ปลัดฯคาดหวัง อบรมนักบริหาร สร้างภาวะผู้นำ ขับเคลื่อนงาน

https://www.naewna.com/local/843618

ปลัดฯคาดหวัง  อบรมนักบริหาร  สร้างภาวะผู้นำ  ขับเคลื่อนงาน

ปลัดฯคาดหวัง อบรมนักบริหาร สร้างภาวะผู้นำ ขับเคลื่อนงาน

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม นักบริหารกระทรวงเกษตรฯ ประจำปี 2567 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ เป็นประธานฯ ซึ่งมีผู้ผ่านการอบรมฯ 9 รุ่น รวม 922 คน ที่สโมสรทหารบก กทม.ว่ามีความคาดหวังที่จะสร้างนักบริหารรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล นโยบายกระทรวงเกษตรฯ และขับเคลื่อนนโยบายสู่บทบาทภารกิจของหน่วยงาน ภายใต้แนวคิด ทฤษฎีและกลยุทธ์ใหม่ๆ รองรับภารกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งนักบริหารที่ดีจะต้องมีภาวะผู้นำ มีหลักการบริหาร การวางแผน และพร้อมที่จะบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ต้องสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานและบูรณาการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ สำหรับปีงบประมาณ 2567 สถาบันเกษตราธิการได้จัดฝึกอบรมข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจในกำกับกระทรวงเกษตรฯ และบุคลากรภาครัฐหน่วยงานภายนอก มีผู้ผ่านการฝึกอบรมจากทุกหน่วยงาน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ประกอบด้วย หลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรฯ รุ่นที่ 7(นบส.กษ.) รวม 54 คน หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง (นบส.) รุ่นที่86-88 รวม 349 คน และหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) รุ่นที่ 108-112 รวม 519 คน รวมผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 922 คน

กระบี่จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี2568

https://www.naewna.com/local/843619

กระบี่จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง  เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี2568

กระบี่จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี2568

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มอบหมายให้นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดโครงการผูกผ้าเรือหัวโทง ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวประจำปี 2568 โดยมี นายพันคำ กิตติธรกุลนายกองค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ประชาชน นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการเรือหัวโทง ทั้ง 4 ชมรม เข้าร่วมพิธีผูกผ้าเรือหัวโทงจำนวน 409 ลำณ ลานประติมากรรมปลาใบ หาดอ่าวนาง ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง ร่วมกับ สมาชิกผู้ประกอบการเรือหัวโทง หรือเรือหางยาว จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทงหรือเรือหางยาวขึ้น เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อการประกอบอาชีพ และเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของท้องถิ่น ซึ่งเป็นบ่งบอกถึงการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ในการให้บริการขนส่งนักท่องเที่ยวทางทะเล สร้างสีสันต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น โดยมี สหกรณ์เรือหางยาวบริการตำบลอ่าวนางจำกัด ชมรมผู้ประกอบการเรือหางยาวอ่าวนาง ชมรมเรือหางยาวอ่าวน้ำเมา และชมรมเรือหางยาวอ่าวต้นไทร นำเรือเข้าร่วมพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง จำนวน 409 ลำ มีการประกอบพิธีตามแบบของศาสนาอิสลาม โดยมีการมอบธงชาติ ธงตราสัญลักษณ์ วปร (ในหลวงรัชกาลที่ 10) และผ้าแพร 4 สี ให้เจ้าของนำไปผูกหัวเรือ เพื่อความเป็นสิริมงคล และเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ในพื้นที่ตำบลอ่าวนาง และจังหวัดกระบี่

สำหรับพิธีผูกผ้าเรือหัวโทงอ่าวนางถือเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่อย่างเป็นทางการ สร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกลับมาคึกคักในช่วงไฮซีซั่น สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

จ.อำนาจเจริญ ประชุมเตรียมจัดงาน ประเพณีฮีตสิบสอง–งานประจำปี’67

https://www.naewna.com/local/843622

จ.อำนาจเจริญ ประชุมเตรียมจัดงาน  ประเพณีฮีตสิบสอง–งานประจำปี’67

จ.อำนาจเจริญ ประชุมเตรียมจัดงาน ประเพณีฮีตสิบสอง–งานประจำปี’67

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ จัดงานประเพณีฮีตสิบสองและงานประจำปีจังหวัดอำนาจเจริญ ประจำปี พ.ศ.2567 เพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรม จารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงามของจังหวัดอำนาจเจริญ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และ กลุ่มอาชีพ เพื่อหารายได้เป็นค่าใช้จ่ายกิจกรรมสาธารณกุศล และ ดำเนินกิจกรรมของเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ ในการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งนี้ คณะกรรมการจัดงานฯ ได้กำหนดจัดงานประเพณีฮีตสิบสองและงานประจำปีจังหวัดอำนาจเจริญ ประจำปี พ.ศ.2567 ณ บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ในระหว่างวันที่ 1–10 ธันวาคม พ.ศ.2567 รวม 10 วัน 10 คืน

