‘อัครา’รับฟังสร้างศูนย์ฯสัตว์น้ำพะเยา

https://www.naewna.com/local/844290

‘อัครา’รับฟังสร้างศูนย์ฯสัตว์น้ำพะเยา

‘อัครา’รับฟังสร้างศูนย์ฯสัตว์น้ำพะเยา

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการก่อสร้างศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำพะเยา ที่อาคารสโมสรพนักงาน เทศบาลเมืองพะเยา อ.เมือง จ.พะเยา โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เป็นภูมิสัญลักษณ์ หรือแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ของ จ.พะเยา และภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยาของสัตว์น้ำ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายของสัตว์น้ำประจำถิ่นให้แก่เยาวชนและจังหวัดใกล้เคียงในเขตภาคเหนือตอนบน เกิดห่วงโซ่อุปทานธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง สร้างรายได้ มูลค่าเพิ่มและผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) สร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของ จ.พะเยา

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำพะเยา ผ่านความเห็นชอบเป็นมติของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย แพร่ น่าน และพะเยา) ซึ่งเสนอประเด็นการพัฒนาจังหวัดต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในคราวการประชุม ครม.นอกสถานที่ เมื่อหวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นโครงการลำดับที่ 13 ชื่อโครงการสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำกว๊านพะเยา และกรมประมง ได้บรรจุในแผนปฏิบัติราชการประจำปี 2568–2570

สำหรับโครงการก่อสร้างดังกล่าวมีแนวทางดำเนินการในส่วนของอาคารศึกษาและจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ พื้นที่อนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำ พื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมกลางแจ้ง/พื้นที่จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เช่น การจัดนิทรรศการในส่วนของการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำและการจัดแสดงเครื่องมือประมงเป็นต้น และพื้นที่สำหรับให้บริการจำหน่ายของที่ระลึก อาหาร เครื่องดื่ม นอกจากนี้ ในส่วนของชนิดปลาที่จะนำมาจัดแสดง ได้แก่ ปลาไทยไซส์ยักษ์ เช่น ปลาบึก ปลาเทพา และปลาเค้าดำ เป็นต้น

‘ธนดล’นำทีมลุยตรวจรุกที่สปก.มวกเหล็ก พบทำเป็น’โฮมสเตย์-จุดกางเต็นท์’วิวอย่างสวย

https://www.naewna.com/local/844337

'ธนดล'นำทีมลุยตรวจรุกที่สปก.มวกเหล็ก พบทำเป็น'โฮมสเตย์-จุดกางเต็นท์'วิวอย่างสวย

‘ธนดล’นำทีมลุยตรวจรุกที่สปก.มวกเหล็ก พบทำเป็น’โฮมสเตย์-จุดกางเต็นท์’วิวอย่างสวย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 22.27 น.

“ธนดล”นำทีมลุยตรวจ”ไร่ภูจันทร์เจ้า-ไร่ภูพิบูลย์”อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี รุกที่ สปก. ชี้ถ้าคนที่ได้รับอนุญาตในที่ดินดังกล่าว ยังไม่ปรับพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เตรียมปรับให้สิ้นสิทธิ

28 พ.ย.67 นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการตรวจสอบและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับผู้ได้รับการจัดที่ดิน และผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะทำงาน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่สถานที่ท่องเที่ยว “ไร่ภูจันทร์เจ้า” และ “ไร่ภูพิบูลย์” ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านซับกระทิงใต้ หมู่ที่ 4 ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี หลังได้รับข้อมูลและการร้องเรียนว่า พื้นที่ดังกล่าวอาจเข้าข่ายรุกที่ ส.ป.ก. เบื้องต้นพบนายหน่อง (ไม่ทราบนามสกุล) เป็นผู้ดูแล

โดยนายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ แจ้งขอตรวจสอบการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดิน การขออนุญาตก่อสร้างอาคาร และการดำเนินการผิดกฎหมายบนเนื้อที่ของรัฐ (ส.ป.ก.) ที่อนุญาตให้เฉพาะเกษตรกรเข้าทำการเกษตรเท่านั้น พร้อมทั้งให้นายหน่องนำตรวจสถานที่ ซึ่งเป็นที่พักเป็นสไตล์แคมป์ปิ้ง โฮมสเตย์ มีสระว่ายน้ำ กิจกรรมพายเรือ รวมถึงให้เช่าพื้นที่กางเต็นท์ นอนพัก เห็นวิวธรรมชาติสวยสดงดงามอยู่เบื้องล่าง

“ที่ไร่ภูจันทร์เจ้า ฝ่ายกฎหมายของ ส.ป.ก. เคยทำหนังสือแจ้งเตือนมาแล้ว ให้เดินทางเข้ามาให้ข้อมูล แต่ยังไม่มีการเดินทางมาให้ข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ซึ่งในครั้งนี้เราเห็น และรับทราบข้อเท็จจริงหมดแล้วว่าผิด ถ้าเกิดคนที่ได้รับอนุญาตในที่ดินดังกล่าว ยังไม่ปรับพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เราก็จะปรับให้สิ้นสิทธิ์ ซึ่งการบุกรุกที่ดินของรัฐเข้าข่าย พรบ.ฟอกเงินด้วย” นายธนดล กล่าว

กรมการข้าว ร่วมคณะ รมช.อัครา ติดตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ

https://www.naewna.com/local/844305

กรมการข้าว ร่วมคณะ รมช.อัครา ติดตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ

กรมการข้าว ร่วมคณะ รมช.อัครา ติดตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.17 น.

กรมการข้าว ร่วมคณะ รมช.อัครา ติดตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ 

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมติดตามนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ เพื่อถ่ายโอนภารกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานบ้านโป่งจ้อ หมู่ 7 ตำบลสันติสุข อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดินบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการออกแบบและปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ ด้วยระบบท่อส่งน้ำจากพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบด้วยถังเก็บน้ำความจุ 100 ลบ.ม. จำนวน 2 ถัง พร้อมระบบท่อส่งน้ำ HDPE ความยาวรวม 3,200 เมตร ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ภายหลังจากดำเนินโครงการฯ สามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์โดยรอบประมาณ 500 ไร่ และเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการศึกษา ทบทวนแนวทางการจัดทำโครงการอนุรักษ์ดินและบริหารจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงภาคการเกษตรพื้นที่เกษตรน้ำฝน เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ที่ดินและยกระดับการบริหารจัดการน้ำอีกด้วย

‘เกษตรกรโคขุน’ขอบคุณ’กรมปศุสัตว์’ คุมเข้มใช้’สารเร่งเนื้อแดง’ตลอดห่วงโซ่

https://www.naewna.com/local/844269

'เกษตรกรโคขุน'ขอบคุณ'กรมปศุสัตว์' คุมเข้มใช้'สารเร่งเนื้อแดง'ตลอดห่วงโซ่

‘เกษตรกรโคขุน’ขอบคุณ’กรมปศุสัตว์’ คุมเข้มใช้’สารเร่งเนื้อแดง’ตลอดห่วงโซ่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.36 น.

นางเคียงเดือน สงวนชื่อ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการขับเคลื่อนของกรมปศุสัตว์ ที่ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงตลอดห่วงโซ่การผลิตโคขุน พร้อมสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยมีการตรวจหาการใช้สารเร่งเนื้อแดงในโรงฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ และฟาร์มเลี้ยงโคขุนทั่วประเทศ

