เกษตรฯชูแนวคิดจับปลา1ตัวปล่อย100ตัว

https://www.naewna.com/local/843393

เกษตรฯชูแนวคิดจับปลา1ตัวปล่อย100ตัว

เกษตรฯชูแนวคิดจับปลา1ตัวปล่อย100ตัว

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงานบริหารจัดการการทำประมงปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน ประจำปี 2567 โดยมีนายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ว่างานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “จับ 1 ตัว ปล่อย 100 ตัว” เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มชาวประมงผู้ทำประมงปลาบึก 21 ราย จาก 6 ชุมชนรอบเขื่อนแก่งกระจาน สามารถทำประมงอย่างถูกกฎหมาย ช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคมในทุกปี รวม 60 วัน และมีการจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาบึกลงสู่เขื่อนแก่งกระจาน โดยจะปล่อย 100 เท่าของจำนวนปลาบึกที่จับได้ เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์พันธุ์ปลาบึกให้เกิดความยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมประมงได้ปล่อยปลาบึกกลับคืนสู่แก่งกระจานไปแล้วกว่า 50,000 ตัว และตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน พบว่าแต่ละปีมีการจับปลาบึกจากแก่งกระจานได้ปีละประมาณ 50 ตัว ยกเว้นในปี 2566 ที่สามารถจับปลาบึกได้ถึง 60 ตัว สร้างรายได้ให้กับชุมชนไปแล้วกว่า 4 ล้านบาท จึงเห็นได้ว่าปลาบึกเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรอย่างมหาศาล ควรขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติอื่นๆ ต่อไป

ด้าน นายบัญชากล่าวว่า กรมประมงพร้อมขับเคลื่อนในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ตามนโยบายการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชนและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม อาทิ ธนาคารสัตว์น้ำประจำชุมชน ศูนย์ผลิตพันธุ์ปลาประจำชุมชน และโครงการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำชุมชน เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีกินมีใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนชาวประมงมีรายได้ ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่อยอดธุรกิจจากอาชีพประมง จัดตั้งกองทุนพัฒนาอาชีพประมง บรรเทาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกในชุมชน ช่วยปลูกจิตสำนึกรักษ์บ้านเกิดให้กับคนรุ่นใหม่ เข้ามาพัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืน จนสามารถพัฒนาสู่การเป็นชุมชนประมงต้นแบบด้านการบริหารจัดการทรัพยากรประมง

รมช.เกษตรฯเร่งติดตาม แผนดำเนินงาน-จัดทำงบฯ2569

https://www.naewna.com/local/843396

รมช.เกษตรฯเร่งติดตาม แผนดำเนินงาน-จัดทำงบฯ2569

รมช.เกษตรฯเร่งติดตาม แผนดำเนินงาน-จัดทำงบฯ2569

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามแผนการดำเนินงานประจำปี 2568 และแผนงบประมาณปี 2569 กรมพัฒนาที่ดิน โดยมีนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ คณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน เข้าร่วม ที่กรมพัฒนาที่ดิน

นายอัครา กล่าวเน้นย้ำแนวทางการทำงานให้กับผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อกำหนดทิศทางการจัดทำโครงการต่างๆ ให้มีความชัดเจน ว่าขอให้บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งสร้างภาคีเครือข่าย เพื่อการมีส่วนร่วมในการยกระดับการพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่ อีกทั้งเชื่อมโยงงานด้านชลประทาน ตามแนวคิดที่ได้มอบไว้ คือ “ดินนำ น้ำตาม” ตลอดจนเพิ่มแหล่งน้ำนอกชลประทาน เตรียมความพร้อมป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน นอกจากนี้ได้ผลักดันโครงการ “หมู่บ้านอนุรักษ์ดินและน้ำ” เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรดินในเชิงพื้นที่ลุ่มน้ำ พัฒนาจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินได้ตามศักยภาพ