กิจกรรมในงานประกอบด้วย การแสดงเทิดพระเกียรติฯ/การแสดงประเพณีฮีตสิบสอง/การแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น/การแสดงโปงลางช่อฟ้าเมืองมงคล/การประกวดร้องเพลงลูกทั่งท้องถิ่น/การประกวดเต้น Dance contest/ การเดินแบบผ้าไทย “ภูษาอาภรณ์ศิลป์ สู่ถิ่นผ้ามหาอำนาจ”/การแสดงดนตรีของวิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ/การประกอบ TO BE NUMBER ONE /การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง/หมอลำภาคประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านมัจฉาพาเพลิน และสลากกาชาดการกุศล ประจำปี 2567 การจัดบูธนิทรรศการให้ความรู้ของส่วนราชการต่างๆและบูธแสดงนิทรรศการประเพณี วัฒนธรรมของทั้ง 7 อำเภอ การออกร้านจำหน่ายสินค้าโอท็อป และ สินค้าจากภาคเอกชน การแสดงของศิลปินนักร้องชื่อดังตลอดการจัดงาน และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

รองปลัดฯหารือการป้องกัน แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5ภาคการเกษตร

https://www.naewna.com/local/843620

รองปลัดฯหารือการป้องกัน  แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5ภาคการเกษตร

รองปลัดฯหารือการป้องกัน แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5ภาคการเกษตร

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือการดำเนินงานป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ภาคการเกษตร (PM2.5) ปี 2567/68 ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม สรุปผลการประชุม ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร ปี 2567/68 ได้แก่ มาตรการเฝ้าระวัง สร้างการรับรู้ ป้องปรามการเผา และส่งเสริมการเกษตรที่ปลอดการเผา

2.ที่ประชุมรับทราบ สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ ได้ถอนเรื่องโครงการปรับรูปแบบการผลิตเพื่อขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ที่เสนอขออนุมัติงบกลางฯ จากคณะรัฐมนตรีในปีงบประมาณ 2567–2570 วงเงิน 2,537.02 ล้านบาท เพื่อขอนำกลับมาทบทวนรายละเอียดโครงการฯ และเนื่องจากอยู่ในช่วงใกล้สิ้นสุดปีงบประมาณ 2567 แล้ว 3.ที่ประชุมรับทราบมาตรการ แผนงาน/โครงการ/กิจกรรม การส่งเสริมการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมปี 2568 (งบปกติ) ตามที่หน่วยงานเสนอ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมประมง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมการข้าว กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร

4.ที่ประชุมรับทราบ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำ (ร่าง) มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง ปี 2568 ซึ่งมีกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในการบริหารไฟในพื้นที่เกษตร ช่วงการเก็บเกี่ยวภายใต้ระบบการลงทะเบียน ให้รางวัลกับคนทำดีเพื่อสร้างแรงจูงใจ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำผิดตามหลัก PPP 5.ประธานมอบหมาย สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ หารือสำนักกฎหมาย ในประเด็นการหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อนำความเห็นใช้ประกอบการพิจารณาหลักการฯ การตัดสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือชดเชยต่างๆ จากภาครัฐ สำหรับเกษตรกรที่มีการเผาในพื้นที่ตนเอง

6.ที่ประชุมมอบหมายให้หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมปศุสัตว์ ทบทวนรายละเอียดโครงการปรับรูปแบบการผลิตเพื่อขับเคลื่อนงานแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร ที่จะเสนอขออนุมัติงบกลางฯ สำหรับดำเนินการในปีงบประมาณ 2568–2570 และให้ชี้แจงรายละเอียดแผน/กิจกรรมในแต่ละปี และให้หน่วยงานอื่นๆ สามารถเพิ่มเติมโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบกลางฯ ทั้งนี้ ขอให้แจ้งสำนักแผนงานโครงการพิเศษ ทราบ

7.ที่ประชุมเห็นชอบรายชื่อหน่วยงาน ภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ที่จะร่วมดำเนินการในมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันฝุ่นละออง ปี 2568 ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ 8.ที่ประชุมเห็นด้วย เรื่องการตรวจสอบข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) ควรใช้ข้อมูลดาวเทียมระบบ VIIRSเนื่องจากครอบคลุมพื้นที่และมีประสิทธิภาพต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