“ขอบคุณกรมปศุสัตว์ที่ดำเนินการมาตรการเชิงรุก ทั้งเฝ้าระวังการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในโรงฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ และฟาร์มเลี้ยงโคขุนทั่วประเทศ และตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยปลอดจากสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงประเทศคู่ค้า เป็นการปกป้องอุตสาหกรรมโคขุนทั้งระบบ รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัย สามารถสังเกตจากลักษณะเนื้อสัตว์ที่ไม่มีสีแดงเข้มผิดธรรมชาติ ไม่แห้งเหนียว หรือมีน้ำซึมออกมามากผิดปกติ” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร กล่าว และว่า แม้ว่าบราซิลจะมีความพยายามเปิดตลาดในสินค้าเกษตร รวมถึงเนื้อโค มายังประเทศไทยแบบถูกต้อง หลังเกิดเหตุการณ์การลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนในช่วงที่ผ่านมา  แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจหากอนุญาตให้มีการนำเข้ามาจริง เนื่องจากในต่างประเทศสามารถใช้สารเร่งเนื้อแดงได้โดยอิสระ และไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร กล่าวด้วยว่า สำหรับประเทศไทย “สารเร่งเนื้อแดง” เป็นสารต้องห้ามที่กรมปศุสัตว์ห้ามนำมาผสมในอาหารสัตว์ เนื่องจากส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงเป็นความเสี่ยงสำหรับผู้บริโภคคนไทย และผิดกฎหมายไทยที่ประกาศ “ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์อย่างเด็ดขาด” มานานกว่า 20 ปี ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545 กระทั่งมีการปรับปรุงประกาศฯ เมื่อ พ.ศ.2559 เรื่องกำหนดวัตถุดิบที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ รวมถึงประกาศ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2546

‘นฤมล’พร้อมจับมือทุกหน่วยงานร่วมแก้PM2.5 เน้นสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดเผา

https://www.naewna.com/local/844201

'นฤมล'พร้อมจับมือทุกหน่วยงานร่วมแก้PM2.5 เน้นสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดเผา

‘นฤมล’พร้อมจับมือทุกหน่วยงานร่วมแก้PM2.5 เน้นสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดเผา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.06 น.

‘นฤมล’พร้อมจับมือทุกหน่วยงานร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ลดลงให้ได้ เน้นสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดการเผา หันมาทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงาน ”Kick Off มาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 กรมส่งเสริมการเกษตร“ เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ถึงการปฏิบัติงานตามแนวทางขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง และการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมทองกวาว สำนักบริการวิชากา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า ด้วยสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาสำคัญในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและภาคเหนือของประเทศไทย ที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน และมีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้น

นางนฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงปัญหา และพร้อมรับนโยบายรัฐบาลในการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การเร่งรัดแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่การเกษตร โดยมุ่งเน้นการวางแนวทางให้ชัดเจน และร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีพื้นที่การเกษตรเป็นเป้าหมายสำคัญในการบริหารจัดการ รวมถึงการเตรียมรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรมจะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก และการบริหารจัดการในพื้นที่การเกษตรต้องคำนึงถึงการรองรับการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

“รัฐบาลต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง ในวันนี้จึงได้มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ประชาสัมพันธ์ สร้างการตระหนักรู้ให้เกษตรกรหยุดเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มข้น อีกทั้ง ต้องไม่เป็นการบังคับเกษตรกร แต่ต้องสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรแบบไม่เผา อาทิ ส่งเสริมการปลูกพืชมูลค่าสูง หรือสร้างช่องทางการจัดจําหน่ายให้ได้ราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไป ดังนั้น จึงต้องร่วมกับหน่วยงาน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นทุกปีให้ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจน ” นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล ยังกล่าวถึงปัญหาหมอกควันที่มาจากต่างประเทศว่า ได้มีการเจรจาหารือกันในระดับรัฐบาล เพื่อขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านให้ลดการเผา รวมถึงให้คำแนะนำแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการเตรียมความพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละออง PM2.5 โดยวันนี้ รมช.อิทธิ จะขึ้นบินสำรวจสภาพอากาศพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมทั้งติดตามการนำเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 และจะนำไปขยายในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งกรุงเทพฯ ด้วย เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ใช้ข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) จาก GISTDA ในการติดตามตรวจสอบสถานการณ์การเผาในพื้นที่เกษตร ของประเทศไทยจากดาวเทียม TERRA และ AQUA ระบบ MODIS ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2567 พบจุดความร้อน (Hotspot) พื้นที่เกษตร ในประเทศไทยจำนวน 3,255 จุด จากเดิมปี 2566 ในช่วงเวลาเดียวกัน จำนวน 3,647 จุด พบว่าลดลง จำนวน 392 จุด คิดเป็นร้อยละ 10.75 สำหรับผลการดำเนินงานบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ปี 2567 รายพืช 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อ้อย มันสำปะหลัง และไม้ผล ไม้ยืนต้น ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2567 มีปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทั้งหมดประมาณ 48.6 ล้านตัน นำไปใช้แล้วประมาณ 33.54 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 69 เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3.2 พันล้านบาท

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

https://www.naewna.com/local/844172

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.46 น.

