี 2568 หลักสูตร “การพัฒนาเกษตรกร Model Smart Farmer สู่ผู้ประกอบการมืออาชีพ” ณ โรงแรมไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ คลับ แอนด์ โฮเทล ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การฝึกอบรมในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้ ได้ฝึกปฏิบัติ และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมครั้งนี้ ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน อีกทั้งร่วมเป็นเครือข่าย และกำลังสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นระหว่างกรมการข้าวกับเกษตรกรในทุกพื้นที่ต่อไป

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า Model Smart Farmer คือ ผู้ที่ผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็น Existing Smart Farmer แล้วมีประสบการณ์ในการทำนามาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ทำนาด้วยตนเองและครอบครัว และมีผลผลิตข้าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัด โดยสามารถพึ่งพาตนเองได้ดี และสามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ได้ จึงควรให้การสนับสนุนส่งเสริมสมรรถนะเกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบด้านข้าว (Model Smart Farmer) ให้มีองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการการตลาด และการเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพให้สามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ได้

– 006

‘เฉลิมชัย’นำทีม’ทส.’ ชวนประชาชนพก’ถุงผ้า’ลดใช้ถุงพลาสติก ในงานกาชาดปี 67

https://www.naewna.com/local/848062

'เฉลิมชัย'นำทีม'ทส.' ชวนประชาชนพก'ถุงผ้า'ลดใช้ถุงพลาสติก ในงานกาชาดปี 67

‘เฉลิมชัย’นำทีม’ทส.’ ชวนประชาชนพก’ถุงผ้า’ลดใช้ถุงพลาสติก ในงานกาชาดปี 67

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.49 น.

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 เวลา 18.00 น.ที่ผ่านมา ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ นำทีมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และพนักงานในสังกัดกระทรวงฯ เดินขบวนรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกและรณรงค์คัดแยกขยะ ภายในงานกาชาด ประจำปี 2567 พร้อมร่วมกิจกรรมในร้านกาชาดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ร้านกาชาด ทส.) ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

โดย ดร.เฉลิมชัย รมว.ทส.ได้เดินขบวนรณรงค์เชิญชวนประชาชนลดการใช้ถุงพลาสติก ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว รวมถึงรณรงค์การคัดแยกขยะก่อนทิ้ง พร้อมแจกถุงผ้ากว่า 300 ใบ ให้กับประชาชนที่มาเที่ยวงานกาชาด ได้นำไปใช้ในการจับจ่ายสินค้าภายในงานแทนการใช้ถุงพลาสติก เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการลดขยะและลดภาวะโลกเดือด จากนั้น ได้เยี่ยมชมร้านกาชาด ทส.พร้อมมอบกล้าไม้ ถุงผ้า น้ำดื่ม และของรางวัล ให้กับประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมภายในร้านกาชาด ทส.อีกด้วย

– 006

‘กรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล’FIGHT AGAINST CORRUPTION กรมพัฒนาที่ดิน สู้ให้สุด หยุดการโกง’

https://www.naewna.com/local/848058

'กรมพัฒนาที่ดิน'ร่วมรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล'FIGHT AGAINST CORRUPTION กรมพัฒนาที่ดิน สู้ให้สุด หยุดการโกง'

‘กรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล’FIGHT AGAINST CORRUPTION กรมพัฒนาที่ดิน สู้ให้สุด หยุดการโกง’

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.22 น.

วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เวลา 08.45 น. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (International Anti-Corruption Day) ภายใต้แนวคิด “FIGHT AGAINST CORRUPTION กรมพัฒนาที่ดินสู้ให้สุด หยุดการโกง” ณ ห้องประชุม 2801 อาคาร 2 กรมพัฒนาที่ดิน และผ่านระบบออนไลน์ Application ZOOM ไปยังสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 และสถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ โดยมี ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม และ ดร.สุมิตรา วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการต่อต้านการทุจริต สร้างสังคมที่ไม่ทำ ไม่ทน และไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้บริหารทุกระดับในการมีส่วนร่วมรณรงค์ป้องกันและต่อต้านการทุจริต และปฏิบัติตามนโยบาย No Gift Policy ของกรมพัฒนาที่ดิน