รมว.เกษตรฯจี้รักษาเสถียรภาพราคาข้าว

https://www.naewna.com/local/843623

รมว.เกษตรฯจี้รักษาเสถียรภาพราคาข้าว

รมว.เกษตรฯจี้รักษาเสถียรภาพราคาข้าว

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2567 โดยมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และภาคเอกชน เข้าร่วม ที่กระทรวงการคลัง ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2567/68 รวม 3 โครงการ ได้แก่1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี วงเงินงบประมาณ 43,843.76 ล้านบาท 2.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงินงบประมาณ 15,656.25 ล้านบาท และ 3.โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก วงเงินงบประมาณ 585 ล้านบาท รวมวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 60,085.01 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กรมการข้าว จัดทำรายละเอียดโครงการที่ 1 และ 2 และกรมการค้าภายในจัดทำรายละเอียดโครงการที่ 3

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) 4 คณะ ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต โดยมีรมว.เกษตรฯ เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการตลาด โดยมี รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน 3.คณะอนุกรรมการพิจารณาชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก โดยมีรองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธาน และ 4.คณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทาง แผนงาน มาตรการแก้ไขและพัฒนาด้านผลิต ด้านตลาด การชดเชยดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อกของรัฐบาล และดูแลให้ทั่วถึงในระดับจังหวัด

บ้านรักไทยแม่ฮ่องสอน แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง นทท.เดินล้นที่พักเต็ม

https://www.naewna.com/local/843624

บ้านรักไทยแม่ฮ่องสอน  แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง  นทท.เดินล้นที่พักเต็ม

บ้านรักไทยแม่ฮ่องสอน แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง นทท.เดินล้นที่พักเต็ม

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม แล้วที่มีนักท่องเที่ยวแห่ขึ้นไปชมความงามของดอกไม้ป่าวันละหลายพันคน ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่บ้าน
รักไทย ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ก็ไม่น้อยหน้าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนี้ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจากจังหวัดต่างๆ รวมทั้งชาวต่างชาติพากันทยอยเดินทางเข้าไปเที่ยวยังหมู่บ้านรักไทยแต่ละวันเป็นจำนวนมาก สภาพอากาศที่บ้านรักไทยช่วงกลางคืนอากาศจะหนาวเย็นลงอยู่ที่ 10-15 องศา และในช่วงเช้า อากาศอยู่ที่ 17 องศา

นายภานุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปเที่ยวที่บ้านรักไทย วันละหลายพันคน คาดว่ามีเงินหมุนเวียนที่นี่วันละหลายล้านบาท โดยเฉพาะห้องพักที่อยู่กลางไร่ชาถูกจองเต็มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา หากนักท่องเที่ยวจะขึ้นไปพักที่บ้านรักไทยจะต้องติดต่อจองล่วงหน้า หากอยากขึ้นไปเที่ยวก็สามารถจองห้องพักในตัวเมืองและขับรถขึ้นไปเที่ยวได้ ถนนลาดยาง ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองขึ้นไปยังบ้านรักไทยเพียง 45 นาทีเท่านั้น ส่วนร้านอาหารที่บ้านรักไทยหลายร้าน นักท่องเที่ยวต้องยืนรอให้โต๊ะว่าง เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

‘กรมปศุสัตว์’ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง

https://www.naewna.com/local/843526

'กรมปศุสัตว์'ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง

‘กรมปศุสัตว์’ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.21 น.

กรมปศุสัตว์ ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง คุมเข้มห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงตลอดห่วงโซ่การผลิตโคขุน พร้อมเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกเต็มกำลัง

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 กรมปศุสัตว์ นำโดย นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ จัดกิจกรรม Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี ณ อาคารมหานครมิวเซียม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ขับเคลื่อนนโยบายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมสร้างการรับรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนให้ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเร่งเนื้อแดง กรมปศุสัตว์จึงดำเนินการมาตรการเชิงรุกเฝ้าระวังการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในโรงฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ และฟาร์มเลี้ยงโคขุนทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยปลอดสารเร่งเนื้อแดง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค พร้อมส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การกำกับดูแลของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตรด้วยการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง และสานต่อการทำสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน พร้อมผลักดันนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยกรมปศุสัตว์ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว และบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน และเป็นการยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ดังนั้น กิจกรรม Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง จึงเป็นกิจกรรมสำคัญที่มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ หน่วยงานกระทรวงสาธารณสุข และกองบังคับการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นให้ประเทศไทยปราศจากการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความปลอดภัยในอาหารและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารต่อไป

