51ปีกรมวิชาการฯมุ่งสร้างนวัตกรรมฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765913

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานวันสถาปนากรมวิชาการเกษตรครบรอบ 51 ปี โดยมีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และคณะ เข้าร่วม ว่ามุ่งเน้นการบริหารจัดการภาคเกษตรที่ครบถ้วนทุกด้าน ตั้งแต่ดิน น้ำ พันธุ์พืช นวัตกรรม ด้วยการสนับสนุนให้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ พัฒนาพันธุ์พืชที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร การใช้สารชีวภัณฑ์ลดใช้สารเคมี ประกาศสงครามกับปุ๋ยและเคมีเกษตรปลอม ตลอดจนทำสงครามกับศัตรูพืช

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่า ในโอกาสที่กรมวิชาการเกษตรก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 6 ต้องมีอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย สามารถให้บริการตรวจสอบรับรองที่ฉับไว ห้องปฏิบัติการแห่งอนาคต “DOA Future Lab”จึงเป็นการยกระดับเทคโนโลยีนวัตกรรม ห้องปฏิบัติการที่ล้ำสมัย เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ลดปัญหาและอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศด้วยการยกระดับห้องปฏิบัติการส่วนภูมิภาคให้ได้มาตรฐานระดับสากล ที่อ้างอิงได้ในระดับประเทศและระดับนานาชาติ รวมทั้งพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ ที่สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง สร้างคุณค่าให้กับองค์กรให้เติบโต เข้มแข็งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ให้กับการพัฒนาการเกษตรของประเทศอย่างมีนัยสำคัญและยั่งยืน

สำหรับแนวทางในการดำเนินงานมีโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที ได้แก่ การประกาศสงครามกับศัตรูพืช เข้มงวดการตรวจสินค้านำเข้าเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย เร่งการวิจัยพัฒนาพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเพื่อยกระดับสินค้าเกษตร และเสริมศักยภาพเกษตรกร Plant Base Food ส่งเสริมการจัดการ Carbon Credit ในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร การแก้ปัญหาฝุ่น ควัน PM2.5 ภาคการเกษตร และการเตรียมการเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหา Climate Change

เกษตรฯเปิดบ้านรับเอกชน หารือส่งออกสินค้าสัตว์ปีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765914

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ เพื่อหารือกับบริษัทไทสัน ฟู้ดส์ ประเทศไทย (Tyson Foods Thailand) ตามที่บริษัทฯ ได้ขออนุญาตเข้าพบ โดยมีนายทอดด์เมนโนติ (Mr.Todd Meotti) ผอ.อาวุโสฝ่ายประสานงานภาครัฐระดับนานาชาติ พร้อมคณะ เข้าร่วมโดยทางบริษัทฯ ขอติดตามความคืบหน้าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกของบริษัท ไทสัน ฟู้ดส์ ประเทศไทย ใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1.การขอขึ้นทะเบียนสถานประกอบการแปรรูปเนื้อไก่ เนื้อไก่แปรรูป/ปรุงสุก ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังประเทศซาอุดีอาระเบีย และ 2.การส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไปยังไต้หวัน ซึ่งประเทศไทยได้ขอเปิดตลาดเนื้อสัตว์ปีก เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกไทยให้มากขึ้น

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ อยู่ระหว่างการประสานนำส่งข้อมูลให้ฝ่ายซาอุดีอาระเบียและไต้หวัน ซึ่งจะเร่งรัดให้สำเร็จโดยเร็วและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะได้รับการตอบรับในเชิงบวก ส่วนในด้านของบริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการเสริมสร้างความยั่งยืนด้านการผลิตอาหารสัตว์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อการผลักดันการส่งออกสัตว์ปีกไทยในอนาคตที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน

‘ธรรมนัส’รุดพบปะ เครือข่ายสลัม4ภาค เสนอตั้งคณะทำงาน แก้ปัญหาสหกรณ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765909

