เกษตรฯขับเคลื่อนงาน สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกรตาก

https://www.naewna.com/local/842252

เกษตรฯขับเคลื่อนงาน  สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกรตาก

เกษตรฯขับเคลื่อนงาน สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกรตาก

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชนในพื้นที่ จ.ตากโดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ รวมถึง รอง ผวจ.ตาก และเกษตรกรในพื้นที่ จ.ตาก เข้าร่วม ที่ตลาดกลาง สหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อขับเคลื่อนสหกรณ์ในพื้นที่ จ.ตาก ให้มีความเข้มแข็ง เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า มีความตั้งใจขับเคลื่อนการทำงานด้านเกษตรกรรมให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าใน 4 ปี ด้วยการสนับสนุนข้อมูล และปัจจัย ให้สหกรณ์ใน จ.ตาก สามารถทำงานได้อย่างเข้มแข็ง มีความพร้อมช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกร ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการให้ดูแลเรื่องราคาสินค้าเกษตร ค่าชดเชยการตัดอ้อย ระบบชลประทาน และเรื่องที่ดินทำกิน จะขอนำประเด็นดังกล่าวไปเร่งพิจารณาแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสม เพื่อเสนอให้ รมว.เกษตรฯ เห็นชอบต่อไป

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ และคณะ ได้มอบปัจจัยสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของสหกรณ์และกลุ่มอาชีพ อาทิ 1.เงินกู้รายได้นิคมสหกรณ์ 2.รถยนต์ห้องเย็น 3.เงินอุดหนุนกลุ่มอาชีพ 4.แหล่งน้ำในไร่นา นอกเขตชลประทาน และ 5.มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เป็นต้นพร้อมเดินชมนิทรรศการจาก Smart Farmer ผู้ปลูกกาแฟ และอะโวคาโด รวมถึงนิทรรศการของกระทรวงเกษตรฯ

รมว.เกษตรฯลุยเพชรบุรี ติดตามรับมือสถานการณ์น้ำ

https://www.naewna.com/local/842250

รมว.เกษตรฯลุยเพชรบุรี ติดตามรับมือสถานการณ์น้ำ

รมว.เกษตรฯลุยเพชรบุรี ติดตามรับมือสถานการณ์น้ำ

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รวมถึงนายอัครา พรหมเผ่ารมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่ติดตามการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่ จ.เพชรบุรี โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารส่วนราชการ จ.เพชรบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ บริเวณเขื่อนเพชร อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กรมชลประทาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนรับมือสถานการณ์อุทกภัยและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.เพชรบุรี อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือรวมถึงจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ ให้พร้อมเข้าปฏิบัติงานอย่างทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์ขึ้น ตลอดจนเตรียมศึกษา ทบทวนการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ประกอบด้วย 1.การก่อสร้างจุดรับน้ำ ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง และ 2.การก่อสร้างจุดระบายน้ำลงทะเล ต.บางเก่า และ ต.หนองศาลา อ.ชะอำ รวมถึง ต.ปึกเตียน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ในรูปแบบคลองระบายน้ำหลาก D1 ความยาวรวม 38.5 กิโลเมตร ระบายน้ำได้สูงสุด 350 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม./วินาที) และงานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจาน 103 ลบ.ม./วินาที เพื่อเพิ่มปริมาณแหล่งน้ำต้นทุนในภาคการเกษตร ให้สอดคล้องกับความต้องการและปริมาณพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 810,000 ไร่ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่ออำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค อย่างยั่งยืนต่อไป

จากนั้นคณะของ รมว.เกษตรฯ เดินทางไปยังสะพานดำ อ.เมือง จ.เพชรบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์แม่น้ำเพชรบุรี โดย ศ.ดร.นฤมล เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ อย่างเป็นระบบ รวมถึงประชาสัมพันธ์ และแจ้งเตือนข่าวสารให้แก่ประชาชนรับทราบ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

“สำหรับรายงานสถานการณ์น้ำใน จ.เพชรบุรี น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะประเด็นน้ำท่วม ซึ่งจากรายงานปริมาณฝนและสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ ขณะนี้ยังอยู่ในปริมาณสามารถควบคุมได้ หรือในประเด็นน้ำแล้ง ขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่าสามารถทำนาปรังได้อย่างแน่นอน เนื่องจากปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้มีเพียงพอ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยังคงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและไม่ประมาท”รมว.เกษตรฯ กล่าว

‘นฤมล’มุ่งใช้เทคโนโลยีด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/842251

‘นฤมล’มุ่งใช้เทคโนโลยีด้านเกษตร

‘นฤมล’มุ่งใช้เทคโนโลยีด้านเกษตร

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับนายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริษัท หัวเว่ยเทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อหารือความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรของทั้งสองฝ่าย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่าได้พัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ขยายตลาดสินค้าเกษตรที่มีอยู่เดิมและเพิ่มตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยใช้แนวทางตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้เกษตรกรสามารถขายซื้อสินค้าเกษตรให้กับผู้บริโภคได้โดยตรงโดยที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางและสามารถวางแผนการผลิตสินค้าเกษตร

สำหรับบริษัท หัวเว่ย ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาพลังงานสะอาด และให้การแปลงพลังงานเป็นระบบดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนพลังงานเพื่ออนาคตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยนำเสนอแนวทางความร่วมของบริษัทฯ ในการพัฒนาภาคการเกษตร พร้อมเสนอแนวทางการสร้างตลาดสร้างงาน เพิ่มรายได้ โดยเทคโนโลยี 1.Digital Power เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถนำพลังงานทางเลือกไปใช้ลดต้นทุนการผลิตการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อลงทุน 2.Digital Connectivity เพื่อเชื่อมโยงระบบเครือข่ายพื้นที่ห่างไกล กสทช.ศูนย์พิรุณราช รวมถึงการบริการเครือข่ายไร้สายในบางพื้นที่ของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ และ 3.Digital Platform เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลมาเพิ่มศักยภาพในการผลิตและการขายสินค้าเกษตร รวมถึงนำเสนอแผนการดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้

ชุมชนท้องคุ้ง ร้อง’ธนาคารที่ดิน’แก้ปัญหาที่ดินชุมชนเมือง

https://www.naewna.com/local/842222

ชุมชนท้องคุ้ง ร้อง'ธนาคารที่ดิน'แก้ปัญหาที่ดินชุมชนเมือง

ชุมชนท้องคุ้ง ร้อง’ธนาคารที่ดิน’แก้ปัญหาที่ดินชุมชนเมือง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 18.15 น.

“ผอ.ธนาคารที่ดิน” ลงพื้นที่พบปะพี่น้องชุมชนท้องคุ้ง ร่วมกับ นายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร ยุติธรรมจังหวัดสมุทรสาคร ผู้แทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค  ประชุมหาทางออกแก้ไขปัญหาข้อพิพาท ชาวบ้านถูกฟ้องขับไล่ รื้อถอนที่อยู่อาศัย ดั้งเดิมกว่า 100 ปี

วันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมด้วย นายชุมพล จันทร์จรัสวัฒนา นายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร นายวิโรจน์ บัวเงิน ยุติธรรมจังหวัดสมุทรสาคร และนายจำนงค์ หนูพันธ์ ผู้แทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค ลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และหาทางออกเรื่องที่ดินของพี่น้องชุมชนท้องคุ้ง กว่า 100 ครัวเรือน  ณ หอประชุม วัดช่องลม ต.ท่าฉลอม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร  

ผู้นำชุมชนท้องคุ้ง ได้นำเสนอสภาพปัญหา ความเดือนร้อนของสมาชิกว่า ชุมชนแห่งนี้ตั้งรกรากอยู่อาศัยมานานกว่า 100 ปี ตั้งแต่รุ่น ปู่ ย่า ตา ทวด จนถึงปัจจุบัน มีหลักฐานชุมชนบ้านท้องคุ้งเป็น 1 ในสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทย ในหลวงราชการที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะตำบลท่าฉลอม เป็นสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2488 (ร.ศ. 124)  ถือเป็นต้นกำเนิดการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย 

“ปัจจุบัน ประชาชนครอบครองพื้นที่ โดยสงบเปิดเผย มีสิ่งปลูกสร้าง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่มีบุคคลใดแสดงสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดิน แต่ชาวบ้านมาทราบภายหลังว่า ที่ดินถูกประมูล และมีการซื้อที่ดินไปแล้ว โดยที่คนชุมชนไม่มีใครทราบจนเริ่มมีคดีความ มีหมายเรียกมาติดหน้าบ้าน เมื่อถูกฟ้องชาวชุมชนก็เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย นัดสืบพยาน แก้ข้อกล่าวหาฝในชั้นศาล วันนี้ชาวชุมชนขอเรียกร้องสิทธิ์ความชอบธรรมและขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่มาในวันนี้”ผู้แทนชุมชนฯ กล่าว

นายชุมพล  กล่าวว่า ในฐานะนายกเทศมนตรีที่ดูแลพื้นที่ชุมชนท้องคุ้ง ที่อยู่อาศัยกว่า 100 หลังคาเรือน จะพยายามหาทางออกให้กับพี่น้อง ด้วยการเชิญทาง “ธนาคารที่ดิน” มาร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือพี่น้องชาวบ้าน โดยรูปแบบการช่วยเหลือนี้ ธนาคารที่ดิน ก็จะได้นำข้อเสนอแนะของพี่น้องชาวบ้านไป เสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาต่อไป

ด้าน นายกุลพัชร ได้ชี้แจงภารกิจและพันธกิจ ของการจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” ว่า เป็นหน่วยงานรัฐ ประเภทองค์การมหาชน สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หน้าที่คือ สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกิน ในรูปแบบแปลงรวม ถือกรรมสิทธิร่วม 

“แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินในชุมชนเมือง มีหลายมิติ วันนี้รับฟังปัญหาพี่น้อง ที่ให้ข้อเสนอแนะเป็นประโยชน์ จึงจะนำข้อเสนอไปปรับปรุงหลักเกณฑ์แนวทางการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่ดินชุมชนเมือง ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ให้เกษตรกรและผู้ยากจนได้มีสิทธิ์ในที่ดิน” นายกุลพัชร กล่าว

#ธนาคารที่ดิน #เครือข่ายสลัม4ภาค #ชุมชนท้องคุ้ง #เทศบาลนครสมุทรสาคร #ท่าฉลอม #กระจายการถือครองที่ดิน

จัดการ‘ปลาเถื่อน’ป้องลอบนำเข้า

https://www.naewna.com/local/842209

จัดการ‘ปลาเถื่อน’ป้องลอบนำเข้า

จัดการ‘ปลาเถื่อน’ป้องลอบนำเข้า

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.49 น.

การลักลอบนำเข้าปูดำเถื่อนจากเมียนมาเกิดขึ้นอีกแล้วที่ จ.ระนอง เหมือนกับหลายๆ ครั้งที่ไทยต้องพบเจอปัญหาการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่น ตอกย้ำว่านี่เป็นปัญหาเรื้อรังคาราคาซังมานาน และไม่มีการขยับจัดการอย่างเข้มข้นจริงจัง กลายเป็นช่องโหว่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่น (มีชีวิต) แทรกตัวเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้อย่างไม่ยากเย็น บางกรณีที่เกิดแพร่ระบาดจนกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว จึงจะตื่นตัวตามหาคนแอบนำเข้า ซึ่งสุดท้ายก็ไม่เคยตามหาพบเลยแม้แต่กรณีเดียว

ประเด็นหลักน่าจะเป็นเรื่องของความอ่อนด้อยของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกันเหมือน “หมูเถื่อน” ที่เมื่อมีการลักลอบนำเข้าอย่างหนัก จนกระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู เป็นเหตุให้ภาครัฐเดินหน้าตรวจสอบจริงจังจนจับหมูเถื่อนได้หลายล้านกิโลกรัมแม้จะตามหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้แต่ก็กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการควบคุมการลักลอบนำเข้ามากขึ้น

นักการเมืองรายหนึ่งกล่าวถึงการทำงานของภาครัฐในการตรวจสอบการลักลอบนำเข้า “ปลาเถื่อน” ว่าไม่มีระบบหรือวิธีตรวจสอบที่รัดกุม กระทำได้เพียงการสุ่มตรวจ ณ ด่านสุวรรณภูมิ ด้วยการยกถุงขึ้นมาดู และใช้ประสบการณ์พิจารณาเอาว่าปลาในถุงคือปลาอะไร ไม่มีเครื่องตรวจนับหรือตรวจสอบอะไรทั้งนั้น และวิธีการเหล่านี้เองจะทำให้ปลาต่างถิ่นเล็ดลอดเข้ามาประเทศไทยได้ทุกวัน

วิธีการที่มักจะใช้ในการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำก็เช่นการขออนุญาตนำเข้าปลาชนิดหนึ่งบังหน้า แต่ลักลอบใส่ปลาที่ต้องการอีกชนิดหนึ่งปะปนเข้ามาในถุงเดียวกันหรือจะเรียกว่าสำแดงเท็จก็ได้ หรืออีกลักษณะหนึ่งคือการนำปลามีชีวิตแอบใส่กระเป๋าเดินทางแบบนักท่องเที่ยวทั่วไปถือขึ้นเครื่องเข้ามา ส่วนใหญ่ก็เพื่อจุดประสงค์ในการเลี้ยงส่วนตัว และเพาะพันธุ์ขาย ไม่ว่าจะในรูปแบบปลาสวยงาม ปลาแปลก หรือถ้าเพื่อการอื่นก็เป็นไปเพราะไม่ต้องการขออนุญาตให้ยุ่งยากนั่นเอง

นอกเหนือจากด่านท่าอากาศยานแล้ว ยังมีช่องทางที่ปลาเถื่อนสามารถแทรกเข้ามาในประเทศไทยได้อีกหลายช่องทาง เช่น ทางบกหรือทางด่านชายแดนประเทศเพื่อนบ้านทุกทิศทางรวมถึงทางเรือ แต่ทั้งหมดก็มี “มนุษย์” นี่ล่ะเป็นคนแอบนำเข้ามา และเมื่อเข้ามาแล้วหากปลาดังกล่าวเหมาะสมเป็น ปลาเหยื่อ ก็เป็นมนุษย์อีกเช่นกันที่ช่วยกันแพร่กระจาย นำมันไปใช้เป็นเหยื่อล่อปลาชนิดอื่นในแหล่งน้ำต่างๆ

ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาหมอคางดำ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของปลาที่ยังไม่สามารถหาผู้ลักลอบนำเข้าได้ ซึ่งขณะนี้แพร่กระจายอยู่ในหลายแหล่งน้ำธรรมชาติ แม้กระแสของปลาหมอคางดำ จะช่วยให้เกิดการตื่นตัว มีการติดตามตรวจสอบและชี้เบาะแสการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำมากขึ้น หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นขึ้น หรือไม่มีการยกระดับบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐให้มากขึ้น ก็คงน่าเสียดาย

ข้อมูลของกรมประมงระบุว่ากรมมีมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย โดยจัดชุดเฉพาะกิจของกรมประมงลงพื้นที่ร่วมปฏิบัติการกับชุดพญานาคราชของกระทรวงเกษตรฯ และประสานขอความร่วมมือจากกระทรวงกลาโหม กองทัพบก ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีจังหวัดติดด่านชายแดนเพื่อร่วมกันตรวจสอบแนวชายแดนและป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ ยังปรับปรุงประกาศกรมประมง เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ พ.ศ.2560 ตามมาตรา 92 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยต้องสามารถตรวจสอบและยืนยันแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่ขอนำเข้าได้ ปริมาณนำเข้าจริงต้องตรงตามเอกสารการขอนำเข้า รวมถึงปรับปรุงมาตรการควบคุมการนำเข้าตามชายแดนด้วย

เจ้าหน้าที่กรมประมงรายหนึ่งให้ความเห็นว่าการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำลดลงไปมากแล้ว จากการจัดระบบราชการ กฎหมาย และการบริหารความเสี่ยง เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกันมากขึ้น มีการแบ่งหน้าที่กัน ขณะที่สัตว์บางชนิดเช่น กุ้งเครย์ฟิช ที่เคยยอดฮิตในช่วงที่ผ่านมาก็มีการลักลอบลดลง เนื่องจากตลาดอิ่มตัวไม่มีความต้องการซื้อ

กระแสปลาหมอคางดำ ช่วยจุดประเด็นเรื่องการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำได้แล้ว ภาครัฐควรใช้โอกาสนี้แสดงให้เห็นความตั้งใจที่จะยกระดับการป้องกันการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นให้เห็นเป็นรูปธรรม ผนึกกำลังกับหน่วยงานรัฐด้วยกัน แล้วเพิ่มความถี่ในการสุ่มตรวจพื้นที่สุ่มเสี่ยงต่างๆ อย่างถึงลูกถึงคน คล้ายๆ การจัดการ “หมูเถื่อน” ก็น่าจะเป็นอีกวิธีที่จะทำให้ประชาชนอุ่นใจว่า “ปลาเถื่อน” จะไม่สามารถเข้ามาอาละวาดในประเทศไทยได้ง่ายๆ เช่นในอดีตที่ผ่านมา

โดย อาจหาญ วิจารณ์ทัศน์

‘นฤมล’ลุยอุดรธานี คิกออฟ’โครงการชะลอการขายยาง’สร้างเสถียรภาพราคายาง

https://www.naewna.com/local/842177

'นฤมล'ลุยอุดรธานี คิกออฟ'โครงการชะลอการขายยาง'สร้างเสถียรภาพราคายาง

‘นฤมล’ลุยอุดรธานี คิกออฟ’โครงการชะลอการขายยาง’สร้างเสถียรภาพราคายาง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.33 น.

‘นฤมล’ลุยอุดรธานี คิกออฟ’โครงการชะลอการขายยาง’สร้างเสถียรภาพราคายาง เสริมสภาพคล่องทางการเงินให้ชาวสวนยาง ช่วงรอขายผลผลิต พร้อมเตรียมจัดงานวันพืชสวนโลกให้มีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ Kick Off ชะลอการขายยาง ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และเจ้าหน้าที่ส่วนจังหวัดให้การต้อนรับ ณ โรงแรมสยามแกรนด์ จ.อุดรธานี สำหรับโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยควบคุมปริมาณผลผลิตยางพาราที่เข้าสู่ตลาดให้เหมาะสมกับการใช้ยาง และลดความผันผวนด้านราคา ทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพ อีกทั้ง เป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระหว่างรอจำหน่ายผลผลิตในช่วงระดับราคาที่เหมาะสม
    
“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย การยางแห่งประเทศไทย ได้ขับเคลื่อนโครงการชะลอการขายยางมาอย่างต่อเนื่อง และมุ่งขยายผลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางมีส่วนร่วมในการจัดการผลผลิตยาง ซึ่งเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระบบตลาดอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางดำเนินการทำสวนยางตามกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation) เพื่อให้ประเทศไทยสามารถขยายตลาด และเป็นผู้กำหนดราคายางโลกได้ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางปลูกพืชชนิดอื่นควบคู่ไปกับการทำสวนยาง เพื่อให้เกิดการทำเกษตรกรรมยั่งยืน อีกทั้ง ช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้มีความอยู่ดีกินดี สถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็ง ตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการให้เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” นางนฤมล กล่าว
    
ทั้งนี้ นางนฤมล และคณะ ได้มอบเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49(3) แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 5 กลุ่ม และเกษตรกรชาวสวน จำนวน 3 ราย รวมถึงมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้กับตัวแทนเกษตรกร จำนวน 30 ราย อีกด้วย
    
จากนั้น นางนฤมล ได้เดินทางไปยังจุดก่อสร้างสถานีสูบน้ำ ต.หมูม่น อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อติดตามโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านหมูม่นและอาคารประกอบให้สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน (บางส่วน) จำนวน 478 ไร่ ได้ตลอดทั้งปี และส่งน้ำให้กับพื้นที่หนองแดเพื่อผลิตน้ำปะปาหมู่บ้านของตำบลกุดสระ เป็นประโยชน์กว่า 1,500 ครัวเรือน อีกทั้งสามารถส่งน้ำสนับสนุนการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก เพื่อรดน้ำต้นไม้และพืชสวนในงาน วันละกว่า 2,160 ลูกบาศก์เมตร 
พร้อมทั้งเดินทางไปยังพื้นที่สวนสาธารณะหนองแด ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อติดตามความคืบหน้าการปรับสภาพพื้นที่และถมดินสำหรับจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ซึ่งคาดการณ์ว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2567 นี้

จับ‘หอยลายเถื่อน’กว่า 4 ตัน ลักลอบนำเข้าทางทะเลจากฝั่งพม่าเข้าระนอง

https://www.naewna.com/local/842105

จับ‘หอยลายเถื่อน’กว่า 4 ตัน ลักลอบนำเข้าทางทะเลจากฝั่งพม่าเข้าระนอง

จับ‘หอยลายเถื่อน’กว่า 4 ตัน ลักลอบนำเข้าทางทะเลจากฝั่งพม่าเข้าระนอง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.03 น.

จับ‘หอยลายเถื่อน’! ลักลอบนำเข้าทางทะเลระนอง ‘อธิบดีกรมประมง’สั่งเจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม ป้องกันลักลอบนำเข้าสินค้าประมงผิดกฎหมาย

18 พฤศจิกายน 2567 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามการจับกุมเรือประมงต่างชาติที่ลักลอบนำสินค้าสัตว์น้ำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ว่า วานนี้ (17 พ.ย.67) เวลา 12.10 น. ว่าที่ร้อยตรีประเสริฐ คงเยี้ยน หัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเกาะสุรินทร์ (พังงา) พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นำเรือตรวจประมงทะเลออกปฏิบัติงานปราบปรามผู้กระทำความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 ในทะเลอันดามัน ท้องที่ อ.เมือง จ.ระนอง

ขณะกำลังลาดตระเวนอยู่บริเวณท่าเทียบเรือประมงระนอง พบเรือประมงสัญชาติเมียนมากำลังลักลอบนำเข้าหอยลายที่คราดจากฝั่งเมียนมาเพื่อนำมาขายในฝั่งไทยและส่งต่อไปยังตลาดภาคกลาง ซึ่งผู้ต้องหาได้หลบหนีระหว่างเข้าทำการจับกุม จึงได้ตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย เรือหางยาว พร้อมด้วยสัตว์น้ำ 1 รายการ คือ หอยลายขนาด 100 ตัวต่อกิโลกรัมจำนวน 90 กระสอบ กระสอบละ 45 กิโลกรัม รวมน้ำหนัก 4,050 กิโลกรัม รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 200,000 บาท

สำหรับฐานการกระทำผิดกฎหมายครั้งนี้ คือ การนำเข้าสัตว์น้ำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 ตามมาตรา 92 ภายใต้บังคับมาตรา 96 ห้ามมิให้ผู้ใดนำเข้าสัตว์น้ำเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ใดประสงค์จะส่งออกหรือนำผ่านสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำต้องแสดงใบรับรองการจับสัตว์น้ำหรือเอกสารอื่นใดที่แสดงว่าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนั้นได้มาจากการทำประมงโดยชอบด้วยกฎหมายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบก่อน มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 158 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 92 วรรค 1 หรือแสดงใบรับรองการจับสัตว์น้ำหรือเอกสารอื่นใดตามมาตรา 92 วรรค 2 อันเป็นเท็จต้องระวางโทษปรับ 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่นำเข้าส่งออกหรือนำผ่าน

กรมประมงได้นำของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระนอง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย ส่วนสัตว์น้ำของกลาง หลังจากนี้ กรมประมงจะนำไปมอบให้ผู้ยากไร้และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดระนอง ตามระเบียบของทางกรมประมงต่อไป

อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำ ให้กรมประมงดำเนินการป้องกัน เฝ้าระวัง การทำประมงผิดกฎหมาย และปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าประมงผิดกฎหมายด้วยความเข้มแข็ง เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนของประเทศไทยให้คู่ค้าและผู้บริโภคนานาประเทศได้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการประมงและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารสัตว์น้ำเป็นครัวของโลกเป็นความมั่นคงทางด้านอาหาร  ///-005

ผู้ตรวจฯร่วมมือญี่ปุ่นด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/842017

ผู้ตรวจฯร่วมมือญี่ปุ่นด้านเกษตร

ผู้ตรวจฯร่วมมือญี่ปุ่นด้านเกษตร

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับนายมาซาสุมิ โกะโตดะ (Mr. Masazumi Gotoda) ผู้ว่าราชการจังหวัดโทคุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่าไทยกับญี่ปุ่น มีความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นระยะเวลาถึง 137 ปี มีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการเกษตรมาโดยตลอด อาทิ การส่งนักวิชาการเกษตรให้มาศึกษาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการเปิดตลาดสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาจำหน่ายในประเทศ

นายถาวรกล่าวต่อว่า ได้มีการหารือเจรจาการส่งออกส้มโอและมะม่วงสดหลากหลายสายพันธุ์ จากไทยไปเปิดตลาดที่ญี่ปุ่นให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ทางญี่ปุ่นต้องการเปิดตลาดพืชตระกูลส้มสายพันธุ์ Sudachi และ Yuzu ในประเทศไทย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรระหว่างกัน นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเสนอให้เกษตรกรญี่ปุ่นและเกษตรกรไทยเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมการเกษตรของแต่ละประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของด้านการผลิต การค้าระหว่างประเทศ และการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 3 ของไทย และเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรเป็นอันดับที่ 2 ของไทย โดยปี 2564 มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร 158,635 ล้านบาท และปี 2565 มีมูลค่า 183,487 ล้านบาท และปี 2566 มีมูลค่า 173,580 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ยปีละ 171,901 ล้านบาท โดยมีอัตราการค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4.60 ต่อปี สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสปรุงแต่ง อาทิ แกงไก่ที่บรรจุกระป๋อง 2.ชิ้นเนื้อและเครื่องในที่บริโภคได้ของไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสแช่แข็ง 3.อาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีก 4.ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต ปรุงแต่ง อาทิ ปลาทูน่ากระป๋อง และ 5.ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค

เกษตรฯรับฟังปัญหา สหกรณ์ที่กำแพงเพชร พร้อมจัดหาแหล่งน้ำ ยกระดับสินค้าเกษตร

https://www.naewna.com/local/842011

เกษตรฯรับฟังปัญหา สหกรณ์ที่กำแพงเพชร พร้อมจัดหาแหล่งน้ำ ยกระดับสินค้าเกษตร

เกษตรฯรับฟังปัญหา สหกรณ์ที่กำแพงเพชร พร้อมจัดหาแหล่งน้ำ ยกระดับสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กำแพงเพชร เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกร ที่อ่างเก็บน้ำหนองน้ำขาว ต.อ่างทอง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร รวมถึงร่วมพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 50,000 ตัว เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และติดตามแนวทางการปรับทัศนียภาพอ่างเก็บน้ำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

จากนั้น รมช.เกษตรฯ ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินการของสหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก จำกัด ต.สักงาม อ.คลองสาน จ.กำแพงเพชร พร้อมพบปะสมาชิกสหกรณ์ เพื่อรับฟังและมอบแนวทางแก้ปัญหา อาทิ 1.การออกโฉนดที่ดินทำกินในพื้นที่สหกรณ์ฯ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2.การปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง โดยมอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์ หาแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมติดตามการดำเนินงาน

3.การจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมให้แก่เกษตรกร สำหรับทำการเกษตรนอกฤดูกาล และ 4.ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ (ข้าวโพด) ซึ่งได้ขอความร่วมมือสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ผลักดันสหกรณ์ให้มีการรับรองสินค้าเกษตรตามมาตรฐานที่สากลยอมรับ เพื่อยกระดับสหกรณ์ เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน

‘นฤมล’ถกเอกอัครราชทูตจีน เดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตร

https://www.naewna.com/local/842013

‘นฤมล’ถกเอกอัครราชทูตจีน  เดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตร

‘นฤมล’ถกเอกอัครราชทูตจีน เดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้ร่วมกับนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรฯ หารือกับ นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย (H.E. Mr. Han Zhiqiang) โดยมีนายถาวร ทันใจผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเพื่อหารือถึงความร่วมมือด้านการเกษตร และสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ที่จะครบรอบ 50 ปี ในปี 2568

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า การหารือครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญระหว่างกัน โดยฝ่ายไทย มีนโยบายในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ให้มีความอยู่ดีกินดีมีรายได้เพิ่มขึ้น พัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ขยายตลาดสินค้าเกษตรที่มีอยู่เดิมและเพิ่มตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้แนวทาง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ทั้งนี้ ยังได้หารือถึงเส้นทางการขนส่งสินค้าเกษตรจากไทยไปจีน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้าเกษตรผ่านเส้นทางรถไฟไทย–ลาว-จีน รวมทั้งการเปิดด่านท่าเรือกวนเหล่ยของจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นช่องทางสำคัญในการขนส่งสินค้าเกษตร ทำให้ไทยสามารถมีช่องทางส่งผลไม้ไปจีนเพิ่มขึ้น รวมถึงขอให้จีนช่วยผลักดันสินค้าเกษตรไทยที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน และทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะใช้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่ในการส่งเสริมการดำเนินความร่วมมือทางวิชาการ และฝ่ายจีนพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการความร่วมมือทางวิชาการให้กับฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้ผลักดันการลงนามในพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร ด้านการสัตวแพทย์ และการปกป้องพืช เพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งจากประเทศไทยไปประเทศจีน และติดตามความคืบหน้าการเปิดตลาดสินค้าเกษตร เช่น โคมีชีวิต สินค้าพืช และประมง

ทั้งนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 1 ของไทย ระหว่างปี 2564-2566 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 22.11 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก โดยปี 2564 มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร 447,403 ล้านบาท และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2565 และ 2566 เป็นมูลค่า 499,166 ล้านบาท และ 543,962 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ยปีละ 496,844 ล้านบาท โดยมีอัตราการค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10.26 ต่อปี สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.มันสำปะหลังฝานหรือทำเป็นเพลเลต 3.สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง 4.ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค และ 5.ผลไม้และลูกนัตอื่นๆ