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สารเร่งเนื้อแดงที่มักพบการลักลอบใช้ ได้แก่ ซาลบูทามอล (Salbutamol) เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) และแรคโทพามีน (Ractopamine) ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อและลดการสะสมไขมัน จึงถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ในการเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์ โดยเมื่อนำสารชนิดนี้ไปผสมอาหารสำหรับเลี้ยงในฟาร์มสุกรและโคขุน จะทำให้ได้เนื้อสัตว์ที่มีสีแดงสด ชั้นไขมันบาง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ก่อให้เกิดการตกค้างในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เมื่อผู้บริโภคทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างเข้าไป จะทำให้กระสับกระส่าย ใจสั่น มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และความดันโลหิตสูง โดยจะอันตรายมากขึ้นในหญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ในผู้ที่แพ้ หรือได้รับสารในปริมาณมากอาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งกรมปศุสัตว์มอบหมายให้กองควบคุมอาหารและยาสัตว์เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดมาตรการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ดำเนินมาตรการป้องกันการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยจัดให้มีการดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่ การตรวจสอบการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงตั้งแต่การเลี้ยงของเกษตรกรในฟาร์ม การเฝ้าระวังในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ และการเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงตกค้างก่อนสัตว์เข้าโรงฆ่า อีกทั้ง สามารถตรวจสอบการเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงย้อนกลับแหล่งที่มา และ/หรือแหล่งผลิต ณ สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ซึ่งสารเร่งเนื้อแดงเป็นวัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ พ.ศ.2559 ตามความในมาตรา 6(4) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 หากตรวจพบการฝ่าฝืน มีโทษตามมาตรา 71 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ กำหนดให้อาหารทุกชนิดมีมาตรฐาน โดยตรวจไม่พบการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์และเกลือของสารกลุ่มนี้ อาหารที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างถือว่าผิดมาตรฐาน ตามมาตรา 25(3) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีมีโทษตามมาตรา 60 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

สำหรับการจัดกิจกรรม Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดงในครั้งนี้ เป็นการมุ่งเน้นไม่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์มีการรณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงอันตรายของสารเร่งเนื้อแดง และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานเพื่อสนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ไปจำหน่ายยังต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัย โดยสังเกตจากลักษณะเนื้อสัตว์ที่ไม่มีสีแดงเข้มผิดธรรมชาติ ไม่แห้งเหนียว หรือมีน้ำซึมออกมามากผิดปกติ

ทั้งนี้ หากต้องการซื้อเนื้อสัตว์ ผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่ปลอดภัย โดยสังเกตจากสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK ซึ่งได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ หรือป้ายทองอาหารปลอดภัย (Food Safety) และหากพบผู้กระทำความผิดสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 หรือแจ้งข้อมูลผ่าน Application DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

– 006

‘กรมประมง’แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

https://www.naewna.com/local/843480

'กรมประมง'แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

‘กรมประมง’แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.33 น.

กรมประมง แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรคสัตว์น้ำ ที่มักพบได้บ่อยในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล หรือช่วงปลายฝนต้นหนาว จากสภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนตกสลับอากาศร้อนในบางพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำอย่างรวดเร็ว กระทบทั้งสัตว์น้ำที่เลี้ยงในบ่อและกระชังในแหล่งน้ำเปิด ย้ำเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ดูแลอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ช่วงปลายฝนต้นหนาว สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ ทำให้ปลาอ่อนแอ ป่วย และไวต่อเชื้อก่อโรคได้ง่าย โดยเฉพาะโรคอียูเอส โรคตัวด่าง โรคไวรัสเคเอชวี และโรคไวรัสตัวแดงดวงขาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเบื้องต้นกรมประมงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานประมงจังหวัดต่างๆ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในสัตว์น้ำ สำหรับโรคสัตว์น้ำ 4 ชนิด ที่สามารถพบได้ในช่วงของปลายฤดูฝนเข้าช่วงต้นของฤดูหนาว มีดังนี้