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมรับฟังปัญหาของกลุ่มเครือข่ายสลัม 4 ภาค นำโดย น.ส.กรรณิการ์ ปู่จินะ และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายธิติ โลหะปิยะพรรณผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายมงคล สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ เครือข่ายสลัม 4 ภาคได้ติดตามความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการดำเนินงานสหกรณ์เพื่อบริหารที่ดินและดำเนินโครงการบ้านมั่นคง ตามที่เคยได้ยื่นหนังสือต่อ รมว.เกษตรฯ เพื่อขอให้แก้ปัญหาการดำเนินการสหกรณ์ ให้สมาชิกกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ได้ นำไปสู่การเช่าที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกินได้ โดย รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการตามที่เครือข่ายได้เสนอ เพื่อช่วยเหลือในเรื่องที่ดินทำกิน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม อย่างไรก็ดี เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ ขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด และดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการกฎหมาย ด้วยความบริสุทธิ์เป็นธรรม และให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งหากตั้งคณะทำงานแล้วเสร็จจะเร่งประชุมเพื่อพิจารณาทบทวนระเบียบ หรือเงื่อนไขที่ยังทำให้ติดขัด เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างคล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น

กรมวิชาการฯขยายผล งานวิจัยใช้พืชพันธุ์ดี-เทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765912

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ได้ขยายผลงานวิจัยพร้อมใช้ประโยชน์ด้านพืชพันธุ์ดีและเทคโนโลยีการผลิตพืชสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งปัจจุบันโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆ ก็ยังคงได้รับการสืบสาน รักษา ต่อยอด จากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ก่อให้เกิดโครงการตามแนวพระราชดำริ มากกว่า 100 โครงการ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 หน่วยงานในพื้นที่ของกรมวิชาการเกษตรที่ได้ร่วมบูรณาการและสนองแนวพระราชดำริผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ ตัวอย่างหนึ่งของการดำเนินการขับเคลื่อนงานวิจัย คือการขยายผลการผลิตพืชพันธุ์ดีและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของเกษตรในพื้นที่ อ.ท่ายาง และ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยดำเนินงานภายใต้โครงการตามแนวพระราชดำริ 3 โครงการ

นายระพีภัทร์กล่าวต่อว่า พืชพันธุ์ดีและเทคโนโลยีการผลิตพืชนับเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกร โดยพืชพันธุ์ดีที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรีได้กระจายพันธุ์ดีสู่เกษตรกรโดยมีโครงการตามแนวพระราชดำริเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดความรู้ ได้แก่ สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี มีลักษณะเด่นคือให้ผลผลิตต่อไร่ สูงกว่า 5.3 ตัน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมเนื้อกรอบ สีเนื้อเหลืองอมส้มสม่ำเสมอ สามารถแกะแยกผลย่อยหรือตาออกจากกันง่าย และอ้อยคั้นน้ำสุพรรณบุรี 50 มีลักษณะเด่นคือให้ผลผลิตน้ำอ้อยต่อไร่สูง รสชาติดี มีกลิ่นหอม น้ำอ้อยมีสีสวยไว้ตอได้ดีไม่ต้องปลูกใหม่

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี ได้ขยายผลการผลิตสับปะรดพันธุ์เพชรบุรีพร้อมเทคโนโลยีการผลิตของกรมวิชาการเกษตร คือการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวในสับปะรด ตามคำแนะนำจะมีผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 7.7 ตัน ซึ่งหากมีการปลูกสับปะรดพันธุ์เพชรบุรีทดแทนพันธุ์ปัตตาเวีย จะส่งผลให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 10,674บาทต่อไร่ เมื่อคำนวณพื้นที่เพาะปลูกของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ รวมกับ จ.เพชรบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกรวม 194,000 ไร่ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 2,071 ล้านบาท

