‘AIPH’ลงพื้นที่โคราช ติดตามจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัดปี 72

https://www.naewna.com/local/844024

'AIPH'ลงพื้นที่โคราช ติดตามจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัดปี 72

‘AIPH’ลงพื้นที่โคราช ติดตามจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัดปี 72

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 18.15 น.

โคราชฉลุยพืชสวนโลก คณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ลงพื้นที่โคราช ติดตามความก้าวหน้าการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัด ปี 2572 พ่อเมือง ประกาศความพร้อม เตรียมแหล่งเก็บน้ำความจุ 2 ล้าน ลบ.ม.

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้การต้อนรับคณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศในโอกาสลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกของจังหวัดนครราชสีมา ที่องค์การบริหารส่วนตำบลเทพาลัย อ.คง จ.นครราชสีมา โดยมีกำหนดจัดในปี 2572 พร้อมรับฟังความคืบหน้าก่อนลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เชิงลึก บริเวณพื้นที่จัดงานโคกหนองรังกา ต.เทพาลัย อ.คง จากนั้นเดินทางไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรสูงโนน เยี่ยมชมพื้นที่อนุบาลพันธุ์พืช พร้อมฟังบรรยายการเตรียมความพร้อม ระหว่างวันที่ 26-27 พย.2567 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่และนำเสนอข้อมูล

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา  กล่าวว่า  สำหรับการเตรียมความพร้อมในการจัดมหกรรมพืชสวนโลกของจังหวัดนครราชสีมา มีความพร้อมอย่างมาก ซึ่งสิ่งที่สำคัญอันดับแรกของการจัดงาน คือเรื่องน้ำทั้งนี้จังหวัดนครราชสีมา มีแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 โดยได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบเพื่อสนับสนุนการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก เน้นการบริหารจัดการที่เน้นประสิทธิภาพและการใช้น้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับ Theme ในการจัด งานและแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า Green City นอกจากนี้จะมีการ เตรียมระบบการจัดการตามหลักของ Reused คือ การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ อาทิ น้ำสำหรับรดน้ำต้นไม้ต่าง ๆ มา จากน้ำที่ใช้แล้ว Recycle คือ การนำน้ำที่ใช้ตามกิจกรรมต่าง ๆ มาผ่านกระบวนการบำบัด ให้มีคุณภาพและนำ กลับมาใช้ใหม่ Reduce คือ การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

ทั้งนี้โครงการชลประทานนครราชสีมาได้เตรียมการงานบริหารจัดการน้ำสำหรับงานมหกรรมพืชสวนโลก ผ่านโครงการเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำในพื้นที่โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ในพื้นที่ จัดงาน 678 ไร่ โดยการปรับปรุงพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงาน และฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิมที่ประสบปัญหาภัยแล้งต่อเนื่อง แหล่งน้ำสาธารณะมีสภาพตื้นเขินไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอ จึงมีแผนการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหา  โดยเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และดำเนินการไปจนถึงปี พ.ศ. 2570 พื้นที่จัดงานพืชสวนโลกมีการใช้น้ำของพืชที่จัดแสดงและนักท่องเที่ยวรวมถึงบุคลากรที่ปฏิบัติงานในบริเวณจัดงานเฉลี่ย 0.60 ล้าน ลบ.ม./ปี