1.โรคอียูเอส (Epizootic Ulcerative Syndrome : EUS) หรือ “โรคแผลเน่าเปื่อย” เป็นโรคที่อยู่ภายใต้ระบบการเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำของประเทศไทย มีสาเหตุจากเชื้อราสกุลอะฟลาโนมัยซิส (Aphanomyces invadans) ปลาที่ป่วย จะพบลักษณะอาการแผลเน่าเปื่อยลึกตามตัว โรคนี้พบได้ในปลาหลายชนิดทั้งที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติและบ่อเลี้ยง เช่น ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลากระสูบ ปลาแรด และปลาสลิด เป็นต้น ปัจจุบันยังไม่มียาหรือสารเคมีที่จะใช้ในการรักษาโรคได้ แต่ปลาจะสามารถหายได้เองเมื่อสภาพอากาศและน้ำในบ่อเลี้ยงมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้เชื้อราเจริญและแพร่กระจายได้น้อยลง ในขณะที่ปลามีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นจนสามารถรักษาอาการป่วยเองได้

2.โรคคอลัมนาริส (Columnaris Disease) โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียสกุลฟลาโวแบคทีเรียม (Flavobacterium columnare) พบมากในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงและอุณหภูมิน้ำต่ำ พบได้บ่อยกับปลาหลังจากการย้ายบ่อ หรือหลังการขนส่ง ลักษณะอาการปลาที่ป่วยจะมีแผลด่างขาวตามลำตัว ครีบกร่อน เหงือกเน่า หากติดเชื้อรุนแรงปลาจะมีอัตราการตายสูงในระยะเวลาสั้น สามารถพบโรคนี้ได้ในปลาหลายชนิด เช่น ปลานิล ปลาสวยงาม ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาช่อน และปลาบู่ เป็นต้น วิธีการป้องโรค คือ การจัดการการเลี้ยงลูกพันธุ์สัตว์น้ำ โดยลดความหนาแน่น ลดอาหาร ควบคุมคุณสมบัติน้ำให้เหมาะสม ในระหว่างการเคลื่อนย้ายหรือขนส่ง โดยให้ใช้เกลือแกง 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ตัน (0.1 %) เพื่อช่วยลดความเครียดของปลา

3.โรคเคเอชวี (Koi Herpesvirus Disease : KHVD) โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส พบในปลาตระกูลคาร์ปและปลาไน ปลาที่ป่วยจะแสดงลักษณะอาการรวมกลุ่มอยู่ตามผิวน้ำและขอบบ่อ ซึม ว่ายน้ำเสียการทรงตัว ลำตัวมีเมือกมากและมักพบมีแผลเลือดออกตามลำตัว ปลาที่มีอาการติดเชื้อรุนแรงจะพบอาการเหงือกเน่า ปลาอ่อนแอ กินอาหารน้อยลงหรือไม่กินอาหาร ทยอยตายโดยพบว่ามีอัตราการตายสูงถึง 50 – 100 % โรคนี้ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาและสารเคมี วิธีการป้องโรค คือ ลดความหนาแน่นปลา ลดอาหาร ควบคุมคุณสมบัติน้ำให้เหมาะสม และรักษาตามอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และหรือปรสิต เป็นต้น

4.โรคตัวแดงดวงขาว (White Spot Syndrome Virus : WSSV) ในกุ้งทะเล ภายหลังจากกุ้งได้รับเชื้อประมาณ 3 – 4 วัน กุ้งที่ป่วยจะพบอาการว่ายบริเวณผิวน้ำ หรือว่ายมาเกยขอบบ่อ พบกุ้งในยอมีอาการตัวแดงเพิ่มจำนวนมากขึ้น และบางครั้งพบว่ามีจุดขาวเล็ก ๆ เกิดขึ้นใต้เปลือกหุ้มส่วนหัว และเมื่อจำนวนกุ้งป่วยมากขึ้น อัตราการกินอาหารจะลดลงในขณะที่อัตราการตายของกุ้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึง 100% ภายในระยะเวลา 5 – 7 วันโรคนี้ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาและสารเคมีได้ วิธีการป้องกันโรค คือ การเลือกใช้ลูกกุ้งทะเลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีการจัดการฟาร์มที่เหมาะสมตามระบบความปลอยภัยทางชีวภาพ เพื่อป้องกันเชื้อจากภายนอกฟาร์มเข้าสู่ฟาร์ม

นอกจาก 4 โรคข้างต้นแล้ว เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรเตรียมการป้องกันและเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำ เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมง ดังนี้

– วางแผนการเลี้ยงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น เว้นช่วงการเลี้ยงปลาในกระชังในช่วงนี้ เลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนมีคุณภาพดี และให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดการสะสมของของเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสุขภาพสัตว์น้ำได้

– ตรวจสอบความสะอาดของกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่ให้มีการสะสมของตะกอนหรือสารอินทรีย์ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนน้ำและการแลกเปลี่ยนออกซิเจนของสัตว์น้ำ