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

แม้ว่าช่วงนี้ข่าวสารประเด็นอื่นๆ จะอยู่ในความสนใจของสังคมมากกว่า “ปลาหมอคางดำ” แต่โครงการจับปลาของกรมประมงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยังคงเดินหน้าต่อเนื่องไม่แผ่ว ตามแนวปฏิบัติที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศไว้ คือ จับออกจากแหล่งน้ำให้เร็วที่สุดและมากที่สุด ตามด้วยการใช้ประโยชน์จากปลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จนวันนี้มีการรายงานว่าปริมาณปลาหมอคางดำในหลายจังหวัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องเรียนรู้จากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำและประสบการณ์ความเสียหายจากโรคระบาดสัตว์หลายครั้ง มาปรับเปลี่ยนกระบวนการเลี้ยงเพื่อป้องกันโรคและลดความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบกับผลผลิตได้ 

สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยจำนวนไม่น้อยยังเลี้ยงแบบดั้งเดิม (Extensive Shrimp Culture) หรือที่เรียกกันว่าเลี้ยงแบบธรรมชาติ โดยการเปิดให้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเมื่อเวลาน้ำขึ้นเข้ามาในบ่อเลี้ยงและกักเก็บน้ำไว้ และอาศัยพันธุ์ลูกกุ้งจากธรรมชาติอย่างเดียว แต่จะมีศัตรูของกุ้ง เช่น ปู และปลา ไหลปะปนเข้าไปในบ่อด้วย ซึ่งเกษตรกรจะปล่อยให้กุ้งอยู่ในบ่อเลี้ยงประมาณ 6 เดือน – 1 ปี โดยอาศัยอาหารตามธรรมชาติในบ่อเลี้ยง เช่น แพลงตอนและพืช และเกษตรกรจะให้อาหารในช่วงที่ใกล้จะจับสัตว์น้ำเพื่อให้ได้น้ำหนักดี นอกจากรายได้หลักจากกุ้งแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้อีกส่วนหนึ่งจาก ปูและปลา แต่วิธีนี้ทำให้ได้ผลผลิตกุ้งต่ำและเสี่ยงจากโรคระบาดสูง โอกาสขาดทุนสูงจนต้องเลิกเลี้ยงทิ้งบ่อกุ้งกลายเป็นบ่อร้างในหลายพื้นที่

การเลี้ยงกุ้งด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมจึงมีความสี่ยงสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องโรคที่มากับสัตว์พาหะหรือเชื้อที่ปนเปื้อนมากับน้ำ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ตรวจพบพาหะนำโรคกุ้งและการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรคในน้ำที่สูบเข้ามาในบ่อเลี้ยงและยิ่งเป็นบ่อแบบธรรมชาติที่ไม่มีการกำจัดพาหะของโรคออกโดยการกรองหรือฆ่าเชื้อในน้ำก่อนนำน้ำมาใช้เลี้ยงกุ้ง จึงทำให้เราไม่ได้ผลผลิตตามเป้าหมายและได้รับความเสียหาย ซึ่งต่างจากในอดีตที่แหล่งน้ำธรรมชาติยังไม่มีโรคระบาดเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ในกรณีที่ปลาหมอคางดำหลุดเข้าไปในบ่อเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ เมื่อกุ้งได้รับความเสียหายจากโรค แต่ปลาเหล่านี้ไม่ได้รับความเสียหายจากโรคกุ้งจึงเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ในบ่อเลี้ยงกุ้งได้ต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีโอกาสหลุดไปเพิ่มจำนวนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ปลาหมอคางดำมีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