สำหรับจังหวัดนครราชสีมามีแผนดำเนินการขุดลอกแก้มลิงและเชื่อมโยงคลองในพื้นที่จัดงาน เพื่อกักเก็บน้ำความจุ 1.70 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับน้ำ 7 ตร.กม. น้ำฝน (เฉลี่ย 1,045 มม./ปี) มีน้ำท่าไหลเข้าพื้นที่ เฉลี่ย 1.30 ล้าน ลบ.ม./ปีและสามารถสูบน้ำจากแหล่งน้ำสำรองเพื่อเชื่อมโยงน้ำระหว่างพื้นที่จัดงานพืชสวนโลก ความจุ 1.5 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่จัดงานพืชสวนโลกยังสามารถสูบน้ำจากแก้มลิงหนองโพ ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านวัด ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่จัดงานออกไปเพียง 4.50 กิโลเมตร โดยแก้มลิงหนองโพ เป็นแก้มลิงขนาดใหญ่ มีความจุ 1.50 ล้าน ลบ.ม. รับน้ำจากลำสะแทด ซึ่งมีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 60.0 ล้าน ลบ.ม./ปี สามารถทดน้ำจาก ประตูระบายน้ำหนองโพ เข้าในแก้มลิงหนองโพในช่วงเดือน สิงหาคม – ตุลาคม ของทุกปีและสามารถเก็บน้ำได้เต็มความจุเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้เพียงพอ โดยจะสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำ หนองโพเข้าพื้นที่ในการจัดงานพืชสวนโลก เป็นระยะทางรวม 4.50 กม. อัตราการสูบน้ำ 500 ลบ.ม./ชั่วโมง คิด เป็นปริมาณน้ำ 0.36 ล้าน ลบ.ม./เดือน สามารถสูบน้ำได้ตลอดช่วงฤดูฝนโดยไม่กระทบต่อปริมาณน้ำในแก้มลิง ระยะเวลาประมาณ 3 – 4 เดือน รวมปริมาณการสูบน้ำ 1.20 ล้าน ลบ.ม. ในส่วนการระบายน้ำด้วยพื้นที่โคกหนองรังกาเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่สูง การระบายน้ำจะไหลจากพื้นที่ส่วนจัดงานลงระบบระบายน้ำและไหลลงสู่ลำสะแทด ซึ่งจากสถิติข้อมูลย้อนหลังพื้นที่ดังกล่าวไม่เคยประสบปัญหาด้านอุทกภัย เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงและมี ระบบระบายน้ำที่ดี อีกทั้งในด้านคุณภาพน้ำทางชลประทานได้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำในทุก ๆ ปี โดยผลการทดสอบคุณภาพน้ำผ่านเกณฑ์ทุกจุด

ทั้งนี้ รายละเอียดผลงานของการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนโครงการพืชสวนโลก มีดังนี้ 1. ดำเนินการแล้ว ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2564 – 2567 ได้ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 1.30 ล้าน ลบ.ม. 2. อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้รับงบประมาณ ปีพ.ศ. 2568 ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม. 3. แผนดำเนินการในปี พ.ศ. 2569 – 2570 ได้ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม.การดำเนินการบริหารจัดการน้ำพื้นที่โคกหนองรังกา (ในงบประมาณปีพ.ศ. 2564 – 2567) 1. การดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ 1.30 ล้าน ลบ.ม. มีการบริหารจัดการน้ำได้อย่าง มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้งบประมาณจังหวัดนครราชสีมา ดังนี้ แผนงบประมาณปี พ.ศ. 2564 1.1 งานขุดลอกแก้มลิงโคกหนองรังกา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ปริมาตรดินขุดไม่น้อยกว่า 375,000 ลบ.ม.แผนงบประมาณปี พ.ศ. 2565 1.3 งานขุดลอกแก้มลิงโคกหนองรังกาพร้อมอาคารประกอบ (ระยะที่ 2) ปริมาตรดินขุด ไม่น้อยกว่า 600,000 ลบ.ม.แผนงบประมาณปี พ.ศ. 2566 1.4 งานแก้มลิงโคกหนองรังกา พร้อมอาคารประกอบ บ้านวัด หมู่ที่ 9 ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ปริมาตรดินขุดไม่น้อยกว่า 120,000 ลูกบาศก์เมตร2. อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้รับงบประมาณ ปีพ.ศ. 2568 ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม. 2.1 แก้มลิงโคกหนองรังกา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลขามสมบูรณ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ปริมาตรดินขุด 200,000 ลูกบาศก์เมตร (แผนงบประมาณปีพ.ศ. 2568) – งบประมาณ 20,000,000 บาท3. แผนดำเนินการในปี 2569 – 2570 ได้ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม. 3.1 งานเพิ่มประสิทธิภาพระบบเก็บน้ำโคกหนองรังกา ปริมาตรเก็บกัก 200,000 ลบ.ม. พร้อมอาคารประกอบ ตำบลขามสมบูรณ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา (แผนงบประมาณปีพ.ศ. 2569) – งบประมาณ 40,000,000 บาท 3.2 สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าหนองโพ ระยะทาง 4.5 กม. ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัด นครราชสีมา (แผนงบประมาณปีพ.ศ. 2570) – งบประมาณ 70,000,000 บาท

