‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567

https://www.naewna.com/local/849195

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.45 น.

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ พร้อมด้วย นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุม 123 ชั้น 2 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมถึงข้อเสนอการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตรและการปรับปรุงคำสั่งอนุกรรมการฯ

– 006

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS

https://www.naewna.com/local/849032

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.15 น.

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS ส่งเสริมการมีส่วนร่วมชุมชนเข้มแข็งอย่างพอเพียง

22 ธันวาคม 2567 ที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สวนสวรรค์ฟาร์ม หมู่ 2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบฯ ของคุณแก้วตา จันทร์วีระชัย นักธุรกิจเจ้าของกิจการมีชื่อในจังหวัดประจวบฯ ผันตัวเองลงมาทำสวนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่กว่า 80 ไร่ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการจัดการอย่างเป็นระบบในการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและชาวเกษตรกร หวังให้ชาวบ้านในพื้นที่บางราย ไร่ที่ทำกินทางการเกษตร ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์แบบปลอดสารพิษ เพื่อนำกลับไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอยู่อย่างพอเพียง โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรคอยแนะนำให้ความรู้ ในการทำเกษตรผสมในพื้นที่แปลงน้อยโดยไม่ใช้สารเคมี และได้มีโอกาสร่วมเป็นสมาชิก รับมอบใบรับรองแบบมีส่วนร่วม ความเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลิตผลที่ปลอดสารพิษ

ทางศูนย์การเรียนรู้ฯ สวนสวรรค์ฟาร์ม จะมีการจัดกิจกรรมและพิธีมอบหนังสือรับรองพื้นที่เกษตรอินทรีย์ แบบมีส่วนร่วมความเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ SCE PGS ให้กลุ่มสมาชิกในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประจำทุกปี โดยมีนายณรงค์พงษ์ โพธิสมบัตร ประธานบริษัทประชารัฐรักษ์สามัคคี นายณรงค์ คงมาก กรรมการบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม นายนันทปรีชา คำทอง ประธานเครือข่ายสามอ่าวเกษตรอินทรีย์วิถีธรรมชาติ และนางสาว นิชาภา สุวรรณนาค  สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดประจวบฯ ร่วมกันเป็นประธานมอบหนังสือรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS ให้กลุ่มสมาชิกที่ได้รับการรับรอง ที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สวนสวรรค์ฟาร์ม  หมู่ 2  ต.อ่าวน้อย จ.ประจวบฯ ไปเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 67 ที่ผ่านมา

แก้วตา จันทร์วีระชัย หรือเจ๊แก้วตา เจ้าของสวนสวรรค์ฟาร์มเล่าว่า  ตนเห็นว่าพื้นที่ในที่ดินกว่า 80 ไร่ เป็นที่ว่างเปล่าปล่อยรกร้างไว้ไม่เกิดประโยชน์อะไร หลังรัฐบาลปลดล็อคกัญชา คิดว่าจะใช้เป็นพื้นที่ปลูกกัญชา แต่ก็ยังติดปัญหาหลายอย่างในทางกฎหมาย หลังจากได้รู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่งทำเกี่ยวกับเรื่องเกษตรอินทรี จึงลองไปศึกษาหาความรู้ บางส่วนก็ศึกษาเรียนรู้จาก YouTube บ้าง นำไปลองปฏิบัติตามจนเกิดผลผลิต หวังแค่เพียงเพื่อไว้รับประทานกันเองในครอบครัว ทั้ง ๆ ที่ตนไม่เคยมีความรู้ทางการเกษตรแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อตนได้เห็นชาวบ้านในพื้นที่บางรายขาดโอกาสการทำอาชีพเกษตรกร เนื่องจากไม่มีที่ดิน จึงมีแนวคิดที่จะให้เขาได้ใช้พื้นที่เพาะปลูกและเรียนรู้การทำเกษตรแนวใหม่แบบผสมผสานปลอดสารพิษ และด้วยที่ตนเองเป็นคนรักสุขภาพอยู่แล้ว อยากเห็นทุกคนมีสุขภาพที่ดี ได้รับประทานอาหาร พืชผัก ผลไม่ ที่มีคุณภาพปลอดสารพิษ

แนวคิดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ตนเองเปลี่ยนที่ดินว่างเปล่าให้เป็นสวนเกษตร ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐตั้งเป็น “ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สวนสวรรค์ฟาร์ม ต่อมามีการรวมตัวก่อตั้งกลุ่มรักสุขภาพ โดยการรวบรวมชาวบ้านและกลุ่มคนที่สนใจเข้าร่วมได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ศึกษาวิธีการทำสวนเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร และนำกลับไปต่อยอด หรือเพราะปลูกไว้รับประทานเอง หรือจะนำกลับมาส่งขายที่ศูนย์การเรียนรู้ สวนสวรรค์ฟาร์มได้อีก เนื่องจากผลผลิตปลอดสารพิษเกษตรอินทรีย์มีความต้องการทางการตลาดเป็นอย่างมาก ซึ่งทางกลุ่มเรามีการจักการแบบครบวงจร โดยเอาผลิตผลที่ได้บางส่วนมาแปลรูป เป็นผลิตภัณฑ์ บรรจุหีบห่อเป็นสินค้าส่งออกไปจำหน่ายต่อ ตามศูนย์โอทอปพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งตลาดรับซื่ออีกหลายแห่ง เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพได้รับการรับรองให้เป็นเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษไม่ใช้สารเคมี โดยทางเรามีกระบวนการตรวจสอบผลิตผลที่กลุ่มสมาชิกนำมาส่งที่ศูนย์ มีคณะกรรมการ มีประทาน และมีการจัดการอย่างเป็นระบบ  ตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ณ คุ้งบางกระเจ้า

https://www.naewna.com/local/848744

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'เฝ้าฯรับเสด็จ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' ณ คุ้งบางกระเจ้า

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ณ คุ้งบางกระเจ้า

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.46 น.

“อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน”เฝ้าฯรับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ณ คุ้งบางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2567 เวลา 09.00 น. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงานโครงการ OUR Khung BangKachao ปี 2561-2566 ณ คุ้งบางกระเจ้า อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งโครงการ OUR Khung BangKachao” ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าในรูปแบบสานพลังความร่วมมือ (Social Collaboration with collective impact) จากองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ตั้งแต่ปี 2561 มีเป้าหมายร่วม (Shared Goal) ในการยกระดับและพัฒนาพื้นที่ “คุ้งบางกะเจ้า” ให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในทุกมิติ มีพื้นที่สีเขียวอันอุดมสมบูรณ์ พร้อมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของคนในท้องถิ่นอย่างสมดุล โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) มาสืบสานขยายผลตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ 10) และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯ มาเป็นหลักในการดำเนินโครงการฯ ทำให้เกิดความร่วมมือ โดยมีคณะทำงานด้านต่างๆ 6 มิติ ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำ การจัดการขยะ การพัฒนาท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การส่งเสริมอาชีพ และ การพัฒนาเยาวชนฯ ที่ต้องร่วมมือและเชื่อมโยงงานกัน และให้ชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อดูแลพื้นที่ในระยะยาวต่อไป

– 006

รมช.อิทธิ ตรวจติดตามภารกิจสลายฝุ่น PM2.5 กำชับฝนหลวงฯ ลุยต่อเนื่องทุกวันให้อากาศดี เพื่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน

https://www.naewna.com/local/848691

รมช.อิทธิ ตรวจติดตามภารกิจสลายฝุ่น PM2.5 กำชับฝนหลวงฯ ลุยต่อเนื่องทุกวันให้อากาศดี เพื่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน

รมช.อิทธิ ตรวจติดตามภารกิจสลายฝุ่น PM2.5 กำชับฝนหลวงฯ ลุยต่อเนื่องทุกวันให้อากาศดี เพื่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.23 น.

รัฐบาลมอบนโยบายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งแก้ไขและบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภาคเหนือ คืนอากาศดีให้พี่น้องประชาชน และเพื่อการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและมีความสุข

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พร้อมด้วยนายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าภารกิจการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพของพี่น้องประชาชน ณ ศูนย์ฝนหลวงหัวหิน ภายในท่าอากาศยานหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมกล่าวว่า ทุกปีประเทศไทยมักประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยมอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร แก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กให้กับพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งจากการเผาป่า การก่อสร้าง การคมนาคมและอุตสาหกรรม โดยภารกิจดังกล่าวได้น้อมนำศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งขอให้มั่นใจได้ว่าผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 จะลดลง และประชาชนจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และย้ำว่ารัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน ในทุกพื้นที่ รวมถึงขอให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงและปลอดภัย

ด้าน นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้จัดทำแผนการดัดแปรสภาพอากาศ ประจำปี 2568 เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินเกณฑ์มาตรฐาน เริ่มปฏิบัติการเชิงรุกตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2567 เป็นต้นมา โดยมีหน่วยปฏิบัติการ 6 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดระยอง จังหวัดกาญจนบุรี  จังหวัดตาก จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแพร่ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละลองในอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และพื้นที่ภาคเหนือ สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงและปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ มีจำนวน 3 เทคนิค ได้แก่  

1. การปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนการก่อกวน โดยใช้สารฝนหลวงสูตร 1 (โซเดียมคลอไรด์) ปฏิบัติการบริเวณต้นลม และโดยรอบมวลของฝุ่นบริเวณพื้นที่เพื่อก่อเมฆและเพิ่มปริมาณเมฆในพื้นที่เป้าหมาย  

2. การปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนการเลี้ยงให้อ้วน โดยใช้สารฝนหลวงสูตร 8 แคลเซียมออกไซด์ หรือสูตร 6 แคลเซียมคลอไรด์ ปฏิบัติการบริเวณต้นลม และโดยรอบมวลของฝุ่นบริเวณพื้นที่ เพื่อเลี้ยงเมฆให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีแรงดูดซับฝุ่นละออง  

3. การปฏิบัติการเทคนิคการลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศผกผัน โดยการโปรยน้ำแข็งแห้งหรือการสเปรย์น้ำเพื่อระบายฝุ่นละอองบริเวณระดับ inversion (ชั้นอุณหภูมิผกผัน) หรือสูงกว่าระดับ inversion (ชั้นอุณหภูมิผกผัน) เพื่อทำให้เกิดช่องระบายฝุ่นละอองขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบน

สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า การปฏิบัติการด้วยเทคนิคทั้งหมดดังกล่าวลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศผกผันโดยการโปรยน้ำแข็งแห้งหรือการสเปรย์น้ำเพื่อทำให้เกิดช่องระบายฝุ่นละอองขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบนในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และพื้นทีทำให้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลงได้และส่งผลให้คุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลาง และระดับดีตามลำดับ ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรพร้อมปฏิบัติภารกิจทุกวันอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละอองตามนโยบายจากรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลและพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อให้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ ประชาชนมีคุณภาพอากาศที่ดีท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและมีความสุข 

-(016)

กรมการข้าวจัดสัมมนาพัฒนาเชื่อมโยงภาคีด้านการตลาดสินค้าข้าว เน้นทำงานบูรณาการครอบคลุมทุกภาคส่วน

https://www.naewna.com/local/848543

กรมการข้าวจัดสัมมนาพัฒนาเชื่อมโยงภาคีด้านการตลาดสินค้าข้าว เน้นทำงานบูรณาการครอบคลุมทุกภาคส่วน

กรมการข้าวจัดสัมมนาพัฒนาเชื่อมโยงภาคีด้านการตลาดสินค้าข้าว เน้นทำงานบูรณาการครอบคลุมทุกภาคส่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.33 น.

กรมการข้าวจัดสัมมนาพัฒนาเชื่อมโยงภาคีด้านการตลาดสินค้าข้าว เน้นทำงานบูรณาการครอบคลุมทุกภาคส่วน 

วันที่ 19 ธันวาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดการสัมมนาพัฒนาเชื่อมโยงภาคีด้านการตลาดสินค้าข้าว โดยมีนายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ ณ โรงแรมเบส์ เวสเทิร์น นาดาดอนเมือง แอร์พอร์ต