– ควรติดตั้งเครื่องให้อากาศหรือเครื่องตีน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ กรณีช่วงที่อากาศปิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันสัตว์น้ำเกิดอาการน็อคน้ำและตายได้ ในกรณีที่ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของน้ำในบ่อลดลง ควรเติมวัสดุปูน เช่น ปูนขาว หรือปูนมาร์ล เป็นต้น และควรเติมเกลือ เพื่อลดความเครียดของสัตว์น้ำ

– เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้สัตว์น้ำ โดยการเสริมอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ เช่น โปรไบโอติก วิตามินซี วิตามินรวม แร่ธาตุต่างๆ โดยพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน เพื่อให้ได้สินค้าที่ได้มาตรฐานตรงตามวัตถุประสงค์ของการใช้สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ หากพบสัตว์น้ำในพื้นที่ของท่านป่วยหรือตาย ให้รีบแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดหรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง/น้ำจืดในพื้นที่ หรือแจ้งมายังกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพฯ โทร. 0 2579 4122 / ศูนย์วิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำสงขลา โทร. 0 7433 5243

‘กรมที่ดิน’ยันไม่เพิกถอนโฉนด‘เขากระโดง’ ยึดตาม คกก.สอบสวน มาตรา 61

https://www.naewna.com/local/843444

‘กรมที่ดิน’ยันไม่เพิกถอนโฉนด‘เขากระโดง’ ยึดตาม คกก.สอบสวน มาตรา 61

‘กรมที่ดิน’ยันไม่เพิกถอนโฉนด‘เขากระโดง’ ยึดตาม คกก.สอบสวน มาตรา 61

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.06 น.

“กรมที่ดิน”ยันไม่เพิกถอนโฉนด”เขากระโดง” ยึดตามคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 ตามคำพิพากษาศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลาง และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องครบถ้วน เป็นธรรมทุกฝ่าย พร้อมจี้”รฟท.”พิสูจน์สิทธิในกระบวนการฯต่อไป

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนว่า คณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นสมควรไม่เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง นั้น กรมที่ดิน ขอเรียนชี้แจง
ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1.การดำเนินการตามคำพิพากษาศาลยุติธรรม จำนวน 3 คดี

1.1 ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นกรณีที่ราษฎร จำนวน 35 ราย เป็นโจทก์ฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องจากโจทก์ทั้ง 35 ราย ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ การรถไฟฯ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้ง 35 ราย รับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้ง 35 ราย มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในอันที่จะขอออกโฉนดที่ดินได้ กรมที่ดินได้แจ้งให้จังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการยกเลิกใบไต่สวนของราษฎร จำนวน 35 ราย ที่ฟ้องคดี พร้อมทั้งจำหน่าย ส.ค. 1 ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินแล้ว

1.2 ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 เป็นกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องจากโจทก์ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ การรถไฟฯ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ โดยศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่ง ที่ 2992/2564 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. 3 ข. เลขที่ 200 หมู่ที่ 9 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ (บางส่วน) ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แล้ว

1.3 ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีหมายเลขแดงที่ 1112/2563 ลงวันที่ 22 เมษายน 2563 เป็นกรณีที่การรถไฟฯ เป็นโจทก์ฟ้องราษฎร เรื่อง ขับไล่ เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 2971, 5272 และ น.ส. 3 เลขที่ 206 หมู่ที่ 9 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ การรถไฟฯ ได้แจ้งให้กรมที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งกรมที่ดินได้แจ้งให้จังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการหมายเหตุการเพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว

ทั้ง 3 คดี ตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม กรมที่ดินได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว ซึ่งคำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ให้ถือว่าผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีของศาลที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ตามนัยมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยกรมที่ดินไม่ได้เข้าไปเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแต่อย่างใด