สำหรับแผนงานประจำปี 2568 และแผนงบประมาณปี 2569 ของกรมพัฒนาที่ดิน มีจุดมุ่งเน้น 6 ประเด็น เพื่อขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการยกระดับภาคเกษตรให้เป็นเกษตรทันสมัย ตามแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ประกอบด้วย 1.การพัฒนาสู่เกษตรทันสมัยด้วยเทคโนโลยีด้านการเกษตร (Agri Tech) อาทิ พัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลทรัพยากรที่ดิน ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร (วิเคราะห์ดิน) ปรับเปลี่ยนการผลิตพืชด้วย Agri-map บริหารจัดการทรัพยากรดินระดับตำบล การใช้ข้อมูลดาวเทียมพยากรณ์ผลผลิตสินค้า 2.ยกระดับการบริหารจัดการน้ำ อาทิ แหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำสำหรับเกษตรรายแปลง เพิ่มศักยภาพสระเก็บน้ำด้วยระบบส่งกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ป้องกันและลดการชะล้างพังทลายของดินด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

3.การฟื้นฟูทรัพยากรดินและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ อาทิ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร (หมอดิน / ศูนย์ถ่ายทอดฯ) พัฒนาทรัพยากรที่ดินและน้ำ หมู่บ้านอนุรักษ์ดินและน้ำพัฒนาพื้นที่เพิ่มมูลค่าที่ดินเพื่อการเกษตร (พะเยาโมเดล / ตากใบโบเดล) 4.ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อาทิ พัฒนาเกษตรกรรมยังยืน (เกษตรอินทรีย์ PGS) สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งเสริมการไถกลบและผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก 5.รับมือกับภัยธรรมชาติ อาทิ พัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลทรัพยากรที่ดิน พัฒนาทรัพยากรที่ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดินแบบบูรณาการ และ 6.ระบบราชการดิจิทัล (Digital Government) เชื่อมโยงข้อมูลทุกภาคส่วน แลกเปลี่ยนข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

‘อัครา’ขับเคลื่อนกรมประมง มุ่งพัฒนาความมั่นคงอาหาร

https://www.naewna.com/local/843394

‘อัครา’ขับเคลื่อนกรมประมง มุ่งพัฒนาความมั่นคงอาหาร

‘อัครา’ขับเคลื่อนกรมประมง มุ่งพัฒนาความมั่นคงอาหาร

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยมีนายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่กรมประมง ว่าการประชุมครั้งนี้ ได้ร่วมหารือแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญภายใต้กรมประมง พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ดำเนินการศึกษาและวางแผนแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจอย่างรอบคอบและครอบคลุมทั้งระบบภาคประมง โดยร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในสังกัดและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อผลลัพธ์การดำเนินงานส่งเสริมและต่อยอดด้านความมั่นคงทางอาหารอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการแก้ไขปัญหาภาคประมงอย่างตรงจุด อาทิ การจัดระเบียบแรงงาน การจัดระเบียบเรือประมง และการบริหารจัดการกระบวนการผลิตสัตว์น้ำและการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ กรมประมง ได้ศึกษาและวางแผนการดำเนินงานประจำปี 2568 โดยมุ่งผลักดันการบริหารจัดการภาคประมงครอบคลุมตั้งแต่ระยะต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งทั้งในด้านองค์ความรู้การผลิต การแปรรูป ตลอดจนด้านการตลาด ให้สอดคล้องกับนโยบายภาคการเกษตร “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และต่อยอดสู่นโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ต่อไป

‘รมช.เกษตรฯ’ลงพื้นที่กระบี่ เปิดงานวันกุ้งกระบี่ ครั้งที่ 21

https://www.naewna.com/local/843355

'รมช.เกษตรฯ'ลงพื้นที่กระบี่ เปิดงานวันกุ้งกระบี่ ครั้งที่ 21

‘รมช.เกษตรฯ’ลงพื้นที่กระบี่ เปิดงานวันกุ้งกระบี่ ครั้งที่ 21

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.21 น.