ส่วนการเลี้ยงแบบพัฒนา (Intensive Shrimp Culture) จะเป็นบ่อขนาดเล็กที่สำคัญเกษตรกรให้ความสำคัญตั้งแต่การเตรียมบ่อเลี้ยง การทำบ่อพักน้ำ (เพื่อรักษาคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐานเหมาะกับการเลี้ยง) การปล่อยลูกกุ้งที่มีคุณภาพดีมาจากบ่ออนุบาล ให้อาหารและอาหารเสริมกับกุ้งให้ได้คุณภาพตามต้องการ ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีในการเลี้ยงเพื่อป้องกันโรค ทุกขั้นตอนต้องทำตามหลักวิชาการหรือตามเทคนิคของแต่ละฟาร์ม เช่น การเติมจุลินทรีย์บางชนิดลงไปในบ่อ วิธีนี้จะทำให้ได้ผลผลิตสูงแต่ก็จะมีต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งมีผู้เลี้ยงกุ้งและเอกชนหลายรายที่เปลี่ยนไปเลี้ยงระบบปิดและหมุนเวียนน้ำภายในฟาร์มกลับมาใช้ใหม่ เพื่อความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมและลดความเสี่ยงจากโรคระบาด

เกษตรกรที่ยังใช้วิธีการเลี้ยงกุ้งแบบดั้งเดิม หากปรับเปลี่ยนสู่การเลี้ยงแบบพัฒนา ด้วยการกรองน้ำ ฆ่าเชื้อในน้ำและพักน้ำเหมือนเกษตรกรหลายรายที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ก็จะอยู่รอดมาอย่างต่อเนื่องขายผลผลิตได้ตามราคาตลาด ยังรักษาฟาร์มมาได้นับสิบๆปี โดยไม่ต้องปล่อยให้เป็นบ่อร้าง หรือแม้กระทั่งช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาอาการตายด่วน (Early Mortality Sysdrome : EMS) และอีกหลายโรค ที่กระทบต่อผลผลิตกุ้งของไทยเสียหายอย่างหนักทุกพื้นที่เฉลี่ย 30-50% แต่ก็ยังมีเกษตรกรไม่น้อยที่อยู่รอดปลอดภัย ป้องกันผลผลิตในบ่อเลี้ยงไม่เสียหายจากอาการตายด่วนและได้รับราคาดี

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนสู่การเลี้ยงแบบพัฒนา ต้องดำเนินการควบคู่กับการไล่ล่าปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรม Big Cleaning ครั้งใหญ่ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวงฯ เร่งจับปลาทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ – ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร เพื่อกำจัดและควบคุมปลาหมอคางดำให้อยู่ในพื้นที่จำกัด เพื่อเร่งปล่อยปลาผู้ล่า ก่อนดำเนินการขั้นต่อไปในการสำรวจพื้นที่โดยเทคโนโลยี E-DNA ให้รู้แหล่งที่อยู่ของปลาและกำจัดก่อนมีการแพร่ระบาดไปพื้นที่อื่น จนถึงขั้นตอนของการทำเทคนิคการเหนี่ยวนำโครโมโซม 4N เพื่อทำให้ปลาเป็นหมัน ซึ่งรัฐบาลกำหนดเป็นวาระแห่งชาติภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 มีเป้าหมายจับปลา 3 ล้านกิโลกรัม

นรชาติ สรงอินทรีย์ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ

‘นฤมล’สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน

https://www.naewna.com/local/844150

'นฤมล'สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน

‘นฤมล’สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.47 น.

‘นฤมล’สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน กำชับเฝ้าระวังสถานการณ์พร้อมช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชม.