นายณัฏฐกิตติ์ เปิดเผยว่า กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการดูแลภารกิจด้านการตลาดสินค้าข้าวของกรมการข้าว และเชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าวระหว่างพี่น้องเกษตร ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมอง และประสบการณ์ในเรื่องแนวโน้มตลาดข้าวทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อสร้างและพัฒนาภาคีเครือข่ายด้านการตลาดสินค้าข้าว ตลอดจนการเสวนาเรื่องสินค้าข้าวไทยที่เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ทราบถึงแนวทางความต้องการของผู้ประกอบการ และนำไปสู่การพัฒนาสินค้าข้าวไทยได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 20 ธันวาคม 2567 มีผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวน 104 ราย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของกรมการข้าว ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ผู้แทนกลุ่มเกษตรกร ผู้แทนผู้ประกอบการค้าข้าวภายในประเทศ ผู้แทนผู้ประกอบการส่งออกข้าว และผู้แทนจากสมาคมที่เกี่ยวข้อง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568

https://www.naewna.com/local/848526

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.46 น.

กรมปศุสัตว์ ร่วมสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568 “UNBOX & UNLOCK THAI AGRICULTURE : ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส”

19 ธันวาคม 2567 เวลา 09.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน  รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568  “UNBOX & UNLOCK THAI AGRICULTURE : ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส” จัดขึ้นเพื่อรายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มที 2568 สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ รวมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดเห็นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดสัมมนาฯ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมงานฯ  ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี  กรุงเทพมหานคร

‘นฤมล’เปิดสัมมนา’ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส’

https://www.naewna.com/local/848501

'นฤมล'เปิดสัมมนา'ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส'

‘นฤมล’เปิดสัมมนา’ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.06 น.

‘นฤมล’เปิดสัมมนา’ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส’ ด้าน’สศก.’แถลงGDPเกษตร ปี67 หดตัวร้อยละ1.1 คาดปี68 ขยายตัวร้อยละ 1.8 – 2.8

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กล่าวเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษงานสัมมนาใหญ่ประจำปีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) “ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568 Unbox & Unlock Thai Agriculture : ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส” โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วม ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ ว่า ปัจจุบันไทยมีเนื้อที่ทางการเกษตรรวม 147.73 ล้านไร่ หรือร้อยละ 46.7 ของเนื้อที่ทั้งประเทศ มีประชากรอยู่ในภาคเกษตรกว่า 30 ล้านคน เป็นแรงงานเกษตร 19.72 ล้านคน และมีจำนวนครัวเรือนเกษตรประมาณ 7.9 ล้านครัวเรือน โดยในปี 2566 GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 8.58 ของ GDP ทั้งประเทศ ลดลงจาก 10 ปีที่แล้ว ซึ่ง GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนที่ร้อยละ 11.32

นางนฤมล กล่าวว่า แม้ว่าสัดส่วนของภาคเกษตรจะลดลง แต่มูลค่า GDP ภาคเกษตรยังคงเพิ่มขึ้นจาก 660,365 ล้านบาท ในปี 2556 เป็น 693,834 ล้านบาท ขณะที่ภาคเกษตรไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลกที่เร่งตัวขึ้น การเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายของสหรัฐอเมริกา อาจทำให้สงครามทางการค้ากลับมามีความรุนแรงอีกครั้ง ขณะที่ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทย ยังเผชิญกับปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนกฎกติกาด้านการค้าและการลงทุนของโลก รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ
 
สำหรับแนวทางการปลดล็อกและพัฒนาภาคเกษตร จะต้องใช้ทั้งความรู้ ทักษะ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยบูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวทาง ดังนี้ 1) การรับมือกับภัยธรรมชาติ มีการวางแผนและดำเนินมาตรการเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การป้องกัน แก้ไขปัญหา และฟื้นฟู เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ 2) การประกันภัยสินค้าเกษตร โดยการส่งเสริมการประกันภัยพืชผล เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน 3) การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และต่อยอดสู่เกษตรและบริการมูลค่าสูง 4) การทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวทางของ BCG โดยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EUDR  CBAM และ Carbon Credit การแก้ปัญหา PM 2.5 ส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ และส่งเสริมการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน 5) การยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง การสร้าง Brand หรือ Story ของจังหวัด/อำเภอ โดยเน้นการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ รวมถึงส่งเสริมการสร้างอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร 6) การพัฒนาเครื่องมือในการติดตามสถานการณ์ภาคเกษตรในระดับโลก โดยอาศัยข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อใช้วิเคราะห์ เตือนภัย และเฝ้าระวังปัจจัยที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อการทำการเกษตร และ 7) การปรับปรุงกฎระเบียบ/กฎหมาย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการศึกษากฎระเบียบและกฎหมายของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลกระทบต่อการค้าสินค้าเกษตรของไทย เพื่อการปรับตัวและเตรียมการให้ทันต่อสถานการณ์

“ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศในเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร ที่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ และยังสามารถมีการส่งออกไปยังต่างประเทศได้ โดยผลิตอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารด้วย ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นเทรนการบริโภคของโลก จึงถือเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะต้องเร่งพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน ทั้งในเรื่องดินและน้ำ รวมถึงมาตรฐานต่าง ๆ ที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร ทั้งในเรื่อง GDP และจำนวนประชากรในประเทศ โดยในภาคเกษตรถือเป็นต้นทางของทุกภาคการผลิต แต่ภาคการเกษตรกลับมีตัวเลข GDP ที่น้อยกว่าภาตการผลิตอื่น ๆ ซึ่งจากการคาดการณ์ของสำนักสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ข้อมูล ณ วันที่ 18 พ.ย. 67) หากรวมทุกสาขาการผลิต ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ คาดว่าในปี 2567 นี้ ภาคเกษตรจะสามารถขยายตัวได้ถึง 2.6% จึงต้องมีการหารือทุกภาคส่วนในการคำนวน GDP ในอนาคตต่อไป” นางนฤมล กล่าว

ด้าน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2567 พบว่า หดตัวร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยสาขาพืช สาขาประมง และสาขาบริการทางการเกษตร หดตัว ขณะที่สาขาปศุสัตว์ และสาขาป่าไม้ ยังคงขยายตัวได้ โดย สาขาพืช หดตัวร้อยละ 1.7 เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2566 ต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี 2567 ทำให้ปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา สภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชสำคัญหลายชนิด เกษตรกรบางส่วนงดหรือปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชบางชนิด และการเข้าสู่ปรากฏการณ์ลานีญาในเดือนกันยายน 2567 ทำให้ประเทศไทยเผชิญกับมรสุมและมีฝนตกหนัก ส่งผลให้มีปริมาณน้ำสะสมจำนวนมาก เกิดอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรบางส่วนได้รับความเสียหาย พืชสำคัญที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน สับปะรดปัตตาเวีย ยางพารา ทุเรียน และเงาะ

อย่างไรตาม พืชที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ปาล์มน้ำมัน ลำไย และมังคุด สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 3.2 เป็นผลจากความต้องการบริโภคสินค้าปศุสัตว์เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน มีการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอย่างเข้มงวด ทำให้สินค้าปศุสัตว์เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดยสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ โคเนื้อ สำหรับสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตลดลง คือ น้ำนมดิบ  
สาขาประมง หดตัวร้อยละ 2.8 โดยผลผลิตกุ้งลดลง เนื่องจากราคากุ้งตกต่ำ และต้นทุนการผลิตหลักทั้งค่าอาหารสัตว์และค่าพลังงานอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการซื้อจากต่างประเทศชะลอตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนปรับลดการเพาะเลี้ยงและชะลอการปล่อยลูกกุ้ง

ขณะที่สัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือลดลง เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักของการทำประมงทะเลยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวน และพายุฝนที่รุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการเรือประมงลดรอบการออกเรือจับสัตว์น้ำ ส่วนผลผลิตปลานิลและปลาดุก ลดลง เนื่องจากต้นทุนอาหารปลายังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีไม่เพียงพอต่อการเลี้ยง ทำให้เกษตรกรลดรอบการเลี้ยงและพื้นที่เลี้ยง รวมทั้งลดปริมาณการปล่อยลูกพันธุ์ปลา สาขาบริการทางการเกษตร หดตัวร้อยละ 0.5 เนื่องจากผลกระทบของปรากฎการณ์เอลนีโญตั้งแต่ปี 2566 ต่อเนื่องมาถึงปี 2567 ทำให้อากาศร้อนจัดและมีปริมาณฝนน้อย ส่งผลให้น้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอต่อการผลิตทางการเกษตรในบางพื้นที่ เกษตรกรบางรายจึงปล่อยพื้นที่เพาะปลูกให้ว่าง ประกอบกับการเข้าสู่สภาวะลานีญาในเดือนกันยายน 2567 ทำให้มีฝนตกหนักและเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดความเสียหายต่อผลผลิตพืชและเป็นอุปสรรคต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่สำคัญลดลง โดยเฉพาะข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน สับปะรดปัตตาเวีย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 

สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 2.2 โดยไม้ยูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ขณะที่ญี่ปุ่นยังมีความต้องการใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับการผลิตไฟฟ้า ส่วนรังนก ยังมีความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ถ่านไม้เพิ่มขึ้นตามความต้องการของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม ไม้ยางพาราลดลงตามพื้นที่การตัดโค่นสวนยางพาราเก่าและปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีหรือพืชเศรษฐกิจอื่นของการยางแห่งประเทศไทย ประกอบกับราคายางพาราที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เกษตรกรมีการตัดโค่นไม้ยางพาราลดลง และผลผลิตครั่งลดลงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและร้อนจัด 

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ ลุยเมืองคอน มอบถุงยังชีพ บรรเทาความเดือดร้อนให้ปชช.

https://www.naewna.com/local/848397

'นฤมล'นำทีมกระทรวงเกษตรฯ ลุยเมืองคอน มอบถุงยังชีพ บรรเทาความเดือดร้อนให้ปชช.

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ ลุยเมืองคอน มอบถุงยังชีพ บรรเทาความเดือดร้อนให้ปชช.

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.10 น.

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ ลุยเมืองคอน มอบถุงยังชีพ บรรเทาความเดือดร้อนให้ปชช. พร้อมสั่งเร่งสำรวจความเสียหาย เยียวยาเกษตรกรด่วน

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำคลองท่าดี บริเวณสถานีโทรมาตรเพื่อการเตือนภัย X.285 คลองนครน้อย (คลองหน้าเมือง) ตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และเดินทางต่อไปยัง ศูนย์พักพิงชั่วคราวโรงเรียนวัดศาลามีชัย ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 500 ถุง และมอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานให้แก่เกษตรกร 
     
โดย นางนฤมล ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งสำรวจพื้นที่ความเสียหายและรายงานมายังส่วนกลาง เพื่อจัดทำแผนเยียวยาพื้นที่เกษตรกรรม ประมง ปศุสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพสร้างรายได้โดยเร็วที่สุด  
     
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองท่าดี ส่งผลให้เกิดน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งคลองท่าดีเป็นลำน้ำสายหลักที่ไหลผ่านตัวเมืองนครศรีธรรมราชก่อนลงสู่ทะเล โดยมีคลองสาขา 5 สาย ได้แก่ คลองท่าชัก คลองนครน้อย คลองป่าเหล้า คลองสวนหลวง และคลองคูพาย ทำหน้าที่ในการช่วยระบายน้ำ 
     
ด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้ใช้สถานีโทรมาตรในการเฝ้าระวังและเตือนภัย ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชได้รับทราบสถานการณ์น้ำล่วงหน้าได้ประมาณ 20 ชั่วโมง ก่อนที่น้ำจากต้นน้ำจะไหลมาถึง ซึ่งสามารถลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ได้ อีกทั้ง ได้เข้าไปติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำตามจุดต่าง ๆ ตามแผนที่ได้เตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ภาพรวมสถานการณ์น้ำในปัจจุบันดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำในหลายพื้นที่ลดลงใกล้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว  
     
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัย กรมชลประทานได้วางแผนไว้ 2 ระยะ ได้แก่ แผนระยะสั้น ดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในคลองทั้ง 5 สาย ความยาวรวมทั้งสิ้น 26.90 กิโลเมตร โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อช่วยในการเร่งระบายน้ำ และแผนระยะยาว โดยดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง มีความคืบหน้าแล้วประมาณ 40% คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 