‘รมช.เกษตรฯ’ลงพื้นที่กระบี่ เปิดงานวันกุ้งกระบี่ ครั้งที่ 21  

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2567 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กระบี่ ในวันที่ 23 พ.ย.2567 เวลา 13.00 น. เป็นประธานเปิดงานวันกุ้งกระบี่ ปี 2567 ครั้งที่ 21 ณ เดอะแพลทตินั่มฮอลล์ ต.ปากน้ำ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ ซึ่งชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ และภาคีเครือข่ายจัดขึ้นภายในแนวคิด “ร่วมมือ ร่วมใจ กุ้งไทยยั่งยืน” โดยมี นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง นายวนัส วัตตธรรม ประธานชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนราชการ พร้อมด้วยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและภาคีเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้ง เข้าร่วมงาน

โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พร้อมมอบเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) จำนวน 1,000 ซอง แก่ชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ มอบของที่ระลึกแก่ผู้สนับสนุนการจัดงานวันกุ้งกระบี่ ปี 2567 และเยี่ยมชมนิทรรศการ 

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างการรับรู้องค์ความรู้ใหม่ ๆ ร่วมกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ของพี่น้องคนกุ้งทั่วทุกภูมิภาค แต่ยังเป็นเวทีที่สร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ภาคเอกชน ภาครัฐ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อร่วมกันวางแผนการบริหารจัดการ ทั้งด้านการผลิตและการตลาด ร่วมกันแก้ไขปัญหา ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการผลิตกุ้งที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า ปี 2567 ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผลผลิตกุ้งทะเลจากการเพาะเลี้ยงรวมทั้งสิ้น 209,293.10 ตัน โดยภาคใต้ฝั่งอันดามันมีผลผลิตกุ้งทะเลมากเป็นลำดับ 2 ของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.61 สำหรับ จ.กระบี่ ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดผู้ผลิตกุ้งทะเลที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีผลผลิตกุ้งทะเลสูงเป็นลำดับที่ 9 ของประเทศไทย หรือเป็นลำดับที่ 3 ของภาคใต้ฝั่งอันดามัน ซึ่ง จ.กระบี่ มีผลผลิตสูงทั้งกุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งกุลาดำ สามารถเป็นต้นแบบการเลี้ยงกุ้งที่ประสบความสำเร็จให้กับพี่น้องเกษตรกรจังหวัดอื่น ๆ ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงพบว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จ.กระบี่ ยังคงประสบปัญหาการเลี้ยงอยู่ ทั้งเรื่องต้นทุนการผลิต และราคาจำหน่าย ซึ่งกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และกรมประมงที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลสินค้ากุ้งทะเลไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การกำกับดูแลของ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายการขับเคลื่อนงานที่สำคัญ 9 นโยบาย ที่มุ่งเน้นการทำการเกษตรกรที่ยั่งยืน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอาชีพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร และกรมประมงได้ขานรับนโยบายดังกล่าว มุ่งมั่นดำเนินการเพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลในหลายด้าน ทั้งการลดต้นทุนการผลิต โดยส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกทดแทนพลังงานไฟฟ้า รวมถึงการส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ทดแทนการใช้ยาและสารเคมีในการเลี้ยงกุ้ง เพื่อลดความเสี่ยง ความเสียหายจากการเกิดโรค และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกร ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ รวมถึงการส่งเสริมการส่งออกของผู้ประกอบการ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

‘นฤมล’ร่วมประชุมรมต.เกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ชูร่วมมือพัฒนาระบบเกษตร-อาหาร

https://www.naewna.com/local/843136

'นฤมล'ร่วมประชุมรมต.เกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ชูร่วมมือพัฒนาระบบเกษตร-อาหาร

‘นฤมล’ร่วมประชุมรมต.เกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ชูร่วมมือพัฒนาระบบเกษตร-อาหาร

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 20.10 น.

“นฤมล”ร่วมประชุมรัฐมนตรีเกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกาศไทยพร้อมร่วมมือพัฒนาระบบเกษตรและอาหาร ตั้งเป้าสร้างความเท่าเทียมให้เกษตรกรรายย่อย

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวไปรยา เศวตจินดา ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ นางสาวอาทินันท์ อินทรพิมพ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงปักกิ่ง นายปรัตถกร แท่นมณี กงสุล (ฝ่ายเกษตร) ประจำนครกว่างโจว และผู้แทนสำนักการเกษตรต่างประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในที่ประชุมว่า ขณะนี้ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทาย ตั้งแต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ระบบอาหารที่ยั่งยืนจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อบรรลุความท้าทายนี้ระบบอาหารโลกจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน โดยมีการดำเนินการที่ประสานงานกันในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับโลก

นางนฤมล กล่าวว่า ประเทศไทยมีนโยบายรับมือกับความท้าทายต่างๆ โดยยึดหลักการขับเคลื่อนด้วยตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยใช้โมเดลกล่าวสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green)  ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรที่ดินและน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ การเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรและอาหารจะช่วยให้ภาคการเกษตรปรับตัวเข้ากับความท้าทายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการพัฒนาการเติบโตที่ครอบคลุมโดยให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อย สตรี เยาวชน และกลุ่มด้อยโอกาสอื่นๆ เข้าถึงทรัพยากรและโอกาสต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมากในด้านห้องปฏิบัติการวินิจฉัยโรคสัตว์ การควบคุมโรคระบาดสัตว์ข้ามพรมแดน การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ เกษตรอัจฉริยะอัจฉริยะ  เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงโครงการหมอดินอาสาสมัคร ซึ่งประเทศไทยสามารถสนับสนุนและร่วมมือกับประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ในนามประเทศไทย รัฐมนตรีกล่าวสนับสนุนกรอบยุทธศาสตร์คุนหมิงสำหรับการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรอาหาร ภายใต้ GMS 2030 ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานสำหรับประเทศสมาชิกของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และมุ่งหวังการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมในอนุภูมิภาค ทั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของ GMS ที่รัฐมนตรีเกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่ได้ร่วมกันรับรองกรอบยุทธศาสตร์คุนหมิง เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น และความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรและอาหารในอนุภูมิภาค

‘รมว.นฤมล’ ร่วมประชุม ‘รมต.เกษตร’ ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพิ่มโอกาสขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทย

https://www.naewna.com/local/843011

'รมว.นฤมล' ร่วมประชุม 'รมต.เกษตร' ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพิ่มโอกาสขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทย

‘รมว.นฤมล’ ร่วมประชุม ‘รมต.เกษตร’ ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพิ่มโอกาสขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทย

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.13 น.

“รมว.นฤมล”ร่วมประชุม รมต.เกษตร ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ชู ความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน พร้อมเพิ่มโอกาสขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทย

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการหารือกับ H.E. Mr. Zhang Zhili รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบท ในการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมว่า การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านวิชาการและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกัน 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า เราได้มีการยกประเด็นการส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและจีน ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการเกษตรไทย – จีน (Sino – Thai Agricultural Technical Cooperation) ซึ่งมีการจัดการประชุมร่วมกันมาแล้ว  12 ครั้ง สามารถดำเนินโครงการความร่วมมือร่วมกันกว่า 70 โครงการ โดยทั้งสองประเทศจะใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีในการกระชับความร่วมมือด้านการเกษตรให้มากยิ่งขึ้น และมุ่งหวังในการประชุมครั้งที่ 13 ที่ฝ่ายจีนเป็นเจ้าภาพจะเป็นโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่าย สามารถผลักดันโครงการความร่วมมือด้นการเกษตรของทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญ อาทิ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เกษตรอัจฉริยะ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้ตรียมความพร้อมในการเยือนของนายกรัฐมนตรีในเดือนมกราคม 2568 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในบริบทของการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการลงนามพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยอาหารด้านการสัตวแพทย์ การปกป้องพืช เพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งจากไทยไปจีน ร่วมกับ GACC  ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ทำให้สามารถทำการส่งออกน้ำผึ้งรวมไปถึงนมผึ้ง (royal jelly) และเกสรผึ้ง (bee-collected pollen) จากไทยไปจีนได้มากขึ้น

ทั้งนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยสำหรับสินค้าเกษตร โดยมีมูลค่าส่งออก 11,271 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 42 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมด และมีมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสินค้าเกษตรที่สำคัญ อาทิ ทุเรียน มันสำปะหลัง ยางพารา สำหรับสินค้าผลไม้ที่ไทยส่งออกไปจีนได้แล้วมีทั้งสิ้นจำนวน 22 รายการ และอยู่ระหว่างการขอยื่นการเปิดตลาดอีก 6 รายการ โดยขอให้จีนสนับสนุนและผลักดันให้การพิจารณาแล้วเสร็จ เพื่อการขยายตลาดของทั้งสองฝ่ายให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

‘กรมที่ดิน’ชี้แจงรายละเอียดที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน ตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

https://www.naewna.com/local/842984

'กรมที่ดิน'ชี้แจงรายละเอียดที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน ตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

‘กรมที่ดิน’ชี้แจงรายละเอียดที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน ตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.31 น.

กรมที่ดิน ชี้แจงรายละเอียดที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน ตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กำหนดว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงใดเป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้อธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมายมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ แต่ก่อนที่จะมีคำสั่งแก้ไขหรือเพิกถอน ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินการสอบสวนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเสียก่อน อย่างน้อยจะต้องมีเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตัวแทนคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่เป็นกรรมการ และตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียน โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ.๒๕๕๓ กำหนดให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ซึ่งในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือข้าราชการสังกัดกรมที่ดินที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายฯ เห็นสมควร เป็นประธานกรรมการ นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ ตัวแทนคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ และผู้แทนส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควร เป็นกรรมการ และให้อธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย แต่งตั้งข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งประเภททั่วไปตั้งแต่ระดับชำนาญงานขึ้นไป หรือข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไปในสำนักงานที่ดินจังหวัด หรือสำนักงานที่ดินจังหวัดสาขา เป็นกรรมการและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน

๑. ดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐานให้ได้ความว่า ได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

๒. มีอำนาจเรียกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา กรณีไม่อาจเรียกเอกสารให้บันทึกเหตุผลไว้ กรณีได้รับเอกสารให้ออกใบรับ (ท.ด.๕๓) ไว้เป็นหลักฐาน

๓. แจ้งผู้มีส่วนได้เสียทราบเพื่อให้โอกาสคัดค้านการเพิกถอนหรือแก้ไข

๔. รายงานผลการสอบสวนต่ออธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในกำหนดระยะเวลา

๕. ขอขยายระยะเวลาการสอบสวน กรณีคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่สามารถดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา โดยจะสั่งให้ขยายระยะเวลาการสอบสวนได้ตามความจำเป็น

๖. ขอเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสอบสวนฯ กรณีมีเหตุจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกรรมการสอบสวน

ขั้นตอนและวิธีการสอบสวน

๑. ประชุมคณะกรรมการสอบสวนฯ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตลอดจนเอกสารหลักฐาน กำหนดประเด็น และแนวทางในการสอบสวนพร้อมจัดทำรายงานการประชุม

๒. ดำเนินการสอบสวนโดยรวบรวมพยานเอกสารและสอบสวนพยานบุคคล

๓. แจ้งผู้มีส่วนได้เสียเพื่อให้โอกาสคัดค้าน โดยบันทึกให้ชัดเจน ว่าผู้มีส่วนได้เสียยินยอมให้เพิกถอน หรือคัดค้านการเพิกถอนหรือแก้ไขหรือไม่ หากคัดค้าน ให้ระบุเหตุผลการคัดค้านพร้อมแสดงพยานหลักฐาน และพิจารณาหลักฐานการคัดค้าน