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ว่า ตนได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตั้งเครื่องจักร-เครื่องมือก่อนเกิดภัย รวมทั้งระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ จากพื้นที่ที่ไม่มีอุกทภัย เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือง ภาคกลาง มาสู่พื้นที่ภาคใต้ และมอบหมายเจ้าหน้าที่ประจำและดำเนินการในพื้นที่จุดเสี่ยงอุทกภัยต่างๆ ในการพร้อมลดปัญหาที่เกิดอุทกภัยและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง ตลอด 24 ชั่วโมง และกำชับว่า จะต้องติดตามสถานการณ์น้ำฝน น้ำในลำน้ำ น้ำท่วมขังในพื้นที่ เพื่อดำเนินการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ในช่วงน้ำทะเลลง ให้เร่งระบายน้ำผ่านอาคารชลประทาน ประตูระบายน้ำลงสู่ทะเล ส่วนในช่วงน้ำทะเลหนุนให้ดำเนินการปิดประตูระบายน้ำ และเร่งสูบน้ำออกอย่างต่อเนื่อง
โดยให้กรมชลประทานร่วมบูรณาการกับหน่วยงานในระดับจังหวัดเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัย

โดยสถานการณ์น้ำและการดำเนินการช่วยเหลืออุทกภัยในภาคใต้ ข้อมูลล่าสุดในวันที่ 28 พ.ย. จังหวัดนครศรีธรรมราช มีปริมาณฝนตกมากบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช ทำให้มีปริมาณน้ำหลากจากภูเขาและน้ำในพื้นที่ลงมาสู่คลองท่าดี ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังในพื้นที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ปริมาณน้ำดังกล่าวจะไหลลงสู่อ่าวไทย โดยการดำเนินการช่วยเหลือ ในช่วงน้ำทะเลลง ใช้เครื่องผลักดันน้ำระบายน้ำผ่านคลองระบายน้ำและประตูระบายน้ำเร่งระบายออกสู่ทะเล ส่วนช่วงน้ำทะเลหนุนจะใช้เครื่องสูบน้ำที่ได้ติกตั้งก่อนเกิดอุทกภัยเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่สู่ทะเล

จังหวัดสงขลา สถานการณ์ประสบอุทกภัยบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำอำเภอระโนด อำเภอสะเดา และอำเภอสะบ้าย้อย กรมชลประทานได้ดำเนินการสูบน้ำเร่งการระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาและอ่าวไทย ทั้งนี้ ได้มีการเตรียมความพร้อมของตัวเมืองหาดใหญ่ โดยมีการซักซ้อมและทบทวนแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่จะไหลผ่านตัวเมืองหาดใหญ่ โดยใช้ระบายน้ำผ่านคลองระบายน้ำ ร.1 ให้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ดังกล่าว

ในส่วนของจังหวัดในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ประกอบด้วย จังหวัดปัตตานี มีแม่น้ำปัตตานีไหลผ่าน ทางต้นน้ำได้ใช้เขื่อนบางลางในการชลอน้ำไม่ระบายมากระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง ประกอบกับได้ใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่อ่าวไทย จังหวัดยะลา ที่มีแม่น้ำสายบุรีไหลผ่าน เกิดอุทกภัยในพื้นที่อำเภอยะหา และอำเภอรามัน ได้ใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่อ่าวไทย

จังหวัดนราธิวาส ที่มีแม่น้ำโก-ลกไหลผ่าน ซึ่งแม่น้ำโก-ลก มีต้นน้ำมาจากประเทศมาเลเซีย กรมชลประทานได้มีการประเมินและบริหารจัดการร่วมกับประเทศมาเลเซีย ทางด้านการติดตามและการแจ้งเตือนสถานการณ์มายังประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ในส่วนอุทกภัยที่เกิดขึ้นในอำเภอเมือง บาเจาะ ยี่งอ รือเสาะ และแว้ง ได้ใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่อ่าวไทย

ผู้ตรวจฯร่วมงานสัมมนา น้ำมันปาล์มยั่งยืนปี2567

https://www.naewna.com/local/844089

ผู้ตรวจฯร่วมงานสัมมนา  น้ำมันปาล์มยั่งยืนปี2567

ผู้ตรวจฯร่วมงานสัมมนา น้ำมันปาล์มยั่งยืนปี2567

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาน้ำมันปาล์มยั่งยืน ประจำปี 2024 (Annual Roundtable Conference
on Sustainable Palm Oil : RT2024) พร้อมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และ (Roundtable on Sustainable Palm Oil : RSPO) โดยมี Mr. Joseph D’ Cruz ประธานบริหาร RSPO คณะทูตานุทูต รวมถึงผู้แทนจากภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมพิธีเปิด ที่โรงแรมอมารี กทม.