สำหรับอ้อย ได้ดำเนินการขยายผลการผลิตอ้อยคั้นน้ำสุพรรณบุรี 50 โดยใช้เทคโนโลยีการใช้ชีวภัณฑ์แมลงหางหนีบขาวงแหวนในการควบคุมแมลงศัตรูพืช และการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันกำจัดโรคใบขาวอ้อย ซึ่งการปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวจะมีผลผลิตน้ำอ้อยต่อไร่สูงถึง 5,960 ลิตร ส่งผลให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 7,420 บาทต่อไร่ เมื่อคำนวณพื้นที่เพาะปลูกของ จ.เพชรบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกรวม 33,300 ไร่ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 247 ล้านบาท ปัจจุบันมีเกษตรกรที่สามารถจัดทำแปลงขยายผลเทคโนโลยีได้ 17 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรด 12 ราย และเกษตรกรผู้ผลิตอ้อยคั้นน้ำ 5 ราย

‘ไชยา’เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765916

'ไชยา'เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก

‘ไชยา’เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.48 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2566 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วม ณ บ้านโคกใหญ่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู

โดยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้นำหน่วยงานภายในสังกัดมาร่วมกันตรวจราชการในพื้นที่ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนประชาชนในพื้นที่ สำหรับการวางแผนการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด รวมถึงเป็นการให้กำลังใจพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ โดยได้มอบถุงยังชีพจำนวน 104 ชุด และหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยจำนวน 7 หมู่บ้าน พร้อมทั้งมอบแนวคิดเกษตรเพิ่มมูลค่า สร้าง Storytelling ให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาทิ ข้าวฮาง ผ้าทอมือท้องถิ่น เป็นต้น ตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดงานมหกรรมควายไทยเมืองหนองบัวลุ่มภูพัฒนาควายไทยไปควายโลก ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใต้ โดย การจัดงานมหกรรมควายไทยในครั้งนี้เป็นการพัฒนามูลค่าสายพันธุ์ทางปศุสัตว์ที่สำคัญ รวมถึงเป็นการจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ในสังคมได้เห็นคุณค่าของสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ตามวิถีชีวิตเกษตรกรไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และเป็นการแสดงศักยภาพควายไทย ที่มีความโดดเด่นทางด้านสายพันธุ์และเอกลักษณ์ให้ต่างชาติเห็นว่าควายไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งปัจจุบันควายเป็นสัตว์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อตัวสูงกว่า 10 ล้านบาท ทั้งนี้ได้มอบหมาย กรมปศุสัตว์ ในการพัฒนาสายพันธุ์ควายไทย ให้มีความมั่นคง มีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ และเป็นสัตว์เศรษฐกิจในอนาคต เพื่อที่จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

– 006

‘เกษตรฯ’เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ อ.สังขละบุรี สกัดยางพาราลอบนำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765850

'เกษตรฯ'เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ อ.สังขละบุรี สกัดยางพาราลอบนำเข้า

‘เกษตรฯ’เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ อ.สังขละบุรี สกัดยางพาราลอบนำเข้า

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.35 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ (ปศุสัตว์ พืช ประมง) พร้อมมอบนโยบายให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และพบปะเกษตรกรในพื้นที่ ณ ด่านศุลกากรสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยกล่าวว่าจังหวัดกาญจนบุรีมีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระยะทาง 371 กิโลเมตร ประกอบด้วย ช่องทางเข้าออกตามธรรมชาติ 43 ช่องทาง และมีด่านชายแดนที่สำคัญ 2 ด่าน ได้แก่ จุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน อำเภอเมืองกาญจนบุรี และจุดผ่อนปรนทางการค้า ด่านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว) อำเภอสังขละบุรี มีพื้นที่ทำการเกษตร 12,179,968 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 3,030,598 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ปลูกข้าว พืชไร่ พืชสวน และพืชอื่นๆ มีสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ไก่เนื้อ โคเนื้อ สุกร โคนม และแพะ มีสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ปลานิล ปลาทับทิม กุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม

ส่วนพื้นที่ปลูกยางพาราของจังหวัดกาญจนบุรี มีจำนวน 103,705.86 ไร่ มีปริมาณผลผลิตเนื้อยางแห้งรวมทั้งจังหวัด 24,313.27 ตัน/ปี เป็นยางแผ่นดิบ 13,894.41 ตัน/ปี โดยใน อ.สังขละบุรี มีพื้นที่ปลูกยางพารา 22,858.68 ไร่ มีปริมาณผลผลิตเนื้อยางแห้ง 5,506.53 ตัน/ปี เป็นยางแผ่นดิบ 4,065.93 ตัน/ปี

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการตรวจสอบปริมาณผลผลิตยางในพื้นที่และสินค้ายางนำเข้า เพื่อควบคุมการนำเข้าให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน กยท.จังหวัด และ กยท.สาขา ที่อยู่ในพื้นที่เขตพรมแดนจะวางแผนสำรวจการผลิตยางธรรมชาติของเกษตรกรทั้งรูปแบบของผลผลิตยางที่ขาย จำแนกเป็นน้ำยางสด ยางก้อนถ้วย ยางแผ่นดิบ ซึ่งจะทำให้ทราบได้ว่าปริมาณยางที่ขายในพื้นที่นั้นๆ มียางเถื่อนปนอยู่ด้วยหรือไม่ และกำหนดเป้าหมายสำรวจข้อมูลดังกล่าวให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ กยท.ดำเนินมาตรการคู่ขนาน เพื่อขับเคลื่อนตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายเข้าสู่ไทย โดยให้จัดตั้งทีมสายลับยางเพื่อทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เฝ้าระวังและสอดส่องการกระทำผิดกฎหมาย หากพบเบาะแสจะแจ้งแก่หน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการจับกุมต่อไป อย่างไรก็ตาม กยท.พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง และจะชี้แจงให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทราบถึงโทษการรับซื้อสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมายหรือหลีกเลี่ยงภาษี และกำกับควบคุมสถาบันเกษตรกรฯ ไม่ให้รับซื้อยางที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ กยท.จะขยายผลดำเนินการไปยังพื้นที่รอยต่อระหว่างพรมแดนอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ระนอง ตาก และเชียงราย ด้วย

รมว.กษ. บอกด้วยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่มีมาตรการในการพัฒนาคุณชีวิตของเกษตรกร จึงได้ขับเคลื่อนมาตรการในการตรวจจับการลักลอบการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศอย่างเข้มข้น โดยในส่วนของจังหวัดกาญจนบุรี ได้รับรายงานว่าเป็นจุดที่มีการลักลอบนำเข้าสินค้ายางพาราจากประเทศเพื่อนบ้าน กระทรวงเกษตรฯ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ และการยางแห่งประเทศไทย ได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ จัดตั้งจุดตรวจสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ เพื่อเป็นจุดสกัดและคัดกรองสินค้าที่นำเข้าสินค้าภาคการเกษตร ซึ่งในส่วนของการลักลอบนำยางพาราเข้ามาในราชอาญาจักร ประเทศไทยเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สินค้าภาคการเกษตรทะลักเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ที่ผ่านมามีการจับกุม ตรวจสอบและอายัติสินค้าได้หลายร้อยตัน และสำหรับมาตรการในเรื่องของยางพารา กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนในเรื่องราคายาง โดยมาตรการตอนนี้คือต้องการระบายยางพาราออกนอกประเทศ สนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศ และที่สำคัญคือการจัดโซนนิ่งการกรีดยาง เพื่อป้องกันไม่ให้ยางล้นตลาด จึงเชื่อมั่นว่าจะทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

– 006

ภาคีชาวไร่ยาสูบปลื้ม กมธ. คลัง ดันแก้ปัญหาราคาและอัตราภาษียาสูบ พร้อมเสนอ 4 แนวทางช่วยเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765707

ภาคีชาวไร่ยาสูบปลื้ม กมธ. คลัง ดันแก้ปัญหาราคาและอัตราภาษียาสูบ พร้อมเสนอ 4 แนวทางช่วยเกษตรกร

ภาคีชาวไร่ยาสูบปลื้ม กมธ. คลัง ดันแก้ปัญหาราคาและอัตราภาษียาสูบ พร้อมเสนอ 4 แนวทางช่วยเกษตรกร

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.17 น.