การจัดทำรายงานการสอบสวน

คณะกรรมการสอบสวนฯ ต้องรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เป็นเอกสารหลักฐานทางกฎหมายตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เสร็จแล้วสรุปข้อเท็จจริงและเหตุที่มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งมีหน้าที่เสนอความเห็นต่ออธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมายฯ ว่าสมควรสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในกรณีที่อธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมายเห็นสมควรให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมตามนัยกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฯ พ.ศ.๒๕๕๓

เงื่อนไขการพิจารณาสั่งเพิกถอนหรือแก้ไข

อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย จะพิจารณาสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ต่อเมื่อปรากฎชัดแจ้งว่าได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ ว่าการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ออกไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย พิจารณายุติเรื่องตามข้อ ๑๒ แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฯ พ.ศ.๒๕๕๓

ดังนั้น คณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งที่ ๑๑๙๕ – ๑๑๙๖/๒๕๖๖ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖ จึงเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กรมที่ดินไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้ กรมที่ดินเป็นเพียงผู้สนับสนุนข้อมูล เอกสาร พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้แก่คณะกรรมการสอบสวนฯ เมื่อได้รับการร้องขอ

‘กรมการข้าว’จัดใหญ่’งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ด พันธุ์ข้าวคุณภาพฯ’

https://www.naewna.com/local/842982

'กรมการข้าว'จัดใหญ่'งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ด พันธุ์ข้าวคุณภาพฯ'

‘กรมการข้าว’จัดใหญ่’งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ด พันธุ์ข้าวคุณภาพฯ’

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.27 น.

กรมการข้าว จัดใหญ่ “งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ด พันธุ์ข้าวคุณภาพ และการสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน” ขนองค์ ความรู้ และกิจกรรมประเพณีด้านข้าวมาเสิร์ฟอย่างจุใจ

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชวนพี่น้องคนไทย เข้าร่วมงาน “งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี หลังการเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ และการสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีข้าวของ ศูนย์ข้าวชุมชน” โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า สิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จพระราช ดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน และเสด็จทรงเกี่ยวข้าวในแปลงนาศิลปะเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ณ ศูนย์ข้าวชุมชนโนนกอก (กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก) ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

ในการนี้ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และส่วนราชการจังหวัดอุดรธานี ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ร่วมกันจัดแปลงนาศิลปะเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยจัดกิจกรรมแปลงนาศิลปะเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและให้พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกันแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี โดยแปลงนาศิลปะภายในงานดังกล่าว ที่จัดทำขึ้นโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี ได้นำพันธุ์ข้าวพันธุ์ สกลนคร 72 และสายพันธุ์ NRM19009-14-1-1-1 (ข้าวเหนียวดำ) มาปลูกภายในแปลง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้กรมการข้าวขอเชิญชวนมาร่วมงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บ เกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ และการสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน” โดยงานดังกล่าวยังจัดในวันที่ 22 – 23 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งภายในงานจะประกอบไปด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีข้าวกับสังคมคนรุ่นใหม่” และการเสวนาใน หัวข้อเรื่อง “การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ” อีกทั้งยังจัดให้มีกิจกรรมประกวด สุนทรพจน์ ในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ตลอดจนการแสดงศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีข้าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ภายในงานยังมีการนำนิทรรศการการถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านข้าวมาจัดแสดง อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมชนม์ 72 พรรษา สู่ผืนนาพิศาลศิลป์ การจัดแสดง พันธุ์ข้าวใหม่ที่ได้รับการรับรองจากกรมการข้าวจำนวน 10 พันธุ์,กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี การจัดแสดง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าว, นิทรรศการการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และอื่นๆอีกมาย ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมภายในงานได้รับชม รับฟัง ณ ศูนย์ข้าวชุมชนโนนกอก (กลุ่มทอผ้าโบราณ บ้านโนนกอก) ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