‘นฤมล’เปิดงาน’วันเกษตรแห่งชาติ’จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10

https://www.naewna.com/local/843978

'นฤมล'เปิดงาน'วันเกษตรแห่งชาติ'จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10

‘นฤมล’เปิดงาน’วันเกษตรแห่งชาติ’จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.31 น.

‘นฤมล’เปิดงาน’วันเกษตรแห่งชาติ’จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10 ครบ 6 รอบ 72 พรรษา ชวนคนไทย ชม ชิม ช็อป สินค้าเกษตร

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีรับถ้วยรางวัลพระราชทานการประกวดพืชและสัตว์ จำนวน 12 รางวัลเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนาราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเปิดงานวันเกษตรแห่งชาติ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 67 ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา สู่เกษตรทันสมัยความมั่นคงทางอาหารและความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน Continue, Preserve, and Build the king’s Philosophy towards Smart Agriculture, Food Security, and carbon neutrality for Sustainable Development” โดยมี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ไร่แม่เหียะ ศูนย์วิจัย บูรณาการ สาธิตและฝึกอบรมนวัตกรรมการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล 6 รอบ พระชนมพรรษา และส่งเสริมนโยบายประเทศตามยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมภายในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2567 แบ่งออกเป็น 7 โซน ได้แก่ 1) Agri knowledge and innovation ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตร 2) Agri innovations for sustainable and king philosophy นวัตกรรมเกษตรสู่ความยั่งยืนและศาสตร์พระราชา 3) ชม ชิม ช๊อป ใน Green and clean market 4) greenovation wonderland มหัศจรรย์พรรณพฤกษา 5) Food and agri innovations นวัตกรรมอาหารและการเกษตร 6) Happy farmland ดินแดนแห่งฟาร์มสุข และ 7) Amazing agro-tourism กิน บิน ฟิน มหัศจรรย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติในครั้งนี้ โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 22 หน่วยงาน ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการวิชาการและในโซน AGRI KNOWLEDGE AND INNOVATION ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตร โดยจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิดสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย ศาสตร์พระราชา เกษตรทันสมัย ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน พร้อมทั้งจัดแสดงผลงานและความสำเร็จในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตร อาทิ การส่งเสริม Smart Farmer และ Young Smart Farmer การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยนวัตกรรม เป็นต้น ตลอดจนได้ร่วมสนับสนุนจัดการประกวดพืช การประกวดสัตว์ และการประกวดปลาสวยงาม เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมอาชีพการทำเกษตรกรรรม ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

“ขอเชิญชวนเกษตรกรและผู้ที่สนใจเที่ยวชมงานวันเกษตรแห่งชาติ ณ ไร่แม่เหียะ ศูนย์วิจัย บูรณาการ สาธิตและฝึกอบรมนวัตกรรมการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อร่วมกันอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย ชม ชิม ช๊อป และนวัตกรรมด้านการเกษตรและเทคโนโลยี ตลอดจนนิทรรศการต่าง ๆ ที่น่าสนใจ อีกด้วย” นางนฤมล กล่าว

‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

https://www.naewna.com/local/843855

‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของท่าเทียบเรือประมงชุมพร พร้อมพบปะตัวแทนกลุ่มชาวประมง (พาณิชย์และพื้นบ้าน) เพื่อ
รับฟังปัญหาและอุปสรรคในการประกอบกิจการด้านประมง ที่ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งปัจจุบันท่าเทียบเรือประมงชุมพรมีการดำเนินงาน ทั้งในเรื่องการให้บริการการขนถ่ายและจำหน่ายสัตว์น้ำผ่านท่าเทียบเรือประมง มีความยาว 138 เมตรการให้สินเชื่อกับชาวประมง โดยบริการให้สินเชื่อกับชาวประมงและผู้ประกอบการประมง ทั้งสินเชื่อเครื่องมืออุปกรณ์ประมง สินเชื่อซ่อมแซมเรือประมง การให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านตลาด และสถิติประมง ผ่านเว็บไซต์ขององค์การสะพานปลา และการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและอื่นๆ

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมโรงคลุมสำหรับขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำ และชมการขนถ่ายปูจากเรือลอบปูขึ้นท่าเทียบเรือ และเยี่ยมชมกิจการแพที่รับซื้อปูม้าจากเรือประมงและนำมาแปรรูป

“การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือประมงชุมพร ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ต้องการจะพัฒนาในเรื่องการเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยต้องการให้กรมประมงทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต และองค์การสะพานปลาทำหน้าที่เป็นผู้ขาย ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ เรื่องตลาดนำการผลิต อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเข้ามาส่งเสริมทั้งในเรื่องปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

https://www.naewna.com/local/843850

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ  เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแถลงจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ 2567 ในธีมงาน “สืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา สู่เกษตรทันสมัย ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” บนพื้นที่ธรรมชาติกว่า 400 ไร่ ที่ศูนย์วิจัย สาธิตและฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CMU Farm @ Mae Hia เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมด้านการเกษตรเพื่อความยั่งยืน ทั้งในมิติด้านอาหาร สุขภาพ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับศาสตร์พระราชา และร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 60 ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล 6 รอบ พระชนมพรรษา และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากหลายภาคส่วนความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากงานวิจัยสู่การปฏิบัติและการนำไปใช้ประโยชน์ นิทรรศการและนวัตกรรมการเกษตรของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรอิสระ การทำเกษตรแม่นยำควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม อาทิ อุปกรณ์ด้าน Smart Farm/Iot/Drone/Robot และเครื่องจักรกลทางเกษตร การเสวนาวิชาการในหัวข้อที่น่าจับตามองในการทำการเกษตรในอนาคต และลงมือปฏิบัติในการฝึกอบรมวิชาชีพเกษตรระยะสั้นในหลากหลายหัวข้อ การประกวดสัตว์และความสวยงามของการประกวดพืช ชิงถ้วยพระราชทาน การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ พร้อมเต็มอิ่มไปกับการช้อป ชิม ชิล กับร้านอาหารชื่อดัง ตลาดนัดสินค้าเกษตร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

“ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติในครั้งนี้โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯทั้ง 22 หน่วยงาน ได้ร่วมจัดนิทรรศการวิชาการและในโซน AGRI KNOWLEDGE AND INNOVATIONความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรภายใต้แนวคิดสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย ศาสตร์พระราชา เกษตรทันสมัย ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน พร้อมทั้งจัดแสดงผลงานและความสำเร็จในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตร” นางอัญชลี กล่าว

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/843851

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับนายฟรานเชสโก โลโลบริจิดา (H.E. Mr. Francesco Lollobrigida) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อธิปไตยทางอาหาร และป่าไม้สาธารณรัฐอิตาลี และคณะ ว่าได้เตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-อิตาลี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรครอบคลุมการผลิตการค้า และการลงทุน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และส่งเสริมความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรของทั้งสองประเทศ รวมถึงเพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนสำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

“ขณะนี้ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดร่างบันทึกความเข้าใจฯเพื่อให้การขับเคลื่อนความร่วมมือมีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ นอกจากนี้ยังหารือถึงความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบเสื้อผ้าที่มาจากผ้าไหม เพื่อเสริมสร้าง soft power ของไทย เนื่องจากอิตาลีถือเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของโลก” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายอิตาลี) กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-อิตาลี อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการขับเคลื่อนภารกิจภาคการเกษตร อาทิ การเปิดตลาดนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มเติม เป็นต้น โดยฝ่ายอิตาลีพร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ตาม 2 ข้อบท ที่กระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายไทย) รับผิดชอบ ได้แก่ 1.ข้อบทมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and
Phytosanitary Measures) และ 2.ข้อบทระบบอาหารที่ยั่งยืน (Sustainable Food Systems) พร้อมทั้งจะสนับสนุนเร่งรัดให้สหภาพยุโรปอนุญาตนำเข้าม้ามีชีวิตจากไทยได้อีกครั้งต่อไป

รมว.เกษตรฯแฮปปี้ สำรวจตลาดการค้า ผู้ประกอบการจีนชม คุณภาพผลไม้ไทยดี

https://www.naewna.com/local/843848

รมว.เกษตรฯแฮปปี้  สำรวจตลาดการค้า  ผู้ประกอบการจีนชม  คุณภาพผลไม้ไทยดี

รมว.เกษตรฯแฮปปี้ สำรวจตลาดการค้า ผู้ประกอบการจีนชม คุณภาพผลไม้ไทยดี

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ และทูตเกษตรจากปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว เยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพและมาตรฐานของผลไม้จากประเทศไทย และพูดคุยแลกเปลี่ยนการนำเข้าสินค้าผลไม้กับผู้บริหารตลาดค้าส่ง และผู้นำเข้าชาวจีน ซึ่งตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง ถือเป็นตลาดค้าส่งผลไม้และตลาดที่ใหญ่ที่สุดในจีนตะวันออก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า 10,000 ล้านหยวน ส่วนโซนผลไม้นำเข้า มีการค้าผลไม้จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะผลไม้จากประเทศไทย เช่น ทุเรียน ขนุน มะพร้าว มะม่วง มังคุด และลำไย เป็นต้น ซึ่งในปี 2566 ตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิงมียอดการซื้อขายประมาณ 25,600 ล้านหยวน ผลไม้กว่า 896,500 ตัน 48,826 ตู้คอนเทนเนอร์ ผลไม้ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย และขนุน ซึ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ศูนย์กลางค้าขนุน ที่ใหญ่สุดในจีน

ทั้งนี้ ในปี 2566 ตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง นำเข้าผลไม้ไทยกว่า 70,762 ตู้มีมูลค่าการค้าทุเรียนกว่า 5,300 ล้านหยวน มะพร้าว 3,339 ล้านหยวน ลำไย 100 ล้านหยวน และมังคุด 439ล้านหยวน

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าผลไม้จากประเทศไทย ถึงการให้ความสำคัญด้านคุณภาพและมาตรฐาน โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งประเทศไทย จะปฏิบัติตามพิธีสารระหว่างไทย-จีน ที่ทั้งสองประเทศจะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโรงคัดบรรจุอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคต่อไป

‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

https://www.naewna.com/local/843788

'รมว.เกษตรฯ'พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.56 น.

‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หารือความร่วมมือภาคเกษตร ร่วมกับนายไบรอัน แมคฟีเตอร์ส (Mr. Brian McFeeters) รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการระดับภูมิภาคของ USABC (Senior Vice President and Regional Managing Director, USABC) และคณะ พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในการหารือในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญร่วมกันในการผลักดันความร่วมมือด้านต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตร ซึ่งฝ่ายไทยมีนโยบายด้านการเกษตรมุ่งเน้นยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย ด้วยแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” พร้อมนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้ เช่น เกษตรแม่นยำหรือเกษตรอัจฉริยะ มาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ และอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง ดึงจุดเด่นของประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร เร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร รวมทั้งยกระดับรายได้และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร และมีการนำหลัก BCG มาประยุกต์ใช้ รวมถึงมีการเสนอความเห็นต่อฝ่าย USABC เกี่ยวกับนโยบายการค้าและการลงทุนของสหรัฐฯ ภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ และไทยยินดีที่จะกระชับความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากนี้ ฝ่าย USABC ได้นำเสนอการดำเนินงานด้านการเกษตร ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การติดตามความคืบหน้าการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกปรุงสุกจากไทยไปประเทศอื่น ๆ ซึ่งฝ่ายไทยให้ความสำคัญอย่างมาก  และการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing, GEd) เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร อีกด้วย

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 2 ของไทย โดยในปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) มีการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจาก 107,269 ล้านบาท เป็น 136,261 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28,992 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.03 ซึ่งมีสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรกได้แก่ 1) อาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีก 2) ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ 3) ปลาทูนา ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต ปรุงแต่ง อาทิ ปลาทูนากระป๋อง 4) ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค และ 5) อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม

https://www.naewna.com/local/843692

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.56 น.