ภาคีชาวไร่ยาสูบปลื้ม กมธ. คลัง ดันแก้ปัญหาราคาและอัตราภาษียาสูบ พร้อมเสนอ 4 แนวทางช่วยเกษตรกร

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบประเทศไทย เผยภายหลังร่วมประชุมกับคณะกมธ. การคลัง เสนอ 4 แนวทางแก้ไขปัญหาราคายาสูบตกต่ำ ย้ำรัฐต้องปรับราคารับซื้อให้สอดคล้องกับต้นทุน แก้ไขอัตราภาษีให้เหมาะสม เร่งปราบบุหรี่เถื่อน และผลักดันทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อเป็นโอกาสให้ชาวไร่ ชี้ปัญหาเก่ายังไม่ทันแก้ วอนรัฐอย่าเพิ่มปัญหาใหม่จากการแบนส่วนประกอบ

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน โดยมีกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร การยาสูบแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ได้หารือเกี่ยวกับการศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหายาสูบและยาเส้นราคาตกต่ำ โดยตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบนาย กิตติทัศน์ ผาทอง กล่าวว่า

“ราคาการรับซื้อใบยาสูบไม่มีการปรับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจมากว่า 10 ปีแล้ว สวนทางกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 หรือกว่า 12 บาทต่อกิโลกรัม ชาวไร่ยาสูบ โดยเฉพาะผู้ปลูกพันธุ์เวอร์จิเนียในภาคเหนือต้องแบกรับค่าปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย น้ำมัน เชื้อเพลิงจากไฟฟ้าและฟืน รวมถึงแรงงาน ที่กลายเป็นตัวเลขรายได้ที่ลดลงทุก ๆ ปี และพวกเราก็ยังโดนตัดโควตากว่าร้อยละ 50 ติดต่อกัน 6 ปีด้วย สถานการณ์ก็ไม่มีวี่แววที่จะดีขึ้นทั้งจากเรื่องภาษีและบุหรี่เถื่อนที่ถาโถมเข้ามา ดังนั้น การปรับราคารับซื้อให้คุ้มค่ากับต้นทุนในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด และทุกอย่างจะเกิดได้หากผู้รับซื้ออย่างการยาสูบฯ สามารถสร้างรายได้จากภาษีในอัตราที่เหมาะสม”

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ จึงยื่น 4 ข้อเสนอ แก่คณะกรรมาธิการฯ 1) ร้องขอให้ผลักดันเรื่องการปรับขึ้นราคาใบยาสูบให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น 2) เร่งปรับให้เกิดอัตราที่เหมาะสมตามที่กระทรวงการคลังทำการศึกษาไว้ และไม่ขึ้นราคาสวนสภาพเศรษฐกิจ 3) ปราบปรามบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง จัดให้บุหรี่เถื่อนเป็นสินค้าเกษตรสำเร็จรูปลักลอบ และ 4) เสนอพิจารณาเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้การยาสูบฯ ใช้ประโยชน์จากใบยาสูบในประเทศผลิตนิโคตินทางการแพทย์ หรือใช้ใบยาเป็นส่วนประกอบของบุหรี่ไฟฟ้า และนำรายได้มาช่วยเกษตรกร

นอกจากนี้ ตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงสาธารณสุข “ห้ามเติมสารปรุงแต่งในบุหรี่”​ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติแล้ว​ ขณะนี้กำลังรอเสนอต่อครม.​ ว่ายังเป็นร่างที่มีปัญหา มีการเลี่ยงบาลี ซึ่งอาจตีความได้ว่าไม่ให้เติมส่วนประกอบใด ๆ เลย เป็นสัญญาณที่ไม่ดี อาจทำลายอาชีพของชาวไร่ยาสูบทั้งประเทศ เพราะการบริโภคทั้งหมดคงไปอยู่ที่สินค้าทดแทน สินค้าผิดกฎหมายทั้งหมด จึงขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาจุดสมดุลและเห็นใจชาวไร่ยาสูบด้วย