‘อัครา’เยี่ยมอุทยานฯ ขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตร

https://www.naewna.com/local/848145

‘อัครา’เยี่ยมอุทยานฯ  ขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตร

‘อัครา’เยี่ยมอุทยานฯ ขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตร

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ตรวจเยี่ยม : นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมุ่งให้เป็นแหล่งเรียนรู้มีชีวิตขนาดใหญ่ ต่อยอดทรัพยากรต้นทุนเดิมจากงานมหกรรมพืชสวนโลก ก่อนหน้านี้ รวมทั้งเผยแพร่ความรู้โครงการพระราชดำริ ฯลฯ และการพัฒนาภาคการเกษตร

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะ ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ว่าสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ได้พัฒนาอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้มีชีวิตขนาดใหญ่โดยการต่อยอดทรัพยากรต้นทุนเดิมจากการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549-31 มกราคม 2550 สู่ห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่มุ่งเน้นการเผยแพร่องค์ความรู้และสร้างความเข้าใจใน 3 ด้าน ดังนี้ 1.โครงการพระราชดำริ โครงการหลวง และการพัฒนาเกษตรพื้นที่สูง 2.ความหลากหลายทางชีวภาพและการเกษตร และ 3.ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมทั้งตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการศึกษาวิจัยการบริการจัดการพื้นที่เข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และมีการดำเนินงานด้านสวนพฤกษศาสตร์เทียบเท่าในระดับสากล

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนภารกิจเพื่อการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเอาจริงเอาจัง โดยให้ความสำคัญกับปัญหาของพี่น้องประชาชนเป็นหลักในการวางแผนการดำเนินงาน อาทิ ด้านทรัพยากรดินและน้ำ ด้านปัจจัยการผลิต และด้านอื่นๆ เพื่อการแก้ปัญหาได้ตรงจุดอย่างแท้จริง อีกทั้งร่วมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการแปลงเกษตรโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และการต่อยอดพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป” นายอัครากล่าว

‘นฤมล’ยืนยัน! สานต่อโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร

https://www.naewna.com/local/848124

'นฤมล'ยืนยัน! สานต่อโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร

‘นฤมล’ยืนยัน! สานต่อโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.23 น.

“นฤมล”ยืนยัน! สานต่อโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร พร้อมสั่งตรวจสอบการใช้ประโยชน์พื้นที่ ส.ป.ก. หากพบทำผิด กม.เดินหน้ายึดคืนและจัดสรรให้พี่เกษตรกรทันที

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 7/2567 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการการใช้ประโยชน์ที่ดินและการพัฒนากิจการสาธารณูปโภคและกิจการอื่น ๆ ในเขตปฏิรูปที่ดิน อาทิ 1) โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ ระยะทางประมาณ 323 กิโลเมตร เนื้อที่รวมประมาณ 1,537-3-04 ไร่ 2) โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร – นครพนม ระยะทางประมาณ 355 กิโลเมตร เนื้อที่รวมประมาณ 1,917-3-75 ไร่ และ 3) การใช้เป็นที่ตั้งส่วนราชการอบต.ห้วยแก้ว จ.พะเยา และอบต.นาแต้ จ.อำนาจเจริญ เพื่ออำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเห็นชอบการกำหนดเขตที่ดินชุมชนบ้านแก้มอ้น หมู่ที่ 3 ต.แก้มอ้น อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เนื้อที่ประมาณ 237-3-04 ไร่ เพื่อการให้พี่น้องประชาชนสามารถอาศัยอยู่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย

“การประชุมวันนี้ได้มีการหารือแนวทางการแก้ไขและพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินในหลายประเด็นด้วยกัน อาทิ การกำหนดเขตชุมชนเพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคอื่น ๆ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ส.ป.ก. ยังคงสานต่อโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร โดยดำเนินการสำรวจพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร เพื่อจัดทำโฉนดเพื่อการเกษตรแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และในขณะเดียวกันยังคงตรึงความเข้มงวดในการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ส.ป.ก. ให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ซึ่งหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อยึดคืนพื้นที่และจัดสรรให้พี่น้องเกษตรกรมีที่ดินทำกินต่อไป”

– 006