– 006

รมว.เกษตรฯถกกลุ่มกล้วยไม้ฯชูส่งออก

https://www.naewna.com/local/842901

รมว.เกษตรฯถกกลุ่มกล้วยไม้ฯชูส่งออก

รมว.เกษตรฯถกกลุ่มกล้วยไม้ฯชูส่งออก

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือกับ นายพยงค์ คงอุดมทรัพย์ ประธานกลุ่มกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ นายสมบัติ ตันเสถียร ประธานสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทยจำกัด และคณะ เกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไทยเพื่อการส่งออก พร้อมกระตุ้นตลาดกล้วยไม้ภายในประเทศ ผลักดันให้เกิดการจัดงานวันกล้วยไม้แห่งชาติเป็นประจำทุกปีรวมทั้งส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์กล้วยไม้ไทย เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนส่งเสริมผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไทย ดังนี้ 1.สนับสนุนการขยายช่องทางการตลาดในและ
ต่างประเทศ 2.ส่งเสริมให้มีการพัฒนากล้วยไม้ที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานการส่งออก 3.ส่งเสริมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์(Packaging) ให้สามารถยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไม้และสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า 4.สนับสนุนการประชาสัมพันธ์กล้วยไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศมากขึ้น

“ประเทศไทยมีแหล่งผลิตไม้ดอกไม้ประดับกระจายทั่วทั้งประเทศสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ จากข้อมูลในปี 2566 ประเทศไทยส่งออกไม้ดอกไม้ประดับ มูลค่ารวม 4,474 ล้านบาทโดยส่งออกกล้วยไม้มากที่สุด 2,682 ล้านบาท ประเทศผู้นำเข้าไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม ญี่ปุ่น อินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้จากรายงานสินค้าเกษตร (Situation Report) กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ประจำเดือนพฤษภาคม 2567 ประเทศไทยส่งกล้วยไม้ตัดดอก มีมูลค่าการส่งออก 48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

เกษตรฯพัฒนาแหล่งน้ำ มอบโฉนดเกษตรพื้นที่ลำปาง

https://www.naewna.com/local/842902

เกษตรฯพัฒนาแหล่งน้ำ  มอบโฉนดเกษตรพื้นที่ลำปาง

เกษตรฯพัฒนาแหล่งน้ำ มอบโฉนดเกษตรพื้นที่ลำปาง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ไปติดตามความก้าวหน้าโครงการฝายทุ่งโป่ง และโครงการฝายหลวงพร้อมระบบส่งน้ำ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง พร้อมมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้กับเกษตรกร 100 ราย 137 แปลง เนื้อที่ประมาณ 753 ไร่ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่โรงเรียนวังแก้ววิทยา ต.วังแก้ว อ.วังเหนือ จ.ลำปาง

สำหรับโครงการฝายทุ่งโป่ง เป็นโครงการที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง และอุทกภัย น้ำป่าไหลหลากท่วมไร่นาของประชาชนในพื้นที่ ต.วังแก้ว ทำให้ฝายทุ่งโป่ง หมู่ 7 บ้านห้วยต้นเคาะ ได้รับความเสียหาย ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้มีแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภค-บริโภคและการเกษตร โดยสำนักงานชลประทานที่ 2 ได้วางแผนก่อสร้างฝายหน้าผาพร้อมระบบส่งน้ำขึ้นมาใหม่ บริเวณท้ายฝายทุ่งโป่งเดิม เพื่อให้ชาวบ้าน ต.วังแก้ว อ.วังเหนือ มีแหล่งน้ำไว้อุปโภค-บริโภคและทำการเกษตร โดยหากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝนได้ประมาณ 850 ไร่และในฤดูแล้งอีก 150 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 120 ครัวเรือน

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการฝายหลวงพร้อมระบบส่งน้ำ ต.วังแก้ว อ.วังเหนือ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และการเกษตรช่วงฤดูแล้งรวมทั้งบรรเทาปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูฝน ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 2 ได้วางแผนก่อสร้างฝายหลวงพร้อมระบบส่งน้ำขึ้นมาใหม่ เพื่อทดแทนฝายเดิมที่ชำรุดเสียหายจากอุทกภัย หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 500 ไร่ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคให้ประชาชนกว่า 183 ครัวเรือน