สำหรับการสัมมนา RT2024 ครั้งนี้ เป็นการสัมมนาประจำปีของ RSPO โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกันและขับเคลื่อนอนาคตของน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนในอีก 20 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญในการผลิตและสนับสนุนเกษตรกรไทยให้ผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

ในโอกาสนี้ นายถาวร ได้กล่าวแสดงความยินดีกับตัวแทนกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นสมาชิก RSPO ที่ได้รับรางวัล RSPO Excellence Awards ในสาขาต่างๆ ด้วย

‘อิทธิ’ยันพร้อมดูแล ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย ประกอบอาชีพมั่นคง จัดทำฟาร์มมาตรฐาน

https://www.naewna.com/local/844087

‘อิทธิ’ยันพร้อมดูแล  ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย  ประกอบอาชีพมั่นคง  จัดทำฟาร์มมาตรฐาน

‘อิทธิ’ยันพร้อมดูแล ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย ประกอบอาชีพมั่นคง จัดทำฟาร์มมาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ซึ่งอนุญาตให้นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ นำตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ และเกษตรกร รวม 200 คน เข้าพบ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ และกล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรฯ และกรมปศุสัตว์ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือแก้ปัญหาราคาไข่ไก่และปรับสมดุลไก่ไข่ ทำให้เกษตรกรรายย่อย สามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายอิทธิกล่าวว่า ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือและแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ให้สามารถลดภาระต้นทุน และสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ได้อย่างยั่งยืน พร้อมกับได้กำชับให้กรมปศุสัตว์ ติดตาม ดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยอย่างใกล้ชิด โดยมีคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ในการกำหนดแนวทางมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่เพื่อให้เกิดความสมดุล ให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่พึงพอใจ รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเข้าสู่มาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ (GAP) ภาคบังคับ เพื่อพัฒนาฟาร์มไก่ไข่ของไทยให้เป็นที่ยอมรับยิ่งขึ้นในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ต่อไป

รองปลัดฯติดตามโครงการ 1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

https://www.naewna.com/local/844088

รองปลัดฯติดตามโครงการ  1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

รองปลัดฯติดตามโครงการ 1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ครั้งที่ 3/2567 โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ว่าได้บูรณาการหน่วยงานในสังกัดเพื่อขับเคลื่อนโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง “1 ท้องถิ่น1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” ตามนโยบายสำคัญของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ตามหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ซึ่งผลการดำเนินงานโครงการฯ ปี 2567

ทั้งนี้ สามารถสรุปภาพรวม ดังนี้ 1.ด้านพืช พบว่ากรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการข้าว และกรมหม่อมไหม ได้ส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย ในประเด็นกระบวนการผลิต การต่อยอดผลิตภัณฑ์แปรรูป การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน ตลอดจนแนะนำแนวทางการขอรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อสร้างมาตรฐานสินค้าและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น

2.ด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้พัฒนาศักยภาพเกษตรและสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสินค้าปศุสัตว์ อาทิ แพะ วัว และไก่พื้นเมือง อีกทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือเกษตรในการลดต้นทุนการผลิต 3.ด้านประมง พบว่า กรมประมง สนับสนุนองค์ความรู้ด้านการผลิตอาหาร เพื่อการลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในการต่อรองทางการตลาดและการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรสามารถขยายช่องทางการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้ผลักดันผลิตภัณฑ์กุ้งก้ามกรามบางแพ เป็นสินค้า GI

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนโครงการฯ ปี 2568 ได้ศึกษาและวางแผนการขับเคลื่อนโครงการฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในระยะยาว รวมถึงเพื่อยกระดับรายได้ของครัวเรือนเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ตั้งเป้าหมาย 200 ท้องถิ่น ในโอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานและมุ่งพัฒนาเอกลักษณ์สินค้าเกษตรไทยโดยต่อยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นดั้งเดิมสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อส่งเสริมการรับรู้และเป็นที่สนใจของตลาดต่อไป