มกอช.จับมือ กวก.ขับเคลื่อนแผนบูรณาการควบคุม กำกับดูแลความปลอดภัยสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน

https://www.naewna.com/local/847948

มกอช.จับมือ กวก.ขับเคลื่อนแผนบูรณาการควบคุม กำกับดูแลความปลอดภัยสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน

มกอช.จับมือ กวก.ขับเคลื่อนแผนบูรณาการควบคุม กำกับดูแลความปลอดภัยสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 21.01 น.

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมด้วย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร(กวก.) เป็นประธานร่วมกันในการประชุมการขับเคลื่อนแผนบูรณาการการควบคุม กำกับดูแลความปลอดภัยสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อดำเนินการพิจารณาแผนการบูรณาการการควบคุม กำกับดูแลความปลอดภัยของสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน ระหว่างกรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ณ ห้องประชุม 351 อาคาร 3 ชั้น 5 สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Cloud Meetings

การประชุมดังกล่าวได้มีการวางแผนการดำเนินการร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย พร้อมทั้งควบคุม กำกับดูแลสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการบังคับใช้กฏหมายด้วยความเท่าเทียม เป็นธรรม เสมอภาค และโปร่งใส โดยทั้งสองหน่วยงานเร่งดำเนินงานตามแผนดังกล่าว เพื่อขับเคลื่อนงานตามนโยบายเร่งด่วนของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วย “ผลไม้ปลอดภัย มีคุณภาพ สำหรับบริโภคภายในประเทศและการส่งออก” เพื่อสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศในการบริโภคสินค้าเกษตรของไทย

– 006

‘รัฐบาลไทย’จับมือ’มาเลเซีย’ ลงนาม MOU พัฒนาความร่วมมือทาง ศก.และการค้ายางพารา

https://www.naewna.com/local/847937

'รัฐบาลไทย'จับมือ'มาเลเซีย' ลงนาม MOU พัฒนาความร่วมมือทาง ศก.และการค้ายางพารา

‘รัฐบาลไทย’จับมือ’มาเลเซีย’ ลงนาม MOU พัฒนาความร่วมมือทาง ศก.และการค้ายางพารา

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 19.45 น.

“รัฐบาลไทย”จับมือ”มาเลเซีย” ลงนาม MOU พัฒนาความร่วมมือทาง ศก.และการค้ายางพารา สานต่อยุค”นฤมล”เป็นผู้แทนการค้า ได้เจรจานำร่องมาแล้ว

วันที่ 15 ธ.ค.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 15 – 16 ธ.ค.2567 ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี นอกจากจะมีวาระเข้าร่วมการประชุมหารือประจำปี แอนนวล คอนซัลเทชัน ครั้งที่ 7 ในวันที่ 16 ธ.ค.2567 ที่เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย ตามคำเชิญของ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ ประเทศมาเลเซียแล้ว ยังมีวาระการลงนามความร่วมมือด้านยางพาราด้วย

ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้แทนการค้าไทย ในรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน โดยได้เดินทางไปหารือกับ ดาโต๊ะ เสรี โจฮารี อับดุลกานี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์มาเลเซีย และคณะผู้บริหารจาก Ministry of Plantation Industries and Commodities และคณะผู้บริหาร Malaysian Rubber Board โดยได้เจรจาด้านการค้าการลงทุนในอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อเตรียมความพร้อมในการจับมือลงนามความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางพารา และสร้างความเข้มแข็งในฐานะผู้นำด้านการผลิตและการส่งออกด้านยางพาราของโลก

ทั้งนี้ ไทยและมาเลเซียตกลงร่วมกันที่จะส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือ ดังต่อไปนี้

1.ความร่วมมือในการบริหารจัดการผลผลิตยางพาราเพื่อให้สอดคล้องต่อความต้องการในอุตสาหกรรมยางพาราของทั้ง 2 ประเทศ ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ของผู้ผลิตและผู้บริโภค

2.ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนด้านการค้าและอุตสาหกรรมยางพารา โดยมีคุณภาพและมาตรฐานยางพาราเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวของห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ รวมไปถึงส่งเสริมและสนับสนุนด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยางพาราในด้านการตรวจสอบย้อนกลับ และการแก้ไขปัญหาและความท้าทายที่เกี่ยวข้อง

3.ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวกับยางพาราในด้านการผลิตและอุตสาหกรรม

4.จัดตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง 2 ฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ MOU ฉบับนี้

อย่างไรก็ตาม MOU ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่าง MRB และ กยท.ข้อกำหนดของ MOU ฉบับนี้อยู่ภายใต้กฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายที่บังคับใช้ในแต่ละประเทศของทั้งสองฝ่ายจะพยายามเสริมสร้าง ส่งเสริม และพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ายางพาราระหว่างทั้งสองฝ่ายโดยยึดหลักความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์หลักของความร่วมมือคือการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวกับยาง

– 006

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมประชุม คกก.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชื่อมโยงด้านอาหาร-โภชนาการ สู่คุณภาพชีวิตที่ดี

https://www.naewna.com/local/847908

'เลขาธิการ มกอช.'ร่วมประชุม คกก.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชื่อมโยงด้านอาหาร-โภชนาการ สู่คุณภาพชีวิตที่ดี

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมประชุม คกก.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชื่อมโยงด้านอาหาร-โภชนาการ สู่คุณภาพชีวิตที่ดี

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.04 น.

วันที่ 16 ธันวาคม 2567 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมด้วย นางสาวกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และ นางสาวศศิวิมล ทับแย้ม ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานสุขอนามัยพืช มกอช.เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมโยงด้านอาหารและโภชนาการสู่คุณภาพชีวิตที่ดี ครั้งที่ 2/2567 โดยมี นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมโยงด้านอาหารและโภชนาการสู่คุณภาพชีวิตที่ดี คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณา ร่างประกาศคณะอนุกรรมการพัฒนาและส่งเสริมการใช้สัญลักษณ์โภชนาการอย่างง่าย เรื่อง เกณฑ์สารอาหารหรือคุณค่าทางโภชนาการที่ใช้ประกอบการพิจารณารับรอง การแสดงสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” ในอาหารแต่ละกลุ่ม (ฉบับที่ 3) และพิจารณาการบรรจุนักโภชนาการ สังกัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ณ ห้องประชุมสมบูรณ์ วัชโรทัย อาคาร 1 ชั้น 2 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Cloud Meetings

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับคณะ FAO เพื่อหารือความร่วมมือด้านการปศุสัตว์

https://www.naewna.com/local/847905

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับคณะ FAO เพื่อหารือความร่วมมือด้านการปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับคณะ FAO เพื่อหารือความร่วมมือด้านการปศุสัตว์

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 17.59 น.

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2567 เวลา 11.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผอ.สสช. ผอ.กรป. ผอ.สคบ. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ น.สพ.ดร.ธนวรรษ เทียนสิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ และ Chief Veterinarian พร้อมด้วย Dr.Scott Newman และ Dr.Paolo Motta เจ้าหน้าที่ FAO เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ กับ FAO ในด้านต่างๆ รวมถึงแผนงานและกิจกรรมอื่นๆ ของ FAO ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ณ ห้องประชุมม้ากัณฐกะ กรมปศุสัตว์ พญาไท

– 006

‘กรมปศุสัตว์’จัดพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

https://www.naewna.com/local/847630

'กรมปศุสัตว์'จัดพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

‘กรมปศุสัตว์’จัดพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.38 น.

กรมปศุสัตว์จัดพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2567 เวลา 09.00 น.กรมปศุสัตว์ได้จัดพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน และนายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้การต้อนรับ ซึ่งมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ธนวัฒน์ พันธุ์สนิท ปศุสัตว์เขต 8 นายสมพล ไวปัญญา ปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี และหัวหน้าส่วนราชการกรมปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 8 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เกษตรกร และประชาชนเข้าร่วมงานฯ โดยมี รมช.อิทธิฯ เป็นผู้มอบกรรมสิทธิ์แม่โคแก่เกษตรกรที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 52 ราย มอบสัญญายืมโค มอบเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์ พร้อมมอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานเพื่อเหลือพี่น้องเกษตรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ และให้โอวาทแก่เกษตรกรที่ได้รับมอบฯ ขอให้ปฏิบัติตามระเบียบของโครงการฯ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ที่ทรงพระราชทานความช่วยเหลือแก่เกษตรกร ให้มีโอกาสได้รับโคพระราชทานนี้ไปใช้งาน เพื่อให้มีผลผลิตและรายได้เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนมีความร่มเย็นผาสุกในการดำรงชีวิตตลอดไป ณ ศาลาประชาคม ที่ว่าการอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นโครงการตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2522 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค – กระบือไว้ใช้แรงงาน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รับสนองพระราชดำริ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ยังเป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการ โดยวิธีการรวมกลุ่ม และใช้ประโยชน์จากโค-กระบือให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้ประโยชน์จากมูลโคเป็นแก๊สชีวภาพ หรือใช้เป็นปุ๋ยคอกทดแทนปุ๋ยเคมีบางส่วนเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเป็นการสนับสนุน การใช้แรงงานจากสัตว์เพื่อการเกษตร ตลอดจนเสริมสร้างการพื้นฟูและอนุรักษ์ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้รับสนองพระราชดำริอย่างต่อเนื่องตลอดมา ปัจจุบันสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 429 ราย ในพื้นที่ 15 อำเภอ ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินนโยบายการขับเคลื่อนสุราษฎร์ธานีโมเดล โดยเป็นการนำร่องกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยกิจกรรมการส่งเสริมการเลี้ยงโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ที่ขาดกำลังในการจัดหาโค เพื่อให้มีผลผลิตและรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงได้กำหนดจัดพิธีไถ่ชีวิตโคฯ ขึ้น โดยมีเกษตรกรที่ได้รับโคเพศเมีย จำนวน 52 ราย ราย ละ 1 ตัว ภายใต้เงื่อนไขของโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ประกอบด้วย เกษตรกรกรในอำเภอไชยา 31 ราย อำเภอท่าฉาง 14 ราย และอำเภอท่าชนะ 7 ราย ทั้งนี้เป็นการยืมเลี้ยงเพื่อการผลิตโดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อลูกโคตัวแรกมีอายุครบ 18 เดือน ให้ส่งลูกโคคืนโครงการฯ ส่วนลูกโคตัวต่อไปเป็นของเกษตรกรที่ได้รับมอบ และเมื่อสัญญายืมครบ 5 ปี แม่โคและลูกโคตัวที่เกิดถัดไป ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเกษตรกรผู้ยืม ซึ่งการจัดพิธีในวันนี้ได้รับความอนุเคราะห์สถานที่จากท่านนายอำเภอไชยา และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จนทำให้การดำเนินงานโครงการฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยบรรลุวัตถุประสงค์ทุกประการ

– 006

รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย

https://www.naewna.com/local/847595

รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย

รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.08 น.

รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย เน้นกำชับส่วนราชการทำนโยบายเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน

15 ธันวาคม 2567 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรในผัก และผลไม้ ตั้งแต่ต้นน้ำ (แปลงปลูก/นำเข้า) กลางน้ำ (โรงคัดบรรจุ) และปลายน้ำ (สถานที่จำหน่าย) โดยดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนเพื่อจัดการความเสี่ยงของสารพิษตกค้างในผักผลไม้ การสื่อสารเพื่อลดความเสี่ยงหรืออันตรายจากสารพิษตกค้าง รวมถึงการปรับเกณฑ์มาตรฐานสารพิษตกค้างให้ครอบคลุมชนิดผักผลไม้ และการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรในปัจจุบัน

นายอนุกูล กล่าวว่า จากข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ผักผลไม้ในประเทศตั้งแต่ปี 2560 ถึง ปี 2567 รวม 2,193 ตัวอย่างผ่าน 81.35% (1,784 ตัวอย่าง) ไม่ผ่าน 18.65% (409 ตัวอย่าง) ซึ่งยังพบปัญหาสารพิษตกค้างในผักผลไม้ โดยปีงบประมาณ 2568 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. ) ได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ตรวจเฝ้าระวังความปลอดภัยของผักและผลไม้สด ณ โรงคัดบรรจุทั่วประเทศ จำนวน 854 แห่ง เพื่อกำกับดูแลมาตรฐานการผลิตของโรงคัดบรรจุผักผลไม้สดตามหลักเกณฑ์ GMP และตรวจสอบการแสดงฉลากเพื่อการตามสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา รวมทั้งเก็บตัวอย่างผักและผลไม้สด ส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการมาตรฐาน  โดยมีการสื่อสารความเสี่ยงเป็นระยะ และสรุปสถานการณ์ความปลอดภัยด้านสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตร แจ้งต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลแปลงปลูกในประเทศ เพื่อให้สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

นายอนุกูล กล่าวต่อว่า กรณีที่ผลการตรวจประเมิน GMP ไม่ผ่านตามเกณฑ์ อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อให้กลไกการตรวจสอบสารตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรมีประสิทธิภาพสอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ อย. ยังมีมาตรการเฝ้าระวังการนำเข้าผักผลไม้อย่างเข้มงวดด้วยเช่นกัน โดยการตรวจกัก เก็บผัก ผลไม้กลุ่มเสี่ยง เช่น องุ่น สาลี่ คื่นช่าย ปวยเล้ง เป็นต้น ส่งตรวจวิเคราะห์ หากผลการตรวจไม่ผ่านจะถูกดำเนินคดี และไม่สามารถนำเข้าผัก ผลไม้นั้นได้ ทั้งนี้ ผู้จำหน่าย ตลาดค้าปลีก ควรเลือกผัก ผลไม้จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามาจากแหล่งใด

สำหรับผู้บริโภค ควรให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผักและผลไม้ก่อนรับประทานหรือนำมาปรุงอาหาร ซึ่งจากผลงานวิจัยพบว่าการล้างอย่างถูกวิธีด้วยน้ำธรรมดา น้ำผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู/เบคกิ้งโซดา) หรือน้ำผสมเกลือ มีประสิทธิภาพในลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ ไม่ว่าจะเป็นสารพิษชนิดดูดซึมหรือไม่ดูดซึม นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อผักและผลไม้ตามฤดูกาล เลือกให้หลากหลาย และไม่ควรบริโภคชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากสารพิษตกค้างได้

‘กสม.’แนะรัฐปรับปรุงกฎหมาย แก้ปัญหาเกษตรกรในระบบพันธสัญญาถูกเอาเปรียบ

https://www.naewna.com/local/847430

‘กสม.’แนะรัฐปรับปรุงกฎหมาย แก้ปัญหาเกษตรกรในระบบพันธสัญญาถูกเอาเปรียบ

‘กสม.’แนะรัฐปรับปรุงกฎหมาย แก้ปัญหาเกษตรกรในระบบพันธสัญญาถูกเอาเปรียบ

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.47 น.

13 ธ.ค. 2567 ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2565 กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว รวม 15 ราย ซึ่งเป็นทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งในรูปแบบของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัด ระบุว่า ผู้ร้องได้เข้าทำสัญญาซื้อขายไก่กระทงประกันราคากับบริษัทผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรแห่งหนึ่ง

ซึ่งมีข้อสัญญากำหนดให้ผู้ร้องต้องซื้อลูกไก่ อาหาร และเวชภัณฑ์จากบริษัท และเลี้ยงไก่ตามกระบวนการของบริษัท โดยบริษัทจะประกันราคารับซื้อไก่คืน แต่บริษัทกลับเอาเปรียบด้วยการส่งมอบลูกไก่ที่ไม่แข็งแรงและอาหารไก่ที่ไม่มีคุณภาพให้ ทำให้ไก่ป่วยและตายจำนวนมาก แม้ผู้ร้องจะพยายามเจรจากับบริษัทหลายครั้งเพื่อให้แก้ไขปัญหา แต่กลับไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขปัญหาใดๆ เป็นเหตุให้ผู้ร้องประสบกับภาวะขาดทุนและต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมาก จึงประสงค์ให้ กสม. ตรวจสอบ

อย่างไรก็ดี กรณีตามคำร้องดังกล่าว เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษา คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว หรือเป็นเรื่องที่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว อันเป็นไปตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 กสม. จึงไม่สามารถพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าวต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม กรณีตามคำร้องอาจมีผลกระทบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของกลุ่มเกษตรกรจึงเห็นควรให้มีการพิจารณาศึกษา รวบรวมข้อเท็จจริง และวิเคราะห์กรณีดังกล่าว เพื่อมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กสม. ได้พิจารณาจากคำร้อง ข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย บทบัญญัติของกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน เอกสารที่เกี่ยวข้องและความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 73 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้

โดยที่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของเกษตรกรและบุคคลที่ทำงานในพื้นที่ชนบท (UNDROP) หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ได้วางกรอบแนวทางให้รัฐต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อทำให้การคุ้มครองสิทธิของแรงงานในภาคเกษตรกรรมเป็นจริงอย่างสมบูรณ์

ซึ่งรวมถึงการตรากฎหมายและนโยบาย และการจัดให้มีกลไกการชดเชยและเยียวยาแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิ เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานในภาคเกษตรกรรมซึ่งมักเผชิญกับความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคมจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่ด้อยไปกว่าแรงงานประเภทอื่นๆ ได้รับความคุ้มครองให้มีสภาพการทำงานที่เป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตลอดจนกลไกการเยียวยาเมื่อถูกละเมิดสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วเห็นว่า มีประเด็นที่เป็นข้อจำกัดในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเกษตรกรในระบบเกษตรพันธสัญญา 6 ประเด็น ดังนี้

(1) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 คำนิยาม “ระบบเกษตรพันธสัญญา” มีลักษณะเป็นการกีดกันไม่ให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจแต่มีศักยภาพที่จะทำสัญญากับเกษตรกรจำนวนน้อยกว่า 10 ราย และเกษตรกรคู่สัญญา ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติฯ อีกทั้งก่อให้เกิดช่องว่างที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรสามารถหลบเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยการทำสัญญากับเกษตรกรน้อยกว่า 10 ราย นอกจากนี้ เกษตรกรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มิใช่บุคคลธรรมดา ยังไม่ได้รับความคุ้มครองพื้นฐานจากการทำสัญญาภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญาตามนิยามของกฎหมายด้วย

(2) การกำหนดรูปแบบสัญญา เงื่อนไขของสัญญา และการเก็บรักษาสัญญา พบว่า ข้อสัญญาในระบบเกษตรพันสัญญา ส่งผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรในหลายประเด็น เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีจากมูลหนี้ที่ค้างชำระ การผลักภาระความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงไก่กระทงให้เกษตรกรแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีการตรวจสอบสาเหตุของความเสียหาย นอกจากนี้ กระบวนการทำสัญญายังมีลักษณะเร่งรัด ไม่โปร่งใส เกษตรกรถูกเร่งให้ลงนามในสัญญาโดยไม่มีโอกาสต่อรองหรือแก้ไขเงื่อนไขของสัญญา ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาภายหลังผ่านช่องทางการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเกษตรกร

(3) มาตรฐานคุณภาพของปัจจัยการผลิต พบว่าปัจจัยการผลิตที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรจัดหาให้แก่เกษตรกรในระบบเกษตรพันธสัญญา เช่น ลูกไก่ไม่แข็งแรง อาหารสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเสียหายทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและรายได้ โดยผู้ประกอบธุรกิจมักให้เกษตรกรปกปิดข้อมูลความเสียหาย ไม่ให้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและเข้าตรวจสอบ โดยให้คำมั่นว่าจะชดเชยความเสียหายในภายหลัง แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบในภายหลัง

(4) คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พบว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการมีตัวแทนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบเกษตรพันธสัญญา คือ ผู้แทนเกษตรกรเพียง 3 คน จากองค์ประกอบของคณะกรรมการทั้งหมด 25 คน ซึ่งอาจส่งผลให้เสียงของเกษตรกรถูกลดทอนความสำคัญ และอาจนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ไม่ครอบคลุมหรือไม่สามารถสะท้อนมุมมองของเกษตรกรอย่างแท้จริง

(5) คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัด ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาฯ ยังขาดองค์ประกอบของนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้แทนเกษตรกร ที่มีความเข้าใจบริบทของการทำการเกษตรในพื้นที่ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรในกระบวนการไกล่เกลี่ยได้

และ (6) บทกำหนดโทษ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาฯ กำหนดโทษปรับสูงสุดแก่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่ฝ่าฝืนกฎหมายไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุนและผลกำไรที่ได้จากการลงทุนแล้วเห็นว่า โทษไม่สมดุลและไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด รวมทั้งไม่มีผลในการป้องกันและหยุดยั้งการกระทำผิดของผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 มีมติให้มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง ต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา สรุปได้ดังนี้

(1) ทบทวนนิยามคำว่า “ระบบเกษตรพันธสัญญา” และ “เกษตรกร” ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เพื่อขยายขอบเขตความคุ้มครองในหลักการพื้นฐานของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในการทำสัญญาภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญาให้ครอบคลุมถึงนิติบุคคลที่มีธุรกิจขนาดเล็ก (S) และขนาดกลาง (M)

(2) ออกประกาศกำหนดรูปแบบของสัญญา เพื่อเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาและป้องกันมิให้กำหนดเงื่อนไขในสัญญาที่จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือเอาเปรียบคู่สัญญา รวมทั้งให้แก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 มาตรา 20 โดยกำหนดให้บริษัทต้องมอบสัญญาให้เกษตรกรเก็บรักษาไว้ 1 ฉบับ และเก็บรักษาที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอีก 1 ฉบับ

หรือในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายตกลงแก้ไขสัญญาร่วมกัน ให้นำสัญญาฉบับใหม่มาให้หน่วยงานเก็บรักษาด้วย เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาโดยที่คู่สัญญาไม่ทราบรายละเอียด และแก้ไขปรับปรุงมาตรา 21 โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติให้ชัดเจนว่า การระบุรายละเอียดในสัญญาต้องไม่มีลักษณะหรือมีผลทำให้เกษตรกรปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะคาดหมายได้ตามปกติ และกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ ให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้การทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาต้องได้รับการตรวจร่างและดำเนินการต่อหน้าพนักงานอัยการประจำสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนจังหวัด เพื่อให้พนักงานอัยการสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อสัญญาแก่เกษตรกรได้โดยตรง เพื่อป้องกันการเอาเปรียบจากข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ ควรกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการทำสัญญาที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย

(3) ออกประกาศกำหนดรายละเอียดในสัญญาเพิ่มเติม โดยกำหนดให้ในสัญญาต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจทางเกษตรในการรับรองคุณภาพและมาตรฐานของปัจจัยการผลิตก่อนส่งมอบแก่เกษตรกรเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรมีหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลการทำสัญญาต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพของปัจจัยการผลิต รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือกระบวนการตามกฎหมายในการใช้สิทธิโต้แย้งดังกล่าว ตลอดจนบทลงโทษกรณีผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรปกปิดข้อมูลหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

(4) ทบทวนองค์ประกอบคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัด โดยเพิ่มสัดส่วนของกรรมการที่เป็นนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้แทนเกษตรกรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

และ (5) ทบทวนบทกำหนดโทษกรณีการไม่ส่งมอบสัญญาให้เกษตรกรในวันทำสัญญาและกรณีการกำหนดข้อตกลงหรือเงื่อนไขที่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายไว้ในสัญญา โดยแก้ไขปรับปรุงบทลงโทษให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับระดับความเสียหายที่เกษตรกรอาจได้รับ