โดยทาง คณะกมธ. และ สส. จากพื้นที่ปลูกยาสูบทั้งภาคเหนือและภาคอีสานได้มีการสอบถามความเห็นจากทั้งกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร และการยาสูบฯ ถึงประเด็นปัญหาต่าง ๆ อีกทั้งให้เวลาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1 เดือน เพื่อกลับมานำเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาและข้อเรียกร้องของชาวไร่ยาสูบกับคณะกรรมาธิการอีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไป

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณคณะกมธ. และสมาชิกผู้แทนราษฎรในพื้นที่ยาสูบทั่วไทยที่ช่วยทำให้ปัญหาของชาวไร่ยาสูบถูกตีแผ่ในวงกว้าง เพราะเราเหมือนเกษตรกรที่ตกสำรวจ จะออกไปเรียกร้องผ่านแบบเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่นก็ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพดูแล การได้เข้าร่วมประชุมให้ข้อมูลกับคณะกมธ. การเงิน การคลังฯ ในวันนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความหวังให้ชาวไร่ยาสูบได้มีกำลังใจในการประกอบอาชีพต่อไปในฤดูกาลปลูกประจำปีที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

‘บังกี้’จับมือ‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ‘ถั่วเหลือง’ด้วยบล็อกเชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765692

‘บังกี้’จับมือ‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ‘ถั่วเหลือง’ด้วยบล็อกเชน

‘บังกี้’จับมือ‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ‘ถั่วเหลือง’ด้วยบล็อกเชน

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.10 น.

‘บังกี้’จับมือ‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ ประกาศยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ‘ถั่วเหลือง’ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน มาจากแหล่งที่ไม่ตัดไม้ทำลายป่า 

บริษัท บังกี้  จำกัด (BUNGE) และ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบหลักอาหารสัตว์ ให้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) บูรณาการร่วมกันพัฒนาและเชื่อมต่อระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาถั่วเหลืองและวัตถุดิบจากถั่วเหลืองที่มาจากแหล่งที่ไม่ตัดไม้ทำลายป่า และเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมวัตถุดิบทางการเกษตรที่จัดหาในประเทศบราซิลโดยบังกี้ สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ซีพีเอฟในประเทศไทย และกิจการในต่างประเทศ ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานอาหารของซีพีเอฟทั่วโลกที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

ในพิธีลงนาม นายไพศาล เครือวงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรุงเทพโปรดิ๊วส และนายฮูลิโอ จาเวียร์ การ์รอส ประธานบริหารร่วม ธุรกิจการเกษตร ประจำ เซา เปาโล บังกี้ เซ็นต์ลงนาม โดยมี นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เป็นสักขีพยาน พร้อมกับ นายพีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิศวกรรมกลาง ซีพีเอฟ และคริสโตส ดิโมพูโลส ประธานบริหารร่วม ธุรกิจการเกษตร ประจำ เจนีวา บังกี้ ณ ซีพี ทาวเวอร์ สีลม กรุงเทพ

 บังกี้ และ กรุงเทพโปรดิ๊วส จะร่วมกันบูรณาการข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล และเชื่อมต่อการตรวจสอบข้อมูลด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อสร้างความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของฐานข้อมูลจากระบบการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของถั่วเหลือง ตั้งแต่การเพาะปลูก จนถึงปลายทางโรงงานอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ เพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั่วโลกว่าห่วงโซ่อุปทานอาหารซีพีเอฟไม่บุกรุกทำลายป่า

นายไพศาล เครือวงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสของระบบตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานอาหารของซีพีเอฟได้มากยิ่งขึ้น ความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของสินค้าให้กับผู้บริโภคทั่วโลก สอดคล้องกับความมุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ในปี พ.ศ. 2593 (Net-Zero : 2050)

“บริษัทฯ มุ่งมั่นสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตร รวมถึงถั่วเหลืองจากทั่วโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้บริษัทฯ สามารถตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ถึงแหล่งปลูกที่ไม่บุกรุกป่า หรือตัดไม้ทำลายป่า” นายไพศาลกล่าว

“บังกี้ ต้องการเป็นพันธมิตรที่ส่งมอบวัตถุดิบหลักทางการเกษตรที่ยั่งยืน  ความร่วมมือกับ กรุงเทพโปรดิ๊วส ในครั้งนี้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของบริษัทที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยยกระดับห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ยั่งยืน  ที่ผ่านมาบริษัทฯ สร้างระบบการประเมินคู่ค้าธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยเพิ่มความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานให้สูงขึ้น”  โรสซาโน ดิ อันเจลิส จูเนียร รองประธานฝ่ายธุรกิจการเกษตรเขตอเมริกาใต้ บังกี้ กล่าว

ระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาถั่วเหลืองของบังกี้ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกในทวีปอเมริกาใต้ มากกว่า 16,000 แห่ง หรือ ประมาณ 20 ล้านเฮกตาร์ ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมที่ล้ำสมัย สามารถระบุและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการปลูกถั่วเหลืองในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทฯ สามารถตรวจสอบย้อนกลับถั่วเหลืองที่จัดหาในทางตรงและทางอ้อมในบราซิลได้อย่างครบถ้วนภายในปี 2525 (พ.ศ.2568)  ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ร้อยละ 97 ของปริมาณถั่วเหลืองที่จัดหาจากพื้นที่เสี่ยงของบังกี้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในการใช้ที่ดิน ความร่วมมือของบริษัทชั้นนำระดับโลกจะเสริมสร้างศักยภาพ และมาตรฐานความโปร่งใสในการจัดหาถั่วเหลืองจากประเทศบราซิลเป็นไปตามหลักสากล เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

นอกจากนี้ บังกี้และกรุงเทพโปรดิ๊วส ยังมุ่งมั่นบูรณาการความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานการจัดหาถั่วเหลืองอย่างต่อเนื่อง เช่น การถ่ายโอนและแสดงผลข้อมูลบนระบบแบบเรียลไทม์ การวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของถั่วเหลือง การยกระดับการจัดหาสู่รูปแบบ Segregation ตลอดจนนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความยั่งยืนในการจัดหาถั่วเหลืองที่รับผิดชอบ เช่น Round Table on Responsible Soy (RTRS) และ International Sustainability & Carbon Certification (ISCC)

‘ธรรมนัส’เปิดสัมมนาวิชาการ การพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตในที่ดิน ส.ป.ก.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765504

'ธรรมนัส'เปิดสัมมนาวิชาการ การพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตในที่ดิน ส.ป.ก.

‘ธรรมนัส’เปิดสัมมนาวิชาการ การพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตในที่ดิน ส.ป.ก.

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.01 น.

“ธรรมนัส”เปิดสัมมนาวิชาการ การพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตในที่ดิน ส.ป.ก. ส่งเสริมพัฒนาปัจจัยพื้นฐานและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร หวังให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดการสัมมนาวิชาการ การพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตในที่ดิน ส.ป.ก. ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 28 ตุลาคม 2566 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ) ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า โครงการสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปบทเรียนการดำเนินงานที่ผ่านมา เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านมั่นคงชนบทในที่ดิน ส.ป.ก.และหน่วยงานภาคีพัฒนา และร่วมกันออกแบบแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินทุกมิติ และขยายผลการดำเนินงานสู่หน่วยงานที่ดินประเภทอื่นๆ

ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ส.ป.ก.มีภารกิจในการจัดที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 36/2559 จากพื้นที่เป้าหมาย 40 แปลง 13 จังหวัด ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับการจัดที่ดินแล้วจำนวน 4,768 ราย 41,265 ไร่ โดย ส.ป.ก.มีภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคที่เหมาะสม ทั้งปัจจัยด้านดินและน้ำ ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม การพัฒนาแหล่งน้ำทั้งผิวดินและใต้ดินพร้อมระบบส่งกระจายน้ำไปยังแปลง เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม สนับสนุนอาคารรวบรวมและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้