2.การดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครอง

ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยให้การรถไฟฯ (ผู้ฟ้องคดี) ร่วมกับคณะกรรมการสอบสวนฯ ทำการตรวจสอบแนวเขตที่ดินบริเวณเขากระโดง เพื่อหาแนวเขตที่ดินที่เป็นของการรถไฟฯ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ซึ่งอธิบดีกรมที่ดิน ได้มีคำสั่งที่ 1195 – 1196/2566 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าวแล้ว และคณะกรรมการสอบสวนฯ ตาม ม.61 ได้กำหนดกรอบแนวทางในการรังวัดเพื่อตรวจสอบหาแนวทางเขตที่ดินของทางรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณเขากระโดง ในการประชุมครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 โดยที่ประชุมได้ข้อยุติว่าการดำเนินการรังวัดทำแผนที่ดังกล่าว กรมที่ดินต้องถือปฏิบัติตามระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการรับคำขอรังวัด การรังวัดและการเรียกค่าใช้จ่ายในการรังวัดเฉพาะราย พ.ศ. 2547 ซึ่งในการนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดทำแผนที่บริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และจะส่งข้อมูลค่าพิกัดกรอบพื้นที่บริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้คณะกรรมการสอบสวนภายในกรอบระยะเวลาต่อไป ซึ่งต่อมาคณะทำงานร่วมในการรังวัดได้รายงานสรุปผลการรังวัดนำชี้แนวเขตร่วมระหว่างสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเป็นการรังวัดเพื่อตรวจสอบตำแหน่งขอบเขตโดยรอบและจัดทำแผนที่ทางกายภาพเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนฯ ม.61

3.ประเด็นการรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวนฯ และกรมที่ดินพิจารณายุติเรื่อง การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนฯ ซึ่งได้ดำเนินการสอบสวนแล้ว ปรากฏว่า แผนที่ที่การรถไฟฯ กล่าวอ้าง ซึ่งได้จัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2539 เป็นการจัดทำขึ้นตามมติที่ประชุม กบร. จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจน เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2539 โดยผู้ฟ้องคดีนำแผนที่ดังกล่าว ไปใช้ในการต่อสู้คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 และ ที่ 8027/2561 จึงไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินแลอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พระพุทธศักราช 2464 ประกอบกับตำแหน่งที่ตั้งและขอบเขตของที่ดินการรถไฟซึ่งมีการกล่าวอ้างว่ามีระยะทาง 8 กิโลเมตร แต่จากการตรวจสอบรายงานผลการถ่ายทอดแนวเขตที่ดินการรถไฟฯ ของคณะทำงานดำเนินการถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน ตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ 681/2566 ซึ่งคณะทำงานฯ ได้ตรวจสอบทางรถไฟโดยใช้วิธีการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ.2497, พ.ศ.2511, พ.ศ.2529 และ พ.ศ.2557 ปรากฏว่าทางรถไฟมีระยะทางประมาณ 6.2 กิโลเมตร และได้ลงสำรวจเส้นทางรถไฟในพื้นที่จริงด้วยการรังวัดค่าพิกัดด้วยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ (RTK) สามารถยืนยันตำแหน่งทางรถไฟที่ปรากฏในภาพถ่ายทางอากาศว่า ตรงกับตำแหน่งรางรถไฟบนที่ดินจริง ประกอบกับการตรวจสอบจากแผนที่ภูมิประเทศ ลำดับชุดที่ L 708 ซึ่งเป็นแผนที่ภูมิประเทศชุดแรกในประเทศไทยจัดทำโดยกรมแผนที่ทหาร (ในช่วง ปี พ.ศ.2495 – 2500) มีความยาวของทางรถไฟประมาณ 6.2 กิโลเมตร เช่นกัน โดยมีข้อสังเกตที่สำคัญจากการดำเนินการของคณะทำงานดังกล่าวคือ จุดสิ้นสุดรางรถไฟในแต่ละชั้นปีที่ดำเนินการถ่ายทอดมีระยะสิ้นสุดไม่เท่ากันและมีความแตกต่างกันในช่วงปลายตั้งแต่หลักกิโลเมตรที่ 6 ถึงจุดสิ้นสุด มีทิศทางที่แตกต่างกัน โดยหากพิจารณาจากรางรถไฟจริง จุดสิ้นสุดของกิโลเมตรที่ 8 จะเบี่ยงไปทางด้านทิศตะวันออก และความกว้างของแนวเขตทางรถไฟ จากการตรวจสอบข้อมูลของคณะทำงานศึกษา แสวงหาหลักฐานและบูรณาการข้อมูลประวัติที่ดิน ตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ 91/2567 ลงวันที่ 18 มกราคม 2567 ที่ได้ศึกษาค้นคว้าเทียบเคียงจากพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง และจากหนังสือกระทรวงโยธาธิการ ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม รัตนโกสินทรศก 127 สันนิษฐานได้ว่าการกำหนดเขตสร้างทางรถไฟจะมีการกำหนดไว้เพียงระยะข้างละไม่เกิน 40 เมตร หรือ 20 วา