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม หนุนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ดึงงานวิจัยและนวัตกรรม‘ชุดโครโมโซม 4N’ ทำหมันปลา 

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2567 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการขจัดปัญหาปลาหมอคางดำ ล่าสุดกรมประมงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนิน “โครงการแก้ไขปัญหาเพื่อขจัดภัยจากการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ระยะเร่งด่วน” ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร ร่วมดำเนินงานแบบบูรณาการ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ และการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำปลาหมอคางดำที่จับออกจากธรรมชาติ โดยนำไปกำจัดด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสม และอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ เพื่อรองรับ และสนับสนุนภารกิจต่าง ๆ โดยต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หลักเกณฑ์การปฏิบัติของทุกหน่วยงาน

นายอนุกูล กล่าวว่า การลงนามดังกล่าว เป็นการบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ  Big Cleaning ครั้งใหญ่ โดยมุ่งขจัดปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำให้หมดไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยและบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้ มาตรการที่ 1 คือ การควบคุม และกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่ง และการนำปลาหมอคางดำที่กำจัดเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตามวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ตามมาตรการที่ 3 ภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 สำหรับงบประมาณในการบริหารจัดการนั้น มาจากเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงินงบประมาณ 60 ล้านบาท มีเป้าหมายกำจัดปลาหมอคางดำ จำนวน 3,000,000 กิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554 มาตรา 7 (4) การดำเนินการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกันและขจัดภัยอันจะเป็นผลเสียหายแก่เกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการโดยใช้วิธีธรรมชาติ คือ การปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินการการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในระยะยาว เช่น การเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4N เพื่อให้เกิดหมันในปลาหมอคางดำ และกรอบแนวทางงานวิจัยอื่น ๆ  ซึ่งกรอบงานวิจัยเหล่านี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของบประมาณจาก สวก. นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะยาว สำหรับฟื้นฟูระบบนิเวศ  ฟื้นฟูแหล่งอาศัย  ปล่อยสัตว์น้ำประจำถิ่น เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอีกด้วย   

ทั้งนี้ จากแนวทางการปฏิบัติงานและความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม จะสามารถช่วยบรรเทาให้วิกฤตการระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยดีขึ้นและจะขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศของแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยได้อย่างยั่งยืน

เปิดมาตรการเชิงรุกปราบ‘ปลาหมอคางดำ’เร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกก. ลุย‘ทำหมัน’

https://www.naewna.com/local/843677

เปิดมาตรการเชิงรุกปราบ‘ปลาหมอคางดำ’เร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกก. ลุย‘ทำหมัน’

เปิดมาตรการเชิงรุกปราบ‘ปลาหมอคางดำ’เร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกก. ลุย‘ทำหมัน’

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 10.52 น.

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม หนุนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ดึงงานวิจัยและนวัตกรรม‘ชุดโครโมโซม 4N’ทำหมันปลา

26 พ.ย.67 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการขจัดปัญหาปลาหมอคางดำ ล่าสุด กรมประมงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนิน“โครงการแก้ไขปัญหาเพื่อขจัดภัยจากการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ระยะเร่งด่วน” ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร ร่วมดำเนินงานแบบบูรณาการ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ และการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำปลาหมอคางดำที่จับออกจากธรรมชาติ โดยนำไปกำจัดด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสมและอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ เพื่อรองรับและสนับสนุนภารกิจต่าง ๆ โดยต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หลักเกณฑ์การปฏิบัติของทุกหน่วยงาน

นายอนุกูล กล่าวว่า การลงนามดังกล่าว เป็นการบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ  Big Cleaning ครั้งใหญ่ โดยมุ่งขจัดปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำให้หมดไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยและบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้ มาตรการที่ 1 คือ การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่ง และการนำปลาหมอคางดำที่กำจัดเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตามวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ตามมาตรการที่ 3 ภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570

สำหรับงบประมาณในการบริหารจัดการนั้น มาจากเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงินงบประมาณ 60 ล้านบาท มีเป้าหมายกำจัดปลาหมอคางดำ จำนวน 3,000,000 กิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554 มาตรา 7 (4) การดำเนินการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกันและขจัดภัยอันจะเป็นผลเสียหายแก่เกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการโดยใช้วิธีธรรมชาติ คือ การปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินการการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในระยะยาว เช่น การเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4N เพื่อให้เกิดหมันในปลาหมอคางดำ และกรอบแนวทางงานวิจัยอื่น ๆ  ซึ่งกรอบงานวิจัยเหล่านี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของบประมาณจาก สวก. นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะยาว สำหรับฟื้นฟูระบบนิเวศ  ฟื้นฟูแหล่งอาศัย  ปล่อยสัตว์น้ำประจำถิ่น เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอีกด้วย 

“จากแนวทางการปฏิบัติงานและความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม จะสามารถช่วยบรรเทาให้วิกฤตการระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยดีขึ้นและจะขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศของแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยได้อย่างยั่งยืน” นายอนุกูล กล่าว

เทศบาลหาดใหญ่ เปิดสัมพันธ์ชุมชน เน้นการศึกษาเด็กช่วงวัยเรียนเป็นที่1

https://www.naewna.com/local/843621

เทศบาลหาดใหญ่ เปิดสัมพันธ์ชุมชน  เน้นการศึกษาเด็กช่วงวัยเรียนเป็นที่1

เทศบาลหาดใหญ่ เปิดสัมพันธ์ชุมชน เน้นการศึกษาเด็กช่วงวัยเรียนเป็นที่1

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวเปิดโครงการสัมพันธ์ชุมชน กับผู้ปกครองนักเรียนของโรงเรียนเทศบาล 6 (อนุบาลในฝัน) โดยให้ความสำคัญใส่ใจการศึกษาอันดับหนึ่ง ให้ประชากรวัยเรียนได้ร่วมกันสนับสนุนทุกฝ่ายเพื่อให้ร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาและพร้อมให้ครูได้สร้างระเบียบ วินัยเพื่อสร้างอนาคตของนักเรียนให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลความสำเร็จทางการศึกษาคือความสำเร็จของลูกมีความรู้ความสามารถ มีวินัย รู้หน้าที่ ให้เป็นพลเมืองที่ดีต่อไป เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาที่ดีขอให้บุตรหลานเป็นคนดีต่อประชากรวัยเรียนอย่างมีคุณภาพ

ในการประชุมครั้งนี้ มีการสนับสนุนด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา สนับสนุนกิจกรรมการแข่งขันกิจกรรมต่าง การสนับสนุนกิจการนักเรียน การพัฒนาแอปต่างๆ ด้านเทคโนโลยี การพัฒนาภาษา ให้สอดรับกิจกรรมสอดรับนโยบายของชาติ รร. ยังให้ความสำคัญที่เน้นสู่การพัฒนาการตั้งแต่ระดับประถมจนถึงประถมศึกษาตอนปลาย การเตรียมกิจกรรมระดับประถมศึกษาตอนปลายเพื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สู่ระดับสูงต่อไปที่มีกิจกรรม อาทิ ให้ความสำคัญของของประชากรปฐมวัย, การติวให้ความรู้เสริมนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเสริมทักษะ เทคนิคการคุ้นชินการสอบปลายภาคการสอบเข้า ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สอบแข่งขันอื่นๆ การสร้างความปลอดภัยทั้งด้านจราจร ความปลอดอื่นทั้งในและนอกโรงเรียนแก่ นักเรียน หล่อหลอมเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เรียนดีมีสุข ที่เก่งดีสร้างแก่นักเรียนเป็นพลเมืองของโลกที่เกิดจากการสนับสนุนจากเครือข่ายทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างบุตรหลานเกิดประสิทธิภาพ