ทั้งนี้ จากการบูรณาการขับเคลื่อนภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 9 หน่วยงาน ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2561 ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนไปแล้วทั้งสิ้น 233 กิโลเมตร ก่อสร้างแหล่งน้ำ 269 โครงการ ขยายเขตไฟฟ้า 1,891 หลัง และในด้านการสนับสนุนบ้านพักอาศัย ซึ่งมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เข้ามาร่วมบูรณาการขับเคลื่อน โดยสบทบทุนสร้างบ้านให้เกษตรกรไปแล้วกว่า 1,690 หลัง เป็นงบประมาณทั้งสิ้น 70,120,000 บาท สามารถตอบสนองต่อปัจจัยขั้นพื้นฐานให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน และมีการขยายผลการดำเนินงานเพิ่มเติมภายใต้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 16 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา โดยมีความร่วมมือเพิ่มเติมในกระบวนงานจัดผังที่ดินชุมชน สนับสนุนการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็ง พร้อมระบบสาธารณูปโภคต่างๆ จะส่งผลให้ปัญหาความเหลือมล้ำของสังคมลดลงไปได้ และสามารถช่วยให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเข้าถึงบริการของรัฐ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น พร้อมเพิ่มความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันภาคการเกษตรต่อไป

“การส่งเสริมให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน จะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงในเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย การพัฒนาอาชีพรายได้ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติ ซึ่งการที่ พอช.เข้ามาร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัยในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความสุขให้กับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งการดำเนินการในพื้นที่ ส.ป.ก.นี้ กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย จะเข้ามาพัฒนาและสนับสนุนปัจจัยขั้นพื้นฐาน น้ำต้องไหล ไฟต้องสว่าง ถนนหนทางต้องมี รวมทั้งส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร โดยใช้ตลาดนำ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันในการยกคุณภาพชีวิตของคนฐานรากให้เข้มแข็ง สังคมก็จะมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

– 006

‘พีรพันธ์’ถกอนุฯโครงการศูนย์ภูฟ้าฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765373

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการด้านเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 2/2566 โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นคณะอนุกรรมการด้านเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าฯ และหน่วยงานร่วมบูรณาการ เข้าร่วม มีประเด็นสำคัญในที่ประชุม ดังนี้ 1.เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานโครงการศูนย์ภูฟ้าฯ ปีงบประมาณ 2566 (ไตรมาสที่ 4) ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการฯ จำแนกรายด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษา สาธิต และแหล่งเรียนรู้ (แปลงต้นแบบ/แปลงสาธิต) ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี/การขยายผล/การส่งเสริมพัฒนาอาชีพ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการพัฒนาทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐาน และด้านอื่นๆ

2.เพื่อพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ปีงบประมาณ 2567 ภายใต้แผนแม่บทโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) ซึ่งกำหนดกรอบระยะเวลาพื้นที่เป้าหมายและจุดเน้นแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566-2567) เน้นการปรับปรุงบำรุงรักษาแหล่งเรียนรู้ จุดสาธิต ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 2 (พ.ศ.2568-2569) เน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ขยายผล และพื้นที่ที่มีพระราชดำริดำเนินการเพิ่มเติม พร้อมทั้งขยายผลไปในพื้นที่ต่อยอดความสำเร็จ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2570) ขยายผลองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกรพื้นที่อื่นโดยรอบศูนย์ เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของราษฎรในโครงการและพื้นที่ขยายผล โดยเพิ่มช่องทางการตลาด เพื่อให้โครงการเป็นศูนย์ต้นแบบการพัฒนาและถ่ายทอดความรู้อย่างครบวงจรแบบเบ็ดเสร็จในลักษณะเดียวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