สำหรับกรณีที่ศาลปกครองกลางตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยให้การรถไฟฯ (ผู้ฟ้องคดี) ร่วมกับคณะกรรมการสอบสวนฯ ทำการตรวจสอบแนวเขตที่ดินบริเวณเขากระโดง เพื่อหาแนวเขตที่ดินที่เป็นของการรถไฟฯ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่สามารถร่วมกับการรถไฟฯ เพื่อตรวจสอบแนวเขตรถไฟตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลางได้ เนื่องจากเป็นการร่วมกับคู่กรณีในการพิจารณาทางปกครอง ทำให้สูญเสียความเป็นกลางและมีผลทำให้ความเห็นหรือมติของคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้วเห็นว่า เป็นการดำเนินการไปตามขั้นตอนและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ประกอบกับเมื่อพิจารณาประเด็นคำคัดค้านพยานหลักฐานของผู้มีส่วนได้เสียแล้วเห็นว่า รับฟังได้ คณะกรรมการสอบสวนฯ จึงมีมติยืนยันความเห็นว่าไม่สมควรที่จะเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินด้วยมติเป็นเอกฉันท์ จนกว่าจะได้มีพยานหลักฐานที่สามารถใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติได้ รวมถึงเอกสารหลักฐานทางกฎหมายที่สามารถพิสูจน์กรรมสิทธิ์ที่ดินของการรถไฟฯ

ดังนั้น การดำเนินการรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวนฯ เป็นไปด้วยความรอบคอบ และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยรับฟังทั้งพยานหลักฐานที่ปรากฏในการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม พยานหลักฐานของการรถไฟฯ และพยานหลักฐานที่คณะกรรมการสอบสวนฯ แสวงหามาประกอบการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนฯ เห็นว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ยังมีความแตกต่างกันในสาระสำคัญอันจะนำมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติได้ การที่จะนำพยานหลักฐานที่ยังไม่เป็นที่ยุติไปใช้ให้เกิดผลกระทบในทางเสียหายต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการนำไปใช้ในการจัดทำคำสั่งทางปกครอง อาจส่งผลกระทบให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาผลการสอบสวนและความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ ซึ่งเห็นว่ายังไม่มีพยานหลักฐานปรากฏชัดแจ้งเพียงพอให้รับฟังได้ว่า ได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายจะพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไข ตามนัยข้อ 12 ของกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ.2553

อธิบดีจึงได้เห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอยุติเรื่องในกรณีนี้ ตามความเห็นของคณะกรรมการฯ ที่ได้เสนอมา ว่ายังไม่มีพยานหลักฐานปรากฏชัดแจ้งเพียงพอให้รับฟังได้ว่า ได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายจะพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไข ตามนัยข้อ 12 ของกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ.2553 พร้อมทั้งแจ้งให้การรถไฟทราบว่า หากการรถไฟฯ เห็นว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าก็เป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิในที่ดิน จะต้องไปดำเนินการเพื่อพิสูจน์สิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางศาลต่อไป

‘นฤมล’มอบประกาศฯ อบรมนักบริหารเกษตร สร้างภาวะผู้นำยุคใหม่ เดินหน้างานเป็นระบบ

https://www.naewna.com/local/843400

‘นฤมล’มอบประกาศฯ  อบรมนักบริหารเกษตร  สร้างภาวะผู้นำยุคใหม่  เดินหน้างานเป็นระบบ

‘นฤมล’มอบประกาศฯ อบรมนักบริหารเกษตร สร้างภาวะผู้นำยุคใหม่ เดินหน้างานเป็นระบบ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม นักบริหารกระทรวงเกษตรฯ ประจำปี 2567 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด และผู้ผ่านการอบรมฯ ทั้ง 9 รุ่น รวม 922 คน เข้าร่วมพิธี ที่สโมสรทหารบก กทม.ว่าการฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ มีการบูรณาการความรอบรู้ในมิติของวิชาการ และการทำงานร่วมกัน ตลอดจนการสร้างภาวะผู้นำ และมุมมองความคิดของนักบริหารยุคใหม่ เพื่อเตรียมก้าวขึ้นสู่การเป็นนักบริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ

ศ.ดร.นฤมลกล่าวต่อว่า การอบรมดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต่อระบบบริหารจัดการในระดับกรม กองต่างๆ และสามารถพัฒนาภารกิจในภาคการเกษตรให้ประสบความสำเร็จทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายแห่งการพัฒนาในภาพรวมของรัฐบาล โดยก่อให้เกิดการทำงานที่มีผลสะท้อนมายังคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และความสุขของผู้บริโภคสินค้าเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยขับเคลื่อนงานภายใต้นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล ทั้ง 9 ข้อ ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รวมทั้งจะเป็นแนวทางพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรไทยที่จะสร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิต ขจัดความยากจนให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน