‘ธรรมนัส’ แถลง Kick off มอบโฉนดครุฑเขียวเพื่อการเกษตร 25,000 ฉบับ พร้อมกันทั่วประเทศ 15 ม.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779836

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.16 น.

‘ธรรมนัส’ แถลง Kick off มอบโฉนด ครุฑเขียวเพื่อการเกษตร จำนวน 25,000 ฉบับ พร้อมกันทั่วประเทศ แทน  ส.ป.ก 4-01 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน  15 ม.ค.นี้ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เตรียมออกโฉนดต้นไม้ในพื้นที่สวนยาง-กระชังปลา เพื่อเพิ่มมูลค้าทางการเกษตร

เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานแถลงข่าวการ “Kick off มอบโฉนดเพื่อการเกษตร” ว่า เป็นการมอบโฉนดที่ดินฯ ให้กับเกษตรกรผู้ทำกินในเขตปฏิรูปที่ดินพร้อมกันทั่วประเทศ จำนวน 25,000 ฉบับ ในวันที่ 15 ม.ค.นี้  โดยนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานมอบโฉนดเพื่อการเกษตรจำนวน 1,000 ฉบับ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา สำหรับส่วนภูมิภาค จะจัดขึ้นที่ ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชในแต่ละจังหวัด 

ส่วนที่นายกฯ ได้เร่งให้ดำเนินการในพื้นที่ 22 ล้านไร่ให้เสร็จโดยเร็วนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องศึกษาว่าต้องใช้งบในการเร่งการออกโฉนดประมาณเท่าไหร่ ส่วนจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ใช้ ถ้าไม่เพียงพอก็จะหารือกับสำนักงบประมาณ และหารือกับนายกฯ ต่อไป

อย่างไรก็ตามในการเปลี่ยนจาก ส.ป.ก 4-01 เป็นโฉนด เพื่อการเกษตรในครั้งนี้ ส่วนในแง่ทางด้านเศรษฐกิจ  ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันทรัพย์สินที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. จะมีมูลค่ามากขึ้นเช่นกัน โดยประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ในการเปลี่ยนมือแล้วสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเกษตรได้มากขึ้นโดยจากเดิมสามารถนำไปเป็นกลักทรัพย์ค้ำประกันกู้ยืมเงินได้ร้อยละ 50 ของมูลค่าที่ดิน แต่จากนี้ไปจะสามารถกู้ยืมได้มากขึ้นกว่าร้อยละ 90 ถึงตามมูลค่าทรัพย์สิน 

ในจำนวน 22 ล้านไร่ มีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 1 ล้าน 6 แสนครอบครัว โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเข้มในการป้องกันนอมินีสวมสิทธิ์รับโฉนดทั่วประเทศ หากพบการกระทำความผิดจะต้องถูกดำเนินคดีอาญา และยึดคืนทันที  

นอกจากนี้ การออกโฉนดเพื่อการเกษตรแล้วยังมีแนวทางที่จะออกโฉนดต้นไม้ในพื้นที่สวนยาง และออกโฉนดกระชังปลา เพื่อให้มีมูลค่ามากขึ้นด้วย 

‘ไซเตส’รับรอง 29 ฟาร์มเพาะ‘จระเข้’น้ำจืดไทย ส่งออกกวาดรายได้มากกว่า 7,000 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779673

‘ไซเตส’รับรอง 29 ฟาร์มเพาะ‘จระเข้’น้ำจืดไทย ส่งออกกวาดรายได้มากกว่า 7,000 ล้าน

‘ไซเตส’รับรอง 29 ฟาร์มเพาะ‘จระเข้’น้ำจืดไทย ส่งออกกวาดรายได้มากกว่า 7,000 ล้าน

วันอังคาร ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.18 น.

‘ไซเตส’รับรอง 29 ฟาร์มเพาะ‘จระเข้’น้ำจืดไทย ส่งออกกวาดรายได้มากกว่า 7,000 ล้าน อนุญาตขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะพันธุ์-ส่งออก‘ปลายี่สกไทย – ปลาบึก’ประเทศแรกของโลก

9 มกราคม 2567 ที่อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมง จัดพิธีมอบหนังสือแสดงการขึ้นทะเบียนสถานที่สามารถเพาะพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อการค้าระหว่างประเทศกับสำนักเลขาธิการ CITES (ไซเตส) ให้กับฟาร์มและหน่วยงานที่ดำเนินการเพาะพันธุ์เพื่อส่งออก ได้แก่ ฟาร์มจระเข้น้ำจืด 1 ฟาร์ม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด (เพาะพันธุ์ปลาบึกและปลายี่สกไทย) ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมประมง จำนวนทั้งสิ้น 6 แห่ง นอกจากจะเป็นการสนับสนุนในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำดังกล่าวแล้ว นับเป็นการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศต่อไป

นายบัญชา  สุขแก้ว  รองอธิบดีกรมประมง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และการค้าสัตว์ป่าในเชิงพาณิชย์ภายใต้ข้อกำหนดของอนุสัญญา CITES ช่วยสร้างเสริมเศรษฐกิจ ผ่านกลไกการควบคุมการค้าระหว่างประเทศทำให้การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญในการเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะการสนับสนุนการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอย่างถูกกฎหมายให้กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีศักยภาพได้

จระเข้น้ำจืด จระเข้น้ำเค็ม ปลาตะพัด ปลายี่สกไทย และปลาบึก จัดเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่อยู่ท้ายอนุสัญญา CITES ในบัญชีที่ 1 ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์น้ำที่ใกล้สูญพันธุ์และห้ามทำการค้าในเชิงพาณิชย์ แต่อนุสัญญาได้มีข้อกำหนดว่า หากสัตว์น้ำนั้นสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ในที่เลี้ยง และได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักเลขาธิการ CITES จะสามารถทำการค้าระหว่างประเทศได้

สำหรับจระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis) กรมประมงได้พยายามดำเนินการผลักดันและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยในการเพาะเลี้ยงจระเข้น้ำจืด เนื่องจากธุรกิจการค้าจระเข้ในต่างประเทศมีความเติบโตและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค จัดเป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในทุกส่วนของอวัยวะ เช่น เลือด เนื้อ หนัง กระดูก ไขมัน ฯลฯ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ประเทศไทยได้เริ่มขึ้นทะเบียนกับสำนักเลขาธิการ CITES ปัจจุบันมีผู้เพาะพันธุ์จระเข้ไทยได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักเลขาธิการ CITES จำนวน 29 แห่ง สร้างรายได้จากส่งออก มูลค่ามากกว่า 7,000 ล้านบาท จากการซื้อ – ขายจระเข้มีชีวิต เนื้อจระเข้ ไข่จระเข้ และหนังจระเข้ในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เนื่องจากศักยภาพการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์จระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทยในฟาร์ม มีการขึ้นทะเบียนทั้งฟาร์มขนาดเล็กและฟาร์มขนาดใหญ่ทั่วประเทศ รวมทั้งมีธุรกิจต่อเนื่องในการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับใบอนุญาตให้มีการเพาะพันธุ์จระเข้เพื่อการค้าและส่งออกมากที่สุดในทวีปเอเชีย

ล่าสุด เมื่อปลายปี พ.ศ. 2566 ฟาร์มลำดับที่ 29 สำนักเลขาธิการ CITES ได้พิจารณาอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะพันธุ์เพื่อการค้าระหว่างประเทศ ชนิดพันธุ์ จระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis)  ให้แก่ ฟาร์ม Fluke and Fern Crocodile ของ นางจรีพร โชติรัตน์ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงที่เป็นไปตามข้อกำหนดของอนุสัญญา และเป็นฟาร์มที่มีการดำเนินการแบบครบวงจร อีกทั้งยังก่อให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพในพื้นที่ ก่อให้เกิดรายได้เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

ในส่วนของ ปลาบึก และปลายี่สกไทย ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะพันธุ์เพื่อการค้าระหว่างประเทศจากสำนักเลขาธิการ CITES และเป็นประเทศแรกของโลก เนื่องจากได้รับการพิจารณาว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงหรือเพาะพันธุ์อย่างมากและเป็นที่ต้องการของตลาดระหว่างประเทศ  โดยมีจำนวน 6 แห่ง ได้แก่

1. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเลย

2. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี

3. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอุดรธานี

4. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดหนองคาย

5. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดพระนครศรีอยุธยา

6. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดราชบุรี

รองอธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า นับว่าเป็นโอกาสอันดี ที่กรมประมงจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเพาะพันธุ์สัตว์น้ำเหล่านี้ได้มากขึ้น และสนับสนุนผู้ที่สนใจสามารถหาแนวทางในการสร้างรายได้ต่อไป โดยในปี พ.ศ. 2567 กรมประมงมีแนวทางในการช่วยผลักดันให้ผู้ที่ประสงค์จะทำการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์น้ำท้ายอนุสัญญา CITES บัญชี 1 มีมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลเชิงบวกต่อผู้ประกอบการไทย และภาคธุรกิจส่งออกสัตว์น้ำของไทยได้ในอนาคต 

‘ธรรมนัส’มุ่งให้สัตวแพทย์พัฒนาเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779528

วันอังคาร ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 และการเลือกตั้งนายกสัตวแพทยสมาคมฯ กรรมการกลางสามัญ วาระปี 2567 – 2569 ภายใต้แนวคิด “Be the Change : Young Vet, Big Goal” “เปิดรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาสิ่งที่ดีกว่าสำหรับอนาคตของเรา” โดยมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้บริหารกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์ทั่วประเทศ บริษัทชั้นนำและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้านสัตวแพทย์ และสถาบันการศึกษา เข้าร่วม ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กทม.

สำหรับการประชุมดังกล่าว เป็นกิจกรรมที่สัตวแพทยสมาคมฯ จัดขึ้นเพื่อสรุปผลการดำเนินงานของสัตวแพทยสมาคมฯ ในรอบปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Vet EduTalk ซึ่งเป็นกิจกรรมทอล์คโชว์ ภายใต้แนวคิด“Be the Change : Young Vet, Big Goal เปิดรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาสิ่งที่ดีกว่าสำหรับอนาคตของเรา” ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรที่ทรงความรู้และประสบการณ์ในการทำงานด้านวิชาชีพสัตวแพทย์ ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาวิชาชีพสัตว์แพทย์ให้ก้าวหน้าและทันสมัย ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสัตวแพทย์ และส่งเสริมพัฒนาการสัตวแพทย์

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญต่อวิชาชีพสัตวแพทย์อย่างมาก เนื่องจากมีหน้าที่คอยดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ ป้องกันโรคในสัตว์ และโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน ควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค อีกทั้งอาชีพสัตวแพทย์ยังเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับจากสังคม นอกจากนี้ได้บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายวิชาชีพสัตวแพทย์เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

ศูนย์วิจัยเกษตร ตรัง เพาะเลี้ยงแหนแดง ลดต้นทุน สร้างรายได้ แถมดีต่อสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779522

วันอังคาร ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง หมู่ที่ 5 ต.สุโสะ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง มีการเพาะเลี้ยงแหนแดงมากกว่าเดือนละ 100 กิโลกรัม เพื่อผลิตเป็นพ่อแม่พันธุ์แจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ ได้นำไปเพาะขยายพันธุ์ เป็นอาหารของสัตว์ เนื่องจากแหนแดง มีไนโตรเจน และโปรตีนสูง อีกทั้งยังใช้เป็นปุ๋ยพืชสด หรือนำไปตากแห้ง ใช้ผสมดินแทนพีทมอสที่มีราคาแพงได้เป็นอย่างดี ซึ่งแหนแดง จะมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ และมีธาตุอาหารที่จำเป็นหลายชนิด จากงานวิจัยพบว่า แหนแดงมีไนโตรเจนสูงถึง 4-5% มากกว่าพืชตระกูลถั่วที่มี 2.5-3% เท่านั้น หากเกษตรกรนำไปขยายพันธุ์ได้ จะช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี และดีต่อสุขภาพ แถมยังนำมาใช้ประกอบอาหารได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยบำบัดน้ำเสียได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งหากเกษตรกรนำไปขายยังสามารถสร้างรายอีกหนึ่งทาง เนื่องจากแหนแดงจะแตกตัวเร็ว ภายในเวลา 2-3 วัน แหนแดงจะแตกตัวเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว ดูแลเพาะเลี้ยงง่าย สามารถเลี้ยงในบ่อพลาสติก บ่อซีเมนต์ กะละมังหรือภาชนะอื่นๆ ได้ แค่ใส่ดินและปุ๋ยคอกลงไป ก่อนใส่น้ำให้แหนแดงลอยได้ และวางในที่ที่มีแสงแดดปานกลาง

ด้าน น.ส. ณัฎฐา  แสงแก้ว นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรังกล่าวว่า  ได้ทำการเพาะแหนแดงมาประมาณ 4 ปีแล้วได้น้ำหนักสดแหนแดงเดือนละ 100 กิโล เป้าหมายคือให้เกษตรกรนำไปใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทั้งเรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีและลดต้นทุนอาหาร เพราะแหนแดงนอกจากจะมีโปรตีนสูงแล้ว ยังมีไนโตรเจนสูงด้วย ทำให้สัตว์กินพืชจะชอบ เช่น เป็ด ไก่ ปลา หอยเชอรี่สีทอง ซึ่งเกษตรกรจะเข้ามาขอพ่อแม่พันธุ์ไป ซึ่งเราส่งเสริมให้ไปเลี้ยงต่อ

กรมส่งเสริมฯจัด แคมเปญรับปีใหม่ ส่งสุขให้เกษตรกร ช้อปกินเที่ยวปี’67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778867

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในโอกาสเทศกาลขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567 เพื่อส่งมอบความสุขทั้งการช้อป กิน เที่ยว ให้กับพี่น้องเกษตรกร และประชาชน กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ ผ่าน “โครงการส่งความสุขปีใหม่ 2567 มอบให้เกษตรกร” โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย 1.กิจกรรมเสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับเกษตรกรตัวจริง คัดสรรสินค้าคุณภาพ สินค้าเกษตรปลอดภัย และสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงจากจังหวัดต่างๆ กว่า 200 รายการ จัดโปรโมชั่นสินค้าราคาพิเศษ หรือซื้อสินค้ารับของแถม สินค้าจัดชุดเหมาะสำหรับเป็นของขวัญปีใหม่ และซื้อสินค้าพร้อมบริการพิมพ์การ์ดส่งความสุข นอกจากนี้ได้ร่วมมือกับหน่วยงานขนส่ง จัดโปรโมชั่นส่งฟรี หรือลดค่าขนส่ง

2.กิจกรรมเพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อม กว่า 87 แห่ง ร่วมเปิดแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร ต้อนรับประชาชนเข้าไปเยี่ยมชม เรียนรู้ สัมผัสวิถีชีวิต และทำกิจกรรมด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมให้บริการจุดพักรถและน้ำดื่ม โดยเฉพาะที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช 4 แห่ง ซึ่งเตรียมต้นพืชพันธุ์ดีหลากหลายชนิดไว้มอบให้แก่ผู้ที่สนใจฟรี ทั้งนี้ จุดให้บริการกิจกรรมแบ่งออกเป็นในสถานที่ราชการ 10 แห่ง และเครือข่ายเกษตรกรในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กว่า 77 แห่ง

‘ธรรมนัส’โชว์ผลงาน99วันทำได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778862

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงผลการดำเนินงานกระทรวงเกษตรฯ “เกษตรฯ99 วัน ทำได้จริง” โดยมีนายไชยา พรหมา นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะ เข้าร่วม ที่กรมชลประทาน สามเสน กทม.โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ได้ดำเนินภารกิจ โดยกำหนดนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ อย่างครอบคลุม ทั้งนโยบายพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเน้นโครงการพระราชดำริ นโยบายระยะสั้น ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตลอดจนนโยบายระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างรายได้ สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิต มีผลการดำเนินงานโครงการสำคัญ ระยะเวลา 99 วัน ดังนี้ 1.นโยบายพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.นโยบายแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และ 3.นโยบายสร้างรายได้สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิต สำหรับงานสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งดำเนินการในระยะต่อไป คือมุ่งเน้นนโยบายอย่างครอบคลุมมากกว่า 30 โครงการ ประกอบด้วย นโยบายแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นโยบายระยะกลาง และระยะยาว สร้างรายได้ สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรให้กินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ภาคเกษตรเติบโต เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปี ด้วย 6 นโยบายสำคัญ ตั้งแต่ 1.การสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ 2.การรับมือภัยธรรมชาติ 3.การปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย 4.การยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกร 5.การจัดการทรัพยากรทางการเกษตร และ 6.การอำนวยความสะดวกด้านการเกษตร

สทนช.ช่วยน้ำท่วมภาคใต้ เหนือ-อีสานเสี่ยงขาดแคลนน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778865

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวภายหลังประชุมติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำร่วมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ภาคใต้ตอนล่างและภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และอาจจะเกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ จ.นราธิวาส และจ.ปัตตานี จึงมีการปรับแผนการระบายน้ำจากเขื่อนบางลาง จ.ยะลา เพิ่มขึ้นจากวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็น 14 ล้าน ลบ.ม.เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะไหลลงอ่างฯช่วงเวลาดังกล่าว และลดการระบายลงเมื่อฝนตกหนัก ลดกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อนปัตตานี รวมทั้งให้เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นและล้นตลิ่ง

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคใต้นั้น ขณะนี้มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเต็มความจุแล้ว 5 แห่ง คือ อ่างฯคลองหยา อ่างฯคลองแห้ง อ่างฯคลองกะทูน อ่างฯคลองดินแดง และอ่างฯหัวช้าง และอ่างเก็บน้ำอีก 14 แห่ง มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับ 80-100% ซึ่งยังต้องเฝ้าระวังด้วย เช่น อ่างฯหาดส้มแป้น อ่างฯบางเหนียวดำ อ่างฯห้วยน้ำใสเป็นต้น โดยได้กำชับให้วางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างระมัดระวัง เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายอ่างฯให้น้อยที่สุด

ส่วนพื้นที่ตอนบนของประเทศซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูแล้ง ในหลายพื้นที่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แล้งที่ อ.วชิรบารมี และ อ.สามง่าม จ.พิจิตร ซึ่งอาศัยแหล่งน้ำใต้ดินเป็นหลักในการอุปโภค-บริโภค และประสบปัญหาขาดแคลนน้ำประปาในฤดูแล้งปีนี้จึงเสนอแนวทางในการจัดทำสะดือน้ำเพื่อเติมน้ำลงใต้ดิน ปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้านเดิม และเตรียมเสนอโครงการปรับปรุงระบบประปาใหม่ ร่วมกับการจัดทำระบบกระจายน้ำจากบึงสาธารณะสู่พื้นที่ชุมชน นอกจากนี้จากการคาดการณ์ยังพบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในเดือนมกราคม 2567 เช่น อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ และ อ.ห้วยคด จ.อุทัยธานี รวม 8 หมู่บ้าน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมตาม 9 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2566/67 แล้ว ทั้งนี้ สทนช.ได้เสนอโครงการขุดบ่อบาดาลเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้พื้นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากที่อยู่นอกเขตชลประทานหรือนอกเขตฝน เพื่อความมั่นคงด้านน้ำในอนาคตด้วย

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า จากการติดตามผลการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภาวะน้ำแล้ง ได้สูบน้ำช่วยเหลือแล้วรวม 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ ขอนแก่น และบึงกาฬ โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 38 เครื่อง สูบน้ำรวมได้ 9.06 ล้าน ลบ.ม.แจกน้ำสะอาดกว่า330,000 ลิตร ช่วยเหลือได้ 28,285 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรได้รับความช่วยเหลือ 140,000ไร่ และประสานงานแก้ไขเร่งด่วนโดยใช้รถบรรทุกน้ำ สำรวจระดับน้ำบาดาลที่เหมาะสมเพื่อเจาะหาแหล่งน้ำสำรอง พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

ห่วงใยพี่น้องชาวใต้! กษ.เร่งสำรวจความเสียหายน้ำท่วม เยียวยาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778809

ห่วงใยพี่น้องชาวใต้! กษ.เร่งสำรวจความเสียหายน้ำท่วม เยียวยาเกษตรกร

ห่วงใยพี่น้องชาวใต้! กษ.เร่งสำรวจความเสียหายน้ำท่วม เยียวยาเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าล่าสุดหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งสำรวจความเสียหายพื้นที่ภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านพืช ด้านประมง และด้านปศุสัตว์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเร่งช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูหลังน้ำลด รวมทั้งเพื่อให้เกษตรกรกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติโดยเร็ว

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในครั้งนี้เป็นภัยพิบัติที่เหนือความคาดหมาย ในรอบ 50 ปี ที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างวงกว้าง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้บินด่วนไปตรวจเยี่ยมพร้อมให้กำลังใจราษฎรผู้เดือดร้อน พร้อมให้การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเป็นการเบื้องต้น สนับสนุนอาหารกล่องพร้อมน้ำดื่มให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย รวมทั้งสิ้น ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.66 – 3 ม.ค.67 จำนวน 27,560 ชุด ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งสำรวจความเสียหายพื้นที่ภาคการเกษตรทุกด้าน พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร และหามาตรการในการเยียวยาเป็นการเร่งด่วนต่อไป

ทั้งนี้ ผลกระทบด้านการเกษตร (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ม.ค. 67) ด้านพืช พื้นที่ได้รับผลกระทบ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และจังหวัดสงขลา 22,766 ราย พื้นที่ 39,673 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 10,914 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 3,414 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่นๆ 25,345 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ด้านประมง พื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และจังหวัดยะลา เกษตรกร 1,548 ราย พื้นที่ (บ่อปลา) 634 ไร่ กระชัง 6,262 ตร.ม. อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ด้านปศุสัตว์ พื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และจังหวัดสตูล เกษตรกร 34,641 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 574,006 ตัว แบ่งเป็น โค 53,972 ตัว, กระบือ 2,217 ตัว, สุกร 5,574 ตัว, แพะ/แกะ 30,331 ตัว, สัตว์ปีก 481,912 ตัว และแปลงหญ้า 1,183 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย

– 006

‘ธรรมนัส’ขอโมเดิร์นเทรด ช่วยเกษตรกรรายย่อย แก้วิกฤตราคาหมูร่วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778891

'ธรรมนัส'ขอโมเดิร์นเทรด ช่วยเกษตรกรรายย่อย แก้วิกฤตราคาหมูร่วง

‘ธรรมนัส’ขอโมเดิร์นเทรด ช่วยเกษตรกรรายย่อย แก้วิกฤตราคาหมูร่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 21.24 น.

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายไชยา พรหมมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือแนวทางการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร โดยมี นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาครัฐ ได้แก่ กรมปศุสัตว์ และกรมการค้าภายใน ภาคเอกชนโมเดิร์นเทรด ได้แก่ บริษัท เบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จํากัด (เบทาโกรช็อป) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จํากัด (มหาชน) (Big C) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (Makro) บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (Lotus’s) บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ดส์ รีเทล จำกัด (TOP) บริษัท ไทย ฟู้ดส์ เฟรช มาร์เก็ต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CP fresh mart) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด ตลอดจนสมาคม/ชมรมผู้เลี้ยงสุกร กลุ่มเกษตรกรรายย่อย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมดงตาล ชั้น 4 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากปัญหาราคาสุกรตกต่ำ ทำให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลกระทบขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันหามาตรการในการลดต้นทุนการผลิต และการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร กระทรวงเกษตรฯ จึงได้จัดเวทีประชุมหารือระหว่างเกษตรกรรายย่อย และผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้ง 9 ราย ช่วยกันรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ไม่ให้กระทบกับราคาต้นทุนของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ ยินดีให้ความช่วยเหลือ และจะหามาตรการร่วมกันกับกรมปศุสัตว์และกรมการค้าภายใน ในการกำหนดราคาสินค้าสุกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้สามารถขายสินค้าสุกรในราคาที่เป็นธรรม และไม่กระทบกับผู้บริโภค นอกจากนั้น ยังเป็นการลดปัญหาการกดราคาจากพ่อค้าคนกลางด้วย ส่วนการแก้ไขปัญหาราคาต้นทุนการผลิต กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชทดแทน คือ ข้าวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร นำร่อง 500 ตำบล สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรต่อไป

– 006

เอาฤกษ์เอาชัยปีใหม่​! ‘กรมการข้าว’จัดพิธีทำบุญตักบาตร​ เนื่องในโอกาสปีใหม่​ 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778797

เอาฤกษ์เอาชัยปีใหม่​! 'กรมการข้าว'จัดพิธีทำบุญตักบาตร​ เนื่องในโอกาสปีใหม่​ 2567

เอาฤกษ์เอาชัยปีใหม่​! ‘กรมการข้าว’จัดพิธีทำบุญตักบาตร​ เนื่องในโอกาสปีใหม่​ 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.06 น.

วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม 2567 เวลา 07.30 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย​ ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์​ นนทรีย์​ รองอธิบดีกรมการข้าว คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เนื่องในโอกาสต้อนรับปีใหม่ 2567 แด่พระสงฆ์จำนวน 9 รูป จากวัดลาดปลาเค้า กรุงเทพฯ ณ อาคารจักรพันธ์ กรมการข้าว

ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์​ประจำกรมการข้าว​​เพื่อความเป็นสิริมงคล​ พร้อมทั้งกล่าวอวยพรปีใหม่ ประจำปี​ 2567 ให้แก่บุคลากรกรมการข้าว เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสร้างความรัก สามัคคี ในการร่วมมือกันขับเคลื่อนภารกิจของกรมการข้าวในการพัฒนาข้าวและชาวนาต่อไป

– 006